ความหัศจรรย์ huawei p10 plus

huawei p10 plus

               ใครเป็นสาวกที่กำลังรอการเปิดตัวของ huawei p10 plus นั้นคงจะไม่ต้องรอเก้อกันอีกต่อไปแล้วนะคะ เพราะตอนนี้หัวเว่ยไม่ปล่อยแฟนๆต้องรอคอยกันอีกแล้ว ต้องขอการันตีของการมีทีเด็ดของหัวเว่ยในครั้งนี้นั้นคือการเปิดตัวหัวเว่ยรุ่น p10 plus นั่นเองค่ะ และสิ่งที่โดดเด่นของเจ้า Smartphone ก็คงหนีไม่พ้นในเรื่องของกล้องนั่นเองค่ะ เพราะว่ากล้องที่อยู่บนโทรศัพท์มือถือ huawei p10 plus นั้นคือกล้องของ Leica

สำหรับใครที่ชื่นชอบการถ่ายรูปเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั้นคงจะรู้จักแบรนด์ที่มีความโด่งดังในเรื่องของกล้องถ่ายรูปอย่างแบรนด์ Leica นั่นเองค่ะ ไม่มีใครบนโลกนี้ไม่รู้จักกล้องยี่ห้อ Leica อย่างแน่นอน ซึ่งกล้อง Leica นั้นมีทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยนะคะ ใครที่เป็นสาวก Leica ก็คงอยากจะได้หัวเว่ย รุ่น p10 plus มาถือในมือกันแล้วใช่ไหมล่ะคะ แต่ถ้าใครยังมีความไม่แน่ใจหรือว่ามีความลังเลอยู่นั้นก็อย่าพึ่งตัดสินใจไปค่ะ วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับความมหัศจรรย์ของ p10 plus กันค่ะ รับรองว่าจะต้องไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

        ความหัศจรรย์ p10 plus ที่คุณจะต้องรู้และห้ามพลาดเด็ดขาด

• ที่สุดของกล้อง Leica

   เปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่กับ หัวเว่ย รุ่น p10 plus โดยเฉพาะตัวกล้องของหัวเว่ยที่ได้แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Leica มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโทรศัพท์หัวเว่ย รุ่น p10 plus นั่นเองค่ะ ต้องบอกเลยว่าคุณสมบัติของกล้องคู่จาก Leica นั้นเป็นกล้องคู่ที่มีความละเอียดถึง 12MP + 20MP ส่วนในเรื่องของรูรับแสงในตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้จะอยู่ที่ F2.2 มีระบบกันสั่น OIS อีกด้วย และนี่ก็ถือเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้กับกล้องหน้าของ Leica ที่มีความสามารถพิเศษในการบันทึกแสงที่มากขึ้นถึงสองเท่าด้วยกันนั่นเอง และกล้องหน้าที่เป็นกล้องคู่นั้นมีความละเอียก 8 MP รวมถึงค่ารูรับแสงนั้น F1.9 ค่ะ

• เอาใจคนรักเซลฟี่

   เวลาที่เราถ่ายรูปภาพผ่านหัวเว่ย รุ่น p10 plus โดยกล้อง Leica นั้น ต้องบอกเลยว่ารูปเซลฟี่ที่ออกมาจากกล้องหัวเว่ย รุ่น p10 plus นั้นจะมีความดูดีแบบไร้ที่ติด ไม่ว่าคุณจะอยากถ่ายเซลฟี่ในตอนกลางวัน หรือว่าคุณจะอยากเซลฟี่ในตอนกลางคืนก็ตามแต่ภาพที่ออกมาจะชัดเจน เพราะกล้องหน้าของหัวเว่ย รุ่น p10 plus นั้นสามารถบันทึกแสงได้ถึงสองเท่า ต้องขอการันตีในเรื่องของคุณภาพของรูปถ่ายว่าจะต้องไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน รวมถึงกล้องหน้าของหัวเว่ย รุ่น p10 plusนี้สามารถรองรับการถ่ายภาพที่เปนรูปแบบของการเซลฟี่ที่เป็นแบบกลุ่มได้ โดยที่การเซลฟี่นั้นจะปรับเปลี่ยนเป็นภาพถ่ายที่เป็นมุมกว้างแบบอัตโนมัติเวลาคนเข้ามาถ่ายเพิ่มขึ้นนั่นเองค่ะ แถมเซนเซอร์ของหัวเว่ย รุ่น p10 plusมีขนาดที่ใหญ่และสามารถบันทึกแสงได้มากขึ้นถึงสองร้อยเปอร์เซ็นต์อีกด้วยค่ะ

• วัสดุพรีเมี่ยม

   ด้วยความประณีตของหัวเว่ยที่มีการดีไซต์ในรุ่น p10 plusได้อย่างยอดเยี่ยมและไม่มีที่ติ บอกเลยว่าหัวเว่ยได้สร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการดีไซต์ที่มีการใช้วัสดุ Hyper Diamon-Cut บนสมาร์ทโฟนนั่นเองค่ะ ซึ่งนวัตกรรมนี้จะเพิ่มสีสันและความแข็งแกร่งมากขึ้น มีการเคลือบผิวอีกด้วยค่ะ มีให้เลือกทั้งแบบมันวาวและแบบพ่นทราย (Sandblast) ซึ่งเป็นผู้กำหนดเทรนด์สีระดับโลก และที่สำคัญนั้นยังเป็นผู้กำหนดเทรนด์สีสำหรับสมาร์ทโฟนเพื่อเพิ่มสีสันให้แก่ผู้ใช้ทั้งหลายนั่นเองค่ะ

• ลื่นไหลไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ

   สำหรับความลื่นไหลของหัวเว่ย รุ่น p10 plus นั้นบอกเลยว่ามาพร้อมหน่วยความจำแรม (Ram) ที่ขนาดใหญ่จุใจถึง 6GB ไม่ว่าคุณจะใช้งานApplicationsที่หลากหลายและเยอะแค่ไหนก็สามารถทำได้ ไม่มีการที่จะเกิดเครื่องค้างหรือว่ามีอาการหน่วงอย่างแน่นอน อยากจะดูหนังพร้อมๆไปกับการแชทกับเพื่อนก็ยังทำได้เลยค่ะ และสิ่งที่สำคัญของหัวเว่ย รุ่น p10 plus นั้นก็คือหน่วยความจำขอรุ่นนี้นั่นเอง ซึ่งความจุของหัวเว่ย รุ่น p10 plus มีความจุสูงสุดถึง 128GB บอกเลยว่าเยอะแบบมากๆ เรียกได้ว่าใครที่ชอบเก็บรูปเยอะๆนั้นจะต้องถูกใจความความจุที่หัวเว่ยมอบให้อย่างแน่นอน รวมถึงใครที่ชอบโหลดภาพยนตร์รวมถึงโหลดเพลงเก็บไว้ในเครื่องก็คงต้องถูกใจกับความจุที่มีมากขนาดนี้เช่นกัน

โปรมือถือ เคส ฟิล์มกันรอย ..ของแถมดีๆ ที่ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น

โปรมือถือ เคส ฟิล์มกันรอย

โปรมือถือ เคส ฟิล์มกันรอย เป็นของแถมที่หลายๆ คนชอบที่จะได้รับสมนาคุณเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ โปรมือถือ ปัจจุบันสมาร์ทโฟนนั้น เปรียบได้ว่าเป็นอุปกรณ์คู่หูคู่ใจสำหรับทุกคนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ไอโฟน ซัมซุง หัวเว่น ออปโป้ ฯลฯ ฉะนั้น การใช้งานต้องมีการดูแลเป็นอย่างดี เพื่อให้สมาร์ทโฟน อยู่กับเราไปได้นาน และมีคุณภาพอยู่เสมอ จึงต้องอาศัยอุปกรณ์เสริมมือถืออื่น ๆ เพื่อลดความเสียที่อาจจะเกิดขึ้นกับสมาร์ทโฟนของเราให้น้อยที่สุด โดยทางเพาเวอร์บายขอแนะนำอุปกรณ์เสริมแจ่มๆ เพื่อให้เกิดคุณภาพ และป้องกันในเวลาใช้งานเพิ่มมากขึ้น

อันดับแรกนั้น คือฟิล์มกันรอยแบบกันกระแทก (Anti-Shock Screen Protector) เนื่องจากปัญหาหนักอกหนักใจที่บรรดาผู้ใช้สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ต้องเจอกันอยู่เป็นประจำก็คือการทำเครื่องหล่น หรือเกิดกระแทกกับของบางอย่างแล้วหน้าจอแตก ซึ่งทำให้ลำบากต้องเสียเงินไปเปลี่ยนหน้าจอกันหลายพันบาท ดังนั้นบรรดาผู้ผลิตฟิล์มกันรอยชั้นนำจึงพร้อมใจกันพัฒนาฟิล์มกันรอยแบบกันกระแทก (Anti-Shock) ออกมาโดยเฉพาะ

ซึ่งจุดเด่นของฟิล์มกันกระแทกแบบนี้ แน่นอนว่าตัวฟิล์มจะมีความทนทานต่อแรงตกกระแทกของวัตถุที่กระทบกับหน้าจอ รวมไปถึงการป้องกันรอยขีดข่วนที่อาจเกิดขึ้นจากการพกพาของผู้ใช้ อีกทั้งแผ่นฟิล์มยังมีความแข็งแรงทนทานกว่าฟิล์มแบบทั่วๆ ไปหลายเท่าเลยทีเดียว  และเท่าที่มีการทดสอบกันมาก็พบว่า แผ่นฟิล์มชนิดนี้สามารถป้องกันหน้าจอแตกได้จริง

 เนื่องจากตัวของแผ่นฟิล์มเองจะประกอบไปด้วยชั้นย่อยหลายชั้นที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ตั้งแต่ชั้นฟิล์มกันรอยนิ้วมือ, ชั้นฟิล์มกันรอยขีดข่วน  และชั้นฟิล์มกันแรงกระแทก ซึ่งชั้นฟิล์มกันกระแทกนี้เองจะผลิตจากกระจกที่สามารถช่วยดูดซับแรง หรือกระจายแรงกระแทกแทนหน้าจอจริงๆ ได้

ซึ่งในปัจจุบันนี้แบรนด์ผู้ผลิตฟิล์มกันรอยชั้นนำหลาย ๆ แบรนด์ต่างก็มีฟิล์มกันกระแทกชนิดนี้ติดตั้งให้ผู้ใช้อย่างหลากหลาย  และมีการพัฒนาให้ตัวฟิล์มเหมาะสมกับการใช้งานโดยทั่วไปแบบครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ความบางของฟิล์มในระดับ 0.xx มิลลิเมตร, การป้องกันรอยนิ้วมือ หรือการป้องกันการเกาะตัวของหยดน้ำ เป็นต้น

และด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้ก็ส่งผลให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักเลือกติดตั้งฟิล์มกันรอยแบบกันกระแทก (Anti-Shock) ที่มีคุณสมบัติครอบคลุมไว้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับสมาร์ทโฟนเครื่องสำคัญของเราได้ทุกเมื่อนั่นเอง ซึ่งทางเพาเวอร์บายก็มีฟิลม์กันกระแทกหรือฟิล์มรุ่นอื่น ๆ ให้เลือกซื้อจับจ่ายใช้สอย ในราคาที่แสนพิเศษมาก ๆ อีกด้วย

ทั้งนี้ นอกจากอุปกรณ์เสริมมือถือแล้ว เรายังต้องดูแลรักษาสมาร์ทโฟนของเราช่วยอีกทางนึงด้วย เช่น ควรทำความสะอาดด้วยผ้านุ่มไม่มีขน ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์ น้ำยาทำความสะอาด หากเลอะสารเคมีที่ฤทธิ์กัดกร่อนพื้นผิว ให้ใช้ผ้าซับออกทันที แล้วเช็ดด้วยน้ำยาทำความสะอาดอีกครั้ง หากใส่เคสควรถอดออกทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง กรณีเครื่องเปล่าไม่ได้ใส่เคส สามารถเช็ดคราบต่างๆ ได้ทันที ไม่ควรปล่อยไว้นานจนแห้ง

เพราะอาจทำให้คราบฝังแน่น เช็ดออกยาก หรืออาจกัดกร่อนผิวหรือสีเครื่องได้ (ไม่ใส่เคสเช็ดได้ทันที) ในขณะที่ถ้าใส่เคสถนอมตัวเครื่อง อาจมีผงหรือเม็ดฝุ่นเล็กๆ ติดอยู่ข้างใน ซึ่งเกิดการเสียสีตัวเครื่องทำให้เกิดรอยขีดข่วนได้ จึงควรถอดเคสออกมาเช็ดทำความสะอาดทั้งตัวเครื่อง และเคส อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง (ใส่เคสถอดเช็ดเดือนละครั้ง)

อีกข้อสำคัญคือ ควรรักษาระดับแบตเตอรี่ให้มีประจุไฟ 40 – 80% ตลอดเวลา ตามปกติแล้วการชาร์จแบตเตอรี่อาจจะสัปดาห์ละครั้ง วันเว้นวัน หรืออาจจะทุกวัน ขึ้นอยู่กับความจุ และการใช้งานของแต่ละเครื่องแต่ละคน ข้อสำคัญคือ ควรใช้งานแบตเตอรี่ให้มีประจุไฟคงเหลืออยู่ที่ 40 – 80% จะช่วยให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

เลือก Power Supply ยังไงให้โดนใจคนใช้คอม

Power

         ในการใช้คอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพนั้นอุปกรณ์ต่าง ๆ มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้เมาส์หรือคีย์บอร์ดที่คุณภาพดี หรือใครที่ทำงานในสายงานที่แตกต่างกันก็คงต้องมีอุปกรณ์ที่มีลักษณะเฉพาะทางตรงตามวัตถุประสงค์ และ Power Supply หรือ เครื่องจ่ายไฟฟ้าสำหรับคอมพิวเตอร์นั้นก็จำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานคอมพิวเตอร์เพราะว่าเป็นส่วนสำคัญในการทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เลยทีเดียว

          ดังนั้นสำหรับคนที่จะเลือกซื้อคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะแบบประกอบเองซึ่งกำลังมองหาจะมีวิธีเลือกยังไงให้ตรงใจและเหมาะสมมากที่สุด วันนี้เราจะมาแนะนำกันในหลาย ๆ แง่มุมกัน

          Power Supply หรือ เครื่องจ่ายไฟฟ้าสำหรับคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่ในการแปลงกระแสไฟฟ้าจากกระแสสลับมาเป็นแบบกรแสตรงเข้ามายังเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านเมนบอร์ด ทำให้ส่วนต่าง ๆ และอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็น จอ, CPU, Harddisk ทำงานได้ ดังนั้นสิ่งนี้เปรียบได้กับเส้นเลือดใหญ่ของวงจรเลยทีเดียว

               ประเภทของเครื่องจ่ายไฟฟ้าสำหรับคอมพิวเตอร์มีดังนี้

          แบบ AT นิยมใช้กันมาตั้งแต่อดีต โดยการทำงานจะต่อตรงจากแหล่งจ่ายไฟผ่านการทำงานโดยการ เปิด-ปิด ซึ่งบางครั้งเกิดปัญหากับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างเช่น Harddisk หรือ CPU ซึ่งจำเป็นต้องมีไฟหล่อเลี้ยงเอาไว้ก่อนที่จะปิดการทำงาน ซึ่งถ้าพลาดไปกดปิดก็จะเกิดผลไม่ดี

          แบบ ATX เป็นแบบที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน โดยการนำแบบ AT มา พัฒนาต่อ โดยนำส่วน เปิด-ปิด มาอยู่กับส่วนของเมนบอร์ด ทำให้มีกระแสไฟหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ต่าง ๆ เอาไว้ก่อนที่จะปิดเครื่อง ทำให้ลดความเสียหายของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในเครื่อง

          วิธีการเลือกซื้อมีดังนี้

          1. ต้องมีกำลังไฟเพียงพอต่อการใช้งาน

          เป็นข้อหลักที่ควรจะนึกถึงและสำคัญมาก ๆ ในการเลือกซื้อเพราะว่าเป็นการบอกว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้สามารถจ่ายไฟให้คอมพิวเตอร์ได้มากเท่าไหร่ โดยหน่วยที่เลือกนั้นมีจำนวนเป็น watt ซึ่งแล้วแต่ว่าส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์นั้นใช้กำลังไฟมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเช็คดูได้จาก TDP (Thermal design power) เช็คได้จากเมนู Setting ของคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะอยู่ที่ประมาณ 65 watt ซึ่งควรซื้อเผื่อไว้ 30% เป็นอย่างต่ำ

         2. ดูพื้นที่ในคอมพิวเตอร์

          ตัวเคสของคอมพิวเตอร์มีไว้สำหรับใส่อุปกรณ์ต่าง ๆ และใส่เครื่องจ่ายไฟสำหรับคอมพิวเตอร์ด้วย ถ้าจะให้ดีจำเป็นต้องหาเคสที่มีพื้นที่กว้างเพื่อที่จะมีที่ระบายอากาศหรือว่ามีที่ไม่พอก็สมควรที่จะเจาะรูและติดกับตัวเคสเลย ซึ่งแบบนี้อาจจะต้องให้ช่างผู้ชำนาญมาทำการติดตั้ง แต่ถ้าตัวเคสมีขนาดใหญ่มากพอที่จะใส่เครื่องจ่ายไฟฟ้าสำหรับคอมพิวเตอร์ที่เลือกซื้อมาก็ใส่ไปได้เลย

          3. ความสามารถในการระบายความร้อน

          เนื่องจากเป็นส่วนที่ต้องเจอกับความร้อนอย่างต่อเนื่องอุปกรณ์ชิ้นนี้จึงจำเป็นต้องมีพัดลมระบายอากาศติดตั้งไว้ซึ่งจะทำการระบายลมร้อนจากการทำงานออกไปและนำความเย็นใส่เข้ามาในตัวเครื่อง ในสมัยก่อนจำนวนของพัดลมจะมีมากถึง 3 ตัวในรุ่นที่แพง ๆ แต่ว่าในปัจจุบันนั้นได้พัฒนาให้มีเพียงแค่ใบเดียวแต่ว่ามีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งช่วยในเรื่องเสียงของการทำงานได้เป็นอย่างดี

          4. ความปลอดภัย

          จริง ๆ แล้วเครื่องจ่ายไฟฟ้าสำหรับคอมพิวเตอร์ก็คือหม้อแปลงชนิดหนึ่งนั่นเอง ซึ่งต้องมีมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งการรับรองมาตรฐานที่ชื่อว่า 80 PLUS สำคัญสำหรับอุปกรณ์ชิ้นนี้ เพราะผ่านการทดสอบแล้วว่าไฟที่ถูกนำเข้ามาจะเปลี่ยนเป็นความร้อนในระดับแค่ 20% ซึ่งจะช่วยเซฟเรื่องความร้อนไปได้มากและช่วยประหยัดไฟอีกด้วย

          5. เลือกเผื่ออนาคต

          แน่นอนว่าคอมพิวเตอร์นั้นต้องได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาในเรื่องสเปคดังนั้นการเลือกซื้อเครื่องจ่ายไฟฟ้าสำหรับคอมพิวเตอร์ก็ต้องดูว่าสามารถรองรับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ถึงรุ่นไหน และจ่ายไฟได้สูงสุดอยู่ที่กี่ watt เพราะว่าถ้าเกิดอัพสเปคคอมครั้งต่อไปแล้วเกิดเปิดไม่ติดหรือจ่ายไฟไม่พอทำให้อุปกรณ์อื่น ๆ เสียหายคงไม่สนุกเลย

          การดูแลเครื่องจ่ายไฟฟ้าสำหรับคอมพิวเตอร์

          หลัก ๆเลยก็คือเรื่องฝุ่นที่ต้องทำความสะอาดอยู่บ่อย ๆ เพื่อไม่ให้เกาะจนทำให้พัดลมระบายอากาศทำได้ไม่เต็มที่ ควรใช้แปลงปัดออกบ่อย ๆ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

          และนี่คือเรื่องราวของเครื่องจ่ายไฟฟ้าสำหรับคอมพิวเตอร์ จะเห็นได้ว่าการเลือกซื้อนั้นไม่ยากและไม่ง่ายแต่ต้องศึกษาให้ดีก่อนซื้อนะครับ

ความสมบูรณ์แบบของกล้อง nova 3

nova 3

            เปิดตัวไปแล้วสำหรับโทรศัพท์มือถือที่กำลังมาแรงในปี 2019 อย่างสมาร์ทโฟนที่มีความครบเครื่องอย่างแบรนด์ HUAWEI ที่มีการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่น nova 3 นั่นเองค่ะ ซึ่งการเปิดตัวในครั้งนี้ต้องขอบอกเลยว่าได้รับการตอบอย่างเป็นอย่างดี รวมถึงเป็นกระแสที่แรงเพราะไม่มีแบรนด์ไหนเคยทำมาก่อนนั่นเองค่ะ ซึ่งสิ่งที่พิเศษของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มาพร้อมกับกล้องที่มีถึง 4 ตัวนั่นเองค่ะทุกคน!!!คุณอ่านไม่ผิดหรอกนะคะ นี่คือโทรศัพท์มือถือที่มีกล้องสี่ตัวที่อยู่ในเครื่องเดียวกัน ไม่อยากจะเชื่อก็คงต้องเชื่อว่านวัตกรรมของเทคโนโลยีในปัจจุบันจะทำให้ความก้าวหน้าของวงการโทรศัพท์มือถือนั้นมีการพัฒนาที่ล้ำสมัยแบบอย่างเช่นวั้นนี้นั่นเอง

               สิ่งที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดคงไม่พ้นของ HUAWEI รุ่น โนวา 3 ก็คงจะหนีไม่พ้นในเรื่องของกล้องนั่นเองนะคะ เพราะหัวเหว่ยนั้นเขามีความโดดเด่นในเรื่องของกล้องมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ก็มีหลายคนที่อาจจะคงไม่คาดคิดว่าการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่อย่างโนวา 3 ในครั้งนี้จะสร้างปรากฏการณ์ให้กับแฟนๆหัวเหว่ยมากกว่าที่ผ่านมานั่นเองค่ะ หรือเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกของวงการโทรศัพท์มือถือเลยก็ว่าได้ที่มีอะไรใหม่ๆแบบนี้เกิดขึ้น เพราะ HUAWEI รุ่น nova 3 นั้นเป็นสมาร์ทโฟนที่มีกล้องถึงสี่ตัวนั่นเองค่ะ รวมไปถึงกล้องสี่ตัวที่ให้มานั้นจะมี AI ที่คอยช่วยปรับภาพให้ดูออกมาสวยงามมากกว่าที่เคยอีกนะคะ

               ปฎิเสธไม่ได้จริงๆนะคะว่า HUAWEI ยังคงสร้างปรากฏการณ์ในเรื่องของพัฒนา Smartphone แบบต่อเนื่อง และคงจะมีการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆแบบไม่รู้จบ โดยเฉพาะการเปิดตัว HUAWEI รุ่น โนวา 3 ที่มีคุณภาพสูงแต่ราคาไม่แรงแบบที่ใครๆคิด ถ้าใครอยากรู้และมีความสงสัยถึงข้อดีของ HUAWEI รุ่น โนวา 3 นั้น งั้นเราจะมาบอกกันว่ามีอะไรเจ๋งๆที่คุณต้องร้องว้าวกับสมาร์ทโฟนรุ่นนี้บ้าง

       ความโดดเด่นของสมาร์ทโฟน HUAWEI รุ่น โนวา 3

• กล้องสี่ตัวในเครื่องเดียว

   อย่างที่ได้กล่าวในตอนแรกไปว่า HUAWEI รุ่น โนวา 3 นั้นมาพร้อมกับกล้อง 4 ตัว บอกเลยค่ะว่ากล้องสี่ตัวนี้มีความครบเครื่องอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในส่วนของกล้องคู่หน้าจะมีความละเอียด 24 + 2 MP ในส่วนของกล้องคู่หลังจะมีความละเอียด 24 + 16 MP กันเลยทีเดียว เห็นความละเอียดของกล้อง HUAWEI รุ่น โนวา 3 แล้วนั้นคงต้องไม่อยากจะคิดว่าถ้าเราจะเอา HUAWEI รุ่น โนวา 3 ไปถ่ายรูปทั้งที รูปที่ออกมาคงจะมีความสวยงามน่าดู ไม่อยากจะคิดว่าภาพถ่ายที่ออกมานั้นจะมีความสมบูรณ์แบบแค่ไหนกัน

• ถูกใจคนรักเซลฟี่

   สาวๆคนไหนที่มีความหลงใหลและชื่นชอบที่จะถ่ายรูปแบบเซลฟี่ก็คงจะต้องถูกใจ HUAWEI รุ่น โนวา 3 อย่างแน่นอน เพราะว่าทาง HUAWEI ได้มีการยกระดับความสามารถในเรื่องของกล้อง โดยเฉพาะกล้องที่เอาไว้เพื่อถ่ายเซลฟี่ที่มีความละเอียดสูงถึง 24 + 2 MP เลยนะคะ ซึ่งกล้องเซลฟี่ตัวนี้มาพร้อมกับ AI ที่มีความสามารถที่จะช่วยดึงเฉดสีรวมถึงมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของแสงตามการเรียนรู้ของชิปเซ็ตนั่นเอง และเมื่อสามารถเปลี่ยนเม็ดขอสีภาพตามสภาพแวดล้อมของฉากหลังได้ถึงแปดฉากเลย ซึ่งเวลาที่คุณจะกดถ่ายรูปเซลฟี่นั้น การันตีความมั่นใจได้เลยค่ะว่ารูปภาพที่คุณเซลฟี่ไปจะต้องสวยตั้งแต่แชะแรกที่คุณได้กดถ่าย ขอบอกเลยว่าไม่ธรรมดาจริงๆ

AI Master

   ด้วยความเทพของกล้องหลัง HUAWEI รุ่น โนวา 3 ที่มีถึง 24 + 16 MP นั้นจะมาพร้อมกับความมหัศจรรย์ของการทำงานของ AI ที่สามารถดลบันดาลที่จะสร้างภาพที่สภาพแวดล้อมที่มีความแตกต่างได้ถึง 22 รูปแบบเลยนะคะ ซึ่งรูปแบบที่เปลี่ยนไปก็ขึ้นอยู่กับฉากหลังของตอนที่ถ่ายภาพนั้นด้วย ซึ่งบอกเลยว่าพลังของอาณุภาพในส่วนของภาพถ่ายนั้นจะออกมาในรูปแบบที่มีความสมจริงอย่างเห็นได้ชัด สวยแบบที่เรียกได้ว่าเราไม่ต้องไปปรับตกแต่งเพิ่มใดๆทั้งสิ้นนั่นเองค่ะ รับรองว่าใครที่ชอบถ่ายรูปจะต้องถูกใจกับโทรศัพท์มือถือ HUAWEI รุ่น โนวา 3 อย่างแน่นอน

ความเป็น A10 ที่คุณจะต้องรู้

a10

               เมื่อไม่นานมานี้ทาง Samsung ได้เปิดตัว Samsung Galaxy a10 พร้อมกับราคาที่ไม่แรงอย่างที่ใครๆคิด นับว่ามีความน่าสนใจมากเลยทีเดียว เพราะมีการอัพเดทนวัตกรรมพร้อมกับลูกเล่นใหม่ๆ แต่ที่เด่นและมีความสะดุดตามาก แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็คงจะเป็นหน้าจอของซัมซุงกาแลคซี่รุ่นเอสิบเครื่องนี้ที่มีจอกว้างใหญ่อย่างเห็นได้ชัด เพราะหน้าจอของ Samsung Galaxy รุ่นเอ10 นี้เป็น LCD Infinity-V ที่มีกว้างถึง 6.2 นิ้ว แถมราคาไม่แรงอย่างที่ใครๆคิดเลยนะคะ

               นอกจากความโดดเด่นในเรื่องของหน้าจอของโทรศัพท์มือถือของ Samsung Galaxy รุ่นเอ10 แล้ว แต่ความเจ๋งความเก๋าของ Samsung Galaxy รุ่นเอ10ยังไม่หยุดลงเพียงเท่านี้นะคะ วันนี้เราจะมาบอกถึงความโดดเด่นของ Samsung Galaxy รุ่นเอ10 ให้ทุกคนได้รู้กันว่าความสามารถของ Smartphone รุ่นนี้นั้นมีความสามารถมากแค่ไหน

         คุณสมบัติของ Samsung Galaxy a10 ที่คุณจะต้องรู้  

• หน้าจอใหญ่ เห็นภาพได้ชัดเจน

   อย่างที่บอกไปในตอนแรกนะคะว่าสิ่งที่สะดุดตาสำหรับSamsung Galaxy รุ่นเอ10นี้ก็คงหนีไม่พ้นสำหรับความโดดเด่นของหน้าจอ ที่หน้าจอ Samsung Galaxy รุ่นเอ10 นั้นเป็นหน้าจอแบบ  V – cut Screen และ HD+ ซึ่งหน้าจอดังกล่าวนั้นจะวัดตามเส้นทแยงมุมจนสุดมุมโค้ง ในส่วนของพื้นที่หน้าจอที่ปรากฏจริงนั้นมีขนาดลดลงเพราะว่ามุมโค้งมันมีลักษณะมนนั่นเองค่ะ แต่ต้องขอบอกเลยว่าถ้าใครชอบดูหนังผ่านโทรศัพท์มือถือนั้นจะต้อง Enjoy กับทุกความบันเทิงอย่างแน่นอนค่ะ ไม่ว่าคุณจะดูภาพยนตร์, ซีรีย์ต่างประเทศ, ซิทคอมสุดชื่นชอบก็ตาม เป็นต้น เพราะด้วยหน้าจอที่มีการแสดงผล Infinity-V ของ Samsung Galaxy รุ่นเอ10 จะทำให้คุณสัมผัสความอะไรใหม่ๆอย่างแน่นอนค่ะ

• ดีไซน์สดใส เรียบง่าย น่าสัมผัส

   สำหรับการดีไซน์ของโทรศัพท์มือถือ Samsung Galaxy รุ่นเอ10 นั้นมีความบางเฉียบ เพราะด้วยขนาดของเครื่องนั้น มีความบางแค่ 7.9 มิลลิเมตร สำหรับใครที่ไม่ชอบขนาดโทรศัพท์มือถือที่มีขนาดหนา บอกเลยว่า Samsung Galaxy รุ่นเอ10 ต้องตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบโทรศัพท์มือถือที่มีความบางและสามารถจับได้ถนัดมืออย่างแน่นอนค่ะ ซึ่งวัสดุของ Samsung Galaxy รุ่นเอ10 นี้มีความเงางามและโดดเด่นเกินใคร โดยมีสีให้เลือกถึงสามสีกันเลยทีเดียว และสีของ Samsung Galaxy รุ่นเอ10นั้นจะมีสีดำ สีน้ำเงิน และสีแดงนั่นเองค่ะ

  • ไม่พลาดที่จะบันทึกในช่วงเวลาที่สำคัญ

   จะไม่พูดถึงกล้องSamsung Galaxy รุ่นเอ10 ก็คงไม่ได้ สำหรับใครที่ชื่นชอบถ่ายรูปผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คุณจะต้องปลื้ม Samsung Galaxy รุ่นเอ10อย่างแน่นอนค่ะ ซึ่งกล้องหลังของ Samsung Galaxy รุ่นเอ10 นั้นมีความละเอียดขนาด 13 MP กันเลยทีเดียว ส่วนความละเอียดของกล้องหน้าก็เทพไม่แพ้กันค่ะ ซึ่งความละเอียดของกล้องหน้ามีถึง 5 MP เลยนะคะ ต้องขอบอกเลยว่าประสิทธิภาพของภาพถ่ายที่ออกมานั้นจะต้องมีความโดดเด่นและเป็นที่ประทับใจอย่างแน่นอน คล้ายๆกับว่าคุณมี Photo Book คู่ใจอยู่ข้างกายเลยทีเดียวค่ะ

• ตกแต่งภาพแบบที่ชอบได้อย่างหลากหลาย

   นอกจากที่ใครหลายๆคนจะชื่นชอบการถ่ายรูปแล้ว ในส่วนต่อจากการถ่ายรูปก็คงเป็นเรื่องของการแต่งรูปนั่นเองค่ะ ยิ่งเฉพาะสาวๆนั้นก็คงโปรดปรานในเรื่องการถ่ายรูปใช่ไหมล่ะคะ บอกเลยว่าถ้าคุณถ่ายรูปผ่าน Samsung Galaxy รุ่นเอ10 นั้น รูปของคุณจะไม่ธรรมดาอีกต่อไป เพราะซัมซุงรุ่นนี้มีความสามารถที่จะตกแต่งในทุกความทรงจำของรูปถ่ายของคุณเอง ไม่ว่าจะเป็น AR, สติ๊กเกอร์, สแตมป์ รวมไปถึงฟิลเตอร์ต่างๆที่สามารถใช้จินตนาการของตัวเราเองในการสร้างสรรค์ในการแต่งภาพได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเองค่ะ

• เต็มไปด้วยความจุใจของแบตเตอรี่

   แบตเตอรี่ของ Samsung Galaxy รุ่นเอ10 นั้นมีขนาด 3,400 mAh นั่นเองค่ะ บอกเลยว่าใครที่ชอบเล่น Internet แบบทั้งวันนั้นก็สามารถเล่นได้อย่างจุใจและเพียงพอสำหรับการใช้งานโดยไม่ต้องไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดไวเลยนะคะ นอกจากจะสามารถเล่น Internet ได้แบบตลอดทั้งวันแล้ว คุณยังสามารถทำได้มากกว่านั้น ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง หรือจะโทรศัพท์คุยกับเพื่อนแบบทั้งวันก็ยังทำได้ค่ะ

การกลับมาของ Nokia ที่หลายคนคิดถึง

nokia 6

               ใครยังพอจำโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกในชีวิตของตัวเองกันได้บ้างคะ??? ก่อนที่แบรนด์โทรศัพท์มือถืออย่างแบรนด์ไอโฟนหรือว่า Samsung จะรุ่งเรืองและเป็นที่นิยมในเหมือนทุกวันนี้นั้นต้องขอบอกเลยว่าสมัยก่อนนี้ที่ไม่ว่าเราจะหันไปทางไหน ใครๆก็ต่างใช้โทรศัพท์มือถืออย่าง “โนเกีย” กันแทบทั้งนั้น และไม่นานมานี้ทางโนเกียก็ได้เปิดตัว nokia 6 ให้ใครหลายๆคนที่มีความคิดถึง และยังมีความอยากที่จะกลับไปใช้โทรศัพท์โนเกียกันอีกครั้งเหมือนในวันวาน ต้องบอกเลยว่าการกลับมาในครั้งนี้นั้นต้องมีลูกเล่นใหม่ที่มีความน่าสนใจไม่ต่างกับสมัยก่อนอย่างแน่นอนค่ะ

               ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้กระแสตอบรับของโทรศัพท์มือถืออย่างแบรนด์โนเกียนั้นอาจจะไม่ได้รับกระแสนิยมเทียบเท่าแบบในสมัยก่อน เพราะเนื่องจากในปัจจุบันนั้นการซื้อโทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย แถมราคาไม่แพงหู่ฉี่แบบในในยุคสมัยก่อนนู้นแล้วนะคะ แถมมีหลายแบรนด์และหลายแบบให้ได้เลือกซื้อกันตามความชอบส่วนตัวได้เลย แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสามสิบถึงสี่สิบปีที่แล้วในยุคที่เทคโนโลยียังไม่ได้มีการพัฒนาหรือเปิดกว้างเทียบเท่าในยุคปัจจุบัน การมีโทรศัพท์มือถือสักเครื่องนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากเลยนะคะ เพราะราคานั้นแพงมากจริงๆ และคนส่วนใหญ่ที่มีโทรศัพท์มือถือก็มักจะเป็นคนวัยทำงานกันทั้งนั้น ต่างจากสมัยนี้ที่เด็กอายุแค่ไม่เท่าไหร่ อาจจะเด็กขนาดที่ว่าอายุไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำ แต่ก็มีโทรศัพท์มือถือใช้กันแล้วนะคะ ต้องยอมรับเลยว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไปแล้วจริงๆ

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาแบรนด์โทรศัพท์คลื่นลูกใหม่ทั้งหลายนั้นมีการเกิดขึ้นกันอย่างมากมาย หรือบางทีอาจจะเป็นแบรนด์ที่มีมานานแล้วแต่พึ่งจะได้รับความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ Huawei, Apple, Oppo, Vivo หรือ Xiaomi เป็นต้น นี่ก็คงจะเป็นเรื่องปกติที่แบรนด์โนเกียจะโดนคลื่นลูกใหม่จากหลากหลายแบรนด์มาแทนคลื่นลูกเก่าจนบางครั้งเด็กรุ่นใหม่ในสมัยนี้อาจจะแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของโทรศัพท์มือถืออย่างยี่ห้อโนเกียนั้นมันมีพลังงานมหาศาลในยุคสมัยก่อนแค่ไหน

สำหรับการกลับมาของ โนเกีย 6 นั้นมีลูกเล่นอะไรที่โดดเด่นบ้าง ไปดูพร้อมๆกันเลยดีกว่า

The new Nokia 6

   เดอะนิวโนเกีย 6 นั้นบอกเลยว่ามาพร้อมกับแพลตฟอร์ม Qualcomm® Snapdragon™ 630 กันเลยทีเดียว แถมความจำภายในของโนเกีย 6 รุ่นนี้มีขนาดถึง 3GB กันเลยนะคะ บอกเลยว่าถ้า RAM จะเยอะขนาดนี้นั้น ความกังวลสำหรับหลายๆคนที่กลัวว่าเครื่องจะช้าหรือไม่ บอกเลยว่าไม่มีปัญหาแบบนั้นอย่างแน่นอน และเมื่อเวลาที่เราจะใช้งานในส่วนของ Applications ต่างๆนั้นก็จะใช้เวลาน้อยลงในการโหลด Application นั่นเองค่ะ

Android 9 Pie

   Android 9 Pie นั้นจะช่วยทำให้ประสิทธิภาพในการรทำงานของระบบ AI หรือเรียกกว่าระบบสมองกลอัจฉริยะนั่นเองค่ะ ซึ่งบอกเลยว่า Android 9 Pie นั้นจะช่วยปรับให้เข้ากับตัวผู้ใช้งานรวมถึงวิธีการใช้งานของโทรศัพท์มือถือในเครื่องนี้ แถม Android 9 Pie นั้นยังมอบอินเทอร์เฟซผู้ใช้ที่ผ่านการปรับปรุงด้วยความปลอดภัยที่มีมากขึ้น มีการค้นหาได้อย่างง่ายดายเพราะมีเทคโนโลยีที่ใช้ท่าทางแทนการกดปุ่ม เพื่อที่ว่าจะได้สลับกับการใช้งานระหว่าง Applications ได้อย่างรวดเร็วนั่นเองค่ะ

Adaptive Battery

   Adaptive Battery จะมีความสามารถที่จะจดจำ Applications อันโปรดที่เราใช้บ่อยๆ และสามารถจัดลำดับความสำคัญให้มากกว่า Applications ที่ไม่ค่อยได้ใช้อีกด้วยค่ะ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้ประหยัดพลังงาน และทำให้ยืดอายุในเรื่องของการใช้งานในส่วนของแบตเตอรี่อีกด้วย

• เลนส์ออปติก ZEISS

   ถือว่าอันนี้เป็นคุณสมบัติที่พิเศษเลยก็ว่าได้นะคะ เพราะถ้าใครอยากที่จะถ่ายรูปผ่านเลนส์ออปติก ZEISS ก็จะต้องเป็นโทรศัพท์มือถือค่ายโนเกียเท่านั้น และคุณสมบัติของเลนส์ออปติก ZEISS มีความละเอียด 16 MP ในกล้องหลัง ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียดถึง 8 MPเลยนะคะ และแฟลชแบบดูอัลโทนกับเดอะนิวโนเกีย 6 นี้จะทำให้ภาพที่ออกมานั้นมีความสวยงาม และยังสามารถบันทึกวีดีโอ 4K รวมถึงภาพนิ่งที่มีคุณภาพที่สูงอีกด้วย ไม่ว่าคุณจะซูมรูปขนาดไหนก็ไม่ต้องกังวลว่าภาพจะแตกเหมือนกล้องโทรศัพท์มือถือรุ่นอื่นๆอย่างแน่นอน

Dell บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการ IT โลก

Dell

               ในวงการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีของโลกนั้นถ้าพูดถึงชื่อของ Dell ขึ้นมาเชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักแน่ ๆ เพราะเป็นผู้นำที่มีเทคโนโลยีและศักยภาพที่ทันสมัยมาอย่างยาวนาน และในประเทศไทยแบรนด์นี้ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี เรามาดูกันดีกว่าว่าประวัติและความสำเร็จจากจุดเริ่มต้นมาจนถึงตอนนี้ของเจ้าพ่อวงการ IT แบรนด์นี้นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร

          Dell เริ่มต้นความสำเร็จในปี 1984 จากฝีมือของนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ชื่อ ไมเคิลเดลล์ ที่ตอนนั้นเขาศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเทกซัสออสติน โดยเขาใช้เวลาศึกษาค้นคว้าผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์จากส่วนประกอบสต็อคโดยได้สำเร็จเสร็จสิ้นมาเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลฝีมือของเขาเอง โดยเขาได้รับจ้างผลิตให้กับผู้ที่ต้องการแบบรายคนหรือ PC’s Limited เพื่อที่จะให้ผู้ใช้ได้คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมตรงใจมากที่สุด

          กิจการของเขาเป็นไปได้ดีอย่างดี ทำให้ไมเคิลเดลล์ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะทำธุรกิจในด้านคอมพิวเตอร์อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นโชคดีอย่างที่สุดเพราะ พ่อ แม่ ของเขาก็สนับสนุนโดยในช่วงแรกเขาสามารถหาเงินทุนมาได้มากถึงมาถึง 1,000,000 ดอลลาห์สหรัฐเลยทีเดียว ตั้งเป็นบริษัทที่มีแนวทางหลักที่จะลดขั้นตอนการขายให้น้อยที่สุดเพื่อนำสินค้าไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง

          โดยในช่วงแรกที่ก่อตั้งบริษัทต้องพบเจอกับภาวะเสี่ยงมากมาย เขาใช้วิธีที่จะจ้างพนักงานที่ไฟแรงพร้อมที่จะทุ่มเทและเติบโตไปกับบริษัท ที่สำคัญต้องเป็นคนที่สามารถทำงานได้อย่างหลากหลายซึ่งคนเหล่านี้ก็จะแนะนำและพาคนเก่ง ๆ ให้เข้ามาร่วมงานกับทางบริษัทได้อีก ด้วยหลักการนี้ทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว

          ไมเคิลเดลล์เริ่มขยับขยายพื้นที่บริษัทให้มีขนาดกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายต่อหลายครั้งจนในที่สุดบริษัทก็ได้ไปอยู่ในพื้นที่ ๆ มีขนาด 30,000 ตารางฟุต เลยทีเดียว ในปี 1988 หลังจากที่จ้างนักบริหารมากความสามารถอย่าง ลี วอล์กเกอร์ มาทำหน้าที่เป็นประธานบริษัทซึ่งช่วยหาเงินทุนเป็นจำนวนมากมาให้ บริษัทก็สามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้

          แม้ว่าบริษัทจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่หลักการในตอนแรกที่ตั้งใจจะมอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการให้มากที่สุดยังคงอยู่ ดังนั้นไมเคิลเดลล์จึงยังหาเวลามารับโทรศัพท์ของลูกค้าด้วยตัวเองอยู่เสมอ เพื่อรับทราบถึงสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เขายังตรวจสอบทุกขั้นตอนการผลิตสินค้าด้วยตัวเอง

          จุดเด่นของบริษัทอีกหนึ่งอย่างก็คือพวกเขาไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะระบายของไม่ทันเลย เพราะว่าบริษัทจะผลิตตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งดังนั้นปัญหาของค้างสต็อคจึงเป็นปัญหาใหญ่ของหลาย ๆ คนแต่ว่าไม่ต้องเป็นที่กังวลของบริษัทนี้เลย แต่สิ่งที่พวกเขากังวลและเร่งพัฒนามาตลอดคือคุณภาพที่ต้องเน้นในแต่ละเครื่องที่ส่งออกไป ดังนั้นจึงสร้างความไว้วางใจให้ลูกค้าเป็นอย่างมาก

          ในปี 1995 บริษัทได้เปิดตัว www.dell.com ที่รวบรวมแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ของบริษัทให้ลูกค้าที่สนใจได้เข้ามาหาข้อมูลและได้เริ่มขายคอมพิวเตอร์ที่เป็นแบบประกอบสำเร็จออกวางขายสู่ท้องตลอดแต่ก็ยังคงมีการทำความพิวเตอร์แบบประกอบโดยตรงให้ลูกค้าควบคู่ไปด้วย การใช้อินเตอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารและการขายสินค้าทำให้ไม่ต้องจ้างพนักงานมากนัก

          แบรนด์ยอดนิยมนี้ถือว่ามาทำตลาดในประเทศไทยช้า แต่ด้วยชื่อเสียงที่สะสมมานานทำให้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสินค้า Notebook ที่ได้รับการกล่าวขานในเรื่องความทนทานและการรับประกันแบบ Onsite Service ที่จะมีช่างมาให้บริการถึงที่ โดย Notebook ของแบรนด์นี้ที่น่าสนใจและมีจัดจำหน่ายในประเทศไทยมีดังนี้

          – รุ่น Studio ถูกทำออกมาสำหรับผู้ใช้งานในระดับกลาง ทั้งยังมีฟังก์ชันสำหรับความบันเทิง ตัวเครื่องมีการออกแบบให้สวยงามสามารถนำไปใช้นอกบ้านได้อย่างเท่ ๆ ราคาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างอยู่ในระดับกลางและระดับสูง

          – รุ่น XPS ถ้าใครกำลังมองหา Notebook ในระดับไฮเอนด์นั้นก็ต้องรุ่นนี้เลย เพราะว่ามีประสิทธิภาพสูง ดังนั้นจึงสามารถทำงานได้ทุกรูปแบบตั้งแต่งานเอกสารหรือว่าเล่นเกมก็สามารถทำได้ด้วย ถึงแม้ว่าจะมีราคาที่สูงแต่ก็คุ้มค่าเลยทีเดียว

          – รุ่น Alienware เป็นที่ชื่นชอบของนักเล่นเกมโดยเฉพาะเพราะว่ามีความเร็วของการ์ดจอและซีพียูที่สูง รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมของเกมได้ทุกรูปแบบเลยทีเดียว

          และนี่คือเรื่องราวของแบรนด์ IT ระดับโลกที่กว่าจะประสบความสำเร็จอย่างในทุกวันนี้ก็ต้องผ่านเรื่องราวมาอย่างมากมาย หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้ทุกคนนะครับ

สุดยอดของความสมบูรณ์แบบไปกับ samsung galaxy s7

samsung galaxy s7

นี่ก็ปี 2019 แล้วนะคะ แต่โทรศัพท์มือถือ Android อย่างแบรนด์ samsung galaxy s7 ก็ยังได้รับความนิยมอยู่นะคะ ซึ่งเปิดตัวไปตั้งแต่ต้นปี 2016 แล้ว หลายปีผ่านไปโทรศัพท์มือถือ Android รุ่นนี้ยังคงมีความสมบูรณ์แบบอยู่จนถึงในปัจจุบัน หลายคนคงต้องแปลกใจอย่างแน่นอนว่าทำไมโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ยังมีการนิยมและยังมีคนซื้อมือถือรุ่นนี้อย่างต่อเนื่อง

ที่กล่าวไปในตอนแรกว่าโทรศัพท์มือถืออย่างโทรศัพท์มือถือ s7 นั้นยังคงความไฉไลแบบชนิดเรียกได้ว่าเหมือนพึ่งออกมาได้ไม่นาน สำหรับคนที่สนใจกับโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้นั้นคงจะอยากรู้ว่าคุณสมบัติที่พิเศษที่สามารถทำให้ s7 อยู่มาถึงปี 2019 นั้นมันมีอะไรดี เราไปดูจุดเด่นพร้อมๆกันเลยค่ะ

   คุณสมบัติเด่นที่ยังอยู่ของ Samsung Galaxy S7

• ความคูลของการดีไซน์ที่มีอยู่

   พัฒนาไปอีกขั้นสำหรับโทรศัพท์มือถือระบบ Android อย่าง s7 ที่ยังตอบโจทย์ความต้องการของใครหลายๆคน ต้องขอบอกเลยว่าเป็นเทคโนโลยีที่ออกมาในสมัยปี 2016 นั้นถือว่าโทรศัพท์รุ่นนี้มีฟังก์ชั่นในการใช้งานแบบที่ไม่เคยมีแบรนด์ไหนทำมาก่อนและยังมีความทันสมัยเป็นอย่างมาก ลองสังเกตการดีไซน์นั้นมีความเพียวบาง ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถในการใช้งานที่มีคุณสมบัติที่เหนือชั้น รวมถึงมีความแข็งแกร่ง หรูหราและเรียบหรูในเวลาเดียวกัน ซึ่งทางซัมซุงมีความทุ่มเทอย่างเต็มที่ๆจะดีไซน์รูปลักษณ์ให้มีความโค้งได้รูป โดยใช้กระบวนการที่เฉพาะ ซึ่งเรียกว่า 3D เทอร์โมฟอร์มมิ่งนั่นเองค่ะ ซึ่งการออกแบบในรูปแบบนี้ก็เพื่อทำให้กระจก 3D โค้งได้รูปนั่นเอง แล้วที่พิเศษไปกว่านั้น ความโค้งของโทรศัพท์มือถือระบบ Android นั้นเป็นตัวเครื่องที่ไร้รอยต่อ ด้วยการดีไซน์ที่บรรจบเข้ากับโลหะอัลลอยผสมอย่างพิถีพิถัน

• กล้องไม่สั่นไหว

   คุณสมบัติของกล้องโทรศัพท์มือถือ ของ s7 หลายๆ คนคงจะนึกถึงช่วงเวลาสำคัญในการเก็บความประทับใจผ่านกล้องกันใช่ไหมคะ ไม่ว่าคุณจะถ่ายรูปในสภาวะที่มีความแสงน้อย หรือว่าไปถ่ายรูปในสถานที่ๆมีแสงไม่เพียงพอ เช่นอาคารบ้านเรือนในตอนกลางคืน หรือถ่ายวิวธรรมชาติในช่วงที่พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว แต่บอกเลยว่านั่นไม่ใช่ปัญหาของ s7 อย่างแน่นอน เพราะว่า s7 มีประสิทธิภาพที่เหลือเชื่อของกล้อง เพราะว่ากล้องนั้นจะเป็นเลนส์ F1.7 ที่มีความสว่าง และคมชัดอย่าบอกใคร มั่นใจได้เลยว่ารูปที่ออกมานั้นจะสวยงามทุกรายละเอียดอย่างแน่นอน

Revolutionary Focus

   ทุกๆพิกเซลบน Dual Pixel Sensor นั้นมีความพิเศษมากกว่าที่หลายๆคนคิด เพราะนอกจากคุณสมบัติที่จะตรวจจับใบหน้าแล้วนั้น ยังสามารถจับโฟกัสอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็วและมีความต่อเนื่องอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ต่อให้วัตถุจะมีการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วแค่ไหนก็ตาม กล้องนั้นจะแม่นยำในการจับภาพ ไม่มีการพลาดเด็ดขาด ซึ่งภาพที่ออกมาจากกล้องตัวนี้จะมีความชัด แม้ในสภาพแสงน้อยแค่ไหนก็ตาม

• เอาใจเหล่าเกมเมอร์ที่รักในการเล่นเกมส์บนโทรศัพท์มือถือ

   ใครที่ชื่นชอบการเล่นเกมส์เป็นชีวิตจิตใจนั้น บอกเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวังกับอย่างแน่นอนค่ะ เพราะรองรับกราฟิกที่มีความละเอียดสูงสุดได้แบบง่ายๆ รวมถึงมีพลังงานแบตเตอรี่ที่อึดขึ้น ทนขึ้นอย่างมหาศาล รับประกันเลยว่าความเพลิดเพลินของการเล่นเกมของคุณจะต้องไม่มีสะดุดอย่างแน่นอนค่ะ และใครที่เจออุปสรรคในเรื่องของการเล่นเกมผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานๆ แล้วโทรศัพท์มือถือนั้นเกิดเครื่องร้อนขึ้นมานั้น บอกเลยว่า s7สามารถเล่นเกมส์ตลอดได้โดยที่คุณไม่ต้องห่วงว่าอุณหภูมิของเครื่องจะร้อนตามไปด้วย และ s7 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่รองรับ Vulkan API อีกด้วยนะคะ

Hardware

   ที่สุดของความเจ๋งของหน่วยประมวลผลที่มีประสิทธิภาพของ s7 นั้นทำให้สมาร์ทโฟนของคุณทำงานได้อย่างรวดเร็วและลื่นไหล ไม่ว่าคุณจะจัดสรรข้อมูลต่างๆทั้งในหน่วยความจำบน Micro SD Card รวมไปถึงหน่วยความจำบนเครื่อง และในส่วนของแบตเตอรี่นั้นมีความความจุที่ใหญ่ขึ้น แถมสามารถใช้งานการชาร์จด่วนได้เช่นเดิม

iPhone se คุ้มกว่าที่เคยรู้

iphone se

iphone se หรือเรียกอีกอย่างว่า “iPhone Special Edition” สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับคำนิยามว่า “The Most Powerful Phone with a Four-inch Display” เรียกง่ายๆ ได้ว่านี่คือโทรศัพท์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในบรรดาหน้าจอ 4 นิ้ว ซึ่งเรื่องของดีไซน์ต้องบอกว่าถอดแบบของ iPhone 5s แต่ยกสเปกเครื่องมาจาก iPhone 6s ดังนั้นเรื่องความเร็วในการประมวลผลจึงเทียบเท่ากัน


อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า se มีรูปแบบ และลักษณะเหมือนกับ iPhone 5s แต่มีเอกลักษณ์บางอย่างที่ถ้าสังเกตดีๆ ก็จะรู้ว่าเป็นคนละรุ่นกัน ในส่วนที่ที่เป็นตัวเครื่องจะมีผิวสัมผัสแบบอะลูมิเนียมผิวด้าน เช่นเดียวกับตัวขอบเครื่อง ที่เมื่อสัมผัสจะรู้สึกถึงความเรียบเนียน ขณะที่มุมทั้ง 4 ถูกลบมุม เพื่อให้สอดรับการฝ่ามือ สามารถจับถือได้สะดวก และส่วนโลโก้แอปเปิ้ล จะเป็นสแตนเลสเฉดสีเดียวกับตัวเครื่อง ทำให้ช่วยเพิ่มความสวยงาม


ในส่วนของขนาดตัวเครื่อนั้นมีขนาดเครื่องอยู่ที่ 123.8 x 58.6 x 7.6 มิลลิเมตร นํ้าหนัก 113 กรัม มาพร้อมกับหน้าจอ Retina – IPS – ไวด์สกรีน แบ็คไลท์แบบ LED – มาตรฐาน sRGB เต็มช่วงสี – เคลือบสารกันรอยนิ้วมือ ขนาดกว้าง 4 นิ้ว ความละเอียด 1136 x 640 พิกเซล ที่ความหนาแน่นต่อพิกเซล 326 ppi

ส่วนสำคัญที่นอกจากขนาดได้แก่ เรื่องของชิพประมวลผลซึ่ง iphone se มาพร้อมกับชิพเซ็ท Apple A9 โดยเป็นชิพเซ็ทตัวเดียวกันกับที่ใช้งานใน 6s ดังนั้นในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานนั้นจะต่างจาก iPhones 5s อย่างเห็นได้ชัด และด้วยความที่เป็นชิพ Apple A9 ที่ถือว่ายังไม่ใช่รุ่นเก่า


ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่ารุ่นนี้จะรองรับการอัพเดท iOS รุ่นใหม่ๆ ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 1-2 ปี ฉะนั้นเมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วถือว่าคุ้มค่าที่จะลองใช้พราะอย่างน้อยๆ ในอนาคตก็เปลี่ยนแค่ตัวเครื่อง เคสหรืออุปกรณ์เสริมที่มีอยู่ ก็สามารถใช้งานต่อได้เหมือนเดิมเรียกว่าไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย

ส่วนอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั้นคือเรื่องของกล้องถ่ายภาพที่มีการอัพเกรดขึ้มมากกว่าที่เคยใช้ใน iphone 5s เรื่องของความละเอียดก็ได้มีการเพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านพิกเซลซึ่งเท่ากันกับกล้องของ iPhone 6s เลย ดังนั้นภาพถ่ายที่ถ่ายออกมาจะมีความละเอียดเท่ากันกับ iPhone 6s อีกด้วย

นอกจากเรื่องของการถ่ายภาพแล้วเรื่องของการถ่ายวีดีโอ se นั้นก็ไม่เป็นรองใคร เพราะสามารถถ่ายวีดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K อีกด้วย นอกจากนี้ การถ่ายภาพแบบ Live Photo ก็สามารถทำได้บนรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน ถ้าวัดจากเรื่องของประสิทธิภาพของกล้องถ่ายรูปที่สูงขึ้นก็จัดว่าคุ้มหากคิดที่จะเปลี่ยนมาใช้ ไอ โฟน s e


จากดังกล่าวข้างต้นเราจะเห็นได้ว่า ไอโฟนรุ่นนี้มีความน่าสนใจทั้งด้านรูปลักษณ์ และสเปคเครื่องที่อัดแน่น ที่สำคัญ se ราคานั้นควรค่าแก่การจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับ i phone รุ่นอื่นๆ ทีนี้มาดูกันดีกว่าว่าใครบ้างล่ะ ที่เหมาะสมกับไอโฟน เอสอี


มีคนเคยบอกเอาไว้ว่า “iPhone เป็นมือถือที่ดี แต่แพง” ซึ่งเป็นประโยคที่มักจะได้ยินกันมาเสมอตั้งแต่ iPhone รุ่นแรกจนถึงตอนนี้ คือถ้าอยากจะได้ไอโฟนรุ่นล่าสุด สเปคดีที่สุด ต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 24,000 – 25,000 บาทขึ้นไปแน่นอน ดังนั้นแอปเปิลใช้วิธีลดราคาไอโฟนรุ่นเก่าให้มาขายในระดับ 16,000-19,000 บาท แต่นั่นก็คือไอโฟนรุ่นเมื่อหลายปีก่อนเนิ่นนานมาแล้ว ไม่ใช่สเปคใหม่ล่าสุด แถมยังต้องมาใช้ iOS เวอร์ชันล่าสุดอีกด้วย ทำให้เครื่องเลยช้ากันไปใหญ่ ฉะนั้นถ้า


ถามว่า ไอโฟนs e เหมาะกับใคร เมื่อดูจุดเด่น และจุดแข็วในหลายๆ ด้านแล้ว ก็ต้องบอกว่าเหมาะกับคนที่อยากจะใช้ iphone ที่ได้สเปคล่าสุด แต่ไม่อยากเสียเงินระดับ 25,000 บาทขึ้นไป กลุ่มเป้าหมายที่คาดาการณ์ว่าเป็นกลุ่มหลักๆ ก็คือกลุ่มนักเรียน, นักศึกษา, กลุ่มผู้ที่อยากลองใช้ไอโฟนเป็นเครื่องแรก และกลุ่มผู้ที่อยากเปลี่ยนค่ายมาลองไอโฟนดู น่าจะเป็นกลุ่มหลักที่สนใจ

เพราะทุกวันนี้กลุ่มนักเรียนนักศึกษาก็ยังใช้ iPhone 4s, 5, 5s, 5c กันอยู่ ซึ่งถ้าคิดว่าถึงเวลาลองเปลี่ยนดูก็ไม่เลวเหมือนกัน ซึ่งกลุ่มผู้ใช้นี้ ปัจจัยเรื่องหน้าจอที่เล็กกว่า การไม่มี 3D Touch หรือใช้ดีไซน์เดิม ก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคมากเท่าไหร่ เมื่อเทียบราคากับความคุ้มค่าแล้ว รวมถึงได้ใช้ระบบที่ดีอย่าง iOS ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะทีเดียว


จึงถือได้ว่า ไอโฟนs eจะเป็นมือถืออีกหนึ่งรุ่นที่น่ากลัวเลยทีเดียว เพราะจะได้มือถือที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ iPhone 6s หรือาจจะเท่ากันเลยก็เป็นได้ แต่ในราคาที่จับต้องได้มากกว่า

เทคนิคสุดล้ำสมัยกับเทคนิคการถ่ายรูปผ่านกล้อง Sony

sony

            ในปัจจุบันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากล้อง Mirrorless นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะกล้อง Mirrorless ของ Sony นั่นเอง และกล้องโซนี่รุ่นสุดเจ๋งที่มีกระแสตอบรับที่แรงแซงโค้งแบบที่เรียกได้ว่าไม่ว่าใครต่อใครก็ต้องนึกถึงกล้องมิลเลอร์เลสรุ่นนี้อย่างแน่นอน และเราเชื่อว่าบางคนก็ต้องรู้จักรุ่นนี้กันเป็นอย่างดีมากๆนั่นเองค่ะ แล้วกล้องตัวนั้นก็คือ รุ่น A5100 นั่นเองค่ะ เชื่อว่าหลายๆคนคงคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี บางคนก็อาจจะมีคำถามและมีความสงสัยแล้วสินะคะว่าทำไมกล้องโซนี่รุ่น A5100 นั้นมีดีอะไร ทำไมกล้องมิลเลอร์เลสรุ่นนี้ถึงได้รับความนิยมกันอย่างทั่วบ้านทั่วเมืองแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุดได้ง่ายๆแบบนี้

               เชื่อว่าหลายๆคนคงรู้จักกล้องโซนี่รุ่น  A5100 กันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ว่าก็คงมีมือใหม่สำหรับใครหลายๆคนที่พึ่งจะซื้อกล้องมิลเลอร์เลสตัวนี้ไปแล้วอาจจะยังมีการใช้งานที่ไม่ค่อยคล่องหรือไม่ค่อยที่จะรู้ข้อมูลรวมถึงเทคนิคกล้องโซนี่รุ่น  A5100 สักเท่าไหร่นัก หรือว่าหลายๆคนที่กำลังอยากมีกล้องมิลเลอร์เลสที่มีคุณภาพดีๆสักตัวแล้วแต่ยังมีความลังเลที่จะซื้ออยู่ หรือไม่รู้ว่าซื่อรุ่นไหนดียี่ห้อไหนดี วันนี้เราเลยจะมาแอบบอกข้อมูลเจ๋งๆว่าทำไมคุณถึงจะต้องมีกล้องโซนี่รุ่น  A5100 ที่ได้รับความนิยมแบบนี้อยู่ในมือ รวมถึงบอกเทคนิคดีๆสำหรับมือใหม่ของใครหลายคนที่กำลังหัดถ่ายรูปผ่านกล่อง Mirrorless ด้วยนะคะ

เทคนิคสุดล้ำสมัยกับเทคนิคการถ่ายรูปผ่านกล้อง Sony A5100

• การใช้งานหลักๆของกล้องโซนี่ A5100

   ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกล้อง Mirrorless รุ่น A5100 กันก่อนนะคะว่าการใช้งานแบบหลักๆนั้นมันเน้นการถ่ายรูปเซลฟี่นั่นเองค่ะ ซึ่งกล้องโซนี่ รุ่น A5100 นั้นมีขนาดที่พกพกสะดวก มีขนาดเล็กและไม่เทอะทะ เซนเซอร์ของกล้องโซนี่ รุ่น A5100 นั้นมีขนาด APS-C เลยนะคะ ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆก็คือกล้องโซนี่ รุ่น A5100 นั้นมีขนาดเล็กกว่ากล้องที่เป็น Full Frame หรือกล้อง Film 35mm ประมาณ 1.5 เท่าอีกค่ะ การันตีในเรื่องของไฟล์ภาพที่ต้องออกมาดีอย่างแน่นอน

• หน้าชัดหลังเบลอแต่ชัดเจน

   การถ่ายรูปแบบหน้าชัดหลังเบลอนั้นคงเป็นสิ่งที่อินเทรนด์ไม่ตกยุคเลยนะคะ บอกเลยว่าการถ่ายรูปในแนวนี้คงเป็นการถ่ายรูปที่ไม่น่าจะตกเทรนด์ได้ง่ายๆ และอยากบอกว่ากล้องโซนี่ รุ่น A5100 ก็ทำได้เช่นกันค่ะ ซึ่งหลักการถ่ายรูปแบบหน้าชัดหลังเบลอนั้นควรจะใช้โหมด M ค่ะ หรือไม่ก็ A และควรจะปรับขนาดของรูรับแสงกว้างๆเข้าไว้นะคะ ซึ่งค่ารูรับแสงที่ต่ำที่สุดของกล้องโซนี่ รุ่น A5100 นั่นจะอยู่ที่ 3.5 นั่นเอง ( รูรับแสงคือค่า F) รูปจะเบลอไม่มาก แต่ถ้าเราอยากได้เบลอแบบละลายเราก็สามารถที่จะซื้อเลนส์เพิ่มได้ค่ะ ซึ่งเลนส์ที่ทำหน้าชัดหลังเบลอของกล้องกล้องโซนี่ รุ่น A5100 นั้นจะมีอยู่สองตัว นั่นคือโซนี่ 35mm f1.8 ค่ะ อีกอันจะเป็นโซนี่ 50m f1.8 นั่นเองค่ะ

• อยากถ่ายหลายๆแนวต้องทำอย่างไร

   บางคนชอบถ่ายรูปธรรมชาติ อย่างเช่นทะเล ดอกไม้ ภูเขา น้ำตก ท้องฟ้า แต่บางคนชอบถ่ายเซลฟี่ บางคนชอบถ่าย Portrait หรือบางคนอาจจะชอบถ่ายบรรยากาศแสงไฟตอนกลางคืน อาจจะถ่ายพลุหรือดอกไม้ไฟก็ได้ แต่จริงๆแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคลค่ะ หลายคนชอบกันหลายสไตล์ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ ถ้าจะถามว่ากล้องโซนี่ รุ่น A5100 นั้นทำได้รึเปล่านั้นก็ต้องบอกเลยว่าทำได้ค่ะ แต่ต้องเลือกเลนส์ให้ถูกกับหมวดหมู่ในแบบที่เราอยากถ่าย

และเราควรที่จะดูการใช้งานของเลนส์กล้องให้ตรงกับงานของเราด้วย และควรเลือกโหมดกับตั่งค่าให้มีความเหมาะสมและสัมพันธ์กับรูปแบบภาพที่เราจะถ่ายนั่นเองค่ะ ถ้าเราเลือกโหมดหมู่ให้เหมาะสมกับรูปที่เราจะถ่าย บอกเลยว่ารูปที่ถ่ายออกมานั้นจะมีความสวยถูกใจอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเราอยากถ่ายแนวไหน เราก็ต้องควรศึกษาให้ดีๆค่ะ