หูฟังเสียงดี อาจยังดีไม่เพียงพอ?!!

เดี๋ยวนี้เวลาเราเดินทางไปทางไหนก็จะเห็นใครต่อใครก้มหน้าก้มตาสไลด์มือถือไปมาตลอดเวลา แถมยังใส่ หูฟัง ปิดโหมดการรับรู้รอบตัวกันทั้งนั้น แต่ใครจะรู้ว่า กว่าที่หูฟังจะเป็นสินค้ายอดฮิตที่ต้องมีกันทุกบ้านอย่างทุกวันนี้ ช่วงเวลาที่ปิ๊งไอเดียหูฟังชิ้นแรกของโลกมันเกิดก่อน ‘โทรศัพท์มือถือ’ ด้วยซ้ำไป

แล้วหูฟังแบบไหนกันแน่ที่เป็นชิ้นแรกของโลก?

ย้อนไปเกือบ 140 ปี หูฟังที่ก่อเกิดขึ้นเป็นชิ้นแรกของโลกก็คือ ‘หูฟังหูเดียว’ ซึ่งน้ำหนักของมันไม่ธรรมดาเพราะหนักถึง 10 ปอนด์ ขณะที่ช่วงเวลานั้นโลกของเรายังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ทำให้การใช้งานของมันยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะนอกจากจะมีน้ำหนักมากแล้ว หูฟังหูเดียวส่วนใหญ่จะถูกใช้งานกับโทรศัพท์บ้าน หรือเครื่องมือสื่อสารประเภทอื่นที่บ้าน/ที่ทำงานเท่านั้น จากนั้น หูฟังได้ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 1895 ที่รูปแบบของหูฟังได้พัฒนาแบบมี 2 ข้าง ลักษณะคล้ายๆ กับเครื่องมือสเต็ตโทสโคป (Stethoscope) ที่ช่วยฟังเสียงคุณหมอ

หูฟัง

ความนิยมของหูฟังไม่ได้มาจากรุ่นที่ 2 ที่พัฒนามาเป็นหู 2 ข้าง แต่เกิดขึ้นในปี 1910 หลังจากที่ ‘นาทาเนียล บอลด์วิน’ (Nathaniel Baldwin) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งเขาเป็นนักประดิษฐ์ ‘หูฟังวิทยุ’ คนแรกของโลก โดยความนิยมมันดังเปรี้ยง! ช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี เหตุจากความจำเป็นของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาต้องการ หูฟัง จำนวน 100 ชุด เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน ทำให้ทั่วโลกรู้จักกับคำว่า หูฟังวิทยุที่มีน้ำหนักเบาขึ้นกว่าเดิมมาก

จนถึงปี 1937 ชุดหูฟังที่เป็นมากกว่าอุปรณ์สำหรับวิทยุก็ถูกปลอยออกมาเป็นครั้งแรก เราเรียกมันว่า ‘หูฟังแบบ dynmic’ เกิดขึ้นจากฝีมือชาวเยอรมัน ในชื่อว่า ‘Beyerdynamic’ ความน่าสนใจของมันก็คือ น้ำหนักยิ่งเบามากกว่าเดิมอีก ขณะที่การใช้งานก็หลากหลายมากขึ้น ทั้งฟังเพลง ดูภาพยนตร์

ปัจจุบันนั้น การเป็นหูฟังอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ

1.ไร้สายต้องมาก่อน แม้จะมีคนเถียงว่าหูฟังแบบมีสายให้ประสบการณ์เสียงที่ดีกว่าหูฟังบลูทูธ แต่จริงๆ แล้วปัจจุบันมันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรขนาดนั้น ยิ่ง Smartphone บางรุ่นเริ่มไม่มีช่องเสียบหูฟังแล้ว ทำให้เวลาจะเลือกซื้อหูฟังสักตัวหนึ่ง การเชื่อมต่อแบบบลูทูธก็เริ่มเป็นตัวแปรแรกๆ ในการตัดสินใจของหลายๆ คน และถึงบางคนจะใช้ Smartphone ที่ยังมีรูเสียบหูฟังอยู่ แต่พวกเขาก็เริ่มรู้แล้วว่าการไม่มีสายมาเกะกะนั้นดีขนาดไหน

2.สวมใส่ตามแต่ละโอกาส ต่อเนื่องจากหูฟังบลูทูธ การเลือกซื้อหูฟังสักตัวของใครหลายๆ คนก็เริ่มมองเรื่องเอาไปใส่เพื่ออะไรมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย ตัวแปรที่เพิ่มเข้ามาก็คือสามารถกันน้ำ-กันฝุ่นได้หรือไม่ ถ้าได้ก็จะซื้อแทบในทันที เพราะถ้ากันน้ำ-กันฝุ่นได้ เท่ากับเวลาออกกำลังกายก็ไม่ต้องกังวลอะไรมาก ยิ่งถ้าแบตเตอรี่ใช้งานได้นานด้วยแล้ว ก็ยิ่งตัดสินใจง่ายเลย จนบางทีหูฟังเสียงดีก็ไม่ได้เกี่ยวขนาดนั้น

3.ดีไซน์ต้องมีมิติกว่าเดิม ทุกวันนี้ หูฟัง ที่เรียบๆ ไม่มีการตกแต่งอะไรที่มันว้าว! โอกาสที่จะถูกสนใจก็น่าจะต่ำลง เพราะปัจจุบันหูฟังเข้ามามีบทบาทในการแต่งตัวของหลายๆ คน ทำให้หูฟังที่ออกแบบมาหลัง มานี้ มาพร้อมกับสีสันที่ตรงกับเทรนด์ในช่วงนั้นๆ หรือบ้างก็ออกแบบให้เหมือนเครื่องประดับอีกชิ้นของร่างกาย เพื่อดูดดูดใจเหล่าแฟชั่นนิสต้า หรือคนที่ชอบอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ

4.เล็กใหญ่ไม่สำคัญ ขอแค่ใส่สบาย เมื่อหูฟังนั้นใช้งานเพื่อสวมใส่บริเวณหู ทำให้ถ้าใส่แล้วไม่สบาย โอกาสที่จะถูกเลือกซื้อก็แทบจะไม่มี แต่ถ้าใส่แล้วสบาย ไม่ว่าจะเป็นหูฟังแบบ In-Ear, On-Ear หรือ Over-Ear ก็สามารถซื้อได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นหูฟังเสียงดีที่สุดหรือไม่ก็ตาม เพียงแต่ปัจจัยนี้จะลิงก์กับข้อก่อนหน้าด้วย เนื่องจากถ้าสวมใส่แบบ In-Ear อาจตอบโจทย์กับการแต่งกายรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าเป็น Over-Ear อาจต้องแต่งกายอีกแบบ

huawei mate 20 pro ชีวิตแบบโปรๆ

เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่เรียกเสียงฮือฮาไม่ใช่น้อยกับตัวท็อปแห่งซีรี่ส์ Mate อย่าง Huawei Mate 20 Pro ที่นอกจากจะสะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์สวยเฉียบเนี้ยบหรู ใส่เฉดสีใหม่อย่างสีเขียวเอมเมอรััลด์กรีนที่สร้างเอกลักษณ์แนวใหม่ กล้องสามเลนส์ที่พัฒนาร่วมกับไลก้าที่จัดวางใหม่แตกต่างจาก P20 Pro และอื่นๆ อีกมากมายที่ขอบอกว่า ความประทับใจที่ได้รับจากสัมผัสแรกนั้น เทียบไม่ได้เลยกับประสบการณ์การใช้งานทั้งหมดที่เรียกได้ว่า “สุดยอด” เลยทีเดียว

ถ้าพูดถึงดีไซน์ของ Huawei Mate ซีรี่ส์ หลายคนน่าจะคิดถึงสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ ตัวเครื่องกว้าง ถือเต็มไม้เต็มมือจนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่านี่มือถือใหญ่หรือแท็บเล็ตย่อมๆ กันแน่ แต่ Mate 20 Pro ได้ปรับเลี่ยนดีไซน์ให้สวยงามยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากหน้าจอแบบขอบข้างโค้ง อัตราส่วน 19.5:9 ขนาด 6.39 นิ้วที่ทำให้ตัวเครื่องเป็นทรงยาวแทน จับถือสะดวกยิ่งขึ้น ตัวเครื่องทำจากวัสดุกระจก 3 มิติที่โค้งรับกับหน้าจอด้านหน้าและอุ้งมือ ที่ทำให้ดูเนี้ยบ เรียบหรูอย่างมีสไตล์ ประกอบกับสีตัวเครื่องอย่างเอมเมอรัลด์กรีนที่ไม่ได้เป็นสีเขียวที่ดูขัดตา จึงทำให้ดีไซน์ภายนอก และการออกแบบของ Mate 20 Pro ดูดี งดงามเป็นอย่างมาก

ปุ่มวอลลุ่มสีเดียวกับตัวเครื่อง และปุ่มพาวเวอร์สีแดงโดดเด่นกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล รองรับ 3D Depth Sensing Cameraด้านบนมีพอร์ตอินฟราเรดสำหรับใช้งานรีโมตและอื่นๆ ช่องไมโครโฟน พอร์ต USB TypeC ที่มีลำโพงซ่อนอยู่ และช่องใส่ซิมการ์ดเพิ่มความพิเศษด้วยช่องใส่ซิมที่ใส่ได้สองด้าน หรือใส่ Nano SD ก็ได้

Mate 20Pro เปลี่ยนมาใช้หน้าจอ OLED อัตราส่วน 19.5:9 ขนาด 6.39 นิ้ว มีขอบข้างแบบโค้งทั้งสองด้าน ความละเอียด 1440 x 3120 พิกเซล ใช้อินเตอร์เฟซเมนู EMUI 9.0 ที่เลือกได้ทั้งการแสดงเมนูบนหน้าจอหลักและแยกหน้ารวมเมนูต่างหาก แน่นอนว่าสามารถซ่อนแถบ Notch ด้านบนได้ด้วยสำหรับใครที่ไม่ชอบหน้าจอเว้าแหว่ง ซึ่งการแสดงผลของรุ่นนี้เรียกว่าอยู่ในระดับสุดยอด ทั้งในเรื่องของความคมชัด สีสันที่ดูดี สมจริง ความสว่างที่ไม่จัดจ้านจนเกินไป หน้าจอของเจ้า Mate 20 Pro จะทำให้คุณมีความสุขในการใช้สมาร์ทโฟนได้ไม่ยากเลยล่ะ

ไฮไลต์ที่เด่นที่สุดของรุ่นนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากกล้องสามเลนส์ที่จัดวางใหม่ในกรอบสี่เหลี่ยมร่วมกับไฟแฟลช ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ตัวเครื่องดูดีไม่ใช่น้อยเลย มาพร้อมความละเอียด 40 ล้านพิกเซล (เลนส์มุมกว้าง, รูรับแสง f/1.8) + 20 ล้านพิกเซล (เลนส์มุมกว้างพิเศษ, รูรับแสง f/2.2) และ 8 ล้านพิกเซล (เทเลโฟโต้ รูรับแสง f/2.4) รองรับออโต้โฟกัส ทั้งการโฟกัสแบบเลเซอร์, เฟรมโฟกัส แลพคอนทราสต์โฟกัส รวมถึง AIS ที่ช่วยป้องกันภาพสั่นไหว แต่ความพิเศษยิ่งกว่าก็คือ กล้องและซอฟต์แวร์ภายในยังพัฒนาร่วมกับทางไลก้า แบรนด์กล้องระดับพรีเมียม รวมถึง Master AI ระบบอัจฉริยะที่ตรวจจับวัตถุ ฉาก ส่วนประกอบต่างๆ ของภาพเพื่อเลือกโหมดถ่ายภาพที่เหมาะสม และทำให้ได้ภาพถ่ายที่สวยที่สุด

ฟีเจอร์เสริมในกล้องของ Mate 20 Pro ที่สนุกไม่แพ้การถ่ายภาพเลยก็คือ Hivision และ Hitouch ที่รวมการค้นหาข้อมูลประเภทต่างๆ ผ่านการใช้กล้องสแกนวัตถุ เช่น การสแกน QR Code การคำนวณแคลอรี่อาหารผ่านการสแกนอาหารตรงหน้า หรือจะเป็น Hitouch ทำหน้าที่ค้นหาราคาสินค้าที่ถ่ายภาพไว้และลิงค์เข้าสู่เว็บอีคอมเมิร์ซชื่อดังทั้งหลาย เพื่อการช้อปปิ้งที่ง่าย สะดวก ครบ จบในคราวเดียว นับว่าเป็นฟีเจอร์ที่ใช้งานจริงก็ได้ หรือเล่นสนุกๆ ก็เจ๋งไปอีกแบบ

สมาร์ทโฟนหลายรุ่นมีฟีเจอร์และประสิทธิภาพที่ดีแต่อาจจะมีแบตเตอรี่ที่ไม่เพียงพอต่อการใช้งานหนัก แต่ไม่ใช่กับ Mate 20 Pro ที่มีความจุเยอะพิเศษ 4,200 มิลลิแอมป์ ซึ่งจากการใช้งานจริงทั้งการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ถ่ายรูป อัพเดตโซเชียล เล่นเกมนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังอยู่ได้เกือบเต็มวัน แล้วแบตเตอรี่เยอะขนาดนี้ จะใช้เวลาชาร์จนานไหม? ขอบอกเลยว่าไม่นานเพียงคุณใช้ อแดปเตอร์รองรับ HUAWEI Supercharge ที่มีมาให้ในกล่อง ชาร์จได้ถึง 70% ภายในเวลา 30 นาที หรือจะชาร์จไร้สายร่วมกับแท่นชาร์จอื่นๆ ก็ทำได้ และที่เจ๋งไปกว่านั้นก็คือ การทำหน้าที่เป็นไวร์เลสชาร์จเจอร์ให้กับสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นที่รองรับการชาร์จไร้สาย เพียงวางเครื่องบนด้านหลังของเจ้า Mate 20 Pro แต่อย่าลืมไปเปิดการใช้งานในเมนู Battery ใน Setting หรือการตั้งค่าเสียก่อน

สรุป Mate 20 Pro คือจุดลงตัวระหว่างงานศิลป์และนวัตกรรม หน้าจอ 6.39 นิ้ว ความละเอียดสูง ขอบโค้งแบบ 3 มิติ ภาพใหญ่เต็มตา แต่จับถนัดมือ ใช้กล้องหลังแบบเลนส์ 3 ชิ้น จาก Leica พร้อมแฟลช 1 ตัว ในดีไซน์สี่เหลี่ยม เรียบง่าย แต่ลงตัว กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 ทนทานทุกสภาพอากาศ ประสิทธิภาพสูง เชื่อมต่อเครือข่าย และ GPS อย่างรวดเร็ว แบตเตอรีความจุสูง 4200 mAh รองรับระบบชาร์จเร็วและการชาร์จไร้สาย

Gadgets นี้ apple watch series 6 เซฟ!

Apple Watch ได้กลายมาเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ Wearable คู่ใจผู้ที่ใช้งาน iPhone และกลายเป็นสมาร์ทโฟนซีรีส์หนึ่งที่ขายดีที่สุดในโลก ซึ่งนอกจากความสามารถในการเชื่อมต่อกับ iPhone เพื่อแจ้งเตือนแล้วในช่วงหลังๆ ได้พัฒนาความสามารถเกี่ยวกับสุขภาพมากยิ่งขึ้น

โดยใน Apple Watch Series 6 ได้มีการเพิ่มความสามารถใหม่เกี่ยวกับอย่างการวัดค่าออกซิเจนในเลือด ในเวลา 15 วินาที เมื่อประกอบกับความสามารถของ watchOS 7 ที่รองรับการตรวจจับการนอน และความสามารถเดิมอย่างการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ยังไม่สามารถใช้งานในไทย) ทำให้ Apple Watch สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน Apple Watch Series 6 ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพตัวเครื่อง รองรับการเชื่อมต่อ WiFi 5 GHz เพิ่มสีใหม่อย่างน้ำเงิน และสีแดง ปรับปรุงจอแสดงผลให้สว่างขึ้นกว่ารุ่นเดิม และประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย

นอกเหนือจากรุ่นหลังแล้ว ในปีนี้ Apple ยังได้เปิดตัว Apple Watch SE ออกสู่ตลาด เพื่อมาเป็นตัวเลือกสมาร์ทวอทช์ประสิทธิภาพดีราคาประหยัดให้ผู้ใช้ iOS เลือกใช้งานเพิ่มเติม จากรุ่นเริ่มต้นที่เป็น Apple Watch Series 3

ด้วยการที่ปัจจุบัน Apple Watch มีตัวเลือกสำหรับการเลือกซื้อทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน ประกอบไปด้วย Apple Watch 3 ซึ่งเป็นสมาร์ทวอทช์ที่เปิดตัวมา 3 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันยังคงทำตลาดอยู่ ด้วยการปรับลดราคาลงมาให้น่าสนใจ จนกลายเป็นตัวเลือกเริ่มต้นของผู้ที่ต้องการใช้งาน Apple Watch ร่วมกับ iPhone เพราะด้วยราคาเริ่มต้นที่ 6,400 บาท แต่สามารถใช้รับการแจ้งเตือน ตรวจวัดการออกกำลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจได้ ทำให้เพียงพอกับการใช้งานทั่วๆ ไป

ถัดมาคือ Apple Watch SE หรือให้นึกภาพง่ายๆ คือ Apple Watch Series 4 ที่นำมาปรับปรุงให้กลายเป็นตัวเลือกใช้งานเพิ่มเติม ในราคาเริ่มต้นที่ 9,600 บาท โดยจุดเด่นของ Apple Watch SE เมื่อเทียบกับ Watch 3 คือมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น 30% เพิ่มเติมด้วยการตรวจจับการล้ม (Fall Detection) และมีรุ่น Cellular ให้เลือกใช้งาน

ดังนั้น Apple Watch SE จึงกลายเป็นรุ่นที่น่าสนใจถ้าต้องเลือกซื้อ Apple Watch ให้ผู้สูงอายุ หรือเด็กๆ ใช้งานแบบเริ่มต้น เพราะนอกเหนือจากคุณสมบัติทั่วไปของสมาร์ทวอทช์แล้ว การมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการล้ม (ใช้เวลาผู้สูงอายุล้ม) และมี Cellular ในตัว จะช่วยให้สามารถแจ้งเตือนฉุกเฉินได้ทันที หรือแม้แต่ให้บุตรหลานใช้ ก็จะทำให้สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา

สุดท้ายก็คือ Apple Watch 6 ที่กลายเป็นตัวเลือกหลักในการเลือกซื้อเพื่อใช้งานร่วมกับ iPhone โดยเฉพาะผู้ที่ใส่ใจด้านสุขภาพ และออกกำลังกายเป็นพิเศษ เพราะในรุ่นนี้ เพิ่มความสามารถอย่างการวัดค่าออกซิเจนในเลือด และยังมีเซ็นเซอร์วัดระดับความสูงแบบเรียลไทม์เพิ่มขึ้นมา จะเห็นได้ว่า Apple Watch แต่ละรุ่นมีรายละเอียดที่น่าสนใจในแต่ละระดับราคา ดังนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าต้องการเลือกใช้ Apple Watch ไปใช้งานในลักษณะไหน ถ้าแค่แจ้งเตือนข้อมูลต่างๆ Watch 3 รุ่นเริ่มต้นก็เพียงพอ แต่ต้องการเลือกให้ผู้สูงอายุ หรือบุตรหลานใช้ แต่ไม่ต้องการซื้อรุ่นราคาสูงก็หันมามอง Watch SE ได้ ส่วน Watch 6 ถือเป็นรุ่นมาตรฐานของปีนี้ ที่ได้ฟีเจอร์ครบถ้วนมากที่สุด

ข้อดีอย่างหนึ่งของ Apple Watch คือสายของรุ่น 38-40 มม. และ 42-44 มม. สามารถใช้ร่วมกันได้ ดังนั้น ถ้าใช้งานตัวเรือนขนาดไหนอยู่ ถึงจะเปลี่ยนรุ่นใหม่ ก็ยังสามารถใช้งานสายเดิมได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องคอยสีสายใหม่ทั้งชุดตลอดเวลา

สิ่งใหม่บน Apple Watch 6 เมื่อเห็นถึงความสามารถที่แตกต่างกันใน Apple Watch แต่ละรุ่นที่วางจำหน่ายแล้ว ลองมาดูรายละเอียดที่น่าสนใจเพิ่มเติมของ Apple Watch 6 กันบ้าง ในรุ่นนี้ Apple ยังคงตัวเลือกวัสดุ 3 แบบ คืออะลูมิเนียม ที่พิเศษขึ้นมาคือมาจากวัสดุรีไซเคิล 100% ตามด้วย สแตนเลสสตีล และไทเทเนียม เช่นเดิม

สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาในส่วนของสีคือรุ่นอะลูมิเนียม จะเพิ่มรุ่นสีน้ำเงิน และแดง (Product RED) ขึ้นมา พร้อมกับสีเดิมอย่างสีเงิน สีทอง และสีเทาสเปซเกรย์ ถัดมาในรุ่นสแตนเลสสตีล จะมีสีกราไฟต์ และสีทอง รวมกับสีเดิมคือ สีเงิน สีไทเทเนียม และสีดำ

ตัวเรื่องรองรับการเชื่อมต่อ WiFi บนคลื่น 5GHz เรียบร้อยแล้ว ตามด้วยบลูทูธ 5.0 พร้อมเปลี่ยนมาใช้ชุดวงจรรวม (System in Package : SiP) S6 ที่ออกแบบใหม่ให้มีพื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้น 9% ประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น 20% และประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของเซ็นเซอร์หลังตัวเรือน ได้มีการจัดเรียงฝาหลังคริสตัลพร้อมไฟ LED 4 ดวง สีเขียว แดง อินฟราเรด และโฟโต้ไดโอด เพื่อช่วยในการวัดค่าออกซีเจนในเลือดให้มีความแม่นยำ รวมกับการวัดอัตรการเต้นของหัวใจ และวัดค่า ECG ด้วย

อีกหนึ่งความน่าสนใจที่ปรับปรุงขึ้นบน Watch 6 คือเรื่องของแบตเตอรี ที่ทางแอปเปิล ระบุว่า สามารถใช้งานได้นานขึ้น อย่างการเล่นเพลงในเครื่องได้ต่อเนื่อง 11 ชั่วโมง เล่นเพลงผ่านสตรีมมิ่งได้ 8 ชั่วโมง ติดตามการออกกำลังกายในร่มได้ 11 ชั่วโมง กลางแจ้งแบบเปิดใช้ GPS ได้สูงสุด 7 ชั่วโมง และ 6 ชั่วโมง ถ้าใช้งาน Cellular ร่วมด้วย

ระบบการชาร์จก็เช่นกัน เพราะปัจจุบัน Apple Watch ได้พัฒนาเป็นอุปกรณ์ในการตรวจจับการนอนด้วย ดังนั้นทำให้ต้องลดระยะเวลาชาร์จให้น้อยลง เพื่อให้สามารถชาร์จก่อนนอนได้ โดยในรุ่นนี้ จะสามารถชาร์จได้ 80% ในเวลา 1 ชั่วโมง และจะเต็ม 100% ภายใน 1 ชั่วโมง 30 นาที เทียบกับ Series 5 แล้วชาร์จเร็วขึ้นราว 33%

ซัมซุง (Samsung) กับเทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตสะดวกสบาย

ซัมซุง

                ในวงการผู้ผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีในปัจจุบันนั้น Samsung (ซัมซุง) คือผู้นำและเป็นเหมือนเป็นต้นแบบของนวัตกรรมหลาย ๆ อย่างที่เรารู้จักและใช้งานกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อการเปลี่ยนผ่านของความต้องการหรือเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้นก็ทำให้ Samsung ได้พัฒนาสินค้าและอุปกรณ์ต่าง ๆ เรื่อยมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานและรักษาการเป็นผู้นำอยู่เสมอ เป็นที่มาของสินค้าจำนวนมากมายหลายหมวดที่เราเห็นในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งเราจะมานำเสนอให้ดูกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจและน่าโดดเด่นภายใต้แบรนด์ของ Samsung กันบ้าง

                1. Smartphone

                แน่นอนว่าในยุคสมัยปัจจุบันนี้ Smartphone เปรียบเสมือนสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป เพราะว่าเป็นเหมือนเครื่องมือที่รวบรวมสิ่งจำเป็นเกือบทุกอย่างในชีวิตประจำวันเอาไว้ทั้งหมด ซึ่ง Samsung นั้นก็เป็นผู้ผลิต Smartphone รายใหญ่ของโลกที่ทำออกมาหลายรุ่นเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเทคโนโลยีในตอนนี้ก็เรียกได้ว่ามีครบถ้วนตามความต้องการและตามงบของผู้ใช้ที่มีเลยทีเดียว โดยหัวใจสำคัญอย่าง CPU นั้น Samsung ก็ได้เลือกที่จะพัฒนาของตัวเองขึ้นมาในชื่อ Exynos ซึ่ง อยู่บน Samsung Galaxy รุ่น Top เกือบทุกรุ่นที่มีขายในบ้านเรา โดยรุ่นที่แรงสุด ๆ ในตอนนี้ก็ต้องเป็น Exynos 990 ที่อยู่บน Samsung Galaxy S20 นั่นเอง

                อีกเรื่องที่จะขาดไปไม่ได้ของ Smartphone นั่นก็คือเรื่องของหน้าจอนั่นเอง ซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ ในด้านการใช้งาน โดยเทคโนโลยีอย่างหน้าจอ AMOLED 2X นั้นก็ทำให้คุณภาพของภาพที่ออกมาสวยสดงดงามมากขึ้น รองรับฟังก์ชั่นอย่าง HDR10+ ที่ให้ความคมชัดและมิติที่แตกต่าง เรื่องของรีเฟรชเรทก็เช่นเดียวกันที่ในยุคนี้ต้อง 120Hz เพื่อความไหลลื่นนั่นเอง

                2. TV

                ถ้าพูดถึงอุปกรณ์เพื่อแสดง Multimedia ที่อยู่มานานหลายปีและเป็นที่คุ้นหูคุ้นตากันดีนั้นก็ต้องเป็น TV แย่ๆ และแน่นอนอีกเช่นกันที่ในช่วงหลังมานี้ Samsung ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการผลิต TV ด้วยเช่นกัน และมีอะไรใหม่ ๆ ที่น่าสนใจมาให้ได้ใช้งานกันอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่นการเข้ามาของ 4K นั้นก็เป็นเหมือนการมาเปลี่ยนมาตรฐานของความคมชัดของจอ TV ไปนั่นเอง ซึ่ง Samsung ก็ได้ใส่สิ่งต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างความสุดยอดของ 4K ขึ้นมาอีกอย่างเช่น PurColor ที่ช่วยปรับแต่งสีที่ออกมาบนหน้าจอให้มีความแม่นยำและเป็นธรรมชาติขึ้นไปกว่าเก่าหรือจะเป็น Auto-Depth Enhancer สร้างความสวยงามของภาพอย่างอัตโนมัติ

                นอกเหนือไปกว่านั้นก็คือความสามารถในการเป็น Smart TV ซึ่งได้รวบรวมความบันเทิงในด้านต่าง ๆ ที่คนในยุคนี้ต้องการอย่างครบถ้วนในที่เดียว ยังมีแอพพลิเคชั่น ‘Smart View’ ทำงานร่วมกับ Smartphone เพื่อเข้าถึงการใช้งานต่าง ๆ ของ TV Samsung ผ่านหน้าจอได้อย่างง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

                และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของ Samsung (ซัมซุง) กับสินค้าต่าง ๆ ที่จะทำให้ชีวิตของคุณนั้นสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ทางแบรนด์ผู้ผลิตระดับโลกนี้ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของหลาย ๆ คน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือการรู้ถึงความต้องการของตัวเองในการใช้งานและเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างมากมายให้เหมาะสมนั่นเองครับ

iPad รุ่นไหนเหมาะกับคุณที่สุดนะ? เรามีคำตอบ

iPad

                ถ้าพูดถึง Smart Device ที่ได้รับความนิยมมาก ๆ ในปัจจุบันนั้นก็คงต้องมี Tablet เป็นอันดับต้น ๆ แน่ ๆ เพราะสามารถถ่ายทอด Multimedia และรวมสิ่งจำเป็นในกิจกรรมต่าง ๆ ประจำวันได้อย่างครบถ้วย ยิ่งเป็น ไอแพด (iPad) จาก Apple ด้วยแล้วยิ่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะว่ามีความไหลลื่นในการใช้งานด้วยประสิทธิภาพของระบบปฏิบัติการ iOS และการดีไซน์ที่ยอดเยี่ยมนั่นเอง แต่ด้วยการที่ไอแพดนั้นมีมากมายหลายรุ่นจึงทำให้หลายคนเกิดคำถามว่าไอแพดรุ่นไหนที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด เพราะในเรื่องราคาก็มีส่วนต่างกันอย่างมาก ซึ่งในครั้งนี้เรามีคำตอบมาให้ได้ทราบกันครับ   

                1. ไอแพด

                มาเริ่มกันที่รุ่นมาตรฐานซึ่งรุ่นล่าสุดนั้นมีขนาดหน้าจอ 10.2 นิ้ว โดยจะใช้ CPU A12 ตัวเดียวกับ iPhone X กล้องหลัง 8 MP กล้องหน้า 1.2 MP ซึ่งถ้าเทียบกับรุ่นอื่น ๆ นั้นก็อาจจะไม่ได้มีประสิทธิภาพที่โดดเด่นมากนักแต่ว่าก็มีราคาที่ค่อนข้างถูกโดยเริ่มต้นเพียง 10,900 บาท ซึ่งเหมาะมากกับ นักเรียน นักศึกษา หรือว่าใครที่ต้องการเริ่มใช้ไอแพด โดยการใช้งานที่เหมาะสมนั่นก็คือการใช้งานเพื่อความบันเทิงทั่ว ๆ ไปอย่างการ ดูภาพยนตร์ ซีรีย์ ฟังเพลง เล่น Social Media หรือว่าเล่นเกมปกติทั่วไป ซึ่งถ้าเทียบราคากับประสิทธิภาพแล้วต้องบอกว่าค่อนข้างคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

                2. ไอแพดแอร์

                ไปกันที่ไอแพดรุ่นที่มีหน้าจอ 10.9 นิ้ว ซึ่งเหมาะสมกับคนที่จะนำไปทำงานที่ต้องใช้พื้นที่จอค่อนข้างใหญ่ สามารถใช้งาน Smart Keyboard และ Apple Pencil ได้ หรือว่าใครที่เป็นคนชอบดูภาพยนตร์ดูซีรีย์แล้วล่ะก็เหมาะสม ในเรื่องของสเปคนั้นต้องบอกว่าครอบคลุมการใช้งานในระดับกลางได้เป็นอย่างดี สามารถตัดต่อวิดีโอหรือว่าออกแบบกราฟิกที่เป็นภาพนิ่งได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว สามารถนำติดตัวไปนอกบ้านได้ค่อนข้างสะดวกเพราะว่ามีตัวเครื่องที่บาง แต่ว่าก็ไม่เหมาะกับการนำไปลุย ๆ เท่าไหร่เพราะด้วยขนาดหน้าจอที่ค่อนข้างใหญ่ทำให้ใส่กระเป๋ารวมกับของต่าง ๆ ได้อย่างไม่สะดวกเท่าไหร่นัก โดยรุ่นล่าสุดนั้นใช้ CPU เป็น A14 กล้องหลัง 12 MP กล้องหน้า 7 MP ไอแพดแอร์จึงเหมาะสมกับคนที่ใช้งานหลากหลายแต่ไม่ได้เน้นในการทำงานเฉพาะทางมากนักอย่างเช่นนักศึกษาที่ต้องติดไปเลคเชอร์ ถ้าหากว่าใครชอบการดู Multimedia อย่างการดูภาพยนตร์หรือว่าซีรีย์นั้นก็สามารถทำได้สบาย ๆ แนะนำให้ใช้งานหรือติดตัวไปมุมต่าง ๆ ของบ้านจะพอดิบพอดีมากที่สุด

                3. ไอแพดโปร

                นี่เป็นไอแพดที่ทรงประสิทธิภาพมาก โดยมีขนาดหน้าจอให้เลือก 2 ขนาดด้วยกันทั้ง 11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว ซึ่งหน้าจอก็แสดงการมวลผลของภาพได้ 120 Hz รองรับการใช้ Apple Pencil รุ่น 2 Smart Keyboard ลำโพงมี 4 ตัวกระจายเสียงรอบทิศทาง CPU เป็น A12Z ตัวแรง กล้องหลัง 12 MP สำหรับเลนส์ Wide และ 10 MP สำหรับเลนส์ Ultra wide พร้อมแฟลช ซึ่งจะเรียกได้ว่าเป็น Computer ขนาดพกพาเลยก็ว่าได้ ซึ่งเหมาะกับนักธุรกิจหรือผู้ที่ต้องใช้งานที่ค่อนข้างเน้นในประสิทธิภาพนั่นเอง

                และนี่คือคำแนะนำ ไอแพด (iPad) รุ่นไหนเหมาะกับคุณที่สุด หวังว่าหลังจากได้คำแนะนำจะได้คำตอบที่เหมาะกับคุณมากที่สุดนั่นเอง

ทีวีโซนี่ แอนดรอย (TV SONY Android) ทำอะไรได้บ้าง

ทีวีโซนี่ แอนดรอย

            สิ่งที่เรียกว่านวัตกรรมแห่งความบันเทิงนั้นได้มีการพัฒนาไปข้างหน้าเพื่อที่จะตอบโจทย์ความต้องการการใช้งานของกลุ่มผู้ใช้และคอนเทนท์ที่มีจำนวนมากขึ้น และ ทีวี (TV) ก็เป็นอุปกรณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีความบันเทิงที่สามารถปรับตัวให้เข้าได้กับทุกยุคสมัยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะแบรนด์ยอดนิยมที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีนั่นคือ SONY (โซนี่) ที่ได้นำสิ่งล้ำหน้ามาให้ผู้ใช้ในวงกว้างอยู่เสมอ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ TV SONY Android (ทีวีโซนี่ แอนดรอย) นั่นเอง ทำให้ผู้ใช้ได้ประสบการณ์ในการใช้งานระบบปฏิบัติการ Android เหมือนใน Smartphone แต่ได้ปรับเปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบของหน้าจอ TV นั่นเอง ดังนั้นเราจะมาบอกกันว่าเมื่อได้รับความพิเศษแบบนี้มาแล้ว TV SONY ของคุณจะมีคุณสมบัติและทำอะไรได้เพิ่มขึ้นบ้าง

                1. ดูภาพยนตร์และซีรีย์ในระบบสตรีมมิ่ง

                ถ้าหากพูดถึงความบันเทิงแบบพื้นฐานที่สามารถเข้าถึงได้ทั้งครอบครัวนั้น การชมภาพยนตร์และซีรีย์ก็เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากบน TV และเมื่อ TV ได้นำระบบปฏิบัติการ Android มาใช้ก็สามารถที่จะทำให้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ และยังเข้าถึง Google Play ซึ่งเป็นแหล่งรวม Application ต่าง ๆ มากมายได้อีกด้วย และก็มี Application มากมายที่เป็นของผู้ให้บริการ Movie Streaming ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Netflix, LINE TV, VIU เป็นต้นซึ่งมีทั้งภาพยนตร์และซีรีย์รวมถึงรายการต่าง ๆ มากมายให้เลือกดูอย่างนับไม่ถ้วน ซึ่งน่าจะถูกใจกลุ่มคนที่ชื่นชอบความบันเทิงในรูปแบบนี้เลยทีเดียว

                2. หลายรุ่นมี Google Chromecast ติดตั้งมาให้

                ความบันเทิงที่ไร้รอยต่อสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ที่เป็น Smart Device นั้นก็เปรียบเสมือนสิ่งที่ TV ในยุคใหม่ ๆ นั้นสมควรทำได้เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้ และ Android TV ในหลาย ๆ รุ่นนั้นก็มาพร้อมสิ่งที่เรียกว่า Google Chromecast ซึ่งความสามารถของสิ่งนี้นั้นก็คือ สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ Smart Device อื่น ๆ ในรูปแบบไร้สายได้อย่างง่ายดาย เช่น Smartphone, Tablet, Computer สามารถเข้าถึงคอนเทนท์หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ โดย Stream เข้าจอ TV ได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว

                3. เล่นเกมได้

                ความบันเทิงอย่างการเล่นเกมนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมาก ๆ ในปัจจุบัน และเป็นที่รู้กันว่าใน Google Play ของระบบ Android นั้นมีเกมสนุก ๆ มากมายให้ได้เล่นกันผ่าน Smartphone และ Tablet ซึ่ง Android TV ในหลาย ๆ รุ่นที่มีสเปคที่ค่อนข้างดีก็จะสามารถเล่นได้อย่างไหลลื่นโดยเปลี่ยนจากการใช้ระบบสัมผัสของหน้าจอ Smartphone และ Tablet เปลี่ยนมาเป็นการเชื่อมต่อ Joy Stick ซึ่งก็จะได้อรรถรสเช่นเดียวกับการเล่นเกม Console เลยทีเดียว

                4. ใช้งาน Application ที่เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้

                จุดเด่นที่เป็นที่รู้กันตั้งแต่ข้อแรก ๆ ของ Android TV นั้นก็น่าจะเป็นในเรื่องของ Application แน่ ๆ ซึ่งนอกจากความบันเทิงต่าง ๆ ก็สามารถใช้งาน Application ที่แตกต่างกันออกไปเพื่อให้เป็นประโยชน์ของ Social Media เช่น Facebook, IG ได้ หรือว่าจะเป็นการเข้าถึง Application Music Streaming ต่าง ๆ โดยถ้ามีเครื่องเสียงดี ๆ เชื่อมต่อกับ TV แล้วล่ะก็จะยอดเยี่ยมมากเลย

                และนี่คือคำตอบที่ว่า ทีวีโซนี่ แอนดรอย (TV SONY Android) หรือจากอีกหลาย ๆ แบรนด์ ทำอะไรได้บ้าง ซึ่งต้องบอกว่ายังมีอีกหลายสิ่งให้คุณได้ลอง ถ้าใครสนใจก็สามารถเลือกหาเลือกซื้อรุ่นที่ชอบจากตัวแทนจำหน่ายได้ทั้ง Online และ Offline ครับ

TV SONY 2020 มีเทคโนโลยีอะไรใหม่ ๆ ที่น่าสนใจบ้าง

TV SONY 2020

                ทีวี (TV) ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เคยหยุดนึ่งกับที่เลยเพราะว่าได้ใส่เทคโนโลยีใหม่ ๆ ล้ำสมัยมาให้พวกเราได้ใช้งานกันตลอด ยิ่งเป็น TV SONY 2020 (ทีวี โซนี่ 2020) ด้วยแล้วก็ยิ่งมีสิ่งต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมาย เพราะว่าเป็นผู้นำของผู้ผลิตสื่อ Multimedia มาเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นเราจะมาดูกันว่ามีเทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจและผู้ใช้อย่างคุณ ๆ นั้นไม่ควรพลาดบ้าง

                1. Android TV Version 8.0

                แน่นอนว่าคำว่า Android TV นั่นได้เข้ามาเป็นฟังก์ชั่นที่สำคัญในการเลือกซื้อทีวีมาเป็นระยะเวลาสักพักแล้ว ซึ่งข้อดีของ Android TV นั้นก็เรียกได้ว่าเปรียบกับเราสามารถเล่น Smartphone ที่มีระบบปฏิบัติการแบบ Android บน จอที่ใหญ่ขึ้นได้นั่นเอง ซึ่งก็จะมีอิสระในด้านความบันเทิงที่มากมายเลยทีเดียวอย่างเช่นการใช้งาน Application เป็นต้น และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการที่จะสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงคอนเทนท์ต่าง ๆ ได้อย่างตรงใจ ซึ่งทางโซนี่นั้นก็ได้ใช้ระบบปฏิบัติการ Android มาเป็นระยะเวลาสักพักแล้ว จนมาในปีนี้ก็ได้ใช้ Android เวอร์ชั่น 8.0 ที่ได้เพิ่มความเสถียรขึ้นมาจากรุ่นก่อน ๆ นอกจากนี้เมื่อบวกเพิ่มกับประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ที่ทาง SONY ได้เลือกใช้ด้วยแล้วยิ่งทำให้การใช้งานนั้นรวดเร็วมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

                2. Triluminos และ Live Colour

                ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีด้านภาพของทีวีแล้วนั้น โซนี่ก็เป็นแบรนด์ที่พัฒนาในด้านนี้อย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันอย่าง 4K หรือว่า HDR นั้น ทางโซนี่ก็เป็นผู้นำมานาน และในปีนี้ที่มาแรงสุด ๆ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า Triluminos หรือว่า (ไตรลูมินอส) ซึ่งมีคุณสมบัติในการดึงสีของภาพออกมาให้หลากหลายและมีความสวยวดงดงามมากขึ้นกว่าเดิม โดยมักจะไปอยู่ในรุ่นเรือธงของโซนี่ แต่ว่าในรุ่นกลาง ๆ ก็ยังมีเทคโนโลยีอย่าง Live Colour ที่ได้ส่งเสริมคอนเทนท์ด้านภาพให้สวยงามมากขึ้นเช่นเดียวกัน

                3. ความคมชัดแบบ 4K X-Reality Pro

                ยังอยู่ในเรื่องของความคมชัดของงานด้านภาพกันอยู่ ซึ่งจากข้อข้างบนก็ได้เกลิ่นเอาไว้กับเทคโนโลยีทางด้าน 4K ซึ่งในปี 2020 นี้ทางโซนี่ก็อยากที่จะนำเสนอเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า 4K X-Reality Pro ซึ่งสามารถที่จะ Upscaling ภาพคอนเทนท์ต้นฉบับที่มีความคมชัดน้อยกว่า 4K ให้มีความคมชัดมากขึ้นกว่าเดิมไปอีก ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ 4K แบบแท้ ๆ แต่ว่าก็ช่วยเพิ่มประสบการณ์การรับชมของคอนเทนท์เก่า ๆ ให้ประทับใจมากยิ่งขึ้น

                4. การควบคุมได้ดั่งใจอย่าง Voice Remote Control

                สำหรับใครที่คุ้นชินกับการใช้รีโมตในการเปลี่ยนช่องหรือกดเข้าเมนูต่าง ๆ และคิดว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสะดวกสบายแล้วอาจจะต้องได้รับความตื่นเต้นแบบใหม่ ๆ อีกเมื่อได้พบกับ Voice Remote Control เพราะว่าเป็นการเพิ่มคุณสมบัติการสั่งงานด้วยเสียงเข้ามาในตัวรีโมตให้ใช้อยู่ ซึ่งคุณสามารถพูดเข้าไปผ่านทางรีโมตให้เปิด Application ต่าง ๆ หรือเสิร์จหาข้อมูลต่าง ๆ บนอินเตอร์น็ตหรือว่า YouTube ได้นั่นเอง ซึ่งเป็นอะไรที่สะดวกขึ้นกว่าแต่ก่อน

                TV SONY 2020 (ทีวี โซนี่ 2020) ยังมีสเปคและเทคโนโลยีที่น่าสนใจอีกมากมาย ถ้าใครสนใจก็สามารถเข้าไปเลือกซื้อกันได้ทั้งช่องทาง Online และ Offline นะครับ

เครื่องฟอกอากาศ รีวิวแล้ววันนี้ สู้ฝุ่นสุดใจ!

เครื่องฟอกอากาศ รีวิว แล้ววันนี้ สู้ฝุ่นสุดใจ! เนื่องจากมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงใหญ่ ๆ เกิดขึ้นจากใคร ใคร และใคร เอาเป็นว่าไม่ว่าจะใครก็แล้วแต่ เจ้าฝุ่นน้อยจิ๋ว PM2.5 ปกคุลมทั่วท้องฟ้าตั้งแต่เช้ายันค่ำให้เราสูดดมเต็มปอด!!!! ซึ่งหากไม่ได้มีการป้องกันโดยการใส่หน้ากาก N95 แล้วละก็ เราก็จะสูดเข้าสูดดมมันเข้าไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ และอาจลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายของเราได้

เครื่องฟอกอากาศ รีวิว

ยังมีอาวุธชนิดหนึ่งที่สามารถปราบเจ้าฝุ่น PM 2.5 ได้ โดยการทำให้อากาศให้บริสุทธิ์นั่นคือ “เครื่องฟอกอากาศ” การมีเครื่องฟอกอากาศติดไว้ที่บ้าน จะสามารถปรับสภาพอากาศภายในบ้านให้สะอาดบริสุทธิ์ ไร้สิ่งสกปรก ไม่ว่าจะเป็น ฝุ่น แบคทีเรีย กลิ่น และอื่น ๆ อีกมากมาย เอาเป็นว่าทำให้คุณอยู่ในบ้านปลอดภัยมากกว่าต้องออกไปอยู่ข้างนอกเต็มไปด้วยฝุ่น PM2.5

หลายคนคงสงสัยว่า การเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้าง นอกจาก เครื่องฟอกอากาศ รีวิว ในแต่ละเว็บแล้วนั้น ในบทความนี้เราได้หาคำตอบมาให้แล้ว หากคุณนำหลักการเหล่านี้ไปพิจารณา รับรองว่าจะต้องได้เครื่องฟอกอากาศที่เหมาะสมกับตนเองอย่างแน่นอน

เครื่องฟอกอากาศนั้นมีวางขายอยู่หลายประเภท โดยแบ่งตามฟังก์ชันเฉพาะต่าง ๆ และสถานที่ที่เหมาะแก่การนำไปใช้งาน ซึ่งนี่เป็นจุดแรกที่คุณควรจะพิจารณาก่อนเลือกซื้อเลย

“แบบพัดลม” ติดตั้งง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก เครื่องฟอกอากาศประเภทนี้จะมีใบพัดที่พัดเอาอากาศในห้อง รวมถึงกลิ่น ฝุ่นละออง และแบคทีเรียต่าง ๆ เข้าไป จากนั้นสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ จะถูกแผ่นกรองหรือไส้กรองด้านในดักจับเอาไว้ ก่อนที่จะปล่อยอากาศบริสุทธิ์กลับคืนออกมา

ส่วนใหญ่แล้วเครื่องฟอกอากาศประเภทนี้ จะมีให้เลือกหลายรุ่นและมักมีราคาไม่สูงมาก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการซื้อวางไว้หลาย ๆ ห้องในบ้าน แต่ก็มีข้อเสียอยู่เล็กน้อย เพราะด้วยกลไกการทำงานของเครื่องที่มักทำให้เกิดเสียงดังพอสมควร จึงควรเลือกซื้อรุ่นที่มีโหมดลดเสียงรบกวน นอกจากนี้ ยังต้องหมั่นถอดไส้กรองออกมาทำความสะอาด หรือซื้อเปลี่ยนตามอายุการใช้งานอีกด้วย จึงทำให้ค่อนข้างเสียเวลาและเปลืองแรง

“แบบไฟฟ้าสถิต” ไม่มีเสียงรบกวนและใช้งานได้นาน เครื่องฟอกอากาศประเภทนี้ ทำงานโดยการดักจับฝุ่นและสิ่งสกปรกในอากาศด้วยพลังไฟฟ้าสถิต ทำให้ไส้กรองที่อยู่ข้างในไม่ค่อยเกิดการอุดตัน และยังทำงานได้เงียบไม่มีเสียงรบกวน มีประสิทธิภาพการใช้งานยาวนานกว่าแบบพัดลม แต่ก็จะมีราคาค่อนข้างสูง หากต้องการซื้อไปติดตั้งหลายห้องก็ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งคุณอาจจะเลือกใช้เฉพาะในห้องที่ต้องการเน้นสภาพอากาศให้สะอาดบริสุทธิ์มากเป็นพิเศษก็ได้ เช่น ห้องเด็กอ่อนหรือห้องนั่งเล่น เป็นต้น

“ระบบไอออน” ขนาดเล็ก เหมาะกับการใช้ในพื้นที่จำกัด เครื่องฟอกอากาศระบบไอออนจะปล่อยไอออนประจุลบออกไปฆ่าเชื้อโรค และช่วยดับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ทำให้อากาศบริสุทธิ์ขึ้น แต่เครื่องประเภทนี้จะมีเงื่อนไขการทำงานอยู่ที่ ขนาด” กล่าวคือ ยิ่งขนาดเล็ก รัศมีของการทำงานก็จะน้อยลง จึงเหมาะสำหรับการใช้ในพื้นที่จำกัดเท่านั้น เช่น ห้องน้ำหรือภายในรถ หากต้องการใช้ในพื้นที่กว้างให้เลือกแบบพัดลมหรือแบบไฟฟ้าสถิต ที่มีฟังก์ชันปล่อยไอออนร่วมด้วยก็จะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด

เลือกรุ่นที่เป็นแผ่นกรอง HEPA Filter สำหรับคนที่มีอาการภูมิแพ้ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นหรือเกสรดอกไม้ หากคุณต้องการกำจัดมลภาวะในอากาศให้หมดจด แนะนำให้เลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่ใช้แผ่นกรองประเภท HEPA Filter เพราะเป็นแผ่นกรองที่สามารถจับเกสร ฝุ่นทั่วไป และฝุ่น PM 2.5(ฝุ่นขนาด 2.5μm)ได้ และหากเป็นฝุ่นขนาด 0.3μm ก็สามารถกำจัดได้ถึง 99.97% ขึ้นไปเลย

แม้ว่าในปัจจุบันแผ่นกรองประเภท HEPA Filter จะยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก แต่ก็มีเครื่องกรองอากาศที่ใช้แผ่นกรองคุณภาพสูงอย่าง TAFU Filter ที่คงประสิทธิภาพยาวนาน หรือ ULPA Filter ที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมอณูเล็กมาก ๆ ได้ด้วย หากใครสนใจก็ลองตรวจสอบสินค้าดู

TV Sony 55 นิ้ว เลือกมาเลย รุ่นไหนก็โดน!

TV Sony 55 นิ้ว เลือกมาเลย รุ่นไหนก็โดน! แต่ก่อนจะไปถึงการแนะนำ TV Sony โดยปกติแล้วทีวีแต่ละชนิด จะมีค่า Resolution หรือค่าความละเอียดของวิดีโอที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งค่านี้สามารถวัดได้จากจำนวนเม็ดสีพิกเซล หรือ PPI ที่แสดงผลอยู่บนหน้าจอ โดยจะใช้หลักการนำเม็ดสีพิกเซลที่มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดเป็นรูปภาพ และใช้สีของแต่ละเม็ดพิกเซลที่แตกต่างกัน ช่วยสร้างรายละเอียดของสีในวิดีโอ ให้มีมิติและความสมจริงที่มากขึ้น ซึ่งหากโทรทัศน์รุ่นไหนที่มีเม็ดสีพิกเซลสำหรับแสดงผลมาก ก็จะสามารถแสดงภาพที่มีความละเอียดและความคมชัดได้สูงมากยิ่งขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ การมีเม็ดสีพิกเซลมากจะทำให้มีพื้นที่ในการแสดงผลสีมากขึ้น ส่งผลให้ภาพที่แสดงออกมา มีความสมจริงใกล้เคียงกับในชีวิตจริงมากกว่ารุ่นอื่น ๆ และสำหรับโทรทัศน์ที่ถูกนับว่าเป็นความละเอียดระดับ 4K หรือ UHD จะต้องเป็นรุ่นที่มีค่า PPI อยู่ที่ 3,840 x 2,160 พิกเซลเท่านั้น ซึ่งนับว่ามีขนาดที่ใหญ่กว่าความละเอียด HD ที่เราใช้อยู่ทั่วไปถึง 4 เท่าเลยทีเดียว

SONY Android TV Series 55X9500G 4K HDR LED 55 เป็นโทรทัศน์ที่มีจอขนาด 55 นิ้ว จากแบรนด์ Sony ใช้งานหน้าจอแสดงผลแบบ TRILUMINOS ซึ่งทำงานคู่กันกับฟีเจอร์มากมาย ช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับชมคอนเทนต์ เช่น Sound-from-Picture Reality, XMotion Clarity, X-Wide Angle, Dolby Vision และ Dolby Atmos ทำให้สามารถเล่นวิดีโอได้อย่างมีประสิทธิภาพและสมจริงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมาพร้อมฟีเจอร์ X-tended Dynamic Range และ Full-Array ช่วยเพิ่มความสว่างให้กับฉากมืดและเพิ่มค่า Contrast ให้กับสีที่แสดงบนหน้าจอ และ Super Bit Mapping HDR ทำให้สีมีการไล่ระดับได้อย่างนุ่มนวลและไม่ส่งผลเสียต่อสายตาอีกด้วยครับ

สำหรับรุ่นนี้นับเป็นรุ่นที่เหมาะสำหรับการรับชมภาพยนตร์ และ Netflix เป็นอย่างมาก การันตีได้จาก Netflix Recommended TV ที่เคลมประสิทธิภาพการรับชมคอนเทนต์ให้กับทีวีรุ่นนี้บนเว็บไซต์ของตัวเอง โดยในด้านการใช้งานนั้นมาพร้อมการรองรับฟังก์ชัน Chromecast ทำให้สามารถเล่นคอนเทนต์บน YouTube หรือ Netflix ด้วยการสั่งงานผ่านทางแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ในส่วนของการเชื่อมต่อรองรับที่ Bluetooth 4.1 เป็นต้นไป ส่งผลให้สามารถเชื่อมต่อหูฟัง หรืออุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ได้อีกมากมายเลยทีเดียว

4K Ultra HD X8000G โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีเฉพาะ สมจริงยิ่งขึ้นด้วย 4K X-Reality Pro ทีวี 4K จาก Sony รุ่นนี้ เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่มีความโดดเด่นทั้งในด้านของฟังก์ชัน คุณสมบัติการใช้งาน และดีไซน์ขาตั้งที่ดูสวยแปลกตา มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นมาโดยเฉพาะของทาง Sony ไม่ว่าจะเป็นทั้งเทคโนโลยีภาพ, เสียง, ระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่มาพร้อมอย่างครบครัน ทำให้หมดห่วงในเรื่องของคุณภาพไปได้เลย ด้วยระบบ 4K X-Reality™ PRO ซึ่งจะช่วยขยายและยกระดับภาพที่มีความละเอียดต่ำกว่า 4K ให้ได้ใกล้เคียงกับความคมชัดระดับ 4K ให้มากที่สุด มีคมชัดจนน่าแปลกใจ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับจอแสดงผล Triluminos ที่จะช่วยสร้างเฉดสีให้สดใส สวยงาม สมจริง ในส่วนระบบเสียงก็จัดเต็มด้วย ClearAudio+ เทคโนโลยีเฉพาะที่จะปรับเสียงให้มีความละเอียด แบ่งแยกทิศทางของเสียงได้อย่างชัดเจนรอบตัว

TV SONY BRAVIA นวัตกรรมที่ทำให้คุณเข้าถึงความบันเทิงกว่าที่เคย

TV SONY BRAVIA

            ถ้าพูดถึงผู้ผลิตนวัตกรรมแห่งความบันเทิงอย่าง TV นั้นหลายคนก็ต้องนึกถึงแบรนด์อย่าง โซนี่ (SONY) แน่ ๆ เพราะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา โซนี่ ก็ได้สร้างสรรค์สิ่งที่จะมาตอบโจทย์ความบันเทิงและความต้องการที่หลากหลายให้กับผู้รับชม TV จนขึ้นแท่นเป็นผู้นำแต่งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว และ TV SONY BRAVIA นั้นก็เป็นเหมือนกับซีรีย์ที่บ่งบอกถึงความล้ำสมัยได้อย่างดีมาก ซึ่งก็มาออกมาให้ได้เลือกใช้กันหลายรุ่นแล้ว ซึ่งครั้งนี้เราจะมาบอกกันว่าเทคโนโลยีของซีรีย์นี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

                1. ให้ภาพที่ละเอียดคมชัด

                หลายต่อหลายรุ่นที่ TV ซีรีย์นี้ได้ใส่ Processor หรือระบบการประมวลผลอัจฉริยะเข้าไปที่เครื่องทำให้ภาพที่ออกมานั้นได้มีความแปลกใหม่ในด้านมิติและความคมชัดนั่นเอง อย่างเช่น Processor ที่มีชื่อว่า X1 นั้นก็สามารถทำให้ภาพที่ออกมานั้นใกล้เคียงกับสิ่งที่ผู้กำกับหรือผู้ผลิตนั้นต้องการอยากให้คอนเทนท์เป็นไปมากที่สุดนั่นเอง โดยเน้นไปที่เรื่องของแสงสี ระดับคอนทราส โดยถ้าหากว่าใช้งานกับจอที่เป็น LED แล้วด้วยนั้นก็จะยิ่งทำให้ความสว่างนั้นอยู่ในระดับที่เป็นธรรมชาตินั่นเอง

                และในหลาย ๆ รุ่นในปัจจุบันนั้นก็ยังมีเทคโนโลยีด้านภาพที่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจนั่นก็คือ HDR ซึ่งในซีรีย์นี้นั้นก็มีการพัฒนาไปอีกขั้นในชื่อว่า Object-based HDR remaster ซึ่งช่วยให้ภาพของวัตถุในจอนั้นถูกปรับปรุงที่ละชิ้น ๆ  ซึ่งมีความชัดที่เป็นมิติและสมจริงมากยิ่งขึ้น

                2. ระบบเสียงที่สมจริงกว่าที่เคย

                เรื่องของเสียงนั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการที่จะเลือกซื้อ TV สักเครื่องหนึ่ง ซึ่งหลายคนนั้นก็เน้นไปที่ระบบเสียงที่กระหึ่มและจัดเต็มเหมาะกับการดูภาพยนตร์หรือคอนเทนท์ที่สนุกตื่นเต้นเร้าใจ แต่ว่า Bravia ในรุ่นหลัง ๆ นั้นก็ได้คิดค้นสุนทรียภาพในการได้ยินขึ้นมานั่นก็คือการที่เสียงและภาพนั้นสามารถเกิดขึ้นคล้องจองกันได้อย่างพอดิบพอดี โดยลำโพงของ TV ซีรีย์ Bravia รุ่นใหม่ ๆ นั้นจะถูกติดตั้งอยู่ทางเบื้องหลังของ TV ในขนาด 65 นิ้วขึ้นไป ถึง 2 ตำแหน่งที่เรียกว่า Acoustic Multi Audio ในการทำให้เกิดเสียงที่มีการเคลื่อนที่ตามการเคลื่อนไหวของวัตถุได้มากที่สุด

                ทั้งนี้ยังมีระบบ Dolby Atmos เสียงที่ออกมาจะมีลักษณะมาอยู่รายล้อมแม้กระทั่งด้านบนซึ่งทำให้ประสบการณ์การการเข้าถึงคอนเทนท์นั้นเป็นไปได้อย่างดีมาก ๆ เลยทีเดียว

                3. การออกแบบที่ดี

                วัสดุที่ได้นำมาประกอบเป็น TV ซีรีย์นี้จะเป็นในระดับพรีเมียม อย่างเช่นในรุ่น X90H ที่เป็นกรอบอลูมิเนียมมีการขยายของหน้าจอไปเกือบเต็มหน้าจอซ้ายขวา รวมถึงขาตั้งที่ทำเหมือนจะเรียบง่ายแต่ว่าดูแข็งแรงและมีความกลมกลืนกับการตกแต่งของห้องในทุก ๆ รูปแบบ                

และนี่คือเรื่องราวของ TV SONY BRAVIA ที่เป็นซีรีย์ TV ที่รวบรวมนวัตกรรมและความล้ำสมัยของความบันเทิงหลายต่อหลายรุ่นเอาไว้ ซึ่งเป็นที่น่าจับตามองว่าในอนาคตนั้นจะมีการพัฒนาไปในทิศทางไหนอีกรอติดตามกั