จอคอมพิวเตอร์ กับการเลือกซื้อที่คุณอาจยังไม่รู้

จอคอมพิวเตอร์

            การใช้งานคอมพิวเตอร์ในรูปแบบ Desktop นั้นมีองค์ประกอบหลายอย่างที่สำคัญเพื่อที่จะนำมาประกอบรวมกันให้ได้ประสิทธิภาพในการใช้งานมากที่สุด โดย จอคอมพิวเตอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญมาก ๆ ทีเดียวในการถ่ายทอดการแสดงผลต่าง ๆ ทั้งเรื่องงานและความบันเทิงออกมา ซึ่งจอที่ดีนั้นก็ต้องมีคุณสมบัติและสเปคต่าง ๆ ซึ่งผู้ซื้อควรให้ความสำคัญ ซึ่งสำหรับผู้ซื้อมือใหม่อาจจะลำบากใจในการเลือกซื้อ เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ซึ่งบางทีก็เป็นศัพท์ที่ไม่คุ้น ดังนั้นเราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับการเลือกซื้อจอกัน

                1. ประเภทของจอ

                จอของคอมพิวเตอร์นั้นถูกพัฒนามาอย่างยาวนานจากที่ตอนแรกถูกนำมาใช้งานด้านข้อมูลและเอกสาร แต่ในปัจจุบันนั้นได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานให้หลากหลายมากขึ้น ใช้งานที่แพร่หลายอยู่ 2 แบบดังนี้

                – LCD

                เป็นเทคโนโลยีที่มีชื่อเต็มว่า Liquid Crystal Display ได้รับการพัฒนาขึ้นมาจากจอแบบ CRT หรือจอแบบตู้ที่ในปัจจุบันไม่ได้นิยมใช้กันแล้ว มีลักษณะเฉพาะคือหน้าจอที่แบน บาง เบา ให้ความคมชัดของสีสันที่ค่อนข้างมากกว่าจอ CRT แบบเก่า การทำงานให้เกิดภาพคือมีการฉายแสงออกมาจากหลอดไฟที่อยู่บริเวณด้านหลังองจอภาพหรือที่เรียกว่า Black Light ผ่านไปยังชั้นสำหรับกรองแสงหรือ Polarized filter ซึ่งมีคริสตัลเหลวเรียงตัวกัน 3 แสงคือ แดง เขียว น้ำเงิน (RGB) จนเกิดเป็นภาพที่หน้าจอ โดยจอ LCD แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ Passive Matrix ที่มีความชัดและความสว่างในระดับเริ่มต้น และ Active Matrix ที่ให้ความคมชัดที่มากกว่า

                – LED

                เป็นจอภาพที่พัฒนามาจาก LCD อีกที มีชื่อเรียกแบบเต็ม ๆ ว่า Organic Light Emitting Devices แต่ว่าหลักการแสดงภาพนั้นจะเป็นการใช้แสงจากหลอดไฟมาเรียงกันทำให้เกิดภาพด้วยการติดดับของไฟนั่นเอง ซึ่งจะได้ภาพที่ค่อนข้างจะสว่างและชัดมากกว่าจอ LCD ทั้งยังมีความเร็วในการตอบสนองที่ค่อนข้างมาก สามารถมองมุมข้าง ๆ แต่ว่าก็ยังได้รับความชัดอยู่

                ซึ่งถ้าใครจะซื้อก็ขอแนะนำว่าให้ดูจอประเภท LED เป็นหลักเพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่มีประสิทธิภาพที่ดี ทั้งยังราคาที่ไม่แพงอีกแล้วในปัจจุบัน มีหลากหลายแบรนด์ที่ผลิตด้วย

                2. ขนาดหน้าจอและความละเอียด

                ขนาดของหน้าจอถือว่าเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนพิจารณาในการที่จะเลือกซื้อจอ เพราะว่าขนาดจอที่เหมาะสมจะทำให้ประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์นั้นดีและได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันแนะนำว่าควรซื้อขนาด 20 นิ้วขึ้นไป เพราะว่าสามารถแสดงผลที่ชัดเต็มตาในการพิมพ์งานหรือการดูหนังเล่นอินเตอร์เน็ตได้ ส่วนใครที่อยากจะซื้อจอใหญ่กว่านั้นก็อยู่ที่ความชอบและกำลังเงินของตัวเอง ส่วนความละเอียดของภาพก็มีให้เรียกตั้งแต่ 720P 1080P ไปจนถึง 4K ซึ่งก็แล้วแต่กำลังทรัพย์ แต่โดยมาตรฐานแล้วก็ควรเลือก 1080P หรือ Full HD ซึ่งทำให้ประสบการณ์ด้านความบันเทิงป็นไปได้ค่อนข้างครบถ้วนนั่นเอง

                3. ค่า Response Time

                Response Time เป็นศัพท์ที่หลายคนที่เป็นมือใหม่ในการเลือกซื้อจออาจจะเคยได้ยืนและงงว่ามีความสำคัญอะไร โดยถ้าจะสรุปให้เข้าจง่าย ๆ ก็คือค่าของความเร็วภาพที่จะทำให้สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของวัตถุได้ อย่างเช่นเราเล่นเกมแข่งรถถ้าหากว่าจอเรามีค่า Response Time ต่ำก็จะสามารถมองเห็นรถที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วได้ชัด ซึ่งค่า Response Time ที่แนะนำนั้นไม่ควรสูงกว่า 12 สำหรับการใช้งานปกติ แต่ถ้าเน้นเล่นเกมก็ควรเลือกซื้อจอที่มีค่า Response Time ประมาณ 5-2 ms นั่นเอง

                4. ค่า Refresh Rate

                เรียกกันง่าย ๆ ว่าเป็นอัตราการกะพริบของหน้าจอ อันนี้จะแตกต่างจากค่า Response Time เพราะว่ายิ่งน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ภาพนิ่งและสมูท โดยเรทโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 60 Hz แต่ว่าถ้าเป็นสายเกมก็ต้องหาที่สูงกว่านั้นเพื่อประสบการณ์ความบันเทิงที่มากขึ้นนั่นเอง

                5. พอร์ตการเชื่อมต่อ

                ควรดูว่าจอมีพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งควรจะมี HDMI, VGA และ DVI เพื่อให้การเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างไม่ติดขัดนั่นเอง โดยเฉพาะ HDMI ควรมีอย่างน้อย 2 พอร์ตด้วยกัน

                และนี่คือหลักการพื้นฐานในการเลือกซื้อ จอคอมพิวเตอร์ สำหรับมือใหม่ หวังว่าจะสามารถนำไปใช้ในการพิจารณาได้นะครับ

macbook air 2020 มือใหม่กับทริคลับ!

macbook air 2020 ปีนี้มาพร้อมกับคุณภาพมากมาย บางเบาเบาเหมือนเคย แต่เหนือกว่าที่เป็นมา ถ้าลองคิดๆ ไปแล้ว มีไวสักเครื่องก็น่าจะดีเหมือนกันกับเจ้า macbook air เนี่ย แต่ทั้งนี้ สำหรับใหม่ แบบใหม่ๆมาก อาจจะรู้สึกว่ามันใช้ยาก ซึ่งไม่ใช่เลยอยากบอกว่ามันใช้ง่ายมากๆ มีคำแนะนำ ไปดูกันเลย!!

macbook air 2020

Mac OS X ถือว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่เกิดมาโดยที่แทบจะไม่ต้องง้อเม้าส์เลยก็ว่าได้ เพราะมันถูกสร้างมาให้ใช้งานสะดวกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Trackpad ที่สามารถถ่างหุบๆ สไลด์ไปสไลด์มาได้ และคีย์บอร์ดของ Mac ยังมีคำสั่งหรือฟีเจอร์ลัดต่างๆ อีกมากมาย

ปรับแต่ง Trackpad และเมาส์ให้ใช้งานง่ายเราสามารถตั้งค่าการใช้งาน Trackpad บน MacBook และเมาส์ที่ใช้งานกับ Mac ทุกรุ่นให้ใช้งานได้ง่ายมากขึ้นด้วยการปรับทิศทางการเลื่อน Scroll ให้ตรงตามที่ตนเองถนัด พร้อมเปิดใช้งานการคลิกขวาด้วย

ตั้งค่าทิศทางการ Scroll เวลาที่เราเลื่อนเนื้อหาขึ้นหรือลง ทิศทางการปัดบน Trackpad และเมาส์ เราสามารถตั้งค่าเองได้ โดยจะกำหนดให้มีทิศทางเดียวกับที่เราปัดขึ้นหรือลง หรือตรงกันข้ามก็ได้ สำหรับ Trackpad ให้ไปที่ System Preferences > Trackpad ในแถบ Scroll & Zoom ให้เช็คเลือก (หรือไม่เช็ค) Scroll direction ตามทิศทางที่ต้องการ

เริ่มจาก Split Screen บน OS X El Capitan ที่สามารถแบ่งการทำงานของหน้าจอเป็นสองฝั่งได้ ทำให้คุณสามารถใช้งานสองหน้าต่างไปพร้อมๆกันเช่น ฝั่งซ้ายกำลังเสิร์ชหาข้อมูลอยู่ อีกฝั่งนึงก็เปิด Youtube ฟังเพลง ดู MV ไปได้พร้อมๆกัน การทำงานก็ง่ายๆ เพียงคุณเปิดหน้าต่างที่จะใช้งานขึ้นมา 2 อันซ้อนกัน จากนั้นก็กดค้างที่ปุ่มสีเขียวมุมซ้ายบนที่เอาไว้ขยายหน้าต่าง แล้วก็ลากไปไว้ฝั่งซ้ายหรือขวา เพียงเท่านี้ระบบก็จะทำการแบ่งหน้าจอให้โดยอัตโนมัติ

Switching Between Windows หรือสลับหน้าต่างแอพไปมาอย่างรวดเร็ว หลายคนคงเคยเห็นใน Windows มาแล้ว ซึ่งจะบอกว่าใน Mac ก็มีเหมือนกันนะ ใช้คำสั่งคล้ายๆกันนั่นก็คือ command + tab หรือ Mastering your browser tabs จัดการแท็บต่างๆที่อยู่ในบราวเซอร์ เราสามารถสลับระหว่างแท็บด้วยการกด command + shift + } เพื่อเลื่อนไปทางขวา หรือ command + shift + { เพื่อเลื่อนไปทางซ้าย และเราสามารถสร้างแท็บใหม่ด้วยการกด command + T ไม่ต้องลากเม้าส์ไปจิ้มๆให้เสียเวลา

หรือใช้สองนิ้วหุบเข้าหาบน Trackpad ก็สามารถเลือกแท็บที่ต้องการใช้งานได้ทั้งหมดเลยครับ ถ้าจะปิดแท็บนั้นก็เพียงแค่กด command + W แต่ถ้าจะปิดบราวเซอร์หรือปิดแอพนั้นๆไปเลยเพียงกด command + Q เพียงเท่านี้ แอพที่คุณเปิดไว้ก็จะถูกปิดไปอย่างสมบูรณ์

Easily take screenshots หรือการ Capture หน้าจอนั่นเอง เราสามารถบันทึกหน้าจอ ณ เวลานั้นได้โดยกดปุ่ม command + shift + 3 เครื่องจะทำการบันทึกภาพหน้าจอ ณ เวลานั้นทันที แต่เราสามารถกำหนดสัดส่วนเองได้ด้วยว่า อยากจะแคปไว้เฉพาะส่วนไหนด้วยคำสั่ง command + shift + 4 จากนั้นก็ตีกรอบในจุดที่ต้องการ แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยครับ ตามการตั้งค่าเดิมภาพจะไปอยู่ที่หน้า Desktop

แลหะนี่ก็เป็นตัวอย่างเล็กน้อย ที่ทำให้คุณสะดวกขึ้นได้แน่นอน หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับคนใช้ Mac หรือรุ่นใหม่ๆ อย่าง macbook air 2020

PlayStation 4 หรือสินค้าไหนๆ ก็ยอดขายออนไลน์ปังๆ ได้ด้วยเทคนิคเหล่านี้

PlayStation 4

                อาชีพพ่อค้าแม่ค้านั้นถือว่าอาชีพอมตะที่จำเป็นต้องมีในทุกยุคทุกสมัย จนถึงปัจจุบันนี้ที่มีการซื้อขายกันผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้ประกอบอาชีพนี้จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการขายที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเทคโนโลยีทันสมัยอย่าง PlayStation 4 หรือจะเป็นของแบบที่ขายกันตามท้องตลาดแบบอาหารสดผลไม้ก็สามารถนำมาขายเพื่อให้ลูกค้าได้จับจองได้ผ่านอินเตอร์เน็ตแต่จิตวิญญาณและเทคนิคต่าง ๆ ในการค้าขายแบบดั้งเดิมก็ยังสามารถนำมาใช้ได้ และครั้งนี้เราจะแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคการขายต่างๆ ที่นักขายออนไลน์ควรรู้เพื่อยอดปัง ๆ ลองมาดูกันนะครับ

                1. มีเวลา

                ในการขายของออนไลน์นั้นแม้เราจะไม่ได้พบเจอกับลูกค้าเหมือนอยู่หน้าร้าน แต่ว่าก็ต้องพร้อมในการต้อนรับลูกค้าที่จะทักมาในทุกช่องทางที่เราเปิด ไม่ว่าจะเป็นในหน้า Comment ใน Inbox ใน Line หรือแม้แต่การโทรศัพท์เข้ามาสอบถามรายละเอียดของสินค้า หรือการแจ้งข้อมูลอื่นๆ ซึ่งคุณต้องมีเวลาในการพูดคุยและต้อนรับลูกค้าเหล่านี้ เพราะว่าถ้าหากลูกค้าองคุณติดต่อเข้ามาและรอนานก็อาจจะเกิดความไม่ทันใจและไปถามร้านอื่นที่มีสินค้าประเภทเดียวกันได้ ดังนั้นควรพิจารณาว่าร้านของเราขายดีมีคนสนใจมากแค่ไหน ถ้ามีปริมาณของลูกค้ามากก็ควรแบ่งเวลามาให้ธุรกิจของคุณมากตามไปด้วย

                2. ควรมีผู้ช่วย

                จากข้อแรกถ้าหากร้านของคุณขายดีมากหรือมีคนสนใจมากเป็นพิเศษ จนไม่สามารถตอบคำถาม แพ็คสินค้า หรือจัดส่งสินค้าได้ทัน ก็ควรที่จะต้องมีผู้ช่วยในการดำเนินการสิ่งต่างๆ เพื่อให้การขายเป็นไปได้อย่างไหลลื่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดของร้านค้าและความจำเป็น แต่สิ่งที่สำคัญที่สำคัญที่สุดหากว่าจะมีผู้ช่วยในการตอบคำถามลูกค้าก็คือผู้ช่วยต้องมีความรู้และความเข้าใจในสินค้าที่จะขายพอๆ กับเจ้าของร้านเลยทีเดียว เพราะว่าถ้าข้อมูลผิดไปก็จะทำให้เกิดปัญหาในการขายได้ อย่างเช่นถ้าร้านของคุณขายเครื่องเล่นเกม PlayStation 4 คนที่ตอบคำถามก็ต้องมีความรู้เรื่องเกมพร้อมให้คำแนะนำกับผู้ซื้อที่เป็นมือใหม่ หรือเข้าใจคำถามต่าง ๆ ที่ลูกค้าถามมาได้ เป็นต้น

                3. ใจเย็น ๆ

                ในการขายของออนไลน์ก็เหมือนกับการขายของตามหน้าร้านที่จำเป็นที่จะต้องเจอลูกค้ามากมายหลายแบบ บางคนที่เข้ามาก็อาจจะมีคำถามที่ซ้ำๆ เดิม กับลูกค้าก่อนหน้า หรือมาสอบถามต่างๆ แต่ก็ไม่ซื้อ สิ่งผู้ขายที่ดีต้องใจเย็นและต้องยินดีรับมือกับลูกค้าทุกรูปแบบ เพราะว่าลูกค้าที่ถามเยอะแต่ไม่ซื้อ ในอนาคตอาจจะกลับมาพร้อมกับออเดอร์จำนวนมากก็ได้ เพราะว่าไปเปรียบเทียบกับร้านอื่นในหลายๆ ด้านและพบว่าร้านของคุณต้อนรับลูกค้าได้อย่างดีกว่านั่นเอง ดังนั้นควรใจเย็นและดูแลลูกค้าทุกคนอย่างทัดเทียมกัน

                4. อย่าขายแบบ Hard sales

                เทคนิคการขายของแบบหนึ่งที่ใช้กันมานานแล้วก็คือการขายแบบ Hard sales นั่นเอง เช่นการบอกสรรพคุณและข้อดีของสินค้าและพยายามที่จะให้ลูกค้าตอบตกลงซื้อให้เร็วที่สุด ซึ่งในสมัยปัจจุบันที่ลูกค้ามีทางเลือกในการเข้าถึงร้านค้ามากมาย ลูกค้าส่วนมากจึงอยากที่จะสอบถามหรือทำความเข้าใจสินค้าจากมุมของตัวเองมากกว่าที่จะโดนกดดันจากผู้ขาย โดยถ้ารู้สึกว่าโดน Hard sales เมื่อไหร่ก็มักจะเปลี่ยนใจไปร้านอื่นที่ทำให้ตัวเองรู้สึกสบายใจกว่า ดังนั้นผู้ขายออนไลน์ที่ดีในสมัยนี้จึงควรที่จะคอยรับฟังลูกค้า คอยบอกข้อมูลและข้อดีของสินค้าอย่างพอประมาณจะดีกว่า และรอให้ผู้ซื้อตัดสินใจเอง

                5. เน้นโปรโมชั่น

                การแข่งขันที่สูงของร้านค้าออนไลน์ในปัจจุบันนี้ สิ่งที่ตัดสินในเรื่องการตัดสินใจซื้ออย่างมากก็คือราคาและโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมนั่นเอง ดังนั้นแนะนำให้จัดช่วงโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้าไม่ว่าจะเป็นการดึงราคาให้ถูก การแถมสินค้าเมื่อซื้อถึงยอดขั้นต่ำที่กำหนดเพื่อเน้นยอดสั่งซื้อและสร้างความจดจำให้ลูกค้านั่นเอง

                นี่คือเทคนิคการขายของออนไลน์ที่เราได้เลือกมานำเสนอกัน ยังมีอีกหลายๆ เทคนิคที่น่าสนใจซึ่งผู้ขายควรจับตาดูความต้องการของลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีให้ดีเพื่อนำมาปรับใช้และพัฒนาร้านของเราต่อ ๆ ไป

งงไปหมด iPad Air iPad Pro ..IPad เต็มไปหมดเลย!

iPad Air 2019

iPad Pro (2018) – iPad ที่ประสิทธิภาพสูงสุด เหมาะจะเอาไปทำงานหนัก ๆ เช่น AutoCAD หรือ Adobe Photoshop ก็ได้ เพราะชิป A12X Bionic ที่ติดตั้งมามีประสิทธิภาพสูงมาก รองรับ Apple Pencil รุ่นที่ 2 และ Smart Keyboard Folio รุ่นใหม่ล่าสุดเท่านั้น

จุดเด่นๆ ตัวเครื่องของเขาเทียบกับ MacBook Pro ที่เฟื่องเคยใช้มา นับว่าเล็กพกพาง่ายและทำงานได้สะดวกพอสมควร ทำให้เราสามารถหยิบไปใช้งานได้บ่อยขึ้น หน้าจอ Liquid Retina ได้สีสันที่สวยและสมจริง เหมาะกับการทำงานกราฟิกลำโพงเสียงดังดี เป็นสเตอริโอ จะใช้เพื่องานหรือความบันเทิงในชีวิตประจำวันก็ดีงาม Apple Pencil รุ่นที่ 2 ใช้ทำงานสำหรับร่างไอเดียได้สะดวก ทำให้ใครที่ไม่อยากปรับตัวกับ macOS ก็มี iPad Pro เป็นทางเลือก โดยความจุภายในเครื่องจะเริ่มต้นที่ 64GB ไปถึง 1TB (1,000GB)

iPad Air 2019 – iPad ที่ประสิทธิภาพรองลงมาจาก iPad Pro (2018) เป็นรุ่นที่ใช้ ชิป A12 Bionic เหมือนกัน (แต่ไม่มี X เพราะไม่ได้ออกแบบมารองรับกราฟิกสามมิติเป็นพิเศษ) เป็นชิปตัวเดียวกับที่ใช้ใน iPhone XS ได้ทั้งประสิทธิภาพที่ดีและไม่กินพลังงานมาก เอาติดตัวไปเรียนหรือเข้าประชุมแทนโน้ตบุ๊กย่อม ๆ ได้เลย รองรับ Apple Pencil รุ่น 1 กับ Smart Keyboard

iPad Air เป็นรุ่นที่นำชื่อ Air กลับมาใช้หลังจากห่างหายไปหลายปี โดยเลือกติดตั้งชิป A12 Bionic เหมือนกับ iPhone Xs Series มาให้ เรื่องประสิทธิภาพจัดว่าหายห่วงและรองรับ Apple Pencil รุ่นแรกและ Smart Keyboard แบบเดียวกับที่เคยใช้ได้ใน iPad Pro 10.5″ รุ่นที่แล้ว จัดว่ามีความครบครันจนแทนโน้ตบุ๊กสำหรับใช้เข้าเรียนหรือเข้าประชุมได้สบาย ๆ ถ้าหลายคนเห็นว่าตัวของเขาคล้าย iPad Pro 10.5″ รุ่นที่แล้ว เข้าใจไม่ผิด เพราะทางสื่อต่างประเทศก็กล่าวว่า iPad Air (2019) เป็น iPad Pro 10.5″ รุ่นก่อนที่นำมาลดสเป็กลงไปบางส่วนเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลงและเน้นสำหรับนักเรียนนักศึกษาและพนักงานออฟฟิศที่ใช้ทำงานเอกสารทั่วไป

iPad (2018) – เหมาะกับการใช้งานทั่วไปเพื่อความบันเทิง ให้นักเรียนใช้เข้าห้องเรียนหรือนักวาดไว้วาดภาพก็ได้ แต่เสียเปรียบ iPad Air (2019) ที่ไม่รองรับ Smart Keyboard ของ Apple แต่ใช้คีย์บอร์ด Bluetooth แทนได้และรองรับ Apple Pencil รุ่น 1

รุ่นนี้ จะมีราคาถูกที่สุดในกลุ่ม iPad ด้วยราคาแค่ 11,500 บาท และใช้ Apple Pencil ได้เหมือนกัน แต่ใช้ Smart Keyboard ไม่ได้ นอกจากจะซื้อคีย์บอร์ด Bluetooth มาพิมพ์งาน ส่วนชิป A10 Fusion ก็ยังทำงานทั่วไปได้ดีไม่แพ้กันกับ iPad รุ่นอื่น จะให้นักเรียนนักศึกษาใช้เข้าเรียนหรือเป็นนักวาดภาพที่อยากใช้ iPad ทำงานก็ดีเช่นกัน แต่แรมในเครื่องมีไม่เยอะ ควรเคลียร์แอปฯ ทิ้งเป็นระยะ ๆ

iPad mini 5 (2019) – iPad ที่พกพาง่ายที่สุด ติดตั้งซีพียูเป็น A12 Bionic เท่า iPad Air (2019) เหมาะกับคนที่ชอบพกเครื่องไปไหนมาไหนบ่อย ๆ เช่นเซลส์ที่ต้องมีแคตตาล็อคสินค้าไปนำเสนอลูกค้าบ่อย ๆ แล้วต่อจอใหญ่เพื่อนำเสนอก็ดีและรองรับ Apple Pencil รุ่น 1 เช่นกัน

ปิดท้ายด้วย iPad mini รุ่นที่ 5 ที่ Apple อัปเกรดสเป็กมาได้สนใจทีเดียว เป็นรุ่นที่คนชอบแท็ปเล็ตพกพาง่าย ๆ คงจะเลือกซื้อกัน นอกจากนี้ยังใช้ Apple Pencil รุ่นแรกได้อีกด้วย ส่วนชิปของเขาเป็น A12 Bionic เหมือน iPad Air (2019) ทำให้ตอนใช้งานแอปฯ ทำงานวาดหรือเล่นเกมก็ทำได้หายห่วง ซึ่งเซลส์ที่ต้องพกแคตตาล็อคสินค้าเพื่อนำเสนอสินค้าลูกค้าบ่อย ๆ หรือคนที่เห็นว่า iPad (2018) ตอบโจทย์แล้วแต่ชอบเครื่องที่เล็กและเบา ก็เลือกรุ่นนี้ได้เลย

ipad air 2019 รีวิว กันแบบจุกๆ ไปเลย!

ipad air 2019 รีวิว

ฮัลโหลกลับมาอีกครั้งกับการรีวิว วันนี้จะมา อยู่กันในหัวข้อ ipad air 2019 รีวิว กันแบบจุกๆ ไปเลย! จะเป็นของปี 2019 แล้วยังไง บอกได้เลยว่า ipad air 2019 ยังน่าสนใจอยู่ไม่ต่างจากเดิม ด้วยการเป็นแท็บเล็ตจอใหญ่ สเปคแรงด้วย A12 Bionic ตัวเดียวกับ iPhone XS แถมยังรองรับการใช้งานได้ครบทั้ง Apple Pencil และ Smart Keyboard โดยรุ่นที่จะรีวิวก็เป็นรุ่นที่รองรับ Cellular ด้วย

ด้านของดีไซน์ที่ได้รับฉายาว่า เบาบางแต่ทรงพลัง ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย เพราะสำหรับ ipad air 2019 รีวิว กันแล้ว ถือว่าเป็น iPad ที่น่าจะเป็นหนึ่งในรุ่นที่กะทัดรัดมากที่สุดของ Apple แล้วครับ ด้วยดีไซน์ที่มีความเบาและบางในการจับถือ สามารถถือมือเดียวแล้วรองกับฝ่ามือได้แบบสบายๆ อีกมือก็สามารถใช้จดสิ่งต่างๆ ได้ด้วย โดยที่ด้านหลังจะมีความโค้งในทั้ง 4 มุม ทำให้สบายมือขึ้นไปอีก หน้าจอแสดงผล Retina ขนาด 10.5 นิ้ว ความละเอียด 2224 x 1668 พิกเซล ที่ถือว่าการรับชมคอนเทนต์ต่างๆ แทบไม่ต่างจาก iPad รุ่นท็อปๆ ครับ แล้วเรื่องความสดใสของหน้าจอรุ่นนี้ก็ทำได้ดีอีกด้วย

สำหรับในหน้าจอนั้น เหนือหน้าจอจะมีเพียงกล้องหน้า ส่วนด้านล่างจะเป็นระบบ Touch ID ในการสแกนลายนิ้วมือ พร้อมกับเป็นปุ่ม Home ฝั่งซ้ายตัวเครื่องจะมีพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อ Smart Keyboard ส่วนทางขวาจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงที่ด้านบน ถัดลงมาด้านล่างๆ หน่อยก็จะมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM ด้านบนตัวเครื่องมีปุ่ม Power, ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. และไมโครโฟนตัวที่ 1 ขณะที่ด้านล่างมีลำลำโพง 2 ช่อง ที่ขนาบข้างกับพอร์ตชาร์จแบบ Lightning และสุดท้ายที่ด้านหลังมีกล้อง 1 เลนส์ และไมโครโฟนตัวที่ 2

ระบบปฎิบัติการ มาพร้อมกับ iPadOS 13.4.1 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีการเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ให้ใช้งานคล้ายกับโน๊ตบุ๊คทั่วไปมากที่สุดครับ แถมเรื่องความไหลลื่นก็ไม่ต้องห่วง รองรับการแสดงผลหน้าจอแบบ True Tone ที่เป็นการปรับแสงอัตโนัมติตามสภาพแสง ระบบความปลอดภัยของ iPad Air (2019) ก็ใช้เป็น Touch ID หรือการสแกลายนิ้วมือแทนที่ Face ID ครับ ซึ่งการใช้งานถือว่ารวดเร็วและเสถียร

ด้านการใช้งานหลายแอปอย่างไหลลื่นด้วย Split View และ Slide Over ในไอแพด แอร์ 2019) บน iPadOS 13 ก็สามารถใช้งาน 2 หน้าจอและแต่ละแอปก็ใช้งานต่อเนื่องกันได้ด้วย เมื่อเราเปิดแอปหนึ่งขึ้นมาแล้ว เราสามารถลากอีก 1 แอปจาก Dock ด้านล่างขึ้นมาเพื่อให้ทับหน้าจอแรก ซึ่งเราสามารถจากขึ้นมาทับได้อีกเรื่อยๆ โดยเราสามารถลากไฟล์จากแอปหนึ่งไปอีกแอปหนึ่งได้เช่นกัน และประสิทธิภาพ การเล่นเกม และแบตเตอรี่ ขับเคลื่อนด้วยผ่านหน่วยประมวลผล A12 Bionic ที่ใช้บน iPhone XS / XS Max และ XR ในปี 2018 ซึ่งก็ยังคงมีความแรงอยู่เหมือนเดิมครับ ทั้งยังมีเทคโนโลยีกราฟิกเอนจิ้น 4 คอร์ ทำให้ใช้งาน 3 มิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใครที่กังวลเรื่องแบตเตอรี่ว่าถ้าออกไปใช้ทำงานตอนเช้าจนถึงเย้นจะอยู่รอดหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าไอแพด แอร์รุ่น 2019 ก็มีแบตเตอรี่ที่อึดพอสมควร ถ้าใครที่ใช้งานทั่วไป อย่างการเขียน, วาดรูป หรือโซเชียลบ้างก็แทบไม่ต้องห่วงเรื่องแบตเลยทีเดียว

มือถือ 5G มาแล้วจ้า!

มือถือ 5G

การประมูล 5G เพิ่งจะเสร็จสิ้นไปไม่นาน แต่หลายผู้ประกอบการได้เดินหน้าโหมโปรโมทการเปิดโครงข่ายและผลักดันการใช้งานอย่างเต็มที่ หากใครติดตามข่าวสารแวดวงมือถือ ต้องทราบดีว่าเทรนด์ใหม่ของ มือถือ 5G ในปี 2020 นอกจากหน้าจอจะพับได้แล้ว การมาของเทคโนโลยี 5G ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าจับตามอง เพราะล่าสุดแบรนด์ผู้ผลิตมือถือต่าง ๆ เริ่มเปิดตัวมือถือที่รองรับ 5G ออกมากันมากขึ้น

ยุค 5G (Generation 5) เรียกได้ว่าเป็น รุ่นที่ 5 ของการสื่อสารที่อนาคตจะไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือแล้ว แต่จะรวมถึงอุปกรณ์ทุกชนิดที่เชื่อมอินเตอร์เน็ตได้ (Internet of Things หรือ IoT) ซึ่งหากเราเข้าสู่ยุค 5G เราจะดาวน์โหลดวีดีโอ หนัง หรือแอปฯ ได้เร็วถึง 10,000 Mbps ถ้าใช้ 4G ดูวิดีโอออนไลน์ (ขนาด 8K) หรือดาวน์โหลดหนังต้องรอ 6 นาที แต่ถ้ามี 5G ใช้เวลาแค่ 6 วินาที!

ซึ่งเทคโนโลยี 5G จะทำให้โลกของเราก้าวเข้าไปสู่ยุคของ Internet of Things โลกที่ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่ใช่แค่เฉพาะมือถือเท่านั้น สำหรับใครที่สนใจ มือถือ 5G ปี 2020 มาสำรวจตลาด 5G กันก่อนว่า ตอนนี้มีแบรนด์ไหน รุ่นไหน เปิดตัวมือถือที่รองรับ 5G มาแล้วบ้าง มาติดตามกันเลย

โทรศัพท์มือถือ Samsung ที่รองรับ 5G ได้ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G ขนาดหน้าจอ 6.9 นิ้ว ราคา 32,700 บาท (เปิดตัว ก.พ. 63) , Samsung Galaxy A90 5G ขนาดหน้าจอ 6.7 นิ้ว ราคา ยังไม่ระบุ (เปิดตัว ก.ย. 62) ,Samsung Galaxy A71 5G ขนาดหน้าจอ 6.7 นิ้ว ราคา ยังไม่ระบุ (เปิดตัว เม.ย. 63) , Samsung Galaxy A51 5G ขนาดหน้าจอ 6.5 นิ้ว ราคา ยังไม่ระบุ (เปิดตัว เม.ย. 63)

โทรศัพท์มือถือ Huawei ที่รองรับ 5G ได้ Huawei Mate 20X 5G ขนาดหน้าจอ 7.2 นิ้ว ราคา ยังไม่ระบุ (เปิดตัว ก.ค. 62) , Huawei nova6 5G ขนาดหน้าจอ 6.57 นิ้ว ราคา ยังไม่ระบุ (เปิดตัว ธ.ค.62) , Huawei Mate 30 Pro 5G ขนาดหน้าจอ 6.53 นิ้ว ราคา 28,990 บาท (เปิดตัว ก.ย. 62) , HUAWEI P40 5G ขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้ว ราคา 22,900 บาท (เปิดตัว เม.ย. 63) , HUAWEI P40 Pro 5G ขนาดหน้าจอ 6.58 นิ้ว ราคา 31,990 บาท (เปิดตัว เม.ย. 63)

โทรศัพท์มือถือ OPPO ที่รองรับ 5G ได้ , OPPO Reno 5G ขนาดหน้าจอ 6.6 นิ้ว ราคา ราคา ยังไม่ระบุ (เปิดตัว เม.ย.62) , OPPO Reno3 Pro ขนาดหน้าจอ 6.4 นิ้ว ราคา ยังไม่ระบุ (เปิดตัว เม.ย.63)

โทรศัพท์มือถือ VIVO ที่รองรับ 5G ได้ Vivo NEX 3 ขนาดหน้าจอ 6.9 นิ้ว ราคา 19,999 บาท (เปิดตัว ก.ย. 62) , VIVO iQOO Neo3 ขนาดหน้าจอ 6.57 นิ้ว ราคา ยังไม่ระบุ (เปิดตัว เม.ย.63) และโทรศัพท์มือถือ Xiaomi ที่รองรับ 5G ได้ Xiaomi Mi 10 Pro 5G ขนาดหน้าจอ 6.7 นิ้ว ราคา 19,990 (เปิดตัวก.พ.63), Xiaomi Mi Mix 3 5G ขนาดหน้าจอ 6.4 นิ้ว ราคา ยังไม่ระบุ (เปิดตัว ก.พ.62)

โทรศัพท์มือถือ Realme ที่รองรับ 5G ได้ Realme X50 ขนาดหน้าจอ 6.6 นิ้ว ราคา 13,190 บาท บาท (เปิดตัว ม.ค.63) โทรศัพท์มือถือ Nubia ที่รองรับ 5G ได้ nubia Red Magic 5G ขนาดหน้าจอ 6.67 นิ้ว ราคา ยังไม่ระบุ (เปิดตัว มี.ค. 63) โทรศัพท์มือถือ ZTE ที่รองรับ 5G ได้ ZTE Axon 10 Pro ขนาดหน้าจอ 6.7 นิ้ว ราคา 27,299 บาท (เปิดตัว พ.ค.62 ขาดตลาดไปแล้ว) และโทรศัพท์มือถือ OnePlus ที่รองรับ 5G ได้ OnePlus 8 Pro ขนาดหน้าจอ 6.7 นิ้ว ราคา 28,978 บาท (เปิดตัว เม.ย.63)

โปรแกรมนี้เลยที่คู่ควรกับ macbook 2020

macbook 2020

จากบทความแรก ย้อนรอย macbook 2020 มีไว้เหอะ คุ้ม! เราได้ติดค้างกันในส่วนของโปรแกรมเจ๋งๆ บนเครื่อง Mac เอาไว้ ก็อย่างที่ได้เกริ่นนำไปแล้วว่า MacBook รุ่นแรกได้ปฏิวัติวงการ Mac ด้วยดีไซน์ทรงลิ่มแบบบางเฉียบจากอะลูมิเนียม ดีไซน์ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมของคอมพิวเตอร์พกพาไปตลอดกาล และยังได้กลายมาเป็นโน้ตบุ๊คที่ผู้คนทั่วโลกรักมากที่สุด” Philip Schiller รองประธานอาวุโสฝ่าย Worldwide Marketing ของ Apple กล่าว “การออกแบบ MacBook Air ใหม่ครั้งนี้เริ่มจากจอภาพ Retina อันงดงามและแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวันก่อน เรียกได้ว่าเป็นการรันวงการใหม่ๆ เลยทีเดียว

รายชื่อแอปบนเครื่อง Mac หรือ MacBook 2020 ที่ต้องติดตั้งลงไปเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวันจะมีทั้งแอปที่ติดมาพร้อมกับ macOS และส่วนที่ลงเสริมเพิ่มเข้าไป ขอสรุปรวมกันและก็บอกว่าแอปนั้นๆ เอาไว้ทำอะไรบ้าง รายชื่อแอปมีดังนี้

Safari (ฟรี มาพร้อม macOS) – เอาไว้เปิดท่องเว็บใช้บ่อยสุดชอบที่โหลดเร็ว จำรหัสผ่านพ่วงกับ iCloud Keychain ได้ ส่วนที่ไม่ชอบก็มีนะอย่างพวกไม่มี Fav icon แสดงที่แถบแต่ว่าเดี๋ยวจะมาพร้อม macOS Mojave แล้วก็ดู YouTube ไม่รองรับ 4K อันนี้ไม่ชอบอย่างหนัก แต่ก็ใช้งานทุกวันและบ่อยมาก

Google Chrome (ฟรี) – เปิดท่องเว็บเหมือน Safari แต่เน้นใช้งานกับฝั่ง Google ชอบที่เพิ่ม User แยกบัญชีได้หลายคน, ลง Extension อื่นๆ เพิ่มได้เยอะ, ใช้งานกับ Google Drive และ Google Service ได้เต็มประสิทธิภาพ แน่นอนว่าดูวิดีโอ 4K บน YouTube ชัดแจ๋ว โหลดเลยแนะนำ

Keynote (ฟรี มาพร้อม macOS) – ถ้าหากคุณเคยใช้งาน Microsoft PowerPoint ในการสร้างไฟล์นำเสนอผลงานหละก็ แอปนี้ก็เหมือนกันครับ จำว่ามันคือ PowerPoint จากฝั่ง Apple แล้วกัน ความดีงามของแอนปนี้มีเยอะมาก มีเทมเพลตให้เลือกใช้งานเยอะแถมการใช้งานก็สุดแสนจะง่าย หัดใช้งานเอาไว้รับรองจะหลงรัก อีกฟีเจอร์ที่เด็ดคือเราสามารถแก้ไขไฟล์นำเสนอพร้อมกันหลายๆ คนได้ในเวลาเดียวกันครับ

Numbers (ฟรี มาพร้อม macOS) – แอปตารางเหมือนกับ Microsoft Excel ใส่ตัวเลข คำนวณข้อมูล การสร้างกราฟจากตัวเลขข้อมูลต่างๆ ทำได้เยี่ยมเช่นกัน สรรพคุณถ้าให้พูดนั้นก็คงบรรยายไม่หมดแต่บอกได้เลยว่าแอปนี้ของดีมากๆ และเจ๋งที่ Apple แถมมาให้ด้วยเลยไม่ต้องซื้อเพิ่มเหมือน Microsoft Office บน Windows

Pages (ฟรี มาพร้อม macOS) – สำหรับงานพิมพ์เอกสาร Document ต่างๆ ที่เหมือนกับ Microsoft Word ก็คือแอปนี้นี่แหละครับ ใช้งานง่ายดาย มีเทมเพลตให้เลือก ใช้งานร่วมกับ iPhone iPad ซิงก์ไฟล์ผ่าน iCloud ก็สบายๆ แอปฟรีที่ Apple แถมมาให้พร้อม macOS ไปหัดลองใช้กับเถอะครับ

Preview (ฟรี มาพร้อม macOS) – แอปสำหรับเปิดไฟล์อย่างรูปภาพ  PDF จุดเด่นคือสามารถแก้ไขไฟล์เหล่านั้นได้ เช่น เพิ่ม annotation, ปรับขนาดรูปภาพ, ปรับแสง, การใส่คอมเมนต์ลงไป, การเพิ่มหรือลบหน้าไฟล์ PDF ฯลฯ เห็นว่าเป็นแอปพื้นฐานแต่บอกเลยว่าความสามารถเหลือล้นจริงๆ

LINE (ฟรี) – ใช้งาน LINE Chat บน PC ทั้งแชทกลุ่มทำงาน กลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัวพิมพ์ตอบได้รัวๆ ไม่ต้องง้อ iPhone ตอนนั่งเล่นหน้าคอมฯ

Atom (ฟรี) – แอป text editor สำหรับแก้ไขไฟล์ text และหรับเหล่านักพัฒนาแอปพลิเคชันต่างๆ แอปนี้ดีที่ใช้งานได้ฟรี ลูกเล่นมีเยอะมากใครสายงาน Programer ต้องห้ามพลาด

iMovie (ฟรี มาพร้อม macOS) – แอปตัดต่อวิดีโอสำหรับมือใหม่ มือสมัครเล่น แม้กระทั่งเด็กประถมก็สามารถใช้งานได้ คุณจะถ่ายรูปหรือวิดีโอจาก iPhone แล้วนำมาตัดต่อเพิ่มเติม ใส่เพลง ใส่ตัวหนังสือหรือจะสร้างหนังตัวอย่างง่ายๆ ก็ทำได้เช่นกัน แอปนี้ของดีที่บอกเลยว่าผู้ใช้ Mac มือใหม่ไม่ต้องไปหาแอปอื่นมาแทนที่ ถ้าใช้แอปนี้เป็นรับรองเลยว่า “งานดี”

ย้อนรอย Macbook Air มีไว้เหอะ คุ้ม!

Macbook Air ดีไหม

MacBook Air รุ่นแรกได้ปฏิวัติวงการ Mac ด้วยดีไซน์ทรงลิ่มแบบบางเฉียบจากอะลูมิเนียม ดีไซน์ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมของคอมพิวเตอร์พกพาไปตลอดกาล และยังได้กลายมาเป็นโน้ตบุ๊คที่ผู้คนทั่วโลกรักมากที่สุด” Philip Schiller รองประธานอาวุโสฝ่าย Worldwide Marketing ของ Apple กล่าว “การออกแบบ MacBook Air ดีไหม ไปดูในใหม่ครั้งนี้เริ่มจากจอภาพ Retina อันงดงามและแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวันก่อน

จากนั้น จึงเพิ่ม Touch ID และชิพ Apple T2 เพื่อความปลอดภัย, โปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุด, เสียงที่ยอดเยี่ยม, คีย์บอร์ดเจเนอเรชั่นที่สามและแทร็คแพด Force Touch, พอร์ต Thunderbolt 3 ความเร็วสูง และที่ขาดไม่ได้เลยคือ macOS Mojave ทั้งหมดนี้อยู่ในตัวเครื่องดีไซน์อะลูมิเนียมทั้งหมด ที่ไม่เพียงแต่สวยงามเท่านั้น แต่ยังเบาและบางลงด้วย รับรองว่าลูกค้า MacBook-Air เจเนอเรชั่นใหม่จะต้องถูกใจอย่างแน่นอน

MacBook-Air ใหม่มาพร้อมจอภาพ Retina อันงดงามและมีพิกเซลกว่า 4 ล้านพิกเซล ข้อความและรูปภาพใน macOS Mojave จึงดูสวยงามคมชัด นอกจากนี้ยังแสดงสีสันได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้า 48% รูปภาพจึงดูสมจริงยิ่งกว่าที่เคย1 MacBook-Air ใหม่ยังมี FaceTime® HD ในตัว ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับ FaceTime แบบกลุ่มกับเพื่อนๆ และครอบครัว พร้อมด้วยไมโครโฟนสามตัวเรียงกันเพื่อคุณภาพเสียงอันยอดเยี่ยมเวลาโทร ส่วน Siri® ก็จดจำเสียงได้ดีขึ้น

รวมไปถึง ใช้คีย์บอร์ดเจเนอเรชั่นที่สามที่ออกแบบโดย Apple เพื่อความแม่นยำที่มากกว่าเดิมและการตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น ด้านใต้แต่ละปุุ่มมีแบ็คไลท์จากไฟ LED ที่ใช้พลังงานต่ำเป็นของตัวเองเพื่อการส่องสว่างอย่างทั่วถึง MacBook Air ใหม่ มาพร้อมแทร็คแพ็ด Force Touch ที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม ซึ่งมีความสามารถในการรับรู้แรงกดและช่วยให้ใช้งานการตอบสนองแบบสั่นได้ ส่วนขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่า ทั้งนี้ MacBook Air ดีไหม ให้ดูจากรุ่นก่อนหน้านี้ ถึง 20% จะมอบประสบการณ์การใช้งานแทร็คแพ็ดแบบเงียบเชียบและมากความสามารถยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

พร้อมประสบการณ์ด้านเสียงที่เต็มอิ่มสมจริงยิ่งกว่าเดิม ด้วยลำโพงและเทคโนโลยีการปรับแต่งเสียงสุดล้ำ สามารถส่งมอบประสบการณ์ด้านเสียงที่มีคุณภาพยิ่งกว่าเดิม พร้อมการเล่นเสียงสเตอริโอแบบกว้างที่จะทำให้การรับชมภาพยนตร์หรือการฟังเพลงถึงอารมณ์มากยิ่งขึ้น ลำโพงดังขึ้น 25% และให้เสียงเบสมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึงสองเท่า จึงทำให้มีช่วงไดนามิกของเสียงกว้างขึ้นและเต็มอิ่มสมจริงยิ่งขึ้น

Apple ได้ปฏิวัติเทคโนโลยีส่วนบุคคลด้วยการแนะนำ Macintosh สู่ท้องตลาดตั้งแต่ปี 1984 ในวันนี้ Apple คือผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมด้วย iPhone, iPad, Mac, Apple Watch และ Apple TV โดยมีแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ทั้งสี่ของ Apple ซึ่งได้แก่ iOS, macOS, watchOS และ tvOS คอยมอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นไม่มีสะดุดบนอุปกรณ์ Apple ทุกเครื่อง รวมไปถึงความล้ำหน้าด้านการบริการของ App Store, Apple Music, Apple Pay และ iCloud ที่ช่วยเสริมศักยภาพการใช้ชีวิตให้กับผู้คนในทุกวัน และที่ขาดไม่ได้คือพนักงานของ Apple กว่า 100,000 คน ผู้อยู่เบื้องหลังการทุ่มเทสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในโลก และความมุ่งมั่นที่จะทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้นกว่าเดิม

แต่นี่ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ ในบทความต่อไปเราจะเขียนถึง โปรแกรมนี้เลยที่คู่ควรกับ macbook กันบ้าง เพื่อจะทำให้ทุกท่านได้รับรู้ถึงพลัง และความสามารถของเจ้าอุปกรณ์เครื่องนี้ ถึงบางเบา แต่ทรงพลังไม่น้อยเลยทีเดียว

อัพเดท It Item คอมพิวเตอร์ notebook

บทความนี้จะเป็นการแนะนำคอมพิวเตอร์ notebook ที่จัดว่าเป็น IT Item ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนทุกเพศ หลายวัยเป็นอย่างมาก ถือว่าได้เป็นปีที่มีการ “ก้าวกระโดด” ของเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ต่างจากปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสำหรับใครที่ต้องการซื้อโน้ตบุ๊คเพื่อใช้งานสักเครื่อง การดูสเปคหรือดูฟีเจอร์ต่างๆ ของตัวเครื่องก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะหมายถึงการที่เราได้จะได้เครื่องโน้ตบุ๊คที่ตรงความต้องการใช้งานของเรามากที่สุด

notebook

ไม่ว่าจะเป็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊คหรือโน้ตบุ๊คทำงานเล่นอินเตอร์เน็ต ธรรมดา จะได้ซื้อในราคาที่คุ้มค่าที่สุด ไม่ซื้อแรงเกินไปหรือสเปคต่ำจนใช้งานน่าหงุดหงิด ทีนี้เพื่อจะให้เท่าทันสถานการณ์ในปัจจุบัน เรามาอัพเดทข่าวสารที่เกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ notebook กันสักหน่อยดีกว่า

ข่าวล่ามาเร็ว และแนะนำเป็นอย่างมากคงหนีไม่พ้นเรื่องของการเปิดตัวของ Microsoft’s Chromium-based Edge หรือที่คุ้นหูกันว่า Microsoft Edge Chromium ตัวใหม่นั่นเอง ที่เพียงระยะเวลาไม่กี่เดือนก็สามารถทำคะแนนความนิยมในหมู่ผู้ใช้งานพุ่งขึ้นไปอยู่อันดับ 2 ของเบราว์เซอร์ที่ผู้คนนิยมใช้กันมากที่สุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในช่วงเดือนมีนาคม 2020 Microsoft Edge Chromium ดึงสัดส่วนผู้ใช้ไปถึง 7.59% รองลงมาจาก Google Chrome ที่ยังคงครองอันดับหนึ่งของผู้ใช้ไว้อยู่ ซึ่งการจัดอันดับครั้งนี้ถูกจัดโดย NetMarketShare ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ Microsoft Edge Chromium ตัวใหม่ที่ครองใจผู้ใช้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ส่วนหนึ่งนั้นก็เพราะว่า ในระบบปฏิบัติการ Windows 10 นั้นมี Microsoft Edge เป็นเบราว์เซอร์พื้นที่ฐานอยู่แล้วโดยที่เราไม่ต้องไปหาโหลดมาเพิ่ม

สาเหตุประการที่สองพบว่า Microsoft Edge นั้นมี Extensions (ส่วนขยาย) ที่หลากหลายซึ่งทำให้ Microsoft Edge เข้าใกล้เบราว์เซอร์ Chrome ของ Google ได้มากขึ้นในแง่ของการใช้งาน และทำให้ Microsoft Edge ดูน่าใช้และสามารถปรับแต่งได้หลากหลาย

และอีกสาเหตุสำคัญ คือ การได้ประสิทธิภาพที่เบราว์เซอร์ Microsoft Edge ทำได้ดีขึ้นถึง 13% เมื่อเทียบกับแอพพลิเคชั่นรุ่นเบต้าก่อนหน้านี้  นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความปลอดภัยที่มาพร้อมกับตัวเบราว์เซอร์ เพราะมันจะไม่ให้เราดาวน์โหลดไฟล์จำพวก adware และ cryptominers และยังมีการปกป้องตัวเองจากแอพพลิเคชั่นที่อาจไม่พึงประสงค์ (PUAs)

หรือว่าจะเป็นการเปิดตัวของยี่ห้อดังอย่าง Xiaomi กับ Mouse ไร้สายรุ่นใหม่ Mi Elegant Mouse Metallic Edition รองรับการทำงานทั้งแบบ Bluetooth และแบบใช้ตัวรับสัญญาณ 2.4GHz สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ 2 เครื่องในเวลาเดียวกัน มีมาให้เลือก 2 สี ด้วยกันคือ สีเทา กับ สีเงิน

Mi Elegant Mouse Metallic Edition ตัวนี้แม้จะมีรูปร่างหน้าตาที่คล้ายกันกับ Mi Wireless Mouse 2 แต่ก็ได้รับการปรับปรุงเทคโนโลยีและออกแบบมาให้คงทนต่อการใช้งาน โดย Mi Elegant Mouse Metallic Edition มาพร้อมวัสดุโลหะที่ anodized (การชุบผิวอลูมิเนียม) แบบพ่นทราย จึงให้ทั้งความสวยงามและผิวสัมผัสที่จับถนัดมือ แถมทนทานต่อการเกิดรอยนิ้วมืออีกด้วย

Xiaomi Mi Elegant Mouse Metallic Edition มาพร้อม photoelectric sensor ความละเอียด 1000 DPI ใช้แบตเตอรี่ขนาด AA ที่ให้อายุการใช้งานนานสูงสุดถึง 12 เดือน (หรือประมาณ 9 เดือน เมื่อเชื่อมต่อผ่านระบบ Bluetooth) รองรับการทำงานที่หลากหลายเกือบทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Windows 7/8/10, macOS 10.10 ขึ้นไป, Android 5.0 ขึ้นไป และ iPad ที่รันบน iPadOS 13.4 ขึ้นไป สำหรับราคาเปิดตัวนั้นอยู่ที่ $14 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 460 บาท และเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 9 เมษายน 2020 นี้

Notebook spec นี้ ราคาสูง แต่เต็มไปด้วยพลัง

Notebook spec

จากบทความที่แล้ว “Notebook 2020 อะไรยังไง ไปดูกัน!” เราได้ทิ้งข้อมูลในครั้งนั้นเอาในเรื่องของ  “ Notebook spec นี้ ราคาสูง แต่เต็มไปด้วยพลัง “ ฉะนั้น เราจะมาต่อกันในเรื่องของโน๊ตบุ้กที่ราคาค่อนข้างจะสูงหน่อย แต่เต็มไปด้วยพลังงานในการสร้างสรรค์ บวกดีไซน์ที่ถูกใจ และมีขนาดเบา

Notebook spec บางเบา แต่คุ้มค่า สเปกนี้อยู่ในช่วงราคาประมาณ 20,000 บาท ไม่เกิน 30,000 บาท ทำให้เรามีตัวเลือกเป็น Notebook ที่ให้ความบางเบา พกพาสะดวก แต่ราคาก็จัดว่าคุ้มค่าด้วย รองรับการใช้งานทั่วไป การใช้งานพื้นฐานต่างๆ ทำได้อย่างลื่นไหล ในส่วนตัวเครื่องอยู่ในเกณฑ์ที่ดีบางรุ่นให้ความพรีเมียมและทนทาน วัสดุซึ่งเกือบทั้งหมดจะเป็นโละหรือพลาสติก สำหรับหน้าจอจะมาพร้อมกับขนาด 13.3″, 14″ เป็นหลัก ซึ่งตอบสนองคนที่เน้นพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ กับมิติตัวเครื่องที่เล็ก ดีไซน์ที่สวยงามโดดเด่น

น้ำหนักประมาณ 1 – 1.5 กิโลกรัม เน้นเรื่องของแบตเตอรี่ที่ยาวนาน โดยใช้งานได้ประมาณ 8 – 12 ชั่วโมงกรณีที่ไม่ต่ออแดปเตอร์ สำหรับความละเอียดหน้าจอทุกรุ่นจะเป็นมาตรฐาน Full HD 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลได้เป็น IPS ทั้งหมดให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดี ทั้งสีสันสดใส มุมมองที่กว้าง บางรุ่นได้สแกนลายนิ้วมือ ซึ่งบางรุ่นอาจจะได้ฟีเจอร์ล้ำๆ อย่างหน้าจอที่ 2 หรือ Thunderbolt 3 ด้วย

สเปกภายในจะได้เป็นชิปประมวลผล Intel Core 10th อย่าง Core i5 / i7 ที่เน้นแรงประหยัดพลังงาน ซึ่งให้ประสิทธิภาพประมวลผลได้หลากหลาย ส่วนการ์ดจอมีทั้งเป็นแบบออนชิปของ Intel ที่รองรับการทำงานทั่วไปเป็นหลัก และการ์ดจอแยกระดับเริ่มต้นอย่าง MX230 / MX250 หน่วยความจำแรมจะได้เป็นขนาด 8 – 16GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูลมาตรฐานเป็น SSD ความจุ 256 – 512GB ที่สำคัญทุกรุ่นจะได้ Windows 10 มาพร้อมใช้งานทันทีด้วย

เหมาะกับคนที่ต้องการ Notebook ใช้งานทั่วไปได้อย่างลื่นไหล ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา คนทำงานให้ประสบการณ์ที่ดีเรื่องการพกพา แบตเตอรี่ใช้งานได้ตลอดทั้งวัน รองรับใช้งานเอกสาร ใช้งานอินเตอร์เน็ตออนไลน์ ส่งอีเมล รวมไปถึงดูหนังฟังเพลง ตามสถานที่ต่างๆ เช่น ร้านกาแฟ มหาวิทยาลัย หรือออฟฟิศ

                ต่อไป สายเกมเมอร์ ต้องมาแล้ว!! ช่วงราคาประมาณ 20,000 บาท ไม่เกิน 35,000 บาท Notebook ประเภทเล่นเกม ที่ราคาไม่แพงให้ความคุ้มค่า รองรับการใช้งานทั่วไป การใช้งานพื้นฐานต่างๆ ทำได้อย่างยอดเยี่ยม ให้ความสำคัญเรื่องสเปกภายที่แรงอย่างที่สุดในงบประมาณที่จับต้องได้ง่าย สำหรับตัวเครื่องให้สไตล์และดีไซน์ที่เป็น Gaming อย่างชัดเจน

โดยบางรุ่นให้ความพรีเมียมและทนทาน วัสดุซึ่งเกือบทั้งหมดจะเป็นโละหรือพลาสติก สำหรับหน้าจอจะมาพร้อมกับขนาด 15.6″ และ 17.3″ ซึ่งตอบสนองคนที่อยากได้หน้าจอใหญ่ๆ เป็นหลัก เพราะนำไปเล่นเกมได้เต็มอารมณ์ยิ่งกว่าหน้าจอเล็กๆ แน่นอนว่าพ่วงด้วยระบบระบายความร้อนที่ดีกว่า Notebook ที่เน้นบางเบาพกพาด้วย

น้ำหนักประมาณ 1.3 – 2.5 กิโลกรัม แต่ไม่เน้นเรื่องของแบตเตอรี่ที่ยาวนานนัก โดยใช้งานได้ประมาณ 3 – 5 ชั่วโมงกรณีที่ไม่ต่ออแดปเตอร์ แต่บางรุ่นก็ใช้งานได้ถึง 8 ชั่วโมง + สำหรับความละเอียดหน้าจอทุกรุ่นจะเป็น Full HD 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลได้เป็น IPS เกือบทั้งหมด อีกทั้งได้ Refresh Rate ที่มีทั้ง 60 Hz ตามมาตรฐาน หรือ 120Hz / 144Hz ซึ่งให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดี ลื่นไหลไม่สะดุดเวลาที่เราเล่นเกมหรือทำงานเลย

สเปกภายในจะได้เป็นชิปประมวลผล Intel Core 9th อย่าง Core i5 / i7 ที่เน้นแรงให้ประสิทธิภาพประมวลผลหนักๆ ได้ หรือตอบสนองการเล่นเกม 3 มิติในปัจจุบันอย่างลื่นไหลที่สุด ส่วนการ์ดจอมีทั้งเป็นแบบออนชิปของ Intel ที่รองรับการทำงานทั่วไปเป็นหลัก และการ์ดจอแยกระดับ Gaming ตั้งแต่เริ่มต้นอย่าง GTX 1050 จนไปถึงระดับกลางค่อนบน GTX 1660 Ti / RTX 2060 หน่วยความจำแรมจะได้เป็นขนาด 8 – 16GB พร้อมได้เป็น SSD ความจุ 256 – 512GB หรือบางรุ่นให้ฮาร์ดดิสก์ปกติความจุ 1TB มาด้วย ที่สำคัญทุกรุ่นจะได้ Windows 10 มาพร้อมใช้งานทันที

เหมาะกับคนที่ต้องการ Notebook ไว้เล่นเกม 3 มิติเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา คนทำงานรวมไปถึงทำงานหนักๆ พอได้อย่างตัดต่อวีดีโอ ทำกราฟิก โดยใช้งานทั่วไปได้อย่างลื่นไหล ให้ประสบการณ์ที่ดีแน่นอน อย่างใช้งานเอกสาร ใช้งานอินเตอร์เน็ตออนไลน์ ส่งอีเมล รวมไปถึงดูหนังฟังเพลง แบบสบายๆ