นวัตกรรมเพื่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชน

apple pencil 1

            เทคโนโลยีในปัจจุบันได้เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยมีทั้งเป็นประโยชน์และเป็นโทษกับผู้ใช้งาน ซึ่งการที่เราจะใช้งานอุปกรณ์และเทคโนโลยีอย่างไม่เป็นพิษเป็นภัยกับตัวเองนั้นต้องรู้เท่าทันหลายอย่างเลยทีเดียว แต่ว่าท่ามกลางสิ่งที่เราไม่ไว้วางใจในโลกอันทันสมัยนั้น เทคโนโลยีกลับเปิดกว้างโลกของการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนในรูปแบบใหม่ ๆ เป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องวิชาการและศิลปะ อย่างเช่น “apple pencil 1” ซึ่งเราจะพาทุกท่านไปดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง

          1. Tablet สำหรับเด็ก

          ต้องยอมรับว่า Tablet คืออุปกรณ์ที่ถูกอกถูกใจเด็ก ๆ เป็นอย่างมาก เพราะสามารถ เล่นเกม เปิดดูการ์ตูนหรือสิ่งต่าง ๆ ในโลกอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งถ้าจะบอกว่าเป็นโทษนั้นก็อาจจะมีได้ถ้าหากว่าผู้ปกครองไม่แบ่งเวลาให่เด็ก ๆ เล่น แต่นอกจากเรื่องของความเป็นเทิงแล้ว Tablet ยังเป็นสิ่งที่สามารถเพิ่มเติมการเรียนรู้ที่รวดเร็วและได้ผลให้กับเด็ก

          หลายคนอาจจะคิดว่า Tablet สำหรับผู้ใหญ่นั้นเด็กก็น่าจะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหาแต่ถ้าจะให้ดูกันจริง ๆ แล้วความต้องการเฉพาะของเด็กและผู้ใหญ่นั้นแตกต่างกันพอสมควร เช่น Tablet สำหรับเด็กต้องมีขนาดเบาพกพาง่ายให้เข้ากับสรีระ มีสีสันสวยงามดึงดูดให้เด็กมาใช้งาน และรวมแอปพลิเคชั่นสำหรับการเรียนรู้ของเด็กไว้ด้วย

          โดยบางแบรนด์นั้นมีแอปพลิเคชั่นเพื่อการเรียนรู้แถมมาให้เป็นหมวดหมู่มากมาย โดยที่ไม่ต้องไปหาโหลดที่อื่นเลย บางรุ่นตัวเคสก็มีลูกเล่นเป็นตารางอักษรภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยมาให้ ช่วยเพิ่มทักษะการจดจำเป็นอย่างดี ในเรื่องประสิทธิภาพนั้นอาจจะไม่ได้เร็วแรงเท่ากับ Tablet เรือธงของผู้ใหญ่แต่ว่าสำหรับเด็ก ๆ นั้นขอบข่ายการใช้แค่การเรียนรู้และความบันเทิงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว

          2. ปากกา Stylus

          การวาดเขียนกับเด็ก ๆ นั้นถือว่าเป็นของคู่กัน โดยสมัยอดีตนั้นอาจใช้ดินสอสีกับกระดาษวาด ๆ ไป แต่ว่าในปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยี Tablet ได้เข้ามาและสามารถนำมาวาดเขียนได้อย่างมีอิสระมากขึ้นผ่านสิ่งที่เรียกได้ว่าปากกา Stylus ซึ่งใช้แทนดินสอสีในการวาดเขียนได้อย่างดีเลยทีเดียว ซึ่งปากกา Stylus นั้นก็มีหลากหลายประเภทให้ได้เลือกใช้งานไม่ว่าจะเป็นแบบ หัวยางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะว่าหาซื้อได้ง่าย ใช้งานไม่ยุ่งยากและราคาไม่แพง แต่ก็มีข้อเสียในเรื่องความทนทานและด้วยตัวปากกาที่ค่อนข้างใหญ่ทำให้วาดหรือให้รายละเอียดภาพเล็ก ๆ ได้ไม่ละเอียดนัก แบบหัวถัก Fiber สามารถทำให้สัมผัสในการวาดไปกับจอนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดอาการหน่วงจากแบบหัวยางออกไปได้ ซึ่งราคาก็จะสูงขึ้นมาด้วย อีกปบบก็คือหูแบบพู่กัน เหมาะกับน้อง ๆ ที่มีแววเป็นศิลปินแบบจริงจังเพราะว่าสามารถสร้างสรรค์งานแนว Illustration หรือจำลองการใช้สีน้ำได้เป็นอย่างดี

          และอีกแบบที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากแต่ว่าสามารถใช้งานบน iPad Pro เท่านั้นนั่นก็คือ “apple pencil 1” ซึ่งทาง Apple เคลมไว้ตอนที่สินค้าออกว่านี่ไม่ใช่ ปากกา Stylus แต่ว่าใช้งานได้เหมือนกับ Mouse Pen ที่สามารถทำงานได้หลากหลายและยืดหยุ่น เพราะสามารถควบคุม iPad Pro ได้เหมือนกับที่ใช้ Mouse ทำงานบนคอมพิวเตอร์ แต่ความสามารถแบบ Stylus นั้นก็ยังมีอยู่อย่างเต็มที่และเพิ่มเติมด้วยการรองรับแรงกดที่มีหลายระดับตามความหนักเบาของมือ ทั้งนี้ยังสามารถทำงานแบบเอียงได้เพื่อแรงเงาเส้นเหมือนกับดินสอ อัตราตอบสนอง 240 ครั้งต่อวินาที รับจุดตอบสนองมากกว่าการใช้นิ้วถึง 2 เท่าเลยทีเดียว

          ราคาของอุปกรณ์นี้อาจจะมากสักหน่อย โดยมีการขายแยกอยู่ที่ 3,500 บาท แต่ด้วยความอเนกประสงค์แล้ว ถ้าเด็ก ๆ นำมาใช้อย่างสร้างสรรค์ก็จะคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

          4. หูฟังสำหรับเด็ก

          ดนตรีถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เสริมสร้างการเรียนรู้ในศิลปะ และเป็นแรงบันดาลใจในการเป็นศิลปินนักร้องในอนาคต แต่หูฟังสำหรับผู้ใหญ่ที่ใช้ ๆ กันนั้นโดยเฉพาะหูฟังแบบครอบหูบางทีอาจจะไม่เหมาะสำหรับเด็กในเรื่องสรีระและเรื่องความดังของเสียงที่มากเกินไป ดังนั้นจึงมีหูฟังสำหรับเด็กออกมาอย่างเช่นหูฟังไร้สาย Bluetooth รุ่น JR300BT ของ JBL ที่มีดีไซน์สดใสน่ารัก น้ำหนักเบาและมีดีไซน์กระทัดรัดพอดีกับใบหูเด็ก

          และที่สำคัญก็คือมีเทคโนโลยี Safe Sound ที่ให้เสียงที่ดีในระดับที่กำลังพอดีที่ไม่เกิน 85dB ทำให้ปลอดภัยไร้กังวล

          และนี่คือนวัตกรรมเพื่อเด็กและเยาวชนที่เรานำมาเสนอกัน อย่าลืมนะครับว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญ แต่ว่าควรให้น้อง ๆ หนู ๆ ใช้แบบถูกวิธีนะครับ

วิธีการเลือก Power Bank ที่เหมาะกับคุณมากที่สุด

แท่นชาร์จไร้สาย

          ในตอนนี้นอกจาก Smartphone ที่เราต้องนำไว้อยู่ข้างกายเสมอแล้ว Power Bank ก็คืออีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและมีติดตัวกันแทบทุกคนเวลาออกจากบ้าน เพราะว่าในหนึ่งวันเราต้องใช้งาน Smartphone กันอย่างต่อเนื่องและหลายวัตถุประสงค์มากทำให้แบตเตอรี่ในเครื่องนั้นลดหายอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการมี Power Bank ที่ดีก็เป็นการต่ออายุแบตเตอรี่ของ Smartphone ในตอนฉุกเฉินได้ดีซึ่ง Power Bank ก็มีหลากหลายแบรนด์หลายประเภทให้ได้เลือกซื้อเลือกใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นแบบใช้สาย USB หรือเป็นแบบ“แท่นชาร์จไร้สาย” เป็นต้น

          แต่อย่างที่รู้กันว่าในท้องตลาดนั้นก็มี Power Bank ที่ออกมาวางขายมากมายหลายเกรด ความจุก็แตกต่างงกัน ซึ่งการที่จะเลือกได้อย่างตรงใจนั้นอาจจะต้องมาจากข้อมูลที่หลากหลายเปรียบเทียบกับความต้องการของผู้ซื้อ ซึ่งเราจะมาแนะนำกันว่าการเลือกซื้อ Power Bank ที่ดีและตรงใจนั้นต้องเป็นอย่างไร

               1. ความจุของตัว Power Bank

          เป็นเรื่องที่ควรคิดเป็นข้อแรก ๆ ในการซื้อ Power Bank เลยทีเดียว เพราะว่าเวลาที่เราใช้งานแบตเตอรี่ของ Smartphone หมด ความจุของ Power Bank ยิ่งนำมาชาร์จได้หลายรอบ โดยหน่วยความจุจะใช้เป็น mAh ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่ามีเท่าไหร่ก็สามารถดูได้ที่ตัวเครื่องซึ่งปกติจะมีเขียนเอาไว้อย่างชัดเจน ทั้งแบบรุ่นที่ใช้สาย USB หรือแบบแท่นชาร์จไร้สาย ซึ่งโดยปกติแล้ว Smartphone ทั่วไปจะมีแบตขนาด 2000mAh ดังนั้น Power Bank ก็ควรมีความจุไม่ต่ำกว่า 6000mAh กำลังดี แต่ไม่ควรมากกว่า 20000 mAh เพราะว่าจะไม่สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้

          2. ชนิดของ Power Bank

          ในปัจจุบันจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ แบบแรกคือจ่ายไฟผ่านสาย USB อย่างเดียว ซึ่งจะสามารถใช้ได้กับ Smartphone เกือบทุกรุ่น แค่เพียงเปลี่ยนสาย Port ให้ตรงตามสเปค โดยต้องดูที่ช่องจ่ายไฟของตัว Power Bank ว่าจ่ายไฟอยู่ที่เท่าไหร่ อย่างต่ำต้องมี  1.2 A และอีกช่องอาจจะจ่ายไฟได้สูงสุด 2.1 A ด้วย และอีกอย่างคือแบบ“แท่นชาร์จไร้สาย” ซึ่งไม่ต้องใช้สาย USB ในการจ่ายไฟแต่ว่าใช้การเชื่อมต่อแบบไร้สายซึ่งหน่วยการถ่ายกำลังไฟจะเป็น W ซึ่งมาตรฐานที่ใช้กันจะเป็น 5W และก็แล้วแต่รุ่นว่าจะมีเทคโนโลยี Quick Charge หรือเปล่า ซึ่งถ้ามีก็จะทำให้การชาร์จรวดเร็วขึ้นมาก

               ซึ่งแล้วแต่การใช้และงบประมาณของแต่ละบุคคลว่าจำเป็นที่จะต้องใช้งานแบบไร้สายหรือไม่ โดยถ้าเป็นคนที่ใช้ไว้เพื่อยามฉุกเฉินในการเดินทางก็อาจจะใช้แบบผ่านสาย USB อย่างเดียวก็พอ แต่ถ้าใครที่ต้องการฟังก์ชั่นครบครันยืดหยุ่นในการใช้งาน และต้องการความสะดวกก็มองหาแบบที่เป็นแท่นชาร์จไร้สายในตัวได้เลย

          3. แบรนด์

               ถ้าดูตามท้องตลาดในตอนนี้ที่มีแบรนด์ของ Power Bank ที่ออกมามากมายอาจจะตาลายไปหมดว่าควรซื้อแบรนด์ไหนดี เอาเป็นว่าพื้นฐานหลัก ๆ ก็อาจจะดูจุดเด่นที่มาของแบรนด์ในแต่ละโซนก็ได้อย่างแบรนด์ที่ผลิตจากญี่ปุ่นก็จะได้ในเรื่องของความน่าเชื่อถือ งานประกอบทำได้ค่อนข้างดีน้ำหนักเบาโดยที่ความจุนั้นก็มีมากเมื่อเทียบกับขนาด แต่ราคาก็จะสูง แบรนด์จากไต้หวันจะมีความสวยงามของดีไซน์โดยแบตเตอรี่ข้างในส่วนมากจะใช้จากญี่ปุ่น และส่วนมากจะมี 2 Port ไว้ใช้งานนั่นคือ 1.2 A และ 2.1 A และแบรนด์จากจีนที่เราคุ้นหูคุ้นตากันดีในตลาดซึ่งจะมีความจุให้เลือกหลากหลาย รวมถึงราคาถูกกว่าแบรนด์ที่มาจาก 2 โซนอย่างเห็นได้ชัด แต่งานประกอบในหลาย ๆ เจ้านั้นยังไม่ได้มาตรฐานเท่าไหร่ ดังนั้นต้องเลือกให้ดี

          4. มาตรฐานในเรื่องความปลอดภัย

          อันนี้สำคัญมากจริง ๆ เพราะว่าเราอาจจะเห็นข่าวการระเบิดของ Power Bank เป็นอุบัติเหตุผ่านตากันบ่อย ๆ ดังนั้นความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นก่อนซื้อจึงต้องดูไปถึงมาตรฐานความปลอดภัยด้วย โดยสัญลักษณ์ง่าย ๆ คือ มอก. นั้นเอง ซึ่งจะปรากฏอยู่บนกล่อง หรือดูที่สเปคในเรื่องความปลอดภัยอย่างเช่น Safety Valve เป็นต้น

          ใครที่กำลังหา Power Bank อยู่ละก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันนะครับ อย่าลืมว่าความปลอดภัยนั้นสำคัญมาก ๆ นะครับ

มาถ่ายรูปกับไอโฟน 6 กันเถอะ!!

ไอโฟน 6

               ในปี 2019 นี้ ใครยังมี “ ไอโฟน 6”  อยู่ในมือบ้างคะ?? ใครยังหลงใหลกับความคลาสสิกของกล้องไอโฟน 6 อยู่บ้างรึเปล่านะ เพราะว่าไอโฟน 6 ได้รับอิทธิพลในเรื่องของการออกแบบจาก iPad Air ที่มีกระจกด้านหน้าที่โค้งรอบขอบจอแสดงผล และในส่วนด้านหลังนั้นจะเป็นอลูมิเนียมผสมกับโลหะ จึงทำให้ไอโฟน 6 นั้นมีขนาดบางลงกว่าเดิม แถมยังใช้หน้าจอแบบ Retina HD อีกด้วย ไอโฟนรุ่นนี้ถูกทำให้บาง และความบางของเจ้าโทรศัพท์เครื่องนี้นั้นเพียง 6.9 มม. เท่านั้นเองค่ะ ในส่วนของหน้าจอนั้นมีขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียดของจอนั้นอยู่ที่ 1334 x 750 พิกเซล และยังมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ซึ่งปุ่มเปิด-ปิดเครื่องนั้นได้ย้ายมาไว้ด้านข้างของไอโฟนแทน ซึ่งทางบริษัท Apple นั้นได้เปิดตัวไอโฟนรุ่นนี้เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557 ซึ่งเราเชื่อว่าคนต้องมีคนที่ยังใช้โทรศัพท์รุ่นนี้อยู่ไม่มากก็น้อยนะคะ

               ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีที่แล้ว ทาง Apple นั้นได้มีโฆษณาที่เป็นแคมเปญบนป้ายบิลบอร์ดที่มีขนาดใหญ่มากๆ และแคมเปญนั้นก็คือ  “ Shot on iPhone 6”  พอเอ่ยชื่อแบบนี้แล้วรู้สึกคุ้นๆกันบ้างรึเปล่าคะว่ากำลังสื่อถึงอะไร เพราะว่าป้ายโฆษณานี้ก็ถูกติดอยู่ในกรุงเทพของเราเช่นกัน บางทีหลายคนอาจจะหลงลืมแคมเปญของโฆษณาตัวนี้กันไปบ้างแล้ว แต่ไม่เป็นไรค่ะ เราจะเตือนความจำให้คุณเอง ที่เรากล่าวไปตอนข้างต้นนั้น มันคือโฆษณาที่จะเอาภาพต่างๆที่ถูกถ่ายรูปด้วยไอโฟน 6 จากเมืองและสถานที่ต่างๆจากทั่วโลกได้มาแสดงและรับชมกัน และไม่อยากเชื่อจริงๆเลยว่าภาพเหล่านี้นั้นมีความสวยงามมากๆ บางภาพที่เห็นก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อสักเท่าไหร่ว่าไอโฟน 6 จะสามารถถ่ายรูปได้ขนาดนี้เชียวหรือ เพียงแค่ถ่ายรูปผ่านโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ไม่ได้ใช้กล้องโปรแพงๆอย่างที่คิดเลยสักนิด

               ไหนๆก็ไหนๆแล้วนะคะ วันนี้เราจะย้อนไปรำลึกถึงเคล็ดลับง่ายๆในการถ่ายรูปผ่านไอโฟน 6 กันดีกว่า

   เคล็ดลับการถ่ายรูปของไอโฟน 6

• ต้องเลือกโหมดในการถ่ายรูปให้เหมาะสม

   อย่างแรกก่อนที่เราจะถ่ายรูปนั้น เราต้องถามตัวเองก่อนว่าอยากถ่ายรูปแบบไหน เนื่องจากไอโฟน 6 นั้นสามารถเลือกโหมดในการถ่ายภาพได้ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายโหมดสี่เหลี่ยมจตุรัส ( Square) หรืออยากจะถ่ายภาพกว้างใหญ่ๆแบบพาโรนาม่า ( Panorama) ซึ่งความกว้างนั้นทำได้ถึง 360 องศาเลย อย่างเช่นถ้าคุณอยากถ่ายรูปเพื่อเอาไปลงในอินสตาแกรม ( Instagram) คุณก็ควรที่จะเลือกโหมดการถ่ายรูปแบบ สี่เหลี่ยมจตุรัส ( Square) เพื่อภาพที่ถ่ายออกมาจะได้ดูเหมาะสม

• การโฟกัสรูปถ่าย

   คุณรู้รึเปล่าคะว่าไอโฟน 6 สามารถโฟกัสรูปถ่ายได้ หลายคนสงสัยว่ามันจะโฟกัสรูปถ่ายได้ยังไงในเมื่อบางครั้งถ่ายรูปออกมาแล้วเกิดความเบลอ จริงๆแล้วปัญหานี้เกิดกันได้ทุกคนค่ะ เนื่องจากระหว่างที่คุณกดชัตเตอร์ไปนั้น คุณไม่ได้กดโฟกัสรูปภาพไป ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมรูปถึงออกมาเบลอ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะกดชัตเตอร์ คุณต้องเอานิ้วไปจิ้มตรงหน้าจอ อาจจะกดไปตรงสิ่งที่คุณอยากจะถ่าย เพียงแค่กดลงไปนั้นมันก็จะทำให้รูปถ่ายของเราชัดขึ้นมาทันที แบบนี้แหละค่ะที่เรียกว่าโฟกัส

• ใช้แอพพลิเคชั่น (Application) เสริม

   ใน App Store นั้นมีแอพพลิเคชั่น (Application) สำหรับกล้องแบบต่างๆมากมายให้คุณได้ดาวน์โหลดกันเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นแอพ VSCO, PicsArt และอีกมากมายที่ให้คุณดาวน์โหลดค่ะ ซึ่งแอพพลิเคชั่นตกแต่งรูปเนี่ยแหละค่ะจะช่วยเนรมิตรให้รูปของคุณนั้นให้สวยว้าวและมีความโดดเด่นมากขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัว

               พอเห็นคุณสมบัติของกล้องไอโฟน 6 แล้วนี่อยากไปซื้อใช้ให้มันรู้แล้วรู้รอดเลยนะคะ แต่อย่างไรก็ตามใครที่ยังอยากจะได้ไอโฟน 6 มาไว้ในครอบครองนั้นก็อาจจะยากสักหน่อย เนื่องจากไอโฟน 6 รุ่นนี้ก็ถูกเปิดตัวมาหลายปีแล้ว ถ้าอยากจะไปถอยรุ่นนี้กันอยู่ก็คงคิดหนัก เรียกได้ว่าเป็นของหายาก ยิ่งถ้าอยากได้มือหนึ่งล่ะก็นั้น เรียกได้ว่าเหมือนแรร์ไอเทมเลยก็ว่าได้ ถ้าอยากจะได้จริงๆลองไปหาตามร้านขายโทรศัพท์มือถือทั่วไปที่ขายโทรศัพท์มือสองดูก็ได้นะคะ อาจจะพอมีไอโฟน 6 หลงเหลือให้ซื้ออยู่บ้างค่ะ

กล้องวงจรปิดไร้สายนั้นดียังไง

กล้องวงจรปิดไร้สาย

               เดี๊ยวนี้ไม่ว่าที่ไหนๆเรามักจะเห็น “กล้องวงจรปิดไร้สาย” ติดตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน สถานที่ราชการ ร้านค้า หรือตามออฟฟิศที่ทำงานทั่วไป เป็นต้น ถ้าอยากจะเรียกภาษาชาวบ้านง่ายๆนั้นมันก็คือกล้องกันขโมยดีๆนี่เอง ซึ่งในปัจจุบันนั้นคนเราสมัยนี้นิยมติดกล้องวรจรปิดไร้สายกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากสังคมของเรานั้นมีเหตุการณ์ที่เกิดความไม่สงบอยู่บ่อยครั้ง แถมมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแทบจะตลอดเวลา ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น จะมีภัยเกิดกับตัวเองเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทราบได้ เพราะฉะนั้นการมีกล้องวงจรปิดไร้สายติดไว้ตามสถานที่ต่างๆนั้นยังไงก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

               กล้องวงจรปิดไร้สายนั้นก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการที่เราจะเลือกกล้องวงจรปิดสักอัน และในปัจจุบันนี้ไม่ว่าใครก็ให้ความสนใจกับการติดกล้องวงจรปิดเป็นอย่างมาก ด้วยความที่ระบบนั้นเป็นแบบไร้สาย แถมประสิทธิภาพการทำงานของกล้องวงจรปิดไร้สายนั้นก็มีความสามารถอย่างที่คุณไม่อยากจะเชื่อ เนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยนั้นทำให้กล้องวงจรมีความสามารถในเรื่องการส่งสัญญาณภาพได้ไกล แถมยังติดตั้งง่ายและไม่ยุ่งยากเลยสักนิดเดียว

               พูดถึงเรื่องกล้องวงจรปิดไร้สายแล้วนั้น จริงๆแล้วกล้องวงจรปิดไร้สายจะมีด้วยกันหลักๆก็คือ 2 แบบ คือแบบ กล้องวงจรปิดอนาล็อกแบบไร้สาย ( Analog Wireless CCTV) กับอีกแบบคือ กล้องวงจรปิดดิจิตอลแบบไร้สาย ( Digital Wireless CCTV) เราจะมาเปรียบเทียบความแตกต่างกันค่ะว่ามันมีความเหมือนหรือต่างกันยังไง

• กล้องวงจรปิดอนาล็อกแบบไร้สาย ( Analog Wireless CCTV)

   ถ้าพูดถึงกล้องวงจรปิดอนาล็อกแบบไร้สายนั้น เรียกง่ายๆมันคือกล้องวงจรปิดที่มีความสามารถในการส่งเสียงและส่งสัญญาณภาพผ่านทางคลื่นถี่ของวิทยุ ซึ่งโดนปกตินั้นระบบแบบอนาล็อกไร้สายจะมีช่างการส่งสัญญาณอยู่ประมาณ 300 ฟุต หรือ 91 เมตร ในพื้นที่ที่เปิด แต่การส่งสัญญาณจะลดลงได้ก็ต่อเมื่อมีสิ่งกีดขวางจำนวนมากในพื้นที่นั้นๆ

• กล้องวงจรปิดดิจิตอลแบบไร้สาย ( Digital Wireless CCTV)

   ในส่วนของกล้องวงจรปิดดิจิตอลแบบไร้สายนั้นจะแตกต่างกับแบบอนาล็อกอย่างเหนได้ชัด เพราะกล้องวงจรปิดดิจิตอลแบบไร้สายมีการแปลงสัญญาณวีดีโอและเสียงให้เป็นแบบดิจิตอลโดยการเข้ารหัส และในส่วนของการส่งข้อมูลนั้นก็จะมีความประสิทธิภาพกว่าระบบอนาล็อกแน่นอน ทั้งวีดีโอและเสียงนั้นจะมีคุณภาพที่สูงกว่า รวมไปถึงสามารถสื่อสารได้ถึง 2 ทางระหว่างเครื่องรับสัญญาณและกล้องวงจรปิด ซึ่งเรานั้นสามารถที่จะใช้สัญญาณของดิจิตอลในการส่งคำสั่งของฟังก์ชันได้ และอีกอย่างเราสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้มากกว่า 1 ตัว ซึ่งจะคล้ายๆกับเครื่องบันทึก DVR ในระหว่างที่เราจะส่งข้อมูลนั้น โปรดมั่นใจได้เลยว่าข้อมูลที่เราจะส่งไปนั้นจะไม่มีการสูญหาย เพราะการส่งข้อมูลแบบนี้นั้นจะถูกขโมยได้ยากเพราะมันอยู่ในรูปแบบของรหัส

               ปัญหาหลักๆของกล้องวงจรปิดไร้สายนั้นก็คือถ้าหากสถานที่ที่เราติดกล้องนั้นมีสิ่งกีดขวางมากมาย มันก็จะเป็นสาเหตุของการเกิดปัญหาอยู่เหมือนกันนะคะ ซึ่งปัญหานี้จะทำให้คลื่นสัญญาณนั้นถูกรบกวนและความแรงของสัญญาณนั้นก็จะเกิดการอ่อนลงได้ ก้วยเหตุนี้จึงเกิดปัญหาในส่งสัญญาณของภาพ และภาพกก็อาจจะเกิดการสะดุดและไม่เสถียร แต้ข้อดีของกล้องวงจรปิดไร้สายนั้นก็คือง่ายต่อการติดตั้ง ไม่ต้องเดินสายให้มันยุ่งยาก และสามารถย้ายการติดตั้งของกล้องได้ เวลาจะอัพเดทซอฟแวร์นั้นก็ทำได้ง่ายเช่นกัน

               เป็นยังไงบ้างล่ะคะ เราก็ได้ทราบกันแล้วว่ากล้องวงจรปิดไร้สายนั้นมีแบบไหนบ้าง และแต่ละแบบนั้นทำงานกันอย่างไร คุณคงเห็นประสิทธิภาพของกล้องวงจรปิดไร้สายแล้วก็คงจะทึ่งกับความสามารถของตัวกล้องแล้วใช่ไหมล่ะ รวมถึงความมีประสิทธิภาพสูง และไม่ได้ใช้งานยากอย่างที่คุณคิดไว้เลย ถ้าใครยังไม่มีกล้องวงจรปิดไร้สายนั้นอยากบอกว่าต้องรีบไปเป็นเจ้าของอย่างด่วนๆเลยนะคะ ยังไงมีไว้ติดบ้านให้อุ่นใจเพื่อความปลอดภัยของคุณและคนในครอบครัวเอง

เกม PC น่าเล่นปี 2019

acer swift 5 ราคา

               อย่างที่คอเกมทั้งหลายรู้กันดีว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือที่เรียกกันว่า PC นั้นไม่ว่าจะเป็นแบบตั้งโต๊ะหรือโน๊ตบุ๊คจะสามารถเล่นเกมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่ามีขุมกำลังจาก CPU รุ่นใหม่ ๆ พร้อมสเปคเครื่องที่เร็วแรงมาคอยสนับสนุน อย่างเช่น “acer swift 5 ราคา” 30,990 บาท

          และเกมที่ออกมาสำหรับเครื่อง PC นั้นก็มีออกมามากมายหลายยุคหลายสมัยแต่ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีได้นำพาเราให้ได้ทำความรู้จักกับเทคโนโลยีของเกมที่สมจริงสนุกสนานมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งในปี 2019 นี้เป็นปีที่มีเกมสนุก ๆ ออกมามากมาย ครั้งนี้เราจึงจะมาแนะนำเกม PC น่าเล่นปี 2019 กัน

          1. Resident Evil 2 Remake

               Resident Evil 2 เป็นอีกหนึ่งเกมที่เกมเมอร์ทั่วโลกต่างรอคอยเพราะว่านี่คือ Icon ของซีรีย์เกมสยองขวัญเอาชีวิตรอดของโลกจากยุค 90 จากค่าย Capcom เลยก็ว่าได้ ด้วยบรรยากาศที่น่ากลัวสยองขวัญและเกมเพลย์ที่ลื่นไหลสนุกสนานทำให้ประมาณ 20 ปีก่อนนั้นคือเกมสามัญประจำเครื่องของใครหลาย ๆ คน จนมาถึงปี 2019 ก็ได้ฤกษ์ที่ Resident Evil 2 ได้ออกมาหาแฟน ๆ อีกครั้งในรูปแบบ Remake ใหม่หมด มีภาพที่สวยงาม ระบบเกมเพลย์ที่ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น มุมมองการเล่นจากเดิมที่เป็นแบบกล้องวงจรปิดก็เปลี่ยนมาเป็นแบบมุมมองข้างหลังตัวละครข้ามไหล่ แถมซอมบี้ก็อึกและสมจริงสยองขวัญมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

          เนื้อเรื่องของ Resident Evil 2 Remake อิงตามต้นฉบับมาอย่างครบถ้วน แต่มีการเล่าเรื่องในแบบที่ตื่นเต้นเร้าใจมากยิ่งขึ้น ว่าด้วยนายตำรวจใหม่ไฟแรงนาม ลีออน เอส. เคนเนดี ที่จะต้องเข้าไปประจำการที่แรคคูนซิตี้แต่ต้องมาเจอเรื่องน่ากลัวสยองขวัญเมื่อคนทั้งเมืองกลายเป็นซอมบี้ไปหมดแล้ว โชคชะตาได้นำให้ลีออนได้มาพบกับ แคลร์ เรดฟิลด์ เด็กสาววัยรุ่นที่มาตามหาพี่ชายในเมืองจนได้เป็นเพื่อนร่วมทางหนีออกจากเมืองแห่งนี้ จนกระทั่งสืบทราบไปอีกว่าต้นกำเนิดของไวรัสนรกที่ทำให้ผู้คนทั้งเมืองกลายเป็นซอมบี้นั้นมาจากบริษัทที่ชื่อว่าอัมเบรลลาคอร์ปอเรชั่น

          ด้วยโครงสร้างเกมที่มีขนาดใหญ่และมีรายละเอียดมากมายทำให้ Resident Evil 2 Remake เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเล่นกับเครื่องคอมพิวเตอร์ PC ที่มีประสิทธิภาพดี หรือถ้าจะให้เต็มที่ไปเลยก็ต้องลองหาคอมพิวเตอร์ประกอบที่เน้าการ์ดจอและซีพียู เป็นต้น

               2. Jump Force

               เชื่อว่าคอการ์ตูนในประเทศไทยต้องรู้จักกับค่ายมังงะจากประเทศญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Jump แน่นอน เพราะว่ามีการ์ตูนชื่อดังมากมายอยู่ในสังกัดไม่ว่าจะเป็น Dragonball, One Piece, Naruto เป็นต้น ซึ่งในเกมนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Bandai Namco Entertainment โดยจะเชิญทุกตัวละครมาอัดกันในรูปแบบ Fighting ซึ่งการดีไซน์ตัวละครในเกมนี้นั้นจะแตกต่างจากในมังงะหรืออนิเมชั่น เพราะได้ใส่ส่วนผสมของมนุษย์ในโลกแห่งความจริงเข้าไป เช่นกล้ามเนื้อ เสื้อผ้า หรือแม้แต่เส้นผม

          ระบบเกมเพลย์จะเป็นในแนวเกม Fighting ที่มีวิธีการเล่นหรือการกดท่าปล่อยพลังไม่ยาก และแน่นอนว่าเอฟเฟคด้านภาพนั้นอลังการสมใจคอการ์ตูนแน่ ๆ เนื้อเรื่องหลักของเกมนี้ก็คือเมื่อเหล่าวายร้ายจากโลกการ์ตูนได้หลุดออกมาในโลกแห่งความจริง เหล่าฮีโร่ของเราก็ต้องตามออกมาปกป้องโลกให้สงบสุขด้วย

          และแน่นอนว่าถ้าคุณเป็นคอเกม PC และเกมแนว Fighting แล้วล่ะก็เกมนี้คุณไม่สมควรพลาดด้วยประการทั้งปวงยิ่งถ้ามี “acer swift 5 ราคา” 30,990 บาท ด้วยแล้วล่ะก็การถ่ายทอดความสวยงามและความอลังการของภาพก็ทำได้อย่างง่ายดาย

          3. DOOM Eternal

               ซีรีย์ DOOM เป็นเกมเดินยิงในมุมมองบุคคลที่ 1 ประจำชาติคนเล่น PC เลยก็ว่าได้ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่นำเกมแบบ FPS กับ Horror มาไว้ด้วยกันอย่างพอดิบพอดีโดยในปี 2019 ได้มีภาคใหม่ออกมาในชื่อ DOOM Eternal จากค่าย Bethesda

          รูปแบบเกมเพลย์ยังคงเหมือนเดิมแต่ได้ใส่ความสวยสดงดงามของเทคโนโลยีการสร้างเกมในยุคสมัยนี้ไปอย่างเต็มที่ ทำให้ใครที่เป็นเจ้าของ acer swift 5 ราคา 30,990 บาท ก็คงจะลุ้นระทึกสนุกสนานแน่นอน

          เป็นยังไงบ้างสำหรับเกม PC น่าเล่นปี 2019 หวังว่าคงจะถูกใจคอเกมทุกคนกันนะครับ ใครอยากจะเพิ่มประสบการณ์เล่นเกมก็อาจจะต่อเข้าจอขนาดพอดี ๆ ตามบทความนี้ของเรานะครับ

ถ่านไฟฉายชาร์จได้ ชาร์จดี

ถ่านชาร์จ aaa

ถ่านไฟฉาย และ แบตเตอรี่ อาทิ “ถ่านชาร์จ aaa” นับว่าเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์แบบพกพาที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากถ่านไฟฉาย และ แบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงานที่ทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์เหล่านั้นได้ กล่าวคือ “ถ่าน” หรือที่คนไทยหลายคนเรียกติดปากว่า “ถ่านไฟฉาย” สาเหตที่เรียกว่า ถ่านไฟฉาย เพราะบางทีกลัวจะไปสับสนกับ ถ่านที่เป็นแท่งๆ เอาไว้ใช้หุงต้ม และอีกสาเหตนึงของการใช้ชื่อนี้คือ คนสมัยก่อนนั้นนิยมซื้อถ่าน มาใส่ ไฟฉาย (Flashlight) เป็นหลักนั่นเอง

เทคโนโลยีถ่านหรือ แบตเตอรี่แห้ง นั้นเป็นเทคโนโลยีนี้มีมานานมากๆ แล้ว และยังคงเป็นที่นิยมอยู่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สาเหตที่ถ่าน ยังคงเป็นที่นิยมในปัจจุบันอยู่ ก็เพราะว่ายังมีอุปกรณ์เครื่องไฟฟ้าหลายชนิด ที่ยังคงจำเป็นจะต้องใช้ถ่านอยู่ดี ได้แก่ เครื่องคิดเลข นาฬิกาข้อมือ นาฬิกาแขวนหรือนาฬิกาตั้งโต๊ะ ไฟฉาย เป็นต้น โดยปัจจุบันถ่านแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1.ถ่านชาร์จไม่ได้ ได้แก่ AA,AAA,9V ซึ่งมีขายทั่วไปตามท้องตลาด และมีแยกย่อยออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

ถ่านแอลคาไลน์ เป็นถ่านที่ชาร์จไม่ได้ มีแรงดันไฟฟ้าที่ 1.5 V. ถ่านแอลคาไลน์เป็นถ่านที่มีแรงดันไฟฟ้าต่อเนื่องและความจุไฟฟ้ามากกว่าถ่านธรรมดาหลายเท่า ถ่านแอลคาไลน์เหมาะกับเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่ที่ต้องใช้กำลังไฟฟ้ามาก เช่น กล้องถ่ายรูป แฟลช เครื่องเล่นมัลติมีเดียต่างๆ ปัจจุบันตามท้องตลาด ถ่านแอลคาไลน์ชนิดนี้จะมีราคาประมาณ 20-30 บาทขึ้นไปแล้วแต่ยี่ห้อ

ถ่านทั่วไป AA/AAA เป็นถ่านที่ชาร์จไม่ได้ มีแรงดันไฟฟ้าที่ 1.5 V. เป็นถ่านที่มีราคาไม่แพงมาก ราคาทั่วไปตามท้องตลาดจะตกก้อนละ 4-6 บาท แล้วแต่ยี่ห้อ นิยมใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กำลังไฟที่ไม่มากนัก เช่น นาฬิกาตั้งโต๊ะ รีโมททีวี วิทยุขนาดเล็ก อื่นๆเป็นต้น ส่วนถ่าน 9V. ราคาตามท้องตลาดจะประมาณ 10-20บาท/ก้อน แล้วแต่ยี่ห้อ ลักษณะของถ่านชนิดนี้ มีเป็นก้อนสี่เหลี่ยม มีสองขั่วบนหัว มีแรงดันไฟฟ้า 9V. นิยมใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่กินไฟมาก เช่น ของเล่นเด็ก ไมค์ลอย อื่นๆเป็นต้น

2.ถ่านชาร์จได้ อาทิ ถ่านชาร์จ aaa เป็นถ่านที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลักจากหมดพลังงานแล้วโดยการนำกลับมาชาร์จ ซึ้งสังเกตง่ายๆจากตัวเลขด้านข้างของถ่านจะบอกความจุเอาไว้เช่น 600 mAh. , 1500 mAh , 2000 mAh.โดยเครื่องชาร์จ โดยถ่ายชาร์จนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

ถ่านชาร์จประเภท NICD หรือ Nickle Cadmium เป็นถ่านประเภทแรกที่ออกสู่ท้องตลาดมานานแล้ว แต่เนื่องจากเป็นถ่านที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงไม่เป็นที่นิยมและหายากขึ้นในท้องตลาดปัจจุบัน ถ่านชาร์จรุ่นเก่าประเภท NICD ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแล้วถ่านชาร์จรุ่นเก่าประเภท NICD ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแล้ว 

ถ่านชาร์จประเภท NiMH (Nickle Metal Hidried) ถ่านชาร์จประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในท้องตลาด เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงกว่า NICD และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ในปัจจุบันถ่านชาร์จ NIMH มีความจุสูงมากกว่าแต่ก่อนเยอะ เช่น 2700 mAh. หรือที่เห็นเยอะสุดบางยี่ห้อมีความจุถึง 2900 mAh. เช่น ถ่านชาร์จ aaa จะมีราคาต่อก้อนประมาน 80-130 ขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตามมาตราฐานของการตัดสินใจซื้อ ให้ลูกค้าดูที่วัสดุที่ใช้ในการผลิต หรือความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต(ยี่ห้อ) บางทีอาจใช้วิธีการสอบถามจากผู้ที่เคยใช้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบในการเลือกซื้อ เนื่องจากของเลียนแบบมีขายเยอะมาก ถ่านชาร์จประเภท NiMHถ่านชาร์จประเภท NiMH

ในปัจจุบัน ได้มีบางยี่ห้อผลิตถ่านชาร์จ NiMH ประเภทใหม่ออกมาสู่ท้องตลาดอีกได้แก่ NiMH ประเภท Low Self Discharge Battery (LSD) หรือบางยี่ห้อใช้ว่า Ultra Low Self Discharge Battery (ULSD) ซึ่งก็คงเป็นประเภทเดียวกัน แต่ใช้ชื่อให้แตกต่างกันตามการทำตลาดของแต่ละยี่ห้อ

ถ่านชาร์จ NiMH (Low Self Discharge) เป็นถ่านชาร์จ NiMH รุ่นใหม่ที่เพิ่งนำออกวางขายใน ปี 2007 นี้เอง โดยมีการเพิ่มคุณสมบัติของถ่านอัลคาไลน์ เข้าไปชดเชยในถ่าน NiMH แบบปกติ ก็คือ อัตราการคายประจุต่ำมาก ๆ แต่ก็มีความจุลดลงกว่า NiMH แบบเดิมประมาณ 20 % แต่ ก็สะดวกตรงนี้ไม่ต้องชาร์จบ่อย ๆ กรณีเก็บไว้นาน , หรือใช้บ้าง ไม่ใช้บ้าง เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า ที่ไม่ถี่นัก แต่ไม่ต้องกังวลกับการคลายประจุจะหมดของถ่านชาร์จ NiMH แบบเดิมเมื่อทิ้งไว้นาน ๆ เพราะหลายท่านอาจเคยเจอปัญหาการใช้ถ่านชาร์จแบบ NiMH แบบปกติ เมื่อชาร์จเต็มแล้ว ใส่ในกล้องถ่ายรูป ผ่านไป 2-3 วัน กล้องโชว์ Low Batt หลายคนอาจโทษกล้อง , โทษถ่านชาร์จ , โทษเครื่องชาร์จ ฯลฯ

ทีวี 32 นิ้ว แค่นี้ก็พอดีแล้ว

ทีวี 32 นิ้ว

ไม่ใช่เรื่องยากนักหากจะมองหาทีวีสักเครื่อง หรือ Smart ทีวี 32 นิ้ว เครื่องใหม่มาแทนทีวีจอตู้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันที่จะได้ Smart TV ที่ถูกใจและให้ประสิทธิภาพที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายออกไป เนื่องจากตลาดทีวีในปัจจุบันมีให้เลือกหลายแบรนด์ หลากรุ่น หลายขนาด อันดับแรกต้องมารู้จักก่อนว่า Smart TV คืออะไร

จากเดิมที่หลายบ้านคุ้นเคยกับการชมละคร ดูข่าว ดูรายการต่างๆ เพียงอย่างเดียว ผ่านทีวีจอตู้ขนาดหนาๆ แต่สำหรับ Smart TV ถูกพัฒนาในหลายๆ ด้าน อาทิ ตัวเครื่อืงที่บางลง ฟังก์ชันการใช้งานที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม, เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต, การเข้าเว็บบราวเซอร์, ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันเพิ่มเติมได้เสมือนการใช้สมาร์ทโฟน

ความแตกต่างของหน้าจอแต่ละประเภท

LCD (Liquid Crystal Display) เป็นเทคโนโลยีแรกๆ สำหรับทีวีจอแบน ใช้หลอดไฟ CCFL (Cold Cathode Fluorescent Lamp) ขนาดเท่าหลอดกาแฟ วางเรียงตัวเป็นแนวนอนอยู่ภายใต้หน้าจอเป็นตัวก่อกำเนิดแสง (Backlit) ทำงานร่วมกับ Color Filter ทั้ง 3 สี ได้แก่ สีแดง น้ำเงิน และเขียว ก่อนแสดงผลออกมาสีสันต่างๆ ที่เราเห็นบนจอภาพนั่นเอง

LED (light-emitting diode) เป็นประเภทของทีวียอดนิยมมากที่สุดในตลาด ต่อยอดเทคโนโลยีมาจาก LCD ใช้หลอดไฟ LED ขนาดจิ๋ว 3 สี ได้แก่ สีแดง น้ำเงิน และเขียว เป็นตัวกำเนิดแสง แต่กลับให้แสงสว่างได้ดีว่า LCD กินไฟน้อยกว่า และตัวเครื่องมีความบางยิ่งขึ้นอีกด้วย มีตั้งแต่ทีวี 32 นิ้ว ขึ้นไปเลยในปัจจุบัน

Plasma TV อีกประเภทของจอทีวี มีเม็ดพิกเซลที่สามารถให้กำเนิดแสงได้เองด้วยแรงดันไฟฟ้า แสดงภาพเคลื่อนไหวได้ดี ให้สีดำที่ดำสนิท สีสันมีความเป็นธรรมชาติ มีมิติและมุมมองของการแสดงภาพที่กว้างกว่า LCD TV แต่กระจกของ Plasma TV จะสะท้อนแสงเมื่อตั้งอยู่ในห้องที่มีแสงจ้ามากๆ ทำให้ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอลดคุณภาพลงไปพอสมควร รวมถึงมีอัตราการกินไฟมากอีกด้วย

OLED TV (Organic Light Emitting Diodes) เป็นประเภทของทีวีสมัยใหม่ ที่เสมือนเป็นการนำจุดแข็งของทีวีแต่ละประเภทมารวมไว้ในที่เดียว เม็ดพิกเซลสามารถให้กำเนิดแสงได้เองคล้ายกับ Plasma TV ไม่ต้องพึ่งหลอดไฟเหมือน LCD หรือ LED

จุดเด่นของจอ OLED คือความบางและความยืดหยุ่น สามารถพัฒนาหน้าจอให้มีความโค้งได้ กินไฟน้อย แสดงสีสันของภาพได้สม่ำเสมอไม่ว่าจะมองจากองศาใดก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยย่อมตามมาด้วยราคาที่แพงขึ้น

ระยะห่าง และขนาดทีวี เกี่ยวพันกันอย่างไร

หลายคนอาจไม่เคยวางแผนมาก่อนว่าจะเลือกตำแหน่งวางทีวีเครื่องใหม่ในระยะห่างเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมที่สุด ซึ่งบางคนอาจเข้าใจผิดอีกว่าระยะห่างไม่สำคัญ แค่จอใหญ่เท่าไหร่ยิ่งทำให้เห็นภาพที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่แท้จริงขนาดหากตั้งในระยะห่างที่เหมาะสมก็จะช่วยให้เราได้เห็นภาพที่คมชัด สีสันที่สร้างความประทับใจ และยังเปรียบได้กับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นงามที่ประดับอยู่ในบ้านของคุณอีกด้วย

– Smart TV 56 นิ้วขึ้นไป ระยะห่างควรอยู่ที่ 3 เมตรขึ้นไป

– Smart TV 46-55 นิ้ว ระยะห่างควรอยู่ที่ 2.5 ถึง 3 เมตร

– Smart TV 40-45 นิ้ว ระยะห่างควรอยู่ที่ 2 ถึง 2.5 เมตร

– Smart TV 32-39 นิ้ว ระยะห่างควรอยู่ที่ 1.5 ถึง 2 เมตร

Smart ทีวี 32 นิ้ว ลงมา ระยะห่างควรอยู่ที่ 1.5 เมตร หรือน้อยกว่านั้น

ความละเอียดของภาพ (Resolution)

เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเลือกซื้อ ซึ่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่าในตลาดบ้านเราความละเอียดเริ่มต้นของทีวีจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ HD (1366 x 768 Pixel) เป็นมาตรฐานความละเอียดที่แพร่หลายในตลาดปัจจุบัน , Full HD (1920 x 1080 Pixel) อีกหนึ่งความละเอียดที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ช่วยในการดูหนังแบบ Blu-ray, คอนเทนต์หรือรายการทีวีแบบ Full HD ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  

และ UHD (Ultra High Definition หรือ 4K) มีความละเอียดอยู่ที่ 3840 x 2160 Pixel สูงกว่า Full HD ถึง 4 เท่า ซึ่งประโยชน์ของการแสดงภาพในความละเอียดระดับ UHD จะช่วยให้เราได้ชมภาพที่มีความคมชัด เสมือนจริง

อีกหนึ่งข้อสังเกต คือ ลักษณะของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เนื่องจาก Smart TV อาทิ
ทีวี 32 นิ้ว หลายรุ่นมีความแตกต่างกัน บางรุ่นอาจใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสาย LAN, บางรุ่นใช้ Wi-Fi Adapter USB  หรือเชื่อมต่อ Wi-Fi แบบ Built-in ซึ่งเป็นประเภทที่มีมากับ Smart TV บางรุ่นเท่านั้น และราคาก็มีความแตกต่างกันไปตามสเปค

Projector โรงหนังย่อยๆ ส่วนตัวในบ้าน

เชื่อว่าหลายๆคน โดยเฉพาะที่สนใจเครื่องเสียง และระบบ Home Theater คงฝันอยากมีห้องดูหนัง และโรงหนังส่วนตัวในบ้าน เพื่อสร้างความบันเทิง และความสนุกสนานจากการดูภาพยนต์กับทุกคนในครอบครัว เมื่อมีโอกาสและความพร้อมก็ต้องจัดหาเครื่องฉายมาใช้ดูหนังให้ชื่นใจซักเครื่องแล้ว Projector แบบไหน ประเภทไหนที่เราควรเลือกซื้อให้เหมาะกับการใช้งาน

ในปัจจุบันเราจะเห็น Projector ที่วางขายในท้องตลาดมีให้เลือกใช้ และเลือกซื้อกันมากมายทั้งในส่วนของการนำเสนอผลงาน Presentation และการนำมาใช้งานในระบบ Home Theater

มาทำความรู้จักกันว่า Projector ประเภท ที่นิยมใช้งานกันทั่วไปมีกี่ประเภท และอะไรบ้าง โดยเราจะแยกประเภทของ Projector ตามลักษณะของการแสดงภาพออกเป็นแต่ละประเภทดังนี้

LCD (Liquid Crystal Display) Projector

เป็นที่นิยมกันมากทั้งการใช้งาน Presentation และการนำมาใช้งานในระบบ Home Theater การแสดงภาพของ LCD Projector จะใช้แสงยิงผ่าน Panel สี 3 ชุด (Red, Green, Blue) ส่งไปรวมกันเป็นภาพที่แผง LCD Panel และส่องผ่านชุดเลนส์ส่งเป็นภาพไปฉายที่จอรับภาพ LCD Projector ยี่ห้อที่นิยมใช้กัน เช่น Panasonic , Epson , Sanyo

ข้อดี : ให้ภาพที่สว่าง และมีสีสัน สดใส สวยงาม เสียงพัดลมเงียบ

ข้อเสีย : Pixel แต่ละ Pixel มีความห่างกันมากกว่า Projector ชนิดอื่น , ความคมของภาพ และความดำของภาพ ยังสู้เครื่องฉายระบบอื่นไม่ได้ , แผง Panel ของภาพเกิดการเหลื่อมของสีได้ง่ายกว่าระบบอื่น สังเกตง่ายๆ ด้วยการเปิด pattern สีขาว 100% จะเห็นว่าแสดงสีขาวไม่ขาวทั่วกันทั้งจอ

DLP (Digital Light Processing) Projector

เป็น Projector อีกหนึ่งประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด กับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการใช้งาน Presentation และการนำมาใช้งานในระบบ Home Theater การแสดงภาพใช้แสงยิงผ่านวงล้อสี Color Wheel ส่งภาพไปยังชิปแสดงภาพ DMD (Digital Micromirror Device)

ซึ่งประกอบไปด้วยกระจกสะท้อนแสงชิ้นเล็กๆจำนวนมาก ส่งภาพต่อไปยังชุดเลนส์ส่งเป็นภาพฉายไปที่จอรับภาพ DLP Projector ยี่ห้อที่นิยมใช้กัน เช่น Infocus , BenQ , Vivitek , Optoma

ข้อดี : ราคาไม่แพง แสงสว่างดีมาก , ให้ภาพและการเคลื่อนไหวที่ดี สีอิ่ม และสวยงามดูเป็นธรรมชาติ ,มี Pixel ที่ใกล้กันมากกว่าระบบ LCD ภาพจึงมีความคมชัด

ข้อเสีย : ความดำของภาพยังไม่ดำมาก ,เนื่องจากต้องยิงแสงผ่านวงล้อสี จึงทำให้เห็นแสงรุ้ง (Rainbow Effect) ได้ง่ายแต่ DLP Projector รุ่นใหญ่ๆแก้ไข ด้วยการเพิ่ม Speed ของ Color Wheel ให้สูงขึ้นถึง 6X จึงไม่มีปัญหานี้

LCOS (Liquid Crytal On Silicon) Projector

เป็น Projector ที่มีการรวมเอาข้อดีจากทั้งสองระบบคือ LCD และ DLP มารวมไว้ด้วยกัน แสดงภาพโดยการใช้การสะท้อนแสงของสีทั้ง 3 Panel (Red, Green, Blue) โดยใช้การสะท้อนแผ่น Liquid Crystal แทนการสะท้อนกระจกเงาบนชิป DMD

ซึ่งแผ่น Liquid Crystal จะประกอบด้วยเซลภาพจำนวนมาก จึงให้ภาพที่มีคุณภาพสูงกว่าทั้ง LCD และ DLP และเป็นที่นิยมมากในการนำมาใช้ในระบบ Home Theater LCOS Projector ที่นิยมใช้กัน (มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป) JVC เรียก DILA) ส่วน SONY เรียก SXRD

ข้อดี : มี Pixel ที่ชิดกันมากจึงมองไม่เห็น Screen Door หรือช่องว่างระหว่าง Pixel ,ให้ภาพที่สวยงาม และสีสันสดใส โดยเฉพาะคอนทราสท์และความดำของภาพที่ดีมากกว่าระบบ LCD และ DLP อย่างชัดเจน , การทำงานของเครื่องที่เงียบมากๆ

ข้อเสีย : ราคาสูงเมื่อเทียบกับระบบอื่น มีโอกาสเกิดการเหลื่อมของสีเพราะประกอบด้วย Panel 3 ชุดไม่เหมือนระบบ DLP ที่เป็น Single Chip แสงสว่างน้อยเมื่อเทียบกับบระบบอื่น จึงไม่เหมาะกับการใช้งานในห้องที่มีแสงรบกวน

นอกจากนี้ในปัจจุบันเริ่มมีการหันมาใช้ LED Projector และ LASER Projector กันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เท่า LCD, DLP และ LCOS

Laser Projector

เป็นนวัตกรรมใหม่ของ Projector ที่มีการนำ Laser มาใช้เป็นแหล่งกำเนิดแสง แทนหลอดภาพที่ใช้ใน Projector ทั่วไป จึงทำให้มีความสว่างที่ดี และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าหลอดภาพแบบทั่วไปเป็นอย่างมาก ซึ่งการใช้ Laser เองก็ยังแบ่งป็น 2 ระบบ

ระบบแรกจากทางค่าย EPSON เป็นการต่อยอดมาจากระบบ LCD ของ EPSON ส่วนอีกระบบจากทางค่าย JVC เป็นการนำเอาเทคโนโลยี DILA มาพัฒนาต่อเช่นกัน

วิธีดูแลรักษาแอร์ให้พร้อมใช้งานเสมอ

Air

          เครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญในประเทศไทยคงหนีไม่พ้นแอร์หรือที่เรียกกันว่าแอร์คอนดิชันเนอร์เพราะไม่ว่าจะฤดูกาลไหนนั้นอากาศก็ร้อนจนต้องพึ่งพาอยู่เสมอ แต่ว่าภายหลังจากที่ซื้อมาติดตั้งแล้วนั้นไม่ใช่ว่าซื้อมาแล้วก็แล้วกัน การดูแลบำรุงรักษาถือว่าเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการมีแอร์ไว้ติดบ้านเลยก็ว่าได้

               แต่ว่าเราในฐานะผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไป การทำความเข้าใจกับระบบการทำงานเพื่อการรักษาอย่างถูกวิธีนั้นอาจจะเป็นเรื่องยากจนต้องตามช่างหรือผู้รู้มาช่วยแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะเราไม่รู้ว่าที่แอร์ไม่เย็นเกิดจากอะไร ดังนั้นเราจึงจะมาบอกถึงวิธีดูแลรักษาแอร์ให้พร้อมใช้งานเสมอในทุกฤดู

          1. แผงกรองฝุ่น

          หรือที่เรียกแบบสากลว่าฟิลเตอร์เป็นส่วนที่สำคัญมาก ๆ ในการกรองฝุ่นจากอากาศที่เข้าไปในเครื่องก่อนที่จะเข้าไปยังคอยล์เย็นก่อนจะหมุนกลับมาเป็นอากาศภายในห้องซึ่งประเภทของแผงกรองฝุ่นจะขึ้นอยู่กับลักษณะโดยรวมของตัวเครื่อง มีทั้งแบบใยสังเคราะห์ ใยอลูมิเนียม หรือแบบที่มีแผ่นกรองกลิ่นในตัว เมื่อส่วนประกอบนี้เป็นด่านแรกที่ต้องพบเจอกับฝุ่นและดักจับไว้ ดังนั้นการอุดตันจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ ซึ่งเมื่อสะสมมาก ๆ แล้วระบบภายในก็จะไม่สามารถหมุนเวียนอากาศเข้าไปได้ ตัวเครื่องทำงานหนักกว่าปกติแต่ว่าอากาศในห้องไม่เย็น ทำให้เสียค่าไฟฟ้าโดยใช่เหตุ หนักไปจนถึงอาจจะทำให้เครื่องพังได้ เป็นสาเหตุที่บางคนไม่รู้ว่าแอร์ไม่เย็นเกิดจากอะไร

          การล้างแผงกรองฝุ่นเป็นประจำจึงเป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้ ควรทำเป็นประจำอย่างน้อยทุกอาทิตย์สำหรับบ้านที่มีการเปิดแอร์ทุกวัน แต่ถ้าบ้านไหนไม่ได้เปิดทุกวันหรือว่าไม่ได้ใช้เป็นเครื่องหลักก็อาจจะทำอย่างน้อยเดือนละครั้งก็ได้ โดยวิธีการทำความสะอาดก็คือใช้น้ำที่มีกำลังขับแรง ๆ ฉีดเข้าไปที่แผงให้ฝุ่นตลอดจนสิ่งสกปรกต่าง ๆ หลุดออก หรือถ้าเป็นแบบใยก็ใช้แปรงนิ่ม ๆ ช่วยในการซอกซอนก็ได้

          2. เส้นท่อคอยล์เย็น

          คือส่วนที่ช่วยในการทำความเย็นของแอร์ จะสามารถเห็นได้หลังจากการถอดหน้ากากตัวเครื่องออก รูปร่างมาตรฐานทั่ว ๆ ไปจะมีลักษณะเป็นท่อยาววางเป็นขดไปมา ซึ่งจะมีฝุ่นบางส่วนที่หลุดลอดไปจากแผงกรองฝุ่นเข้าไปติด และเมื่อเข้าไปติดมาก ๆ ก็จะเกิดฝุ่นที่หนาปกคลุม ซึ่งเมื่อเกาะกันหนามากขึ้นก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาอุดตันจนผู้ใช้ทั่วไปจะเกิดข้อสงสัยว่าแอร์ไม่เย็นเกิดจากอะไร ดังนั้นจึงต้องมีการล้างเส้นท่อคอยล์เย็นด้วย แต่อาจจะมีรอบเวลาการล้างที่นานกว่าประมาณ 1 ปีต่อครั้งเป็นต้น

          การทำความสะอาดควรใช้แปรงที่มีขนาดพอดี ๆ ลากลงเบา ๆ ไปยังบริเวณพื้นผิวที่มีฝุ่นเกาะอยู่ และปิดท้ายด้วยการใช้น้ำล้างออก แต่ถ้าเกิดว่าไม่ได้ล้างนาน ๆ หลายคนจะเกิดปัญหาฝุ่นจะเกาะกันจนมีสภาพคล้ายกาวอาจจะต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดที่ทำมาโดยเฉพาะซึ่งถึงแม้ว่าจะทำออกมาให้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้แต่ว่าก็ควรระวังและล้างมือด้วยน้ำสะอาดทุกครั้ว

          3. พัดลมที่อยู่ในคอยล์เย็น

          ในการที่จะเกิดลมเย็นออกมานั้นขาดอุปกรณ์ชนิดนี้ไปไม่ได้เลย โดยหลายคนที่มีปัญหาก็เพราะแอร์ไม่เย็นเกิดจากการที่พัดลมที่อยู่ในคอยล์เย็นเกิดการเสื่อมสภาพเพราะมีฝุ่นผงเข้าไปรวมตัวกันทำให้การหมุนเพื่อปล่อยลมออกมาไม่สม่ำเสมอเกิดการเสียหายหรือเสียค่าไฟเยอะกว่าปกติ

          ดังนั้นก็ต้องไปมองข้ามการทำความสะอาดในส่วนนี้ แต่เนื่องจากเป็นชิ้นส่วนที่อยู่ภายในดังนั้นก็ควรทำความสะอาดไปพร้อม ๆ กับเส้นท่อคอยล์เย็น แต่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากเพราะว่าในส่วนของใบพัดนั้นจะมีมอเตอร์อยู่ด้วย ดังนั้นอย่าให้โดนน้ำอย่างเด็ดขาดเพราะอาจจะทำให้มอเตอร์พังหรือไฟฟ้าลัดวงจรขณะเปิดเครื่องได้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดมาก ๆ เช็ดบริเวณใบพัดและรอให้แห้งค่อยประกอบเข้าไปอีกครั้ง

               และนี่คือเรื่องราวของวิธีดูแลรักษาแอร์ให้พร้อมใช้งานเสมอ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ให้ผู้ที่กำลังจะทำความสะอาดแอร์ด้วยตัวเองนะครับ

เทคโนโลยีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในการศึกษาอย่างไร

study-technology

เดี๊ยวนี้วิวัฒนาการในการเรียนหนังสือของเด็กสมัยนี้นั้นถูกพัฒนาให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเกี่ยวข้องเยอะมาก โดยเฉพาะกับเรื่องการศึกษา รวมถึงเทคโนโลยีที่ถูกคิด ถูกทำขึ้นมาให้มีความสามารถที่จะอำนวยความสะดวกสบายในส่วนของการเรียนเป็นอย่างมาก มันทำให้การเรียนหนังสือของเด็กสมัยนี้นั้นมีแต่ความสนุกสนาน ไม่มีความน่าเบื่อ ซึ่งมีความแตกต่างกับการเรียนการสอนของเด็กสมัยก่อนเหลือเกิน

เทคโนโลยีสมัยนี้มีประโยชน์สำหรับคนที่ยังเป็นนักเรียน หรือ นักศึกษามากๆ และยิ่งเวลาต้องไปเรียนหนังสือหรือเข้าคลาสเรียนที่มีการจดเลคเชอร์รัวๆ รวมถึงมีการแจกเอกสารการเรียนการสอนที่เยอะแยะไปหมดทั้งเทอม เยอะจนบางทีอาจจะเผลอจำไม่ได้ว่าชีทแผ่นไหนมาก่อน ชีทแผ่นไหนมาทีหลัง บางคนได้ชีทใบนี้ ขาดหน้านั้น บางคนทำชีทหายอีก ซึ่งปัญหาแบบนี้พบเจอกันได้บ่อยมากๆ และนี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่จะทำให้เกิดปัญหาในการเรียนไม่ทันของนักเรียนรวมถึงการที่เด็กไม่เข้าใจในเนื้อหาที่จะต้องเรียนแน่นอนค่ะ

  เนื่องจากสมัยนี้เนื้อหาในบทเรียนนั้นบางทีอาจจะยังไม่มีในหนังสือเรียน หรือมีแล้วแต่อาจจะยังไม่มากพอ ส่วนใหญ่อาจารย์ผู้สอนจะแจกเอกสารประกอบการเรียนการสอนที่เป็นชีทเสริม ซึ่งจะเป็นในลักษณะกระดาษที่เป็นแผ่นๆ และให้นักเรียนไปรวบรวมกันเอง ซึ่งเวลาอาจารย์แจกเอกสารที่เป็นแบบชีทเยอะๆนั้นอาจจะสร้างความเบื่อหน่ายให้กับคนที่ไม่อยากจะต้องแบกชีทเยอะๆแบบนั้นกับการเรียนทั้งเทอม ซึ่งถ้าเกิดคลาสนั้นนักเรียน หรือ นักศึกษาไม่ได้ทำการเข้าเรียน นั่นหมายความว่าชีทที่อาจารย์แจกในคาบที่เราไม่ได้เข้าคลาสก็จะขาดหายไป ถ้าอยากได้ชีทเก่าที่ตัวเองยังไมได้ก็ต้องไปตามกับอาจารย์วิชานั้นด้วยตัวเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องเสียเวลาเหมือนกันนะคะ หรือไม่ก็ต้องฝากเพื่อนของเราให้เก็บชีทให้ ถ้าเพื่อนใจดีก็อาจจะเก็บชีทเรียนไว้ให้เรา แต่จริงๆแล้วใครจะไปเก็บชีทเรียนให้เราทุกคาบในวันที่เราขาดเรียนใช่ไหมล่ะคะ รวมถึงงการจดเลคเชอร์ก็เหมือนกัน บางคนด้วยความรีบร้อนอาจจะยังไม่ได้เตรียมดินสอ ยางลบ ปากกาที่มีความหลากหลายสีสันที่เราอยากจะต้องพกเยอะๆเพื่อที่จะเพิ่มความไม่น่าเบื่อให้กับการจดเลคเชอร์ รวมถึงสมุดจดลายน่ารักๆกับไม้บรรทัดอีก ทุกอย่างที่พูดมานั้นคืออุปกรณ์สำหรับการจดเลคเชอร์บนกระดาษ รวมถึงจดสิ่งที่อาจารย์กำลังสอนอยู่ด้วย แต่ว่าปัญหานี้กำลังจะหมดไปแล้วค่ะ เนื่องจากปัจจุบันนั้นเด็กสมัยนี้จะพก iPad Air แทนการพกสมุดจดที่เป็นเล่มๆด้วยซ้ำ เนื่องจากเวลาที่มีแจกเอกสารสำหรับการเรียนการสอน อาจารย์ก็แจกผ่านในรูปแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะส่งผ่านอีเมลหรือผ่านไลน์ อีกอย่างสามารถ Copy Share ไฟล์เอกสารผ่านออนไลน์ได้อย่างง่ายๆ รวมถึงไม่ต้องกังวลด้วยว่าเอกการสำหรับการเรียนหรือชีทที่อาจารย์แจกนั้นเราจะได้ครบรึเปล่า บางคนใช้ iPad Airในการวาดรูป มีการโยงเส้นทำเป็น Mind Mapping เพื่อสร้างความเข้าใจกับเนื้อหาที่กำลังเรียนอยู่ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้จริงๆค่ะ ใน iPad Air มี Applications ต่างๆมากมายที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน นอกจาก Apple จะมี Applications ต่างๆที่ให้ความบันเทิงแล้ว ในเรื่องการศึกษาก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกันค่ะ มี Applications เกี่ยวกับการเรียนเป็น 1,000 แอปกันเลยทีเดียว เช่น Applications ที่ทุกคนต้องมีนั้นคืออแอป GoodNotes หรือ Notability นั่นเอง ซึ่งแอปเหล่านี้จะช่วยทำให้เนื้อหาของเรานั้นมีความน่าสนใจมากขึ้น และยังสามารถวางแผนหรือสร้างแพลนเนอร์ให้กับตัวเองได้อย่างง่ายๆกันเลยทีเดียว

  สำหรับเด็กสมัยใหม่ในปัจจุบันที่มี iPad Air สำหรับการเข้าเรียนนั้นมันอำนวยความสะดวกมากเลยนะคะ ยิ่งปัจจุบัน iPad Air ราคานั้นไม่ได้แพงมากเหมือนอย่างที่คิด บางคนอาจจะคิดว่า iPad Air ราคาสูงไปหรือเปล่า หลายคนเกิดคำถามว่ามันสมควรสำหรับนักเรียน หรือ นักศึกษาที่ต้องการใช้ iPad Air ราคาแบบนี้หรือไม่ บางทีมันจะเกินตัวไปไหม อยากจะบอกตรงนี้เลยค่ะ iPad Air ราคาในปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่เหมาะแก่การลงทุนเพื่อการศึกษาของเด็กรุ่นใหม่โดยเฉพาะ นอกจากจะสามารถจดเลคเชอร์ผ่าน iPad Air แล้วนั้น iPad Air ยังช่วยสร้างสรรค์ผลงานอีกหลายอย่างให้กับคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน