เลือกใช้ iOS หรือ Android ดีนะ?

Smartphone

               โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันนั้นเป็นอุปกรณ์ยอดฮิตของคนครึ่งค่อนโลกเลยก็ว่าได้ เพราะว่ารวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นและต้องการไว้ในเครื่องเดี๋ยว ประกอบกับราคาโทรศัพท์ Samsung ที่คุ้นตาก็ไม่แพงเกินไป ด้วยความต้องการมากมายในตลาดซื้อขายโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ๆ ที่เรียกว่าสมาร์ทโฟนจึงมีสิ่งที่เรียกว่าระบบปฏิบัติการที่มาจาก 2 ฝั่งนั่นก็คือ iOS ที่มาจากฝั่ง Apple และ Android ที่มาจากฝั่ง Google ให้ได้เลือกใช้กัน

          และคำถามยอดนิยมซึ่งถามกันมานานก็คือจะเลือกใช้อย่างไหนดีระหว่าง iOS หรือ Android เพราะว่าแต่ละระบบก็จะมีจุดเด่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป โดยครั้งนี้เราจะมาดูกันว่า iOS หรือ Android ที่เหมาะสมกับคุณ

          1.แบรนด์และรุ่นของมือถือ

          อย่างที่รู้กันว่า iOS นั้นจะอยู่ในโทรศัพท์มือถือ iPhone และ Android จะอยู่ใน โทรศัพท์มือถือหลากหลายยี่ห้ออย่างเช่น Huawei หรือ Samsung ซึ่งราคาโทรศัพท์ Samsung นั้นก็มีราคาหลากหลายตั้งแต่หลักพันต้น ๆ ไปจนถึงหลักหมื่น ดังนั้นถ้าเกิดว่าคุณชอบดีไซน์ของแบรนด์ไหนเป็นพิเศษก็เป็นเหตุผลในการตัดสินใจได้อย่างดี โดย iPhone นั้นดีไซน์ในแต่ละรุ่นก็จะไม่แตกต่างกันมาก จะไม่เหมือนกันก็รุ่นใหม่ ๆ เช่น iPhone X ที่ไม่มีปุ่ม ส่วน Huawei หรือ Samsung นั้นก็จะมีดีไซน์ที่หลากหลายหน้าจอเล็กใหญ่มีให้เลือกมากมาย

          2. ประสิทธิภาพ

          ในเรื่องนี้จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป โดย Android จะมีจุดเด่นที่ Ram ให้มาเยอะการดึงความสามารถในการทำงานต่าง ๆ จึงเป็นไปอย่างเต็มที่ไม่มีกั๊กเลย เมื่อเปิดหลาย ๆ Application ขึ้นมาด้วยกันก็จะทำงานไปพร้อม ๆ กันได้ รวมถึง Application ต่าง ๆ ก็ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้รวดเร็วมากขึ้นได้อีกด้วย รวมถึง CPU ที่มีลำดับความแรงหลากหลายตั้งแต่รุ่นเล็ก รุ่นกลาง รุ่นใหญ่ ซึ่งราคาก็จะสูงขึ้นตามความแรงเช่น ราคาโทรศัพท์ Samsung เป็นต้น

          ส่วน iOS ข้อดีก็อยู่ที่การออกแบบภายในให้สามารถรีดขุมกำลังและประสิทธิภาพของเครื่องออกมาให้ได้มากที่สุดโดยที่สเปกที่มีในเครื่องในรุ่นท็อป ๆ อาจจะน้อยกว่าทาง Android แต่ว่าเวลาการใช้งานจริงนั้นจะทำได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียวและจุดเด่นอีกอย่างที่ผู้ใช้ยอมรับกันมากก็คือ Application ที่ทำออกมาได้อย่างรวดเร็วกินทรัพยากรน้อย แต่ว่าถ้าเปิดหลาย ๆ หน้าพร้อมกันทางตัวเครื่องจะปิด Application นั้นไว้ชั่วคราว

          3. Application

          สิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้เลยสำหรับโทรศัพท์มือถือในยุคปัจจุบันนั่นก็คือ Application นั่นเองซึ่งในเรื่องการทำงานเฉพาะทางอย่างตัดต่อวีดีโอหรือทำดนตรีนั้นก็ต้องยกให้ iMovie และ GarageBand จาก iOS และในเรื่องของเกมต่าง ๆ นั้น iOS ก็ทำได้อย่างรวดเร็วไม่ค่อยมีอาการแฮงค์เกิดขึ้น ในด้านของคุณภาพนั้น Application ที่มาจาก App Store ก็ได้รับการตรวจสอบคุณภาพมาอย่างดีในระดับหนึ่ง

          ในส่วนของ Android นั้น จะมีจุดเด่นที่มี Application บน Google Play ที่หลากหลาย และมีของฟรีให้โหลดมากมาย การสมัครสมาชิกก็ทำได้ง่ายกว่าเพียงแค่สมัคร E-Mail ของ Google ก็สามารถเข้าไปซื้อได้แล้ว ทั้งยังสามารถติดตั้ง Application จากผู้พัฒนาต่าง ๆ ในรูปแบบไฟล์ .APK ได้ แต่ว่าก็ต้องคอยดูและพิจารณาดี ๆ เพราะว่าไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจาก Google อย่างเป็นทางการ

          4. การดีไซน์ของระบบปฏิบัติการ

          ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ในเรื่องประสบการณ์ใช้งานเพราะว่าเป็นสิ่งที่ผู้ใช้จะสัมผัสได้เป็นสิ่งแรก ๆ  โดย Android สามารถเปลี่ยนลักษณะหน้าตาของ Icon และการแสดงผลไปได้หลายแบบมาก เรียกได้ว่าถูกใจคนชอบอิสระกันเลยทีเดียวราคาโทรศัพท์ Samsung ที่ทำแบบนี้ได้ก็มีจนถึงถูกไปจนถึงแพงเลย ซึ่งราคาโทรศัพท์ Samsung ที่เหมาะสมนั้นก็อยู่ที่งบของผู้ใช้

          ในส่วนของ iOS นั้นการปรับแต่งต่าง ๆ ก็จะตายตัวเปลี่ยนได้แค่ภาพพื้นหลัง แต่ว่าในเรื่องของความสบายตาและเป็นระเบียบนั้นก็ถือว่าทำได้ดีตามสไตล์ Apple เลยทีเดียว

          5. ความจุ

          iPhone จะมาพร้อมกับความจุที่ตายตัวตั้งแต่แรกซื้อ ไม่สามารถเพิ่มด้วย SD Card ได้ เพราะว่า Apple ไม่ต้องการให้มีการเสริมด้วยอุปกรณ์จากภายนอก ซึ่งบางคนก็ว่าดีบางคนก็ว่าไม่ดี

               ส่วน Android นั้น นอกจากความจำภายในเครื่องแล้วยังสามารถเชื่อมต่อ SD CARD ได้อีกด้วย ซึ่งมีให้เก็บกันถึงขนาด 1 TB สำหรับรุ่นท็อป ๆ เลยทีเดียว

          แต่ว่าทั้ง 2 ระบบปฏิบัติการก็มี iCloud และ Google Drive เป็น Cloud ที่ใช้เก็บข้อมูลอยู่แล้ว ดังนั้นสบายใจได้ ราคาโทรศัพท์ Samsung ที่ใช้ Google Drive ได้ก็มีเกือบทุกรุ่น

          เป็นไงครับเชื่อว่าคุณผู้อ่านคงตัดสินใจได้ในระดับหนึ่งแล้วว่าจะเลือกใช้ iOS หรือ Android โดยถ้าตัดสินใจได้แล้วก็ลองไปหาซื้อเพราะ ราคาโทรศัพท์ iPhone  ราคาโทรศัพท์ Samsung ก็มีหลากหลายช่วงให้ได้เลือกซื้อนะครับ

เครื่องอัดเสียงที่ดีต้องดูจากอะไร

               หลายคนคงจะรู้จักเครื่องอัดเสียงกันดีอยู่แล้ว วันนี้เราจะมาบอกเคล็ดลับการเลือกเครื่องอัดเสียงที่มีคุณภาพกันดีกว่า แต่ก่อนจะบอกเคล็ดลับเด็ดนั้น เราอยากจะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปก่อนที่จะเกิดเครื่องอัดเสียงแบบนี้ที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้วันนี้ว่าก่อนหน้านี้เขาใช้อะไรอัดเสียงกัน

               ก่อนที่เราทุกคนจะเห็นเครื่องอัดเสียงในแบบหน้าตาอย่างที่เห็นกันในปัจจุบันนี้นั้น สมัยก่อนเครื่องอัดเสียงจะมีลักษณะที่เป็นแบบหมุน ซึ่งรูปร่างหน้าตาแตกต่างกับปัจจุบันมาก ถ้าจะพูดถึงเรื่องการบันทึกเสียงนั้น เราคงจะไม่พูดถึงคนนี้ไม่ได้ นั่นคือ Thomas Alva Edison พ่อมดนักประดิษฐ์ผู้เปลี่ยนโลกใบนี้ด้วยสิ่งประดิษฐ์นับพันนั่นเองค่ะ Thomas Alva Edison เป็นผู้ผลิตเครื่องบันทึกเสียงคนแรก แต่ความเป็นจริงแล้วนั้นคนที่สามารถจับเอาคลื่นเสียงที่คนทั่วไปไม่มีใครมองเห็นมาเป็นเส้นซิกแซกให้เราทุกคนได้เห็นกันได้นั้นคือ Leon Scott

               ย้อนไปเมื่อ ค.ศ.1857 Leon Scott ได้ทำการผลิตเครื่องที่มีความสามารถในการบันทึกคลื่นเสียง อย่างเช่นเสียงพูดนี่แหละค่ะ  Leon Scott สามารถบันทึกเสียงพูดมาลงในกระดาษได้คนแรก เครื่องที่ Leon Scott ผลิตนั้นมีชื่อว่า Phonautograph ซึ่งหลักการทำงานของเจ้าเครื่องนี้จะมีกรวยทรงกระบอกที่ทำหน้าที่จับคลื่นเสียง เรียกง่ายๆหน้าตาจะคล้ายๆโทรโข่ง ส่วนด้านปลายด้านเล็กของกรวยทรงกระบอกนั้นจะเป็น diaphragm และมันจะยึดติดกับ stylus ที่ทำมาจากขนสุกร และเมื่อมีคลื่นเสียงเข้ามานั้น diaphragm จะทำการขบัยตัว และ stylus ก็จะขยับด้วย และปลายของ stylus จะทำการขูดลงไปบนกระดาษเขม่าที่ผ่านการรมควันมา จะทำให้เห็นเป็นเส้น ต่อมา Thomas Alva Edison ขยายความคิดของ Leon Scott ขึ้นโดยการผลิตเครื่อง Phonograph โดยการใช้เข็มที่เป็นเหล็กกรีดลงบนแผ่นดีบุกที่เป็นทรงกระบอก ทำให้สามารถบันทึกและเล่นกลับได้แค่ไม่กี่ครั้ง และมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอีกในปี ค.ศ. 1886 Charles Summer Tainter ได้มีการคิดค้นพัฒนาเครื่องอัดเสียง Graphophone โดยเปลี่ยนจากแผ่นดีบุกทรงกระบอกมาเป็นกระดาษทรงกระบอกที่เคลือบด้วย Wax ซึ่งจะทำให้สามารถเล่นเสียงไปและกลับได้หลายครั้ง นี่เป็นอีกสาเหตุที่เครื่อง Graphophone ใช้กันอย่างแพร่หลายในสมัยก่อน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำงาน Office ที่ต้องมีการบันทึกเสียงพูด

               หลังจากที่ได้ทราบประวัติความเป็นมาของเครื่องอัดเสียงแล้วนั้น เราจะมาบอกคุณสมบัติในเลือกซื้อเครื่องอัดเสียงยังไงให้มีคุณภาพ

ใส่ใจเรื่องคุณภาพของเสียง

   ถ้าจะเสียเงินซื้อเครื่องอัดเสียงดีๆสักอัน เราควรพิจารณาเรื่องเสียงเป็นเรื่องแรกเลย และสำหรับในเรื่องของคุณภาพของมัน ซึ่งสังเกตไหมคะว่าเครื่องบันทึกเสียงรุ่นใหม่ๆนั้นจะทำออกมาเป็นเสียงในระบบดิจิตอล ซึ่งการบันทึกเสียงในลักษณะนี้ เวลาเราบันทึกเสียงอยู่ มันจะทำการดูดเสียงได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆที่เคยมีมา และบางรุ่นนั้นจะมีการตัดเสียงที่แทรกแซงจากผู้คนรอบข้างให้อีกด้วย

สามารถชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพาวเวอร์แบงค์ได้

   การที่คุณจะซื้อเครื่องอัดเสียง อยากให้ลองเลือกเครื่องอัดเสียงที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพาวเวอร์แบงค์ได้ มันจะช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณมากขึ้น โดยที่คุณไม่ต้องมานั่งกังวลด้วยว่าจะเกิดปัญหาแบตเตอรี่ระหว่างการทำงาน ซึ่งจะทำให้ลดความเสี่ยงเวลาแบตหมดกลางคันได้ดีเลยทีเดียว

สามารถโอนไฟล์เสียงผ่าน USB ได้

   มันจะเป็นปัญหาแน่ถ้าเสียงที่คุณได้บันทึกมานั้นสามารถฟังได้แค่จากเครื่องบันทึกเสียงเพียงอย่างเดียว จะซื้อเครื่องอัดเสียงแล้วทั้งทีคุณควรจะซื้อเครื่องอัดเสียงที่สามารถโอนไฟล์เสียงเพื่อจะได้เก็บงานของคุณไว้ในที่ปลอดภัยได้

ใช้ฟัง mp3 ได้

   คุณต้องลองดูเครื่องอัดเสียงหลายๆรุ่นให้ดีๆเพราะบางรุ่นมีความสามารถพิเศษอีกหนึ่งขั้นคือนอกจากจะอัดเสียงได้แล้วนั้นยังจะสามารถฟังเพลง mp3 ในตัวได้อีกด้วย เหมาะกับคนที่คลั่งไคล้ในการฟังเพลงเป็นอย่างมาก และเสียงที่ออกมานั้นก็จะดีมากๆด้วย มีเครื่องอัดเสียงและ mp 3 ในเครื่องๆเดียวกันนั้นคุ้มจริงๆค่ะ

               นี่คือเคล็ดลับที่อยากจะบอกคนที่จะไปซื้อเครื่องอัดเสียงกันค่ะว่าเราควรจะพิจารณาในการเลือกซื้ออย่างไรให้คุ้มค่าและเหมาะสม ไม่อยากจะเชื่อเลยนะคะว่าวิวัฒนาการของเครื่องอัดเสียงนั้นจะถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้

โปรไอโฟน โปรโมชั่นสมาร์ทโฟนแบบจุกๆ

 สมาร์ทโฟน อุปกรณ์คู่หูคู่ใจสำหรับทุกคนในปัจจุบัน ฉะนั้น การใช้งานต้องมีการดูแลเป็นอย่างดี เพื่อให้สมาร์ทโฟน อยู่กับเราไปได้นานและมีคุณภาพอยู่เสมอ จึงต้องอาศัยอุปกรณ์เสริมมือถืออื่นๆ เพื่อลดความเสียที่อาจจะเกิดขึ้นกับสมาร์ทโฟนของเราให้น้อยที่สุด

ซึ่งในปัจจุบันนั้นเพื่อดึงความสนใจจากผู้บริโภคให้ยได้มากที่สุด การจำหน่ายมือถือหรือสมาร์โฟนแต่ะครั้งก็จะมีโปรโมชั่นมือถือ โปรไอโฟนที่อัดแน่นไปด้วยดีลพิเศษหรืออุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด

เช่น โปรไอโฟนหรือมือถืออย่าง “ปีใหม่ มือถือใหม่” กล่าวคือ การนำเอามือถือหรือสมาร์ทโฟนรุ่นเก่ามาแลกรุ่นใหม่ ตามเงื่อนไขต่างๆที่กำหนด หรือจะเป็นการซื้อโปรไอโฟนที่แต่ละค่ายก็จะมีข้อเสนอที่ดึงดูดผู้บริโภค อย่าง AIS มีโปรโมชั่นมือถือโดยให้เป็นเจ้าของ iPhone ง่ายๆ ลดค่าเครื่องสูงสุด 18,000 บาท เมื่อสมัครแพ็กเกจเน็ตความเร็วสูงสุด พร้อมโทรทุกเครือข่าย

และนอกจากโปรไอโฟนหรือโปรมือถือแล้ว ยังรวมถึงการแจกหรือแถมอุปกรณ์เสริมมือถืออื่น ๆ เพื่อให้เกิดคุณภาพและป้องกันสมาร์โฟนในเวลาใช้งานเพิ่มมากขึ้น

โดยอุปกรณ์เสริมที่ส่วนมากจะลด แลก แจก แถมกันนั้น จะมีฟิล์มกันรอยแบบกันกระแทก (Anti-Shock Screen Protector) เนื่องจากปัญหาหนักอกหนักใจที่บรรดาผู้ใช้สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ต้องเจอกันอยู่เป็นประจำก็คือการทำเครื่องหล่น หรือเกิดกระแทกกับของบางอย่างแล้วหน้าจอแตก ซึ่งทำให้ลำบากต้องเสียเงินไปเปลี่ยนหน้าจอกันหลายพันบาท

ดังนั้นบรรดาผู้ผลิตฟิล์มกันรอยชั้นนำจึงพร้อมใจกันพัฒนาฟิล์มกันรอยแบบกันกระแทก (Anti-Shock) ออกมาโดยเฉพาะ ซึ่งจุดเด่นของฟิล์มกันกระแทกแบบนี้ แน่นอนว่าตัวฟิล์มจะมีความทนทานต่อแรงตกกระแทกของวัตถุที่กระทบกับหน้าจอ

รวมไปถึงการป้องกันรอยขีดข่วนที่อาจเกิดขึ้นจากการพกพาของผู้ใช้ อีกทั้งแผ่นฟิล์มยังมีความแข็งแรงทนทานกว่าฟิล์มแบบทั่วๆ ไปหลายเท่าเลยทีเดียว และเท่าที่มีการทดสอบกันมาก็พบว่า แผ่นฟิล์มชนิดนี้สามารถป้องกันหน้าจอแตกได้จริง

เนื่องจากตัวของแผ่นฟิล์มเองจะประกอบไปด้วยชั้นย่อยหลายชั้นที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ตั้งแต่ชั้นฟิล์มกันรอยนิ้วมือ, ชั้นฟิล์มกันรอยขีดข่วน และชั้นฟิล์มกันแรงกระแทก ซึ่งชั้นฟิล์มกันกระแทกนี้เองจะผลิตจากกระจกที่สามารถช่วยดูดซับแรง หรือกระจายแรงกระแทกแทนหน้าจอจริงๆ ได้

ซึ่งในปัจจุบันนี้แบรนด์ผู้ผลิตฟิล์มกันรอยชั้นนำหลายๆ แบรนด์ต่างก็มีฟิล์มกันกระแทกชนิดนี้ติดตั้งให้ผู้ใช้อย่างหลากหลาย และมีการพัฒนาให้ตัวฟิล์มเหมาะสมกับการใช้งานโดยทั่วไปแบบครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น ความบางของฟิล์มในระดับ 0.xx มิลลิเมตร, การป้องกันรอยนิ้วมือ หรือการป้องกันการเกาะตัวของหยดน้ำ เป็นต้น และด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้ก็ส่งผลให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักเลือกติดตั้งฟิล์มกันรอยแบบกันกระแทก (Anti-Shock) ที่มีคุณสมบัติครอบคลุมไว้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับสมาร์ทโฟนเครื่องสำคัญของเราได้ทุกเมื่อนั่นเอง

ซึ่งทางเพาเวอร์บายก็มีฟิลม์กันกระแทกหรือฟิล์มรุ่นอื่น ๆ ให้เลือกซื้อจับจ่ายใช้สอย ในราคาที่แสนพิเศษมาก ๆ อีกด้วย

ทั้งนี้ นอกจากอุปกรณ์เสริมมือถือแล้ว เรายังต้องดูแลรักษาสมาร์ทโฟนของเราช่วยอีกทางนึงด้วย เช่น ควรทำความสะอาดด้วยผ้านุ่มไม่มีขน ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์ น้ำยาทำความสะอาด หากเลอะสารเคมีที่ฤทธิ์กัดกร่อนพื้นผิว ให้ใช้ผ้าซับออกทันที แล้วเช็ดด้วยน้ำยาทำความสะอาดอีกครั้ง

หากใส่เคสควรถอดออกทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง กรณีเครื่องเปล่าไม่ได้ใส่เคส สามารถเช็ดคราบต่างๆ ได้ทันที ไม่ควรปล่อยไว้นานจนแห้ง เพราะอาจทำให้คราบฝังแน่น เช็ดออกยาก หรืออาจกัดกร่อนผิวหรือสีเครื่องได้ (ไม่ใส่เคสเช็ดได้ทันที)

ในขณะที่ถ้าใส่เคสถนอมตัวเครื่อง อาจมีผงหรือเม็ดฝุ่นเล็กๆ ติดอยู่ข้างใน ซึ่งเกิดการเสียสีตัวเครื่องทำให้เกิดรอยขีดข่วนได้ จึงควรถอดเคสออกมาเช็ดทำความสะอาดทั้งตัวเครื่องและเคส อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง (ใส่เคสถอดเช็ดเดือนละครั้ง)

อีกข้อสำคัญคือ ควรรักษาระดับแบตเตอรี่ให้มีประจุไฟ 40 – 80% ตลอดเวลา ตามปกติแล้วการชาร์จแบตเตอรี่อาจจะสัปดาห์ละครั้ง วันเว้นวัน หรืออาจจะทุกวัน ขึ้นอยู่กับความจุและการใช้งานของแต่ละเครื่องแต่ละคน ข้อสำคัญคือ ควรใช้งานแบตเตอรี่ให้มีประจุไฟคงเหลืออยู่ที่ 40 – 80% จะช่วยให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

วิธีการเลือกเครื่องสำรองไฟสำหรับคอมพิวเตอร์

UPS

            ในโลกของเทคโนโลยีนั้นสิ่งที่พลาดไม่ได้เลยก็คือข้อมูลสำคัญที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ของท่าน เพราะเราไม่สามารถไว้ใจกับอุบัติเหตุไฟดับ ไฟตัด ไฟตก หรือ รางปลั๊กไฟที่เสื่อมสภาพ อันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาซึ่งจะทำให้งานหรือเอกสารสำคัญต้องสูญหายหรือเสียหายเพราะว่าลืมเซฟ ไปจนถึงทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณต้องขัดข้องกันเลยทีเดียว

          โดยปัญหาทั้งหมดนี้สามารถทำให้บางเบาไปได้ด้วยเครื่องสำรองไฟหรือที่เรียกอีกชื่อว่า UPS นั่นเอง โดยความสามารถของอุปกรณ์ชนิดนี้นั้นสามารถจ่ายไฟให้คอมพิวเตอร์ของคุณยังสามารถทำงานต่อไปได้แม้ว่าสายไฟที่ต่อจากเครื่องเข้ารางปลั๊กไฟนั้นดับไป ซึ่งเครื่องสำรองไฟนั้นมีมากมายหลายรุ่นให้ได้เลือกซื้อเลือกใช้กัน เราจะมาดูกันว่าการเลือกเครื่องสำรองไฟรุ่นที่เหมาะกับคุณนั้นมีวิธีอย่างไร

          1. ดูรายละเอียดว่าคอมพิวเตอร์ใช้กำลังไฟเท่าไหร่

          ถือเป็นข้อที่สำคัญมาก เพราะว่าถ้าเกิดเครื่องสำรองไฟของเรานั้นจ่ายไฟมากหรือน้อยเกินไปก็จะทำให้คอมพิวเตอร์ของเราเกิดปัญหาที่ตามมาในเรื่องของการขัดข้องไปจนถึงพังได้ดังนั้นดูที่ฉลากหลังเครื่องไปจนถึงรื้อดูคู่มือการใช้งานที่แถมมาว่าคอมพิวเตอร์ของคุณนั้นให้กำลังไฟเท่าไหร่และเครื่องสำรองไฟของคุณจ่ายไฟเท่าไหน่ซึ่งต้องให้พอดีกัน

          2. ความสามารถในการสำรองไฟ

          เครื่องสำรองไฟแต่ละรุ่นนั้นมีแตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็น Backup Time ที่เป็นตัวชี้วัดว่าเครื่องสำรองไฟนี้จะสามารถจ่ายไฟได้เป็นเวลานานเท่าไหร่หลังจากไฟดับ โดยบางรุ่นจะสามารถสำรองไฟได้ประมาณ10-30 นาที ไปจนถึง 1-3 ชั่วโมง ซึ่งเราก็ต้องดูอีกด้วยว่าคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่เราจะเชื่อมต่อนั้นมีกี่เครื่อง เพราะยิ่งมาก เวลา Backup Time ก็จะถูกหารให้น้อยลงไปด้วยนั่นเอง ทางที่ดีก็ควรหาซื้อที่มี Backup Time มากที่สุด โดยราคาค่างวดก็จะสูงตามไปด้วยนั่นเอง

          3. ดูอุปกรณ์อื่น ๆ ที่รองรับ

          นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์แล้ว อุปกรณ์อื่น ๆ ก็ยังสามารถใช้เครื่องสำรองไฟเพื่อการแจกจ่ายไฟฟ้าในยามฉุกเฉินได้ เช่น เครื่องปริ้น เครื่องสแกน เป็นต้น ก่อนซื้อเราจึงต้องดูพอร์ตเชื่อมต่อว่ามีเท่าไหร่ และเพียงพอต่ออุปกรณ์ที่เราจำเป็นในการใช้งานหรือไม่ ทางที่ดีควรเลือกจำนวน 2 พอร์ตขึ้นไป

            4. สถานที่ที่ใช้เครื่องสำรองไฟ

          หากจำเป็นที่จะติดตั้งในบริเวณที่ไม่กว้างมากนัก แนะนำให้ใช้เครื่องสำรองไฟขนาดใหญ่ เพราะสามารถต่อให้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ นอกจากคอมพิวเตอร์ได้อย่างสะดวกและประหยัดพื้นที่ แต่ถ้าอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นอยู่ห่างกันมากก็ให้ใช้เครื่องสำรองไฟเล็ก ๆ เสียบรางปลั๊กไฟต่ออุปกรณ์เครื่องต่อเครื่องไปเลย

          5. ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการควบคุม

          เนื่องจากเครื่องสำรองไฟนั้นถูกติดตั้งอยู่กับคอมพิวเตอร์ จึงจำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการควบคุมและดูและเช่นคอยปิดเครื่องให้ในเวลาที่ไฟฟ้าเกิดมีปัญหาและเราไม่ได้อยู่กับเครื่อง และที่สำคัญที่สุดคือมีการบันทึกการทำงานของเครื่องสำรองไฟอย่างละเอียดว่าเกิดเหตุการขัดข้องทางไฟฟ้านั้นเมื่อไรและอย่างไรบ้าง ซึ่งซอฟต์แวร์ดังกล่าวหลายคนมักจะมองข้ามความสำคัญไป ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจด้วย

            6. ความปลอดภัย

          เมื่อเป็นอุปกรณ์สำคัญที่มีส่วนประกอบเป็นไฟฟ้า ก็ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นพยายามหาเครื่องสำรองไฟแบบที่มีฟังก์ชั่นเสียงและไฟเตือนเมื่อเครื่องมีปัญหา ทั้งการลัดวงจรหรือเตือนว่าแบตเตอรี่กำลังจะหมด

          7. การรับประกัน

          เมื่อตัดสินใจจะซื้อเครื่องสำรองไฟนั้นบางคนคิดข้ามขั้นตอนไปถึงการนำไปเสียบกับรางปลั๊กไฟที่บ้านแล้วตั้งแต่อยู่ที่ร้านตัวแทนจำหน่าย เราอยากจะบอกว่าควรดูในเรื่องการรับประกันหลังการขายด้วย เพราะว่าเมื่อนำไปใช้แล้วนั้นอาจจะเกิดปัญหาขึ้นมาได้ แต่ถ้าอยู่ในเงื่อนไขการรับประกันแล้วล่ะก็ ก็สามารถที่จะส่งซ่อมหรือเปลี่ยนได้เลย จุดสำคัญอีกอย่างก็คือการเลือกที่มีมาตรฐาน ISO และ มอก. เพื่อความอุ่นใจในการใช้

          และนี่คือเรื่องราวของวิธีการเลือกเครื่องสำรองไฟสำหรับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องบอกว่ามีรายละอียดที่น่าสนใจและต้องพิจารณากันพอสมควร แต่อย่าลืมเลยว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้ ดังนั้นจงศึกษารุ่นและประเภทต่าง ๆ ของเครื่องสำรองไฟและปรึกษาผู้มีความรู้ก่อนซื้อและเสียบใช้งานกับรางปลั๊กไฟนะครับ

ฟีเจอร์ใหม่กับ Apple Watch Series 4

เราไม่อาจจะต้านทานความโดดเด่นของ Apple Watch Series 4 ได้ ตั้งแต่ Apple นั้นได้มีการเปิดตัว Apple Watch Series 4 อย่างเป็นทางการ มีการตอบรับกระแสตอบรับที่ดีมากๆเลยค่ะเพราะApple Watch Series 4 ได้มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะกว่ารุ่นก่อนหน้านี้เหมือนกันนะคะ เพราะ Apple Watch Series 4 มีการออกแบบใหม่ทั้งหมด พูดง่ายๆคือเริ่มจากออกแบบใหม่ตั้งแต่รากฐานเลย รวมถึงออกแบบในเรื่องการดีไซน์และวิศวกรรม ทั้งนี้ก็เพื่อที่ช่วยกระตุ้นให้สาวก Apple นั้นได้มีแรงที่จะอยากออกกำลังกายมากขึ้น มีความแอ็คทีฟมากขึ้น เพื่อที่จะให้สาวก Apple ได้มีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงค่ะ

ที่กล่าวไปข้างต้นว่าทาง Apple ได้มีการออกแบบดีไซน์ Apple Watch Series 4 ใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่แค่พัฒนานะคะ เรียกได้ว่ามันคือการปฏิวัติเลยก็ว่าได้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเลยก็คือหน้าจอ เพราะ Apple Watch Series 4 นี้เรียกได้ว่าเป็นหน้าจอ Apple Watch ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ Apple เคยทำมา เพราะจอภาพคือสิ่งที่บ่งบอกเลยนะคะว่านี่คือ Apple Watch Series 4 เพราะทาง Apple ได้ขยายจอภาพให้ใหญ่ขึ้นโดยที่เราไม่รู้สึกเลยว่าขนาดของตัวเรือน Apple Watch นั้นมีความใหญ่ขึ้นกว่าที่ผ่านมา การที่ทำจอ Apple Watch ออกมาให้ใหญ่ขึ้นก็พื่อที่จะให้ผู้ใช้ได้ประโยชน์ รวมถึงเห็นข้อมูลได้ในทุกตารางมิลลิเมตร ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หนาขึ้น และอ่านง่ายขึ้นกว่าเดิม แถมยังมีนวัตกรรมเทคโนโลยีจอภาพที่เรียกว่า LTPO ที่ทำให้ Apple Watch มีแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น และยังช่วยให้ประหยัดพลังงานอีกด้วย เพียงแค่คุณชาร์จแค่ครั้งเดียวก็สามารถช่วยให้คุณใช้งานได้ทั้งวันแล้ว

สิ่งที่เจ๋งที่สุดคือ Apple Watch Series 4 ได้ใส่เซ็นเซอร์วัดหัวใจแบบออปติคอล เพื่อที่จะช่วยเช็คอัตราการเต้นของหัวใจของคุณได้อย่างรวดเร็วค่ะ  และยังเพิ่มความอัจฉริยะในการตรวจไปอีกขั้น นั่นคือเมื่อหัวใจของคุณนั้นมีการเต้นต่ำกว่าเกณฑ์เป็นเวลา 10 นาที โดยที่คุณก็ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร มันจะมีสัญญาณแจ้งของภาวะหัวใจที่จะแจ้งเตือนคุณว่าอัตราการเต้นหัวใจของคุณอยู่ในเกณฑ์ต่ำหรือเต้นช้าผิดปกติ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงมากๆนะคะ ขืนถ้ายังปล่อยให้หัวใจเต้นผิดปกติแบบนี้ มันจะเป็นเรื่องร้ายแรงทันทีถ้าหัวใจขอคุณสูบฉีดเลือดที่มีออกซิเจนเข้าไปในร่างกายได้ไม่เพียงพอ

Apple ได้พัฒนาแบตเตอรี่ให้มีความอึดและทรงพลังมากกว่าเดิม เนื่องจากApple Watch Series 4 ตัวนี้สามารถใช้งานยาวนานแบบต่อเนื่องได้ถึง 18 ชั่วโมงเลยนะคะ เป็นอะไรที่ถูกใจสำหรับผู้ใช้แน่นอน แถม CPU ที่มาพร้อมกับตัวเครื่องนั้นทำงานได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมมาก สามาถเปิด Applications ได้อย่างรวดเร็ว เท่านั้นยังไม่พอ ในส่วนของลำโพงนั้นได้ถูกพัฒนาในเรื่องความดังของเสียงให้มีความดังขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และที่มากไปกว่านั้นในเรื่องของไมโครโฟนได้ถูกย้ายไปด้านที่ตรงกันข้ามเพื่อที่จะลดการเกิดเสียงสะท้อนกัน ซึ่งการที่ย้ายตำแหน่งไมโครโฟนจะทำให้การคุยโทรศัพท์นั้นมีความชัดแจ๋วมากกวว่าเดิม

Apple Watch Series 4 ได้ถูกทำเพื่อเอาใจคนออกกำลังกายอย่างแท้จริงเลยนะคะ เพราะ Apple Watch Series 4 นั้นเป็นมากกว่านาฬิกาสปอร์ตทั่วๆไป เปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าคุณใส่ Apple Watch Series 4 ก็เหมือนคุณมีเทรนเนอร์อยู่ข้างกาย ไม่ว่าคุณจะออกกำลังในรูปแบบไหน จะวิ่ง จะว่ายน้ำ หรือคุณจะไปเล่นกีฬากลางแจ้งนั้น คุณสามามารถตั้งค่าวัดปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลาญไปได้ด้วย หรือจะตั้งค่าต่างๆที่คุณอยากทราบ ไม่ว่าคุณจะอยากรู้อะไร ทั้งหมดก็จะปรากฎบนหน้าจอ Apple Watch ของคุณ แถม Apple Watch Series 4 ยังสามารถเข้าขากับแอพออกกำลังกายต่างๆได้อย่างด้วยดีเพราะมีแอพฟิตเนสมากมายให้คุณได้เลือก Downloads ใน App Store ซึ่งแอพเหล่านั้นพร้อมให้คุณได้มีแรงกายแรงใจในการอยากที่จะออกกำลังกายแบบประจำอยู่สม่ำเสมอเลยค่ะ

ไม่อยากจะเชื่อเลยนะคะว่านาฬิกาอย่าง Apple Watch Series 4 ครื่องเดียว แต่สามารถทำอะไรได้หลายอย่างมาก ฟีเจอร์ใหม่ๆที่ถูกพัฒนานั้นทำให้เราทุกคนอยากจะเป็นเจ้าของ Apple Watch Series 4 ได้อย่างไม่ยากเลยค่ะ ใครที่เป็นสายออกกำลังกายอยู่แล้วก็จัดไปเลยค่ะ เพราะ Apple Watch Series 4 คู่ควรกับคุณที่สุดแล้ว

อย่ามองข้ามอุปกรณ์สำคัญอย่าง harddisk พกพา

External Harddisk หรือฮาร์ดดิสพกพาเป็นสิ่งประดิษฐ์ ที่ยอดเยี่ยม มันช่วยให้คุณสามารถจัดเก็บข้อมูลออกจากคอมพิวเตอร์ของคุณใน External Drive (เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในคอมพิวเตอร์) ซึ่งสามารถวางไว้บน โต๊ะทำงาน หรือถ้ามันมีขนาดเล็ก ก็จะสามารถพกพาไปกับคุณได้ทุกที่ เพื่อให้คุณมีข้อมูลทั้งหมด พร้อมที่จะใช้ สำหรับการทำงานหรือแม้แต่ความบันเทิง นอกจากนี้ เทคโนโลยีฮาร์ดดิสพกพาเหล่านี้ก็ได้มีความจุที่มากขึ้นสามารถที่จะรองรับไฟล์ต่าง ๆไ ด้มากทีเดียวสำหรับการใช้งานเบื้องต้นและสินค้า Harddisk ที่ผลิตออกมาในช่วงปีหลังๆ  นี้ก็มีความจุเริ่มที่ 500 กิ๊กกะไบต์ สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานในแบบทั่วไป มากขึ้นอีกหน่อยก็จะเรียกว่า “เทราไบต์” ซึ่งก็เท่ากับ 1,000 กิกะไบต์นั่นเอง โดยที่อุปกรณ์เหล่านี้มีราคาไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับอดีตที่เคยแพงจนบุคคลใช้งานทั่วไปนั้นไม่สามารถที่จะซื้อมาใช้ได้

ข้อดีและประโยชน์หลักของ External Harddisk หรือ ฮาร์ดดิสพกพา

เริ่มจากข้อแรกเลยก็คือ การเก็บข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรม หรือข้อมูลสำคัญในการทำงานกับคอมพิวเตอร์ สามารถที่จะพกพาเพื่อนำไปทำงานที่ไหนก็ได้ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งแต่ก่อนนั้นเมื่อ ขนาดความจุของแฟลชไดร์ฟ ไม่สามารถที่จะบันทึกข้อมูลงานของเราได้ทั้งหมด เราก็ต้องแบกโน๊ตบุ๊คไปด้วย ที่สำคัญใช้งานง่ายเพียงเสียบกับUSB บางท่านที่เคยถอดเข้า-ถอดออกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แต่ละทีนั้น คงรู้ดีว่าเป็นเรื่องที่เหนื่อยเอาการที่เดียวสำหรับท่านที่ไม่มีประสบการณ์คงท้อ และนี่ก็เป็นข้อดีของ เจ้าฮาร์ดดิสพกพา ซึ่งมีความสามารถในการใช้งานกับคอมพิวเตอร์ได้เช่นเดียวกันกับ ฮาร์ดดิสที่ติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์ การใช้งานง่ายๆเพียงแค่เสียบสาย USB เข้ากับตัวเครื่องเท่านั้นก็เริ่มใช้งานได้ทันที

ในส่วนของการทำความเร็วในการส่งข้อมูล ปัจจุบันนั้นความเร็วในการรับส่งข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ถือว่าสำคัญมากต่อการใช้ประโยชน์ทางธุรกิจหรือประโยชน์ใดๆ ก็ตาม จะเห็นได้ว่าช่วงหลังๆนี้ได้มีการพัฒนาในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ที่เห็นได้ชัดเลยก็น่าจะเป็นเรื่องอินเตอร์เฟซในการใช้งาน เพื่อที่จะได้คุณภาพของข้อมูลที่แม่นยำขึ้นและโอน-ถ่ายข้อมูลด้วยความเร็วขึ้นนั้นเอง ซึ่งอินเตอร์เฟซที่พัฒนาแล้วในปัจจุบันก็ได้แก่ USB3.0,SATAIII และอื่นๆ กล่าวคือ ความสำคัญของฮาร์ดดิสพกพา ก็คือการพกพาที่สะดวกสบาย ไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานอยู่กับบ้าน หรือว่าหิ้วโน้ตบุ๊คไปไหนต่อไหนให้เมื่อยอีกต่อไปแล้ว เพราะขนาดเล็กและบางกว่าโทรศัพท์มือถือบางรุ่นเสียด้วยซ้ำ การใช้งานก็มามารถใช้ได้หลากหลาย สามารถใช้งานได้กับเครื่อง Dvd Player ,Smart TV ,เครื่องเสียงรถยนต์ และอุปกรณ์ใดๆก็ตามที่สามารถรองรับUSB และอื่นๆ อีกมากมายที่สามารถประยุกต์ใช้งานได้ อาทิเช่น เครื่องเล่น hdd player เครื่องเพลสเตชั่น3 เป็นต้น

ในปัจจุบันมีการผลิต harddisk พกพามาหลายรุ่นด้วยกัน โดยทางเพาเวอร์บายออนไลน์ ได้คัดสรรรุ่นที่มีความน่าสนใจและคุ้มค่าคุ้มราคา อาทิ ยี่ห้อ WESTERN DIGITAL เอ็กซ์เทอนอล ฮาร์ดไดร์ฟ รุ่น My Passport WD WDBYFT0040BBL-WESN BL ที่นับว่าเป็นฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์แบบต่อภายนอกอีกหนึ่งตระกูลที่ถือได้ว่ามีรุ่นใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด ด้วยการจุข้อมูลได้ในปริมาณสูงและสามารถพกพาได้สะดวก รูปแบบสวยงาม ผลิตจากวัสดุที่มีคุณภาพ ทำให้สามารถใช้งานได้อย่างทนทานและยืนยาว อีกรุ่นที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลย จากยี่ห้อ SEAGATE เอ็กซ์เทอนอล ฮาร์ดไดร์ฟ รุ่น Backup Plus Slim STDR5000302 มีความจุ 5 TB ได้รับการออกแบบเพื่อสำรองข้อมูลได้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ สามารถใช้ผลิตภัณฑ์นี้สำหรับในจัดเก็บข้อมูลภายนอกด้วยขนาดกะทัดรัดและมีรูปลักษณ์ที่น่าดึงดูดใจ พกพาสะดวกสบายเช่นกัน ในส่วนของการใช้สำรองข้อมูล ก็สำรองได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้มรูปในสื่อสังคมออนไลน์ วิดีโอ ไฟล์เอกสาร เพลง และอื่นๆ อีกมากมาย กล่าวคือ ฮาร์ดดิสพกพาจะทำให้คุณรู้สึกสะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะในการเก็บข้อมูล เหตุผลหลักก็เนื่องจากว่า ใช้งานง่ายเสียบเข้ากับคอมพิเตอร์ ก็สามารถเชื่อมต่อได้อย่างรวดเร็ว คัดลอกข้อมูลรวดเร็วและคัดลอกได้หลากหลาย เรียกได้ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ยอดเยี่ยมและมีคุณภาพมาก ควรค่าแก่การลงทุน นอกจากนี้ ยังมีสินค้าหรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ สำหรับคอมพิวเตอร์และออฟฟิตอีกมากมายให้คุณเลือกสรร พร้อมร่วมลุ้นโปรโมชั่นและราคาพิเศษต่างๆ ที่คุณต้องร้องว้าว ตลอด 24 ชั่วโมง

ประเภทของเครื่องพิมพ์ที่คุณต้องรู้

                              หลายๆคนต้องรู้จักเครื่องพิมพ์กันอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าน้อยคนคงไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเครื่องพิมพ์นั้นมีหลายแบบหลายประเภทด้วยกัน แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยมีใครนิยมเรียก “เครื่องพิมพ์” กันแล้วล่ะค่ะ เขานิยมเรียกกันว่า “ปรินเตอร์” กันมากกว่า ซื่งเครื่องพิมพ์หรือปริ๊นเตอร์เนี่ยคืออุปกรณ์ที่ต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์และทำหน้าที่พิมพ์แฟ้มดิจิทัลที่จะออกมาเป็นเอกสารในรูปแบบที่เป็นกระดาษ ซึ่งแฟ้มดิจิทัลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์นั้นอาจจะเป็นตัวอักษร เป็นภาพ หรือเป็นสีที่แตกต่างกันก็ได้ ซึ่งเครื่องพิมพ์ในปัจจุบันนี้มีให้เลือกมากมาย แต่ละแบบก็ใช้งานแตกต่างเฉพาะทางกันไป ซึ่งต่างจากในสมัยก่อนที่เครื่องพิมพ์มีไว้ใช้แค่เพื่องานพิมพ์เท่านั้น และงานพิมพ์ในปัจจุบันนั้นมีความหลากหลาย ซึ่งงานที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์นั้นก็มีหลายประเภทเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์รายงานหรือจดหมาย การทำอาร์ตเวิร์ก การพิมพ์รูปถ่าย รวมถึง   การพิมพ์ใบเสร็จ เป็นต้น

                              การที่เราจะใช้เครื่องพิมพ์นั้นมันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่เราจะต้องรู้ อยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าเราต้องรู้อะไรกันบ้าง วันนี้เราจะยกตัวอย่างให้อ่านกันค่ะ

    สิ่งที่จำเป็นต้องรู้สำหรับเครื่องพิมพ์

• ความเร็วในการพิมพ์ (Speed)

   การที่เราจะสามารถรู้ได้ว่าเครื่องพิมพ์ที่เราอยากจะซื้อนั้นมีความสามารถในการพิมพ์นั้นมีความเร็วหรือช้าเราจะต้องดูจากอัตราความเร็วในการพิมพ์โดยดูจำนวนหน้าต่อนาที เรียกว่า PPM ( page per minute) หรือจำนวนในตัวอักษรในหนึ่งวินาทีนั้นจะเรียกว่า CPS ( characters per second)

ความละเอียดในการพิมพ์ ( Resolutions)

   ความละเอียดในเรื่องของการพิมพ์นั้นจะเป็นการบอกคุณภาพของเครื่องพิมพ์ได้ว่าเครื่องพิมพ์นั้นสามารถพิมพ์งานได้มีความละเอียดมากหรือน้อยเท่าไหร่ โดยที่จะวัดจากจำนวนจุดที่เราพิมพ์ในหนึ่งนิ้ว ซึ่งเรียกว่า DPI ( dots per inches) ที่เราเรียกแบบนี้นั้นเป็นเพราะว่าภาพที่พิมพ์หรือตัวหนังสือนั้นมันมาจากจุดเล็กๆนับหมื่นจุดที่มารวมประกอบกันขึ้นมาเป็นรูปแบบที่เราต้องการจะพิมพ์ เพราะฉะนั้น หากว่าจำนวน DPI นั้นมีมาก นั่นก็หมายความว่าเครื่องพิมพ์อันนั้นมีความสามารถในการพิมพ์งานที่ละเอียดมาก

    เครื่องพิมพ์หรือปริ๊นเตอร์ แบ่งออกเป็น 2 แบบที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน

• เครื่องปริ๊นเลเซอร์ ( Laser Printer)

   เครื่องปริ๊นเลเซอร์เป็นที่ใช้งานอย่างแพร่หลายเลยนะคะ เชื่อว่าคุณก็เป็นหนึ่งในนั้น จริงๆแล้วการทำงานของเครื่องปริ๊นเลเซอร์นั้นคือจะใช้ผงหมึกทำงานร่วมกับแม่เหล็กไฟฟ้า รวมถึงพลังไฟฟ้าสถิตค่ะ โดยที่จะขับเคลื่อนด้วยลูกกลิ้งที่มีพลังของแม่เหล็กอยู่ หน้าที่ของมันคือจะดูดผงหมึกเข้ามาให้ติดกับลูกกลิ้ง แล้วจากนั้นผงหมึกก็จะถูกรีดให้ติดกับลูกกลิ้งที่มีพลังไฟฟ้าสถิตอยู่ ซึ่งคลื่นไฟฟ้าสถิตที่ได้มานั้นมันจะรับมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเองค่ะ แล้วจึงให้ลูกกลิ้งรีดผงหมึกให้ติดกับกระดาษ หลังจากนั้นจึงออกมาเป็นภาพ สังเกตไหมล่ะคะว่าเรื่องปริ๊นเตอร์จะนิยมใช้กันมากในสำนักงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในบริษัททัั่วไป หรือที่ออฟฟิศ ธนาคาร ร้านค้าต่างๆ เป็นต้น เพราะว่าการใช้เครื่องปริ๊นเลเซอร์กันนั้นเป็นเพราะว่าใช้งานง่ายค่ะ แถมสะดวกอีกด้วย เวลาจะใช้ในการพิมพ์ก็ไม่นาน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นที่นิยมกัน

• เครื่องปริ๊นอิงค์เจ็ท ( Ink Printer)

   เครื่องปริ๊นอิงค์เจ็ทนั้นเมื่อก่อนจะสามารถใช้พิมพ์ได้แค่ 4 สี โดยหมึกที่ใช้จะเป็นหมึกเติม แต่ในปัจจุบันนั้นไม่ได้ใช้ 4 สีแบบเมื่อก่อนแล้วค่ะ จะเพิ่มมาจากใช้ 4 สี ก็กลายเป็น 6 สี หรือ 8 สีเลย การที่เพิ่มจำนวนสีเข้ามาเป็นเพราะว่าเพื่อที่จะลดปัญหาในการผสมสี แต่หลักๆจะเป็น 4 สีที่เป็นแม่พิมพ์หลักเหมือนเดิมนะคะ ซึ่งข้อดีของเครื่องปริ๊นอิงค์เจ็ทนั้นคือเวลาพิมพ์ ภาพที่ออกมานั้นจะมีความสวยงามกว่าเครื่องเลเซอร์ค่ะ เพราะเครื่องปริ๊นอิงค์เจ็ทจะให้ภาพที่เป็นธรรมาชาติกว่า มีความเข้ม มีความคมชัดที่สูงกว่า แต่ใช้เวลาพิมพ์มากกว่าเครื่องปริ๊นเลเซอร์ ดังนั้นเครื่องปริ๊นอิงค์เจ็ทจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไหร่นัก เพราะมันค่อนข้างใช้เวลาที่พิมพ์ที่ค่อนข้างนาน อาจจะช้าไม่ทันใจค่ะ

                              เป็นไงบ้างล่ะคะเครื่องพิมพ์หรือเครื่องปริ๊นที่เราบอกเคล็ดลับและยกตัวอย่างกันไปนั้น มีแต่สิ่งที่สำคัญที่เราจะต้องรู้และเก็บไว้เพื่อเป็นความรู้ในการเลือกซื้อเครื่องปริ๊นกันได้เลยค่ะ เครื่องปริ๊นแต่ละชนิดมีการใช้งานแตกต่างกันไป อยู่ที่คุณเลือกแล้วค่ะว่าอยากใช้เครื่องปริ๊นกับงานของคุณแบบไหน คุณเท่านั้นที่ตัดสินใจได้

โน๊ตบุ๊คแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ

Notebook 1

          แม้ว่าโลกเราในรอบ 10 ปีมานี้คนส่วนมากจะมีสมาร์ทโฟนติดตัวเพื่อใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งเรื่องงานและความบันเทิง แต่ว่าคอมพิวเตอร์ โน๊-ต-บุ๊ค ยังคงเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนในหลาย ๆ อาชีพยังใช้เป็นอุปกรณ์สำคัญอยู่ รวมถึงก็ยังมีอีกหลาย ๆ คนที่ใช้สำหรับความบันเทิงอยู่ เพราะว่าถ้าว่ากันจริง ๆ ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ชิ้นนี้ก็ยังมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าสมาร์ทโฟนและมีการทำงานเฉพาะทางที่โดดเด่นกว่า

          ซึ่งคอมพิวเตอร์ โน๊-ต-บุ๊ค ในแต่ละรุ่นนั้นก็ออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปหรือตามแต่ไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล เช่น สำหรับการพิมพ์งาน พรีเซนต์งาน พิมพ์งาน สำหรับการดูภาพยนตร์ และเล่นเกม เป็นต้น เราจะมาดูกันว่า โน๊-ต-บุ๊ค รุ่นไหนจะเหมาะกับคุณ

          1. สำหรับพิมพ์งาน

          ถ้าใครเป็นนักเรียนศึกษาหรือทำงานเกี่ยวกับเอกสารการพิมพ์งาน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือหน้าจอต้องกว้างพอประมาณเพื่อมุมมองที่สะดวกสบายไม่ปวดตา ต่อมาก็คือแป้นพิมพ์ที่ต้องมีขนาดใหญ่กดสะดวก และที่สำคัญก็คือการดีไซน์ที่ดี รองรับสรีระของผู้พิมพ์ในระยะเวลานาน ๆ ส่วนเรื่องของประสิทธิภาพนั้นคงไม่ต้องเน้นให้แรงมากนักก็ได้ แต่ก็ไม่ควรช้าจนเกินไปจนเป็นอุปสรรคในการทำงาน    ซึ่งรุ่นที่จะมาแนะนำนั่นก็คือ Asus X407MA ที่มาในหน้าจอขนาด 14 นิ้ว ซึ่งกำลังพอดีสำหรับการพิมพ์งาน CPU ใช้ Intel Pentium Silver N5000 Ram ใช้ 4GB DDR4 HDD มีขนาด 1TB ด้วยกัน แป้นพิมพ์กว้างสบายมือปุ่มเด้งกดแล้วได้ฟีลลิ่งที่ดี นอกจากนี้ดีไซน์ยังออกแบบมาได้เหมาะสมกับการใช้งานนาน ๆ อย่างยิ่ง Asus X407MA ราคาอยู่ที่ 11,990 บาท ซึ่งถือว่าถูกและคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

          2. สำหรับนักธุรกิจ

          นักธุรกิจนั้นจำเป็นต้องมี โน๊-ต-บุ๊ค ติดตัวที่สวยงาม มีประสิทธิภาพ รวมถึงยังใช้พรีเซนต์งานในที่ต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่วอีกด้วย ซึ่งรุ่นที่เหมาะสมนั้นควรเน้นไปที่ความบางเบา พกพาสะดวก ดีไซน์ที่ดีเพื่อเป็นภาพลักษณ์ ตลอดจนความแรงที่ต้องมีพอตัว โดยรุ่นที่จะแนะนำก็คือ Dell Latitude 7380 ที่จัดเต็มด้วย CPU แบบ Intel Core i5-7200U 2.5GHz ใช้ RAM 8GB SSD ขนาด 240GB หน้าจอกว้าง 13.3 นิ้ว มีระบบ Anti Glare เห็นชัดทุกมุมมอง ตัว Battery อยู่ได้ 8-10 ชั่วโมงเลยทีเดียว

          โดยวัสดุภาพนอกเป็นแบบ Magnesium Alloy เบา บางเฉียบ หิ้วไปได้ทุกที่ ๆ ต้องการ เหมาะสำหรับใช้ในการพรีเซนต์งานมากเพราะมีความรวดเร็ว รวมถึงพอร์ต USB ที่ให้มาทั้งแบบรุ่นเก่าและแบบรุ่นใหม่นั้นก็ทำให้เรื่องการพรีเซนต์งานในที่ต่าง ๆ เป็นไปอย่างสบาย ราคาอยู่ที่ 29723 บาท

          3. สำหรับเล่นอินเตอร์เน็ตและความบันเทิงต่าง ๆ

          สำหรับสายนี้ค่อนข้างที่จะต้องเน้นไปที่หน้าจอที่คมชัด และไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไปเพราะว่าเป็นการใช้งานแบบอเนกประสงค์ทั้ง เล่นอินเตอร์เน็ตและดูหนังฟังเพลง ส่วนเรื่องเสียงนั้นก็ต้องเน้นขึ้นมาอีกขั้น แต่เรื่องความแรงนั้นสามารถอยู่ในระดับกลาง ๆ ได้

          รุ่นที่จะมานำเสนอนั่นก็คือ ASUS VivoBook Max (X441SC) ขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว CPU ใช้ Intel Pentium N4200         Ram ใช้ 4GB DDR3 HDD ติดเครื่องมีขนาด 1 TB และที่น่าสนใจมาก ๆ นั่นคือใช้เทคโนโลยี SonicMaster เป็นการเพิ่มพลังเสียงให้กระหึ่ม ซึ่งแน่นอนว่าเอาอยู่ทั้ง ภาพยนตร์และเพลงแน่นอน

          4. สำหรับเล่นเกม

          มาที่ โน๊-ต-บุ๊ค สำหรับการเล่นเกมกันบ้าง ที่ต้องบอกว่าต้องเน้นทุกองค์ประกอบในเรื่องประสิทธิภาพเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง ไปจนถึงต้องมีดีไซน์ที่สวยเป็นเอกลักษณ์ด้วย

          โดยรุ่นที่อยากจะแนะนำก็คือ Lenovo Notebook Y720-80VR00K0TA (W) ที่มีขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้ว น้ำหนักเบา ดีไซน์สวย ดุดัน CPU ใช้ 7th Gen Intel Core processors การ์ดจอใช้ NVIDIA GTX 1060 Ram 16 GB DDR4 HDD 2 TB 5400 RPM + SSD 256 GB เรื่องความแรงนั้นคงไม่ต้องพูดถึงกันเพราะว่าสามารถเล่นเกมที่ออกมาในปัจจุบันได้ทุกเกมเลยทีเดียว ด้านภาพนั้นหายห่วงได้ เพราะว่าใช้ประสิทธิภาพของการ์ดจอที่ดี ด้านเสียงก็สามารถทำได้อย่างดีมีมิติมาก Lenovo Notebook Y720-80VR00K0TA (W) ราคาอยู่ที่ 49,750

          ที่นี่พอจะตัดสินใจได้แล้วหรือยังครับว่า โน๊-ต-บุ๊ค แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ หวังว่าอาจจะมีถูกอกถูกใจรุ่นที่เรานำมาเสนอกันบ้าง ซึ่งยังมีอีกหลายรุ่นสำหรับหลายความต้องการให้ได้เลือกดูและพิจารณากันนะครับ

พรีเมี่ยมไปกับ Galaxy S10

                              เปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่แล้วนะคะสำหรับ “ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10” ซึ่งบริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งการสร้างสรรค์โดยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยมอย่างกาแลคซี่เอส 10 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมากเลยค่ะ และกาแลคซี่ เอส 10 นี้พร้อมจะมอบประสบการณ์ที่คุณจะต้องตะลึง เพราะนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของกล้องหลังและกล้องหน้าระดับ 4K หลายๆคนฟังแล้วคงรู้สึกตื่นเต้นไปกับเทคโนโลยีของซัมซุงกันเลยใช่ไหมคะ ที่ทั้งล้ำสมัยและมีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างทรงพลังมากๆเลยค่ะ

                              ล่าสุด ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 ได้เปิดตัวในประเทศไทยของเราด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นรวดเดียวกันเลยค่ะ นั่นคือ กาแลคซี่ เอส 10e, เอส 10 และ เอส 10 พลัส ทั้งสามรุ่นนี้ออกมาพร้อมกับการออกแบบหน้าจอแสดงผลที่มีความทันสมัยอย่าง  Dynamic AMOLED ซึ่งทางแบรนด์ซัมซุงเน้นการพัฒนาและปฏิวัติในเรื่องของเทคโนโลยีเป็นหลัก ไม่แปลกใจเลยล่ะค่ะว่าทำไม ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 ถึงมีรูปแบบที่อยากสัมผัสและอยากเป็นเจ้าของเพียงแค่เห็นแค่เพียงไม่กิวินาที เพราะทั้งรูปร่างหน้าตารวมถึงคุณสมบัติที่ล่อตาล่อใจ รวมถึงนวัตกรรมใหม่ๆของกาแลคซี่ เอส 10ที่รอให้คุณมาลองสัมผัสใช้งานกัน

                              เรามารู้จักหน้าจอแสดงผลของกาแลคซี่ เอส 10 กันดีกว่า ที่เรากล่าวไปข้างต้นแล้วนั่นคือจอแสดงผล Dynamic AMOLED ซึ่งทางแบรนด์ซัมซุงได้การันตรีมาเลยว่านี่คือจอแสดงผลที่ดีที่สุดของซัมซุงที่เคยมีมา เพราะจอแบบ Dynamic AMOLED นั้นเป็นจอไร้ขอบ มาพร้อมกับเซนเซอร์ที่สามารถแสกนลายนิ้วมือหน้าจอแบบอัลตราโซนิค ซึ่งนี่ถือว่าเป็นครั้งแรกของโลกเลยกว่าได้นะคะกับนวัตกรรมจอแสดงผลแบบ Dynamic AMOLED นี้ และ กาแลคซี่ เอส 10 ยังเปนสมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่ได้รับการรับรองการแสดงผลระดับ HDT10+ ซึ่งเราจะได้เห็นภาพที่สมจริง รวมถึงสีสันที่สดใจ แถมยังสามารถปรับสีของภาพได้แบบช็อตต่อช็อตกันเลยทีเดียว อะไรจะไฮเทคขนาดนี้คะ และเท่านั้นยังไม่พอ จอภาพจะแสดงเฉดสีที่กว้างขึ้นและสมจริงขึ้นอีกด้วย หากใครกังวลเวลาที่ต้องใช้โทรศัพท์มือถือกลางแจ้ง หรือมีแดดจ้ามากๆ เราอยากจะบอกทุกคนว่าอย่าได้กังวลไปค่ะ เพราะหน้าจอ Dynamic AMOLED ในกาแลคซี่เอส 10จะแสดงเฉดสีสมจริงแม้เราจะยืนท่ามกลางแดดจ้าก็ตาม และหน้าจอ Dynamic AMOLED ยังได้รับการรับรองจาก VDE รวมถึงยังมีค่า Contrast Ratio ในขั้นสูง ซึ่งจะสามารถแสดงภาพที่มีสีดำที่เข้มสนิทมากไปจนถึงสีขาวที่สว่างที่สุดได้อย่างแจ่มชัดทุกรายละเอียด

               เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าจุดเด่นของ ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 ที่น่าสนใจนั้นมีอะไรเด็ดๆบ้าง

มีระบบกันสั่นอัจฉริยะ และสามารถบันทึกวีดีโอ 4k ได้

  ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10ได้นำการเสนอการถ่ายบันทึกวีดีโอแบบ Super Steady ที่สามารถป้องกันภาพที่สั่นไหวได้เลยนะคะ ไม่ว่าคุณจะทำกิจกรรมอะไร จะไปคอนเสิร์ตหรือจะวิ่งออกกำลังกาย คุณก็สามารถถ่ายวิดีโอที่มีคุณภาพระดับ 4K ได้อย่างไร้กังวล ซึ่งการเก็บบันทึกภาพของซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10นั้นจะเก็บบันทึกภาพขอคุณได้อย่างมืออาชีพ

เลนส์ Ultra Wide

  เลนส์ Ultra Wide มาพร้อมกับ ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 ที่มีความสามารถในเก็บภาพได้ถึง 123 องศาเลยนะคะ พูดง่ายๆคือภาพที่ออกมานั้นจะเสมือนภาพที่มองเห็นด้วยตาเปล่าของเราได้เลย สมจริงมาก ไม่ว่าจะเป็นภาพพาโรนามา ภาพถ่าย Portrait รวมถึงภาพวิวทิวทัศน์ต่างๆ

PowerShare แบบไร้สาย

   อยากจะร้องว้าวจริงๆกับนวัตกรรม PowerShare ที่ออกมา หรือการแชร์แบตเตอรี่ให้ดีไวซ์อื่นๆแบบไร้สายให้กับโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ที่รองรับ Qi ได้อย่างง่ายดายเลยค่ะ ทั้งนี้จะช่วยลดความยุ่งยากในการที่เราจะพกที่ชาร์จหลายๆอันโดยไม่จำเป็น

นี่คือจุดเด่นแค่ไม่กี่ข้อของซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 ที่เรายกตัวอย่างมานะคะ ถ้าใครอยากรู้ว่านวัตกรรมของเจ้าซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 จะเจาะลึกอะไรบ้างนั้น คุณจะต้องไปลองสัมผัสและลองใช้งานด้วยตัวของคุณเองว่าวิวัฒนาการของแบรนด์ซัมซุงนั้นมีความอัจฉริยะขนาดไหน หลายๆคนคงกังวลกับโทรศัพท์มือถือของ Samsung ราคาแต่ละค่ายโทรศัพท์มือถือนั้นมีความแตกต่างมากแค่ไหน หลายคนกลัวว่า Samsung ราคาจะแรงมากไหม Samsung ราคาจะแพงขนาดไหน อยากจะบอกว่าอย่าพึ่งกังวลไปนะคะ เพราะ Samsung ราคาที่ออกมานั้นมีความหลายหลายแล้วแต่ค่าย แล้วแต่โปรโมชั่นที่มีให้เลือกกัน รวมถึงแล้วแต่คุณสมบัติของสเปคและความจุของโทรศัพท์มือถือด้วย อยากแนะนำให้ไปลองสัมผัสของจริงด้วยตัวของคุณเองก่อนตัดสินใจซื้อ แค่นี้การตัดสินใจของคุณในการเลือกซื้อจะมีความง่ายมากขึ้นแล้วล่ะค่ะ

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณจะเปลี่ยนทีวีเป็น 4K

4K

               หนึ่งปัจจัยที่จะเติมเต็มการรับชมทีวีนั่นก็คือความคมชัดนั่นเอง ซึ่งมาตรฐานความคมชัดของทีวีนั้นก็ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยจอแก้วที่ความคมชัดสูงสุดยังอยู่ที่ประมาณ 480P เท่านั้น จนในปัจจุบันก็ได้รับการพัฒนาต่อมาในระดับ 4K อย่าง lg 65sk8500 ราคาประมาณ 39,990 บาท ในตอนนี้เป็นต้น

          ซึ่งช่วงแรก ๆ ที่เรายังคงรับภาพสัญญาณทางจอทีวีผ่านทางเสาอากาศทีวีก็อาจจะยังไม่รู้สึกถึงความแตกต่างในเรื่องความคมชัดเท่าไหร่นัก แต่เมื่อโลกได้รู้จักกับมาตรฐานความคมชัดแบบ HD ที่มีความละเอียด 720p ต่อมาถึง Full HD ที่ความละเอียด 1080p และมาตรฐานล่าสุดที่ยอมรับกันในวงการทีวีนั่นก็คือ 4K ที่มีความชัดเหนือกว่า Full HD ถึง 4 เท่านั่นเอง อย่างเช่น lg 65sk8500 ราคาประมาณ 39,990 บาท

          คำถามที่เกิดขึ้นในใจของหลาย ๆ คนก็คือจำเป็นไหมที่จะอัพเกรดทีวีที่มีอยู่เดิมไม่ว่าจะเป็นจอแก้วที่มีความคมชัด 480P หรือจอ LCD, LED ที่มีความคมชัด 720P-1080P ให้เป็น 4K ดีไหม และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเปลี่ยน ครั้งนี้เราจะมาคลี่คลายความสงงสัยนี้ของทุกคนกัน

          – ความคมชัดและความสวยงามของภาพที่มีมากกว่า

               แน่นอนว่าเวลาเราดูภาพยนตร์ การ์ตูน หรือ คอนเสิร์ต คงต้องการการประสบการณ์การรับชมที่ดี ภาพสีสันสวยงามถ่ายทอดอารมณ์หรือความรู้สึกที่ผู้สร้างต้องการได้มากที่สุด ดังนั้นความคมชัดระดับ 4K จึงตอบสนองข้อนี้ได้ดีเป็นอย่างยิ่ง

          – ผู้สร้างสื่อได้หันมาผลิตคอนเทนท์ในรูปแบบ 4K มากขึ้น

          เนื่องจากสื่อและคอนเทนท์ที่เรารับชมกันทุกวันนั้นไม่ได้ผ่านเสาสัญญาณทีวีเหมือนเก่าแล้ว แต่ว่ามาในรูปแบบ HD, Full HD ไปจนถึง 4K ผ่านอินเตอร์เน็ตหรือสื่อรูปแบบต่าง ๆ กันไป ดังนั้นการที่จะเปลี่ยนทีวีใหม่สักเครื่อง การที่จะครอบครองมาตรฐานสูงสุดอย่าง 4K นั้นก็เป็นเรื่องที่คุ้มค่าและต่อยอดสู่อนาคตได้

          – จอกว้างมากกว่า

          ด้วยความละเอียดของจอทีวีแบบ 4K มักจะเริ่มต้นที่ 60 นิ้ว ขึ้นไป เพื่อให้ได้ ทำให้มุมมองการรับชมนั้นใหญ่เต็มตา และแสดงความอลังการของภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นถ้าหากว่าต้องการประสบการณ์ใหม่ของการรับชมโทรทัศน์นั้น ทีวี 4K ก็เหมาะสมที่จะไปอยู่ที่บ้านท่าน

          – เครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่รองรับมาตรฐาน 4k

               ในปัจจุบันนั้นการเล่นเกมถือว่าเป็นกิจกรรมที่ทุกคนชอบ เพราะว่ามีความสมจริงและมีความสวยงามของภาพที่มากกว่าสมัยก่อน อย่างเช่นตอนนี้คือเครื่อง PlayStation 4 Pro ที่สามารถรันภาพได้ในระดับ 4K HDR นั่นเอง ดังนั้นถ้าใครเป็นคอเกมและอยากจะเต็มที่กับประสิทธิภาพของ PlayStation 4 Pro แล้วล่ะก็ต้องถอยทีวี 4K อย่าง lg 65sk8500 ราคาประมาณ 39,990 บาท แล้วล่ะครับ

               – รวบรวมความบันเทิงทั้งหลายมาไว้หน้าจอเดียว

          ตอนนี้ไม่ว่าจะต้องการรับชมอะไรก็ตาม สามารถหาดูได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้หมดแล้ว ซึ่งทีวี 4K สมัยนี้อย่าง lg 65sk8500 ราคาประมาณ 39,990 บาท ก็สามารถต่ออินเตอร์เน็ตละเข้าถึงคอนเทนท์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ช่องต่อสื่อต่าง ๆ ก็มีครบ เรียกได้ว่าซื้อไปเครื่องเดียวเหมือนได้ความสุขที่ตรงใจมาไว้ใกล้ ๆ ตัวอย่างไม่ตกหล่นเลยทีเดียว

          – ราคาที่ไม่แพง

          ก่อนหน้านี้ถ้าพูดถึงทีวี 4K ก็คงต้องยอมถอยไปตั้งหลักก่อน เพราะราคาที่มากมาย แต่ว่าตอนนี้ราคาของ TV 4k นั้นถูกลงมาอย่างมากมาย อย่างเช่น ทีวีจอ 65 นิ้ว อย่าง lg 65sk8500 ราคาประมาณ 39,990 บาท ซึ่งถือว่าพอรับได้สำหรับหลาย ๆ คนเลยทีเดียว หรือถ้าใครสนใจที่ฟังก์ชั่นน้อยลงมา ราคาก็จะลดหลั่นกันลงมาอีก

               ส่วนทีวีแบบ 4K ที่เราอยากมาแนะนำทุกคนก็ต้องเป็น lg 65sk8500 ราคาประมาณ 39,990 บาท ที่อัดแน่นด้วยฟังก์ชั่นมากมายทั้ง Nano Cell Display ที่ให้ภาพที่สมดุลเป็นธรรมชาติ รวมไปถึง Cinema HDR ที่ให้ภาพในรูปแบบ HDR ที่คมแบบสุด ๆ ที่ขาดไม่ได้ก็คือเทคโนโลยี ThinQ AI ที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียงอย่างอัจฉริยะนั่นเอง

          เรื่องเสียงก็หายห่วงเพราะพ่วงระบบ Dolby Atmos มาให้รับรองว่าไม่ว่าจะดูภาพยนตร์ คอนเสิร์ต หรือ กีฬา ก็เต็มที่แน่นอน

          และนี่ก็คือข้อที่คุณควรนำไปพิจารณากับคำถามที่ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณจะเปลี่ยนทีวีเป็น 4K ซึ่งถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งที่ได้แนะนำไปนั้นใช่สำหรับคุณก็เดินหน้าหามาไว้เป็นเจ้าของได้เลยนะครับ แต่อย่าลืมว่าควรเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการของตัวเองก็พอนะครับ และ lg 65sk8500 ราคาก็ไม่แพงแล้ว ซึ่งคุ้มค่ามาก