เทคโนโลยีของหูฟังในวันนี้ที่คุณต้องรู้

"airpods"

            ในวันนี้หูฟังเปรียบเสมือนอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายเลยทีเดียวเพราะว่ามีบางคนเวลารู้ตัวเองว่าลืมเอาหูฟังติดตัวมาก็จะเกิดอาการเครียดกินไม่ได้นอนไม่หลับขึ้นมาทันที เพราะว่าสื่อต่าง ๆ ได้ถูกออกแบบมาให้สื่อสารในรูปแบบส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ก็มาอยู่ในอุปกรณ์พกพาส่วนบุคคลอย่างเช่นสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตซึ่งหูฟังก็คืออุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เลย เป็นโอกาสที่ผู้ผลิตหลายแบรนด์หลายเจ้านั้นได้พัฒนาหูฟังรุ่นต่าง ๆ มาให้พวกเราได้ใช้กันซึ่งมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป โดยที่ฮิตติดเทรนด์อยู่ตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้น “airpods” หูฟัง True Wireless จาก Apple นั่นเอง แต่ก็ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน

                ในเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีนั้นหูฟังในปัจจุบันก็ได้โฟกัสเป็นอย่างมากเพราะว่าได้เห็นถึงความสำคัญของการใช้งานที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน ซึ่งเทคโนโลยีที่แตกต่างกันย่อมเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ที่แตกต่างกันด้วย เช่นวัยรุ่น นักกีฬา หรือ นักธุรกิจ อาจอยากได้หูฟังที่ฟังก์ชั่นปลีกย่อยค่อนข้างไม่เหมือนกันวัสดุไม่เหมือนกันนั่นเอง

                ดังนั้นเราจะมาบอกถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่บรรดาหูฟังในปัจจุบันนั้นนิยมใช้กันว่ามีอะไรบ้างและเทคโนโลยีเหล่านั้นสามารถตอบความต้องการของผู้ใช้อย่างคุณได้มากน้อยขนาดไหนครับ

                1. Wireless

                เทคโนโลยี Wireless หรือการทำให้อุปกรณ์สามารถใช้งานได้โดยที่ไม่ต้องมีสายเชื่อมต่อนั้นถือว่ามีส่วนสำคัญกับวงการหูฟังโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากทำให้การสวมใส่และพกพาหูฟังนั้นเป็นไปได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้นโดยที่ในระยะเวลาหลายปีนั้นก็ได้มีการพัฒนาให้ยังคงคุณภาพของเสียงไว้อย่างครบถ้วนเหมือนกับแบบมีสาย ทั้งนี้หูฟังแบบ Wireless นั้นก็ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

                – หูฟัง Wireless

                ถูกแบ่งออกเป็น 3 แบบย่อยไปอีกนั้นก็คือ แบบมีสายคล้องคอ แบบ On-Ear และแบบ Over-Ear โดยแบบคล้องคอการสวมใส่จะเป็นเป็นได้ทั้งแบบ In-Ear และ Ear-Bud แต่ว่าจะไม่มีสายเชื่อมระหว่างตัวเครื่องมายังหูฟังเพราะว่าใช้ระบบ Bluetooth ในการเชื่อมต่อ ทั้งนี้จะมีสายคอยเชื่อมระหว่างหูฟังทั้งสองข้างอยู่ ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับผู้เริ่มต้นมากเพราะสะดวกสบายในการพกติดตัว สายที่ยึดติดกันนั้นเป็นสายคล้องคอหรือบางรุ่นก็จะมีสายสำหรับคล้องคอมาให้ต่างหากด้วย ส่วน On-Ear และแบบ Over-Ear ก็จะเหมือนกับแบบปกติแต่จะไม่มีสายเชื่อมกับตัวเครื่องนั่นเอง

                – หูฟัง True Wireless

                เป็นหูฟังที่มักจะมาในรูปแบบ In-Ear แต่ก็จะมีบางรุ่นที่ออกมาเป็นแบบ Ear-Bud อย่างเช่น “airpods” จาก Apple โดยที่หูฟังทั้งซ้ายและขวานั้นไม่มีสายที่เชื่อมต่อกันเลย ทำให้มีความคล่องตัวในการใช้งานมากขึ้นไปอีก แต่ว่าต้องแลกกับการเสี่ยงต่อการสูญหายด้วย

                2. ระบบตัดเสียงรบกวน

                หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Noise Cancelling ซึ่งสามารถที่จะทำให้เสียงที่อยู่ภายนอกรอบตัวเรานั้นไม่เข้ามารบกวนเสียงเพลงหรือสิ่งที่เรากำลังรับฟังอยู่ โดยหลัก ๆ จะมีการทำงาน 2 ระบบนั่นก็คือ

                – Passive Noise Isolation จะช่วยตัดเสียงรบกวนโดยที่ไม่ได้ใช้พลังงานไฟฟ้าแต่ว่าจะตัดเสียงผ่านวัสดุหรือตัวกลางอย่างเช่น ฟองน้ำ ยาง หรือ ซิลิโคน เป็นต้น ซึ่งก็สามารถกันเสียงรบกวนได้ในระดับหนึ่ง

                – Active Noise Cancelling เป็นการตัดเสียงรบกวนโดยใช้ไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งสามารถตัดเสียงรบกวนได้มากขึ้นโดยหลักการทำงานคือจะรับเสียงจากภายนอกและทำการวิเคราะห์ว่าเสียงใดคือเสียงที่เป็นการรบกวน โดยเมื่อจับได้แล้วก็จะยิ่งคลื่นจากไมโครโฟนออกไปเพื่อทำการสกัดกั้นนั่นเอง

                3. มาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น

                ถือว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของหูฟังในยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้โดยมาตรฐานการกันน้ำและฝุ่นนั้นควรเริ่มที่ IP54 ที่สามารถป้องกันละอองน้ำได้บ้างและป้องกันฝุ่นได้นิดหน่อย ไปจนถึงระดับล่าสุดอย่าง IP69K ที่ป้องกันน้ำจากแรงดันสูงและร้อนถึง 80 °C ได้และสามารถป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์แบบ

                และนี่คือเรื่องราวของเทคโนโลยีที่อยู่ในหูฟังในยุคปัจจุบันนั่นเอง หวังว่าจะถูกใจทุกท่านที่สนใจนะครับ

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *