iPhone 11 คุ้มค่าแล้ว ที่เลือกมา!

ถือเป็นการอัพเกรดครั้งใหญ่สำหรับ iPhone 11 ที่เปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยเฉพาะเรื่องกล้องที่เพิ่มเลนส์ Ultra wide เข้ามา รวมไปถึงการอัพเกรดประสิทธิภาพความแรงเทียบเท่ารุ่น Pro แต่สำหรับรุ่นนี้ถือว่ามาแทน iPhone XR ที่ถือว่าเป็นรุ่นประหยัดสำหรับ iPhone

iPhone 11

ในส่วนรูปร่างหน้าตาต้องบอกว่า iPhone 11 ถูกสร้างในพื้นฐานของ iPhone XR เดิมรายละเอียดต่างๆ จะคล้ายกัน โดยเริ่มต้นกับหน้าจอของ iPhone11 จะมีขนาด 6.1 นิ้ว พร้อมกับ Notch ตรงกลางจอ โดยหน้าจอเลือกใช้แบบ IPS LCD ความละเอียดไม่ได้มาก ถ้าเทียบไปแล้วกด็เลย HD+ มานิดหน่อยเท่านั้น ส่วนบนของเครื่องจะมาพร้อมกับ Notch ที่ติดตั้งระบบสแกนใบหน้า เรียกได้ว่าส่วนบนของหน้าจอยังมีรอยบากสำหรับใส่เซ็นเซอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้องอินฟราเรดสำหรับตรวจจับใบหน้า, เซ็นเซอร์วัดแสง, เซ็นเซอร์วัดระยะ, ลำโพง, Dot Projector ส่วนหน้าจอเป็นจอภาพที่ทางแอปเปิ้ลเรียกว่า Liquid Retina HD จอภาพมีขนาดใหญ่ 6.1 นิ้ว แสดงสีสันได้สวยงามตามและรวมไปถึงกล้องหน้าของเครื่องมีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล

พร้อมพัฒนาต่อจาก iPhone XR โดยเพิ่มเลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลที่เก็บภาพได้กว้าง 120 องศาที่เก็บภาพได้กว้างกว่าเดิม 4 เท่า ทำให้มองเห็นมุมที่กว้างกว่ากล้องแบบเดิมๆ สำหรับรุ่นนี้ยังมีเลนส์ Wide หรือเลนส์ปกติที่มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ซูม Optical ได้ 2 เท่า มีระบบ Focus Pixels 100% ช่วยโฟกัสภาพได้รวดเร็วกว่าเดิม อีกทั้งยังเก็บแสงได้ดีกว่าเดิมอีกด้วย จากการทดสอบถ่ายภาพในที่แสงน้อยก็ได้ภาพที่สว่างน่าประทับใจ แต่จะต้องถือกล้องให้นิ่งสักพัก เพราะตัวเครื่องจะทำการเก็บแสงให้ได้มากที่สุด ถือว่ารุ่นนี้ทำออกมาได้ดีทีเดียว

ในโหมดถ่ายภาพแบบ Portrait สามารถปรับหน้าชัดหลังละลายได้ด้วยการปรับรูรับแสงได้ต่ำสุด f/1.4 ไปจนถึง f/16 ยิ่งตัวเลขน้อย ฉากหลังก็จะยิ่งละลายมากยิ่งขึ้น และยังคงมีฟีเจอร์ Studio light ให้เลือกปรับแสงในแบบต่างๆ อีก 6 แบบ และยังเลือกปรับแสงได้อีกถึง 100 ระดับ ซึ่งจะช่วยปรับภาพให้หน้าเนียนยิ่งขึ้นด้วย จากเดิมที่สาวๆ เคยบ่นว่ากล้องหน้าของ iPhone ไม่ช่วยปรับใบหน้า มาในรุ่นนี้สามารถปรับให้หน้าดูเนียนขึ้นได้แล้ว นอกจากนี้ยังมีโหมดการถ่ายภาพต่างให้เลือกอย่างเช่น Time lapse, Panorama และ Slo-mo 240 เฟรมต่อวินาที ซึ่งสามารถถ่าย Slo-mo ได้ 120 เฟรมต่อวินาที จากกล้องหน้าก็ได้ด้วย ซึ่งทาง Apple เรียกว่า Slofie

สำหรับการถ่ายคลิปวิดีโอก็สามารถเลือกถ่ายได้ทั้งเลนส์ Wide แบบปกติ และเลนส์ Ultra wide เลือกปรับความละเอียดได้สูงถึง 4K ด้วยอัตรา 60 เฟรมต่อวินาที ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง แต่ก็จะใช้พื้นที่หน่วยความจำเยอะเช่นกัน นอกจากนี้แล้วการตัดต่อวิดีโอก็ยังมีฟีเจอร์เพิ่มมาให้อย่างเช่นการตัดต่อ การปรับเอียงวิดีโอ การใส่ฟิลเตอร์ให้กับคลิปวิดีโอ แต่หากต้องการลูกเล่นที่มากกว่านั้นก็สามารถใช้แอพฯ iMovie ที่มีลูกเล่นในการตัดต่อมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นแอพฯ ที่แถมมาให้กับ iPhone ทุกเครื่องอยู่แล้ว ชิพประมวลผลรุ่นใหม่อย่าง Apple A13 Bionic ถูกนำมาใช้ทั้งรุ่น iPhone11 และรุ่น Pro ให้ประสิทธิภาพความแรงที่เหมือนกัน และยังมาพร้อม RAM 4 GB ส่วน ROM หรือพื้นที่หน่วยความจำมีให้เลือกทั้งขนาด 64, 128 และ  256 GB จากการทดสอบใช้งานทั่วไป ไปจนถึงการเล่นเกม 3D หนักๆ ก็ทำได้ดี ภาพกราฟฟิคลื่นไหล ไม่กระตุก แต่ก็อาจจะทำให้เครื่องร้อนได้เมื่อเล่นเกมนานๆ จากการทดสอบด้วยแอพฯ Antutu Benchmark ได้คะแนนสูงถึง 478374 ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับฝั่งแอนดรอยด์

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *