วิวัฒนาการของ PlayStation

                              ใครหลายๆคนอาจจะมีกิจกรรมที่สามารถทำให้ตัวเองผ่อนคลายได้ บางคนมีงานอดิเรกสไตล์ที่ตัวเองชอบ ทั้งรวมไปถึงสิ่งที่ตัวเองสนใจชื่นชอบเป็นพิเศษ ซึ่งแต่ละกิจกรรมก็มีความแตกต่างกันออกไป และการเล่นเกมก็คือกิจกรรมยามว่างสุดฮิตที่สามารถทำให้คุณผ่อนคลายอย่างหนึ่งเช่นกัน ซึ่งในยุคปัจจุบันนี้ การเล่นเกมถือว่าถูกยอมรับในวงกว้างมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากการเล่นเกมนั้น นอกจากจะช่วยให้เรามีความรู้สึกสนุกแล้ว สิ่งๆนี้ยังสามารถเป็นช่องทางในการฝึกความสามารถในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมและคำนวณ รวมไปถึงการเล่นเกมยังช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้เล่นอีกด้วย

                              เครื่องเกมรุ่นแรกนั้นผลิตจากบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของโลก คือบริษัท Sony ซึ่ง Sony ได้เปิดตัวเครื่องเล่นเกม PlayStation ที่เป็นเครื่องแรกของบริษัท และวางขายครั้งแรกในวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1994 ซึ่งการเปิดตัวเครื่อง PlayStation นั้นเองที่ทำให้สามารถเรียกร้องความสนใจกับผู้คนเป็นจำนวนมาก และวิวัฒนาการของเครื่องเกมนี้ทำให้วงการเกมนั้นเปลี่ยนแปลงไปเลยทีเดียว จากที่เล่นเกมแบบตลับ ก็เปลี่ยนเป็นรูปแบบเป็นซีดีกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งการเปลี่ยนแผ่นเกมจากแผ่นตลับมาเป็นแผ่นซีดีนั้นจะทำให้สามารถเพิ่มความจุของข้อมูลและเนื้อหามากขึ้น รวมถึงการแสดงผลของภาพได้มากขึ้น ทำให้ยอดขายของเครื่องเล่นเกมนี้พุ่งไปถึงง 100 ล้านเครื่องกันเลยทีเดียว

                              หลังจากที่ Sony ประสบความสำเร็จในการผลิตเกมเครื่องแรก ในเวลาต่อมาในปี ค.ศ. 2000 Sony ก็ได้ผลิต PlayStation 2 ขึ้นมา และยังมีการเปลี่ยนแผ่นเกมจากซีดีไปเป็นรูปแบบดีวีดี และเครื่องเล่น PlayStation 2 ยังคงถูกขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องเล่นเกมที่ใช้งานภายในบ้านที่ขายดีจนถึงทุกวันนี้กันเลยทีเดียว และยอดขายของ PlayStation 2 ที่มีการจำหน่ายไปแล้ว 155 ล้านเครื่องจากทั่วโลก

                              ในปี ค.ศ. 2006 ได้ถือกำเนิด PlayStation 3 และยอดขายของ PlayStation 3 นั้นคือ 80 ล้านเครื่อง และที่มีความแตกต่างจาก PlayStation ก่อนๆเนื่องจาก PlayStation 3 จะเป็นรุ่นแรกที่ตัวเครื่องสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ แถมยังมีตัวฮาร์ดดิสก์ที่บันทึกข้อมูลภายในตัว ทั้งนี้ยังสามารถรองรับความละเอียดของภาพ High Definition ( HD Resolution)

                              และล่าสุดในตอนนี้ Sony ได้ออกเครื่องเล่นเกมมาถึง PlayStation 4 แล้ว ซึ่งทาง Sony ได้เปิดตัวไปวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 และเหมือนเดิมที่จะเริ่มวางขายในช่วงไตรมาสที่ 4 ภายในปีเดียวกัน นอกจากที่สามารถจะเล่นเครื่องเล่นเกมชั้นนำทั่วไปได้แล้ว PlayStation 4 ยังได้มีวิวัฒนาการที่ล้ำสมัยมากกว่าเดิม สิ่งที่โดดเด่นกว่าเครื่องเล่นเกมปกติทั่วไปคือสามารถฟังเพลงและดูหนังได้ หรือถ้าอยากจะใช้ Application ต่างๆก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ซึ่งคุณสามารถดาวน์โหลดได้จาก  PlayStation Store ได้เลย แถมยังมีความสามารถในการประมวลผลของระบบภาพได้อีกด้วย ซึ่งภาพที่ออกมาจะมีความสวยกว่าและสมจริงกว่า PlayStation รุ่นที่ผ่านมา นับเป็น Home Entertainment ที่ตอบโจทย์ต่อผู้ใช้งานในยุคนี้เป็นอย่างมาก

                              ความล้ำสมัยของ PlayStation 4 ที่ทำให้คุณต้องว้าว เพราะระบบ PS4 นั้นมีความสามารถในการเรียนนรู้กับความชอบของคุณด้วย โดยระบบนี้จะเรียนรู้จากการที่คุณกด Like หรือ Dislike นั่นเอง และสิ่งที่พัฒนาออกมาก็เพื่อที่จะให้ผู้ใช้งานเน้นการใช้งานแบบออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ การที่มีรูปแบบออนไลน์เกิดขึ้นนั้นก็เพื่อที่จะสร้างกลุ่มผู้เล่นเกมที่หลากหลายจากแนวเกมต่างๆ รวมไปถึงระบบที่ทำขึ้นมายังส่งเสริมการเล่นออนไลน์แบบเฉพาะ ทั้งใน PlayStation Plus และ PlayStation Store และสนับบสนุนให้เกิดการสร้างสังคมออนไลน์ขึ้นมาผ่านทาง PlayStation 4 เพราะว่าเราสามารถแชร์วีดีโอหรือข้อมูลของผู้เล่นไปยังทาง Social Media ได้ อย่างเช่น Twitter และ Facebook  รวมถึงสามารถชวนเพื่อนๆให้มาเล่นเกมกับคุณได้ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนบนโลกหรือจะไม่มีเกมเป็นของตัวเองก็ได้ คุณสามารถเล่นเกมในรูปแบบเป็นทีมหรือจะให้เพื่อนของคุณเล่นเกมแทนคุณ นั่นก็สามารถทำได้

                              หลายคนคงสงสัยว่า PlayStation 4 จะสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้อย่างไร ที่ PlayStation 4 สามารถเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้นั้นก็เพื่อที่จะให้ผู้คนที่ชอบเล่นเกมเหมือนกันได้มีการพูดคุยหรือแชร์ประสบการณ์กัน ซึ่งเราสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ด้วยสาย LAN ( Local Area Network Cable) หรืออีกวิธีที่ง่ายกว่า นั่นก็คือการเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่มาจากตัวเครื่องได้เลย

                              สุดยอดของ PlayStation 4 นี้นั้นมีความท้าทายและอยากให้คุณมาลิ้มลองเล่นดูนะคะ เพราะจะมีเกมมากมายสุดพิเศษที่จะพาคุณไปสู่ในดินแดนมหัศจรรย์ ทั้งสนุกและได้ Relax ไปในเวลาเดียวกัน

เต็มที่ไปกับชีวิตด้วยเทคโนโลยีจาก JBL

JBL Charge 3

ในช่วงที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็นยุคของความไร้สายจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นหูฟังไร้สาย หรือลำโพงไร้สายก็ต่างนำเทคโนโลยีมาประชันกันอย่างไม่หยุด ถือได้ว่ามีบทบาทอย่างมาในท้องตลาดสินค้าไอที คนส่วนใหญ่มองหาลำโพงไร้สายเนื่องจากใช้ง่าย สะดวกและเหมาะแก่การพกพา เป็นได้ทั้งลำโพงคอม ลำโพงพกพา ลำโพงส่วนตัวเอาไว้ปาร์ตี้ที่บ้าน เป็นต้น ด้วยความเป็นที่ต้องการในท้องตลาด หลายแบรนด์จึงพยายามหาจุดเด่นและนำเสอนคุณภาพเพื่อให้ตรงใจผู้บริโภคมากที่สุด จนออกจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดแล้วตอนนี้มากมายหลายยี่ห้อ หลายรุ่นด้วย ซึ่งในแต่ละยี่ห้อหรือรุ่นนั้น จะมีความแตกต่างกันในด้านของฟังก์ชัน อาทิ ระบบเชื่อมต่อ ควาทนทานของวัสดุ ความทนทานของแบตเตอรี่ ระบบเสียง ดีไซน์ และอีกมากมาย ซึ่งนั้นก็แล้วแต่ความชอบส่วนตัวของแต่ละบุคคลเลย ความากล้นของลำโพงไร้สายในตลาดตอนนี้นั้น อาจจะทำใหผู้บริโภคได้เปรียบที่ว่ามีตัวเลือกเยอะมากขึ้น ซึ่งบางตัวอาจจะมีความเหมือนๆ กันในด้านฟังก์ชัน แต่มีราคาที่ดีกว่า หรือถูกกว่า ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เกิดคำถามต่อมาว่า งั้นซื้อรุ่นไหนดี ? วันนี้ทางเราเลยจะมาแนะนำ 1 รุ่นที่แทบจะครอบคลุมทุกความต้องการ

            จากดังกล่าวด้านบน ลำโพงไร้สายที่น่าสนใจเลยคือ jbl charge 3 ซึ่งเจ้าลำโพงรุ่นนี้เรียกได้ว่า ฟังก์ชันครบครัน เสียงพุ่งอัดแน่น คุ้มค่าคุ้มราคา การันตีด้วยแบรนด์ชั้นนำจากอเมริกาที่ได้ยอมรับกันทั่วโลกอย่าง JBL ที่พัฒนาลำโพงกันน้ำ ที่ ตั้งแต่ Charge 2 มาเป็น Charge 2+ และเป็น Charge 3 ในที่สุด โดย jbl charge 3 เป็นลำโพงไร้สายทรงกระบอก ด้านหน้าโดดเด่นด้วยชื่อแบรนด์ หุ้มวัสดุทนทานด้วย Durable Fabric ถนัดในการจับ ด้านข้างทั้งสองด้านของตัวลำโพงจะเป็นแผ่นสีเงินที่สลักโลโก้ของแบรนด์ไว้อย่างสวยงาม ซึ่งแผ่นเหล่านี้คือไดรเวอร์ของ Passive Radiator ทำหน้าที่ช่วย “ปั้ม” เสียงเบสให้มีมวลและ แรงกระแทกมากขึ้น

ในส่วนของด้านของตัวลำโพงจะมีปุ่มฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ของลำโพง ดังนี้ ปุ่ม Bluetooth มีหน้าที่เปิด/ปิดระบบบลูทูธของตัวลำโพงเพื่อใช้เชื่อมต่อกับ สมาร์ทโฟน, โน๊ตบุ้ค, และแท็บเล็ตต่างๆ ปุ่มลด/เพิ่มเสียง เพื่อสำหรับลด/เพิ่มความดังของเสียงเพลง ปุ่มเปิด ปิดลำโพง มีไว้เพื่อเปิด/ปิดลำโพง ปุ่ม JBL Connect สำหรับเปิดการใช้งาน JBL Connect เพื่อมเชื่อมต่อลำโพงตัวอื่นๆที่รองรับระบบเดียวกัน ปุ่มเล่นกับหยุด เอาไว้กดเพื่อเล่น/หยุดเพลงตามต้องการ และด้วยการพัฒนาจากรุ่นเดิมอย่าง Charge 2+ ทำให้ปุ่มต่างๆ เหล่านี้ถูกยกนูนขึ้นมาเล็กน้อย ให้ง่ายต่อการกดและสังเกต ในส่วนของด้านหลังจะมีแผ่นปิดเพื่อป้องกันน้ำ ฝุ่นหรือสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อตัวลำโพง เมื่อเปิดแผ่นปิดออกจะเจอช่อง Aux (AUX คือเสียบสายขนาด 3.5 mm เข้ากับเครื่องเล่นเพลง มือถือ หรือ แท็ปเล็ต, Micro USCB (Micro USB คือ สำหรับเสียบสายชาร์จไฟเข้ากับตัวเครื่อง , และ USB (USB คือ สำหรับทำหน้าที่เป็น Powerbank ชาร์จโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตของคุณ

นอกจากนี้ jbl charge 3 ยังมีระบบสำหรับเชื่อมลำโพงได้ 2 แบบ ได้แก่ Party Mode จะทำให้ลำโพงทั้ง 2 ตัวออกเสียงเหมือนกัน เหมาะสำหรับเอาลำโพงไปวางในตำแหน่งต่างๆของปาร์ตี้ เพื่อกระจายเสียงได้ทั่วถึง และ Stereo Mode ที่จะทำให้ลำโพงทั้ง 2 ตัวออกเสียงที่แตกต่างกัน โดยตัวนึงจะออกเสียงข้างซ้าย และอีกตัวจะออกเสียงข้างขวา ทำให้เสียงที่ได้มีมิติมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการเชื่อมต่อผ่าน JBL Connect นี้ยังสามารถเชื่อมต่อข้ามรุ่นอีกด้วย และที่เหนือไปกว่านั้นหลายคนคงกลัวว่าลำโพงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วจะไม่สามารถโดนน้ำได้ แต่กับรุ่นนี้สามารถเอาลงไปจุ่มน้ำด้วยยังได้เลย เพราะลำโพงรุ่นนี้มีการป้องกันมาตราฐาน IPX7 ที่สามารถอยู่ใต้น้ำลึก 1 เมตร นานครึ่งชั่วโมง รวมไปถึงแบตเตอรี่ที่ทนทาน อึก ถึก มีมาด้วยกันถึง 6,000 mAh โดยทั่วไปใช้งานได้ยาวนานถึง 16-18 ชั่วโมง ซึ่งเกินพอความต้องการ ด้านของเสียง แนวเพลงที่เหมาะสม จะเป็นสไตล์สนุกสนาน ปาร์ตี้มันส์ อาทิ EDM Pop R&B หรือจะเป็นพวกฟังสบายอย่าง Easy-listening, Bossa ก็ให้เสียงเพลงที่น่าฟังจนเคลิมเลยทีเดียว เรียกได้ว่าลำโพง jbl charge 3 ตัวนี้คุ้มสุดๆแล้ว ในช่วงราคาระดับกลาง ที่ใครๆ ก็พอจะเอื้อมถึงได้ ฟังก์ชันครบครัน เสียงเพลงโดนใจ

เทคโนโลยีที่น่าสนใจของทีวียุคปัจจุบัน

               ทีวีเป็นสื่อพื้นฐานสำหรับทุกคนในครอบครัวมาเป็นเวลานาน ด้วยความที่มีครบทั้งภาพและเสียงมีคอนเทนท์ไม่ว่าจะเป็นสาระความบันเทิงอันหลากหลาย ทั้งยังเป็นตัวกลางในการเชื่อมอุปกรณ์อื่น ๆ ทั้งเครื่องเล่นเกมหรือเครื่องเสียงได้อีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อุปกรณ์เครื่องนี้จะเป็นที่นิยมอยู่ทุกยุคสมัย

          ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีสื่อสมาร์ทโฟนและอินเตอร์เน็ตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของใครหลาย ๆ คน แต่ว่าทีวีก็ยังคงเป็นสื่อหลักที่ยังคงมีติดอยู่ทุกบ้าน และไม่ใช่ว่าจะหยุดในเรื่องการพัฒนารอวันล้าสมัย แต่ก็ยังคงใส่เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่องทำให้กลายเป็นอุปกรณ์ความบันเทิงครบวงจร ซึ่งเราจะมาดูถึงสิ่งที่น่าสนใจในอุปกรณ์นี้ยุคปัจจุบันกัน

               1. รูปทรงที่ตอบโจทย์

          ในยุคแรก ๆ เรื่อยมาถึงเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน อุปกรณ์ชนิดนี้เราจะคุ้นกันในลักษระที่เป็นจอแก้วทรงสี่เหลี่ยมหนา ๆ จอชนิด CRT แต่ว่าในตอนนี้การดีไซน์ได้ทำให้กระทัดรัดผอมบางกว่ากว่าเดิมมาก ๆ มีน้ำหนักเบาเคลื่อนย้ายได้สะดวก ในส่วนของจอก็ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น LCD, LED หรือ Plasma TV ที่ให้คุณภาพของภาพที่ดีกว่าเดิม

          อีกทั้งความใหญ่ของหน้าจอก็มีให้เลือกหลากหลายมากกว่าเดิม ตั้งแต่ 14 นิ้วไปจนถึง 75 นิ้ว ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

          2. ความคมชัดที่มากกว่าเก่า

          ในสมัยก่อนคนอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับความคมชัดของสื่อดังกล่าวมากนัก แค่ให้มีภาพที่ดูสบายตาและไม่มีสัญญาณรบกวนมากเกินไปก็คงเพียงพอแล้ว เนื่องจากการรับสัญญาณในอดีตมักรับสัญญาณจากเสาอากาศผ่านคลื่น VHF หรือ UHF ถ้าต่อผ่านเครื่องเล่นก็เป็นวีดีโอ ซึ่งส่วนมากจะมีความชัดไม่เกิน 480P ซึ่งจอแก้วในสมัยอดีตนั้นถ่ายทอดได้สบาย ๆ

          แต่ในปัจจุบันนี้เมื่อโลกได้รู้จักกับมาตรฐานความคมชัดแบบ HD คอนเทนท์ต่าง ๆ ก็ได้ทำการผลิตและถ่ายทำมาในความชัด 720P หรือ 1080P เป็นอย่างน้อย และ 4K ไปจนถึง 8K เป็นอย่างสูง สื่อชนิดนี้จึงต้องรองรับคุณภาพของภาพที่สูงขึ้นดังกล่าวไปด้วย ซึ่งสิ่งที่คนดูจะได้รับคือการรับชมที่สวยงามสมจริงมากยิ่งขึ้น

          นอกจากนี้ยังมีอีกเทคโนโลยีที่ชื่อ HDR ซึ่งให้สีดำเป็นสีดำสนิท สีอื่น ๆ ก็สดใสสวยงาม ในฉากต่าง ๆ ที่ปรากฏบนจอนั้นก็จะได้พบกับความตื่นตาตื่นใจ ยิ่งเป็นภาพยนตร์แฟนตาซี หรือ การ์ตูนอนิเมชั่นด้วยแล้วยิ่งทำให้ได้ภาพสวยงามยิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งตอนนี้เครื่องเล่นเกมยอดนิยมอย่าง PlayStation 4 นั้นก็รองรับการทำงานในระบบ HDR ด้วย ทำให้เมื่อเชื่อมต่อไปบนจอแล้วการเล่นเกมของคุณก็จะแปลกใหม่มากขึ้นด้วย

               3. ระบบสมาร์ททีวี

          เมื่อโลกของอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเราในทุกกิจกรรม แน่นอนว่าสาระความบันเทิงต่าง ๆ ที่มากมายมหาศาลนั้นก็เหมาะสมที่จะมาอยู่บนหน้าจอเป็นอย่างมาก จึงเกิดเทคโนโลยีนี้ขึ้นมา โดยหลักการทำงานในภาพรวมก็คล้ายคลึงกับสมาร์ทโฟนมาก เพราะว่าสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ ดังนั้นจึงเสมือนกับมีคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนจอยักษ์อยู่ที่บ้าน รวมถึงดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นเสริมต่าง ๆ มาไว้ในเครื่องได้ ประสบการณ์การชมที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเดิมจึงเกิดขึ้น

          และแน่นอนว่าสามารถรับชมวิดีโอออนดีมานด์ที่กำลังมาแรงได้ไม่ว่าจะเป็น Netflix, LINE TV หรือ iflix ยิ่งทำให้ความต้องการของเทคโนโลยีนี้มีมากยิ่งขึ้นสวนทางกับราคาที่ไม่แพงอย่างที่คิด ถ้าใครสนใจก็มีหลายแบรนด์ให้เลือกซื้อทั้ง Sony, Samsung, Toshiba หรือ Sharp เป็นต้น

          4. ระบบเสียงกระหึ่มถึงใจ

               เมื่อย้อนกลับไปเมื่อเราอยากที่จะดูภาพยนตร์หรือฟังเพลงผ่านจอตู้ก็ต้องเชื่อมต่อผ่านเครื่องเสียงใหญ่ ๆ แต่ตอนนี้ระบบเสียงที่ติดมากับเครื่องก็ไม่ใช่เล่น ๆ เพราะว่ากระหึ่มสมจริงเหมือนกับมีโฮมเธียเตอร์ย่อม ๆ ติดมาเลยทีเดียว หรือว่าถ้าใครอยากได้ความสมบูรณ์แบบไปอีกก็อาจจะซื้อซาวด์บาร์ขนาดพอดี ๆ มาเพิ่มด้วยก็ได้

          และนี่คือส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีทีวีที่เรามานำเสนอให้ทุกท่านได้ทราบกัน เห็นได้ว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนั้นไม่เคยหยุดนึ่งเลย ดังนั้นเรียนรู้และอยู่กับสิ่งนี้อย่างมีความสุขและเป็นประโยชน์นะครับ

ไมโครโฟนที่ดี จะพาเสียงเราไปในทางที่ดี!

                อย่างที่เรารู้กันว่าสียงที่ดี ย่อมมาจากต้นแบบที่ดี แม้ว่าเครื่องดนตรีหรืออุปกรณ์ที่ได้วางเสียงไว้หรือระบบต่างๆ เอาไว้จะดีแค่ไหน จะแพงเพียงไร แต่หากต้นแบบไม่ดี ก็ไม่อาจจะทำให้เสียงที่ออกไปดีขึ้นมาได้ ในส่วนของระบบสัญญาณเสียงก็เช่นกัน เพียงแต่เครื่องเสียงประกอบด้วยส่วนต่างๆ หลายส่วนเข้ามาประกอบกัน  แต่มี 1 จุดที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษคือต้นแบบ ต้องบอกก่อนเลยว่านักดนตรีมือใหม่หรือนักดนตรีฝึกหัดกับเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องเสียงดีๆ มาเพื่อทำเพลงดี อัดแน่นด้วยคุณภาพ นักร้องมีน้ำเสียงที่ชัดเจน ไพเราะ น่าสนใจ เต็มไปด้วยเสน่ห์หา แต่พอมาร้องด้วยไมโครโฟนถูกๆ แล้วคาดหวังให้เสียงร้องนั้นดี มีคุณภาพ ไพเราะ ชัดเจน อาจจะเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจนเกินไป เนื่องจากว่าคุณภาพของเสียงจากไมโครโฟนนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับตัวรับเสียง ซึ่งในเครื่องเสียงเรียกว่า  “ต้นแบบของเสียง”(Source) กล่าวคืออุปกรณ์ที่มีหน้าที่เปลี่ยนพลังงานการเปล่งเสียงธรรมชาติของเราหรือเสียงพลังแบบอะคูสติค เป็นพลังงานไฟฟ้า ในส่วนของรายละเอียดที่ต้องให้ความสำคัญของอุปกรณ์นี้ต้องศึกษาให้ดี เพราะอุปกรณ์ตัวนี้หรือแบบนี้ไม่ได้สร้างมาเพียงแค่แบบเดียว ได้มีการออกแบบมาเพื่องานแบบเฉพาะเจาะจงอีกด้วย อาทิ ทิศทางการรับเสียง ต่างรุ่นกันก็มีทิศทางการรับเสียงก็ต่างกัน , ความถี่ตอบสนองที่แตกต่างกันออกไป ลักษณะของการเน้นรัดับเสียงก็ต่างกัน และอื่นๆ อีกมากมาย ฉะนั้น ในวันนี้เราจึงมีวิธีการเลือกใช้เพื่อให้ตรงกับความต้องการมาที่สุด

ลำดับแรกในข้อแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้เริ่มต้น ต้องคิดก่อนว่าจุดประสงค์จะใช้อัดเสียงอะไร, ชนิดของ Microphone, รูปแบบการรับเสียง, การตอบสนองความถี่, งบประมาณที่เอื้อมถึง ฯลฯ

อันดับแรกเราควรมาทำความรู้จักประเภทของ Microphone กันก่อนดีกว่า โดยครั้งนี้เราจะแบ่งตามลักษณะของโครงสร้างวัสดุ แบ่งออกได้เป็น 6 ชนิด ด้วยกันคือ คาร์บอน ทำจากผงถ่าน คุณภาพไม่ค่อยดี , คริสตัล ใช้แร่คริสตัลเป็นตัวสั่นสะเทือน อุปกรณ์ชนิดนี้ไม่ทนต่อสภาพแวดล้อมและอากาศ , เซรามิค คล้ายแบบคริสตัล แต่มีความทนทานสูงกว่า , คอนเดนเซอร์ ใช้คอนเดนเซอร์ เป็นตัวสร้างความถี่ เพื่อทำให้เกิดสัญญาณขึ้น แต่ต้องอาศัยแบตเตอรี่ เป็นตัวช่วยในการทำงาน คุณภาพเสียงดี เบาเล็กกะทัดรัด คุณภาพของเสียงดี มีความคงทน เหมาะที่จะใช้งานสาธารณะ , ริบบอน ใช้แผ่นอลูมิเนียมเบา จึงต้องอยู่ระหว่างแม่เหล็กถาวรกำลังสูง เมื่อคลื่นเสียงมากระทบกับแผ่นอลูมิเนียม จะสั่นสะเทือนและเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น มีราคาแพงแต่คุณภาพดีมาก มีความไวสูง แม้แต่เสียงหายใจ ลมพัด จะรับเสียงได้ เหมาะที่จะนำไปใช้ในห้องส่งวิทยุโทรทัศน์-บันทึกเสียง

ในด้านของเทคนิคการใช้ Microphone ลำดับแรกจะเป็นเรื่องของระยะห่างการพูด เนื่องจากว่าเวลาเราพูดใส่ไมโครโฟนจะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติความไวต่อการรับเสียงของ Microphone แต่ละตัวเป็นหลัก โดยทั่วไปแล้วผู้พูดควรพูดห่างจาก Microphone เฉลี่ยประมาณ 6-12 นิ้ว ถ้าผู้พูดใกล้หรือไกลกว่านี้ อาจจะทำให้เสียงที่ออกมามีคุณภาพไม่ดี เช่น อาจทำให้เกิดเสียง “ฮัม” เสียงลมหายใจและเสียงลมฝีปากรบกวน ที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะป้องกันเสียงลมจากบรรยากาศรอบข้าง เสียงลมหายใจจากผู้พูดรบกวน โดยการใช้ฟองน้ำสวมครอบที่หัวของ Microphone

