Tablet Samsung หรือแบรนด์ไหนที่ถูกใจมีจุดเด่นอะไรบ้าง

Tablet Samsung

            ในโลกแห่งเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ารวมถึงการสื่อสารที่รวดเร็วในปัจจุบันนั้นทำให้ Smart Device เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมาก ๆ ในการรับข้อมูลรวมถึงใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบัน โดยที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็คงจะเป็น Smartphone ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสื่อสารรวมถึงฟังก์ชั่นการใช้งานอเนกประสงค์ที่หลากหลายเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นมัลติมีเดียดูหนังฟังเพลงหรือการอำนวยความสะดวกในการทำงานต่าง ๆ ซึ่งต่อมาก็ถูกต่อยอดเป็น Tablets รุ่นต่าง ๆ ในขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่าและสามารถนำไปใช้งานเฉพาะทางได้มากกว่า แบรนด์ผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็ได้พัฒนา Tablets ของตัวเองออกมามากมายอย่างเช่น Tablet Samsung เป็นต้น ซึ่งเราจะมาแนะนำ Tablets ที่น่าสนใจจากหลาย ๆ แบรนด์มาให้ได้พิจารณาสำหรับผู้ที่กำลังอยากซื้อหามาเป็นเจ้าของกันนะครับ

            1. Samsung Galaxy Tab S6

            ถ้าใครชอบ Tablet ที่มีสีสันหน้าจอสดใสแถมยังมีประสิทธิภาพในการทำงานบนพื้นฐาน Android ที่แรงทันใจแล้วก็ขอแนะนำ Samsung Galaxy Tab S6 เพราะว่าใช้จอแสดงผลในแบบ Super AMOLED 10.5 นิ้ว 2560 x 1600 พิกเซล เป็น Tablet ที่เปิดตัวมาด้วยความฮือฮาพอสมควรเพราะว่าใส่กล้องหลังคู่มาให้ ซึ่งนับว่าแปลกใหม่ในวงการ Tablets มากโดยกล้องตัวหลักมาพร้อมความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ส่วนอีกเลนส์เป็น Ultra-wide 123 องศา 8 ล้านพิกเซล ในส่วนของกล้องหน้าก็ให้มาที่ 8 ล้านพิกเซล ถ่ายคอนเทนท์ได้อย่างสบาย ๆ เลย

มากันในส่วนของ CPU กันบ้างโดยเลือกใช้ Snapdragon 855 ตัวแรง  RAM ให้มาที่ 6 GB และ 8 GB แล้วแต่รุ่น เช่นเดียวกับความจุภายในของเครื่องที่ 128 GB และ 256 GB ตามลำดับ แบตเตอรี่ขนาด 7,040 mAh ใช้ปากกา S Pen ได้ ลำโพง 4 ตัวใช้เทคโนโลยี Dolby Atmos โดยราคากลางในรุ่นเริ่มต้นก็อยู่ที่ 16,900 บาท นับว่าเป็น Tablet ประสิทธิภาพจัดเต็มในราคากลาง ๆ ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

2. Apple iPad Air 3

มากันที่ค่าย Apple ที่มี iPad ในระบบ iPad OS กันบ้าง ซึ่งผู้ใช้งาน Tablet หลาย ๆ คนคงรู้ว่ามีระบบการทำงานที่ลื่นและรวดเร็วเพียงใด โดยที่จะมาแนะนำกันในครั้งนี้ก็คือ iPad Air 3 (2019) มาพร้อมกับหน้าจอแบบ Retina display ที่เป็นเอกสิทธิ์ของ Apple โดดเด่นเรื่องความคมชัดในขนาด 10.5 นิ้ว ประมวลผลที่ความละเอียด 2224 x 1668 พิกเซล สีสันที่ถ่ายทอดออกมาได้ใจมาก ๆ เลยทีเดียว

ส่วนทางด้าน CPU ก็ใช้เป็น Apple A12 Bionic ใส่เทคโนโลยี Neural Engine ความจุมีทั้ง 64 GB และ 256 GB ทั้งโมเดล Wi-Fi และ Cellular ทั้งยังสามารถรองรับ Apple Pencil แบตเตอรี่ตามสเปคก็สามารถใช้งานแบบมาตรฐานได้ต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง กล้องหลังให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซล บันทึกวีดีโอได้ 1080p กล้องหน้าก็ให้ความละเอียดสามารถใช้ทำงานได้แบบ FaceTime HD ความละเอียด 7 ล้านพิกเซล มี Touch ID เป็นที่นิยมมากเพราะประสิทธิภาพทั้งหมดอยู่ในราคารุ่นเริ่มต้นแค่ 16,900 บาท เท่านั้นเอง

และนี่ก็เป็นสิ่งที่เรามาแนะนำกันเกี่ยวกับ Tablet Samsung หรือแบรนด์ไหนที่ถูกใจมีจุดเด่นอะไรบ้าง หวังว่าใน 2 รุ่นนี้ซึ่งมีประสิทธิภาพโดดเด่นและแตกต่างกันในบางจุดจะเป็นที่ถูกใจคนที่กำลังมองหา Tablets มาไว้ใช้งานในด้านต่าง ๆ กันนะครับ

PS5 Thailand มาแล้ว เตรียมตัวกับสิ่งที่ควรรู้ก่อนเล่น

PS5 Thailand

                ต้องบอกว่าเป็นที่สนใจในวงกว้างจริง ๆ สำหรับ PlayStation 5 หรือว่า PS5 เครื่องเกมยุคใหม่ที่เปิดตัวไปแล้วทั่วโลกรวมถึง Sony มีการเปิดให้สั่งจอง PS5 Thailand เครื่องศูนย์ประเทศไทยไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ สำหรับใครที่โชคดีคงจะรอเครื่องมาส่งถึงบ้านอยู่แล้วแน่ ๆ แต่สำหรับใครที่พลาดไปรวมถึงคนที่กำลังคิดพิจารณาอยู่ว่าจะซื้อดีหรือไม่ซื้อ เรามีสิ่งที่ควรรู้ก่อนที่จะได้เล่นเป็นทางการเพื่ออุ่นเครื่องและเป็นการป้ายยาเบา ๆ กัน ไปดูกันเลยครับ

                1. PlayStation 5 ตอบโจทย์ทั้งผู้เล่นวงกว้างและสาย Digital เต็มขั้น

                นับว่าเป็นการเปิดโลกเข้าสู่การเล่นเกมในวิถีใหม่อีกก้าวนึงของ Sony กับเครื่องเล่นเกม Console PlayStation เลยเพราะว่า PlayStation 5 นี้ ได้มีการผลิตรูปแบบของตัวเครื่องออกมา 2 รุ่น นั่นก็คือแบบ Standard Edition ที่มีช่องใส่แผ่น Blu-ray Disc ไว้เล่นเกมและดูหนังเหมือนกับ PlayStation รุ่นก่อน ๆ  และอีกแบบคือรุ่น Digital Edition ที่จะเล่นแต่เกมที่โหลดได้ทาง Digital ผ่านทาง ผ่าน Playstation Store เพียงอย่างเดียว ซึ่งก็แล้วแต่ไลฟ์สไตล์และความชอบของผู้ซื้อว่าชอบแบบไหนรุ่นไหนกันนะครับ

                2. การเล่นจะ เร็ว แรง ลื่นไหล

                เรื่องของสเปคนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ และได้รับการจับตามองตั้งแต่มีข่าวว่าจะเปิดตัว PlayStation 5 ในตอนแรก ๆ เลย ซึ่งเมื่อเปิดตัว วางจำหน่าย และมีหลายคนได้ไปเล่นกันแล้วนั้นก็พบว่ามีความลื่นไหลของด้านกราฟิกและ Gameplay เป็นอย่างมาก การโหลดฉากก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะว่ามีการนำ SSD หรือ Solid State Drive มาเป็นตัวเก็บข้อมูล ซึ่งคุณสมบัติหลักของ SSD นั้นก็ได้มีการพัฒนามาจาก HDD ปกติให้รับส่งข้อมูลได้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก รวมถึง CPU AMD 8x Zen 2 Cores at 3.5GHz ที่เร็วแรงและแสดงภาพกราฟิกสวยงามสมจริงถูกใจวัยรุ่นแน่นอน

                3. รองรับการเล่นเกม PlayStation 4

                ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Sony ได้รับการเรียกร้องจากผู้เล่นว่าอยากเล่นแผ่นเกมเก่า ๆ บนเครื่อง Console รุ่นใหม่บ้าง และสิ่งนั้นก็เป็นจริงกับ PlayStation 5 เมื่อสามารถรองรับเกมจาก PlayStation 4 ได้ด้วย ยิ่งถ้าใครมีแผ่นอยู่แล้วก็ยิ่งสบาย หรือว่าในรูปแบบ Digital ก็มีเกมยอดฮิตของ PlayStation 4 ให้ได้เล่นกันใน PS Plus Collection เรียกได้ว่าคุ้มค่ามาก ๆ เลย นอกจากนี้กราฟิกของเกมเก่าก็จะสวยงามและลื่นไหลขึ้นอีกด้วย

                4. สามารถแสดงประสิทธิภาพของ 8K ได้

                ถ้าใครคุ้นชินกับการเล่นเกมในระดับภาพแบบ 4K แล้ว  Sony ก็ได้ชวนให้ไปเจอกับประสบการณ์การเล่นเกมแบบ 8k บน PlayStation 5 โดยผู้เล่นจะต้องมีจอ TV แบบ 8K ซึ่งตอนนี้ราคาอาจจะสูง แต่รับรองว่าต่อไปจะเป็นอนาคตของความบันเทิงแน่ ๆ และต้องมีการรองรับสาย USB HDMI 2.1 เพื่อที่จะแสดงภาพแบบ 8K ออกมาได้อย่างเต็มขั้นนั่นเอง ซึ่งน่าจะถูกใจกับใครที่ชอบการเล่นเกมแบบสวยงามสมจริงแน่ ๆ เลย

                และนี่ก็คือบางส่วนของสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนที่จะได้เป็นเจ้าของ PlayStation 5 หวังว่าจะเป็นประโยชน์

สำหรับใครที่สามารถจอง PlayStation 5 เครื่องศูนย์ประเทศไทยหรือ PS5 Thailand รวมถึงผู้ที่กำลังรอและกำลังพิจารณาที่จะซื้อกันอยู่นะครับ

ราคาซัมซุง Smartphone และแบรนด์อื่นๆตอนนี้ไม่ได้แพงแล้ว

ราคาซัมซุง

            Smartphone น่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวผู้คนทั่วไปมากที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้เพราะว่าได้รวบรวมสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นกับชีวิตประจำวันไว้มากมายทั้งเรื่องของ การสื่อสาร งาน และความบันเทิง ซึ่งในช่วงแรก ๆ ที่อุปกรณ์ชนิดนี้ได้ผลิตออกมาสู่ท้องตลาดนั้นต้องยอมรับว่าเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูง ยิ่งรุ่นไหนมาจากแบรนด์ใหญ่และสเปคดี ๆ ด้วยแล้วยิ่งค่อนข้างแพงมาก ทำให้หลาย ๆ คนไม่สามารถเป็นเจ้าของกันได้ง่ายนัก อย่างเช่น ราคาซัมซุง (Samsung) Smartphone เมื่อเกือบ 10 ปีก่อนก็ต้องบอกว่าแพงจนต้องเก็บเงินซื้อยาว ๆ เลย

 แต่ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีได้ก้าวกระโดดไปมากขึ้น การใช้งาน Smartphone ของผู้คนทั่ว ๆ ไปก็เยอะขึ้น ทำให้การแข่งขันในตลาดก็ดุเดือดขึ้นด้วย หลายผู้ผลิตจึงต้องสร้าง Smartphone ที่มีคุณภาพของสเปคและการใช้งานด้านอื่น ๆ ที่ดีให้อยู่ในราคาที่ผู้ใช้พึงพอใจมากที่สุดจึงเป็นเหตุให้ในปัจจุบันนี้เราจึงได้พบกับ Smartphone จากทั้ง Samsung และแบรนด์อื่น ๆ ที่ราคาไม่แพงแต่ว่าสามารถใช้งานได้อย่างครบถ้วนกับความต้องการของผู้คนส่วนมากในยุคปัจจุบัน โดยเราจะมาแนะนำกันว่ามีรุ่นและแบรนด์อะไรที่น่าสนใจกันบ้างนะครับ

1. Samsung Galaxy J2 Pro

สำหรับผู้นำด้านสินค้า Smartphone ที่เรารู้จักกันดีในตลาดนั้นก็ต้องยกให้ Samsung มาเป็นอันดับต้น ๆ อยู่แล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่มีการพัฒนารุ่นต่อรุ่นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะใน Smartphone ระดับเรือธง ซึ่งในตอนนี้นั้นแม้ว่าคุณจะมีงบจำกัดแต่ก็สามารถใช้งาน Smartphone ที่มีประสิทธิภาพดีในระดับที่พึงพอใจได้ เพราะ Samsung ก็ให้ความสำคัญกับตลาด Smartphone ราคาประหยัดเช่นเดียวกัน อย่าง Samsung Galaxy J2 Pro นั้นก็เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะมีหน้าจอขนาด 5.0 นิ้ว น้ำหนักพกพาง่ายแค่ 153 กรัม พกพาสะดวก ง่ายต่อการหยิบขึ้นมาใช้งานในสถานที่ต่าง ๆ

สำหรับด้านสเปคนั้นก็ใช้ CPU ประมวลผล Quad-Core 1.4 GHz หน้าจอใช้เทคโนโลยี qHD AMOLED แยกความแตกต่างของสีได้ 16 ล้านสี หน้าจอ Gorilla Glass มีความแข็งแรงจากการขีดข่วนได้ดีกว่ากระจกแบบปกติอีกด้วย กล้องหลังมาพร้อมความละเอียด 8 ล้านพิกเซลและกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล เพียงพอต่อการถ่ายรูปเพื่อใช้งานใน Social Media ในปัจจุบัน โดยราคาของ Samsung Galaxy J2 Pro อยู่ที่ประมาณ 4900 บาทนั่นเอง

2. OPPO A3S

มากันที่เจ้าพ่อแห่ง Smartphone ราคาประหยัดในสเปคที่น่าสนใจกันบ้าง โดย OPPO นั้นได้มีการหาจุดศูนย์กลางระหว่างราคาที่ดีและสเปคที่คุ้มค่าได้เป็นอย่างดี OPPO A3S ก็เช่นกันที่ได้มีการดีไซน์ตัวเครื่องให้ทันสมัยมีหน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว 1520 x 720 HD+ 16 ล้านสี CPU เป็น Octa-Core 1.8 GHz

เรื่องที่จะขาดไปไม่ได้เลยสำหรับ Smartphone ของ OPPO น่นก็คือเรื่องกล้องนั่นเอง เพราะว่าให้ กล้องหลังแบบคู่ความละเอียด 13 และ 2 ล้านพิกเซล มาให้ แถมกล้องหน้าก็มาพร้อมกับความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และมีเทคโนโลยี AI Beauty 2.0 มาให้อีกด้วย ซึ่งต้องบอกว่าเป็นจุดเด่นของ OPPO เลยจริง ๆ OPPO A3S มาในราคา ประมาณ 3,230 บาท

นี่คือส่วนหนึ่งของ ราคาซัมซุง (Samsung) Smartphone ที่ไม่แพงและยังมีสเปคและประสิทธิภาพที่ดีซึ่งเรามานำเสนอทุกท่านกัน หวังว่าจะมีเครื่องที่ถูกใจและอยู่ในงบกันบ้างนะครับ

หูฟัง ราคาไม่แพงก็สามารถให้เสียงที่ถูกใจได้

หูฟัง

            Headphone (หูฟัง) นั้นเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่มีวิธีการเลือกแบ่งออกเป็นหลากหลายวิธีแตกต่างกันออกไปตามแต่ลักษณะการใช้ ประเภท และ งบประมาณ โดยถ้าจะพูดกันในเรื่องของงบประมาณนั้นคงจะมีหลายคนที่เชื่อว่าถ้าหากยิ่งราคาของ Headphone ยิ่งสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งให้เสียงที่ดีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งก็จริงส่วนหนึ่งที่เมื่อราคาของ Headphone ยิ่งแพงมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งมีคุณภาพของ Driver และส่วนประกอบต่าง ๆ ที่มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งมีผลโดยตรงกับเรื่องของเสียงที่ออกกมา แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคล ซึ่งถ้าหากว่าผู้ฟังมีความพึงพอใจกับเสียงที่ได้รับแม้ว่าHeadphone นั้นจะมีราคาที่ไม่ได้แพงมากก็ตาม และในปัจจุบันยังมี Headphone ที่มีราคาไม่แพงแต่ก็ได้รับการยอมรับจากวงการนักฟังว่ามีคุณภาพเสียงที่เกินราคา โดยเราจะมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับ Headphone ราคาไม่แพงซึ่งอาจจะถูกใจคุณกันครับ

                1. JBL T110 Headset

                มาเริ่มกันที่แบรนด์ผู้ผลิต Headphone ระดับโลกซึ่งทำอุปกรณ์การฟังเพลงที่มีราคาแพงหลักแสนหลักหมื่นจนถึงที่เราจะนำเสนอซึ่งมีราคาหลักร้อยแต่ว่าได้คุณภาพที่เกินตัวนั่นก็คือ JBL T110 Headset นั่นเอง โดยถือว่าเป็น Headphone มีสายมาตรฐานสามัญประจำตัวเลยทีเดียว เพราะว่ามีน้ำหนักที่เบา กะทัดรัด พกพาง่าย และยังมีไมค์ให้ในตัวซึ่งให้เสียงที่ค่อนข้างดีตัดเสียงรบกวนภายนอกได้ค่อนข้างดี นอกจากนี้ยังมีปุ่มที่ช่วยควบคุมเสียง

                โดยแนวเสียงของรุ่นนี้นั้นต้องบอกว่ามาสไตล์ JBL เลย มีเสียงเบสที่โดดเด้งจากเทคโนโลยี JBL Pure Bass มีเสียงกลางที่ค่อนข้างชัดเรียกได้ว่าค่อนข้างครบเลยทีเดียวในราคาประมาณ 500 บาท

                2. Xiaomi Mi Redmi Airdots

                มาที่ Headphone ซึ่งเป็นประเภทที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ในตอนนี้ของโลกเลยก็ว่าได้นั่นก็คือประเภท True Wireless นั่นเอง โดย Xiaomi Mi Redmi Airdots เป็นหูฟัง True Wireless ในราคาประหยัดที่ถูกพูดถึงค่อนข้างมากในช่วงหลังที่ผ่านมาเพราะว่ามีคุณภาพในการใช้งานพื้นฐานอย่างไม่ขาดตกบกพร่องไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อในระบบ Bluetooth 5.0 สัญญาณเสถียร ชาร์จเพียง 1 ครั้งก็ใช้งานได้ยาวนานถึง 12 ชั่วโมงเลยทีเดียว ระบบสมผัสต่าง ๆ ก็อเนกประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นSiri หรือ Google Assistant ซึ่งสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ มีกล่องจัดเก็บในขนาดพอดี ๆ

                เรื่องของเสียงนั้นก็ถูกทำมาให้สามารถฟังเพลงได้ทุกแนว เพราะว่ามีการแยกเสียงได้ค่อนข้างดี มีมวลเบสค่อนข้างเยอะแต่ว่าไม่ล้นหรือบวมแต่อย่างใด กำลังขับก็ไม่ได้น้อยเลยถึงแม้ว่าจะทำงานแบบไร้สาย โดย Xiaomi Mi Redmi Airdots ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 500-700 บาทนั่นเอง

                3. KZ ZSN Pro

                มีหลาย ๆ คนกำลังนิยม Headphone แบบถอดเปลี่ยนสายได้โดยมีดีไซน์และลักษณะการใช้แบบ Inear Monitor ซึ่งก็มีหลายแบรนด์ที่ได้พัฒนาขึ้นมา หนึ่งในนั้นก็คือ KZ ที่ได้ทำออกมาหลายรุ่นในราคาที่ไม่แพงเลย แต่ที่จะมาแนะนำกันในครั้งนี้คือ KZ ZSN Pro ซึ่งมีการออกแบบที่แข็งแรงทนทานเข้ากับสรีระหู ตัวสายสามารถเปลี่ยนได้ตามต้องการ สามารถใช้งานในการฟังเพลงทั่วไปจนถึงนักดนตรีเลยทีเดียว

                ด้วย Driver ที่ให้มาถึง 2 ตัวนั้นทำให้กำลังขยายและความคมชัดนั้นจัดเต็มทุกย่าน ประกอบกับการที่สามารถเปลี่ยนสายที่มีคุณภาพหรือลักษณะเฉพาะตัวได้ก็ยิ่งทำให้เสียงที่ออกมามีความแตกต่างมาก โดยราคาไม่ถึงหลักพันนั้น แต่ว่าได้สเปคขนาดนี้ก็เรียกได้ว่าคุ้มสุด ๆ

                ตัวอย่างคร่าว ๆ ของ Headphone (หูฟัง) ที่เรานำมาเสนอกันนั้น หวังว่าจะเป็นที่ถูกใจของใครก็ตามที่กำลังมองหา Headphone ราคาไม่แพงที่อาจจะถูกใจนะครับ

โน้ตบุ๊ค สำหรับผู้ใช้มือใหม่ต้องดูอะไรบ้าง

โน้ตบุ๊ค

            ในยุคปัจจุบันนั้นถึงแม้ว่า Smartphone หรือ Tablet จะเข้ามามีบทบาทกับวิถีชีวิตของผู้คนในเรื่องการทำงานหรือว่าความบันเทิงมาก แต่สิ่งที่ยังคงมีความสำคัญในการทำงานมาก ๆ รวมไปถึงสามารถเข้าถึงความบันเทิงแบบ Multimedia ได้อย่างได้มาตรฐานก็คือ Computer Notebook (คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค) นั่นเอง เพราะว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้มีศักยภาพพอ ๆ กับเครื่อง Computer ตั้งโต๊ะแบบมาตรฐานหรือ Computer Desktop แต่ว่าได้ย่อขนาดให้ง่ายต่อการพกพา และประสิทธิภาพดังกล่าวก็ยังได้รับการยอมรับให้อยู่ในสำนักงานและตามบ้านของผู้ใช้เสมอมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ใครที่ยังเป็นมือใหม่ไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์ชิ้นนี้คงมีปัญหาในการเลือกซื้อว่าควรดูที่อะไรบ้าง ซึ่งครั้งนี้เราจะมาแนะนำถึงหลักในการซื้อ Computer Notebook กันว่ามีอะไรที่ควรพิจารณาบ้าง

                1. CPU

                ถ้าหากจะกล่าวง่าย ๆ CPU ก็เหมือนกับสมองคอยควบคุมประมวลผลระบบการทำงานส่วนต่าง ๆ ของ Computer Notebook ยิ่งสเปคเร็วและแรงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้การใช้งานไหลลื่นไม่ติดขัดมากขึ้นเท่านั้น โดยผู้ผลิต CPU ที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปก็จะมีหลัก ๆ อยู่ 2 เจ้าด้วยกันนั่นก็คือ Intel และ AMD ซึ่งทั้ง 2 เจ้านั้นก็จะมี CPU รุ่นต่าง ๆ ในราคาที่หลากหลายออกมาตามความแรง อย่างเช่นอง Intel นั้นก็จะแบ่งเป็น Core i3, Core i5, Core i7 และ Core i9 เป็นต้น โดยถ้าตัวเลขสูงขึ้นมากเท่าไหร่ก็แสดงว่าการประมวลผลก็จะเร็วแรงมากขึ้นเท่านั้นนั่นเอง โดยถ้าคุณเป็นผู้ใช้งานที่อยากได้ Notebook สเปคระดับกลาง ๆ มาใช้งานนั้นก็แนะนำให้เลือกระดับกลาง ๆ อย่างถ้าเป็น Intel ก็เลือก Core i5 ไว้ก่อนเพราะว่ามีมาตรฐานในระดับกลางและราคาไม่สูงจนเกินไปนัก

                2. RAM

                เมื่อ CPU ทำหน้าที่เปรียบเหมือนสมอง RAM ก็น่าจะคล้ายกับระบบหัวใจที่ค่อยจ่ายพลังงานไปตามอุปกรณ์ต่าง ๆ ของ Notebook ซึ่งถ้าหากว่าใครมีความจำเป็นต้องเปิดโปรแกรมหรือว่าเปิดหน้าเว็บหลาย ๆ หน้าพร้อมกันนั้นถ้ากำลังของ RAM ไม่มากพอก็จะทำให้เกิดปัญหาการกระตุกไม่ลื่นไหลได้ ดังนั้นมาตรฐานที่ Notebook ทั่วไปจำเป็นต้องมีในยุคนี้นั้นก็ต้องเป็น RAM  8GB ส่วนใครที่มีงบมากขึ้นก็สามารถเติม 16GB หรือ 64GB แล้วแต่ประเภทงานที่ใช้ได้ ซึ่งก่อนจะซื้อนั้นก็ต้องดูว่าผู้ใช้มี Bus เป็น DDR3 และ DDR4 ด้วย

                3. Hard Disk

                หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า HDD มีหน้าที่ในการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ในเครื่องทั้งโปรแกรมและไฟล์ เมื่อมีเยอะก็จะทำให้สามารถเก็บข้อมูลต่าง ๆ ได้เยอะไปด้วย ในปัจจุบันมีการพัฒนาเป็น SSD โดยจะสามารถโหลดข้อมูลต่าง ๆ เพื่อมาใช้งานได้รวดเร็วกว่า แต่ก็มีราคาสูงเช่นกัน ดังนั้นก่อนซื้อต้องดูงบด้วย โดย HDD ที่แนะนำนั้นควรอยู่ที่ 1TB เพื่อเก็บข้อมูลและโปรแกรมต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจนั่นเอง

                4. Graphic Card

                มีอีกชื่อที่คนไทยเรียกติดปากว่าการ์ดจอนั่นเอง โดยความสามารถของการ์ดจอมีผลในตอนที่เราใช้ทำงานที่มีการฟิกสูง ๆ หรือใครที่เป็นสายเล่นเกมนั่นเอง โดยผู้นำในตลาดก็จะมี 2 เจ้าอย่าง AMD และ NVIDIA แต่ถ้าใช้งานทั่วไปก็อาจจะเลือกรุ่นที่เป็นการ์ดจอ On Board ที่มากับตัวเครื่องก็ได้เพราะจะมีราคาของ Computer Notebook ที่ถูกกว่าแบบมีการ์จอแยก

                การซื้อ Computer Notebook (คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค) ยังมีอีกหลายอย่างที่มือใหม่ตวรพิจารณาก่อนซื้อ แต่หัวข้อหลัก ๆ ที่เรานำมาเสนอกันนั้นก็น่าจะถูกใจหลาย ๆ คนอยู่นะครับ

เพิ่มอรรถรสให้การเล่นเกม หูฟังเกมมิ่ง!

นักเล่นเกมทั้งหลายต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีอะไรบ้างที่จำเป็นต่อการเล่นเกมหรือการแคสเกม ไม่ว่าจะเป็น โน้ตบุ๊ก เดสก์ทอป คีย์บอร์ด เมาส์ รวมไปถึงจอมอนิเตอร์ แต่อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ หูฟังเกมมิ่ง หรือ Gaming Headset ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยเพิ่มอรรถรสให้การเล่นเกมของคุณให้มากขึ้น ให้คุณมีความรู้สึกร่วมไปกับเกมที่เล่น เสมือนกับคุณเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ด้วยเลยทีเดียว

            โดยปัจจุบันนั้นได้มีหูฟังเกมมิ่ง หรือ Gaming Headset หลากหลายแบรนด์เหลือเกินที่วางจำหน่ายอยู่ทั่วไป แต่วันนี้ที่จะมาแนะนำกันก็คือ LOGITECH หูฟัง เกมมิ่ง รุ่น G35 และ RAZER หูฟัง เกมมิ่ง(สีดำ) รุ่น Kraken 7.1 V2 Oval ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์ชื่อดังทั้ง 2 แบรนด์เลยละ โดยที่เราจะแนะนำเป็นตัวแรกก็คือ LOGITECH หูฟังเกมมิ่งรุ่น G35 ซึ่งจะมีคุณสมบัติอะไรบ้างนั้นไปเริ่มกันเลย

หูฟังเกมมิ่ง

LOGITECH หูฟัง เกมมิ่ง รุ่น G35

            สำหรับหูฟังเกมมิ่งรุ่นนี้มาพร้อมกับย่านรับเสียงที่ 20 Hz – 20,000 Hz และระบบเสียงเซอร์ราวด์ DOLBY HEADPHONE 7.1 ให้เสียงรอบทิศทาง 360 องศา เพื่อให้คุณได้ยินเสียงศัตรูก่อนที่จะเห็นตัวศัตรูก่อน โดยเป็นการแยกข้อมูลเสียงออกจากกัน 7 ช่องสัญญาณ รวมถึงช่องสัญญาณ Low Frequency Effects (LFE) หรือที่เรียกว่าระบบเสียงเซอร์ราวด์ 7.1 นั่นเอง ซึ่งจะมีซอฟต์แวร์ Dolby Headphone ที่ช่วยจัดวางตำแหน่งของแต่ละช่องสัญญาณได้อย่างเหมาะสม

อีกทั้ง ยังมีปุ่ม G-KEY 3 ปุ่ม ที่สามารถใช้ควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ เช่น ดนตรี คำสั่งปุ่มลัด และอื่นๆ อีกมากมาย รวมไปถึงการรองรับ USB แบบดิจิตอล เพื่อให้คุณได้ฟังเสียงที่มากกว่าและเล่นได้ดีขึ้นนั่นเอง ส่วนเรื่องดีไซน์นั้นออกแบบมาให้สามารถปรับระดับได้ตามที่คุณต้องการ ไมโครโฟนออกแบบให้สามารถพับเก็บได้ และยังมีปุ่มเปิดปิดไมค์อีกด้วย โดยจะมีไฟสีแดงแสดงสถานะอยู่

RAZER หูฟัง เกมมิ่ง รุ่น Kraken 7.1 V2 Oval

มาถึงตัวนี้ที่จะแนะนำคือ RAZER หูฟังเกมมิ่ง (สีดำ) รุ่น Kraken 7.1 V2 Oval เป็นอีกตัวจาก Razer ที่มาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1 ที่ฮิตมากๆ ในเหล่าแก๊งค์เกมเมอร์ เพราะเซอร์ราวด์รอบทิศทางมาก และระบุตำแหน่งของเสียงได้อย่างแม่นยำ มีขนาดไดรเวอร์ 50MM ทำให้ได้เสียงที่โปร่งมากขึ้น และไม่อึดอัด เป็นอีกรุ่นที่ให้รายละเอียดของเสียงได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเสียงของฝีเท้าศัตรู หรือทิศทางกระสุนปืน ระเบิด ซึ่งถือว่าทำออกมาได้ดี พร้อมไมโครโฟนที่สามารถยืดหด บิดงอได้ตามต้องการ เป็นระบบเสียงแบบดิจิตอล ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดเสียงรบกวนภายนอกได้อย่างดีเยี่ยม และการสื่อสารกับทีมที่ให้เสียงที่คมชัด โดยจะต้องทำงานควบคู่กับ Razer Synapse โดยตรงปลายของไมค์นั้นจะมีแสงไฟคอยบอกแจ้งว่าไมค์เปิดใช้อยู่หรือเปล่าอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่รูปทรงสวยงาม มาในโทนเรียบๆ สีดำ ใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียม สามารถขยับให้เหมาะกับรูปทรงของศีรษะ ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ฟองน้ำหูฟังเป็นแบบหนัง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตัดเสียงรบกวนภายนอก และมีการปรับให้มีขนาดใหญ่และนุ่มยิ่งขึ้น เพื่อความสบายตลอดการเล่นเกมที่ยาวนาน ส่วนด้านข้างหูฟังก็จะมีแสงไฟ RGB ที่สามารถปรับเปลี่ยนสีได้ 16.8 ล้านสี โดยจะแสดงให้เห็นเป็นโลโก้ของ Razer บอกเลยว่าเท่สุด!! อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์เพาเวอร์บายยังมี Gaming Gear อีกมากมายที่ให้ได้เลือกสรรตามความต้องการ ในราคาที่คุ้มค่าและจับต้องได้ รวมไปถึงยังมีโปรโมชั่นต่าง ๆ ที่เป็นส่วนลดพิเศษโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ซื้อได้เจอ Gaming Gear ที่ใช่ ในสไตล์ที่ชอบ

งงไหมว่า port hub คืออะไรกันแน่

งงไหมว่า Hub คืออะไร หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า HUB ที่ว่านี้มันคืออะไร port hub คืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงสัญญาณของอุปกรณ์เครือข่ายเข้าด้วยกันมีลักษณะเหมือนกล่องสี่เหลี่ยม มีความสูงประมาณ 1-3 นิ้ว แล้วแต่รุ่น มีช่องเล็กๆ เอาไว้เสียบสาย Lan ที่ต่อมาจากคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องมีหลายรุ่นเช่น Hub 4 port ,8 port ,16 port ,24 port หรือ 48 port

port hub

กล่าวคือการที่จะทำให้คอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องรู้จักกันและสามารถทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายได้จะต้องเชื่อมโยงผ่านอุปกรณ์ port hub โดยมีสาย Lan เป็นตัวเชื่อมโยงในระบบเครือข่ายนั้นและทำให้คอมพิวเตอร์สามารถแชร์ไฟล์ข้อมูลรวมทั้งอุปกรณ์อื่นๆอย่างเช่น ปริ้นเตอร์ด้วยเช่นเดียวกัน

  1. Hub จะทำการส่งข้อมูลไปให้ทุกๆพอร์ตพร้อมกันสมมติว่าใช้ฮับ 4 พอร์ต เมื่อพอร์ตที่ 1 ต้องการส่งข้อมูลไปพอร์ตที่ 4 ฮับจะทำการส่งข้อมูลจากพอร์ตที่ 1 กระจายไปที่พอร์ต 2,3,4 พร้อมกัน เรียกว่าส่งข้อมูลไปทั้งหมด และถ้าข้อมูลนี้เป็นของอุปกรณ์ใดอุปกรณ์นั้นก็จะรับเองอัตโนมัติส่วนพอร์ตอื่นๆก็ไม่สนใจข้อมูลนั้น ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณข้อมูลที่ไหลเวียนในระบบเน็ตเวิร์คมีมากเกินความจำเป็นและไม่ได้ใช้ประโยชน์ส่งผลทำให้ระบบเน็ตเวิร์คช้านั่นเอง
  2. Hub จะไม่สามารถส่งข้อมูลพร้อมๆ กันได้ เช่น พอร์ตที่ 1 ต้องการส่งข้อมูลไปหาพอร์ตที่ 4 ถึงแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับพอร์ตที่ 2-3 แต่พอร์ตที่ 2-3 ก็ต้องหยุดรอให้พอร์ตที่ 1 กับพอร์ตที่ 4 ส่งข้อมูลกันเสร็จเสียก่อน
  3. การส่งข้อมูลทุกครั้ง Hub จะต้องตรวจสอบก่อนว่าระบบว่างอยู่หรือไม่ ถ้าการตรวจสอบเกิดผิดพลาดและมีการส่งข้อมูลพร้อมกันข้อมูลจะชนกันต้องทำการส่งใหม่

ดังนั้น การใช้ Hub ในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์จำนวนมากจะยิ่งทำให้ระบบเน็ตเวิร์คนั้นช้าลงอย่างมากจากข้อจำกัดของอุปกรณ์ Hub ทำให้ปัจจุบันมีอุปกรณ์ Switch เข้ามาแทนที่ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าเพราะว่าอุปกรณ์ Switch จะตรวจสอบก่อนว่าปลายทางเชื่อมต่อกับพอร์ตใดมันก็ส่งข้อมูลไปยังพอร์ตนั้นโดยตรง ทำให้ Switch สามารถส่งข้อมูลไปยังพอร์ตที่มีอุปกรณ์ปลายทางอยู่เท่านั้น ไม่ส่งไปทุกๆ พอร์ตเหมือนกับ Hub ซึ่งส่งผลให้ปริมาณข้อมูลภายในระบบเครือข่ายไม่มากเกินความจำเป็น

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ควรทำความรู้จักนั้นคือ Switch โดยอุปกรณ์ทั้งสองตัวนี้มีรูปร่างลักษณะภายนอกที่คล้ายกันมากจึงเป็นการยากที่จะแยกออก แต่ว่าเราสามารถแยกอุปกรณ์ทั้งสองนี้ได้จากลักษณะการทำงานของทั้งคู่ โดย Hub จะส่งข้อมูลที่เข้ามาไปยังทุกๆ พอร์ตของ Hub ยกเว้นพอร์ตที่ข้อมูลดังกล่าวเข้ามายัง Hub ในขณะที่ Switch จะทำการเรียนรู้อุปกรณ์ที่ต่อกับพอร์ตต่างๆ ทำให้ Switch ส่งข้อมูลไปยังพอร์ตที่มีเครื่องปลายทางอยู่เท่านั้น ไม่ส่งไปทุกๆ พอร์ตเหมือนกับ Hub ซึ่งส่งผลให้ปริมาณข้อมูลภายในระบบเครือข่ายไม่มากเกินความจำเป็น Hub เป็นเพียงตัวขยายสัญญาณข้อมูล (Repeater) เท่านั้น

ในขณะที่ Switch จะมีการทำงานที่ซับซ้อนกว่า, มีการเรียนรู้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ, การตัดสินใจส่งข้อมูลออกไปพอร์ตใด สาเหตุที่ Switch สามารถทำงานเหล่านี้ได้เป็นเพราะว่าในตัวของ Switch มีพวก CPU, Memory, Disk อยู่ ไม่เหมือนกับ Hub ที่ไม่พวกอุปกรณ์ประมวลผลอยู่ในตัว

สรุปรวมคือ เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อ Devices เข้ากับ Network ภายในองค์กร หรือ Local Area Network (LAN) เป็นการทำงานบน Data-link Layer (Layer 2) ** หลายคนอ่านมาถึงตอนนี้ อาจจะคิดว่า มันก็เหมือนกับ Hub/Repeater เลยรึเปล่า? คำตอบคือ ไม่ใช่ครับ เพราะสิ่งที่ Switch ทำได้มากกว่า Hub/Repeater คือ มีความเร็วสูงกว่า, สามารถแก้ปัญหา Collision บน Hub, ฯลฯ และที่เป็นคุณสมบัติเด่นของ Switch เลย คือ มีการเก็บ MAC Address ของอุปกรณ์แต่ละชิ้นลงบน MAC Address Table แล้วส่ง Frame ข้อมูล ผ่าน Port ต่างๆ บนตัวอุปกรณ์ ซึ่งจะมีรูปแบบการส่งหลากหลายวิธี ได้แก่ 1.Boardcast(ส่งทุก Ports) 2.Multicast(ส่งหลาย Ports) 3.Unicast(ส่ง 1 Port แบบระบุปลายทาง) ตัว Switch จะเลือกเองว่าแต่ละ Frame ควรจะต้องส่งแบบไหน จึงเป็นเหตุผลที่ Switch เข้ามาแทนที่ Hub/Repeater จนถึงปัจจุบัน โดยกระบวนการส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ผ่าน Switch เรียกกันว่า “Switching”

iPhone x จุดเริ่มต้นยุคใหม่ที่ยกระดับของ iPhone

iPhone X

            คนที่ใช้ ไอโฟน X (iPhone X) หรือไอโฟนรุ่นอื่น ๆ เป็น Smartphone ประจำตัวมาหลายรุ่นหลายสมัยแล้วนั้นก็คงต้องมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า Smartphone จาก Apple นี้มีความพิเศษในเรื่องประสิทธิภาพและการดีไซน์ที่น่าประทับใจ ทั้งนี้ยังมีการพัฒนาต่อยอดมารุ่นแล้วรุ่นเล่าจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากเรานำเครื่องรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง ไอโฟน 12 Pro max มาเปรียบเทียบกับ ไอโฟน รุ่นแรกนั้นก็จะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่มากพอสมควร โดยการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่าเป็นครั้งยิ่งใหญ่มาก ๆ เลยก็คงเกิดขึ้นในปี 2017 ซึ่งครบรอบ 10 ปีของ ไอโฟน ที่ Apple ได้เปิดตัว ไอโฟน X เป็นครั้งแรก ซึ่งมาพร้อมกับการเปลี่ยนโฉมหลาย ๆ อย่างจาก ไอโฟน ที่คุ้นเคยไปและต่อยอดเป็น ไอโฟน รุ่นใหม่ ๆ ที่ใช้กัน โดยครั้งนี้เราจะมาเล่าถึงจุดเด่นของ ไอโฟน X กันว่ามีอะไรที่น่าสนใจจนเป็นต้นแบบของการยกระดับ ไอโฟน บ้าง

                1.ครั้งแรกของ ไอโฟน ที่ไม่มีปุ่มใด ๆ บนหน้าจอ

                แม้ว่า iPhone นั้นจะมีจุดเด่นที่หลายคนรู้กันดีกับการใช้งานแบบทัชสกรีนที่แทบไม่ต้องใช้ปุ่มใด ๆ เลย ตั้งแต่เปิดตัว ไอโฟน รุ่นแรกมาในปี 2007 แต่ก็จะมีปุ่ม Home ติดตั้งมาบนหน้าจอเพื่อใช้งานในฟังก์ชั่นหลาย ๆ อย่าง แต่เมื่อ Apple เปิดตัว ไอโฟน X ให้ทั่วโลกเห็นก็พบว่าการดีไซน์นั้นไม่มีปุ่มกดใด ๆ บนหน้าจอเลย และก็มีการพัฒนาฟังก์ชั่นต่างๆ ในลักษณะอินเตอร์เฟชเพื่อมาทดทานการกดปุ่ม โดยข้อดีของการไม่มีปุ่มบนหน้าจอนั้นก็คือผู้ใช้สามารถมองหน้าจอได้เต็มขนาดของตัวเครื่องโดยที่ขนาดนั้นก็สามารถใช้ไวส์มาตรฐานเท่าเดิม ไอโฟน X จึงถือว่าเป็นรุ่นที่เปิดการดีไซน์หน้าจอแบบไร้ปุ่มรุ่นแรกของ Apple เลยก็ว่าได้

                2. มีระบบสแกนใบหน้า

                เมื่อตัดปุ่ม Home ที่ใส่ฟังก์ชั่นการสแกนนิ้วออกไป Apple จึงใส่ระบบ Scan ใบหน้าเข้ามาแทน โดยระบบดังกล่าวสามารถปลดล็อคเครื่องหรือว่าปลดล็อคแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ บน ไอโฟน โดยที่ไม่ต้องกดหรัสหรือสแกนนิ้วอีกต่อไป โดยระบบนี้จะทำงานร่วมกับ กล้องหน้า TrueDepth ซึ่งสามารถสแกนจุดเด่นและอัตลักษณ์ของใบหน้าผู้ใช้ในการยืนยันตัวตนอย่างที่ผิดพลาดน้อยที่สุดซึ่งในรุ่นหลังจากนี้ก็ยึดระบบดังกล่าวเป็นระบบในการปลดล็อคหลักเรื่อยมา

                3. การถ่ายภาพแบบ 4K 60fps

                เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของ Multimedia มาตรฐานของการถ่ายภาพ Video นั้นก็ได้ถูกยกระดับขึ้นมาจาก Full HD ให้หลายเป็น 4K ซึ่งการที่จะทำให้มาตรฐานความคมชัดแบบ 4K นั้นเต็มขั้นก็คือการเคลื่อนไหวอย่างไหลลื่นในระดับ 60fps นั่นเอง ซึ่งนี่คือ ไอโฟน รุ่นแรกที่มีความสามารถดังกล่าว และ Apple ก็ได้พัฒนาความสามารถมาใน ไอโฟน รุ่นต่อ ๆ มา

                4. จอสว่างใช้งานกลางแจ้งสะดวก

                ปัญหาของผู้ใช้งาน ไอโฟน รุ่นก่อนหน้ารวมไปถึง Smartphone หลาย ๆ รุ่นคือหน้าจอจะมืดทันทีเมื่อไปอยู่กลางแดดเพราะว่าความสว่างไม่สามารถสู้ได้ แต่ว่า ไอโฟน x ใช้หน้าจอแบบ OLED ทำให้ภาพมีความชัดสามารถเปิดหน้าจอกลางแดดได้สบาย ๆ ซึ่งนับว่าให้ประโยชน์ที่ต้องการกับผู้ใช้ได้อย่างตรงจุดเลยทีเดียว

                นี่คือสิ่งที่น่าสนใจของ ไอโฟน X (iPhone X) ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นการยกระดับให้ไอโฟนในรุ่นต่อมา ๆ เลยทีเดียวครับ

Samsung Smartphone กับความสามารถของ S-Pen

Samsung

                นวัตกรรมที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของผู้ผลิต Smartphone อันดับต้น ๆ ของโลกอย่าง Samsung ภูมิใจและนำมาเป็นส่วนประกอบของ Smartphone เรือธงรุ่นต่าง ๆ อย่างเช่น Galaxy Note, Galaxy Tab หรือล่าสุดก็สามารถนำมาใช้ในรุ่น Galaxy S อีกด้วย ซึ่งความสามารถของ S-Pen นั้นก็เรียกได้ว่ามีอย่างมากมายให้ได้สร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ กันเลยทีเดียว โดยเราจะมาแนะนำถึงความสามารถของ S-Pen กันครับ

                1. ความทนทาน

                แน่นอนว่าปากกาที่ใช้งานบน Smartphone นั้นต้องถูกนำมาใช้งานบ่อย ๆ และก็อาจมีอุบัติเหตุทำให้เกิดการแตกหักหรือว่าสึกหรอได้ง่ายไม่ว่าจะมาจากการร่วงหล่นหรือว่ามาจากการใช้งานปกติ หรือบางทีก็มีอายุการใช้งานไม่นานฟังก์ชั่นต่าง ๆ ก็รวนหรือใช้การไม่ได้ ดังนั้นความแข็งแรงทนทานคือสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญมาก ๆ สำหรับปากกาชนิดนี้ ซึ่ง S-Pen ในทุก ๆ รุ่นที่อยู่บน Smartphone หรือ Tablet รุ่นต่าง ๆ ของ Samsung นั้นก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในเรื่องความทนทาน มีการใช้วัสดุที่แข็งแรงไม่แตกหักหรือว่าพังง่าย ส่วนความทนทานจากภายในนั้นก็มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ในรุ่นหลัง ๆ นั้นมีการประกอบขึ้นมาจากชิ้นส่วนชิ้นเดียวจึงแข็งแรงทนทานมากขึ้นนั่นเอง รวมถึงมีระบบรับประกันที่ค่อนข้างครอบคลุมนั่นเอง

                2. ใช้เป็นรีโมทควบคุมกล้อง

                ในการถ่ายรูปบน Smartphone นั้นเป็นที่รู้กันว่าการใช้งานจากระยะไกลถือว่าจำเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้มุมมองที่สวยงามและหลากหลาย ซึ่ง S-Pen นั้นก็ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่เอื้ออำนวยในการใช้งานกล้องจาก Smartphone จากระยะไกลได้เป็นอย่างดี ทั้งการบันทึกภาพ บันทึก Video หรือว่าการใช้ฟังก์ชั่นตั้งเวลาต่าง ๆ เอื้ออำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งานในหลากหลายสถานการณ์เป็นอย่างมากไม่ว่าจะถ่ายคนเดียวหรือว่าจะเป็นการถ่ายกับเพื่อน ทั้ง Selfie หรือแบบปกตินั่นเอง

                3. ควบคุมสไลด์โชว์

                สำหรับคนทำงานการพรีเซนต์งานในห้องประชุมถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจำเป็นต้องทำในชีวิตประจำวันกันอยู่แล้ว บางคนสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาจาก Smartphone ของคุณและต่อเข้า DeX และใช้ S-Pen ในการเลื่อนและควบคุมงานต่าง ๆ อย่างราบลื่นและเป็นมืออาชีพ ซึ่งแต่ก่อนนั้นอาจจะต้องใช้ Pointer ในการทำงานร่วมกันกับ Computer ซึ่งแน่นอนว่าถ้าทำงานผ่าน Smartphone นั้นน่าจะง่ายและคล่องตัวกว่า

                4. ทำการควบคุมสื่อบันเทิง

                ความบันเทิงในรูปแบบ Multimedia นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ใช้งานบน Smartphone อยู่แล้ว ดังนั้น S-Pen จึงเป็นสิ่งที่มาช่วย Support ในการควบคุมการเล่นสื่อ Multimedia เช่นการเปิดปิด Video หรือสื่อเครื่องเล่นเพลงต่าง ๆ ช่วยให้คุณคล่องแคล่วในการเข้าถึงสื่อบันเทิงเหล่านั้นมากขึ้น

5. เปลี่ยนลายมือ เป็นตัวอักษรปกติ

                ฟีเจอร์ดังกล่าวถือว่าเป็นจุดเด่นของ S-Pen รุ่นใหม่ ๆ เพราะสามารถเปลี่ยนข้อความจากลายมือของคุณไม่ว่าจะเป็นลายมือหวัด ๆ แค่ไหน แก้ปัญหาจดอะไรแล้วอ่านลายมือตัวเองไม่ออกในภายหลังได้เป็นอย่างดี โดยฟีเจอร์นี้จะมีเฉพาะในแอพพลิเคชั่นเฉพาะเท่านั้น ไม่สามารถใช้กับแอปจดข้อความอื่นได้ ซึ่งนี่ถือว่าเป็นไม้ตายอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

                และนี่คือ Samsung Smartphone กับความสามารถของ S-Pen ที่เรานำมาฝากท่านในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ ท่านที่สนใจนะครับ

PlayStation5 สักที!! ตอบรับทุกความต้องการ

เปิดตัวกันไปอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับคอนโซลยอดนิยมของ Sony ที่ทุกคนรอคอย ‘ PlayStation5 ’ คอนโซลแห่งอนาคต ภาคต่อของตระกูลคอนโซล ที่น่าจะพูดได้เลยว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้

PlayStation5

Sony เริ่มต้นมาจากศูนย์ พัฒนา PlayStation เครื่องแรกจนเป็นตำนาน ด้วยฮาร์ดแวร์สมัยใหม่ที่สุด ณ ตอนนั้น กับระบบเครื่องเล่นซีดี เอาชนะคู่แข่งได้แบบไม่เห็นฝุ่น ต่อความสำเร็จด้วย PlayStation 2 คอนโซลที่ขายดีที่สุดตลอดกาล แม้จะแพ้พ่ายในช่วงยุค PlayStation 3 แต่สำหรับ PlayStation 4 ในยุคนี้ ถือเป็นการคืนฟอร์มอย่างเป็นทางการ

มาเริ่มกันด้วยสเปกเครื่องกันเลยดีกว่า PlayStation5  ได้รับคำชมอย่างมากเรื่อง SSD ว่า ‘เร็วมากกว่าที่คอมพิวเตอร์จะมีได้เสียอีก’ อันนี้ไม่รู้ว่าพูดเกินจริงหรือเปล่า แต่ถามว่ามันมีโอกาสเป็นแบบนั้นได้ไหม บอกเลยว่าน่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากสเปกของ PlayStation 5 มันค่อนข้างล็อคตรงกันทุกเครื่อง ไม่สามารถปรับแต่งได้ ฉะนั้นการทำอุปกรณ์บางอย่างให้เหมาะสม โดยไม่ต้องปรับแต่งมากมายเหมือนคอมพิวเตอร์ น่าจะเป็นกุญแจสำคัญ

  • PlayStation 5 ซัพพอร์ตที่เก็บข้อมูลภายนอก แต่คุณจำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ที่ได้รับการรับรองจาก Sony เท่านั้น ว่ามีความเร็วที่ใกล้เคียง สามารถใช้งานกับเครื่องได้
  • PlayStation 5 มีสิ่งที่เรียกว่า Backwards Compatibility ทำให้สามารถเล่นเกมจากเครื่อง PS4 ได้ ‘เกือบทุกเกม’ เพราะส่วนหนึ่งมาจากการที่ตัวเครื่อง ใช้สถาปัตยกรรมบางส่วนจากเครื่องยุคก่อนมาพัฒนาต่อ โดยโซนี่ออกมาคอนเฟิร์มว่า 100 เกมที่ได้รับการบันทึกว่ามีคนเล่นมากที่สุดบน PS4 ส่วนใหญ่จะสามารถเล่นบนคอนโซลรุ่นใหม่ได้
  • ในช่วงแรกที่มีการเปิดตัวเกม จะเป็นเกมที่ลงให้กับทั้ง PS4 และ PS5 เหมือนสมัยก่อนที่จะเป็นแบบนี้เหมือนกัน
  • การปรับแต่งพื้นที่ในเครื่องจะซับซ้อนมากขึ้น ต้องขอบคุณ SSD ใหม่ ยกตัวอย่างเช่น คุณอยากจะลบเกมนี้ แต่ไม่อยากลบทั้งหมด จะลบแค่โหมด Single Player ทิ้งก็ได้ ถือเป็นอะไรที่ใหม่มาก เพราะไม่มีเครื่องไหนในโลกทำแบบนี้ได้ แม้กระทั่ง PC

สรุปโดยรวม เป็นที่เฝ้าจับตามองกันมาตั้งแต่ข่าวลือจนถึงการออกมาประกาศจากทาง Sony ถึงการมาของเครื่องเล่นเกม Console Next Gen หลังจากที่ PlayStation 4 หรือ PS4 เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2013 และล่าสุดในงาน CES 2020 ทาง Sony ได้ออกมาเปิดตัวโลโก้ใหม่ของของ PlayStation รุ่นใหม่ล่าสุดนั่นก็คือรุ่นที่ 5 นั่นเอง เรียกได้ว่าสร้างความฮือฮาให้แฟนได้เป็นอย่างมาก โดยต้องบอกเลยว่าโลโก้ PS4 และ PS5 นั้นแทบไม่ต่างกันเลย สิ่งที่เปลี่ยนไปมีแค่เลขที่เปลี่ยนจาก 4 ไป 5 เท่านั้น นอกจากนั้นในงานนี้ทาง Sony ยังเผยถึงสเปคต่างๆที่จะใส่เข้าใน PlayStation 5 อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น

  • 3D Audio Sound : ที่เป็นเทรนด์เรื่องเสียงในยุคนี้ ซึ่งเป็นการใช้ระบบเสียง 3 มิติแบบสมจริง
  • Haptics / Adaptive Triggers : หรือก็คือระบบสั่นแบบใหม่ รวมไปถึงการรองรับการกดแบบใหม่ คล้ายๆกับใน Smartphone รุ่นเด่นๆในยุคนี้นั่นเอง
  • Ultra-High Speed SSD : หน่วยความจำรูปแบบใหม่ที่เริ่มใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยสามารถอ่านข้อมูลได้ไวกว่า HDD แบบเดิมมากช่วยในเรื่องการโหลตเกม และฉากต่างๆให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
  • Hardware-Based Ray Tracing : การรองรับแสงและเงาแบบใหม่ที่ใส่มาตั้งแต่ในระบบฮาร์ดแวร์
  • Resolution 8K : เพื่อเป็นการย้ำถึงความเป็น Next Gen ตัว PlayStation 5 จะมาพร้อมกับกราฟฟิคความละเอียดระดับ 8K เลยทีเดียว แน่นอนว่าความละเอียดภาพ รวมถึงกราฟฟิคจะต้องก้าวข้ามไปอีกขั้นอย่างแน่นอน

สำหรับในตอนนี้ PlayStation 5 ยังไม่เปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการทั้งหมด อย่างไรก็ดีอาจจะต้องรอกันต่อไปซึ่งอาจจะเปิดตัวข้อมูลแบบครบครันในงาน E3 ที่จะถึงนี้ก็เป็นได้

นอกจากนี้ ในงานทาง Sony ยังเปิดยอดประกอบการของ PS4 ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เปิดตัวโดยสามารถขายตัว Console ไปได้แล้วมากกว่า 106 ล้านเครื่อง โดยจัดเป็นเครื่องเล่นเกมแบบ Console ที่มียอดขายสูงเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์เครื่องเล่นเกม รองจาก PlayStation 2 PS2 ที่มียอดขายทั้งหมดอยู่ที่ 158 ล้านเครื่องเลยทีเดียว ซึ่งในปัจจุบันก็มี หูฟังเล่นเกม Gaming Headphone ที่รองรับเครื่องเล่น PS4 ออกมามากมายหลายรุ่นและหลายแบรนด์ด้วยกัน เช่น SteelSeries Arctis 7 Wireless และ Razer Thresher 7.1 Wireless เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการเปิดเผยยอดขายของเครื่องเล่นเกม PlayStation VR หรือ PSVR ที่มียอดขายทั่วโลกไปมากกว่า 5 ล้านเครื่องเลยทีเดียว และที่สำคัญส่วนของยอดผู้เล่น PS4 นั้นในแต่ละเดือนมีผู้เล่นสูงถึง 103 ล้านคนเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อเทียบกับยอดขายแล้วก็ต้องบอกเลยว่ามีผู้เล่นจริงอยู่ไม่ต่างจากยอดขายเท่าไหร่นักเลยทีเดียว