วิธีการเลือกเครื่องสำรองไฟสำหรับคอมพิวเตอร์

UPS

            ในโลกของเทคโนโลยีนั้นสิ่งที่พลาดไม่ได้เลยก็คือข้อมูลสำคัญที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ของท่าน เพราะเราไม่สามารถไว้ใจกับอุบัติเหตุไฟดับ ไฟตัด ไฟตก หรือ รางปลั๊กไฟที่เสื่อมสภาพ อันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาซึ่งจะทำให้งานหรือเอกสารสำคัญต้องสูญหายหรือเสียหายเพราะว่าลืมเซฟ ไปจนถึงทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณต้องขัดข้องกันเลยทีเดียว

          โดยปัญหาทั้งหมดนี้สามารถทำให้บางเบาไปได้ด้วยเครื่องสำรองไฟหรือที่เรียกอีกชื่อว่า UPS นั่นเอง โดยความสามารถของอุปกรณ์ชนิดนี้นั้นสามารถจ่ายไฟให้คอมพิวเตอร์ของคุณยังสามารถทำงานต่อไปได้แม้ว่าสายไฟที่ต่อจากเครื่องเข้ารางปลั๊กไฟนั้นดับไป ซึ่งเครื่องสำรองไฟนั้นมีมากมายหลายรุ่นให้ได้เลือกซื้อเลือกใช้กัน เราจะมาดูกันว่าการเลือกเครื่องสำรองไฟรุ่นที่เหมาะกับคุณนั้นมีวิธีอย่างไร

          1. ดูรายละเอียดว่าคอมพิวเตอร์ใช้กำลังไฟเท่าไหร่

          ถือเป็นข้อที่สำคัญมาก เพราะว่าถ้าเกิดเครื่องสำรองไฟของเรานั้นจ่ายไฟมากหรือน้อยเกินไปก็จะทำให้คอมพิวเตอร์ของเราเกิดปัญหาที่ตามมาในเรื่องของการขัดข้องไปจนถึงพังได้ดังนั้นดูที่ฉลากหลังเครื่องไปจนถึงรื้อดูคู่มือการใช้งานที่แถมมาว่าคอมพิวเตอร์ของคุณนั้นให้กำลังไฟเท่าไหร่และเครื่องสำรองไฟของคุณจ่ายไฟเท่าไหน่ซึ่งต้องให้พอดีกัน

          2. ความสามารถในการสำรองไฟ

          เครื่องสำรองไฟแต่ละรุ่นนั้นมีแตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็น Backup Time ที่เป็นตัวชี้วัดว่าเครื่องสำรองไฟนี้จะสามารถจ่ายไฟได้เป็นเวลานานเท่าไหร่หลังจากไฟดับ โดยบางรุ่นจะสามารถสำรองไฟได้ประมาณ10-30 นาที ไปจนถึง 1-3 ชั่วโมง ซึ่งเราก็ต้องดูอีกด้วยว่าคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่เราจะเชื่อมต่อนั้นมีกี่เครื่อง เพราะยิ่งมาก เวลา Backup Time ก็จะถูกหารให้น้อยลงไปด้วยนั่นเอง ทางที่ดีก็ควรหาซื้อที่มี Backup Time มากที่สุด โดยราคาค่างวดก็จะสูงตามไปด้วยนั่นเอง

          3. ดูอุปกรณ์อื่น ๆ ที่รองรับ

          นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์แล้ว อุปกรณ์อื่น ๆ ก็ยังสามารถใช้เครื่องสำรองไฟเพื่อการแจกจ่ายไฟฟ้าในยามฉุกเฉินได้ เช่น เครื่องปริ้น เครื่องสแกน เป็นต้น ก่อนซื้อเราจึงต้องดูพอร์ตเชื่อมต่อว่ามีเท่าไหร่ และเพียงพอต่ออุปกรณ์ที่เราจำเป็นในการใช้งานหรือไม่ ทางที่ดีควรเลือกจำนวน 2 พอร์ตขึ้นไป

            4. สถานที่ที่ใช้เครื่องสำรองไฟ

          หากจำเป็นที่จะติดตั้งในบริเวณที่ไม่กว้างมากนัก แนะนำให้ใช้เครื่องสำรองไฟขนาดใหญ่ เพราะสามารถต่อให้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ นอกจากคอมพิวเตอร์ได้อย่างสะดวกและประหยัดพื้นที่ แต่ถ้าอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นอยู่ห่างกันมากก็ให้ใช้เครื่องสำรองไฟเล็ก ๆ เสียบรางปลั๊กไฟต่ออุปกรณ์เครื่องต่อเครื่องไปเลย

          5. ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการควบคุม

          เนื่องจากเครื่องสำรองไฟนั้นถูกติดตั้งอยู่กับคอมพิวเตอร์ จึงจำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการควบคุมและดูและเช่นคอยปิดเครื่องให้ในเวลาที่ไฟฟ้าเกิดมีปัญหาและเราไม่ได้อยู่กับเครื่อง และที่สำคัญที่สุดคือมีการบันทึกการทำงานของเครื่องสำรองไฟอย่างละเอียดว่าเกิดเหตุการขัดข้องทางไฟฟ้านั้นเมื่อไรและอย่างไรบ้าง ซึ่งซอฟต์แวร์ดังกล่าวหลายคนมักจะมองข้ามความสำคัญไป ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจด้วย

            6. ความปลอดภัย

          เมื่อเป็นอุปกรณ์สำคัญที่มีส่วนประกอบเป็นไฟฟ้า ก็ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นพยายามหาเครื่องสำรองไฟแบบที่มีฟังก์ชั่นเสียงและไฟเตือนเมื่อเครื่องมีปัญหา ทั้งการลัดวงจรหรือเตือนว่าแบตเตอรี่กำลังจะหมด

          7. การรับประกัน

          เมื่อตัดสินใจจะซื้อเครื่องสำรองไฟนั้นบางคนคิดข้ามขั้นตอนไปถึงการนำไปเสียบกับรางปลั๊กไฟที่บ้านแล้วตั้งแต่อยู่ที่ร้านตัวแทนจำหน่าย เราอยากจะบอกว่าควรดูในเรื่องการรับประกันหลังการขายด้วย เพราะว่าเมื่อนำไปใช้แล้วนั้นอาจจะเกิดปัญหาขึ้นมาได้ แต่ถ้าอยู่ในเงื่อนไขการรับประกันแล้วล่ะก็ ก็สามารถที่จะส่งซ่อมหรือเปลี่ยนได้เลย จุดสำคัญอีกอย่างก็คือการเลือกที่มีมาตรฐาน ISO และ มอก. เพื่อความอุ่นใจในการใช้

          และนี่คือเรื่องราวของวิธีการเลือกเครื่องสำรองไฟสำหรับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องบอกว่ามีรายละอียดที่น่าสนใจและต้องพิจารณากันพอสมควร แต่อย่าลืมเลยว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้ ดังนั้นจงศึกษารุ่นและประเภทต่าง ๆ ของเครื่องสำรองไฟและปรึกษาผู้มีความรู้ก่อนซื้อและเสียบใช้งานกับรางปลั๊กไฟนะครับ

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *