วิวัฒนาการเครื่องคิดเลขโลก

"เครื่องคิดเลข casio"

               การคำนวนตัวเลขกับมนุษย์โลกนั้นน่าจะเป็นของที่เคียงคู่กันมาในเรื่องการค้าขายและการเรียนรู้ในแง่มุมอื่น ๆ มาอย่างช้านาน และวิธีหรืออุปกรณ์ที่จะมาช่วยแบ่งเบาภาระในการบวกลบคูณหารนั้นก็มีมาตั้งแต่การใช้นิ้วมือนับกันในอดีตซึ่งน่าจะเป็นวิธีเริ่มแรกสุดมาจนถึงการมี“เครื่องคิดเลข casio” อย่างในปัจจุบัน

          โดยเราจะมาดูกันถึงวิวัฒนาการรวมถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ช่วยให้มนุษย์เราสามารถคิดคำนวนตัวเลขออกมาอย่างเที่ยงตรง และมีผลช่วยให้ความพัฒนาทางด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ ซึ่งต้องบอกว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว

          เริ่มต้นจากที่มนุษย์ในสมัยโบราณได้ตระหนักถึงความสำคัญของการคำนวนที่ซับซ้อนและมากขึ้นซึ่งตอนนั้นก็คงยังไม่มี“เครื่องคิดเลข casio” แน่ ๆหลังจากใช้นิ้วมือในการนับก็หาอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะมาช่วยไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้ ก้อนหิน หรือเชือก เป็นต้น ต่อมาเมื่อมนุษย์รู้จักการขีดเขียนจดบันทึกจึงหันมาใช้การเขียนบนฝาฝนังและกระดาษ

               จนเมื่อประมาณ 2600 ปี ก่อนคริตศักราช ได้มีนักประดิษฐ์ชอบจีนได้ทำเครื่องมือออกมาชนิดหนึ่งชื่อว่า ลูกคิด (Soroban or Abarcus) ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อการนับและคำนวนอันแรกเลยก็ว่าได้ โดยลักษณะจะเป็นกระดานไม้ที่ใส่ลูกหินหรือลูกประคำเข้าไป ผู้ที่ใช้ส่วนมากเป็นพ่อค้า ชาวประมง ที่ต้องมีการนับสินค้าเป็นต้น ซึ่งลูกคิดก็ยังคงมีการใช้งานกันอยู่จนถึงปัจจุบัน

          ต่อมาในปี ค.ศ. 1600 จอห์น เนเปียร์ นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ ได้ประดิษฐเครื่องมือที่เอาไว้ใช้สำหรับคำนวนที่มีชื่อว่า Napier’s bones หรือ ตารางลอกการิทึม โดยการใช้หลักการคูณและการหารตามหลักคณิตศาสตร์จากชาวอาหรับ โดยลักษณะของอุปกรณ์ดังกล่าวจะเป็นท่อนไม้แกะสลักเป็นตัวเลข ต่อมาเพียงไม่กี่ปี วิลเลียม ออกเกด ชาวอังกฤษก็ได้ผลิตไม้บรรทัดที่มีชื่อว่า Slide Rule เพื่อช่วยในการคูณ

          เมื่ออารยธรรมและการศึกษาได้เข้ามามีบทบาทกับสังคม วิชาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ได้มีการเรียนการสอนเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ในปี ค.ศ. 1623 จึงได้เกิดเครื่องคิดเลขเครื่องแรกของโลกขึ้นจาก เบล์ส ปาสคาล ผู้เป็นนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ ชาวผรั่งเศส โดยเป็นเครื่องออกแนวจักรกลที่ใช้บวกและลในจำนวนเลขฐาน10 จากชิ้นส่วนของฟันเฟือง 8 ตัวที่ประจำหลักต่าง ๆ อยู่ โดยหลักการทำงานโดยรวมจะเหมือนกับหน้าปัทม์บอกระยะทางของรถยนต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่มาก่อนเวลาอันยาวนานของเครื่องคิดเลข casio นั่นเอง

          ในปี ค.ศ. 1646 เครื่องคิดเลขก็ได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งด้วยการคิดค้นของ กอทฟริด วิลเฮลม ลิปนิซ ชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งสามารถ คูณ หาร และหารากที่สองของตัวเลขได้ โดยเครื่องมือชนิดนี้เรียกว่า อาริทโมมิเตอร์ (Arithmometer Machine)

               และยุคของเคร่องคิดเลขในยุคสมัยใหม่ก็เริ่มขึ้นหลังจากผ่านมาหลายร้อยปี โดยในปี ค.ศ. 1885 วิลเลี่ยม สเวียด เบอร์ร็อคส์ ได้ประดิษฐ์ เครื่องคำนวนขึ้นมาในชื่อ Calculating Machine ซึ่งได้ถูกจดสิทธิบัตรขึ้นและได้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการคำนวนของระบบธนาคารในสมัยนั้น ซึ่งหลังจากที่ วิลเลี่ยม สเวียด เบอร์ร็อคส์ ได้เสียชีวิตไป ความอัจฉริยะก็ยังถูกส่งต่อมายังลูกและได้พัฒนาให้มีความซับซ้อนในการคิดคำนวนตัวเลขมากขึ้นด้วย แต่ก็ยังคงถูกใช้งานกันในองค์กรธุรกิจใหญ่ ๆ

          ในช่วงปี ค.ศ. 1970 เครื่องคิดเลขได้ถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กกว่าเดิมมากจนสามารถพกพาใส่กระเป๋าไปได้ โดยบริษัท Busicom ได้ทำการผลิตเครื่องคิดเลขในระบบดิจิตอลขึ้นมา มีหน้าจอเอาไว้แสดงผล และใช้แบตเตอรี่แบบถ่านแทนการเสียบปลั๊กไฟ การแข่งขันของบริษัทต่าง ๆ มีมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น Sanyo, Sharp, Cannon โดยการออกแบบให้เป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้นและเอาใจนักเรียนนักศึกษาหรือสาขาอาชีพอื่น ๆ ด้วยการใส่ฟังก์ชั่นต่าง ๆ เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ลงไป โดยราคาก็ถูกลงอย่างเรื่อย ๆ อย่างเช่นเครื่องคิดเลข casio ที่มีการทำงานที่หลากหลายและดีไซน์ที่สวยงามราคาก็มีหลากหลายตามรูปแบบการใช้งานก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

          ปัจจุบันเราสามารถใช้เครื่องคิดเลขได้บนหลากหลายอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นในคอมพิวเตอร์ หรือ สมาร์ทโฟน ซึ่งเรียกได้ว่าสะดวกสบายเป็นอย่างมาก

          และนี่คือเรื่องราวของวิวัฒนาการเครื่องคิดเลขโลกที่เรานำมาเสนอทุกท่าน เห็นไหมครับว่าสาระน่ารู้ก็สนุกได้เหมือนกัน

สมาร์ทโฟน Samsung รองรับในทุกการใช้งาน

ถ้าพูดถึง สมาร์ทโฟน ก็คงจะไม่พูดถึงแบรนด์ Samsung ไม่ได้ด้วยความที่อยู่ในตลาดของโทรศัพท์มือถือมาอย่างยาวนาน รวมไปถึง Samsung tablet (แท็บเล็ตซัมซุง) ด้วย ทางด้าน Samsung เองก็ได้พยายามแก้ไขจุดบกพร่องของ โทรศัพท์ Samsung ของตัวเองก่อนนำออกสู่ตลาดอยู่เสมอ รวมถึงการปรับปรุงและพัฒนาโทรศัพท์มือถืออยู่ตลอดเพื่อไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่งทำให้ Samsung ยังคงสามารถรักษามาตรฐานและส่วนแบ่งตลาดของตนเองมาได้จนถึงตอนนี้

            ในด้านของตัว สมาร์ทโฟน เอง Samsung ได้ทำออกมาหลายซีรีย์ไม่ว่าจะเป็น S Series, Note Series, A Series และ J Series โดยในแต่ละซีรีย์ก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจุดนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Samsung ก้าวสู่การเป็นเจ้าตลาดโทรศัพท์มือถือ เพราะสามารถทำ สมาร์ทโฟน ออกมาได้คลอบคลุมในทุกๆ ตลาดนั่นเอง โดยแต่ละรุ่นจะมีจุดเด่นอะไรบ้างมาดูกัน

            มาที่รุ่นแรก คือ Galaxy S Series โดยในรุ่นนี้นับว่าเป็นรุ่นตัวท็อปสำหรับ Samsung เลยก็ว่าได้ เพราะมีสเปคสูง ขนาดเครื่องกำลังดีไม่ใหญ่และไม่เล็กเกินไปมีให้เลือก 2 ขนาด จอภาพระดับ FHD+ ถึง Quad HD+ ดีไซน์รอบตัวเครื่องออกมาสวยงามมีความพรีเมี่ยม สามารถกันน้ำกันฝุ่นอยู่ในระดับ IP68 มีระดับการรักษาความปลอดภัยระดับสูงและสามารถใช้งานร่วมกับ Samsung Pay ได้ กล้องถ่ายรูปความละเอียดมากที่มาพร้อมกับลูกเล่นต่างๆ มากมาย รวมไปถึงมีผู้ช่วยอย่าง Bixby ที่ไม่ได้มาช่วยเพียงการใช้มือถือแต่จะช่วยให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้นอีกด้วย แต่ด้วยความที่เป็นรุ่นท็อปที่มากับสเปคที่ดีจึงทำให้มีราคาสูงตามไปด้วย

            รุ่นที่สอง คือ Galaxy Note Series ในรุ่นนี้ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่เป็นตัวท็อปของ Samsung โดยที่รุ่น Note จะมีสเปคที่อัพเกรดมาจาก S series อีกที ซึ่งทำให้รุ่นนี้มีสเปคที่สูงสุดของ Samsung เลยก็ว่าได้ เรื่องของดีไซน์ตัวเครื่องก็ทำออกมาได้ดีวัสดุที่ใช้เป็นวัสดุพรีเมี่ยมเช่นเดียวกัน โดยจุดเด่นของรุ่นนี้จะเน้นไปที่ตัวปากกาที่ใช้งานร่วมกัน คือเรื่องการจดบันทึก การเขียนต่างๆ ไว้ภายในเครื่อง รวมถึงมีหน้าจอใหญ่ที่ทำมารองรับฟังก็ชั่นดังกล่าวด้วย เรื่องของราคาก็มีราคาที่สูงพอๆ กับ S series

สมาร์ทโฟน

            รุ่นที่สาม คือ Galaxy A Series ในรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงคือ มีสเปคที่ไม่สูงมาก ระบบปฏิบัติการประมวลผลอยู่ในระดับกลาง แต่รุ่นนี้มีจุดเด่นอยู่ที่กล้องถ่ายรูปคุณภาพสูง มีลูกเล่นเยอะ และสามารถถ่ายรูปออกมาได้ดีแม้ในบริเวณที่มีแสงน้อย สุดท้ายคือเรื่องของวัสดุที่ใช้รอบตัวเครื่องมีการใช้วัสดุคุณภาพดี อย่างเช่น อะลูมิเนียม ใช้ ส่วนราคาอยู่ในระดับกลางๆ

            รุ่นสุดท้าย คือ Galaxy J Series เป็นรุ่นที่ไม่เน้นเรื่องสเปคซักเท่าไหร่นัก วัสดุที่ใช้รอบตัวเครื่องก็ไม่ได้เน้นเป็นวัสดุพรีเมี่ยมแบบรุ่นอื่นแต่ดีไซน์โดยรวมถือว่าทำออกมาได้ดี เพราะเน้นการเป็นโทรศัพท์มือถือราคาไม่แพง ส่วนของกล้องถ่ายรูปถ้าหากเทียบกับราคาก็ถือว่ามีคุณภาพอยู่พอสมควร และยังสามารถรองรับการใช้งานแบบสองซิมการ์ดได้ด้วย ข้อดีของรุ่นนี้คือคุณภาพของเครื่องโดยภาพรวมเมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าเป็นโทรศัพท์มือถือที่คุณภาพดีในราคาย่อมเยาว์เลยทีเดียว

            จะเห็นได้ว่า Samsung มีการบุกตลาดด้วยการทำโทรศัพท์ออกมาคลอบคลุมการใช้งานในทุกรูปแบบ ทุกความต้องการ รวมถึงทุกระดับราคา ด้วยความที่มีหลายรุ่นให้เลือกทำให้ผู้ใช้งานได้มีตัวเลือกและเปรียบเทียบกับการใช้งานของตนเองว่าหากซื้อไปจะได้ใช้งานจริงและคุ้มค่ากับการใช้งานหรือไม่

อย่างเช่น ถ้าชอบการจดบันทึกหรือการทำงานในโทรศัพท์มือถือ Galaxy Note Series ก็ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด เพราะมีฟังก์ชั่นและการทำงานหลักที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับการใช้งานในรูปแบบดังกล่าว หรือว่าเป็นคนที่ไม่ได้ใช้งานโทรศัพท์หนักมาก และไม่ต้องการโทรศัพท์มือถือราคาสูงเกินไป Galaxy A Series ก็สามารถตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ เพราะมีสเปคปานกลาง แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานมีคุณภาพและตัวเครื่องทำจากวัสดุพรีเมี่ยมทำให้ตัวเครื่องออกมาดูดีและสามารถซื้อได้ในราคาที่ไม่สูงมากอีกด้วย

            ดังนั้นแล้ว การที่ Samsung มีโทรศัพท์มือถือออกมารองรับทุกความต้องการแบบนี้จึงกลายเป็นข้อได้เปรียบสำหรับการแข่งขันในตลาด และเรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งที่ทำให้ Samsung ยังคงรักษาการเป็นอันดับหนึ่งภายในตลาดของโทรศัพท์มือถือมาได้อย่างยาวนาน

Microsoft surface เลือกสรรตามสไตล์ที่คุณต้องการ

ถ้าจะพูดถึงสุดยอดแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 10 แล้ว เชื่อได้เลยว่าทุกคนต้องนึกถึง microsoft surface เป็นอย่างแรกๆ แน่นอน ด้วยความที่เป็นคอมพิวเตอร์ที่ทาง Microsoft ได้สร้างสรรค์ขึ้นด้วยตนเองชิ้นแรก ซึ่งในตอนนี้ก็เป็นรุ่นที่ 5 แล้ว สำหรับ Microsoft Surface Pro รุ่นล่าสุด ที่ต้องบอกว่าเป็นแท็บเล็ต Windows 10 ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ จากการต่อยอดและพัฒนามากจาก Surface รุ่นก่อนหน้านี้

นอกจากนี้แล้วในส่วนของ Surface Family ยังมีอีก 2 ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเป็น Mobile Device อย่าง Surface Laptop และ Surface Book 2 ที่ตัวนึงจะเป็น Ultrabook ระดับสูง ส่วนอีกตัวจะเป็นสุดยอด 2-in-1 Notebook ที่ในวันนี้เราจะมาว่ากันถึง Surface Book 2 กันกับรูปแบบของโน้ตบุ๊คที่สามารถถอดหน้าจอออกได้ มีทั้งขนาด 13.5″ และ 15″ สเปกก็แรงสุดด้วยระดับ Core i Gen 8 พร้อมการ์ดจอแยก GTX 1060

ก่อนอื่นต้องกล่าวก่อนเลยว่า นี่คือ การกลับมาอีกครั้งของ Microsoft กับโน้ตบุ๊กทรงพลังอย่าง Surface Book โน้ตบุ๊กระดับพรีเมี่ยม ที่เน้นความบางเบาพกพาง่าย โดยสินค้าในกลุ่ม Surface นั้น เปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 ซึ่งปัจจุบันทาง Microsoft กล่าวไว้ว่า Surface รุ่นใหม่อย่าง Surface Book 2 นั้นมีประสิทธิภาพการทำงานด้านกราฟิกที่ดีกว่าตัวก่อนถึง 5 เท่าเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม

ครั้งนี้ Microsoft ได้เปิดตัว Surface Book 2 พร้อมกันถึง 2 รุ่น คือรุ่นหน้าจอ 13.5 นิ้ว (ความละเอียด 3000×2000 พิกเซล) และ 15 นิ้ว (ความละเอียด 3240×2160 พิกเซล) โดยทั้ง 2 รุ่นเป็นจอทัชสกรีนที่รองรับการทำงานร่วมกับปากกา Surface Pen และ Surface Dial รวมถึง Windows Mixed Reality ซึ่งเป็นเทคโนโลยี VR และ AR จาก Microsoft

สำหรับการใช้งาน Surface Book 2 สามารถแบ่งการใช้งานออกเป็น 4 โหมด

โหมดแล็ปท็อป (Laptop Mode) : สามารถใช้เป็นอุปกรณ์แบบพกพาชั้นยอด ด้วยรูปทรงที่เพรียวบางมาพร้อมประสิทธิภาพอันทรงพลัง รองรับการทำงานที่หลากหลาย ด้วยแบตเตอรี่ที่สามารถทำงานได้ยาวนานถึง 17 ชั่วโมง และง่ายขึ้นด้วยคีย์บอร์ดมาตรฐานกับแทร็กแพ็ดขนาดใหญ่พิเศษ หรือจะใช้หน้าจอระบบสัมผัสก็เป็นเรื่องง่าย

โหมดแท็บเล็ต (Tablet Mode) : ด้วยจอภาพคมชัดพิเศษระบบ PixelSense ที่สามารถถอดแยกออกจากตัวเครื่องได้ ปรับเปลี่ยน Surface Book 2 ให้เป็นแท็บเล็ตที่บางเบาและทรงพลังที่สามารถพกพาไปได้ทุกที่

โหมด Studio  (Studio Mode) : สามารถพับหน้าจอ Surface Book 2 เพื่อการใช้งานในโหมด Studio สำหรับการวาดภาพและสเก็ตภาพ ด้วยตำแหน่งที่สอดรับกับการเขียนได้อย่างสะดวกสบายและเป็นธรรมชาติ ยกระดับประสบการณ์ในการสร้างสรรค์งานให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น

โหมดการรับชม (View Mode) : สามารถถอดแยกหน้าจอโดยการกดปุ่ม หันเปลี่ยนด้าน แล้วประกอบหน้าจอกลับเข้าที่เพื่อแบ่งปันเนื้อหาหรือนำเสนองาน เหมาะสำหรับการนำไปใช้เพื่อความบันเทิงเช่น ชมภาพยนตร์ หรือเล่นเกมสุดโปรด

ภาพรวมของ Microsoft รุ่นนี้คือ เป็น Laptop ที่บาง เบา ดีไซน์สวยหรูพรีเมียมสุดๆ จนใครหลายๆคนที่ได้ลองจับ ได้สัมผัส ก็อยากได้กันเลยทีเดียว โดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงผล PixelSens ขนาด 15 นิ้ว ความละเอียด 3240 x 2160 อัตราส่วนภาพ 3:2 รองรับได้ทั้ง มัลติทัช, Surface Pen และ Surface Dial แถมที่เปิดตัวไปล่าสุดยังมาพร้อมกับชิพ Intel Core รุ่นที่ 8 ทำงานได้เร็วแรงกว่าเดิมถึง 4 เท่าพร้อมการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX 1060 รวมไปถึงแบตเตอรี่ที่อึดจริงอะไรจริงสามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 17 ชั่วโมง

นอกจากนั้น ยังสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการใช้งานได้ถึง 4 โหมด ตามสถานการณ์ที่เพื่อนๆจะเอาไปใช้งานกันเลย ส่วนสเปคอื่นๆเรียกว่า งานนี้ Microsoft จัดหนักจัดเต็มกันเลยไปดูกันดีกว่าว่าจะดีขนาดไหน

ถือว่า Surface Book 2 ตอบโจทย์ทุกความต้องการของโน้ตบุ๊กระดับพรีเมี่ยม ให้ซอฟต์แวร์ในระดับมืออาชีพ ประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว บางเบาแต่ทรงพลัง  ดังนั้น Surface Book 2 จึงเข้ามาตอบโจทย์ผู้ใช้กลุ่มนี้ในทันที ที่ไมโครซอฟท์นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพียงแต่ว่าด้วยระดับราคาของ Surface Book 2 ที่เริ่มต้นราว สี่หมื่นกว่าบาท

ซึ่งในส่วนที่เป็นราคานี้เองก็เป็นส่วน ที่ทำให้ผู้บริโภคต้องใช้เวลาตัดสินใจก่อนสั่งซื้อมาใช้งาน เพราะเราต้องยอมรับว่าคู่แข่งได้ผลิตสินค้าในประเภทที่คล้ายๆ กัน หรือเหมือนกันจนกระทั่งแยกไม่ออก แต่กลับมีราคาที่ถูกกว่า แต่ทั้งนี้ Microsoft ก็ยังคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อที่ยังคงทำให้ผู้บริโภคติดตามได้อยู่เสมอ

ผ่อนของทั้งที .. ผ่อนกล้อง กันดีกว่า

ผ่อนกล้อง

ในยุคที่การเงินไม่ค่อยสะพัด ถ้าเราเลือกสิ่งของที่จะผ่อนกันทั้งที่ก็ควรจะเลือกและตัดสินใจมาอย่างดีที่สุด ในวันนี้จึงอยากแนะนำสำหรับคนรักการถ่ายภาพ ถ้าอยากจะ ผ่อนกล้อง .. หรือเรียกง่ายว่า ผ่อนของกันทั้งที ผ่อนกล้อง ดีกว่า กล้องเปรียบได้กับอุปกรณ์คู่ใจ สำหรับคนที่ชื่นชอบศิลปะแห่งการถ่ายภาพ กล่าวได้ว่า เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว ไม่ว่าเมื่อเราจะพบเจอเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้นเราก็จะถ่ายหรือแชร์ให้กันอย่างรวดเร็วทันที นับว่าพัฒนามาไกลกว่ากล้องดั้งเดิมมาก

จากเพียงแค่แรกเริ่มเกิดจากมีผู้สังเกตุเห็นภาพเหมือนในลักษณะกลับหัวบนผนังภายในห้องที่ทึบและอับแสง ภาพดังกล่าวเกิดจากแสงของภาพวิวภายนอกลอดผ่านรูเล็กๆ ไปก่อให้เกิดภาพเหมือนบนผนังด้านฝั่งตรงข้าม ต่อมาได้มีการนำหลักการดังกล่าวมาประดิษฐ์เป็นกล้องออบสคิวรา

ในปี 1558 (Camera Obscura) คำว่า “camera” มีความหมายว่า “ห้อง” ส่วน “Obscura” มีความหมายว่า “ความมืด” ต่อมาจึงมีการออกแบบกล้องออบสคิวราแบบพกพาไว้หลายแบบ และยังมีการใช้กระจกติดไว้ด้านหลังของกล้องสะท้อนแสงขึ้นไปปรากฏภาพที่ด้านบนของกล้อง ทำให้ภาพที่ได้ไม่กลับหัวอีกต่อไป ทั้งยังมีการนำเลนส์มาใส่ที่ช่องรับแสงแทนรูเข็มทำให้ได้ภาพที่สว่างและคมชัดขึ้น ตรงจุดนี้นี่เองที่ถือเป็นรากฐานของกล้องพกพาต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ก่อนจะซื้อกล้องควรนึกถึงการใช้งานและความต้องการรูปภาพในแต่ละสถานการณ์ที่หลากหลายเพราะกล้องถ่ายรูปที่มีอยู่ทุกวันนี้นั้นก็มีมากมายหลายประเภทเสียเหลือเกิน ซึ่งจุดนี้ผู้สนใจควรเรียนรู้และทำความเข้าใจก่อนใช้งานจริงเพื่อให้ตรงกับจุดประสงค์การใช้งานก่อนที่เราจะซื้อกล้อง บทความนี้จะอธิบายความเหมาะสมของการใช้งานกล้องแต่ละประเภทรวมถึงการศึกษาคุณสมบัติต่างๆและการใช้งานของกล้องกัน

กล้อง DSLR หรือเรียกง่ายๆ ว่ากล้องโปรฯ อย่างที่เราเรียกติดปากกัน พัฒนามาจากกล้องฟิล์มดั้งเดิม โดยยังใช้กระจกเพื่อสะท้อนแสงเลนส์ไปยังปริซึมแล้วสะท้อนต่อไปยังช่องมอง ทำให้ผู้ถ่ายเห็นมุมมองได้ผ่านการแนบสายตาตรงช่องมองภาพ และเมื่อกดชัตเตอร์ กระจกสะท้อนภาพจะพับขึ้นไปปิดช่องมองภาพเพื่อเปิดทางให้แสงวิ่งเข้าไปยังเซนเซอร์รับภาพ กลไกนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด ”เสียงชัตเตอร์” ที่จัดเป็นเอกลักษณ์พอๆ กับรูปทรงของกล้องระบบนี้นี่เอง

จุดเด่นของกล้อง DSLR อยู่ที่สามารถขยายศักยภาพได้ให้คุณภาพที่สูงเต็มเปี่ยม และยังขยายขีดจำกัดได้ด้วยความหลากหลายของเลนส์กล้องมิลเลอร์เลส เป็นการพัฒนาขึ้นมาจากกล้อง DSLR ให้ระบบการจัดการดีและชีวิตคุณง่ายขึ้นกว่าเดิม มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดขนาดตัวกล้องให้เล็กลงให้ความสะดวกพกพา จึงมีการตัดชิ้นส่วนที่เป็นกระจกสะท้อนภาพออก ให้แสงที่ผ่านเลนส์เข้ามาตกกระทบบนตัวเซนเซอร์ตลอดเวลาซึ่งผู้ใช้งานจะสามารถมองเห็นภาพผลลัพธ์ได้จากจอ LCD ในบางรุ่นที่มีช่องมองภาพก็จะเป็นช่องเสมือนที่ใช้จอภาพขนาดเล็กติดตั้งลงไปสำหรับคนที่ยังคุ้นชินกับการถ่ายผ่านช่องมองภาพ

นอกจากมุมมองที่จำลองมาแล้ว สภาพแสง อุณหภูมิแสง ก็ได้ถูกนำมาจำลองร่วมกัน ทำให้การถ่ายภาพนั้นง่ายขึ้นกว่าการมองผ่านช่องมองภาพของ DSLR ที่เห็นเพียงแค่มุมมองภาพ ความนิยมของ มิลเลอร์เลส ที่มีมากขึ้นทุกวันนี้ จัดได้ว่านิยมกันอย่างถล่มทลาย จนผู้คนจะขนานนามกันว่า “ผู้ฆ่า DSLR” เหมือนที่ครั้งนึง กล้อง DSLR ได้เคยทำให้กล้อง SLR หมดความนิยมไปฉันใดก็ฉันนั้นเลยทีเดียว

                กล้องคอมแพ็ค เป็นกล้องถ่ายรูปเน้นกะทัดรัด พกพาสะดวกสมชื่อ เป็นจุดเด่นของการ “เล็งแล้วถ่าย” ในอดีตทำขึ้นเพื่อเน้นการพกพาเพียงอย่างเดียว ภาพจึงมีคุณภาพไม่มากนัก แต่ปัจจุบันหลายได้เพิ่มทั้งความละเอียดและความคมชัด รวมทั้งคุณสมบัติเสริมเช่นกันกระแทก กันน้ำ มีไวไฟ หรือแม้กระทั่งมีสัญญาณ gps ติดตามก็ยังมี

                กล้องฟิล์ม จัดเป็นคุณปู่ของกล้องเลยก็ว่าได้ เป็นรูปแบบการถ่ายดั้งเดิม อาศัยการสะท้อนแสงให้ภาพติดลงบนแผ่นฟิล์มที่เคลือบสารไวแสงไว้ แต่กล้องนี้การใช้งานปัจจุบันหลงเหลิอน้อยเต็มทีและมักจะหาฟิล์มและอุปกรณ์เสริมได้ยากอย่างยิ่งยวด จะมีคงเหลือก็แต่กล้องฟิล์มโพลารอยด์ที่เน้นแฟชั่นและรูปแบบย้อนยุคที่ยังคงฮิตขายดิบขายดีนั่นเอง
                กล้องแอคชั่น เป็นกล้องที่นำมาเพิ่มคุณลักษณะทนทาน กันกระแทก กันน้ำ กันฝุ่น กันอากาศร้อน เย็นโดยเฉพาะ เน้นที่ระบบการกันสั่นสะเทือน ตอบโจทย์สำหรับคนที่ซื้อกล้องไปเพื่อการผจญภัย ถ่ายรูปหรือบันทึกวิดีโอขณะที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไต่เขา เล่นกีฬา โดยอาจจะไม่เน้นความละเอียมที่สูงมากนัก แต่ให้ภาพที่เห็นชัดเจน ไม่เบลอในขณะบันทึกภาพ ปัจจุบันยังมีรุ่นที่สามารถกันน้ำ และทนต่อสภาวะแวดล้อมที่ทรหดมากๆได้อีกด้วย

                มากไปกว่านั้นแล้ว ยังมีกล้องอื่นๆอีกตามการใช้งานที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด เช่น กล้องกันขโมย กล้องติดหน้ารถ โดรน ฯลฯ โดยอาจคำนึงถึงคุณสมบัติที่จำเป็นก่อนจะซื้อกล้อง เช่น กล้องกันขโมย ควรคำนึงถึงความสามารถในการถ่ายในที่มืด กล้องติดหน้ารถควรดูระยะเวลาในการบันทึกและความละเอียดเพื่อบันทึกภาพได้อย่างคมชัดในขณะที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น หรืออย่างโดรนก็ควรคำนึงถึงขีดจำกัดในการควบคุมสัญญาณ การถ่ายที่คมชัด และการรับน้ำหนักในขณะบิน เป็นต้น หากเรานำกล้องมาใช้งานได้ตรงความต้องการ ก็จะทำให้การซื้อกล้องของเรานั้นคุ้มค่าและไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน

เซลฟี่กับกล้องคู่หน้าไปกับ huawei nova 3i

huawei nova 3i

               หัวเว่ยได้ผลิต Smartphone เอาใจคนที่มีความสนใจในเรื่องของถ่ายรูปเป็นพิเศษ ยิ่งใครชอบถ่ายเซลฟี่เป็นชีวิตจริงจิตใจก็คงต้องถูกใจโทรศัพท์มือถือ Smartphone ของหัวเว่ยแน่นอนค่ะ และโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดของของหัวเว่ยที่พึ่งเปิดตัวไปนั้นคือรุ่น “huawei nova 3i” นั่นเองค่ะ ต้องบอกเลยว่าหัวเว่ยได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการโทรศัพท์มือถืออีกแล้วล่ะค่ะ เพราะ huawei nova 3i เปิดตัวมาพร้อม 4 กล้องในเครื่องเดียว

               เรียกได้ว่าหัวเว่ยโนวา 3i นั้นเป็น Smartphone ที่มีกล้อง AI ที่มีสี่เลนส์ตัวแรกของโลกที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนค่ะ เพราะหัวเว่ยโนวา 3i ที่มีกล้องคู่ AI ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งบอกตรงๆว่าโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้นั้นน่าสนใจมากจริงๆค่ะ วันนี้เราจึงจะมาบอกถึงคุณสมบัติของหัวเว่ยโนวา 3iให้ทุกคนรู้ความเจ๋งไปพร้อมๆกัน

               คุณสมบัติของหัวเว่ยโนวา 3iที่คุณห้ามพลาด

• เต็มไปด้วยสัมผัสของจินตนาการ

   โทรศัพท์มือถือหัวเว่ยโนวา 3i มาพร้อมกับสีสันที่มีให้เลือกถึงสามสีสามสไตล์ไม่ว่าจะเป็นสีเพิร์ลไวท์ สีดำและม่วงไอริส ซึ่งโทรศัพท์มือถือหัวเว่ยโนวา 3i ผลิตมาจากแก้ว ซึ่งแก้วนั้นผสมโลหะที่มาจากคุณภาพดีนั่นเอง ส่วนตัวเครื่องนั้นมีความสะท้อนแสงเพื่อให้เครื่องนั้นเกิดความเงางามขึ้น เมื่อมือเราได้สัมผัสกับโทรศัพท์มือถือหัวเว่ยโนวา 3i นั้นจะรู้สึกถึงความถนัดมือ และสัมผัสได้เลยว่าเครื่องมีความแข็งแรง ถือแล้วจะทำให้เรารู้สึกดูดีและมีความมั่นใจ โทรศัพท์มือถือหัวเว่ยโนวา 3iมาพร้อมหน้าจอ 6.3 นิ้วเลยนะคะ ซึ่งชนิดของจอนั้นเป็นจอที่คมชัด Full HD+ บอกได้เลยว่าไม่มีใครไม่อยากได้หัวเว่ยโนวาอย่างแน่นอน

• ตื่นเต้นไปกับสี่กล้องในตัวเครื่องเดียว

   หัวเว่ยนั้นมีความใส่ใจในเรื่องของรายละเอียดรวมถึงมีความพิถีพิถันสำหรับการคิดค้นกล้องที่มีจำนวนถึงสี่กล้องภายในตัวเครื่องเดียว ไว้ใจหัวเว่ยได้เลยว่าคุณจะได้กล้องที่มีคุณภาพที่ดีเยี่ยม ซึ่งความหรูหราพรีเมียมของกล้องคู่หน้าที่มีสองเลนส์นั้น 24 + 2 MP และในส่วนของกล้องคู่หลัง 16 + 2MP การันตีได้ถึงความมั่นใจว่าโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้จะให้ความคมชัดของกล้องในแบบที่คุณคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว และฟีเจอร์ที่โดดเด่นก็คือสามารถถ่ายรูปแบบหน้าชัดหลังเบลอได้ทั้งกล้องคู่หน้าและกล้องคู่หลัง

   • เต็มที่กับความสวยงามของกล้อง AI

   ต้องบอกเลยว่าโทรศัพท์มือถือหัวเว่ยโนวา 3i นั้นมีความละเอียดที่แม่นยำมากในเรื่องของกล้องหน้าที่เป็นกล้องคู่สองเลนส์นั่นเอง สาวๆคนไหนที่ชื่นชอบการถ่ายรูปแบบเซลฟี่นั้นจะต้องถูกใจเพราะโทรศัพท์มือถือหัวเว่ยโนวา 3i จะทำให้คุณถ่ายรูปออกมาได้อย่างสวยเด่นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งโทรศัพท์มือถือหัวเว่ยโนวา 3iใช้อัลลกอริธึมขั้นสูง ซึ่งมีการปรับภาพที่โดดเด่นและมีความน่าสนใจและมีความเป็นธรรมชาติสูง และอีกหนึ่งที่สำคัญนั้นก็คือมีกลไกชิปเซ็ตสมองกล AI ที่จะมีความสามารถในการช่วยจดจำสภาพแวดล้อมที่แตกต่างและอีกทั้งยังสามารถปรับภาพถ่ายให้เหมาะกับ ณ เวลานั้นๆได้อีกด้วย

   • ฟีเจอร์ HDR Pro

   โทรศัพท์มือถือหัวเว่ยโนวา 3i มีฟีเจอร์ที่เรียกได้ว่าเป็นฟีเจอร์ที่มีความสามารถขั้นสูงระดับ HDR Pro ที่สามารถช่วยให้เรานั้นได้เก็บรายละเอียดได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าตอนที่คุณจะใช้ถ่ายรูปหรือว่าจะถ่ายบันทึกภาพที่เป็นวีดีโอและแสงแดดจัดๆก็ตาม แต่ฟีเจอร์ HDR Pro นั้นใช้ได้เฉพาะกล้องคู่หน้าเท่านั้นนะคะ

   • สวยงามไปกับกล้องหลังที่เป็นเลนส์คู่

   สำหรับกล้องหลังที่มาพร้อมเลนส์คู่นั้นที่จะทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือหัวเว่ยโนวา 3iได้สัมผัส 16 MP + 2MP ซึ่งกล้องเลนส์คู่หลังมาพร้อมรูรับแสง f/2.2 ที่ทำให้คุณสัมผัสภาพที่มีความหน้าชัดหลังเบลออย่างมหัศจรรย์ ซึ่งเราสามารถถ่ายรูปออกมาได้อย่างมืออาชีพและมีความเป็นธรรมชาติสูง โทรศัพท์มือถือหัวเว่ยโนวา 3iมีการเสริมด้วยอัลกอริทึม AI ที่มีการขับเคลื่อนด้วยการเรียนรู้ภาพกว่าหนึ่งร้อยล้านภาพกันเลยทีเดียวนะคะ และความสามารถของโทรศัพท์มือถือหัวเว่ยโนวา 3i ที่สามารถจำแนกได้ถึงยี่สิบสองประเภทจากห้าร้อยกว่าฉาก บอกเลยว่าถ้าใครได้โทรศัพท์มือถือหัวเว่ยโนวา 3iนั้นไปครอบครอง การถ่ายรูปของคุณจะมีความสนุกสนานมากขึ้น แถมภาพที่ถ่ายออกมาก็ไม่ทำให้ใครต้องผิดหวังอย่างแน่นอน

ดีไซน์สวยและเรียบง่ายไปกับ galaxy watch active

galaxy watch active

               ในปี 2019 นี้ถ้านึกถึงนาฬิกาที่มีความชาญฉลาดที่เต็มไปด้วยความอัจฉริยะนั้น แบรนด์แรกๆที่เรานึกถึงและเป็นแบรนด์ที่ครองใจคนทั้งโลกอย่างในยุคปัจจุบันนี้คงจะหนีไม่พ้นแบรนด์ Samsung นั่นเองค่ะ และเมื่อไม่นานมานี้ทางบริษัท Samsung ได้เอาใจคนรักการออกกำลังกายแบบโดยเฉพาะด้วยการเปิดตัวนาฬิกาสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่อย่าง “galaxy watch active” นั่นเองค่ะทุกคน ซึ่งฟีเจอร์ใหม่ๆที่ออกมานั้นจะต้องถูกใจคนที่รักสุขภาพอย่างแน่นอน

               ความโดดเด่นของนาฬิกาสมาร์ทวอทช์  galaxy watch active ที่มีออร่าอย่างชัดเจนนั่นก็คืออย่างแรกที่เราเห็นคือกาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟที่มาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่ๆที่ไม่ทำให้แฟนๆของ Samsung ต้องผิดหวังเลยจริงๆ นั่นก็คือความสามารถของกาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟที่มีความฉลาดในเรื่องของการบันทึกข้อมูลในส่วนของการออกกำลังกายในหลากหลายรูปแบบนั่นเองค่ะ และอีกทั้งยังสามารถใช้ข้อมูลการออกกำลังกายที่นาฬิกาสมาร์ทวอทช์รุ่นกาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟนั้นได้บันทึกไว้ได้อีกด้วย และเรายังสามารถดูข้อมูลได้ตลอดและคอยเช็คในเรื่องของสุขภาพของตัวเราเองว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง

               โดยปกติรูปลักษณ์ของนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ที่เราเห็นกันทั่วๆไปนั้นจะเป็นรูปแบบธรรมดาๆ ไม่ได้มีความพิเศษอะไรมาก แต่นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ของ Samsung รุ่น กาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟ นั้นมีการออกแบบและดีไซน์ที่สวยงามแบบที่ไม่เคยมีแบรนด์ไหนได้ทำมาก่อน คุณสามารถสวมนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ของ Samsung รุ่น กาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟได้อย่างมั่นใจ ด้วยทรงนาฬิกานาฬิกาสมาร์ทวอทช์ที่ออกแบบมาด้วยความพิธีพิถันอย่างสุดๆ และถ้าใครกังวลว่าเจ้านาฬิกาอัจฉริยะนั้นจะมีน้ำหนักเยอะรึเปล่า เพราะเวลาออกกำลังกายต้องใช้แรงอยู่แล้ว และถ้านาฬิกาสมาร์ทวอทช์ยังมีน้ำหนักที่มากอีกก็คงจะหนักข้อมือน่าดูใช่ไหมล่ะคะ เราเลยอยากจะบอกว่าน้ำหนักของนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ของ Samsung รุ่น กาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟสวมใส่สบายอย่างแน่นอนเพราะมีน้ำหนักเบา

               นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ของ Samsung รุ่น กาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟยังออกมาพร้อมสายนาฬิกาที่มีรูปแบบหลากหลายดีไซน์ ไม่ว่าคุณจะใส่ชุดทำงาน ชุดไปเที่ยว ชุดอยู่บ้าน ชุดออกงาน ขอให้มั่นใจกับนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ของ Samsung รุ่น กาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟได้เลยว่าสามารถให้คุณเลือกใส่ได้ในทุกโอกาสจริงๆค่ะ เนื่องจากการดีไซน์ของนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ของ Samsung รุ่น กาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟมีความเรียบง่ายและคล่องตัวทุกๆกิจกรรมนั่นเอง

               รู้ไหมคะว่าเจ้านาฬิกาอันชาญฉลาดอย่างนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ของ Samsung รุ่น กาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟนั้นสามารถตรวจสุขภาพของผู้สวมใส่ได้อยู่เสมอเมื่อใช้งานร่วมกับ Applications ที่ชื่อว่า Samsung Health ค่ะ เมื่อ นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ กาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟนั้นมาใช้งานร่วมกับแอปนี้ก็จะกลายเป็นกูรูในเรื่องของด้านสุขภาพขึ้นมาทันที ซึ่งความสามารถที่นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ กาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟนั้นคือสามารถสรุปข้อมูลสุขภาพได้ทันทีในหน้าจอแบบทีเดียว 

นอกจากจะช่วยในเรื่องการจัดการออกกำลังกายของเราได้แล้ว นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ กาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟยังสามารถเชื่อมต่อได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะสามารถตอบข้อความได้อย่างว่องไวด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนจากเสียงพูดเป็นเสียงข้อความแบบ Speech to tex , อีโมติคอน Emoticon รวมไปถึงคีย์บอร์ดอัจฉริยะอีกด้วย และแม้ว่าคุณจะนอนหลับในตอนกลางคืนแล้วแต่การทำงานของนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ กาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟก็ยังดำเนินต่อไป เพราะนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ กาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟจะตามติดคุณแม้กระทั่งคุณพักผ่อนอยู่บนเตียงตลอดทั้งวันทั้งคืน และยังจะบันทึกทั้งสี่ช่วงของการนอนหลับ โดยนาฬิกาสมาร์ทจะช่วยให้เรานั้นมีการปรับเปลี่ยนการนอนของตัวเราให้มีประสิทธิภาพได้อย่างมากขึ้นเพื่อที่เราจะได้นอนพักผ่อนได้อย่างเพียงพอ และทันทีที่เราตื่นมานั้นจะได้มียามเช้าที่สดใสนั่นเองค่ะ

ใครที่ชื่นชอบและรักการออกกำลังกายนั้นคงไม่พลาดที่จะต้องมีนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ กาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟไว้ใส่ตรงข้อมือนะคะ ต้องบอกเลยว่านาฬิกาสมาร์ทวอทช์ กาแล็คซี่ วอทช์ แอคทีฟนั้นครบครันและตอบสนองครบทุกความต้องการอย่างแน่นอน

พลังแห่งระบบไร้สายของ acer aspire 3

acer aspire 3

Acer ได้เปิดตัวโน๊ตบุ๊คราคาเบาๆแต่คุณสมบัติที่ออกมานั้นไม่เบาเหมือนราคาเลยล่ะคะ ต้องบอกเลยว่าราคาโน้ตบุ๊กที่ออกมาใหม่นี้ต้องถูกใจวัยรุ่นอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าฟีเจอร์ที่ออกมาใหม่นั้นช่างเหมาะกับนักเรียนหรือนิสิตนักศึกษามากๆเลยค่ะ และโน๊ตบุ๊คที่ทางเอเซอร์ที่พึ่งออกมาล่าสุดนั้นก็คือโน๊ตบุ๊ครุ่น “acer aspire 3” ที่ถูกผลิตออกมาได้อย่างสมบูรณ์และตอบสนองผู้ใช้งานไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ตาม ส่วนสเปคโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้มีค่อนข้างสูงแถมราคานั้นไม่แพงอย่างที่ใครคิดเลยล่ะ

               หลายคนคงอยากจะรู้จัก โน๊ตบุ๊ค acer aspire 3 แบบจริงๆจังๆกันแล้วใช่ไหมล่ะคะ ต้องขอแนะนำก่อนเลยว่าจุดเด่นที่ทางเอเซอร์ได้พัฒนาอย่างเห็นได้ชัดคงเป็นเรื่องของการประมวลผล เพราะโน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 นั้นมีการประมวลผลอันทรงพลังมาก ไม่ว่าจะเป็นการรับชมภาพยนตร์, เปิดคลิปวีดีโอ ในเว็บไซต์ YouTube, หรือจะไปนั่งท่องเว็บไซต์ต่างๆตามเว็บชื่อดังอย่าง Pantip นั้นก็สามารถทำได้อย่างง่ายๆแบบสบายๆเลยล่ะค่ะ เพราะว่าโน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3นั้นสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วเพราะว่ามีระบบประมวลผล 8th Gen Intel® Core™ i71 และกราฟิก NVIDIA® GeForce® MX2301 ที่ทำให้ความสามารถของแอปนั้นโหลดไวขึ้นนั่นเอง และในส่วนของกราฟิกนั้นก็สามารถประมวลผลได้ไวเช่นกันแถมมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะค่ะ บอกเลยว่าใครที่เป็นคนชอบทำอะไรหลายๆอย่างบนโน๊ตบุ๊คจะต้องถูกใจกันอย่างแน่นอนหรือเรียกง่ายๆว่ามัลติทาสก์นั่นเอง

               โน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 นั้นมาพร้อมกับความประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม และหน่วยความจำของโน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 นั้นมีขนาดสูงสุดถึง 16 GB กันเลยทีเดียว และถ้าจะให้พูดถึงความอลังการของสีสันบนโน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 นั้นก็ต้องบอกเลยว่าเอเซอร์นั้นได้มีการพัฒนาในเรื่องของเม็ดสีบนหน้าจอที่มีสีที่คมชัดและมีความสมจริงแค่เพียงแรกเห็น ที่มีความละเอียดแบบที่เห็นได้ขัดขนาดนี้เป็นเพราะหน้าจอของโน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 นั้นเป็น FHD นั่นเองค่ะ บอกเลยว่าเราจะได้สัมผัสกับพื้นที่บนหน้าจอภาพที่มีมากกว่าเพื่อภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจ เพราะจอภาพมีขนาด 17.3 นิ้ว, 15.6 นิ้ว หรือ 14  นิ้วนั่นเอง

               เอเซอร์ให้ความสำคัญในเรื่องของการออกแบบและดีไซน์โน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 เป็นอย่างมาก อย่างแรกที่สังเกตได้อย่างชัดเจนคงเป็นความบางที่โน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 นั้นถูกดีไซน์ขอบจอได้อย่างบางเฉียบ และสิ่งที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือแสงของหน้าจอโน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 ที่ถูกออกแบบและดีไซน์ให้มีการถนอมสายตาด้วยการถนอมสายตาด้วยการกรองแสงสีฟ้า นั่นหมายความว่าต่อให้เราใช้สายตาในงานทำบนหน้าจอของโน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 ขนาดไหนก็ไม่ต้องกังวลเพราะเราสามารถที่จะทำงานได้อย่างสะดวกสบายและทำงานได้นานขึ้นเพราะเทคโนโลยี  Acer BlueLightShield นั่นเองค่ะ

               สำหรับในเรื่องสีสันของโน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 ที่ออกมานั้นจะต้องถูกใจเหล่านักเรียน นิสิตหรือนักศึกษาอย่างแน่นอนเพราะการออกแบบในเรื่องของสีบนโน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 นั้นมีความสะดุดตาอย่างเห็นได้ชัด สังเกตสีที่ออกมาจากตัวเครื่องนั้นมีสไตล์ที่มีสีสันสดใสและให้รูปลักษณ์ที่สวยงาม ไม่ว่าใครเห็นก็อยากที่จะสัมผัสโน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 กันทั้งนั้น โน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 นั้นมาพร้อมกับน้ำหนักที่เริ่มต้นที่มีความเบากว่าสองกิโลกรัมนั่นเอง ด้วยเครื่องที่เบาขนาดนี้นั้นทำให้เราสามารถพกพาโน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 ติดตัวไปได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเอาเข้าไปเรียน เอาไปทำรายงานที่ห้องสมุด หรือเอาไปประชุมงานกับเพื่อนๆรวมถึงเอาไป Present งานตามสถานที่ต่างๆกันอย่างสบายๆเลยล่ะค่ะ

               ใครอยากได้โน๊ตบุ๊คที่มีแบตเตอรี่อึดและทนทานนั้นต้องยกให้โน๊ตบุ๊ค acer aspire 3 ไปเลย เพราะโน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 สามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้นานสูงสุดถึงเก้าชั่วโมงด้วยกัน ใครที่ชอบนั่งทำงานผ่านโน๊ตบุ๊คเป็นเวลาๆนานคงจะถูกใจโน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 นั้นอย่างแน่นอนเพราะโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้มีพลังงานมากพอที่จะทำงานได้ทั้งวันจริงๆค่ะ ควรแก่การเป็นเจ้าของอย่างมาก ถ้าใครยังไม่มีโน๊ตบุ๊คราคาดีๆราคาไม่แรงนั้นต้องยอมรับเลยว่าโน๊ตบุ๊คเอเซอร์ รุ่นแอสไพร์ 3 นั้นตอบโจทย์จริงๆ

งานจะเดินเมื่อเครื่องใช้ในออฟฟิศดี

"Epson"

               มนุษย์ออฟฟิศทั้งหลายคงรู้กันดีว่าการทำงานที่ราบลื่นนั้นต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศในการทำงานที่ดี เพื่อนร่วมงานที่คอยซัพพอร์ตแต่อย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ก็คืออุปกรณ์ในการทำงานนั่นเอง เพราะว่าถ้าอุปกรณ์ไม่มีประสิทธิภาพการทำงานก็จะไม่ได้อย่างที่ต้องการหรือมาตรฐานไม่ได้อย่างที่หวัง ซึ่งอุปกรณ์เครื่องใช้ในออฟฟิศอย่างเช่น “Epson” จึงต้องพัฒนาในด้านต่าง ๆ เพื่อการใช้งานที่สมบูรณ์แบบ

          เรามาดูกันดีกว่าว่าเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ในออฟฟิศต่าง ๆ นั้น มีอะไรบ้างและควรต้องเลือกดูอย่างไรเพื่อให้การทำงานได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

               1. โต๊ะและเก้าอี้ทำงาน

          ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการทำงานในออฟฟิศเลยทีเดียว เพราะว่าเกือบทั้งวันที่เราทำงานก็ต้องนั่งอยู่บนโต๊ะแบบนั้น ซึ่งโต๊ะและเก้าอี้ที่ผิดสรีระศาสตร์จะทำให้ร่างกายผู้ใช้ปวดเมื่อยได้ ดังนั้นควรเลือกเก้าอี้ที่สามารถปรับระดับและอิริยาบทได้เพื่อจะได้ผ่อนคลายและเปลี่ยนท่านั่งเมื่อนั่งนานเกินไป โต๊ะก็ไม่ควรที่จะสูงเกินไปเพราะไม่อย่างนั้นก็ต้องยกแขนขึ้นไปสูงขึ้นทำให้ปวดเมื่อยได้ง่าย

          ในส่วนของเบาะเอนหลังของเก้าอี้ก็ควรจะเป็นวัสดุที่นุ่มสบายไม่แข็งแต่ก็ไม่สมควรนุ่มจนเกินไปเพราะจะทำให้หลังได้รับบาดเจ็บได้

          2. คอมพิวเตอร์

          เป็นอุปกรณ์หลักที่ทุกออฟฟิศต้องมี เพราะว่าเป็นเครื่องทุ่นแรงและเป็นแหล่งเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ โดยมีทั้งแบบคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือ Desktop  และแบบโน๊ตบุ้ก โดยคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับการใช้งานที่ออฟฟิศนั้นต้องทำงานได้อย่างค่อนข้างรวดเร็วตามตำแหน่งและหน้าที่ของเจ้าของเครื่อง และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ควรทำได้อย่างไม่มีปัญหา อย่างเช่นการต่อเข้ากับเครื่องปริ้นทุกแบรนด์อย่างเช่น Canon หรือ “Epson” เป็นต้น

          โดยคอมพิวเตอร์ที่ดีนั้นไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป แต่ควรมีฝ่ายที่ดูแลเกี่ยวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่คอยจัดหาเครื่องให้เหมาะกับตำแหน่งต่าง ๆ เช่น ฝ่ายบัญชีควรได้รับคอมพิวเตอร์ที่มีคีย์บอร์ดที่ตัวเลขครบถ้วนกดง่าย หรือฝ่ายกราฟิกที่ต้องมีสเปคในการแรนเดอร์ที่รวดเร็ว

          นอกจากนั้นการจ้องจอมากเกินไปจะทำให้สายตาเกิดปัญหาความเมื่อยล้าได้ คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานในออฟฟิศได้เป็นอย่างดีควรสามารถปรับแสงเพื่อถนอมสายตาได้นั่นเอง

          3. เครื่องปริ้น

          แน่นอนว่าเรื่องของเอกสารนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานทุกที่ และเครื่องปริ้นนั้นก็เป็นอุปกรณ์ที่จะผลิตเอกสารออกมาเพื่อใช้งานในเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายที่สุด โดยประเภทของเครื่องปริ้นนั้นมี 2 ชนิดใหญ่ ๆ ด้วยกัน นั่นก็คือเครื่องปริ้นอิงค์เจ็ทที่มีลักษณะเล็กใช้งานทั่ว ๆ ไปได้อย่างหลากหลายทั้งปริ้นเอกสารหรือปริ้นรูปภาพต่าง ๆ โดยวัตถุดิบที่ให้สีนั้นจะเป็นน้ำหมึก โดยเครื่องปริ้นแบบนี้นั้นมีหลายแบรนด์หลายยี่ห้อทำกันออกมาทั้ง Canon หรือ Epson โดยมีราคาไม่สูงมากและมีให้เลือกหลากหลายรุ่น

          อีกประเภทก็คือเครื่องพิมพ์แบบปริ้นเลเซอร์ ซึ่งเหมาะกับการปริ้นในปริมาณมาก ๆ เหมาะสำหรับออฟฟิศที่มีขนาดใหญ่แต่ว่าในปัจจุบันตามบ้านหรือออฟฟิศเล็ก ๆ ก็นิยมใช้เหมือนกัน ซึ่งถือว่าคุ้มค่าถ้าหากจะใช้ในระยะยาว ด้วยความรวดเร็วในการปริ้นงาน โดยตลับหมึกของเครื่องปริ้นเลเซอร์นั้นจะแพงกว่าแบบอิงค์เจ็ท

          4. เครื่องปรับอากาศ

          ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับออฟฟิศเพราะด้วยการอยู่รวมกันมาก ๆ ของพนักงานจำเป็นจะต้องได้รับอากาศที่สดชื่นคลายร้อน โดยเครื่องปรับอากาศที่ดีสำหรับออฟฟิศนั้นใช้ได้ทั้งปรับอากาศแบบผนังที่เป็นที่นิยมและหาได้ง่าย มีราคาถูกและดูแลรักษาง่าย โดยมี BTU สูงสุดที่ 24000 BTU หรือถ้าเป็นออฟฟิศที่ใหญ่ขึ้นมาก็สามารถติดปรับอากาศแบบแขวนได้ เพราะว่าสามารถส่งลมออกไปได้ยาวและไกล ซึ่งขั้นต่ำนั้นต้องมีขนาด 24,000 BTU

               หรือว่าออฟฟิศไหนต้องการจะซ่อนปรับอากาศแบบเนียน ๆ ก็ใช้เป็นแบบแอร์ 4 ทิศทาง ซึ่งจะทำให้ได้รับอากาศเย็นแบบ 360 องศาเลยทีเดียว แต่ว่าต้องอาศัยช่างผู้ชำนาญมาติดตั้ง โดยแอร์ทั้งหมดที่แจกแจงมานั้นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดอาการอุดตันของฝุ่นจนเกิดปัญหาสุขภาพของคนนออฟฟิศ ทางที่ดีควรเลือกรุ่นที่สามารถฝอกอากาศได้ยิ่งดี

          ชีวิตในออฟฟิศนั้นต้องควบคู่ไปกับอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ต่าง ๆ รอบตัวที่มีคุณภาพ เพื่อารทำงานที่ลุล่วงเป็นอย่างดีนะครับ ทางที่ดีก็เลือกเครื่องใช้แบรนดืที่ไว้ใจได้

แบตเตอรี่สุดอึดต้องยกให้ zenfone 3 max

zenfone 3 max

               ใครที่กำลังมองหาโทรศัพท์มือถือ Smartphone ที่มีพละกำลังในเรื่องของความอึดและบึกบึนกับในเรื่องแบตเตอรี่นั้นก็คงต้องยกให้กับมือถือของแบรนด์ ASUS อย่างรุ่น “zenfone 3 max” นั่นเองค่ะ เพราะแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือ zenfone 3 max นั้นจะตอบโจทย์สำหรับคนที่มี Lifestyle ที่มีการใช้โทรศัพท์มือถือทำงานทั้งวัน หรือเป็นคนใช้โทรศัพท์แทบจะตลอดเวลานั่นเองค่ะ

               หลายๆคนคงอยากจะรู้ในเรื่องของคุณสมบัติของโทรศัพท์มือถือ Smartphone แบรนด์ Asus รุ่น เซนโฟน 3 max กันแล้วใช่มั้ยล่ะคะว่านอกจากความโดดเด่นในเรื่องของแบตเตอรี่แล้วนั้น Asus รุ่น เซนโฟน 3 max มีคุณสมบัติอะไรที่เจาะลึกเกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่มีความน่าสนใจอีกบ้าง ไปดูพร้อมๆกันดีกว่าค่ะ

    จุดเด่นของ Asus รุ่น เซนโฟน 3 max ที่คุณจะต้องรู้

• ความอึดของแบตเตอรี่ที่มีความเหนือชั้น

   ปกติแล้วโทรศัพท์มือถือ Smartphone รุ่นทั่วๆไปนั้นก็จะมีแบตเตอรี่ที่ความจุไม่จุใจ เวลาเล่น Internet หรือเล่นเกมอะไรไปนิดหน่อยก็ต้องหาที่ชาร์จแบตเตอรี่กันแล้ว เพราะแบตเตอรี่หมดไวเกินไปจริงๆ แต่สำหรับ Asus รุ่น เซนโฟน 3 max นั้นวางใจได้เลยค่ะ เพราะ Asus รุ่น เซนโฟน 3 maxที่มาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่มีขนาดตื่นตาตื่นใจถึง 4100mAh กันเลยทีเดียว ไม่ว่าคุณจะเล่น Facebook เล่นเกม ท่องโลก Social กันทั้งวันทั้งคืนแค่ไหนก็ต้องบอกเลยว่าแบตเตอรี่ของ Asus รุ่น เซนโฟน 3 maxนั้นก็จะอยู่เป็นเพื่อนคุณทั้งวันได้แบบสบายๆเลยล่ะค่ะ

• มีความสามารถในการทำงานได้ทั้งวัน

   Asus รุ่น เซนโฟน 3 max นั้นเป็นโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนขนาด 5.2 นิ้วที่ทำให้เราไม่มีความกังวลในเรื่องของแบตเตอรี่เลยสักนิดเดียวนะคะ เพราะพลังงานที่ล้นหลามของ Asus รุ่น เซนโฟน 3 maxมีพร้อมสแตนบายตลอดทั้งวัน และสิ่งที่พิเศษที่คุณจะต้องร้องว้าวแน่นอน เพราะว่า Asus รุ่น เซนโฟน 3 maxสามารถอยู่ได้นานถึงสามสิบวันในโหมดสแตนด์บายนั่นเองค่ะ ไม่อยากจะเชื่อเลยนะคะว่า Asus รุ่น เซนโฟน 3 maxสามารถอยู่ได้เป็นเดือนๆโดยไม่ต้องง้อสายชาร์จแบตเตอรี่เลย และใครที่ชอบคุยชอบติดต่อโดยไม่ต้องการให้แบตเตอรี่หมดกลางทาง การันตีเลยว่า Asus รุ่น เซนโฟน 3 maxนั่นคือคำตอบของคุณ

• สามารถทำหน้าที่เป็นแบตเตอรี่สำรองได้

   ด้วยขนาดแบตเตอรี่ของ Asus รุ่น เซนโฟน 3 maxที่มีขนาด 4100 mAh นั้นเรียกได้ว่ามีขนาดใหญ่และมีพลังมากพอที่จะสามารถเนรมิตให้ Smartphone รุ่นนี้สามารถประยุกต์เป็นแบตเตอรี่สำรองได้นั่นเองค่ะ ซึ่งการเป็นแบตเตอรี่สำรองของ Asus รุ่น เซนโฟน 3 maxนั้นสามารถเป็นแบตเตอรี่สำรองของอุปกรณ์อื่นได้อีกด้วยนะคะ ดังนั้นบอกเลยว่าไม่ต้องกังวลว่าอุปกรณ์เทคโนโลยีอื่นๆนั้นจะเกิดแบตเตอรี่หมดหรือดับไปเพราะเรามี Asus รุ่น เซนโฟน 3 maxและสามารถเชื่อมต่อชาร์จได้โดยตรงเลยค่ะ

• มีความสามารถในการจัดการพลังงานที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

   คงเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ทุกคนจะประสบปัญหาในการที่วันๆนึงจะต้องหาที่ชาร์จแบตเตอรี่เพื่อเติมแบตระหว่างวันกันเพราะโดยปกติแล้วแบตเตอรี่ของ Smartphone นั้นไม่ได้เพียงพอต่อการเล่นของคนเราเลยค่ะ ถ้าจะเล่นโทรศัพท์มือถือทั้งวัน ยังไงก็ต้องชาร์จแบตเตอรี่อย่างแน่นอน และนี่คือนวัตกรรมในเรื่องของเทคโนโลยีที่ Asus รุ่น เซนโฟน 3 max ที่มีความสามารถที่จะขยายอายุของแบตเตอรี่ให้มีพลังงานที่ยอดเยี่ยม เรียกได้ว่าพลังงานทุกหยดของ Asus รุ่น เซนโฟน 3 max ที่มีขนาด 4100 mAh นั้นได้ถูกออกมาใช้อย่างหมดจดและคุ้มค่า ยิ่งโหมด Super Saving ใน Asus รุ่น เซนโฟน 3 maxนั้นได้ถูกออกแบบมาให้ใช้ประโยชน์ทุกๆมิลลิแอมป์กันเลยทีเดียวค่ะ และเมื่อไหร่ที่แบตเตอรี่ของคุณนั้นเหลือประมาณแค่สิบเปอร์เซ็นต์ก็ตาม เพราะแค่สิบเปอร์เซ็นต์นี้ก็สามารถอยู่ได้ถึงสามสิบชั่วโมงแล้วล่ะค่ะ ไม่คิดว่าจะมีแบตเตอรี่ที่ทรงพลังงานขนาดนี้

• มีความสวยงามระดับพรีเมี่ยม

   ด้วยความใส่ใจในเรื่องของการลงรายละเอียดในการดีไซน์Asus รุ่น เซนโฟน 3 max นั้นมีการผสมผสานศิลปะแห่งการออกแบบให้เข้ากับความสวยงามแห่งวิศวกรรมชั้นยอดนั่นเอง Asus รุ่น เซนโฟน 3 maxมาพร้อมหน้าจอแบบ 2.5D ที่เมื่อคุณเอานิ้วสัมผัสนั้นจะรู้สึกถึงความลื่นไหลแล้วความเนียนนุ่มของ Asus รุ่น เซนโฟน 3 maxอย่างเห็นได้ชัด รูปทรงมีมีความพอดีถือถนัดมืออย่างมั่นใจ

ความสามารถรอบด้านที่มีอยู่ใน surface pro

surface pro

            เมื่อไม่นานมานี้ทาง Microsoft ได้เปิดตัว“surface pro” รุ่นใหม่ล่าสุดที่พร้อมให้เหล่าสาวก Microsoft ได้ชมกัน ซึ่งเซอร์เฟสโปรรุ่นนี้มีความโดดเด่นโดยเฉพาะในเรื่องของการออกฟีเจอร์ใหม่ๆมาให้คุณได้สัมผัสอย่างแน่นอน จุดเด่นที่เห็นได้ชัดจากเซอร์เฟสโปรรุ่นนี้ที่มีขนาดน้ำหนักเบาหวิวเป็นพิเศษนั่นเอง ถึงขนาดน้ำหนักจะเบา แต่ความสามารถของเซอร์เฟสโปรนั้นมีไม่เบาเลยนะคะ

            Surface Pro นั้นมีลูกเล่นที่เราสามารถเปลี่ยนสลับโหมดได้ถึงสามโหมดด้วยกัน ซึ่งโหมดแรกนั้นก็คือโหมดแล็ปท็อปนั่นเองค่ะ ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนเซอร์เฟสโปรเป็นโหมดแล็ปท็อปได้โดยกางขาตั้งเซอร์เฟสโปรในตัว และถ้าเราจะเปลี่ยนโหมดจากแล็ปท็อปให้เป็นโหมด Studio นั้นก็ต้องลดระดับขาตั้งค่ะ ซึ่งเซอร์เฟสโปรบางรุ่นที่เป็นรุ่นใหม่นั้นจะมีบานพับที่ลึกยิ่งขึ้นเพื่อที่จะสามารถอำนวยความสะดวกในเรื่องของการวาดเขียนให้มีความถนัดขึ้น และโหมดที่สุดท้ายที่สามารถเปลี่ยนได้ก็คือโหมดแท็บเล็ตนั่นเองค่ะ ซึ่งถ้าเราจะอยากเปลี่ยนเซอร์เฟสโปรให้เป็นโหมดแท็บเล็ตนั้นเราสามารถทำได้โดยการปิดขาตั้งและถอดหรือว่าพับไปด้านหลังเพื่อที่จะใช้งานแบบแท็บเล็ตแบบเดี่ยวๆสแตนด์อะโลนนั่นเองค่ะทุกคน ไม่อยากจะเชื่อเลยนะคะว่าเซอร์เฟสโปรแค่เพียงเครื่องเดียวนั้นจะมีความสามารถในการใช้งานได้ถึงสามโหมดเลย

               เซอร์เฟสโปรตัวนี้มีน้ำหนักเบาหวิวเป็นพิเศษ แต่ไม่ว่าความเบาจะมีแค่ไหน แต่ความสามารถและความมีประสิทธิภาพนั้นก็ไม่เบาอย่างแน่นอนค่ะ มีการพัฒนาให้ดีกว่าเดิมอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาในเรื่องของแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวัน อึดกว่าเดิม รวมถึงมีการพัฒนาในเรื่องของการออกแบบดีไซน์ที่ให้ความรู้สึกที่เบานุ่มและสะดวกในการถือไปไหนมาไหนได้อย่างคล่องแคล่วนั่นเองค่ะ

               เชื่อว่าหลายๆคนนั้นต้องมีอยากได้แล็ปท็อปดีๆสักหนึ่งเครื่อง และก็อยากได้แท็บเล็ตดีๆอีกสักเครื่อง ทาง Microsoft นั้นก็เลยได้แก้ปัญหารวมถึงมีการพัฒนาให้เซอร์เฟสโปรสามารถตอบโจทย์ผู้ใข้งานสำหรับคนที่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ หรือมีความอยากได้ทั้งสองอย่างนั่นเองค่ะ เรียกได้ว่าเซอร์เฟสโปรนั้นเป็นที่สุดของที่สุดในเรื่องของความคล่องตัวจริงๆ ยิ่งถ้าใครมีความชอบที่จะสร้างสรรค์ หรือมีความ Creative มากๆ รวมถึงสร้างสรรค์ในเรื่องเรียนและในเรื่องของการทำงานนั้นคงจะสนุกกับเซอร์เฟสโปรตัวนี้ได้อย่างสุดๆเลยทีเดียว

               เรียกได้ว่าเซอร์เฟสโปรนั้นเป็นแล็ปท็อปที่ทรงประสิทธิภาพที่การันตีในเรื่องของการทำงานอย่างราบรื่นและรวดเร็ว ซึ่งเซอร์เฟสโปรนั้นมอบความเร็วและสมรรถนะสูงยิ่งขึ้นด้วยโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ ที่บอกได้เลยว่ามีประสิทธิภาพอย่างไร้ที่ติแน่นอน และจุดเด่นที่จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ นั่นคือหน้าจอของเซอร์เฟสโปรนั่นเองค่ะ ซึ่งหน้าจอของเซอร์เฟสโปรนั้นจะทำให้เราทุกคนมีความรู้สึกที่อยากจะสร้างสรรค์และจุดประกายไอเดียของตัวเราเองออกมา ต้องบอกเลยว่าเซอร์เฟสโปรมีสีสันที่สดใสและมีความคมชัดเป็นพิเสษ และจอแสดงผลของเซอร์เฟสโปรเป็นแบบ PixelSense™ มีหน้าจออันน่าทึ่งและตอบสนองต่อ Surface Pen และการสัมผัสอีกขั้น

               ใครที่ไม่ชอบเสียงรบกวนนั้นต้องยกให้เซอร์เฟสโปรเลยค่ะ ไร้เสียงรบกวนแน่นอน ยิ่งเป็นเซอร์เฟสโปรรุ่น M3 แลเซอร์เฟสโปร รุ่น i5 นั้นจะมีระบบระบายความร้อนที่เป็นแบบใหม่ไม่เหมือนที่ผ่านมา เพราะระบบระบายความร้อนรุ่นใหม่ของเซอร์เฟสโปรจะเป็นแบบไร้พัดลมนั่นเองค่ะ รวมทั้งจะเป็นระบบระบายความร้อนแบบไฮบริดในรุ่น i7 เพื่อให้คุณสามารถทำงานได้อย่างมีสมาธิแน่วแน่รวมถึงเวลาจะสตรีมรายการที่ตัวเองโปรดปรานได้อย่างสบายๆไร้เสียงรบกวน เหมาะกับคนที่ต้องการสมาธิในการทำกิจกรรมที่ตัวเองสนใจอย่างเป็นที่สุดคะ

               บอกเลยว่าใครที่ได้เซอร์เฟสโปรไปครอบครองนั้นจะต้องคุ้มกับลูกเล่นใหม่ๆที่สามารถเลือกใช้งานตามใจที่ต้องการได้อย่างง่ายๆเลย เชื่อว่าไม่ว่าใครก็ต่างที่จะอยากสัมผัสกับประสิทธิภาพและความชาญฉลาดของเซอร์เฟสโปรอย่างแน่นอน อย่ารอช้านะคะ รีบไปเป็นเจ้าของเซอร์เฟสโปรกันเลยค่ะ