รันวงการให้ทันสมัยมือถือฟีเจอร์ใหม่ๆ จากผู้นำนวัตกรรม “ซัมซุง”

มือถือซัมซุง

ซัมซุง คว้ารางวัลนวัตกรรมจากเวที CES 2020 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก และล่าสุดเมื่อกุมภาพันธ์ปี 2020 ได้เปิดตัว มือถือซัมซุง ซีรีส์ S รุ่นล่าสุดกันไปแล้ว ซึ่งตั้งแต่เริ่มแรก เจ้า มือถือซัมซุง ซีรีส์ Galaxy ได้เปลี่ยนเทรนโลกและมือถือไม่อย่างสิ้นเชิง เรามาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลไปบ้าง

สมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่มาพร้อมกับ หน้าจอ AMOLED คือ Galaxy S ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2010 จากนั้นสมาร์ทโฟนเรือธงของ Samsung ก็ใช้หน้าจอประเภทนี้มาโดยตลอด เรียกได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของซีรีส์ Galaxy ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหน้าจอประเภทนี้ถือเป็นหนึ่งในหน้าจอที่มีประสิทธิภาพดีจนแม้แต่แบรนด์คู่แข่งตลอดกาลอย่าง Apple ยังต้องหันมาใช้หน้าจอประเภทนี้ด้วยเหมือนกัน ยิ่งตอกย้ำความล้ำของนวัตกรรมหน้าจอ AMOLED ของ Samsung มากยิ่งขึ้นไปอีก โดยหน้าจอของทางค่ายได้รับการยกย่องจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญว่าเป็นหนึ่งในหน้าจอที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้แล้ว

ปากกา S Pen ลืมตาดูโลกครั้งแรกเมื่อปี 2011 หรือประมาณ 8 ปีที่แล้ว โดยตอนนั้นได้ถูกใส่มาในมือถือจอยักษ์อย่าง Galaxy Note นั่นเอง และถึงแม้ว่าช่วงนั้นปากกา Stylus สำหรับใช้กับสมาร์ทโฟนจะมีอยู่ในตลาดบ้างแล้ว แต่ S Pen ของ Samsung มีเทคโนโลยีที่เหนือกว่าและล้ำกว่ามาก บวกกับ Galaxy Note ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ทำให้ขีดเขียนได้ถนัดกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ Galaxy Note จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนถึงทุกวันนี้ และ S Pen ถือเป็นเครื่องหมายการค้าของ Galaxy Note ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในแต่ละรุ่น Samsung ก็จะใส่ฟีเจอร์ใหม่เข้ามาใน S Pen อยู่เสมอ.. ต้องรอดูกันต่อไปว่า S Pen ของ Note 10 ปีนี้จะมีฟีเจอร์อะไรใหม่ๆ มาให้เราตื่นเต้นกันหรือเปล่า

การยืนยันตัวตนโดยวิธีไบโอเมทริกซ์  Samsung ได้ใส่ตัวสแกนลายนิ้วมือครั้งแรกไว้ในมือถือรุ่น Galaxy S5 เพราะตอนนั้นหลายค่ายได้หันมาใช้ตัวสแกนลายนิ้วมือกันบ้างแล้ว แต่ในเรื่องของประสิทธิภาพและการใช้งาน ตัวสแกนลายนิ้วของ Galaxy S5 ถือว่าทำออกมาได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ Samsung จึงต้องทำการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ แต่หลังจากนั้น Samsung ก็ได้เปิดตัวระบบปลดล็อกหน้าจอด้วยม่านตากับใบหน้าออกมาอีก และเมื่อเร็วๆ นี้ก็ยังมี Galaxy S10 ซึ่งเป็นมือถือรุ่นแรกที่ใช้ระบบสแกนนิ้วบนหน้าจอด้วยคลื่น Ultrasonic

มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 แม้ว่า Samsung จะไม่ใช่เจ้าแรกที่มีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นในสมาร์ทโฟนขอตัวเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามาตรฐานดังกล่าวได้รับความนิยมในมือถือรุ่นอื่นๆ ด้วย มาจากการที่มือถือรุ่น Galaxy S5 ได้รับมาตรฐาน IP67 ซึ่งสามารถเอาลงน้ำได้ที่ความลึก 1 เมตรนั่นเอง และหลังจากนั้นอีก 2 ปี ทางค่ายก็เปิดตัวมือถือรุ่น Galaxy S7 ที่คราวนี้อัพเกรดมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมเป็น IP68 จนถึงทุกวันนี้สมาร์ทโฟนในซีรีส์ Galaxy S และ Galaxy Note ต่างมาพร้อมกับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 กันทั้งสิ้น

SAMSUNG PAY หากไม่นับหน้าจอแบบ AMOLED แล้ว ก็น่าจะมี Samsung Pay ที่เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ทาง Samsung ทำออกมาแล้วประสบผลสำเร็จมากๆ โดยเปิดตัวครั้งแรกใน Galaxy S6 เมื่อปี 2015 จากนั้นฟีเจอร์นี้ก็กลายเป็นจุดขายของสมาร์ทโฟนซีรีส์ Galaxy ไปเลย โดยจุดที่ทำให้ Samsung Pay นั้นแตกต่างจากฟีเจอร์แบบเดียวกันของค่ายอื่นๆ ก็คือมันไม่ต้องใช้เครื่องรูดบัตรที่มีระบบ NFC ก็ยังสามารถใช้งานได้

ผู้ช่วยอัจฉริยะ BIXBY Bixby ผู้ช่วย AI อัจจริยะของ Samsung ลืมตาดูโลกครั้งแรกเมื่อปี 2017 ในงานเปิดตัว Galaxy S8 จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะมาแข่งขันกับ Google Assistant และ Siri ซึ่งในอนาคตพวกเขาเองก็มีแผนที่จะใส่ Bixby เข้าไปไว้ในโทรศัพท์มือถือทุกรุ่นของทางค่าย และทั้งหมดนั่นก็คือฟีเจอร์เด็ดๆ ที่ Samsung ได้พัฒนาและเอามาใส่ให้กับมือถือซีรีส์ Galaxy ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา และแน่นอนว่ามันยังไม่หมดแค่นี้ ต้องมารอดูกันต่อไปว่าในอนาคตเราจะได้เห็นฟีเจอร์อะไรที่มันล้ำกว่านี้ออกมาจากมือถือแบรนด์ Samsung อีกบ้าง

นักฆ่าเรือธง one plus 7 Pro

one plus

one plus 7 Pro ตัวท็อปของค่ายที่ยังไม่ทันเปิดตัวก็ได้คะแนนหน้าจอแสดงผลจาก DisplayMate ถึงระดับ A+ กันเลย โดยมาในหน้าจอ Fluid AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ดีไซน์ขอบจอโค้งและบาง ไร้รอยบาก มีความละเอียด Quad HD+ 3,120 x 1,440 พิกเซล (516ppi) รองรับ HDR 10+ อัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9 และมีรีเฟรชเรท 90Hz ทำให้การแสดงผลหน้าจอที่เนียนตาสวยงามไหลลื่นและยังตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ยังช่วยปกป้องดวงตาในการจ้องมองหน้าจอจากการกรองแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตาออกไป

ปรับปรุงเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอใหม่ โดยจะใช้เวลาสแกนและประมวลผลเพียง 0.21 วินาที เร็วกว่า OnePlus 6T ถึง 38% และถือว่ามีความเร็วในการสแกนเร็วที่สุดในโลกของสมาร์ทโฟน ณ เวลานี้

กล้องหลัง  3 เลนส์ อาจจะดูธรรมดา แต่ความสามารถไม่ธรรมดา

หลายๆ คนอาจจะคาดหวังกับกล้องหลังที่มีเลนส์เยอะแยะมากมาย แต่สำหรับรุ่นนี้ยังคงใช้ 3 เลนส์ แต่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ ประกอบด้วย เลนส์หลัก ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.6 ถ่ายรูปในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX586 ซึ่งมีขนาดเซ็นเซอร์ใหญ่กว่า OnePlus 6T ถึง 34.8% ระบบลดการสั่นไหว OIS และ EIS เลนส์ต่อมาเป็นเลนส์เทเลโฟโต้ ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4 มีระบบลดการสั่นไหว OIS สามารถซูมออปติคอลได้ 3 เท่า รองรับการซูมแบบดิจิตอลได้ถึง 10 เท่า เลนส์สุดท้ายเป็นเลนส์มุมกว้าง ultra wide  117 องศา รูรับแสงกว้าง f/2.2

ตัวกล้องใช้เทคโนโลยี pixel binning ประมวลผลเร็วขึ้น มีโหมดการโฟกัส 3 รูปแบบ และปรับปรุงการถ่ายรูปภาพในที่แสงน้อย Nightscape 2.0 อีกทั้งยังมีการเปิดตัว UltraShot ในรุ่นใหม่นี้ที่มีการใช้ฟิลเตอร์ HDR กับการประมวผลข้อมูลซีน ฉากต่างๆ เพื่อให้ภาพที่ออกมาสวยงามขึ้น

นอกจากนี้ยังได้รับคะแนนการทดสอบกล้องจาก DXoMark สูงถึง 111 คะแนน ตามหลัง Samsung Galaxy S10 5G และ Huawei P30 Pro ที่มี 112 คะแนน เพียง 1 คะแนนเท่านั้น โดยได้คะแนนภาพนิ่ง 118 คะแนน วิดีโอ 98 คะแนน

กล้องหน้าเซลฟี่แบบป๊อบอัพ

one plus ได้ทำการปรับเปลี่ยนดีไซน์ของรุ่นใหม่ เพื่อให้มีความสวยงามและการแสดงผลของหน้าจอได้เต็มพื้นที่มากขึ้น จึงใช้กล้องหน้าเซลฟี่แบบป๊อบอัพ มีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 เซ็นเซอร์ Sony IMX471 ระบบลดการสั่นไหว EIS ใช้เวลาเปิดกล้องเพียง 0.53 วินาที และจะเก็บกล้องอัตโนมัติเมื่อตรวจพบว่าสมาร์ทโฟนมีการร่วงหล่น สำหรับกล้องหน้าป๊อบอัพนี้ผ่านการทดสอบมาแล้วโดยสามารถใช้งานได้มากกว่า 300,000 ครั้ง และมีความแข็งแรงทนทาน

ประสิทธิภาพระดับท็อป ชิปประมวลผลก็มาในระดับท็อปอย่าง Qualcomm Snapdargon 855 และมีรุ่น RAM 6GB + 128GB ไม่รองรับหน่วยความจำภายนอก ถ้าหากคิดว่าไม่พอต่อการใช้งานยังมีรุ่น RAM 8GB + 256GB ให้เลือก และถ้าคิดว่าต้องไปให้สุดก็ยังมีรุ่น RAM 12GB + 256GB (เฉพาะสี Nebula Blue เท่านั้น) ให้เลือกเช่นเดียวกัน

โดยหน่วยความจำจะเป็นแบบ UFS 3.0 ที่มีความเร็วในการอ่านและโอนถ่ายข้อมูลส่งผลให้การใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ นั้นไหลลื่นมากขึ้นด้วยแบตเตอรี่ที่ให้มา 4,000mAh ถือว่าเป็นแบตเตอรี่ขนาดใหญ่อยู่เหมือนกัน รองรับเทคโนโลยี WARP Charge 30 ชาร์จเร็ว 30W ผ่านพอร์ต USB-C ชาร์จจาก 0% เพียง 20 นาที ได้ถึง 48% และสามารถชาร์จได้เร็วแม้ว่าจะมีการชาร์จไปพร้อมกับการเล่นเกม

ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย OxygenOS 9.5 ที่มีความเร็ว เสถียร ลื่นไหล มีคะแนนจาก AOSMark เป็นรองแค่ Google เท่านั้น มาพร้อมกับ Night Mode 2.0 ที่ช่วยลดแสงหน้าจอลง 0.27 nits เพื่อความสบายตา นอกจากนี้ก็ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ อีกมากมาย ระบบเสียงรองรับ Dolby Atmos และลำโพงสเตอริโอ ไม่มีช่องหูฟัง

สมาร์ทโฟนสำหรับเกมมิ่ง ปรับปรุงและพัฒนามาเพื่อการเล่นเกมมากขึ้นด้วย Fnatic Mode ที่เป็นโหมดสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ สามารถปรับประสิทธิภาพต่างๆ ของตัวเครื่องเพื่อการเล่นเกมได้ นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงมอเตอร์การสั่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบ 10-layer liquid cooling system ที่ช่วยลดความร้อนภายในเครื่องจากการเล่นเกม และองค์ประกอบต่างๆ ของฮาร์ดแวร์ตัวเครื่องที่ทำให้เป็นสมาร์ทโฟนสำหรับเกมมิ่งมากยิ่งขึ้น

กลับมาแล้ว…สมาร์ทโฟนพับได้

samsung galaxy

ในที่สุดมือถือฝาพับก็กลับมาแล้วนั่นคือ samsung galaxy Z Flip สมาร์ทโฟนฝาพับแบบดีไซน์สุดล้ำ โดดเด่นและสวยงามทันสมัย ด้วยนวัตกรรมจอกระจกพับได้ กลายเป็นตลับแป้งไปเลย โดยข้างหน้าเป็นกระจกพร้อมกับจอแสดงผลแบบ sAMOLED ขนาด 1.06 นิ้วแต่แสดงผลรายละเอียดได้ครบเครื่อง ทั้งสามารถถ่ายภาพได้ และสามารถสัมผัสเพื่อดูการแจ้งเตือนต่างๆ ได้ ให้คุณเห็นการติดต่ออย่างรวดเร็ว ส่วนหน้าจอด้านในเป็นหน้าจอแสดงผล Infinity Flex Display เป็นจอ Dynamic AMOLED ที่คมชัดสีสันสวยสด สมจริง ตัวขอบเครื่องบางโดยมีหน้าจอกว้างถึง 6.7 นิ้ว เต็มตา เต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น

บอกเลยว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ หรือผู้ที่ต้องการทำ Vlog หรือ เหล่า Blogger เนื่องจากเป็นสมาร์ทโฟนที่สามารถพับได้ จึงทำให้คุณสามารถตั้ง หรือวางในตำแหน่งใดก็ได้ เหมือนกับมีขาตั้งในตัวอีกด้วย รวมถึงการปรับองศาหน้ากล้องได้ เสมือนเป็นหน้าจอโน้ตบุ๊คอย่างไงอย่างงั้นเลยทีเดียว คุณจึงสามารถแชทผ่านวิดีโอ หรือเซลฟี่ได้โดยไม่ต้องถือเครื่อง จะพับ พลิก ตั้ง จะท่าไหน ก็สามารถสนุกกับการถ่ายภาพแบบใหม่ๆ ได้เต็มที่ โดยกล้องของรุ่นนี้มาด้วยกันทั้งหมด 3 ตัวคือ กล้องหน้า 10 ล้านพิกเซล และกล้องหลังเลนส์คู่ 12 ล้านพิกเซล

นอกจากนี้ยังให้คุณใช้งานแบบแฮนด์ฟรีได้ เนื่องจากตัวเครื่องสามารถกางออกได้ทุกองศา และสามารถตั้งวางได้ จึงสามารถใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้แบบโดยไม่ต้องถือเลย และให้คุณใช้งานวิดีโอแชทผ่านแอปพลิเคชัน Google Duo พร้อมเผยบรรยากาศรอบตัวและแสดงท่าทางได้มากกว่าที่เคย อีกทั้งยังมีการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Google ในออกแบบพิเศษในโหมดFlex เพื่อรองรับคอนเทนต์บนดีไซน์จออันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเมื่อคุณกางตัวเครื่องออก จอแสดงผลจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยอัตโนมัติ ซึ่งให้คุณสามารถดูภาพ หรือวิดีโอที่จอด้านบน และควบคุมคอนเทนต์เหล่านั้นที่จอด้านล่าง ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็น Blogger ที่กำลังสตรีมคอนเทนต์ YouTube อยู่ หรือกำลัง Live IG อยู่ คุณก็สามารถพิมพ์ตอบโต้กับคนที่เข้ามารับชมคุณได้อย่างทันทีง่ายๆ เลย

คราวนี้เรามาดูสเปกของ samsung galaxy Z Flip กันดีกว่า

  • หน้าจอ 6.7-inch FHD+ Dynamic AMOLED Display (21.9:9) Infinity Flex Display 2636 x 1080
  • ขนาดตัวเครื่อง(เมื่อพับ) 73.6 x 87.4 x 17.3 มิลลิเมตร (เมื่อกาง) 73.6 x 167.3 x 7.2 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 183 กรัม
  • ชิปเซ็ตประมวลผล Snapdragon 855+ ขนาด 7 นาโนเมตร
  • หน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB 
  • หน่วยความจำภายในความจุ 256GB 
  • กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 10 ล้านพิกเซล  f/2.4 มุมกว้าง 80 องศา
  • กล้องดิจิทัลด้านหลังจำนวน 2 ตัว แบ่งออกเป็น 12ล้านพิกเซล Dual Pixe, 12 ล้านพิกเซล Ultra Wide ทั้งคู่จะมีระบบ OIS และรองรับ 8X Digital Zoom, HDR10+  Tracking AF
  • ตัวเครื่องกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68
  • แบตเตอรี่ความจุ 3300mAh
  • รองรับ Fast Charge 25W (แบบสาย), รองรับชาร์จไร้สาย Qi Wireless Power Share 2.0
  • ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย One UI 2.0

โดยมีการเปิดตัวเป็นที่เรียบร้อย และจะวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2020 นี้ ในราคา 1,380 ดอลลาร์ แต่สำหรับในประเทศไทยจะมีการวางจำหน่ายรอบพิเศษเพียง 200 เครื่องเท่านั้น ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2020 นี้ ที่ Samsung Experience Store 10 สาขา และออนไลน์สโตร์ของผู้ให้บริการเครือข่าย แต่ขายจริงต้องรออีกสักพักนะจ๊ะ

Samsung กำหนดเทรนด์แห่งอนาคต

โทรศัพท์ Samsung

Samsung Electronic ตอกย้ำปรัชญาอันทรงพลังของแบรนด์ อย่าง Do What You Can’t เตรียมพาคนไทยก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ ด้วยการนำเสนอ “ที่สุดแห่งนวัตกรรม” ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และเหล่า Content Creator ผ่านเทคโนโลยีสุดล้ำที่จะมาเขย่าประสบการณ์การใช้งาน โทรศัพท์ Samsung ของทุกคน พร้อมแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของซัมซุงในการ “แบรนด์ที่กำหนดเทรนด์แห่งอนาคต” ที่เข้าใจความต้องการของผู้ใช้งาน และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ นำปัญหาของผู้บริโภค (Pain Point) มาจับคู่กับเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้อย่างตรงจุดมากว่า 50 ปี

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไม่หยุดพัฒนา และไม่เคยกลัวที่จะคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ซัมซุงจึงถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับแถวหน้าที่เป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรม “ครั้งแรกของโลก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน “กล้องบน โทรศัพท์ Samsung ” นับตั้งแต่เลนส์ซูมแบบออพติคอล 10 เท่าในกาแลคซี่ เอส 4 ซึ่งเปิดตัวในปี 2013

จากนั้นอีก 2 ปีต่อมา ได้นำระบบดูอัล พิกเซล (Dual Pixel) มาใช้กับกล้องของกาแลคซี่ เอส 7 ซึ่งเป็นการยกระดับความสามารถให้กับกล้องสมาร์ทโฟนขึ้นไปเทียบเท่ากับกล้องถ่ายภาพระดับมืออาชีพ จนมาถึงนวัตกรรมกล้องหลังที่สามารถบันทึกวิดีโอคุณภาพสูงสุดถึง HDR10+ ในกาแลคซี่ เอส 10 เมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ด้วยวิวัฒนาการของกล้องสมาร์ทโฟนตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนจากทุกมุมโลกต่างสร้างสรรค์วิธีการบันทึกและถ่ายทอดเหตุการณ์ เรื่องราวต่างๆ ได้ง่ายดาย และน่าประทับใจยิ่งขึ้น

จากผลสำรวจของ Eventbriteพบว่ากลุ่มคนมิลเลนเนียลมากกว่า 3 ใน 4 หรือกว่า 78% เลือกที่จะใช้จ่ายเพื่อซื้อ ‘ประสบการณ์’ มากกว่าการซื้อสินค้าทั่วไป และ 82% ของคนกลุ่มนี้ ชื่นชอบที่จะเข้าร่วมอีเวนท์ที่มอบ Live Experience หรือประสบการณ์ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ คอนเสิร์ต งานเทศกาล งานแสดงศิลปะ มากกว่าคนรุ่นก่อนถึง 70%

ซึ่งพฤติกรรม FOMO (Fear Of Missing Out) ถือเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้กลุ่มมิลเลนเนียลออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ นอกจากนี้ เกือบ 7 ใน 10 หรือ 69% ของกลุ่มนี้ ชอบที่จะแชร์ภาพ วิดีโอ หรือไลฟ์คอนเทนท์ออกไปทางโซเชียลมีเดีย เพื่อให้กลุ่มเพื่อนได้เห็นว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่

ด้วยเหตุผลนี้ สมาร์ทโฟนที่ดีและกล้องที่ใช่ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะมาช่วยเติมเต็มและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ได้ ซึ่งในปี 2563 นี้ เทรนด์ของกล้องสมาร์ทโฟนจะได้รับการพัฒนาให้ก้าวล้ำมากกว่าที่เคย

ไม่ว่าจะเป็น กล้องความละเอียดสูงมากขึ้น การถ่ายภาพวิดีโอแบบ 8K เพื่อภาพที่คมชัดขึ้น การถ่ายภาพด้วยกล้องปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่จะมีความฉลาดมากขึ้น รวมถึงกล้องเลนส์ซูมที่จะไปได้ไกลกว่าเดิม

Galaxy UNPACKED 2020 ในฐานะผู้นำนวัตกรรม ซัมซุงไม่เคยหยุดมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่มอบความน่าตื่นเต้นและความแปลกใหม่ให้กับผู้คนทั้งโลก ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทุกคนควรจับตามองสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของซัมซุง ที่กำลังจะเปิดตัวในงาน Samsung Galaxy Unpacked 2020 ว่าจะมาพร้อมนวัตกรรมที่ตอบโจทย์เหล่าคนยุคใหม่และบรรดา Content Creator ได้ดีแค่ไหน

เผยฟีเจอร์ iOS 13 เจ๋งๆ ที่มองข้ามไป

iphone xs

สำหรับ iOS 13 สำหรับ iphone ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น iphone xs Iphone xs max หรือรุ่นเก่ากว่านี้ก็ได้เช่นกันโดยเป็นระบบปฏิบัติการ iOS เวอร์ชันใหม่ล่าสุด ซึ่งได้มีการแนะนำคุณสมบัติของ iOS 13 หลายอย่างด้วยกัน ทั้ง Dark Mode, Sign In with Apple วิธีการใหม่ในการลงชื่อเข้าใช้งาน, Apple Maps ออกแบบใหม่ ละเอียดขึ้นกว่าเดิม, แอปฯ Photos ใหม่ และอื่นๆ อีกมากมาย โดยอันที่จริงแล้ว iOS 13 ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจมากมายที่ Apple ไม่ได้กล่าวไว้ในงานเปิดตัว ที่อยากจะแนะนำเนื่องจากพอเปิดตัว iphone xs หรือ Iphone xs max แล้วก็อยากให้อัพเดทกันอย่างทั่วถึง

เลือกเครือข่าย Wi-Fi ที่ต้องการเชื่อมต่อหรือเลือกสลับอุปกรณ์ Bluetooth ได้แล้วจาก Control Center ปกติแล้วในส่วนของ Control Center ผู้ใช้สามารถเลือกเพื่อเปิดหรือปิด Wi-Fi ได้เท่านั้น แต่บน iOS 13 การกดค้างที่ไอคอน Wi-Fi ผู้ใช้สามารถเลือกเครือข่ายที่ต้องการเชื่อมต่อได้แล้ว โดยไม่ต้องเข้าไปเลือกในหน้า Settings อีกต่อไป

เช่นเดียวกับการเชื่อมต่อ Bluetooth การแตะค้างที่ไอคอน สามารถเลือกสลับอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อ Bluetooth ได้เช่นกัน ซึ่งรายชื่อที่ปรากฏนั้น เป็นรายชื่ออุปกรณ์ที่เคยเชื่อมต่อ Bluetooth กับ iPhone ที่ใช้อยู่มาก่อนแล้ว

Location Services เพิ่มตัวเลือกใหม่ ปกติแล้ว ฟีเจอร์ Location Services จะสามารถเลือกได้ 2 อย่าง นั่นก็คือ Never กับ While Using the App แต่บน iOS 13 ได้เพิ่มตัวเลือก Ask Next Time เข้ามา โดยจะขึ้นหน้าต่างสอบถามผู้ใช้ทุกครั้งเมื่อใช้แอปฯ นั้น ๆ ว่า อนุญาตให้เปิดใช้งาน Location Services หรือไม่

บล็อกอีเมลจากผู้ส่งที่ไม่ต้องการได้แล้ว นอกจาก iOS 13 จะสามารถบล็อกหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลที่ไม่ต้องการติดต่อได้แล้ว ยังสามารถบล็อกอีเมลที่ไม่ต้องการได้ด้วยเช่นกัน โดยจะไม่ได้รับอีเมลใด ๆ จากผู้ส่งรายนั้นอีกหลังจากบล็อกแล้ว

เพิ่มฟังก์ชันปิดเสียงแจ้งเตือนเมื่อมีอีเมลเข้า เมื่อปัดข้อความขึ้นในแอปฯ Mail จะพบกันตัวเลือกใหม่ นั่นก็คือ Mute สำหรับปิดเสียงแจ้งเตือนเมื่อมีอีเมลใหม่เข้ามา

Reading Goals ฟีเจอร์ใหม่บนแอปฯ Books บนแอปฯ Books ได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่มีชื่อว่า Reading Goals สำหรับติดตามระยะเวลาในการอ่านหนังสือในแต่ละวันตามที่ผู้ใช้ได้ตั้งเป้าเอาไว้

ปิดเสียงเรียกเข้าจากเบอร์แปลก ๆ นอกเหนือจากฟีเจอร์บล็อกเบอร์โทรศัพท์แล้ว บน iOS 13 ยังสามารถตั้งค่าเพื่อปิดเสียงเรียกเข้าจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยได้ ซึ่งเป็นวิธีการคัดกรองเบอร์ขายประกัน ขายบัตรเครดิตได้ในระดับหนึ่งLow Data Mode โหมดประหยัดเน็ต ในหน้าการตั้งค่า Cellular ได้เพิ่มโหมด Low Data Mode ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้ Data Internet ให้น้อยลง เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่มี Data Internet จำกัด หรือไม่ได้ใช้แพ็กเกจเน็ตแบบ Unlimited

แอปฯ Messages ปรับปรุงใหม่ ด้านแอปฯ Messages นั้น ได้ปรับปรุงอินเทอร์เฟสด้านการค้นหาใหม่ โดยเมื่อลากลงเพื่อทำการค้นหา จะพบกับอินเทอร์เฟสแบบใหม่ที่มีทั้งรายชื่อผู้ติดต่อที่แนะนำ รวมถึงลิงค์ต่าง ๆ

เครื่องมือใหม่ในแอปฯ Notes สำหรับแอปฯ Notes ได้มีการเพิ่มเครื่องมือใหม่สำหรับจัดการโฟลเดอร์ต่าง ๆ โดยเมื่อแตะที่ … จะมีออปชันให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Add People, Move This Folder, Rename และ View Attachments

สนับสนุนจอยคอนโทรลเลอร์ของ PlayStation 4 และ Xbox One S คงจะเป็นฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ต่างเฝ้ารอมาอย่างยาวนาน เพราะบน iOS 13 สนับสนุนการเชื่อมต่อกับจอยคอนโทรลเลอร์ของ PlayStation 4 และ Xbox One S แล้ว ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้จอยเล่นเกมบน iPhone ได้ เช่นเดียวกับ iPadOS ที่รองรับฟีเจอร์ดังกล่าวเช่นกัน Animoji ใหม่ 3 แบบ บน iOS 13 มาพร้อมกับ Animoji ใหม่ทั้งหมด 3 แบบด้วยกัน ได้แก่ หนู, ปลาหมึก และวัว นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ใหม่อย่าง Animoji Stickers ที่สามารถสร้างสติกเกอร์คาแรกเตอร์ของตัวเอง แล้วนำไปใช้กับแอปฯ ต่าง ๆ ได้อีกด้วย

วิวัฒนาการการสื่อสาร

iphone 7 plus ราคา

เมื่อหากลองมองย้อนไปในอดีต เราจะติดต่อสื่อสารกับใครสักคนหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากการสื่อสารนั่นได้มีวิวัฒนาการมาหลากหลายยุคมาก ซึ่งไม่ใช่แค่มี iphone 7 plus ราคา เจ๋งๆ อย่างแน่นอน แต่การสื่อสารในยุคแรกของมนุษย์จะใช้เทคโนโลยยีที่ประดิษฐ์ขึ้นจากธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น การตีกลอง ตีเกราะ เคาะไม้ การเป่าเขาสัตว์ หรือการส่งสัญญาณควัน เป็นต้น และต่อมามนุษย์เริ่มรู้จักการเขียนหนังสือ จึงได้มีการคิดวิธีการสื่อสารแบบใหม่ โดยใช้การฝากข้อความไปกับนกพิราบ หรือการใช้ม้าที่เรียกกันว่าม้าเร็วนั่นเอง

ต่อมาคือยุครหัสมอร์ส คือการสื่อสารที่มีเรื่องของระยะทางเป็นข้อจำกัดของการสื่อสาร ดังได้มีการคิดค้นเทคนิคสาหรับสื่อความหมายแทนในรูปแบบของรหัส โดยการแทนตัวอักษรด้วยสัญลักษณ์ หรือสัญญาณ เพื่อให้สามารถจัดเก็บและส่งผ่านไปได้ระยะที่ไกลขึ้น จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 การสื่อสารด้วยสื่อทางไฟฟ้าจึงเกิดขึ้น มีการคิดค้นรหัสมอร์สขึ้น โดยเป็นวิธีการส่งข้อความในรูปของสัญญาณสั้นกับยาวเพื่อใช้ในการสื่อสารระยะไกล เริ่มจากการสื่อสารระบบโทรเลข เนื่องจากไม่สามารถส่งเป็นตัวอักษรได้ จึงใช้รหัสมอร์สแทนตัวอักษรโดยแทนด้วยสัญลักษณ์ขีด และจุด

และก็เข้าสู่ยุคเครื่องโทรพิมพ์ เนื่องจากการสื่อสารด้วยโทรเลขนั้นค่อนข้างยุ่งยาก และต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ และชำนาญเป็นอย่างมาก เพราะทั้งผู้ส่งและผู้รับต้องจดจำรหัสให้ได้ทุกตัว เพื่อง่ายต่อการสื่อสาร จึงได้มีการประดิษฐ์เครื่องโทรพิมพ์ขึ้นมา เพียงแค่พิมพ์ตัวอักษรที่ต้องการส่งลงไปในเครื่องโทรพิมพ์ ตัวเครื่องก็จะเจาะรูบนแถบกระดาษให้เป็นรหัสมอส หลังจากนั้นพนักงานก็จะนำกระดาษนี้ป้อนเข้าเครื่องส่งสัญญาณกระแสไฟฟ้าไปในสายโทรเลข เมื่อถึงปลายทางสัญญาณกระแสไฟฟ้าจะแปลงเป็นตัวอักษรออกมาเอง

ยุคต่อมาคือยุคที่เราสามารถสื่อสารโดยใช้เสียงของเราเอง นั่นคือยุคเครื่องโทรศัพท์ ซึ่งเป็นการแปลงสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อให้ปลายสายได้ยิน โดยเรียกว่าโทรศัพท์แบบใช้สาย หรือโทรศัพท์บ้านนั่นเอง แต่ในปัจจุบันได้มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือที่เรียกกันว่ามือถือนั่นเอง อย่าง iphone 7 plus ราคา ช่วงนี้น่าคบหาอย่างมาก เป็นต้น ซึ่งสมัยก่อนจะเป็นเพียงมือถือ 1G เท่านั้น แต่ปัจจุบันกำลังจะเข้าสู่ 5G กันแล้ว

และก็มาถึงยุคของอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นโครงการของ ARPAnet (Advanced Research Projects Agency Network) โดยเป็นหน่วยงานที่สังกัด กระทรวงกลาโหม ของสหรัฐ (U.S.Department of Defense – DoD) ก่อตั้งเมื่อประมาณ ปีค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) และได้ถูกพัฒนาเรื่อยมา และในปีค.ศ.1969 (พ.ศ.2512) ได้ทดลองการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์คนละชนิด จาก 4 แห่ง เข้าหากันเป็นครั้งแรก คือ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนีย และมหาวิทยาลัยยูทาห์ และประสบความสาเร็จอย่างมาก

ในปีค.ศ.1975 (พ.ศ.2518) จึงได้เปลี่ยนจากเครือข่ายทดลอง เป็นเครือข่ายที่ใช้งานจริง และ ค.ศ.1983 (พ.ศ.2526) DARPA ตัดสินใจนำ TCP/IP (Transmission Control Protocal/Internet Protocal) มาใช้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ ทำให้เป็นมาตรฐานของวิธีการติดต่อในระบบเครือข่าย Internet จนกระทั่งปัจจุบัน และนอกจากจะใช้งานอินเตอร์เน็ตร่วมกับคอมพิวเตอร์แล้ว ยังสามารถใช้งานร่วมกับมือถือ หรือสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย

โลกแห่งการสื่อสารในอนาคตนั้น ยังคงเกิดนวัตกรรมทางเทคโนโลยีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้อย่างไม่รู้จบ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าวิวัฒนาการในการสื่อสารในอนาคตจะมีอะไรรอเราอยู่

Google กูรู…กูรู้

ราคาโทรศัพท์

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่มักจะหาข้อมูลต่างๆ ผ่านมือถือกันเสียเป็นส่วนใหญ่ สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตไว้ใช้หาข้อมูลต่างๆ ได้ไม่ว่าจะแหล่งท่องเที่ยว ความรู้ต่างๆ หรืออาหารการกิน โดยแน่นอนว่าเว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่ทุกคนเข้าไปเพื่อค้นหาข้อมูลเป็นอันดับแรก ก็คือ Google นั่นเอง และหนึ่งในคำที่ค้นหาก็ต้องมีคำว่า ราคาโทรศัพท์ อย่างแน่นอน โดยเว็บไซต์ที่เข้ามาเปลี่ยนการค้นหา การเข้าถึงข้อมูลแบบตลอดกาล ซึ่งไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่รวมไปถึงทั่วโลกนั่นเอง โดยผลิตภัณฑ์ของ Google นั้นมีหลากหลาย ได้แก่ Search, YouTube, Android, Gmail, Google Maps และ Google Chrome โดยทั้ง 6 ผลิตภัณฑ์ มีผู้ใช้มากกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลก จึงนับได้ว่า Google เป็นบริษัทที่มีคนใช้ผลิตภัณฑ์มากที่สุดในโลก

จุดเริ่มต้นของการที่เป็น Google นั้น เริ่มจากโปรเจกต์สมัยเรียนปริญญาเอกของ แลร์รี เพจ โดยมีโปรเจกต์ที่มีชื่อว่า BackRub และมีเทคโนโลยีเบื้องหลังที่เรียกว่า PageRank (ตั้งตามชื่อ แลร์รี เพจ) และเมื่อพัฒนา BackRub ได้ไม่นานเซอร์เก บริน ก็เข้ามาร่วมโปรเจกต์นี้กับ แลร์รี เพจ โดยในปี 1998 บริษัท Google ก่อตั้งขึ้นผ่านการระดมทุนจากเพื่อนและครอบครัวของ แลร์รี เพจ และ พาร์ตเนอร์ของเขา เซอร์เก บริน นั่นเอง และบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว อีกทั้งพนักงานก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ บริษัทจึงจำเป็นต้องมีพนักงานระดับผู้จัดการมากขึ้น

ในปี 2000 Google พนักงานไม่ถึง 100 คน แลร์รี เพจ สามารถที่จะทำงานกับวิศวกรทุกคน โดยไม่ต้องผ่านผู้ดูแลโปรเจกต์ และ 1 ปีต่อมา มีผู้ใช้บริการ Google มากกว่า 1 ล้านคน แต่มีพนักงานกว่า 400 คน จึงทำให้ต้องจ้างผู้จัดการดูแลโปรเจกต์ 6 คนขึ้นมา แต่ แลร์รี เพจ มองว่าการมีผู้ดูแลโปรเจกต์เป็นปัญหา เพราะ Google รับเฉพาะวิศวกรที่เก่งที่สุดอยู่แล้ว บุคลาการเหล่านี้ไม่ต้องการผู้จัดการ และผู้จัดการส่วนใหญ่ก็ไม่มีความรู้ด้านวิศวกรรม เขาจึงตัดสินใจไล่ผู้ดูแลโปรเจกต์ออกทั้งหมดในช่วงกลางปี 2001 ทำให้นักลงทุนรายใหญ่ของ Google ไม่พอใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น จึงกดดันให้บริษัทรับ CEO คนใหม่ เนื่องจากทุกคนลงความเห็นว่า แลร์รี เพจ ยังไม่พร้อมที่จะเป็น CEO โดยคนที่เข้ามาแทน แลร์รี เพจ นั้นนั่นก็คือ เอริก ชมิดต์ ซึ่งมีประสบการณ์เป็น CEO ของบริษัทเทคโนโลยีมาก่อน อีกทั้งยังเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ด้วย แลร์รี เพจ จึงยอมยกตำแหน่ง CEO ให้กับ เอริก ชมิดต์ ไป

เอริค ชมิทต์ ทำหน้าที่ CEO ได้อย่างดี พา Google เข้าตลาด และทำให้บริษัทเติบโตอยู่ตลอดเวลา จนเข้าสู่ปี 2010 เอริค ชมิทต์ ทำให้ Google กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ โดยมีกำไร 272,000 ล้านบาท มีมูลค่าตลาด 5.76 ล้านล้านบาท และมีพนักงานถึง 24,000 คน แต่ แลร์รี เพจ กลัวว่าความยิ่งใหญ่นี้จะทำให้พนักงานของเขารู้สึกเปลี่ยนไป และวิศวกรจำนวนมากเลือกที่จะลาออกจาก Google และหันไปทำงานกับ Facebook แทน เขาจึงลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงจนเอริค ชมิดต์ ยอมถอยออกจากตำแหน่ง CEO

แลร์รี เพจ กลับเข้ามาดำรงในตำแหน่งแทน แลร์รี เพจ ได้เปลี่ยนผังองค์กรใหม่ครั้งใหญ่ เพื่อทำให้ Google กลับมาเป็นบริษัทที่ดึงดูดคนเก่งอีกครั้งหนึ่ง และในปัจจุบัน แลร์รี เพจ ดำรงตำแหน่ง CEO ของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google และยกตำแหน่ง CEO ของ Google ให้ ซุนดาร์ พิชัย ผู้บริหารชาวอินเดียเป็นผู้ดูแล ซึ่ง ซุนดาร์ พิชัย ถือเป็นคนสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญๆ หลายอย่างของ Google จนประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น Gmail, Google Drive, Google Maps, Google Search, Android

และนอกจากคำว่า ราคาโทรศัพท์ แล้วนั้น เรายังสามารถค้นหาคำต่างๆ ได้ที่นี้ เนื่องจาก Google เป็นเว็บไซต์ Search Engine ที่ดีที่สุดในตอนนี้

ไอโฟน7 ยังน่าซื้ออยู่หรือไม่? ในปี 2020

ราคาไอโฟน7

เข้าสู่ปี 2020 กันได้สักพักแล้ว แต่ก็ยังมีหลายคนยังคงสงสัยกันอยู่ว่า iPhone 7 ยังน่าซื้ออยู่หรือไม่ และ ราคาไอโฟน7 ในปี 2020 นี้อยู่ที่เท่าไหร่แล้ว เพราะเป็นเรื่องปกติที่เราลงทุนซื้อมือถือสักเครื่องหนึ่ง เราก็ต้องการให้มือถืออยญู่กับเราไปนานๆ เพราะอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าบ้านนี้ราคาเค้าแรงจริงๆ แต่จุดเด่นของบ้าน Apple ที่ต้องยอบรับเลยว่ามีระยะในการอัพเดตที่ค่อนข้างยาวนาน งั้นมาดูกันว่ามีเหตุผลอะไรบ้างที่ iPhone 7 ยังน่าซื้ออยู่ ถึงแม้ iPhone 11 จะวางจำหน่ายไปแล้วก็ตาม อีกทั้งยังมีการลือกันอย่างหนาหูกันอีกด้วยว่า iPhone 12 ก็ใกล้จะมาแล้วเช่นเดียวกัน

มากันที่เรื่องของสเปกกันก่อนเลย ซึ่งถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะไปไกลถึง Apple A12 Bionic แล้ว แต่สำหรับชิป Apple A10 ก็ยังถือว่ายังแรงเอาเรื่องอยู่ สามารถใช้งานทั่วไป และยังสามารถเล่นเกมได้อย่างสบายไม่แพ้กับ iPhone รุ่นใหม่เลย แต่อาจจะไม่ลื่นเหมือน A12 Bionic ถ้าเกมหรือแอปฯ นั้นทำงานร่วมกับระบบ AR, VR

ส่วนด้านตัวเครื่องก็แข็งแรงทนทาน เนื่องจากวัสดุรอบตัวเป็นโลหะ ที่ถึงแม้จะชาร์จแบบไร้สายไม่ได้อย่าง iPhone 8 เพราะว่าดีไซน์ข้างหลังของ iPhone 8 ใช้วัสดุเป็นกระจก เพื่อรองรับการชาร์จแบบไร้สายนั่นเอง แต่ ถึงแม้ iPhone 7 จะชาร์จแบบไร้สายไม่ได้ แต่ข้อดีคือทนทานหากเผลอทำหล่น ก็อาจจะแค่บุบบ้างตามขอบ แต่ด้านหลังไม่แตกอย่างแน่นอน และที่สำคัญ iPhone 7 เป็นรุ่นแรกที่กันน้ำได้ ตามมาตรฐาน IP67

และในปีนี้คาดว่า Apple จะอัพเดต iOS ไปที่ iOS 14 ซึ่งแน่นอนว่า iPhone 7 ยังคงได้รับการอัพเดตต่อไปเช่นเดียวกัน เนื่องจากทุกครั้งที่ Apple ทำการเปิดตัว iOS รุ่นใหม่ เหล่าสาวกมักจะลุ้นว่าเครื่องที่ใช้อยู่จะได้อัพเดตต่อไปหรือไหม และรุ่นที่สามารถหยุดอยู่ที่ iOS 13 ก็คือ iPhone 6 นั่นเอง ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงสำหรับ iPhone 7 ได้ไปต่ออย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องจัดการพื้นที่ภายในเครื่องให้เพียงพอในการอัพเดต และควรตรวจสอบสภาพตัวเครื่องก่อนด้วยว่าแบตเตอรี่ยังไม่เสื่อมสภาพ และชิ้นส่วนอื่นๆ ยังใช้งานได้ จากนั้นค่อยอัพเดท iOS เวอร์ชั่นใหม่เด้อ

ต่อมาเป็นเรื่องสำคัญเลย นั่นก็คือเรื่องของราคา เพราะเป็นปัจจัยแรกที่คนจะเลือกซื้อสมาร์ทโฟนสักเครื่อง ซึ่งปัจจุบัน ราคาไอโฟน7 ก็ไม่ได้สูงมากเหมือนตอนที่เปิดตัวมาแรกๆ และไม่ตอนนี้ไม่ว่าจะมือ 1 มือ 2 หรือเครื่อง Refurbished ก็มีราคาที่น่าเป็นเจ้าของอย่างมาก ตอนนี้ไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้าน Apple แล้ว แต่คุณสามารถหาซื้อได้ตามค่ายมือถือ หรือตามร้านตู้ต่างๆ หรือจะเป็นร้านค้าออนไลน์ก็ได้เช่นเดียวกัน

สุดท้าย สำหรับผู้ที่ต้องการที่จะใช้ iPhone แต่ไม่สู้เรื่องของราคาสักเท่าไหร่นัก iPhone 7 ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีอีกตัวหนึ่งเลย อีกทั้งยังสามารถอัพเดตไปได้อีกอย่างต่ำ 2 ปีแน่นอน หรือถ้าคนที่ชื่นชอบการถ่ายรูป แนะนำให้เพิ่มเงินอีกสักหน่อยแล้วไปจัด iPhone 7 Plus เลย เพราะคุณจะได้กล้องที่ดีกว่า หน้าจอที่คมชัดกว่า และหน้าจอที่ใหญ่กว่าอีกด้วย

ลุกขึ้นมาอีกครั้งกับ “ซัมซุง”

ซัมซุง

ในช่วงไตรมาสแรกนั้น ซัมซุง ได้คว้า ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ประกบ ‘LAZYLOXY’ ปล่อยภาพยนตร์โฆษณาตัวใหม่ เปิดตัว Galaxy A50 ที่สุดแห่งสมาร์ทโฟนที่จะเข้ามาเปลี่ยนประสบการณ์ที่แตกต่าง ให้สนุกสนาน เรียลไทม์ และให้คุณเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นกว่าที่เคย ภายใต้แนวคิด ซัมซุง กาแลคซี่ เอ สมาร์ทโฟนของคนชอบไลฟ์” โดยถ่ายทอดผ่านพรีเซนเตอร์ที่ทรงอิทธิพลในโลกโซเชียล  ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ที่สุดศิลปินชายแห่งยุคขวัญใจเหล่า ‘นุช’ ประกบคู่กับ ‘ท็อป LAZYLOXY’ แรปเปอร์หนุ่มเลือดใหม่มากความสามารถ

นับเป็นครั้งแรกของการจับคู่กันของทั้งสองศิลปินสุดฮอต ตัวแทนของเหล่าเจน Z ผู้ชอบคิดค้นและลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์ กล้าแสดงความเป็นตัวของตัวเอง และที่พร้อมจะออกไปไลฟ์ ออกไปมูฟ อย่างไร้ขีดจำกัด! แค่วันแรกที่ปล่อยโฆษณาก็ทำเอาเหล่าแฟนคลับฮือฮา จนกระแส #GalaxyA50TH ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ ซึ่งนอกจากโฆษณาแล้ว ทั้งสองศิลปินก็ยังได้ออกซิงเกิลเพลงเต็ม Life is live ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้สุด ๆ

SAMSUNG GALAXY A50 สมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาให้คนรุ่นใหม่

สนุกสนานกับการถ่ายภาพและวิดีโอมากยิ่งขึ้น ด้วย 3 กล้องหลัง 1 กล้องหน้า ที่มีความละเอียดถึง 25 ล้านพิกเซล เก็บภาพสวยคมชัดทั้งกลางแจ้งและในที่ๆแสงน้อย พร้อมเพิ่มความพิเศษด้วยเลนส์ Ultra Wide ถ่ายภาพมุมกว้าง ได้มากถึง 123 องศา เสมือนกล้องมืออาชีพ ให้พร้อมออกไปเก็บภาพความประทับใจ เปิดมุมมองใหม่ให้กว้างมากยิ่งขึ้น บนหน้าจอ Full HD+ ความละเอียดสูง Super AMOLED ดีไซน์ใหม่แบบ Infinity-U ขนาด 6.4 นิ้ว และเต็มที่กับทุกกิจกรรมตลอดทั้งวัน ด้วยแบตเตอรี่ความจุ 4,000 มิลลิแอมป์ ที่รองรับการชาร์จเร็ว ให้ผู้ใช้งานเชื่อมต่อได้ตลอดเวลา สมกับที่เป็นสมาร์ทโฟนเพื่อการใช้ชีวิตของคนเจเนอเรชั่น Z  อย่างแท้จริง

แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของ Samsung” ในเมืองไทยนั้นอาจจะไม่ค่อยเฟืองฟูนัก ด้วยการตีตื้นของเหล่าแบรนด์จีน ที่นับวันยิ่งหายใจรดต้นคอขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งดูตัวเลขที่ DIC รายงาน ตลาดสมาร์ทโฟนโลก” ไตรมาส 1/2019 พบว่า Samsung” ยังคงรักษาความเป็นแชมป์ของพวกเขาไว้ได้ โดยมียอดส่งมอบทั้งสิ้น 71.9 ล้านเครื่อง ลดลง 8.1% จากที่เคยทำได้ 78.2 ในไตรมาสก่อน โดยครองส่วนแบ่งตลาด 23.1%

หากไม่อาจหายใจได้ทั่วท้องเพราะเบอร์ 2 อย่าง Huawei” โตกระฉูดกว่า 50.3% หรือคิดเป็นจำนวน 59.1 ล้านเครื่อง ครองส่วนเป็นตลาด 19% ไม่ไกลจาก Samsung มากนัก

ยิ่งในเวลานี้ Galaxy Fold” สมาร์ทโฟนหน้าจอพับได้กำลังเจอโรคเลื่อน ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้กับสาวกที่เสียเงินก่อนไปแล้วจะได้รับสินค้าเมื่อไหร่ ? ก็ต้องนับว่าสถานการณ์ในวันนี้ หนักหนา” สำหรับ Samsung อยู่เหมือนกัน

ที่ผ่านมา Samsung ก็ได้พยายามแก้เกมคู่แข่ง โดยเฉพาะในกลุ่มเซ็นเมนต์กลาง ผ่านการออกหลายๆ โมเดล ซอยเซ็กเมนต์จับกลุ่มลูกค้า พร้อมกับจ้าง พรีเซ็นเตอร์” เพื่อเรียกยอดขายจากกลุ่มแฟนคลับ

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น Galaxy A 50” ก็เลือก เป๊ก ผลิตโชค” มาคู่กับ ท็อป LazyLoxy” และศิลปินที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดคือ BLACKPINK” ซึ่ง Samsung  ตัดสินใจให้เป็นพรีเซนเตอร์ของรุ่น Galaxy A 80” ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย แต่เป็นในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และดูเหมือนว่าการตัดสินใจทุ่มเงินในครั้งนั้นจะสร้างผลงานได้เป็นที่พึงพอใจแก่ Samsung อยู่ไม่น้อย เห็นได้จากกระแสแฟนคลับหลายคนที่ตัดสินใจซื้อตาม จม Samsung ตัดสินใจทุ่มจ้าง BLACKPINK อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นทั้ง 4 สาว มาเพียง 1 เท่านั้น

และ 1 สาวที่ว่าคือ ลิซ่า–ลลิษา” สาวไทยหนึ่งเดียวในวง ที่ถูกดึงตัวมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับ Samsung Galaxy S10” โดยเป็นการรับตำแหน่งสำหรับ เมืองไทย” โดยเฉพาะ ไม่เหมือนกับกรณีของ A 80 ที่เป็นระดับภูมิภาค ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการปล่อยภาพที่ ลิซ่า” คู่กับเครื่อง S10 มาสร้างกระแสใน Twitter ก่อนแล้ว

นี่ถือเป็นการรับตำแหน่งพรีเซนเตอร์อย่างเป็นการในเมืองไทยครั้งที่ 2 ของ ลิซ่า” หลังจากก่อนหน้านี้ได้ถูก AIS ทุ่มเงินในระดับที่สมน้ำสมเนื้อ และใช้ความพยายามในการเจรจามานานมากกว่าจะประสบความสำเร็จ

แน่นอนว่าการเป็นพรีเซนเตอร์ครั้งนี้ของ ลิซ่า” คงถูก Samsung ตั้งความหวังอยู่ไม่น้อย ที่จะเข้ามาช่วยให้สามารถกระโดดหนี จากการการตีตื้นของเหล่าแบรนด์จีน และกู้สถานการณ์ที่ล่อแหลมอยู่ในขณะนี้

โทรศัพท์มือถือรุ่นฮิตที่อยู่ในใจคนไทย

โทรศัพท์

            โทรศัพท์ มือถือหรือที่เราเรียกกันแบบติดปากว่ามือถือนั้นเป็นไอเทมสำคัญที่อยู่คู่กับเรามานานหลาย 10 ปีแล้ว โดยแรกเริ่มเดิมทีอาจจะเป็นของใช้ประจำตัวของนักธุรกิจหรือบุคคลที่ต้องติดต่องานอยู่เป็นประจำซึ่งฟังก์ชั่นและจุดมุ่งหมายการใช้งานในสมัยอดีตนั้นก็ตอบวัตถุประสงค์ดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมานั่นก็คือโทรออกและรับสายนั่นเอง แต่ว่าเมื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้ก้าวหน้าขึ้นมือถือที่เราใช้กันก็ได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสมาร์ทโฟนซึ่งมีประสิทธิภาพและการทำงานหลากหลายตอบโจทย์การใช้งานได้มากขึ้นกว่าแต่เดิม

                โดยช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานั้นมือถือก็ได้เริ่มกระจายไปยังกลุ่มคนที่ไม่ใช่นักธุรกิจและวัยทำงาน แต่ได้เป็นของใช้ส่วนตัวของคนทุกเพศทุกวัยเลยก็ว่าได้ แต่ละแบรนด์แต่ละรุ่นก็จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนกันและได้รับความนิยมกันในประเทศไทยบ้านเรามากมาย ดังนั้นเราจะพาทุกท่านย้อนไปดูมือถือยอดฮิตที่อยู่ในความทรงจำของทุกคนกันว่ามีรุ่นไหนอะไรบ้างและคุณเคยเป็นเจ้าของหรือเปล่า

                1. Motorola DynaTAC 8000X

                มาเริ่มกันที่ยุคบุกเบิกของมือถือในประเทศไทยโดยช่วงนั้นมือถือจะมีขนาดที่ใหญ่มากเพราะเทคโนยีสมัยนั้นยังดำเนินไปด้วยระบบอนาล็อคอยู่ยังไม่สามารถย่อบางอย่างมาอยู่ในการทำงานแบบดิจิตอลที่ใช้พื้นที่เล็กกว่าได้  โดย Motorola DynaTAC 8000X ออกมาในปี ค.ศ. 1983 หรือปี พ.ศ. 2526 ของไทยเราถือว่าเป็นมือถือที่ทำงานได้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบตอบความต้องการในสมัยนั้นได้ครบ เพราะถึงแม้ว่าจะมีขนาดใหญ่แต่ก็สามารถพกพาไปที่ไหนก็ได้และมีสัญญาณที่ชัดเจนแต่ว่าต้องไปใช้ในเมืองใหญ่เพราะในตอนนั้นสัญญาณของมือถือยังไม่ครอบคลุมนั่นเอง โดยตัวเครื่องราคาขายคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 130,000 บาท และค่าสัญญาณในยุคนั้นก็คือว่าแพงมาก

                2. Motorola MicroTAC 9800X

                ยังอยู่ที่ค่าย Motorola ที่เรียกว่าเป็นเจ้าพ่อของวงการมือถือในสมัยนั้นอยู่โดยรุ่น MicroTAC 9800X ที่เปิดตัวในปี 1989 นั้นถือได้ว่าเป็นตัวต่อยอดมาจาก DynaTAC 8000X เพราะว่ามีขนาดที่เล็กกว่าพกพาได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น และเป็นต้นแบบของมือถือที่สามารถชาร์จไฟบนรถยนต์ได้ จนมีอุปกรณ์เสริมที่ช่วยทำให้ใช้มือถือได้อย่างสะดวกสบายเกิดขึ้นในปัจจุบันมากมาย

                3. Nokia 1011

                เป็นยุคแรก ๆ ของมือถือที่เปลี่ยนจากระบบอนาล็อคสู่ระบบดิจิตอล โดย Nokia 1011 ที่วางขายในปี 1992 เป็นมือถือในระบบ GSM ที่ขายดีไปทั่วโลก โดยมีขนาดเล็กจนสามารถใส่กระเป๋ากางเกงไอย่างสบาย ๆ แต่ว่าก็อัดแน่นไปด้วยประสิทธิภาพที่รับส่งสัญญาณได้เป็นอย่างดี โดยจุดเด่นของรุ่นนี้ก็คือมีฟังก์ชั่นที่สามารถรับส่งข้อความในแบบ SMS ได้นั่นเอง

                4. Motorola StarTAC

                เมื่อมือถือได้เริ่มเป็นที่นิยมของผู้ใช้งานหลาย ๆ กลุ่มมากขึ้น ดีไซน์และฟังก์ชั่นต่าง ๆ จึงได้พัฒนาตามไปอย่างรวดเร็วและดีไซน์ที่เป็นที่นิยมมาก ๆ ของประวัติศาสตร์มือถือโลกก็เกิดขึ้นเมื่อปี 1996 Motorola ได้เปิดตัวมือถือในรุ่น StarTAC มือถือฝาพับที่มีจอแสดงผลซึ่งดูแล้วสวยงามและยังสามารถปรับเปลี่ยนสีไฟบนหน้าจอได้ เรียกได้ว่าถูกใจวัยรุ่นในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก โดย Motorola StarTAC เป็นมือถือที่สามารถนำวงการเทคโนโลยีและแฟชั่นให้เข้ามาอยู่ด้วยกันได้เป็นรุ่นแรก ๆ ซึ่งในประเทศไทยก็ฮิตกันถล่มทลายเลยทีเดียว

                5. Nokia 8110

                ใครเป็นแฟนภาพยนตร์หรือเคยดูเรื่อง The Matrix ภาคแรกนั้นคงจะคุ้นตากับมือถือที่เป็นทรงโค้งมนและสามารถดึงแผ่นครอบมาเพื่อที่จะใช้งานกดปุ่มที่ไปปรากฏในภาพยนตร์ได้ โดย Nokia 8110 คือชื่ออย่างเป็นทางการของรุ่นนี้แต่ในประเทศไทยจะเรียกกันว่า “รุ่นกล้วย” เพราะว่ามีรูปทรงที่คล้ายคลึงกับกล้วยนั่นเอง โดยช่วงที่ออกวางขายอยู่ในปี 1996 และยิ่งเป็นที่รู้จักและขายดีมากขึ้นไปอีกในปี 1999 ที่ภาพยนตร์ The Matrix เข้าฉาย

                นี่เป็นเพียงบางส่วนของมือถือหรือที่เรียกเป็นทางการว่า โทรศัพท์ มือถือที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย เชื่อว่าหลาย ๆ คนยังคงมีหลายรุ่นเก็บไว้เพื่อลำลึกถึงความหลังในช่วงรอยต่อของเทคโนโลยีต่าง ๆ