นอกจากนี้ ต้องทดสองเสียงของ Microphone ด้วย ทดสอบด้วยการพูดห่างจากเสียง Microphone ระยะที่เหมาะสมโดยพูดคำว่า ” ทดสอบ” แล้วนับ 1 ถึง 9 ลงท้ายด้วย 0 ทำติดต่อกันไปอย่างช้าๆ ช่วงละประมาณ 10 วินาที แล้วขึ้นต้นใหม่ ทำติดต่อกัน 3 ครั้ง เพื่อให้ผู้ควบคุมเสียงปรับระดับความดังและน้ำเสียงให้เหมาะสมกับสภาพห้องและความต้องการที่เหมาะสมกับงาน

นอกจากเทคนิคในการใช้แล้ว ยังมีข้อควรระวังในการใช้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ยาวนานมากขึ้น แรกๆ เลยพยายามอย่าเคาะ อย่าเป่า Microphone เพื่อทดสอบการทำงานของ Microphone เป็นอันขาด เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ Microphone ได้ง่าย หลีงเลี่ยงให้อุปกรณ์ได้รับความกระทบกระเทือนหรือแตกหล่นเป็นอันขาด เช่น กระแทกลงบนพื้นห้อง เพราะจะทำให้เกิดการเสียหายซึ่งจะทำการซ่อมแซมได้ยาก จึงควรระมัดระวังในการติดตั้ง การวาง และการให้สัมผัส และงดการหันส่วนหน้าของอุปกรณ์เข้าหาลำโพง หรืออยู่ใกล้ลำโพงเกินไปหรืออยู่ใกล้ผนังที่มีการสะท้อนเสียงมากๆ เพราะจะเป็นสาเหตุให้เกิดเสียงหวีดแหลมคล้ายเสียงหอนดังออกจากลำโพงได้

หูฟังราคาหลักพัน ..จำเป็นแค่ไหน

หลายปีที่ผ่านมานี้เราจะเห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ วงการ ตั้งแต่สมาร์ทโฟน อุปกรณ์เสริม จนถึงพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งในบ้านและนอกบ้าน สมาร์ทโฮมต่างๆ เป็นต้น ซึ่งสิ่งที่เราอยากจะพูดถึงคือสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์เสริมสำคัญ ที่แทบทุกคนจะต้องมีติดตัวเอาไว้ นั้นก็คือหูฟัง หรือ Earphones เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์พื้นฐานเอาไว้ติดตัวและเทคโนโลยีนี้เองไม่เคยหยุดนิ่ง ทำให้ปัจจุบัน Earphones พัฒนาไปในแบบแปลกใหม่และตอบโจทย์ผู้ใช้มากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าราคาค่าตัวก็สูงตามไปด้วย จนบางคนคิดว่าคงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินหลักพันเพื่อหูฟัง 1 ตัว แต่ในวันนี้ทางเราอยากจะลองเสนอเหตุผลและนะนำว่าทำไมคุณถึงสมควรเป็นเจ้าของ Earphones ที่มีราคาระดับนี้

วัสดุและส่วนประกอบ : สิ่งแรกๆ ที่เราสามารถจับต้องและสัมผัสได้เป็นลำดับต้นๆ คือวัสดุและส่วนประกอบภายใน ซึ่งหลายๆ คนอาจจะไม่ได้ให้คำสำคัญเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้วในเรื่องของวัสดุและส่วนประกอบจะส่งผลในระยะค่อนข้างยาว เกี่ยวกับการใช้งานโดยทั่วไปแล้วพวกส่วนประกอบของ Earphones จะมีตั้งแต่พลาสติก โลหะ อะลูมิเนียม รวมถึงไม้ เป็นต้น และวัสดุแต่อย่างก็จะมีความแข็งแกร่งและความทนทานต่างกัน ถ้าพูดถึงการใช้งานในชีวิตประจำวันแล้วอายุการใช้งานของ Earphones มักเสียหายไปกับอุบัติเหตุเล็กน้อยเช่น ทำตกพื้น สายถูกกระชาก สายหักใน เป็นต้น ดังนั้นส่วนประกอบและวัสดุจึงเป็นสิ่งแรกๆ ที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อการใช้งานในระยะยาว

คุณภาพเสียงเพิ่มขึ้น แต่ขนาดเล็กลง : Earphones ในปัจจุบันนั้น จะมีขนาดเล็กกระทัดรัด มีข้อดีคือทำให้การพกพาสะดวกสบายแต่มีหลายๆ คน อาจจะคิดว่าส่งผลต่อพลังเสียงให้ไม่สมบูรณ์แบบหรือเปล่า ซึ่งคงจะไม่จริงเสมอไป เนื่องจากว่า ณ ตอนนี้มีหูฟังขนาดเล้กเกิดขึ้นมากมาย แต่คุณภาพกับคับแน่น ราคาอาจจะสูงขึ้นแต่บอกเลยว่าจะไม่เสียใจเลย ถ้าได้ลองฟัง โดยเฉพาะรุ่นนี้เลย SONY MDR-EX155AP-BQE Earphones อินเอียร์เล็กพริกขี้หนูที่ฝังไดรเวอร์นีโอดิเมียมขนาด 9 มม.ไว้ทำให้เสียงที่กระทบหูทรงพลังและมีดีไซน์ มีเอกลักษณ์โดเด่นตามสไตล์แบรนด์

การเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัด : เทคโนโลยี Wireless ได้ช่วยให้การใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ง่ายและมีอิสระยิ่งขึ้น ช่วยให้คุณเพิ่มความสะดวกสบายในการพกพามากขึ้น เพราะฉะนั้น Earphones จึงไม่จำเป็นต้องมีสายเหมือนเก่าอีกต่อไป โดย Earphones Wireless ได้แยกย่อยไปยังแบบมีสายคล้องคอ เช่น JBL INSPIRE 500 BT เอียร์บัสที่มีมิติเสียงครบเครื่องสามารถใช้งานต่อเนื่องนาน 8 ชั่วโมง ดีไซน์เรียบง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความน่าสนใจ และแบบ True Wireless ซึ่งปราศจากสายอย่างสิ้นเชิง อย่าง PIONEER SE-C8TW (B) อินเอียร์ตัวเล็ก แต่คุณภาพเสียงคับแน่นและดีไซน์น่าประทับใจ มีระยะการเชื่อมต่อบลูทูธได้ไกลถึง 10 เมตร ใช้งานต่อเนื่องนาน 9 ชั่วโมง แล้วอย่างนี้จะอดใจ ไม่ลองซื้อ ลองหามาฟังติดหูไว้ได้อย่างไร ทั้งนี้ ยังมีรุ่นอื่นๆ ที่น่าสนใจให้เลือกกันอีกมากมาย ลองเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ PowerBuy online ตลอด 24 ชม.

บอกแฟชั่นตามแบบคุณ : เหตุผลต่อมาจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลย นอกเสียจาก รูปแบบหรือดีไซน์ เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่า Earphones เป็นเหมือน Accessories ชิ้นหนึ่งที่โชว์สไตล์ของแต่ละคน ดังนั้น การมี Earphones อินเอียร์ดีไซน์เท่ๆ สีสันสะดุดตาสักอันนึง ก็เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การจับจองเป็นอย่างยิ่ง อย่าง SOL Relays Sport Three Button ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยการออกแบบสุดล้ำเรียบหรูเข้ากับเสื้อผ้าทุกสไตล์ ดีไซน์สุดคูลเหมาะกับคนคูลๆ ทุกคน หรือ MARLEY รุ่น EM-JH133 Earphones Wireless แบบโอเวอร์เอียร์ในสี Cooper สุดสวย สวมใส่สบาย พร้อมไดร์เวอร์แบบไดนามิกขนาด 40 มม. ก็เป็นสิ่งที่สตรีทแฟชั่นไอคอนอย่างคุณพลาดไม่ได้

ความทนทานพร้อมลุยได้ทุกสถานการณ์ : แน่นอนว่า Earphones ที่ดีควรสามารถติดตัวเราไปได้ในทุกๆ ที่ ดังนั้น Earphones ที่ทนทานจึงเป็นสิ่งซึ่งผู้ใช้ควรนึกถึงเพื่อความคุ้มค่าในระยะยาว ถ้าจะให้เราแนะนำ ก็ ยี่ห้อดังอย่าง BOSE SoundSport wireless ก็น่าสนใจ รุ่นนี้เป็น Earphones อินเอียร์ไร้สายเหมาะกับขาลุยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยวัสดุแข็งแรงมีคุณสมบัติกันน้ำและฝุ่นพร้อมแนวเสียงสนุกสนานคึกคักช่วยให้คุณพร้อมจะเปิดโลกที่ท้าทายไปพร้อมๆ กับดนตรี

สัตว์เลี้ยงดิจิตอล ทางเลือกของคนรุ่นใหม่

               เชื่อได้เลยว่าต้องมีหลาย ๆ คนชื่นชอบหรือมีงานอดิเรกในการเลี้ยงสัตว์แน่ ๆ เพราะนอกจากจะได้ความเพลิดเพลินมีเพื่อนไว้คลายเหงาแล้ว ยังเป็นการฝึกจิตใจให้มีความอ่อนโยนเอื้อเฝื้อดูแลผู้อื่นได้อีกด้วย

          แต่สภาพสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันอาจจะทำให้เกิดข้อจำกัดมากขึ้นในการเลี้ยงสัตว์ ทั้งบริเวณที่อยู่ซึ่งคับแคบลงเนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตซึ่งบางคนต้องมาอยู่คอนโดหรือห้องเช่า หรือเรื่องของเสียงของสัตว์เลี้ยงที่อาจจะดังไปรบกวนผู้อื่นซึ่งกำลังทำงานนั่งกดคีย์บอร์ดอยู่บ้านหรือห้องข้าง ๆ ก็ได้

          ดังนั้นจึงมีผู้ที่คอยคิดค้นการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยอย่างเช่นเมื่อปี 1996 มีบริษัทของเล่นชื่อดังจากญี่ปุ่นอย่าง Bandai ได้คิดค้นสัตว์เลี้ยงในรูปแบบดิจิตอลกึ่งเกมขึ้นมาในชื่อว่า Tamagotchi ซึ่งในประเทศไทยของเราก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่ง Tamagotchi มาในดีไซน์เหมือนไข่ที่มีหน้าจอพร้อมปุ่ม 3 ปุ่ม ซึ่งเราจะมีหน้าที่เลี้ยงสัตว์ในตัวเครื่องแต่ว่าไม่ใช่ สุนัข แมว กระต่าย อย่างที่คุ้นเคย แต่เป็นสัตว์ต่างดาว หรือ เอเลี่ยน! ด้วยการหาอาหารมาป้อน หายารักษาโลก อาบน้ำ เล่นด้วย เป็นต้น

               Tamagotchi ทำยอดขายถล่มทลายในประเทศญี่ปุ่นบ้านเกิด เพราะว่าตอบโจทย์ความต้องการทั้งในเรื่องการมีพื้นที่อาศัยจำกัดทำให้ไม่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้รวมถึงวัฒนธรรมการเล่นเกมของแดนอาทิตย์อุทัยนั้นก็เข้มข้นมาก จนกระทั่งได้กระจายความนิยมไปทั่วโลก โดยมีการรายงานว่าสามารถจำหน่ายได้ 82 ล้านเครื่องเลยทีเดียว โดยในปัจจุบัน Tamagotchi ก็กลับมาสร้างความสนุกสนานให้เราอีกครั้งในรูปแบบจอสี รวมถึงมีเป็น Application บน Smartphone อีกด้วย

          ถ้าพูดถึงฝั่งญี่ปุ่นแล้วจะไม่พูดถึงนวัตกรรมสัตว์เลี้ยงดิจิตอลฝั่งตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้ โดยหลายคนคงคุ้นหูกับ Furby ตุ๊กตารูปร่างน่ารักเป็นเอกลักษณ์ที่ฮิตถล่มทลายในไทยและทั่วโลกมาหลายยุคหลายสมัย โดยต้นกำเนิดมาจากบริษัท Hasbro ในปี 2000 รูปร่างลักษณะของ Furby นั้นมีต้นแบบมาจาก ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์ ที่อยู่บนเกาะที่สุลาเวสีในประเทศอินโดนีเซีย ขนาดตัวของสัตว์เลี้ยงดิจิตอลตัวนี้เท่ากับตุ๊กตาน่ารักปกติ สามารถพูดได้ในภาษาเฟอร์บิช หัวเราะ ร้องเพลงและเต้นได้

          Furby สามารถเป็นเพื่อคลายเครียดได้เป็นอย่างดีระหว่างทำงานหน้าคีย์บอร์ด ทั้งยังเป็นเพื่อนที่ดีให้กับเด็ก ๆ ที่เด็ดและเป็นกิมมิคสำคัญก็เป็นการนำ Furby 2 ตัวมาวางใกล้ ๆ กันแล้วก็จะสามารถพูดคุยกันเองได้ จนสามารถทำยอดขายทั่วโลกไปได้มากกว่า 40 ล้านตัว Hasbro ก็ได้ทยอยผลิตตุ๊กตาซีรีย์นี้ออกมาเรื่อย ๆ จนมาถึงยุคที่ Smartphone ได้รับความนิยม Furby จึงกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมลูกเล่นใหม่ ๆ ที่สามารถทำผ่าน Smartphone ได้เช่น เลือกอาหารเพื่อนำมาป้อนได้ หรือแม้กระทั่งก้าวผ่านกำแพงภาษาด้วยฟังก์ชั่นการแปลภาษาเฟอร์บิชมาเป็นภาษาอังกฤษได้อีกด้วย 

               สุนัขคงเป็นสัตว์เลี้ยงและเพื่อนแท้ของมนุษย์ตั้งแต่โลกเรายังไม่รู้จักคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อสภาพแวดล้อมบางอย่างในปัจจุบันเปลี่ยนไป การเลี้ยงสุนัขจึงเป็นเรื่องที่ลำบากสำหรับบางคน ยิ่งเป็นผู้สูงอายุที่ต้องอยู่บ้านหรือคอนโดแบบเหงา ๆ ด้วยแล้วการไม่สามารถเลี้ยงสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าไม่น้อย

          ดังนั้นบริษัท Consequential Robotics จากประเทศอังกฤษจึงได้คิดค้น MiRo หุ่นยนต์สุนัขที่มีรูปร่างลักษณะของวัวผสมอยู่ โดยเป้าหมายหลักของเจ้าตัวนี้ก็คือการเป็นเพื่อนคลายเหงาให้กับครอบครัวที่เลี้ยงสัตว์ไม่ได้ ผู้สูงอายุ รวมจนถึงผู้ป่วยซึ่งไม่สามารถออกจากบ้านได้ ซึ่งไม่ใช่แค่หุ่นยนต์สุนัขธรรมดา แต่เจ้า MiRo ยังมีระบบ AI ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของเจ้าของและแสดงความรู้สึกเพื่อตอบสนองออกมาอย่างใกล้เคียงธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้นที่บริเวณหลังและหัวก็มีเซ็นเซอร์ที่สามารถรับรู้สัมผัสได้ ที่จมูกก็มีเซ็นเซอร์ทำหน้าที่ใช้จดจำตำแหน่งที่อยู่ของตัวเอง ตาทั้ง 2 ข้างยังบรรจุกล้องไว้ 2 ตัวเพื่อจดจำใบหน้าผู้คนรอบตัว ทั้งนี้สามารถบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ไปยัง Smartphone ของท่านได้ทันที ไม่ต้องไปดูในคอมพิวเตอร์ PC ที่ต้องเชื่อมคีย์บอร์ด

          และนี่คือทั้งหมดของเรื่องราวของสัตว์เลี้ยงดิจิตอลที่เรานำมาเสนอให้ทุกท่านได้ทราบกันในครั้งนี้  หวังว่าจะถูกใจผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงสัตว์และสนใจในเทคโนโลยีกันนะครับ