ทำไมต้อง huawei

huawei

อย่างที่รู้กันว่า huawei(หัวเว่ย) เป็นอีกแบรนด์ที่ลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยงบประมาณจำนวนไม่น้อย (จากข้อมูลในปี 2016 ระบุว่า huawei ใช้เม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นงบประมาณด้านการทำวิจัยและพัฒนา) ซึ่งมาถึงตอนนี้ หัวเว่ย กำลังขยายโอกาสในตลาดเอเชียแปซิฟิกพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เรียกว่า Smart Education

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยเริ่มมีการพัฒนาด้านไอซีทีอย่างแพร่หลายแล้ว แต่ยังพบปัญหาด้านการพัฒนาบุคลากรด้วย ทำให้ หัวเว่ย ต้องการนำเสนอโซลูชั่นเพื่อเสริมความแข็งแกร่งพร้อมกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศไทยซึ่งควรเริ่มต้นและดำเนินการอย่างรวดเร็ว จากตัวอย่างในประเทศจีนซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2009 โดยเริ่มต้นจากมหาวิทยาลัยนำร่อง 20 แห่ง เพื่อวางรากฐานและขยายเครือข่ายไปทั่วประเทศรวมถึงระดับมัธยมศึกษาด้วย เชื่อว่าประเทศไทยสามารถทำได้เช่นกันแต่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีระบบที่ดี

การเติบโตของแบรนด์อย่าง หัวเว่ย ถือได้ว่าน่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ภาพลักษณ์ของหัวเว่ยยังเป็นแค่เพียงสมาร์ทโฟนจากจีน และได้รับความสนใจค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับแบรนด์สมาร์ทโฟนอื่นๆ ในท้องตลาดอย่างซัมซุงหรือแอปเปิ้ล แต่ตอนนี้หัวเว่ยกลับก้าวผ่านจุดนั้นขึ้นมา

จนเติบโตได้ติดอันดับต้นๆ หรืออยู่แถวหน้าของวงการสมาร์ทโฟน ทุกแบรนด์หรือผู้ผลิตทั้งวงการจะต้องหยุดมองเมื่อหัวเว่ยออกสินค้าใหม่ๆ หัวเว่ย ค่อยๆ ไล่ไต่กระแสอันเชี่ยวกรากของตลาดสมาร์ทโฟนดีขึ้นเป็นลำดับ แม้หัวเว่ยจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมาร์ทโฟน ด้านเทคโนโลยีเครือข่ายอยู่แล้ว แต่การสร้างอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคก็ต้องการความรู้ และความเชื่อมั่นด้านอื่นๆ เพื่อกระตุ้นผู้บริโภคด้วย

ดังนั้น เพื่อให้เกิดการเจริญเติบโต หัวเว่ยจึงได้จับมือร่วมงานกับ Leica แบรนด์กล้องระดับตำนานของเยอรมัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวกระโดดอันสำคัญของหัวเว่ยเลยทีเดียว จากการร่วมมือในครั้งนี้ หัวเว่ยได้สร้างปรากฎการณ์เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น หัวเว่ย P9 สมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ Leica ร่วมออกแบบทั้งในส่วนของเลนส์และซอฟต์แวร์กล้องภายใน จนสร้างกระแสสมาร์ทโฟนที่ถ่ายรูปง่ายและสวยไปทั่วอินเทอร์เน็ต

ความสำเร็จของ P9 นั้นสร้างผลดีไปในหลายมิติ ทั้งเสริมภาพลักษณ์ของหัวเว่ยว่าสามารถสร้างสมาร์ทโฟนที่ดีในราคาไม่แพง ผู้ใช้หลายคนที่อยู่นอกวงการถ่ายรูปก็ได้รู้จักความแน่นอนและทรงพลังของแบรนด์ Leica เสริมภาพความเป็นพรีเมี่ยมแบรนด์ของ Leica ให้สื่อสารกับผู้ใช้กลุ่มใหม่ได้ เรียกได้ว่าการเปิดตัว P9 คือการสร้างความรับรู้และการมีตัวตนของแบรนด์ได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากการร่วมมืออันสำคัญนี้ แล้วยังมีเหตุผลอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้หัวเว่ยก้าวเข้ามาเป็นอันดับต้นๆ ของวงการสมาร์ทโฟน อาทิ รูปแบบและดีไซน์สินค้าที่สวยงาม จะเห็นได้ว่าจุดอ่อนของหลายๆ แบรนด์คือการออกแบบตัวเครื่องที่ดูซ้ำซากจำเจ หรือ ลอกรูปแบบจากผู้ผลิตรายใหญ่ๆ มา แต่สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยเราจะสังเกตได้ว่าจะมีดีไซน์ที่สะดุดตา เน้นการผสมผสานกัน มีพื้นผิวสัมผัสที่พิเศษ สีสันแปลกตา มีการผลิตที่ใส่ใจในรายละเอียด

เมื่อลองได้สัมผัสถือจะรู้สึกว่าหนักแน่น ไม่ก็อบแก๊บ ขอบมุมเครื่องต่างๆ ถูกเจียเก็บให้จับถือได้สบาย อีกทั้งยังมีการทดสอบความทนทานให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ทั้งการทดสอบการตกกระแทก การบิดตัว ความทนทานต่อแสงแดด ความทนทานต่ออุณหภูมิ เป็นต้น

เมื่อก้าวมาถึงจุดที่สามารถทำสมาร์ทโฟนที่เป็นไลฟ์สไตล์ได้เป็นที่รู้จักชัดเจนขึ้น มีตัวตนที่ชัดขึ้น เรื่องของราคาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม หัวเว่ย ที่เป็นเจ้าของบริษัทผลิตและออกแบบชิปประมวลผลที่ใหญ่ที่สุดในจีนอย่าง HiSilicon ซึ่งมีผลิตภัณฑ์มากมายหลากหลาย

โดยเฉพาะจุดเด่นอย่างชิป ตระกูล Kirin ที่ใช้สำหรับสมาร์ทโฟน ซึ่งการที่หัวเว่ยสามารถออกแบบชิปประมวลขึ้นใช้เอง ทำให้หัวเว่ยสามารถออกแบบการทำงานของชิปให้สอดคล้องกับซอฟต์แวร์ภายในเครื่องได้ ส่งผลให้สร้างสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพสูง ในราคาที่ไม่แพง และอย่างยิ่งในรุ่น Mate 30 Pro ที่พร้อมเปลี่ยนวิธีคิด เปิดรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซึ่งรุ่นนี้พร้อม Rethink Design HUAWEI Mate 30 Pro lifestyle circle ฉายความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด ผ่านกล้อง 4 ตัว ของ HUAWEI Mate 30 Pro ที่ถูกโอบล้อมด้วยวงแหวน halo ซึ่งเป็นการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบของการสะท้อนและการหักเห อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

เลือกอุปกรณ์เสริมสำหรับรถอย่างถูกใจใช่เลย

กล้องติดรถยนต์

                ทุกคนที่มีรถยนต์เป็นของตัวเองนั้น คงอยากให้การขับขี่ของตัวเองเป็นไปอย่างสบายใจไร้กังวลรวมถึงสะดวกสบายเหมือนกับอยู่ในบ้านมากที่สุด ดังนั้นอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เพื่อรถยนต์จึงถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องอย่างเช่น กล้องติดรถยนต์ ที่มีไว้สำหรับบันทึกภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ นอกรถ หรือว่า จอ LCD และเครื่องเสียงในรถที่สามารถต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนเพื่อเล่นสื่อ Streaming ต่าง ๆ ได้

                เราจะพาทุกท่านที่กำลังจะหาอุปกรณ์เสริมสำหรับรถยนต์มาไว้ให้คันเก่งไปดูวิธีเลือกซื้อและพิจารณาว่าวิธีการเลือกอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นต้องเป็นอย่างไรถึงจะถูกใจมากที่สุด

                1. กล้องติดรถยนต์

                ถ้าพูดถึงอุปกรณ์เสริมสำหรับรถยนต์ในปัจจุบันก็ต้องนึกถึงอุปกรณ์อันนี้เป็นอย่างแรก ๆ เลย เพราะว่าจากข่าวสารในปัจจุบันนั้นมีเหตุการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่ยืนยันได้ว่าอุปกรณ์เสริมสำหรับรถยนต์ชิ้นนี้นั้นจำเป็นอย่างมากในการใช้รถขับขี่บนท้องถนน โดยก่อนที่จะซื้อควรพิจารณาถึงหัวข้อสำคัญดังต่อไปนี้

                – ความละเอียดของวีดีโอ

                แน่นอนว่าการบันทึกเหตุการณ์ในแต่ละครั้งนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการระบุสภาพแวดล้อมบริเวณที่ปรากฏในจอได้อย่างชัดเจน ซึ่งความละเอียดของวีดีโอนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากโดยมาตรฐานในตอนนี้อย่างน้อยก็ต้องเป็น HD 720p หรือจะให้แน่นอนก็ต้องเป็น FULL HD 1080p นั่นเอง

                – FPS ที่ลื่นไหล

                อีกหนึ่งความสำคัญด้านภาพของอุปกรณ์นี้ก็คือการเคลื่อนไหวที่ราบลื่นโดยคำที่ใช้เรียกก็คือ Frame Per Second หรือว่า FPS นั่นเอง ซึ่งควรมีมาตรฐานอยู่ที่ 30 FPS กำลังดีเพราะว่าให้ภาพที่ลื่นไหลไม่กระตุกในขณะที่ไม่เปลืองแบตเตอรี่มากจนเกินไป

                – ถ่ายในที่แสงน้อยได้

                โดยอย่างที่รู้กันว่าเหตุการณ์สำคัญนั้นไม่เลือกว่าจะเกิดขึ้นในช่วงใด ดังนั้นคุณสมบัตินี้จึงจำเป็นมาก เพราะว่าถ้าเกิดถ่ายภาพในช่วงกลางคืนแล้วดูไม่รู้เรื่องก็จะเปล่าประโยชน์ไปเลย ดังนั้นควรเลือกที่มีโหมด Night Shot หรือการบันทึกภาพในเวลากลางคืน หรือในที่มีสภาพแสงน้อย ทำให้สามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจน

                2. สัญญาณกะระยะถอยหลัง

                เป็นอุปกรณ์ที่ในปัจจุบันนี้มักแถมมากกับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ อยู่แล้ว โดยสำคัญมากทีเดียวเพราะเวลาจะไปจอดในที่แคบ ๆ หรือที่ไม่คุ้นเคยจะได้กะระยะได้อย่างถูกต้อง ซึ่งส่วนมากจะแถมที่มีราคาถูกมาให้ซึ่งจะทำงานได้ไม่ดีเท่าไหร่อย่างเช่นกะระยะไม่แม่นยำ หรือมีอายุการใช้งานสั้น ซึ่งจะมีผลเสียตามมาอีกมากมาย ดังนั้นถ้าจะซื้ออุปกรณ์นี้มาใช้ควรพิจารณาถึงข้อมูลต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

                – สัญญาณเสียงจะต้องดังฟังชัด

                หลักการทำงานนั้นคือเมื่อตัวเซนเซอร์เข้าใกล้วัตถุเท่าไหร่ก็จะมีเสียงดังและยิ่งถี่มากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าห่างออกไปจะได้ยินเสียงดังยาว ๆ เพียงแค่เสียงเดียว ดังนั้นก่อนที่จะซื้อควรทดลองก่อนว่ามีฟังก์ชั่นดังกล่าวทำงานได้สมบูรณ์แบบหรือเปล่า

                – จำนวนของตัวเซ็นเซอร์

                ข้อนี้ควรพิจารณามากเช่นกันเพราะว่าถ้ามีจำนวนเซ็นเซอร์น้อยเกินไปอาจจะทำงานได้อย่างไม่ครอบคลุม เวลาเจอวัตถุอะไรด้านหลังที่มีขนาดไม่ใหญ่มากอาจจะจับไม่ได้และทำให้รถยนต์เกิดความเสียหายได้ ดังนั้นควรเลือกที่มีตัวเซ็นเซอร์ไม่ต่ำกว่า 4 จุด เพื่อให้การตรวจจับสัญญาณเป็นไปได้อย่างดีเยี่ยมที่สุด

                3. จอ LCD ติดรถ

                เป็นความบันเทิงที่ช่วยผ่อนคลายให้กับผู้ใช้รถในยามที่การจราจรติดขัดได้มาก โดยสามารถดูข่าวสารความเคลื่อนไหวหรือความบันเทิงผ่านจอได้ โดยในยุคนี้ควรเลือกดูจากข้อดังต่อไปนี้

                – ความคมชัด

                จอ LCD นั้นมีอยู่หลายชนิดและหลายแบรนด์ ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพของภาพที่ออกมานั้นย่อมไม่เหมือนกัน โดยที่แนะนำในการดูสื่อบันเทิงนั้นก็คือต้องมีความละเอียด 300,000 พิกเซลขึ้นไป เนื่องจากจะมีความละเอียดและนุ่มนวลของภาพได้อรรถรสในการรับชม และควรมีการเคลือบสารที่ป้องกันแสงสะท้อนจากแสงแดดหรือแสงไฟภายนอกรถทำให้ถนอมสายตามากขึ้น

                – ขนาด

                จะมีขนาดมาตรฐานเริ่มต้นตั้งแต่ 5″ ถึง 10″ หรือ 15″ นิ้ว แล้วแต่ความชอบหรือว่าขนาดของรถ ระบบภาพต้องเป็นแบบ NTSC และ PAL โดยตอนติดตั้งควรให้กลมกลืนกับตัวรถ ดังนั้นควรเลือกที่เหมาะสมให้ดีที่สุดก่อนซื้อ

                และนี่คือเรื่องราวของอุปกรณ์เสริมสำหรับรถ ไม่ว่าจะเป็น กล้องติดรถ สัญญาณกะระยะถอยหลัง หรือว่า จอ LCD เลือกดูกันได้ตามความชอบเลยนะครับ

Apple iPhone XS Max

iPhone XS Max

ปัจจุบัน เราได้เดินทางมาถึง iphone xs max กันแล้ว เป็นอย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ไอโฟน (iPhone) เมื่อเอ่ยถึงชื่อนี้ เชื่อว่าหลายคนทั้งนอกและในวงการเทคโนโลยีต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่นอน เพราะ iPhone เป็นโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพลิกโฉมวงการมือถือและได้กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมประจำปีจากนิตยสารไทม์ โดยเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ iPhone เป็นโทรศัพท์มือถือแบบไร้ปุ่มกดหมายเลขโทรศัพท์ แต่จะมีเพียงปุ่มเดียวที่โดดเด่นรู้จักกันในชื่อปุ่มโฮม (Home)

ส่วนการใช้งานจะสั่งการทำงานผ่านหน้าจอสัมผัสแบบมัลติทัชบนระบบปฏิบัติการที่แอปเปิลพัฒนาขึ้นมาเองเรียกว่า iOS เป็นตัวขับเคลื่อนให้กับ iPhone ปัจจุบัน iPhone ได้กลายเป็นโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนในฝันของใครหลายๆ คนบนโลก

อนึ่ง ไอโฟนนับว่าเป็นโทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตและมัลติมีเดีย ซึ่งผลิตและจำหน่ายโดยบริษัท Apple และด้วยสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้คนสนใจและจับตามองไอโฟนเป็นอย่างมากก็เนื่องจากคือการเก็บรักษาความลับของสินค้าที่แทบจะไม่เล็ดลอดออกมาเลยทีเดียว ดังนั้นการเปิดตัวสินค้าในแต่ละครั้งสร้างความหน้าตื่นตาตื่นใจได้เสมอ ทุกครั้งที่ออกสินค้าตัวใหม่

และใหม่ล่าสุดกับพ.ศ นี้ iphone xs max ที่มาพร้อมกับ Concept ว่า “ขอต้อนรับสู่โลกใหม่ของจอใหญ่” ซึ่งจะทำให้คุณได้พบกับ Super Retina สองขนาด โดยหนึ่งในนั้น คือจอภาพที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบน iPhone แล้วยังมี Face ID ที่เร็วยิ่งขึ้น ชิพที่ทั้งฉลาดและทรงพลังที่สุดในสมาร์ทโฟน พร้อมด้วยระบบกล้องคู่สุดล้ำ เรียกได้ว่า ไอโฟน XS Max คือขีดสุดของทุกอย่างที่คุณชอบเกี่ยวกับ iPhone

จอภาพ Super Retina OLED ในสัดส่วนใหม่หมดของความงาม

อย่างที่ได้กล่าวกันไปเบื้องต้นแล้วว่า เตรียมพบกับ Super Retina สองขนาด โดยหนึ่งในนั้นคือจอภาพที่ใหญ่ ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบน iPhone แล้วยังมี Face ID ที่เร็วยิ่งขึ้น ชิพที่ทั้งฉลาดและทรงพลังที่สุดในสมาร์ทโฟน พร้อมด้วยระบบกล้องคู่สุดล้ำ เรียกได้ว่า ไอโฟน รุ่นนี้คือขีดสุดของทุกอย่างที่คุณชอบเกี่ยวกับ iPhone ด้วยจอภาพ Super Retina ในแบบใหญ่และใหญ่ขึ้น OLED แบบเฉพาะบน ไอโฟนXS-Max ถ่ายทอดสีสันได้แม่นยำที่สุดในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน

อีกทั้ง ยังมาพร้อม HDR และสีดำที่ดำสนิท วัสดุที่ไม่ธรรมดา กระจกที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน และยังมีสีทองใหม่สวยงามผ่านกระบวนการที่ลงลึกถึงระดับอะตอม พร้อมขอบสแตนเลสสตีลเกรดเดียวกับที่ใช้ทำเครื่องมือศัลยกรรมซึ่งผ่านการตัดแต่งรูปทรงอย่างแม่นยำและอีกระดับของความสามารถในการทนน้ำและฝุ่น

Face IDใบหน้าของคุณคือรหัสผ่าน

iPhone รุ่นนี้ มาพร้อมกับ Face ID ที่ล้ำหน้านำสมัย ความปลอดภัยจะเป็นเรื่องง่ายๆ เมื่อใบหน้าของคุณคือรหัสผ่าน คุณสามารถปลดล็อค iPhone ล็อกอินเข้าสู่แอพหรือบัญชีต่างๆ และอีกมากมายได้เพียงแค่เหลือบมอง นี่แหละการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน และวันนี้ก็ยังทำงานได้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

ชิพ A12 Bionic อันชาญฉลาด

จากการพัฒนาในทุกส่วน นี่คือชิพที่ทั้งฉลาดและทรงพลังที่สุดในสมาร์ทโฟน พร้อมด้วย Neural Engine เจเนอเรชั่นถัดไปของเรา เพื่อประสบการณ์เทคโนโลยีความจริงเสริมอันน่าทึ่ง การควบคุมระยะชัดลึกที่ให้คุณถ่ายภาพบุคคลได้สวยงามประทับใจ และความรวดเร็วลื่นไหลในทุกๆ อย่างที่คุณทำ

ระบบกล้องคู่สุดล้ำ

ยอมรับได้เลย iPhone รุ่นนี้จะเป็นกล้องที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกนี้ คือนิยามของยุคใหม่แห่งการถ่ายภาพด้วยเซ็นเซอร์สุดล้ำที่ทำงานร่วมกับ ISP และ Neural Engine เพื่อให้คุณสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อนและก็นี่ iPhone รุ่นนี้มาพร้อม 4G LTE Advanced ที่ดาวน์โหลดได้เร็วสุดขั้ว5

และยังเป็น iPhone ที่มีความจุสูงสุดเท่าที่เราเคยสร้างมา ด้วยพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มีมากถึง 512GB

ไม่มีโทรศัพท์ไหนเหมือน iPhone ทุกการตัดสินใจและการคิดทบทวน คือสิ่งที่ทำให้ iPhone แตกต่างจากโทรศัพท์อื่นๆ เริ่มตั้งแต่การผลิต การผสานความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยเข้าด้วยกันตั้งแต่แรกเริ่ม ไปจนถึงวิธีอันล้ำสมัยที่เราใช้ในการรีไซเคิลส่วนประกอบของเครื่อง

            ทั้งนี้ ไอโฟนxs max ราคา อาจจะบาดใจใครๆ หลายคน แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ และประสิทธิภาพแล้ว xs max ราคา ก็คุ้มค่าที่จะจับจองมาเป็นเจ้าของอย่างหลีกเลี่ยงได้

ASUS โน๊ตบุ๊คราคาถูก แต่ทรงพลัง ครบครัน

โน๊ตบุ๊คราคาถูก

หากพูดถึงโน๊ตบุ๊กของแบรนด์ ASUS แล้ว หลายท่านอาจจะนึกถึงตระกูล ZenBook ที่มาพร้อมกับความสวยงามด้านงานออกแบบ พร้อมสเปกแบบจัดเต็มเป็นหลัก แต่โน๊ตบุ๊กตระกูล VivoBook ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยที่เป็น โน๊ตบุ๊คราคาถูก มาในราคาไม่ถึงสามหมื่น

อีกทั้งยังมาพร้อมกับจุดเด่นด้านตัวเครื่องที่มีความบางเบา เหมาะแก่การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ พร้อมดีไซน์ตัวเครื่องที่เหมาะแก่ผู้ใช้งานวัยรุ่น และวัยทำงาน นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับสเปกภายในที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งการทำงาน และความบันเทิง ซึ่งในวันนี้ทางทีมงาน Techmoblog ก็มีโน๊ตบุ๊กน้องใหม่จากตระกูล VivoBook มารีวิวให้ทุกท่านได้รับชมกันนั่นก็คือ ASUS VivoBook S14 S430UN โน๊ตบุ๊กตัวท็อป         

ถ้าพูดถึงคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กแล้วผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงในระดับโลกคงหนีไม่พ้น ASUS แน่นอนโดยมีหลายซีรีย์ที่น่าสนใจ โน๊ตบุ๊กตระกูล VivoBook ถือว่าเป็นอีกหนึ่งซีรี่ย์ที่น่าสนใจ เพราะถูกออกแบบรูปลักษณ์มาให้ดูทันสมัยเหมาะกับวัยรุ่นเพิ่มความสวยงามด้วยแถบสีด้านข้าง วัสดุดีและมีความบางเบา เหมาะสำหรับการพกพาออกไปใช้งานนอกบ้าน ถึงจะมากับหน้าจอ 14 นิ้ว แต่ขอบด้านข้างเหลือพื้นที่น้อยมากๆทาง ASUS เรียกว่าดีไซน์แบบ NanoEdge ช่วยให้ตัวเครื่องมีขนาดเล็กพอๆ กับโน๊ตบุ๊ค 13 นิ้วทั่วไป

ไม่ใช่แค่การออกแบบที่สวยงามทันสมัย กล่าวคือ ถ้าพูดถึงตัวท๊อปของ ASUS หนึ่งในนั้นคือตระกูล VivoBook นั่นเอง จุดเด่นคือความบางเบาของตัวเครื่องที่เหมาะแก่การพกพาไปนอกสถานที่ มีสีสันที่โฉบเฉี่ยวสดใส ประกอบกับประสิทธิภาพที่พร้อมทั้งทำงานและความบันเทิง ซึ่งในปี 2018 นี้ทาง ASUS ก็ได้เปิดตัว ASUS VivoBook S14 S430UN คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กใหม่ล่าสุดในซีรีย์ออกมาให้ฮือฮากัน

            ASUS VivoBook S14 S430UN มาพร้อมกับความโดดเด่นด้านสเปก ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ NanoEdge ขอบบางเฉียบขนาด 14 นิ้ว, ขุมพลัง CPU ที่เป็น Generation ใหม่จาก Intel อย่าง Core i7-8550U สามารถทำ Turbo Boost ได้ 4.0GHz บวกกับหน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB แบบ DDR4 หน่วยประมวลผลกราฟิก GPU Nvidia GeForce MX150 2GB GDDR5 มาพร้อมหน่วยความจำภายในประเภท Dual Storage ซึ่งประกอบไปด้วย SSD ขนาด 256GB + HDD ขนาด 1TB ลำโพง Stereo ระบบเสียง SonicMaster

            พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C 3.1 จำนวน 1 พอร์ต / USB Type-A 3.1 จำนวน 1 พอร์ต / USB 2.0 จำนวน 2 พอร์ต / HDMI จำนวน 1 พอร์ต / Combo Audio Jack 3.5 มม. จำนวน 1 พอร์ต / microSD Card Reder จำนวน 1 พอร์ต รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11ac, Bluetooth 4.2 บนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home

            ASUS VivoBook S14 S430UN ถูกออกแบบรูปลักษณ์มาให้ดูทันสมัยสไตล์สมาร์ทโฟนเลยทีเดียว ซึ่งยอมรับว่าทำได้ดีมากและน่าจะถูกใจวัยรุ่น บอดี้โลหะอลูมิเนียมขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด โลโก้ ASUS ตรงกลางเครื่องเด่นชัด มีเฉดสีให้เลือกถึง 5 แบบ แต่ที่เราจะพูดถึงกันนี้คือสีเทา Star Grey

            ตัวเครื่องมีความบางเฉียบเพียง 18 มิลลิเมตร น้ำหนักเบาราว 1.4 กิโลกรัม ทำให้พกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสะดวก โดยบริเวณขอบนั้นจะมีสีโทนสว่างมาตัดกับสีโทนเข้มของตัวเครื่อง โดยสี Star Grey จะมาพร้อมกับขอบตัวเครื่องสีแดงซึ่งสวยงามดูทันสมัยมากแต่ก็ยังคงความเรียบหรูไว้ได้

            สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างคือบานพับจอ เพราะเป็นนวัตกรรมแบบใหม่ในชื่อ ErgoLift โดยเมื่อเปิดบานพับตัวแป้นคีย์บอร์ดจะยกขึ้นทำมุม 3.5 องศา และจะมีขาตั้งเล็ก ๆ ขึ้นมาทำหน้าที่เสริมหน้าจอ โดยทั้งหมดจะช่วยให้เกิดการระบายความร้อนจากตัวเครื่องได้ดีกว่าเดิมและทำให้วางมือเพื่อพิมพ์ทำได้อย่างสะดวก

            มาถึงประสิทธิภาพการใช้งานกันบ้าง แม้ว่า Intel Core i7-8550U ที่อยู่ในตัวเครื่องจะเป็นแบบประหยัดพลังงาน แต่ก็มีประสิทธิภาพที่มากกว่าคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กสำหรับทำงานออฟฟิศทั่วไปและสามารถใช้งานอื่น ๆ ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการรับชมภาพยนต์ความละเอียดสูง การตกแต่งรูป หรือการตัดต่อวิดีโอ ทั้งนี้ไม่พบอาการหน่วงหรือช้ากับโปรแกรมพื้นฐานใด ๆ รวมถึงระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ก็ลื่นไหลหายห่วงได้

            ส่วนการ์ดจอ Nvidia GeForce MX150 2GB GDDR5 ก็สามารถเล่นเกมที่ภาพค่อนข้างสวยอย่าง FIFA Online 4 รวมถึงเกมยอดฮิตอย่าง PUBG บนระดับภาพสูงสุดได้อย่างสบาย   

            โดยรวมแล้ว ASUS VivoBook S14 S430UN ถือเป็นคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คราคาถูก ที่น่าประทับใจ เมื่อเทียบกับราคาที่ไม่ถึง 30000 บาท แล้วนี่คือตัวเลือกที่น่าสนใจมากทีเดียว

วิธีการเลือกโน๊ตบุ้คที่ถูกใจใช่เลย

"hp notebook"

               โน๊ตบุ้คยังคงเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับเรื่องของงานและความบันเทิงอยู่มาก เพราะประสิทธิภาพโดยรวมที่ทำงานใหญ่ ๆ ได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต และหลายแบรนด์หลายรุ่นก็ได้ใส่ความสามารถเศษต่าง ๆ ไปเพื่อเป็นจุดขายและเชิญชวนให้ผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ในด้านต่าง ๆ มาเลือกใช้ อย่างเช่น hp notebook, acer notebook, lenovo notebook เป็นต้น

          ท่ามกลางสินค้าโน๊ตบุ้คที่มากมายในท้องตลาด หลายคนที่ต้องการจะซื้อรุ่นใหม่เพื่อมาใช้งานอาจจะงงว่าต้องเลือกอย่างไรถึงจะเหมาะสมและคุ้มค่ามากที่สุด มาเลยครับ เราจะพาทุกท่านไปไขข้อข้องใจให้หมดไป พร้อมที่จะถอยโน๊ตบุ้คเครื่องใหม่อย่างสบายใจ

          ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโน๊ตบุ้คประเภทต่าง ๆ กันก่อนเลยดีกว่าว่ามีประเภทใหญ่ ๆ อะไรบ้าง

          – แบบปกติ

          มีขนาดกำลังพกพาแบบพอดี ๆ เหมาะกับนักเรียนนักศึกษาหรือพนักงานออฟฟิศ หรือนำมาตั้งทำงานต่าง ๆ ที่บ้าน มีขายทั่วไปในร้านต่าง ๆ ในราคาประมาณ 10000 บาทขึ้นไป จอก็มีขนาด 12-15 นิ้ว การใช้งานก็ทั่ว ๆ ไปอย่างพิมพ์งาน เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนัง ฟังเพลง ดังนั้นสเปคจึงไม่ได้หวือหวามาก อย่าเอาไปใช้งานหนัก ๆ อย่างเล่นเกมภาพสวย ๆ หรือทำงานกราฟิกหรือตัดต่อก็ไม่มีปัญา

          – แบบ Ultrabook

               ลักษณะโดยรวมจะคล้ายคลึงกับโน๊ตบุ้คแบบปกติ แต่ว่าจะเน้นการพกพาเป็นหลักทำให้มีขนาดที่บางและเบากว่าแบบปกติค่อนข้างมาก โดยราคาก็จะสูงขึ้นมากประมาณเครื่องละ 20000 บาทขึ้นไป

          ข้อดีอื่น ๆ ของ Ultrabook ก็เป็นแบตเตอรี่ที่ทนทาน โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 6 ชั่วโมง และด้วยความที่เจาะกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้ที่ทำงานนอกบ้านประสิทธิภาพโดยรวมจึงต้องใกล้เคียงกับ PC Desktop ซึ่ง CPU ก็จะใช้สถาปัตยกรรม Haswell หน่วยความจำจะรับส่งกันอยู่ที่ 80 MB ต่อวินาที รวมถึงฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่บางรุ่นจัดมาให้อย่างระบบ Touchscreen หรือ สั่งงานด้วยเสียง เป็นต้น

          – แบบ Gaming

               เกมกับเรื่องคอมพิวเตอร์นั้นเป็นสิ่งที่ขาดกันไม่ได้เลยทีเดียว ดังนั้นโน๊ตบุ้คประเภท Gaming นั้นจึงเป็นที่ต้องการของเหล่าเกมเมอร์ในยุคที่ E-Sport กำลังเฟื่องฟู โดยแน่นอนว่าต้องมีสเปคที่เร็วแรงเพื่อทำให้เล่นเกมระดับเทพ ๆ ได้อย่างลื่นไหล ดังนั้น CPU จะต้องแรงโดยตั้งต้นตั้งแต่ระดับ Core i5 เป็นต้นไป

          การ์ดจอก็ต้องเป็นแบบแยกอย่างรุ่น GTX 1050 นั่นเอง และจุดเด่นก็จะเป็นแบบถูกใขวัยรุ่นแบบติดไฟ LED แบบ RGB และด้วยสเปคและดีไซน์ที่แปลกใหม่นั้นทำให้ราคาจะสูงตามไปด้วย ซึ่งจะเริ่มต้นที่ประมาณ 20000 บาท

          มาต่อกันที่ข้อสำคัญที่เราควรพิจารณาก่อนการซื้อโน๊ตบุ้คในแต่ละครั้งกันดีกว่า

          1. CPU

               หรือที่เรียกในภาษาไทยว่าหน่วยประมวลผล ซึ่งเป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องมี โดยในตอนนี้จะมี 2 แบรนด์หลัก ๆ ที่ขายกันในท้องตลาด นั่นคือ Intel และ AMD โดยมีคำแนะนำคือในตอนนี้ถ้าใครกำลังจะมองหาเครื่องที่ใช้ CPU ของ Intel ก็ควรมองGen 8 ขึ้นไป เพราะเป็นรุ่นใหม่ และ AMD ก็แนะนำเป็นระดับ Ryzen ขึ้นไป

          2. GPU

               หรือในภาษาไทยเรียกว่าการ์ดจอ โดยทั่วไปจะถูกออกแบบมา 2 แบบ นั่นก็คือออนบอร์ดกับการ์ดจอแยก ซึ่งถ้าเป็นแบบการ์ดจอแยกจะสามารถถ่ายทอดกราฟิกสวย ๆ ออกมาได้ เหมาะกับการทำงานเกี่ยวกับการออกแบบและการเล่นเกม โดยแบรนด์ของการ์ดจอแยกจะมีที่นิยมกันคือ

          NVIDIA เป็นแบรนด์ที่นิยมกันหมู่นักเล่นชาวไทย ตัวเริ่มต้นจะเป็น GT ที่เล่นเกมทั่ว ๆ ไปได้ ต่อมาก็เป็น MX ที่โดดเด่นเรื่องการกินไฟที่ต่ำ และ GTX และ RTX ซึ่งที่ถ่ายทอดการเลนเกมได้อย่างเต็มประสทธิภาพที่สุด

          AMD ตัวนี้ก็ดังในระดับสากลไม่แพ้กัน โดยรุ่นที่ได้รับความนิยมก็จะเป็น R7, RX และ VEGA เป็นต้น ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์ก็มีให้เลือกใน hp notebook หลาย ๆ รุ่น

          3. Hard Disk

               หน่วยความจำที่ต้องบอกว่ายิ่งมีเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งเก็บข้อมูลเพลงหรือหนังได้มากขึ้นเท่านั้น โดยมาตรฐานทั่วไปในตอนนี้ควรมีประมาณ 1TB ขึ้นไป โดหน่วยความจำอีกประเภทที่กำลังได้รับความนิยมนั่นก็คือ Solid-State Drives  หรือ SSD นั่นเองซึ่งเซฟและอ่านข้อมูลได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม ซึ่งราคาก็จะแพงขึ้นไปด้วย

          และนี่คือวิธีการเลือกโน๊ตบุ้คที่หวังว่าจะถูกใจผู้ที่จะเลือกโน๊ตบุ้คเพื่อการใช้งานในแบบต่าง ๆ นะครับ

IoT นั้นดีอย่างไร

เครื่องปริ้น epson

                              เชื่อว่าหลายท่านคงได้เคยได้ยินหรือว่าทำความรู้จักกับเทคโนโลยี IoT หรือว่า Internet of Things กันมาบ้างแล้ว นั่นก็คือการที่เครื่องใช้ฟ้าในบ้านหรืออุปกรณ์ที่ติดตัวเรานั้นสามารถต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อรับส่งข้อมูลหรือว่าทำงานที่มากกว่าเดิมได้ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องปริ้น epson ที่สามารถต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อสั่งปริ้นเอกสารจากที่ใดก็ได้เป็นต้น

          ถ้าจะให้ลงรายละเอียดให้ลึกลงไป IoT หรือ Internet of Things นั้นก็แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง ซึ่งชื่ออาจะฟังดูแปลก ๆ แต่มันคือการที่อุปกรณ์ทุกอย่างที่เราคุ้นตาในชีวิตประจำวันสามารถเชื่อมต่อกับระบบของอินเตอร์เน็ตได้ เริ่มต้นง่าย ๆ ก็คือการ ปิด เปิด ไฟ หรือเครื่องปรับอากาศ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ไปจนถึงตั้งเวลาเปลี่ยนแปลงแก้ไขฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ซับซ้อนขึ้นมา เช่น รถยนต์ เครื่องมือทางการเกษตร เป็นต้น จนเป็นที่มาของคำว่า Smart Device, Smart Home, Smart Network, Smart Intelligent Transportation, Smart Grid เป็นต้น

          แนวคิดของ IoT นั้นมาจาก Kevin Ashton ในปี 1999 ขณะที่เขาทำงานวิจัยอยู่ที่ มหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT โดยเขาได้นำเสนอโครงการ Auto-ID Center ซึ่งสามารถทำให้เซ็นเซอร์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อพูดคุยกันได้ผ่าน Auto-ID Center ซึ่งหลังจากที่ไปบรรยายให้กับบริษัท Procter & Gamble (P&G) เขาก็ได้ใช้คำว่า Internet of Things ในสไลด์การบรรยายของเขา โดยเขาได้จำกัดความแนวคิดนี้ให้เข้าใจง่ายไปอีกว่าอิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ที่สามารถสื่อสารกันได้ก็นับว่าเป็น Internet of Things เช่นเดียวกัน

          หลังจากยุค 2000 เป็นต้นมา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ก็มักจะมีคำว่า Smart นำหน้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Smart Device, Smart Grid, Smart Home เป็นต้น ซึ่งนี่เป็นสื่อกลางชั้นดีที่ทำให้อุปกรณ์ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายดายและลื่นไหล อย่างเช่น เครื่องพิมพ์ Epson ที่เราคุ้นตาและใช้กันก็สามารถต่ออินเตอร์ได้แล้ว

          การทำงานของ Internet of Things นั้นทำงานกันแบบ Ecosystem ที่ครบวงจรโดยถ้าขาดอันใดอันหนึ่งไปก็จะไม่สสมบูรณ์ดังนี้

          – Smart Device เป็นอุปกรณ์ตั้งต้นที่มีลักษณะการใช้แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ จำเป็นที่ต้องมี Microprocessor และ Communication Device ทำงานส่งสัญญาณไปยังเครือข่ายเพื่อที่จะทำงานได้ต่อไป

          – Cloud Computing หรือ Wireless Network เป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมต่อข้อมูลระหว่างผู้ใช้งานกับ Smart Device ซึ่ง Cloud Computing หรือ Wireless Network ที่ดั้นต้องสามารถรองรับการทำงานของ Smart Device ได้หลายเครื่องในระยะทางที่ไกลมากพอที่จะทำให้การใช้งานสะดวก

          – Dashboard เป็นตัวที่เปรียบเสมือนสิ่งที่ควบคุมการทำงานต่าง ๆ มักจะอยู่ในรูปแบบรีโมทหรือ แอปพลิเคชันใน Smartphone หรือ Computer โดยจะแสดงข้อมูลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับ Smart Device และสามารถป้อนคำสั่งต่าง ๆ กลับไปยังตัว Smart Device ได้

          โดยการทำงานของ IoT นั้นถ้าจะให้สมบูรณ์และราบลื่นก็ห้ามขาดหรือมีส่วนใดส่วนหนึ่งมีปัญหา ต่อไปเรามาดูกันบ้างดีกว่าว่าของใช้รอบ ๆ ตัวคุณเมื่ออยู่ในระบบ IoT แล้วสามารถทำอะไรได้บ้าง

          – เครื่องปริ้น

          เมื่ออุปกรณ์ชิ้นนี้เชื่อมต่อกับอินเตอร์ก็สามารถทำงานต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น เช่นคุณสามารถปริ้นเอกสารจาก Smartphone หรือ Notebook ได้อย่างง่ายๆ ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของบ้าน หรืออยู่นอกบ้านก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน โดย เครื่องปริ้น epson หลายต่อหลายรุ่นก็รองรับความสามารถนี้ ยิ่งเป็นนรุ่น All-In-One ที่ทำได้ทั้ง Print , Scan , Copy ก็ยิ่งสะดวกสบายใหญ่ เป็นการช่วยให้การทำงานไม่ได้จำกัดอยู่ในออฟฟิศอีกต่อไป

          – ตู้เย็น

          หลายท่านคงตกใจและไม่เข้าใจว่าตู้เย็นจะสามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ทำไม เพราะดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวกันเท่าไหร่นัก แต่ว่าจริง ๆ แล้วสามารถทำให้ชีวิตในครัวของคุณเป็นไปได้อย่างง่ายดายขึ้นมาก อย่างเช่นการกดที่หน้าจอเพื่อเลือกดูวัตถุดิบจากซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านเพื่อให้นำมาส่งถึงที่ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถเปิดแปอพลิเคชั่น Streaming เพลงเพื่อจะเปิดขับกล่อมคุณขณะทำอาหารได้อีกด้วย ซึ่งตอนนี้หลาย ๆ แบรนด์อย่าง Samsung หรือ LG ก็ได้พัฒนาและออกมาหลายรุ่นให้พ่อบ้านแม่บ้านยุคใหม่ได้เลือกใช้

          และนี่คือการแนะนำเทคโนโลยี IoT อย่างง่าย ๆ เพื่อให้ผู้ใช้ทุกคนเข้าใจและนำไปใช้ได้อย่างไม่ยาก จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีคือโอกาสของชีวิตที่ดีจริง ๆ ขอแค่ใช้งานให้ตรงกับไลฟ์สไตล์นั่นเอง

วิวัฒนาการเครื่องคิดเลขโลก

เครื่องคิดเลข casio

               การคำนวนตัวเลขกับมนุษย์โลกนั้นน่าจะเป็นของที่เคียงคู่กันมาในเรื่องการค้าขายและการเรียนรู้ในแง่มุมอื่น ๆ มาอย่างช้านาน และวิธีหรืออุปกรณ์ที่จะมาช่วยแบ่งเบาภาระในการบวกลบคูณหารนั้นก็มีมาตั้งแต่การใช้นิ้วมือนับกันในอดีตซึ่งน่าจะเป็นวิธีเริ่มแรกสุดมาจนถึงการมี เครื่องคิดเลข casio อย่างในปัจจุบัน

          โดยเราจะมาดูกันถึงวิวัฒนาการรวมถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ช่วยให้มนุษย์เราสามารถคิดคำนวนตัวเลขออกมาอย่างเที่ยงตรง และมีผลช่วยให้ความพัฒนาทางด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ ซึ่งต้องบอกว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว

          เริ่มต้นจากที่มนุษย์ในสมัยโบราณได้ตระหนักถึงความสำคัญของการคำนวนที่ซับซ้อนและมากขึ้นซึ่งตอนนั้นก็คงยังไม่มี เครื่องคิดเลข casio แน่ ๆหลังจากใช้นิ้วมือในการนับก็หาอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะมาช่วยไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้ ก้อนหิน หรือเชือก เป็นต้น ต่อมาเมื่อมนุษย์รู้จักการขีดเขียนจดบันทึกจึงหันมาใช้การเขียนบนฝาฝนังและกระดาษ

               จนเมื่อประมาณ 2600 ปี ก่อนคริตศักราช ได้มีนักประดิษฐ์ชอบจีนได้ทำเครื่องมือออกมาชนิดหนึ่งชื่อว่า ลูกคิด (Soroban or Abarcus) ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อการนับและคำนวนอันแรกเลยก็ว่าได้ โดยลักษณะจะเป็นกระดานไม้ที่ใส่ลูกหินหรือลูกประคำเข้าไป ผู้ที่ใช้ส่วนมากเป็นพ่อค้า ชาวประมง ที่ต้องมีการนับสินค้าเป็นต้น ซึ่งลูกคิดก็ยังคงมีการใช้งานกันอยู่จนถึงปัจจุบัน

          ต่อมาในปี ค.ศ. 1600 จอห์น เนเปียร์ นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ ได้ประดิษฐเครื่องมือที่เอาไว้ใช้สำหรับคำนวนที่มีชื่อว่า Napier’s bones หรือ ตารางลอกการิทึม โดยการใช้หลักการคูณและการหารตามหลักคณิตศาสตร์จากชาวอาหรับ โดยลักษณะของอุปกรณ์ดังกล่าวจะเป็นท่อนไม้แกะสลักเป็นตัวเลข ต่อมาเพียงไม่กี่ปี วิลเลียม ออกเกด ชาวอังกฤษก็ได้ผลิตไม้บรรทัดที่มีชื่อว่า Slide Rule เพื่อช่วยในการคูณ

          เมื่ออารยธรรมและการศึกษาได้เข้ามามีบทบาทกับสังคม วิชาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ได้มีการเรียนการสอนเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ในปี ค.ศ. 1623 จึงได้เกิดเครื่องคิดเลขเครื่องแรกของโลกขึ้นจาก เบล์ส ปาสคาล ผู้เป็นนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ ชาวผรั่งเศส โดยเป็นเครื่องออกแนวจักรกลที่ใช้บวกและลในจำนวนเลขฐาน10 จากชิ้นส่วนของฟันเฟือง 8 ตัวที่ประจำหลักต่าง ๆ อยู่ โดยหลักการทำงานโดยรวมจะเหมือนกับหน้าปัทม์บอกระยะทางของรถยนต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่มาก่อนเวลาอันยาวนานของเครื่องคิดเลขนั่นเอง

          ในปี ค.ศ. 1646 เครื่องคิดเลขก็ได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งด้วยการคิดค้นของ กอทฟริด วิลเฮลม ลิปนิซ ชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งสามารถ คูณ หาร และหารากที่สองของตัวเลขได้ โดยเครื่องมือชนิดนี้เรียกว่า อาริทโมมิเตอร์ (Arithmometer Machine)

               และยุคของเคร่องคิดเลขในยุคสมัยใหม่ก็เริ่มขึ้นหลังจากผ่านมาหลายร้อยปี โดยในปี ค.ศ. 1885 วิลเลี่ยม สเวียด เบอร์ร็อคส์ ได้ประดิษฐ์ เครื่องคำนวนขึ้นมาในชื่อ Calculating Machine ซึ่งได้ถูกจดสิทธิบัตรขึ้นและได้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการคำนวนของระบบธนาคารในสมัยนั้น ซึ่งหลังจากที่ วิลเลี่ยม สเวียด เบอร์ร็อคส์ ได้เสียชีวิตไป ความอัจฉริยะก็ยังถูกส่งต่อมายังลูกและได้พัฒนาให้มีความซับซ้อนในการคิดคำนวนตัวเลขมากขึ้นด้วย แต่ก็ยังคงถูกใช้งานกันในองค์กรธุรกิจใหญ่ ๆ

          ในช่วงปี ค.ศ. 1970 เครื่องคิดเลขได้ถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กกว่าเดิมมากจนสามารถพกพาใส่กระเป๋าไปได้ โดยบริษัท Busicom ได้ทำการผลิตเครื่องคิดเลขในระบบดิจิตอลขึ้นมา มีหน้าจอเอาไว้แสดงผล และใช้แบตเตอรี่แบบถ่านแทนการเสียบปลั๊กไฟ การแข่งขันของบริษัทต่าง ๆ มีมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น Sanyo, Sharp, Cannon โดยการออกแบบให้เป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้นและเอาใจนักเรียนนักศึกษาหรือสาขาอาชีพอื่น ๆ ด้วยการใส่ฟังก์ชั่นต่าง ๆ เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ลงไป โดยราคาก็ถูกลงอย่างเรื่อย ๆ อย่างเช่น เครื่องคิดเลขคาสิโอที่มีการทำงานที่หลากหลายและดีไซน์ที่สวยงามราคาก็มีหลากหลายตามรูปแบบการใช้งานก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

          ปัจจุบันเราสามารถใช้เครื่องคิดเลขได้บนหลากหลายอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นในคอมพิวเตอร์ หรือ สมาร์ทโฟน ซึ่งเรียกได้ว่าสะดวกสบายเป็นอย่างมาก

          และนี่คือเรื่องราวของวิวัฒนาการเครื่องคิดเลขโลกที่เรานำมาเสนอทุกท่าน เห็นไหมครับว่าสาระน่ารู้ก็สนุกได้เหมือนกัน

สมาร์ทโฟน Samsung รองรับในทุกการใช้งาน

ถ้าพูดถึง “สมาร์ทโฟน” ก็คงจะไม่พูดถึงแบรนด์ Samsung ไม่ได้ด้วยความที่อยู่ในตลาดของโทรศัพท์มือถือมาอย่างยาวนาน รวมไปถึง Samsung tablet (แท็บเล็ตซัมซุง) ด้วย ทางด้าน Samsung เองก็ได้พยายามแก้ไขจุดบกพร่องของ โทรศัพท์ Samsung ของตัวเองก่อนนำออกสู่ตลาดอยู่เสมอ รวมถึงการปรับปรุงและพัฒนาโทรศัพท์มือถืออยู่ตลอดเพื่อไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่งทำให้ Samsung ยังคงสามารถรักษามาตรฐานและส่วนแบ่งตลาดของตนเองมาได้จนถึงตอนนี้

            ในด้านของตัว Samsung เองก็ได้ทำออกมาหลายซีรีย์ไม่ว่าจะเป็น S Series, Note Series, A Series และ J Series โดยในแต่ละซีรีย์ก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจุดนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Samsung ก้าวสู่การเป็นเจ้าตลาดโทรศัพท์มือถือ เพราะสามารถทำ “สมาร์ทโฟน” ออกมาได้คลอบคลุมในทุกๆ ตลาดนั่นเอง โดยแต่ละรุ่นจะมีจุดเด่นอะไรบ้างมาดูกัน

            มาที่รุ่นแรก คือ Galaxy S Series โดยในรุ่นนี้นับว่าเป็นรุ่นตัวท็อปสำหรับ Samsung เลยก็ว่าได้ เพราะมีสเปคสูง ขนาดเครื่องกำลังดีไม่ใหญ่และไม่เล็กเกินไปมีให้เลือก 2 ขนาด จอภาพระดับ FHD+ ถึง Quad HD+ ดีไซน์รอบตัวเครื่องออกมาสวยงามมีความพรีเมี่ยม สามารถกันน้ำกันฝุ่นอยู่ในระดับ IP68 มีระดับการรักษาความปลอดภัยระดับสูงและสามารถใช้งานร่วมกับ Samsung Pay ได้ กล้องถ่ายรูปความละเอียดมากที่มาพร้อมกับลูกเล่นต่างๆ มากมาย รวมไปถึงมีผู้ช่วยอย่าง Bixby ที่ไม่ได้มาช่วยเพียงการใช้มือถือแต่จะช่วยให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้นอีกด้วย แต่ด้วยความที่เป็นรุ่นท็อปที่มากับสเปคที่ดีจึงทำให้มีราคาสูงตามไปด้วย

            รุ่นที่สอง คือ Galaxy Note Series ในรุ่นนี้ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่เป็นตัวท็อปของ Samsung โดยที่รุ่น Note จะมีสเปคที่อัพเกรดมาจาก S series อีกที ซึ่งทำให้รุ่นนี้มีสเปคที่สูงสุดของ Samsung เลยก็ว่าได้ เรื่องของดีไซน์ตัวเครื่องก็ทำออกมาได้ดีวัสดุที่ใช้เป็นวัสดุพรีเมี่ยมเช่นเดียวกัน โดยจุดเด่นของรุ่นนี้จะเน้นไปที่ตัวปากกาที่ใช้งานร่วมกัน คือเรื่องการจดบันทึก การเขียนต่างๆ ไว้ภายในเครื่อง รวมถึงมีหน้าจอใหญ่ที่ทำมารองรับฟังก็ชั่นดังกล่าวด้วย เรื่องของราคาก็มีราคาที่สูงพอๆ กับ S series

สมาร์ทโฟน

            รุ่นที่สาม คือ Galaxy A Series ในรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงคือ มีสเปคที่ไม่สูงมาก ระบบปฏิบัติการประมวลผลอยู่ในระดับกลาง แต่รุ่นนี้มีจุดเด่นอยู่ที่กล้องถ่ายรูปคุณภาพสูง มีลูกเล่นเยอะ และสามารถถ่ายรูปออกมาได้ดีแม้ในบริเวณที่มีแสงน้อย สุดท้ายคือเรื่องของวัสดุที่ใช้รอบตัวเครื่องมีการใช้วัสดุคุณภาพดี อย่างเช่น อะลูมิเนียม ใช้ ส่วนราคาอยู่ในระดับกลางๆ

            รุ่นสุดท้าย คือ Galaxy J Series เป็นรุ่นที่ไม่เน้นเรื่องสเปคซักเท่าไหร่นัก วัสดุที่ใช้รอบตัวเครื่องก็ไม่ได้เน้นเป็นวัสดุพรีเมี่ยมแบบรุ่นอื่นแต่ดีไซน์โดยรวมถือว่าทำออกมาได้ดี เพราะเน้นการเป็นโทรศัพท์มือถือราคาไม่แพง ส่วนของกล้องถ่ายรูปถ้าหากเทียบกับราคาก็ถือว่ามีคุณภาพอยู่พอสมควร และยังสามารถรองรับการใช้งานแบบสองซิมการ์ดได้ด้วย ข้อดีของรุ่นนี้คือคุณภาพของเครื่องโดยภาพรวมเมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าเป็นโทรศัพท์มือถือที่คุณภาพดีในราคาย่อมเยาว์เลยทีเดียว

            จะเห็นได้ว่า Samsung มีการบุกตลาดด้วยการทำโทรศัพท์ออกมาคลอบคลุมการใช้งานในทุกรูปแบบ ทุกความต้องการ รวมถึงทุกระดับราคา ด้วยความที่มีหลายรุ่นให้เลือกทำให้ผู้ใช้งานได้มีตัวเลือกและเปรียบเทียบกับการใช้งานของตนเองว่าหากซื้อไปจะได้ใช้งานจริงและคุ้มค่ากับการใช้งานหรือไม่

อย่างเช่น ถ้าชอบการจดบันทึกหรือการทำงานในโทรศัพท์มือถือ Galaxy Note Series ก็ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด เพราะมีฟังก์ชั่นและการทำงานหลักที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับการใช้งานในรูปแบบดังกล่าว หรือว่าเป็นคนที่ไม่ได้ใช้งานโทรศัพท์หนักมาก และไม่ต้องการโทรศัพท์มือถือราคาสูงเกินไป Galaxy A Series ก็สามารถตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ เพราะมีสเปคปานกลาง แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานมีคุณภาพและตัวเครื่องทำจากวัสดุพรีเมี่ยมทำให้ตัวเครื่องออกมาดูดีและสามารถซื้อได้ในราคาที่ไม่สูงมากอีกด้วย

            ดังนั้นแล้ว การที่ Samsung มีโทรศัพท์มือถือออกมารองรับทุกความต้องการแบบนี้จึงกลายเป็นข้อได้เปรียบสำหรับการแข่งขันในตลาด และเรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งที่ทำให้ Samsung ยังคงรักษาการเป็นอันดับหนึ่งภายในตลาดของโทรศัพท์มือถือมาได้อย่างยาวนาน

Microsoft surface เลือกสรรตามสไตล์ที่คุณต้องการ

Microsoft surface

ถ้าจะพูดถึงสุดยอดแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 10 แล้ว เชื่อได้เลยว่าทุกคนต้องนึกถึง Microsoft Surface เป็นอย่างแรกๆ แน่นอน ด้วยความที่เป็นคอมพิวเตอร์ที่ทาง Microsoft ได้สร้างสรรค์ขึ้นด้วยตนเองชิ้นแรก ซึ่งในตอนนี้ก็เป็นรุ่นที่ 5 แล้ว สำหรับ Microsoft Surface Pro รุ่นล่าสุด ที่ต้องบอกว่าเป็นแท็บเล็ต Windows 10 ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ จากการต่อยอดและพัฒนามากจาก Surface รุ่นก่อนหน้านี้

นอกจากนี้แล้วในส่วนของ Surface Family ยังมีอีก 2 ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเป็น Mobile Device อย่าง Surface Laptop และ Surface Book 2 ที่ตัวนึงจะเป็น Ultrabook ระดับสูง ส่วนอีกตัวจะเป็นสุดยอด 2-in-1 Notebook ที่ในวันนี้เราจะมาว่ากันถึง Surface Book 2 กันกับรูปแบบของโน้ตบุ๊คที่สามารถถอดหน้าจอออกได้ มีทั้งขนาด 13.5″ และ 15″ สเปกก็แรงสุดด้วยระดับ Core i Gen 8 พร้อมการ์ดจอแยก GTX 1060

ก่อนอื่นต้องกล่าวก่อนเลยว่า นี่คือ การกลับมาอีกครั้งของ Microsoft กับโน้ตบุ๊กทรงพลังอย่าง Surface Book โน้ตบุ๊กระดับพรีเมี่ยม ที่เน้นความบางเบาพกพาง่าย โดยสินค้าในกลุ่ม Surface นั้น เปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 ซึ่งปัจจุบันทาง Microsoft กล่าวไว้ว่า Surface รุ่นใหม่อย่าง Surface Book 2 นั้นมีประสิทธิภาพการทำงานด้านกราฟิกที่ดีกว่าตัวก่อนถึง 5 เท่าเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม

ครั้งนี้ Microsoft ได้เปิดตัว Surface Book 2 พร้อมกันถึง 2 รุ่น คือรุ่นหน้าจอ 13.5 นิ้ว (ความละเอียด 3000×2000 พิกเซล) และ 15 นิ้ว (ความละเอียด 3240×2160 พิกเซล) โดยทั้ง 2 รุ่นเป็นจอทัชสกรีนที่รองรับการทำงานร่วมกับปากกา Surface Pen และ Surface Dial รวมถึง Windows Mixed Reality ซึ่งเป็นเทคโนโลยี VR และ AR จาก Microsoft

สำหรับการใช้งาน Surface Book 2 สามารถแบ่งการใช้งานออกเป็น 4 โหมด

โหมดแล็ปท็อป (Laptop Mode) : สามารถใช้เป็นอุปกรณ์แบบพกพาชั้นยอด ด้วยรูปทรงที่เพรียวบางมาพร้อมประสิทธิภาพอันทรงพลัง รองรับการทำงานที่หลากหลาย ด้วยแบตเตอรี่ที่สามารถทำงานได้ยาวนานถึง 17 ชั่วโมง และง่ายขึ้นด้วยคีย์บอร์ดมาตรฐานกับแทร็กแพ็ดขนาดใหญ่พิเศษ หรือจะใช้หน้าจอระบบสัมผัสก็เป็นเรื่องง่าย

โหมดแท็บเล็ต (Tablet Mode) : ด้วยจอภาพคมชัดพิเศษระบบ PixelSense ที่สามารถถอดแยกออกจากตัวเครื่องได้ ปรับเปลี่ยน Surface Book 2 ให้เป็นแท็บเล็ตที่บางเบาและทรงพลังที่สามารถพกพาไปได้ทุกที่

โหมด Studio  (Studio Mode) : สามารถพับหน้าจอ Surface Book 2 เพื่อการใช้งานในโหมด Studio สำหรับการวาดภาพและสเก็ตภาพ ด้วยตำแหน่งที่สอดรับกับการเขียนได้อย่างสะดวกสบายและเป็นธรรมชาติ ยกระดับประสบการณ์ในการสร้างสรรค์งานให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น

โหมดการรับชม (View Mode) : สามารถถอดแยกหน้าจอโดยการกดปุ่ม หันเปลี่ยนด้าน แล้วประกอบหน้าจอกลับเข้าที่เพื่อแบ่งปันเนื้อหาหรือนำเสนองาน เหมาะสำหรับการนำไปใช้เพื่อความบันเทิงเช่น ชมภาพยนตร์ หรือเล่นเกมสุดโปรด

ภาพรวมของ Microsoft รุ่นนี้คือ เป็น Laptop ที่บาง เบา ดีไซน์สวยหรูพรีเมียมสุดๆ จนใครหลายๆคนที่ได้ลองจับ ได้สัมผัส ก็อยากได้กันเลยทีเดียว โดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงผล PixelSens ขนาด 15 นิ้ว ความละเอียด 3240 x 2160 อัตราส่วนภาพ 3:2 รองรับได้ทั้ง มัลติทัช, Surface Pen และ Surface Dial แถมที่เปิดตัวไปล่าสุดยังมาพร้อมกับชิพ Intel Core รุ่นที่ 8 ทำงานได้เร็วแรงกว่าเดิมถึง 4 เท่าพร้อมการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX 1060 รวมไปถึงแบตเตอรี่ที่อึดจริงอะไรจริงสามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 17 ชั่วโมง

นอกจากนั้น ยังสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการใช้งานได้ถึง 4 โหมด ตามสถานการณ์ที่เพื่อนๆจะเอาไปใช้งานกันเลย ส่วนสเปคอื่นๆเรียกว่า งานนี้ Microsoft จัดหนักจัดเต็มกันเลยไปดูกันดีกว่าว่าจะดีขนาดไหน

ถือว่า Surface Book 2 ตอบโจทย์ทุกความต้องการของโน้ตบุ๊กระดับพรีเมี่ยม ให้ซอฟต์แวร์ในระดับมืออาชีพ ประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว บางเบาแต่ทรงพลัง  ดังนั้น Surface Book 2 จึงเข้ามาตอบโจทย์ผู้ใช้กลุ่มนี้ในทันที ที่ไมโครซอฟท์นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพียงแต่ว่าด้วยระดับราคาของ Surface Book 2 ที่เริ่มต้นราว สี่หมื่นกว่าบาท

ซึ่งในส่วนที่เป็นราคานี้เองก็เป็นส่วน ที่ทำให้ผู้บริโภคต้องใช้เวลาตัดสินใจก่อนสั่งซื้อมาใช้งาน เพราะเราต้องยอมรับว่าคู่แข่งได้ผลิตสินค้าในประเภทที่คล้ายๆ กัน หรือเหมือนกันจนกระทั่งแยกไม่ออก แต่กลับมีราคาที่ถูกกว่า แต่ทั้งนี้ Microsoft ก็ยังคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อที่ยังคงทำให้ผู้บริโภคติดตามได้อยู่เสมอ

ผ่อนของทั้งที .. ผ่อนกล้อง กันดีกว่า

ผ่อนกล้อง

ในยุคที่การเงินไม่ค่อยสะพัด ถ้าเราเลือกสิ่งของที่จะผ่อนกันทั้งที่ก็ควรจะเลือกและตัดสินใจมาอย่างดีที่สุด ในวันนี้จึงอยากแนะนำสำหรับคนรักการถ่ายภาพ ถ้าอยากจะ ผ่อนกล้อง .. หรือเรียกง่ายว่า ผ่อนของกันทั้งที ผ่อนกล้อง ดีกว่า กล้องเปรียบได้กับอุปกรณ์คู่ใจ สำหรับคนที่ชื่นชอบศิลปะแห่งการถ่ายภาพ กล่าวได้ว่า เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว ไม่ว่าเมื่อเราจะพบเจอเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้นเราก็จะถ่ายหรือแชร์ให้กันอย่างรวดเร็วทันที นับว่าพัฒนามาไกลกว่ากล้องดั้งเดิมมาก

จากเพียงแค่แรกเริ่มเกิดจากมีผู้สังเกตุเห็นภาพเหมือนในลักษณะกลับหัวบนผนังภายในห้องที่ทึบและอับแสง ภาพดังกล่าวเกิดจากแสงของภาพวิวภายนอกลอดผ่านรูเล็กๆ ไปก่อให้เกิดภาพเหมือนบนผนังด้านฝั่งตรงข้าม ต่อมาได้มีการนำหลักการดังกล่าวมาประดิษฐ์เป็นกล้องออบสคิวรา

ในปี 1558 (Camera Obscura) คำว่า “camera” มีความหมายว่า “ห้อง” ส่วน “Obscura” มีความหมายว่า “ความมืด” ต่อมาจึงมีการออกแบบกล้องออบสคิวราแบบพกพาไว้หลายแบบ และยังมีการใช้กระจกติดไว้ด้านหลังของกล้องสะท้อนแสงขึ้นไปปรากฏภาพที่ด้านบนของกล้อง ทำให้ภาพที่ได้ไม่กลับหัวอีกต่อไป ทั้งยังมีการนำเลนส์มาใส่ที่ช่องรับแสงแทนรูเข็มทำให้ได้ภาพที่สว่างและคมชัดขึ้น ตรงจุดนี้นี่เองที่ถือเป็นรากฐานของกล้องพกพาต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ก่อนจะซื้อกล้องควรนึกถึงการใช้งานและความต้องการรูปภาพในแต่ละสถานการณ์ที่หลากหลายเพราะกล้องถ่ายรูปที่มีอยู่ทุกวันนี้นั้นก็มีมากมายหลายประเภทเสียเหลือเกิน ซึ่งจุดนี้ผู้สนใจควรเรียนรู้และทำความเข้าใจก่อนใช้งานจริงเพื่อให้ตรงกับจุดประสงค์การใช้งานก่อนที่เราจะซื้อกล้อง บทความนี้จะอธิบายความเหมาะสมของการใช้งานกล้องแต่ละประเภทรวมถึงการศึกษาคุณสมบัติต่างๆและการใช้งานของกล้องกัน

กล้อง DSLR หรือเรียกง่ายๆ ว่ากล้องโปรฯ อย่างที่เราเรียกติดปากกัน พัฒนามาจากกล้องฟิล์มดั้งเดิม โดยยังใช้กระจกเพื่อสะท้อนแสงเลนส์ไปยังปริซึมแล้วสะท้อนต่อไปยังช่องมอง ทำให้ผู้ถ่ายเห็นมุมมองได้ผ่านการแนบสายตาตรงช่องมองภาพ และเมื่อกดชัตเตอร์ กระจกสะท้อนภาพจะพับขึ้นไปปิดช่องมองภาพเพื่อเปิดทางให้แสงวิ่งเข้าไปยังเซนเซอร์รับภาพ กลไกนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด ”เสียงชัตเตอร์” ที่จัดเป็นเอกลักษณ์พอๆ กับรูปทรงของกล้องระบบนี้นี่เอง

จุดเด่นของกล้อง DSLR อยู่ที่สามารถขยายศักยภาพได้ให้คุณภาพที่สูงเต็มเปี่ยม และยังขยายขีดจำกัดได้ด้วยความหลากหลายของเลนส์กล้องมิลเลอร์เลส เป็นการพัฒนาขึ้นมาจากกล้อง DSLR ให้ระบบการจัดการดีและชีวิตคุณง่ายขึ้นกว่าเดิม มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดขนาดตัวกล้องให้เล็กลงให้ความสะดวกพกพา จึงมีการตัดชิ้นส่วนที่เป็นกระจกสะท้อนภาพออก ให้แสงที่ผ่านเลนส์เข้ามาตกกระทบบนตัวเซนเซอร์ตลอดเวลาซึ่งผู้ใช้งานจะสามารถมองเห็นภาพผลลัพธ์ได้จากจอ LCD ในบางรุ่นที่มีช่องมองภาพก็จะเป็นช่องเสมือนที่ใช้จอภาพขนาดเล็กติดตั้งลงไปสำหรับคนที่ยังคุ้นชินกับการถ่ายผ่านช่องมองภาพ

นอกจากมุมมองที่จำลองมาแล้ว สภาพแสง อุณหภูมิแสง ก็ได้ถูกนำมาจำลองร่วมกัน ทำให้การถ่ายภาพนั้นง่ายขึ้นกว่าการมองผ่านช่องมองภาพของ DSLR ที่เห็นเพียงแค่มุมมองภาพ ความนิยมของ มิลเลอร์เลส ที่มีมากขึ้นทุกวันนี้ จัดได้ว่านิยมกันอย่างถล่มทลาย จนผู้คนจะขนานนามกันว่า “ผู้ฆ่า DSLR” เหมือนที่ครั้งนึง กล้อง DSLR ได้เคยทำให้กล้อง SLR หมดความนิยมไปฉันใดก็ฉันนั้นเลยทีเดียว

                กล้องคอมแพ็ค เป็นกล้องถ่ายรูปเน้นกะทัดรัด พกพาสะดวกสมชื่อ เป็นจุดเด่นของการ “เล็งแล้วถ่าย” ในอดีตทำขึ้นเพื่อเน้นการพกพาเพียงอย่างเดียว ภาพจึงมีคุณภาพไม่มากนัก แต่ปัจจุบันหลายได้เพิ่มทั้งความละเอียดและความคมชัด รวมทั้งคุณสมบัติเสริมเช่นกันกระแทก กันน้ำ มีไวไฟ หรือแม้กระทั่งมีสัญญาณ gps ติดตามก็ยังมี

                กล้องฟิล์ม จัดเป็นคุณปู่ของกล้องเลยก็ว่าได้ เป็นรูปแบบการถ่ายดั้งเดิม อาศัยการสะท้อนแสงให้ภาพติดลงบนแผ่นฟิล์มที่เคลือบสารไวแสงไว้ แต่กล้องนี้การใช้งานปัจจุบันหลงเหลิอน้อยเต็มทีและมักจะหาฟิล์มและอุปกรณ์เสริมได้ยากอย่างยิ่งยวด จะมีคงเหลือก็แต่กล้องฟิล์มโพลารอยด์ที่เน้นแฟชั่นและรูปแบบย้อนยุคที่ยังคงฮิตขายดิบขายดีนั่นเอง
                กล้องแอคชั่น เป็นกล้องที่นำมาเพิ่มคุณลักษณะทนทาน กันกระแทก กันน้ำ กันฝุ่น กันอากาศร้อน เย็นโดยเฉพาะ เน้นที่ระบบการกันสั่นสะเทือน ตอบโจทย์สำหรับคนที่ซื้อกล้องไปเพื่อการผจญภัย ถ่ายรูปหรือบันทึกวิดีโอขณะที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไต่เขา เล่นกีฬา โดยอาจจะไม่เน้นความละเอียมที่สูงมากนัก แต่ให้ภาพที่เห็นชัดเจน ไม่เบลอในขณะบันทึกภาพ ปัจจุบันยังมีรุ่นที่สามารถกันน้ำ และทนต่อสภาวะแวดล้อมที่ทรหดมากๆได้อีกด้วย

                มากไปกว่านั้นแล้ว ยังมีกล้องอื่นๆอีกตามการใช้งานที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด เช่น กล้องกันขโมย กล้องติดหน้ารถ โดรน ฯลฯ โดยอาจคำนึงถึงคุณสมบัติที่จำเป็นก่อนจะซื้อกล้อง เช่น กล้องกันขโมย ควรคำนึงถึงความสามารถในการถ่ายในที่มืด กล้องติดหน้ารถควรดูระยะเวลาในการบันทึกและความละเอียดเพื่อบันทึกภาพได้อย่างคมชัดในขณะที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น หรืออย่างโดรนก็ควรคำนึงถึงขีดจำกัดในการควบคุมสัญญาณ การถ่ายที่คมชัด และการรับน้ำหนักในขณะบิน เป็นต้น หากเรานำกล้องมาใช้งานได้ตรงความต้องการ ก็จะทำให้การซื้อกล้องของเรานั้นคุ้มค่าและไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน