ทำไม VR ยังไม่บูมในตลาดเกม

"VR"

VR ถือว่าเป็นสื่อทางเลือกใหม่ที่หลายคนฝากความหวังว่าจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนวิธีการรับความบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือพูดง่าย ๆ ว่าจะมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในหลาย ๆ แบบนั่นเอง ซึ่งก็เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะเราเริ่มเห็นอุปกรณ์ชนิดนี้ในรูปแบบ Mass Product มากขึ้นเพื่อตอบความต้องการที่ต่างกัน โดยทำออกมาหลายราคาหลายคุณภาพด้วยกัน อย่างเช่นการมีแค่กรอบพลาสติกเป็นบล็อคและต้องใช้โทรศัพท์มือถือประกอบเข้าไปเพื่อเป็นหน้าจอหรือแบบพรีเมี่ยมที่ใช้การต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์คุณภาพสูงเพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรในการประมวลผล

โดยในอุตสาหกรรมเกมนั้นอุปกรณ์ชิ้นนี้ได้เข้ามามีบทบาทในช่วงปี 2016 เป็นต้นมา เพราะว่ามีค่ายเกมยักษ์ใหญ่หลายค่ายได้พัฒนาทั้งตัวฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ออกมาวางจำหน่ายกันเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็น Sony, HTC, Oculus เป็นต้น ทว่าประมาณ 3 ปีที่เราได้เริ่มเล่นเกมในรูปแบบเสมือนจริงนี้ ในภาพรวมก็ยังไม่สามารถมาแทนที่การเล่นเกมแบบเก่า ๆ และยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรอย่างที่ได้คาดหวังกันเอาไว้ตั้งแต่แรก โดยครั้งนี้เราจะมาวิเคราะห์ถึงเหตุผลต่าง ๆ ว่าเพราะอะไรนวัตกรรมชิ้นนี้ถึงยังไม่บูมในตลาดเกม

1. ราคาที่ค่อนข้างสูง

ปัจจุบันการเล่นเกมนั้นสามารถเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยได้มากขึ้นโดยเฉพาะเกมในรูปแบบมือถือซึ่งส่วนมากนั้นสามารถเล่นฟรีได้ในขั้นเริ่มแรกขอแค่มีสมาร์ทโฟนไว้ติดตัวและอาจจะมีค่าใช้จ่ายในภายหลังแต่ก็ถือว่าหาเล่นได้ง่ายกว่าเกมคอนโซล ซึ่งจะต้องซื้อเครื่องเกม ซื้อแผ่นเกม และอุปกรณ์ต่าง ๆ หรือถ้าใครเป็นสายเกม PC แล้วล่ะก็ต้องลงทุนกันอีกประมาณหนึ่งเพื่อที่จะได้สเปคที่สามารถเล่นเกมอย่างไหลลื่นได้ ซึ่ง Virtual Reality ที่ใช้สำหรับเล่นเกมประสิทธิภาพสูงในปัจจุบันนั้นต้องใช้เครื่องคอนโซลอย่างเช่น PlayStation หรือ PC คุณภาพสูงในการเชื่อมต่อ

โดยตัวอุปกรณ์ดังกล่าวก็ต้องซื้อแยกต่างหากออกไปอีก ราคาก็ค่อนข้างที่จะแพงเหมือนกับซื้อเครื่องเกมหรือคอนโซลใหม่เลยทีเดียวอย่างของ PlayStation ก็มีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 10000 บาท หรือสำหรับ PC ก็มี HTC Vive ราคา 25000 และ Oculus Rift ราคาประมาณ 20000 เลยทีเดียว ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่สามารถหามาเป็นเจ้าของได้เว้นแต่ว่าจะซื้อแบบที่เป็นกรอบพลาสติกลักษณะบล็อคเอาไว้ใส่โทรศัพท์มือถือ ซึ่งก็ไม่สามารถเล่นเกมที่มีคุณภาพดีเกรด AAA ได้

2. การติดตั้งและใช้งานที่ค่อนข้างยุ่งยาก

แน่นอนว่าการเล่นอุปกรณ์ในลักษณะนี้นั้นไม่ใช่แค่สวมใส่แล้วจะเล่นได้เลยแต่ว่าต้องมีการเชื่อมต่อที่เป็นสายมีกล้องตรวจจับความเคลื่อนไหวและมีจอยคอนโทรลเลอร์แบบเฉพาะ ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการติดตั้งประมาณหนึ่งเลยทีเดียว และต้องใช้พื้นที่พอสมควรในการเล่นเกม สำหรับ PlayStation ก็ได้ออกอุปกรณ์วีอาร์รุ่นใหม่ออกมาโดยที่ทำให้การใช้งานกระชับขึ้น ตัดสายหูฟังที่ห้อยออกไป น้ำหนักเบาลงทำให้สามารถออกท่าออกทางได้ง่ายขึ้น แต่ว่าก็ยังต้องมีกระประมวลผลในการเชื่อมต่ออยู่

3. เกมที่ยังไม่โดดเด่น

เหตุผลหลัก ๆ ในการที่จะซื้อเครื่องเกมนั้นเรื่อง Title ที่อยากเล่นก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก โดยตอนนี้ถ้าพูดถึงเกมในรูปแบบวีอาร์ก็ยังไม่ได้มีอะไรโดดเด่นให้แฟน ๆ อยากเล่นหรือต้องรีบซื้อกันมากมาย อาจจะเป็นในเรื่องของข้อจำกัดในด้านเกมเพลย์ที่ยังไม่สามารถทำให้หลากหลายไปมากกว่าแนว Shooting หรือ Adventure ซึ่งถ้ารไปเล่นในเครื่องเกมระบบปกติก็สามารถสนุกสนานได้ไม่จำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์วีอาร์ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของยอดขายที่ยังไม่ถล่มทลายมากนักของทั้งตัวเครื่องและตัวซอฟต์แวร์เกม

4. มีปัญหากับคนที่เป็นอาการ Motion Sickness

อาการ Motion Sickness คือการรู้สึกมึนหัว วิงเวียน เนื่องมาจากประสาทการรับรู้ทางการมองเห็นไม่สัมพันธ์กับร่างกาย โดยเป็นกันได้ในหลายกรณีและผู้ที่เล่น VR ส่วนมากก็จะเกิดอาการนี้โดยเฉพาะเกมที่เคลื่อนไหวเร็ว ๆ  เนื่องจากร่างกายเกิดอาการสับสนว่าภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าเคลื่อนไหวเร็วแต่ทำไมร่างกายยังอยู่กับที่ ดังนั้นนี่ก็เป็นอีกโจทย์หนึ่งของผู้ที่พัฒนาตัวเครื่องและซอฟต์แวร์ต้องทำการบ้านอย่างหนักในการแก้ไขปัญหานี้

จะเห็นได้ว่าแม้ว่าอุตสาหกรรมเกมนั้นกำลังอยู่ในยุคที่เฟื่องฟูแต่การลองผิดลองถูกก็ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอเพื่อความพอใจสูงสุดของเหล่าเกมเมอร์

วิวัฒนาการการฟังเพลงผ่านสื่อของคนไทย

ราคาไอโฟน

เสียงเพลงหรือดนตรีนั้นถือว่าเป็นสิ่งคู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ดังนั้นการฟังเพลงเพื่อเป็นการผ่อนคลายหรือสร้างบรรยากาศต่าง ๆ ก็ถูกทำมาตั้งแต่สมัยโบราณที่ต้องมีนักดนตรีมาบรรเลงเพลงให้ดูกันแบบสด ๆ จนถึงยุคสมัยที่มีสื่อเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางถ่ายทอดเสียงเพลงตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของวิทยุที่ต้องเป็นคนร่ำรวยถึงจะซื้อได้เรื่อยมาถึงยุคที่ ราคาไอโฟน อยู่ในระดับที่ใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของได้อย่างในปัจจุบัน ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเสียงเพลงก็คอยกล่อมผู้ฟังผ่านอุปกรณ์หลากหลายเรื่อยมา

เราจะพาท่านนั่งเรือทวนน้ำแห่งกาลเวลากลับไปดูว่าวิวัฒนาการการฟังเพลงผ่านสื่อและอุปกรณ์ของคนไทยนั้นมีอะไรบ้างและมีผลต่อวงการอุตสาหกรรมเพลงในภาพรวมมากน้อยแค่ไหน ไปดูกันเลยครับ

                1. วิทยุกระจายเสียง

                วิทยุถูกนำเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อน โดยใช้ในงานด้านราชการ ประมาณปี พ.ศ.2482 ได้มีการให้เอกชนมามีส่วนร่วมในการซื้อโฆษณาและจัดรายการกันมากขึ้น โดยชาวบ้านทั่วไปก็สามารถซื้อหามาเป็นเจ้าของได้ด้วยราคาที่ถูกลงและมีแบรนด์วิทยุที่ทำจากโรงงานคนไทยอย่างธานินทร์ออกสู่ท้องตลาด โดยรูปแบบรายการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็คือการเปิดเพลงซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนไทยนั่นเอง

                โดยในยุคนั้นการออกอากาศจะเป็นไปในรูปแบบ AM เพลงที่เปิดก็มีหลากหลายจากทั้งฝั่งตะวันตกและเพลงไทยที่ส่วนมากจะเป็นเพลงมาร์ชปลุกใจและเพลงลูกทุ่ง โดยจะมีโฆษกดำเนินรายการเป็นผู้เปิดเพลงตามคำขอทางจดหมายด้วย ก่อนที่จะมีการออกอากาศผ่านทางคลื่น FM และเปลี่ยนคำเรียกผู้ดำเนินรายการเป็น DJ

                2. เครื่องเล่นแผ่นเสียง

                ถ้าจะให้พูดถึงการฟังเพลงตามใจนึกโดยที่ไม่ต้องรอโฆษกหรือ DJ มาเปิดให้ ในยุคพอ ๆ กับที่วิทยุกระจายเสียงเริ่มแพร่หลายนั้นอุปกรณ์ก็คงหนีไม่พ้นเครื่องเล่นแผ่นเสียงนั่นเอง โดยเครื่องเล่นแผ่นเสียงนั้นเป็นที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในประเทศฝั่งตะวันตกอยู่แล้ว โดยเริ่มเข้ามาในประเทศไทยผ่านผู้ที่มีฐานะทางสังคม แต่ประมาณปี พ.ศ.2482 เป็นต้นมาเครื่องเล่นดังกล่าวก็ได้ถูกกระจายไปยังบ้านเรือนของคนที่มีใจรักในเสียงดนตรี โดยแผ่นเสียงหรือแผ่นไวนิลในช่วงแรกนั้นจะนำเข้ามาจากต่างประเทศ ก่อนที่ศิลปินไทยจะผลิตผลงานเพลงเป็นแผ่นเสียงออกมาเพื่อจำหน่ายและส่งให้สถานีวิทยุต่าง ๆ เพื่อนำไปประชาสัมพันธ์

                3. เครื่องเล่นเทปคาสเสตต์

                เมื่อเข้ามาในช่วง พ.ศ.  2520 ผู้ฟังเพลงไทยก็ได้เริ่มนิยมสื่อในรูปแบบเทปคาสเสตต์ โดยทั้งตัวเทปคาสเสตต์และเครื่องเล่นมีขนาดที่เล็กกว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงและแผ่นไวนิลมาก โดยยังให้คุณภาพเสียงที่ดีอยู่ โดยนี่เป็นยุคที่วงการเพลงไทยได้เฟื่องฟูถึงขีดสุดเลยทีเดียว เทปคาสเสตต์ของศิลปินที่มีชื่อเสียงสามารถทำยอดขายได้ทะลุล้านตลับเป็นจำนวนมาก เครื่องเล่นจากที่เสียบไฟอยู่กับที่ก็พัฒนามาเป็นเครื่องเล่นพกพาหรือที่เรียกกันติดปากว่าซาวด์เบาท์นั่นเอง ซึ่งยอดขายเฉพาะในประเทศไทยก็ถล่มทลายเรียกได้ว่าวงการเพลงและสินค้าเกี่ยวกับการฟังเพลงของประเทศไทยเฟื่องฟูมาก ๆ เลย

                4. เครื่องเล่น CD

                หลังจากที่เทปคาสเสตต์ได้รับความนิยมมายาวนานพอสมควรก็เป็นการเข้ามาของยุค Digital หรือ CD นั่นเอง โดยให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าเทปคาสเสตต์ในด้านความใสและคมชัด ซึ่งตัวเครื่องเล่นพกพานั้นก็มีขนาดบางและน้ำหนักกว่าแบบคาสเสตต์เป็นอย่างมาก แต่ว่ายุคนี้ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะว่าการเข้ามาของแผ่น MP3 ซึ่งจุเพลงได้หลายร้อยเพลงและส่วนมากเป็นของผิดลิขสิทธิ์

                5. Music Streaming

                ยุคการฟังเพลงผิดลิขสิทธิ์ผ่านแผ่น MP3 กินระยะเวลามานานพอสมควรจนถึงการดาวท์โหลด MP3 ฟรี ๆ ผ่านคอมพิวเตอร์ จนวงการเพลงเหวาหงอยไปหลายปี จนเกิดช่องทางใหม่ที่ให้คนฟังเพลงได้ฟังแบบฟรี ๆ หรือซื้อ VIP เพื่อให้ได้เสียงที่ดีขึ้นโดยที่ค่ายและศิลปินก็มีรายได้ด้วยนั่นคือการฟังเพลงผ่านอินเตอร์เน็ตบนคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทดีไวซ์อย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นต้น ซึ่งถือเป็นช่องทางใหม่ที่สดใสทั้งคนฟังและศิลปิน ในปัจจุบัน ราคาไอโฟน หรือสมาร์ทโฟนรุ่นอื่น ๆ ก็ไม่ได้สูงมากทำให้คนหันมาฟัง Music Streaming กันมากขึ้นเรื่อย ๆ

                และนี่คือเรื่องราวของวิวัฒนาการการฟังเพลงผ่านสื่อของคนไทย หวังว่าจะเป็นเรื่องราวดี ๆ สำหรับผู้หลงใหลในการฟังเพลงทุกท่านนะครับ

ที่มาที่ไปของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายนอกบ้าน

iphone 7

อินเตอร์เน็ตถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยอินเตอร์เน็ตสามารถตามคุณไปได้ทุกทีโดยติดอยู่กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่คุณพกพาไมว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนอย่าง iphone 7 แท็บเล็ต อย่าง Galaxy tab s4 หรือสมาร์ทดีไวซ์อื่น ๆ โดยเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนอกบ้านที่เป็นมาตรฐานและใช้กันทั่วโลกในปัจจุบันก็คือ 3G และ 4G นั่นเอง ซึ่งนับวันความเร็วของการรับส่งข้อมูลนั้นจะมีมากขึ้นเพื่อรองรับขนาดข้อมูลของไฟล์ที่ใหญ่ขึ้นและความต้องการของผู้ใช้ที่ขยายเพดานมากยิ่งขึ้น

จนในปัจจุบันเราอาจได้ยินกับมาตรฐานการรับส่งข้อมูลแบบใหม่ในชื่อ 5G ซึ่งมีความเร็วมากกว่า 3G และ 4G ที่เราใช้กันอยู่ไปอีกขั้นใหญ่ ๆ เลยทีเดียว และค่อนข้างแน่นอนว่าเราชาวโลกจนถึงชาวไทยจะได้ใช้กับเทคโนโลยีนี้กันในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนั้นเราจึงอยากพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับที่มาที่ไปของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโยงไปถึงอนาคตว่าเราจะได้พบกับความล้ำหน้าเพื่อชีวิตออนไลน์ที่ดีขึ้นไปได้อย่างไร

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักและความเข้าใจกับประวัติของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายที่ใช้กันนอกบ้านตั้งแต่เริ่มแรกกันเลยดีกว่าโดยเราจะพูดถึงเป็นยุค ๆ ไปดังนี้

– ยุค 1G

เป็นยุคเริ่มแรกของการสื่อสารแบบไร้สายเลยทีเดียว โดยหลัก ๆ แล้วใช้สัญญาณวิทยุในการรับส่งคลื่นระบบอะนาล็อกที่เป็นรูปแบบเสียงซึ่งเข้าใจง่าย ๆ ว่าจะสามารถตอบโต้กันได้แค่เพียงเสียงพูดหรือการโทรออก-รับสายได้เท่านั้นเอง ไม่สามารถส่งข้อความหรือภาพใด ๆ ได้ แต่ว่าความต้องการของผู้ใช้ในสมัยนั้นก็ยังไม่ได้มากถึงขนาดอยากดูข้อมูลใด ๆ ผ่านโทรศัพท์ดังนั้นยุคของ 1G จึงกินระยะเวลานานมากเลยทีเดียว โดยอุปกรณ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายก็คือโทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์มือถือในรุ่นแรก ๆ นั่นเอง ซึ่งอาจจะพูดไม่ได้ว่านี่คือยุคของอินเตอร์เน็ต แต่ก็ถือว่าเป็นพื้นฐานของอินเตอร์เน็ตไร้สายในปัจจุบัน

– ยุค 2G

ยุคนี้เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการเข้ามาของโทรศัพท์มือถือที่มีขนาดเล็กลงและรองรับกับเทคโนโลยีที่ชื่อว่า GPRS โดยมีหน้าจอขาวดำเล็ก ๆ ที่สามารถแสดงข้อมูลต่าง ๆ อย่างเช่นเบอร์ที่โทรเข้า รายชื่อในสมุดบัญชี ไปจนถึงข้อความสั้นที่เรียกว่า SMS ที่ถูกส่งมาจากเครื่องอื่น โดย GPRS จะมีความเร็วจำกัดให้อยู่ที่ประมาณ 40-115 kbps ต่อมาผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มากขึ้นผ่าน GPRS ที่รับส่งข้อมูลได้มากและรวดเร็วกว่าเดิม เริ่มมีการพัฒนาจากการส่ง SMS มาเป็นส่งรูปภาพผ่านหน่าจอสีที่เรียกว่า MMS เสียงเรียกเข้าจากแต่เดิมที่เป็น Monotone ก็เปลี่ยนมาเป็น Polyphonic รวมไปถึง  True tone โดยดาวน์โหลดผ่านเครือข่าย EDGE ที่พัฒนาเพิ่มมาจาก GPRS ซึ่งความเร็วสามารถเล่นอินเตอร์เน็ตได้บ้างแล้ว

– ยุค 3G

เป็นยุคที่ยกระดับการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายขึ้นมาอีกหนึ่งขั้นเลยทีเดียว เป็นมาตรฐานการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วเทียบเท่าอินเตอร์เน็ตบ้าน เข้าถึงบริการ Multimedia ได้อย่างราบลื่นเช่น ดูวีดีโอออนไลน์ ดาวน์โหลดเพลงหรือคุยกันผ่านวีดีโอคอลเป็นต้น ซึ่ง 3G นี้เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการบูมของสมาร์ทโฟนที่เป็นเหมือนกับคอมพิวเตอร์ขนาดมินิติดตามเราไปได้ทุกที่นั่นเอง

– ยุค 4G

ถือว่าเป็นยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้ โดยเป็นเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงชนิดพิเศษที่เรียกว่า LTE หรือ Long Term Evolution หมายความว่าสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ไปได้ยาว ๆ เลย ซึ่งเหมาะกับการใช้งานมัลติมีเดียอย่างเล่นเกมออนไลน์หรือสตรีมมิ่งหนังเป็นเรื่อง ๆ หรือเพลงทั้งอัลบั้มอย่างไม่ติดขัดได้ โดยข้อมูลที่ส่งผ่านนั้นสามารถทำได้ถึง 100 Mpbs เลยทีเดียว สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ ทุกรุ่นยกตัวอย่าง iphone 7 จึงต้องรองรับเทคโนโลยีนี้เป็นมาตรฐานอย่างแน่นอน

และเมื่อเทคโนโลยีมาอยู่ที่ 4G แล้วอย่าคิดว่าการพัฒนาจะหยุดนิ่งอยู่เพียงแค่นี้ เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า 5G นั้นกำลังถูกทดลองใช้อยู่ในหลาย ๆ ประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งาน IoT หรือ Internet of thing ที่สิ่งของใกล้ตัวแทบทุกอย่างสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ หรือต่อยอดไปถึง Smart Home เพราะว่าสามารถทำความเร็วมากกว่า 4G ถึง 7 เท่า และรองรับการใช้งานของกลุ่มคนได้ปริมาณมากกว่า ซึ่งมีหลายผู้ให้บริการในไทยได้มีโครงการทดลองใช้กันแล้ว

และนี่คือเรื่องราวของที่มาที่ไปของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายนอกบ้าน ที่จำเป็นและเราใช้งานกันเป็นประจำทุกวันและแนวโน้มสำหรับวันข้างหน้า หวังว่าจะรอคอยและติดตามการพัฒนาด้านนี้ของประเทศไทยไปเรื่อย ๆ นะครับ

samsung ก้าวผ่านทุกข้อจำกัด

Samsung

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (29 มิถุนายน 2009) Samsung ได้ปล่อยมือถือ Galaxy รุ่นแรกอย่าง Galaxy GT-I7500 ออกสู่ตลาด และนับตั้งแต่นั้นมามือถือซีรีส์ Galaxy ก็กลายเป็นมือถือสุดฮิตติดลมบนมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเหตุผลหลักก็คงจะหนีไม่พ้นฟีเจอร์และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เรามักจะได้เห็นในมือถือซีรีส์นี้นั่นเอง โดยซัมซุงก็ได้ทำอินโฟกราฟฟิกบอกให้เราได้รู้ว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มือถือซีรีส์ Galaxy มีฟีเจอร์อะไรใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาบ้าง

ถ้าคุ้นๆ ก็คงเป็น การยืนยันตัวตนโดยวิธีไบโอเมทริกซ์   ซัมซุงได้ใส่ตัวสแกนลายนิ้วมือครั้งแรกไว้ในมือถือรุ่น Galaxy S5 เพราะตอนนั้นหลายค่ายได้หันมาใช้ตัวสแกนลายนิ้วมือกันบ้างแล้ว แต่ในเรื่องของประสิทธิภาพและการใช้งาน ตัวสแกนลายนิ้วของ Galaxy S5 ถือว่าทำออกมาได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ซัมซุงจึงต้องทำการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ แต่หลังจากนั้น ซัมซุงก็ได้เปิดตัวระบบปลดล็อกหน้าจอด้วยม่านตากับใบหน้าออกมาอีก และเมื่อเร็วๆ นี้ก็ยังมี Galaxy S10 ซึ่งเป็นมือถือรุ่นแรกที่ใช้ระบบสแกนนิ้วบนหน้าจอด้วยคลื่น Ultrasonic

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศเปิดตัว ‘กาแลคซี่ เอส 10’ สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติที่โดดเด่น และอัดแน่นไปด้วยสุดยอดเทคโนโลยีแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าจอที่ได้รับการออกแบบด้านวิศวกรรมมาอย่างพิถีพิถัน กล้องถ่ายภาพระดับมืออาชีพที่พัฒนามาให้พร้อมเก็บภาพความประทับใจได้ทุกโมเมนต์สำคัญ และประสิทธิภาพการทำงานอันทรงพลังที่เพิ่มเข้ามาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะ ซึ่งฟีเจอร์ทั้งหมดนี้ถูกหลอมรวมอยู่ใน ‘กาแลคซี่ เอส 10’ ที่สุดแห่งไลน์อัพสมาร์ทโฟนที่ซัมซัมใส่ใจเก็บทุกรายละเอียด เพื่อพิสูจน์ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสมาร์ทโฟนตลอดระยะเวลา 10 ปี

กาแลคซี่ เอส 10 มาพร้อมกับหน้าจอ Dynamic AMOLED ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหน้าจอเจ้าแรกในอุตสาหกรรมที่ได้รับการรับรองจากสถาบันด้านการตรวจสอบและวัดมาตรฐานที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป หรือ VDE (Verband Deutscher Elektrotechniker) ว่าเป็นหน้าจออุปกรณ์เคลื่อนที่ที่สามารถแสดงระดับสีได้สูงสุด 100 เปอร์เซ็น (100% Mobile Color Volume) ตามมาตรฐาน DCI-P3 ให้ภาพและสีที่คมชัด สัดส่วนค่าความคอนทราสต์ถูกต้องแม่นยำ และให้ความสว่างสูงสุด การันตีด้วยการรับรองเรื่องหน้าจอที่เป็นมิตรต่อสายตา (Eye Comfort Certification) จาก TÜV Rheinland ผู้ให้บริการตรวจสอบอิสระชั้นนำระดับโลก

นอกจากนี้ เทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic บนกาแลคซี่ เอส 10 ยังเป็นเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเจ้าแรก ที่ได้รับการรับรองจาก FIDO Alliance Biometric Component ว่าเป็นระบบรักษาความปลอดภัยระดับเหนือชั้น และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Wireless PowerShare ที่สามารถใช้ กาแลคซี่ เอส 10 เป็นแท่นชาร์จไร้สายได้อย่างสะดวกสบาย และแบ่งพลังงานแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์อื่น ๆ พร้อมชาร์จควบคู่กันไปได้ในเวลาเดียวกัน

ผู้ใช้งานยังสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่โดดเด่นสะดุดตาบน กาแลคซี่ เอส 10 ด้วยการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงแบบ HDR10+ และฟีเจอร์ Super Steady เทคโนโลยีป้องกันภาพสั่นไหว ให้ภาพวิดีโอมีความสมูธและลื่นไหลกว่าที่เคย พร้อมรองรับเกมแบบ 64 บิต เป็นเจ้าแรกในตลาดอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

และยังปรับปรุงพัฒนาให้รองรับเกมบนแพลตฟอร์มของ Unity ผนวกกับสุดยอดระบบเสียงจาก Dolby Atmos และหน่วยความจำภายในสูงสุด พร้อมระบบประมวลผลที่เร็วที่สุดในอุปกรณ์ตระกูลกาแลคซี่ ช่วยมอบประสบการณ์อันทรงพลังสำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในปัจจุบันโดยเฉพาะ จึงทำให้ ‘กาแลคซี่ เอส 10’ กลายเป็นอีกหนึ่งแก็ดเจ็ตจากซัมซุง ที่จะเข้ามาเปลี่ยนนิยามใหม่ของประสบการณ์บนสมาร์ทโฟนอย่างแท้จริงคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า

นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมสำหรุบผู้พิการทางสายตา ที่มีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ และการเข้าถึงเทคโนโลยี หลายครั้งที่คนทั่วไปเกิดความสงสัยว่า ผู้พิการทางสายตาจะสามารถใช้ชีวิตอย่างไรในโลกที่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนอย่างรวดเร็ว

คำถามต่างๆ เช่น พวกเขาสามารถดูหนังในโรงภาพยนตร์ได้หรือไม่ เวลาไปเที่ยวสถานที่สวยงามต่างๆ จะชื่นชมธรรมชาติและภาพความงดงามนั้นอย่างไร คำตอบที่หลายคนฟังแล้วคาดไม่ถึงก็คือ “ได้!” โดยเทคโนโลยีนี่แหล่ะ ที่เป็นตัวทำลายกำแพงและข้อจำกัดด้านร่างกาย

ปัจจุบัน เทคโนโลยีทุกวันนี้ของ Samsung เอื้อให้คนตาบอดสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป ภายในช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา สมาร์ทโฟนเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้นมาก โดยส่วนตัวเป็นคนชอบเรียนรู้และพยายามเปิดใจลองทุกอย่าง ฟีเจอร์อย่าง Accessibility จะมีฟังก์ชั่นที่เรียกว่า Screen Reader และ Voice Assistant ซึ่งจะช่วยแปลงทุกอย่างที่อยู่บนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นข้อความหรือรูปภาพให้กลายเป็นเสียง สามารถอธิบายสิ่งต่างๆ ได้อย่างละเอียด

ทำไมต้อง huawei

huawei

อย่างที่รู้กันว่า huawei(หัวเว่ย) เป็นอีกแบรนด์ที่ลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยงบประมาณจำนวนไม่น้อย (จากข้อมูลในปี 2016 ระบุว่า huawei ใช้เม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นงบประมาณด้านการทำวิจัยและพัฒนา) ซึ่งมาถึงตอนนี้ หัวเว่ย กำลังขยายโอกาสในตลาดเอเชียแปซิฟิกพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เรียกว่า Smart Education

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยเริ่มมีการพัฒนาด้านไอซีทีอย่างแพร่หลายแล้ว แต่ยังพบปัญหาด้านการพัฒนาบุคลากรด้วย ทำให้ หัวเว่ย ต้องการนำเสนอโซลูชั่นเพื่อเสริมความแข็งแกร่งพร้อมกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศไทยซึ่งควรเริ่มต้นและดำเนินการอย่างรวดเร็ว จากตัวอย่างในประเทศจีนซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2009 โดยเริ่มต้นจากมหาวิทยาลัยนำร่อง 20 แห่ง เพื่อวางรากฐานและขยายเครือข่ายไปทั่วประเทศรวมถึงระดับมัธยมศึกษาด้วย เชื่อว่าประเทศไทยสามารถทำได้เช่นกันแต่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีระบบที่ดี

การเติบโตของแบรนด์อย่าง หัวเว่ย ถือได้ว่าน่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ภาพลักษณ์ของหัวเว่ยยังเป็นแค่เพียงสมาร์ทโฟนจากจีน และได้รับความสนใจค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับแบรนด์สมาร์ทโฟนอื่นๆ ในท้องตลาดอย่างซัมซุงหรือแอปเปิ้ล แต่ตอนนี้หัวเว่ยกลับก้าวผ่านจุดนั้นขึ้นมา

จนเติบโตได้ติดอันดับต้นๆ หรืออยู่แถวหน้าของวงการสมาร์ทโฟน ทุกแบรนด์หรือผู้ผลิตทั้งวงการจะต้องหยุดมองเมื่อหัวเว่ยออกสินค้าใหม่ๆ หัวเว่ย ค่อยๆ ไล่ไต่กระแสอันเชี่ยวกรากของตลาดสมาร์ทโฟนดีขึ้นเป็นลำดับ แม้หัวเว่ยจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมาร์ทโฟน ด้านเทคโนโลยีเครือข่ายอยู่แล้ว แต่การสร้างอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคก็ต้องการความรู้ และความเชื่อมั่นด้านอื่นๆ เพื่อกระตุ้นผู้บริโภคด้วย

ดังนั้น เพื่อให้เกิดการเจริญเติบโต หัวเว่ยจึงได้จับมือร่วมงานกับ Leica แบรนด์กล้องระดับตำนานของเยอรมัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวกระโดดอันสำคัญของหัวเว่ยเลยทีเดียว จากการร่วมมือในครั้งนี้ หัวเว่ยได้สร้างปรากฎการณ์เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น หัวเว่ย P9 สมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ Leica ร่วมออกแบบทั้งในส่วนของเลนส์และซอฟต์แวร์กล้องภายใน จนสร้างกระแสสมาร์ทโฟนที่ถ่ายรูปง่ายและสวยไปทั่วอินเทอร์เน็ต

ความสำเร็จของ P9 นั้นสร้างผลดีไปในหลายมิติ ทั้งเสริมภาพลักษณ์ของหัวเว่ยว่าสามารถสร้างสมาร์ทโฟนที่ดีในราคาไม่แพง ผู้ใช้หลายคนที่อยู่นอกวงการถ่ายรูปก็ได้รู้จักความแน่นอนและทรงพลังของแบรนด์ Leica เสริมภาพความเป็นพรีเมี่ยมแบรนด์ของ Leica ให้สื่อสารกับผู้ใช้กลุ่มใหม่ได้ เรียกได้ว่าการเปิดตัว P9 คือการสร้างความรับรู้และการมีตัวตนของแบรนด์ได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากการร่วมมืออันสำคัญนี้ แล้วยังมีเหตุผลอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้หัวเว่ยก้าวเข้ามาเป็นอันดับต้นๆ ของวงการสมาร์ทโฟน อาทิ รูปแบบและดีไซน์สินค้าที่สวยงาม จะเห็นได้ว่าจุดอ่อนของหลายๆ แบรนด์คือการออกแบบตัวเครื่องที่ดูซ้ำซากจำเจ หรือ ลอกรูปแบบจากผู้ผลิตรายใหญ่ๆ มา แต่สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยเราจะสังเกตได้ว่าจะมีดีไซน์ที่สะดุดตา เน้นการผสมผสานกัน มีพื้นผิวสัมผัสที่พิเศษ สีสันแปลกตา มีการผลิตที่ใส่ใจในรายละเอียด

เมื่อลองได้สัมผัสถือจะรู้สึกว่าหนักแน่น ไม่ก็อบแก๊บ ขอบมุมเครื่องต่างๆ ถูกเจียเก็บให้จับถือได้สบาย อีกทั้งยังมีการทดสอบความทนทานให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ทั้งการทดสอบการตกกระแทก การบิดตัว ความทนทานต่อแสงแดด ความทนทานต่ออุณหภูมิ เป็นต้น

เมื่อก้าวมาถึงจุดที่สามารถทำสมาร์ทโฟนที่เป็นไลฟ์สไตล์ได้เป็นที่รู้จักชัดเจนขึ้น มีตัวตนที่ชัดขึ้น เรื่องของราคาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม หัวเว่ย ที่เป็นเจ้าของบริษัทผลิตและออกแบบชิปประมวลผลที่ใหญ่ที่สุดในจีนอย่าง HiSilicon ซึ่งมีผลิตภัณฑ์มากมายหลากหลาย

โดยเฉพาะจุดเด่นอย่างชิป ตระกูล Kirin ที่ใช้สำหรับสมาร์ทโฟน ซึ่งการที่หัวเว่ยสามารถออกแบบชิปประมวลขึ้นใช้เอง ทำให้หัวเว่ยสามารถออกแบบการทำงานของชิปให้สอดคล้องกับซอฟต์แวร์ภายในเครื่องได้ ส่งผลให้สร้างสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพสูง ในราคาที่ไม่แพง และอย่างยิ่งในรุ่น Mate 30 Pro ที่พร้อมเปลี่ยนวิธีคิด เปิดรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซึ่งรุ่นนี้พร้อม Rethink Design HUAWEI Mate 30 Pro lifestyle circle ฉายความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด ผ่านกล้อง 4 ตัว ของ HUAWEI Mate 30 Pro ที่ถูกโอบล้อมด้วยวงแหวน halo ซึ่งเป็นการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบของการสะท้อนและการหักเห อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

เลือกอุปกรณ์เสริมสำหรับรถอย่างถูกใจใช่เลย

กล้องติดรถยนต์

                ทุกคนที่มีรถยนต์เป็นของตัวเองนั้น คงอยากให้การขับขี่ของตัวเองเป็นไปอย่างสบายใจไร้กังวลรวมถึงสะดวกสบายเหมือนกับอยู่ในบ้านมากที่สุด ดังนั้นอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เพื่อรถยนต์จึงถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องอย่างเช่น กล้องติดรถยนต์ ที่มีไว้สำหรับบันทึกภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ นอกรถ หรือว่า จอ LCD และเครื่องเสียงในรถที่สามารถต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนเพื่อเล่นสื่อ Streaming ต่าง ๆ ได้

                เราจะพาทุกท่านที่กำลังจะหาอุปกรณ์เสริมสำหรับรถยนต์มาไว้ให้คันเก่งไปดูวิธีเลือกซื้อและพิจารณาว่าวิธีการเลือกอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นต้องเป็นอย่างไรถึงจะถูกใจมากที่สุด

                1. กล้องติดรถยนต์

                ถ้าพูดถึงอุปกรณ์เสริมสำหรับรถยนต์ในปัจจุบันก็ต้องนึกถึงอุปกรณ์อันนี้เป็นอย่างแรก ๆ เลย เพราะว่าจากข่าวสารในปัจจุบันนั้นมีเหตุการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่ยืนยันได้ว่าอุปกรณ์เสริมสำหรับรถยนต์ชิ้นนี้นั้นจำเป็นอย่างมากในการใช้รถขับขี่บนท้องถนน โดยก่อนที่จะซื้อควรพิจารณาถึงหัวข้อสำคัญดังต่อไปนี้

                – ความละเอียดของวีดีโอ

                แน่นอนว่าการบันทึกเหตุการณ์ในแต่ละครั้งนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการระบุสภาพแวดล้อมบริเวณที่ปรากฏในจอได้อย่างชัดเจน ซึ่งความละเอียดของวีดีโอนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากโดยมาตรฐานในตอนนี้อย่างน้อยก็ต้องเป็น HD 720p หรือจะให้แน่นอนก็ต้องเป็น FULL HD 1080p นั่นเอง

                – FPS ที่ลื่นไหล

                อีกหนึ่งความสำคัญด้านภาพของอุปกรณ์นี้ก็คือการเคลื่อนไหวที่ราบลื่นโดยคำที่ใช้เรียกก็คือ Frame Per Second หรือว่า FPS นั่นเอง ซึ่งควรมีมาตรฐานอยู่ที่ 30 FPS กำลังดีเพราะว่าให้ภาพที่ลื่นไหลไม่กระตุกในขณะที่ไม่เปลืองแบตเตอรี่มากจนเกินไป

                – ถ่ายในที่แสงน้อยได้

                โดยอย่างที่รู้กันว่าเหตุการณ์สำคัญนั้นไม่เลือกว่าจะเกิดขึ้นในช่วงใด ดังนั้นคุณสมบัตินี้จึงจำเป็นมาก เพราะว่าถ้าเกิดถ่ายภาพในช่วงกลางคืนแล้วดูไม่รู้เรื่องก็จะเปล่าประโยชน์ไปเลย ดังนั้นควรเลือกที่มีโหมด Night Shot หรือการบันทึกภาพในเวลากลางคืน หรือในที่มีสภาพแสงน้อย ทำให้สามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจน

                2. สัญญาณกะระยะถอยหลัง

                เป็นอุปกรณ์ที่ในปัจจุบันนี้มักแถมมากกับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ อยู่แล้ว โดยสำคัญมากทีเดียวเพราะเวลาจะไปจอดในที่แคบ ๆ หรือที่ไม่คุ้นเคยจะได้กะระยะได้อย่างถูกต้อง ซึ่งส่วนมากจะแถมที่มีราคาถูกมาให้ซึ่งจะทำงานได้ไม่ดีเท่าไหร่อย่างเช่นกะระยะไม่แม่นยำ หรือมีอายุการใช้งานสั้น ซึ่งจะมีผลเสียตามมาอีกมากมาย ดังนั้นถ้าจะซื้ออุปกรณ์นี้มาใช้ควรพิจารณาถึงข้อมูลต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

                – สัญญาณเสียงจะต้องดังฟังชัด

                หลักการทำงานนั้นคือเมื่อตัวเซนเซอร์เข้าใกล้วัตถุเท่าไหร่ก็จะมีเสียงดังและยิ่งถี่มากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าห่างออกไปจะได้ยินเสียงดังยาว ๆ เพียงแค่เสียงเดียว ดังนั้นก่อนที่จะซื้อควรทดลองก่อนว่ามีฟังก์ชั่นดังกล่าวทำงานได้สมบูรณ์แบบหรือเปล่า

                – จำนวนของตัวเซ็นเซอร์

                ข้อนี้ควรพิจารณามากเช่นกันเพราะว่าถ้ามีจำนวนเซ็นเซอร์น้อยเกินไปอาจจะทำงานได้อย่างไม่ครอบคลุม เวลาเจอวัตถุอะไรด้านหลังที่มีขนาดไม่ใหญ่มากอาจจะจับไม่ได้และทำให้รถยนต์เกิดความเสียหายได้ ดังนั้นควรเลือกที่มีตัวเซ็นเซอร์ไม่ต่ำกว่า 4 จุด เพื่อให้การตรวจจับสัญญาณเป็นไปได้อย่างดีเยี่ยมที่สุด

                3. จอ LCD ติดรถ

                เป็นความบันเทิงที่ช่วยผ่อนคลายให้กับผู้ใช้รถในยามที่การจราจรติดขัดได้มาก โดยสามารถดูข่าวสารความเคลื่อนไหวหรือความบันเทิงผ่านจอได้ โดยในยุคนี้ควรเลือกดูจากข้อดังต่อไปนี้

                – ความคมชัด

                จอ LCD นั้นมีอยู่หลายชนิดและหลายแบรนด์ ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพของภาพที่ออกมานั้นย่อมไม่เหมือนกัน โดยที่แนะนำในการดูสื่อบันเทิงนั้นก็คือต้องมีความละเอียด 300,000 พิกเซลขึ้นไป เนื่องจากจะมีความละเอียดและนุ่มนวลของภาพได้อรรถรสในการรับชม และควรมีการเคลือบสารที่ป้องกันแสงสะท้อนจากแสงแดดหรือแสงไฟภายนอกรถทำให้ถนอมสายตามากขึ้น

                – ขนาด

                จะมีขนาดมาตรฐานเริ่มต้นตั้งแต่ 5″ ถึง 10″ หรือ 15″ นิ้ว แล้วแต่ความชอบหรือว่าขนาดของรถ ระบบภาพต้องเป็นแบบ NTSC และ PAL โดยตอนติดตั้งควรให้กลมกลืนกับตัวรถ ดังนั้นควรเลือกที่เหมาะสมให้ดีที่สุดก่อนซื้อ

                และนี่คือเรื่องราวของอุปกรณ์เสริมสำหรับรถ ไม่ว่าจะเป็น กล้องติดรถ สัญญาณกะระยะถอยหลัง หรือว่า จอ LCD เลือกดูกันได้ตามความชอบเลยนะครับ

Apple iPhone XS Max

iPhone XS Max

ปัจจุบัน เราได้เดินทางมาถึง iphone xs max กันแล้ว เป็นอย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ไอโฟน (iPhone) เมื่อเอ่ยถึงชื่อนี้ เชื่อว่าหลายคนทั้งนอกและในวงการเทคโนโลยีต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่นอน เพราะ iPhone เป็นโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพลิกโฉมวงการมือถือและได้กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมประจำปีจากนิตยสารไทม์ โดยเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ iPhone เป็นโทรศัพท์มือถือแบบไร้ปุ่มกดหมายเลขโทรศัพท์ แต่จะมีเพียงปุ่มเดียวที่โดดเด่นรู้จักกันในชื่อปุ่มโฮม (Home)

ส่วนการใช้งานจะสั่งการทำงานผ่านหน้าจอสัมผัสแบบมัลติทัชบนระบบปฏิบัติการที่แอปเปิลพัฒนาขึ้นมาเองเรียกว่า iOS เป็นตัวขับเคลื่อนให้กับ iPhone ปัจจุบัน iPhone ได้กลายเป็นโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนในฝันของใครหลายๆ คนบนโลก

อนึ่ง ไอโฟนนับว่าเป็นโทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตและมัลติมีเดีย ซึ่งผลิตและจำหน่ายโดยบริษัท Apple และด้วยสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้คนสนใจและจับตามองไอโฟนเป็นอย่างมากก็เนื่องจากคือการเก็บรักษาความลับของสินค้าที่แทบจะไม่เล็ดลอดออกมาเลยทีเดียว ดังนั้นการเปิดตัวสินค้าในแต่ละครั้งสร้างความหน้าตื่นตาตื่นใจได้เสมอ ทุกครั้งที่ออกสินค้าตัวใหม่

และใหม่ล่าสุดกับพ.ศ นี้ iphone xs max ที่มาพร้อมกับ Concept ว่า “ขอต้อนรับสู่โลกใหม่ของจอใหญ่” ซึ่งจะทำให้คุณได้พบกับ Super Retina สองขนาด โดยหนึ่งในนั้น คือจอภาพที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบน iPhone แล้วยังมี Face ID ที่เร็วยิ่งขึ้น ชิพที่ทั้งฉลาดและทรงพลังที่สุดในสมาร์ทโฟน พร้อมด้วยระบบกล้องคู่สุดล้ำ เรียกได้ว่า ไอโฟน XS Max คือขีดสุดของทุกอย่างที่คุณชอบเกี่ยวกับ iPhone

จอภาพ Super Retina OLED ในสัดส่วนใหม่หมดของความงาม

อย่างที่ได้กล่าวกันไปเบื้องต้นแล้วว่า เตรียมพบกับ Super Retina สองขนาด โดยหนึ่งในนั้นคือจอภาพที่ใหญ่ ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบน iPhone แล้วยังมี Face ID ที่เร็วยิ่งขึ้น ชิพที่ทั้งฉลาดและทรงพลังที่สุดในสมาร์ทโฟน พร้อมด้วยระบบกล้องคู่สุดล้ำ เรียกได้ว่า ไอโฟน รุ่นนี้คือขีดสุดของทุกอย่างที่คุณชอบเกี่ยวกับ iPhone ด้วยจอภาพ Super Retina ในแบบใหญ่และใหญ่ขึ้น OLED แบบเฉพาะบน ไอโฟนXS-Max ถ่ายทอดสีสันได้แม่นยำที่สุดในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน

อีกทั้ง ยังมาพร้อม HDR และสีดำที่ดำสนิท วัสดุที่ไม่ธรรมดา กระจกที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน และยังมีสีทองใหม่สวยงามผ่านกระบวนการที่ลงลึกถึงระดับอะตอม พร้อมขอบสแตนเลสสตีลเกรดเดียวกับที่ใช้ทำเครื่องมือศัลยกรรมซึ่งผ่านการตัดแต่งรูปทรงอย่างแม่นยำและอีกระดับของความสามารถในการทนน้ำและฝุ่น

Face IDใบหน้าของคุณคือรหัสผ่าน

iPhone รุ่นนี้ มาพร้อมกับ Face ID ที่ล้ำหน้านำสมัย ความปลอดภัยจะเป็นเรื่องง่ายๆ เมื่อใบหน้าของคุณคือรหัสผ่าน คุณสามารถปลดล็อค iPhone ล็อกอินเข้าสู่แอพหรือบัญชีต่างๆ และอีกมากมายได้เพียงแค่เหลือบมอง นี่แหละการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน และวันนี้ก็ยังทำงานได้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

ชิพ A12 Bionic อันชาญฉลาด

จากการพัฒนาในทุกส่วน นี่คือชิพที่ทั้งฉลาดและทรงพลังที่สุดในสมาร์ทโฟน พร้อมด้วย Neural Engine เจเนอเรชั่นถัดไปของเรา เพื่อประสบการณ์เทคโนโลยีความจริงเสริมอันน่าทึ่ง การควบคุมระยะชัดลึกที่ให้คุณถ่ายภาพบุคคลได้สวยงามประทับใจ และความรวดเร็วลื่นไหลในทุกๆ อย่างที่คุณทำ

ระบบกล้องคู่สุดล้ำ

ยอมรับได้เลย iPhone รุ่นนี้จะเป็นกล้องที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกนี้ คือนิยามของยุคใหม่แห่งการถ่ายภาพด้วยเซ็นเซอร์สุดล้ำที่ทำงานร่วมกับ ISP และ Neural Engine เพื่อให้คุณสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อนและก็นี่ iPhone รุ่นนี้มาพร้อม 4G LTE Advanced ที่ดาวน์โหลดได้เร็วสุดขั้ว5

และยังเป็น iPhone ที่มีความจุสูงสุดเท่าที่เราเคยสร้างมา ด้วยพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มีมากถึง 512GB

ไม่มีโทรศัพท์ไหนเหมือน iPhone ทุกการตัดสินใจและการคิดทบทวน คือสิ่งที่ทำให้ iPhone แตกต่างจากโทรศัพท์อื่นๆ เริ่มตั้งแต่การผลิต การผสานความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยเข้าด้วยกันตั้งแต่แรกเริ่ม ไปจนถึงวิธีอันล้ำสมัยที่เราใช้ในการรีไซเคิลส่วนประกอบของเครื่อง

            ทั้งนี้ ไอโฟนxs max ราคา อาจจะบาดใจใครๆ หลายคน แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ และประสิทธิภาพแล้ว xs max ราคา ก็คุ้มค่าที่จะจับจองมาเป็นเจ้าของอย่างหลีกเลี่ยงได้

ASUS โน๊ตบุ๊คราคาถูก แต่ทรงพลัง ครบครัน

โน๊ตบุ๊คราคาถูก

หากพูดถึงโน๊ตบุ๊กของแบรนด์ ASUS แล้ว หลายท่านอาจจะนึกถึงตระกูล ZenBook ที่มาพร้อมกับความสวยงามด้านงานออกแบบ พร้อมสเปกแบบจัดเต็มเป็นหลัก แต่โน๊ตบุ๊กตระกูล VivoBook ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยที่เป็น โน๊ตบุ๊คราคาถูก มาในราคาไม่ถึงสามหมื่น

อีกทั้งยังมาพร้อมกับจุดเด่นด้านตัวเครื่องที่มีความบางเบา เหมาะแก่การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ พร้อมดีไซน์ตัวเครื่องที่เหมาะแก่ผู้ใช้งานวัยรุ่น และวัยทำงาน นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับสเปกภายในที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งการทำงาน และความบันเทิง ซึ่งในวันนี้ทางทีมงาน Techmoblog ก็มีโน๊ตบุ๊กน้องใหม่จากตระกูล VivoBook มารีวิวให้ทุกท่านได้รับชมกันนั่นก็คือ ASUS VivoBook S14 S430UN โน๊ตบุ๊กตัวท็อป         

ถ้าพูดถึงคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กแล้วผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงในระดับโลกคงหนีไม่พ้น ASUS แน่นอนโดยมีหลายซีรีย์ที่น่าสนใจ โน๊ตบุ๊กตระกูล VivoBook ถือว่าเป็นอีกหนึ่งซีรี่ย์ที่น่าสนใจ เพราะถูกออกแบบรูปลักษณ์มาให้ดูทันสมัยเหมาะกับวัยรุ่นเพิ่มความสวยงามด้วยแถบสีด้านข้าง วัสดุดีและมีความบางเบา เหมาะสำหรับการพกพาออกไปใช้งานนอกบ้าน ถึงจะมากับหน้าจอ 14 นิ้ว แต่ขอบด้านข้างเหลือพื้นที่น้อยมากๆทาง ASUS เรียกว่าดีไซน์แบบ NanoEdge ช่วยให้ตัวเครื่องมีขนาดเล็กพอๆ กับโน๊ตบุ๊ค 13 นิ้วทั่วไป

ไม่ใช่แค่การออกแบบที่สวยงามทันสมัย กล่าวคือ ถ้าพูดถึงตัวท๊อปของ ASUS หนึ่งในนั้นคือตระกูล VivoBook นั่นเอง จุดเด่นคือความบางเบาของตัวเครื่องที่เหมาะแก่การพกพาไปนอกสถานที่ มีสีสันที่โฉบเฉี่ยวสดใส ประกอบกับประสิทธิภาพที่พร้อมทั้งทำงานและความบันเทิง ซึ่งในปี 2018 นี้ทาง ASUS ก็ได้เปิดตัว ASUS VivoBook S14 S430UN คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กใหม่ล่าสุดในซีรีย์ออกมาให้ฮือฮากัน

            ASUS VivoBook S14 S430UN มาพร้อมกับความโดดเด่นด้านสเปก ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ NanoEdge ขอบบางเฉียบขนาด 14 นิ้ว, ขุมพลัง CPU ที่เป็น Generation ใหม่จาก Intel อย่าง Core i7-8550U สามารถทำ Turbo Boost ได้ 4.0GHz บวกกับหน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB แบบ DDR4 หน่วยประมวลผลกราฟิก GPU Nvidia GeForce MX150 2GB GDDR5 มาพร้อมหน่วยความจำภายในประเภท Dual Storage ซึ่งประกอบไปด้วย SSD ขนาด 256GB + HDD ขนาด 1TB ลำโพง Stereo ระบบเสียง SonicMaster

            พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C 3.1 จำนวน 1 พอร์ต / USB Type-A 3.1 จำนวน 1 พอร์ต / USB 2.0 จำนวน 2 พอร์ต / HDMI จำนวน 1 พอร์ต / Combo Audio Jack 3.5 มม. จำนวน 1 พอร์ต / microSD Card Reder จำนวน 1 พอร์ต รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11ac, Bluetooth 4.2 บนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home

            ASUS VivoBook S14 S430UN ถูกออกแบบรูปลักษณ์มาให้ดูทันสมัยสไตล์สมาร์ทโฟนเลยทีเดียว ซึ่งยอมรับว่าทำได้ดีมากและน่าจะถูกใจวัยรุ่น บอดี้โลหะอลูมิเนียมขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด โลโก้ ASUS ตรงกลางเครื่องเด่นชัด มีเฉดสีให้เลือกถึง 5 แบบ แต่ที่เราจะพูดถึงกันนี้คือสีเทา Star Grey

            ตัวเครื่องมีความบางเฉียบเพียง 18 มิลลิเมตร น้ำหนักเบาราว 1.4 กิโลกรัม ทำให้พกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสะดวก โดยบริเวณขอบนั้นจะมีสีโทนสว่างมาตัดกับสีโทนเข้มของตัวเครื่อง โดยสี Star Grey จะมาพร้อมกับขอบตัวเครื่องสีแดงซึ่งสวยงามดูทันสมัยมากแต่ก็ยังคงความเรียบหรูไว้ได้

            สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างคือบานพับจอ เพราะเป็นนวัตกรรมแบบใหม่ในชื่อ ErgoLift โดยเมื่อเปิดบานพับตัวแป้นคีย์บอร์ดจะยกขึ้นทำมุม 3.5 องศา และจะมีขาตั้งเล็ก ๆ ขึ้นมาทำหน้าที่เสริมหน้าจอ โดยทั้งหมดจะช่วยให้เกิดการระบายความร้อนจากตัวเครื่องได้ดีกว่าเดิมและทำให้วางมือเพื่อพิมพ์ทำได้อย่างสะดวก

            มาถึงประสิทธิภาพการใช้งานกันบ้าง แม้ว่า Intel Core i7-8550U ที่อยู่ในตัวเครื่องจะเป็นแบบประหยัดพลังงาน แต่ก็มีประสิทธิภาพที่มากกว่าคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กสำหรับทำงานออฟฟิศทั่วไปและสามารถใช้งานอื่น ๆ ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการรับชมภาพยนต์ความละเอียดสูง การตกแต่งรูป หรือการตัดต่อวิดีโอ ทั้งนี้ไม่พบอาการหน่วงหรือช้ากับโปรแกรมพื้นฐานใด ๆ รวมถึงระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ก็ลื่นไหลหายห่วงได้

            ส่วนการ์ดจอ Nvidia GeForce MX150 2GB GDDR5 ก็สามารถเล่นเกมที่ภาพค่อนข้างสวยอย่าง FIFA Online 4 รวมถึงเกมยอดฮิตอย่าง PUBG บนระดับภาพสูงสุดได้อย่างสบาย   

            โดยรวมแล้ว ASUS VivoBook S14 S430UN ถือเป็นคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คราคาถูก ที่น่าประทับใจ เมื่อเทียบกับราคาที่ไม่ถึง 30000 บาท แล้วนี่คือตัวเลือกที่น่าสนใจมากทีเดียว

วิธีการเลือกโน๊ตบุ้คที่ถูกใจใช่เลย

"hp notebook"

               โน๊ตบุ้คยังคงเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับเรื่องของงานและความบันเทิงอยู่มาก เพราะประสิทธิภาพโดยรวมที่ทำงานใหญ่ ๆ ได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต และหลายแบรนด์หลายรุ่นก็ได้ใส่ความสามารถเศษต่าง ๆ ไปเพื่อเป็นจุดขายและเชิญชวนให้ผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ในด้านต่าง ๆ มาเลือกใช้ อย่างเช่น hp notebook, acer notebook, lenovo notebook เป็นต้น

          ท่ามกลางสินค้าโน๊ตบุ้คที่มากมายในท้องตลาด หลายคนที่ต้องการจะซื้อรุ่นใหม่เพื่อมาใช้งานอาจจะงงว่าต้องเลือกอย่างไรถึงจะเหมาะสมและคุ้มค่ามากที่สุด มาเลยครับ เราจะพาทุกท่านไปไขข้อข้องใจให้หมดไป พร้อมที่จะถอยโน๊ตบุ้คเครื่องใหม่อย่างสบายใจ

          ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโน๊ตบุ้คประเภทต่าง ๆ กันก่อนเลยดีกว่าว่ามีประเภทใหญ่ ๆ อะไรบ้าง

          – แบบปกติ

          มีขนาดกำลังพกพาแบบพอดี ๆ เหมาะกับนักเรียนนักศึกษาหรือพนักงานออฟฟิศ หรือนำมาตั้งทำงานต่าง ๆ ที่บ้าน มีขายทั่วไปในร้านต่าง ๆ ในราคาประมาณ 10000 บาทขึ้นไป จอก็มีขนาด 12-15 นิ้ว การใช้งานก็ทั่ว ๆ ไปอย่างพิมพ์งาน เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนัง ฟังเพลง ดังนั้นสเปคจึงไม่ได้หวือหวามาก อย่าเอาไปใช้งานหนัก ๆ อย่างเล่นเกมภาพสวย ๆ หรือทำงานกราฟิกหรือตัดต่อก็ไม่มีปัญา

          – แบบ Ultrabook

               ลักษณะโดยรวมจะคล้ายคลึงกับโน๊ตบุ้คแบบปกติ แต่ว่าจะเน้นการพกพาเป็นหลักทำให้มีขนาดที่บางและเบากว่าแบบปกติค่อนข้างมาก โดยราคาก็จะสูงขึ้นมากประมาณเครื่องละ 20000 บาทขึ้นไป

          ข้อดีอื่น ๆ ของ Ultrabook ก็เป็นแบตเตอรี่ที่ทนทาน โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 6 ชั่วโมง และด้วยความที่เจาะกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้ที่ทำงานนอกบ้านประสิทธิภาพโดยรวมจึงต้องใกล้เคียงกับ PC Desktop ซึ่ง CPU ก็จะใช้สถาปัตยกรรม Haswell หน่วยความจำจะรับส่งกันอยู่ที่ 80 MB ต่อวินาที รวมถึงฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่บางรุ่นจัดมาให้อย่างระบบ Touchscreen หรือ สั่งงานด้วยเสียง เป็นต้น

          – แบบ Gaming

               เกมกับเรื่องคอมพิวเตอร์นั้นเป็นสิ่งที่ขาดกันไม่ได้เลยทีเดียว ดังนั้นโน๊ตบุ้คประเภท Gaming นั้นจึงเป็นที่ต้องการของเหล่าเกมเมอร์ในยุคที่ E-Sport กำลังเฟื่องฟู โดยแน่นอนว่าต้องมีสเปคที่เร็วแรงเพื่อทำให้เล่นเกมระดับเทพ ๆ ได้อย่างลื่นไหล ดังนั้น CPU จะต้องแรงโดยตั้งต้นตั้งแต่ระดับ Core i5 เป็นต้นไป

          การ์ดจอก็ต้องเป็นแบบแยกอย่างรุ่น GTX 1050 นั่นเอง และจุดเด่นก็จะเป็นแบบถูกใขวัยรุ่นแบบติดไฟ LED แบบ RGB และด้วยสเปคและดีไซน์ที่แปลกใหม่นั้นทำให้ราคาจะสูงตามไปด้วย ซึ่งจะเริ่มต้นที่ประมาณ 20000 บาท

          มาต่อกันที่ข้อสำคัญที่เราควรพิจารณาก่อนการซื้อโน๊ตบุ้คในแต่ละครั้งกันดีกว่า

          1. CPU

               หรือที่เรียกในภาษาไทยว่าหน่วยประมวลผล ซึ่งเป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องมี โดยในตอนนี้จะมี 2 แบรนด์หลัก ๆ ที่ขายกันในท้องตลาด นั่นคือ Intel และ AMD โดยมีคำแนะนำคือในตอนนี้ถ้าใครกำลังจะมองหาเครื่องที่ใช้ CPU ของ Intel ก็ควรมองGen 8 ขึ้นไป เพราะเป็นรุ่นใหม่ และ AMD ก็แนะนำเป็นระดับ Ryzen ขึ้นไป

          2. GPU

               หรือในภาษาไทยเรียกว่าการ์ดจอ โดยทั่วไปจะถูกออกแบบมา 2 แบบ นั่นก็คือออนบอร์ดกับการ์ดจอแยก ซึ่งถ้าเป็นแบบการ์ดจอแยกจะสามารถถ่ายทอดกราฟิกสวย ๆ ออกมาได้ เหมาะกับการทำงานเกี่ยวกับการออกแบบและการเล่นเกม โดยแบรนด์ของการ์ดจอแยกจะมีที่นิยมกันคือ

          NVIDIA เป็นแบรนด์ที่นิยมกันหมู่นักเล่นชาวไทย ตัวเริ่มต้นจะเป็น GT ที่เล่นเกมทั่ว ๆ ไปได้ ต่อมาก็เป็น MX ที่โดดเด่นเรื่องการกินไฟที่ต่ำ และ GTX และ RTX ซึ่งที่ถ่ายทอดการเลนเกมได้อย่างเต็มประสทธิภาพที่สุด

          AMD ตัวนี้ก็ดังในระดับสากลไม่แพ้กัน โดยรุ่นที่ได้รับความนิยมก็จะเป็น R7, RX และ VEGA เป็นต้น ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์ก็มีให้เลือกใน hp notebook หลาย ๆ รุ่น

          3. Hard Disk

               หน่วยความจำที่ต้องบอกว่ายิ่งมีเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งเก็บข้อมูลเพลงหรือหนังได้มากขึ้นเท่านั้น โดยมาตรฐานทั่วไปในตอนนี้ควรมีประมาณ 1TB ขึ้นไป โดหน่วยความจำอีกประเภทที่กำลังได้รับความนิยมนั่นก็คือ Solid-State Drives  หรือ SSD นั่นเองซึ่งเซฟและอ่านข้อมูลได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม ซึ่งราคาก็จะแพงขึ้นไปด้วย

          และนี่คือวิธีการเลือกโน๊ตบุ้คที่หวังว่าจะถูกใจผู้ที่จะเลือกโน๊ตบุ้คเพื่อการใช้งานในแบบต่าง ๆ นะครับ

IoT นั้นดีอย่างไร

เครื่องปริ้น epson

                              เชื่อว่าหลายท่านคงได้เคยได้ยินหรือว่าทำความรู้จักกับเทคโนโลยี IoT หรือว่า Internet of Things กันมาบ้างแล้ว นั่นก็คือการที่เครื่องใช้ฟ้าในบ้านหรืออุปกรณ์ที่ติดตัวเรานั้นสามารถต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อรับส่งข้อมูลหรือว่าทำงานที่มากกว่าเดิมได้ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องปริ้น epson ที่สามารถต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อสั่งปริ้นเอกสารจากที่ใดก็ได้เป็นต้น

          ถ้าจะให้ลงรายละเอียดให้ลึกลงไป IoT หรือ Internet of Things นั้นก็แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง ซึ่งชื่ออาจะฟังดูแปลก ๆ แต่มันคือการที่อุปกรณ์ทุกอย่างที่เราคุ้นตาในชีวิตประจำวันสามารถเชื่อมต่อกับระบบของอินเตอร์เน็ตได้ เริ่มต้นง่าย ๆ ก็คือการ ปิด เปิด ไฟ หรือเครื่องปรับอากาศ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ไปจนถึงตั้งเวลาเปลี่ยนแปลงแก้ไขฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ซับซ้อนขึ้นมา เช่น รถยนต์ เครื่องมือทางการเกษตร เป็นต้น จนเป็นที่มาของคำว่า Smart Device, Smart Home, Smart Network, Smart Intelligent Transportation, Smart Grid เป็นต้น

          แนวคิดของ IoT นั้นมาจาก Kevin Ashton ในปี 1999 ขณะที่เขาทำงานวิจัยอยู่ที่ มหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT โดยเขาได้นำเสนอโครงการ Auto-ID Center ซึ่งสามารถทำให้เซ็นเซอร์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อพูดคุยกันได้ผ่าน Auto-ID Center ซึ่งหลังจากที่ไปบรรยายให้กับบริษัท Procter & Gamble (P&G) เขาก็ได้ใช้คำว่า Internet of Things ในสไลด์การบรรยายของเขา โดยเขาได้จำกัดความแนวคิดนี้ให้เข้าใจง่ายไปอีกว่าอิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ที่สามารถสื่อสารกันได้ก็นับว่าเป็น Internet of Things เช่นเดียวกัน

          หลังจากยุค 2000 เป็นต้นมา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ก็มักจะมีคำว่า Smart นำหน้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Smart Device, Smart Grid, Smart Home เป็นต้น ซึ่งนี่เป็นสื่อกลางชั้นดีที่ทำให้อุปกรณ์ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายดายและลื่นไหล อย่างเช่น เครื่องพิมพ์ Epson ที่เราคุ้นตาและใช้กันก็สามารถต่ออินเตอร์ได้แล้ว

          การทำงานของ Internet of Things นั้นทำงานกันแบบ Ecosystem ที่ครบวงจรโดยถ้าขาดอันใดอันหนึ่งไปก็จะไม่สสมบูรณ์ดังนี้

          – Smart Device เป็นอุปกรณ์ตั้งต้นที่มีลักษณะการใช้แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ จำเป็นที่ต้องมี Microprocessor และ Communication Device ทำงานส่งสัญญาณไปยังเครือข่ายเพื่อที่จะทำงานได้ต่อไป

          – Cloud Computing หรือ Wireless Network เป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมต่อข้อมูลระหว่างผู้ใช้งานกับ Smart Device ซึ่ง Cloud Computing หรือ Wireless Network ที่ดั้นต้องสามารถรองรับการทำงานของ Smart Device ได้หลายเครื่องในระยะทางที่ไกลมากพอที่จะทำให้การใช้งานสะดวก

          – Dashboard เป็นตัวที่เปรียบเสมือนสิ่งที่ควบคุมการทำงานต่าง ๆ มักจะอยู่ในรูปแบบรีโมทหรือ แอปพลิเคชันใน Smartphone หรือ Computer โดยจะแสดงข้อมูลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับ Smart Device และสามารถป้อนคำสั่งต่าง ๆ กลับไปยังตัว Smart Device ได้

          โดยการทำงานของ IoT นั้นถ้าจะให้สมบูรณ์และราบลื่นก็ห้ามขาดหรือมีส่วนใดส่วนหนึ่งมีปัญหา ต่อไปเรามาดูกันบ้างดีกว่าว่าของใช้รอบ ๆ ตัวคุณเมื่ออยู่ในระบบ IoT แล้วสามารถทำอะไรได้บ้าง

          – เครื่องปริ้น

          เมื่ออุปกรณ์ชิ้นนี้เชื่อมต่อกับอินเตอร์ก็สามารถทำงานต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น เช่นคุณสามารถปริ้นเอกสารจาก Smartphone หรือ Notebook ได้อย่างง่ายๆ ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของบ้าน หรืออยู่นอกบ้านก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน โดย เครื่องปริ้น epson หลายต่อหลายรุ่นก็รองรับความสามารถนี้ ยิ่งเป็นนรุ่น All-In-One ที่ทำได้ทั้ง Print , Scan , Copy ก็ยิ่งสะดวกสบายใหญ่ เป็นการช่วยให้การทำงานไม่ได้จำกัดอยู่ในออฟฟิศอีกต่อไป

          – ตู้เย็น

          หลายท่านคงตกใจและไม่เข้าใจว่าตู้เย็นจะสามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ทำไม เพราะดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวกันเท่าไหร่นัก แต่ว่าจริง ๆ แล้วสามารถทำให้ชีวิตในครัวของคุณเป็นไปได้อย่างง่ายดายขึ้นมาก อย่างเช่นการกดที่หน้าจอเพื่อเลือกดูวัตถุดิบจากซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านเพื่อให้นำมาส่งถึงที่ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถเปิดแปอพลิเคชั่น Streaming เพลงเพื่อจะเปิดขับกล่อมคุณขณะทำอาหารได้อีกด้วย ซึ่งตอนนี้หลาย ๆ แบรนด์อย่าง Samsung หรือ LG ก็ได้พัฒนาและออกมาหลายรุ่นให้พ่อบ้านแม่บ้านยุคใหม่ได้เลือกใช้

          และนี่คือการแนะนำเทคโนโลยี IoT อย่างง่าย ๆ เพื่อให้ผู้ใช้ทุกคนเข้าใจและนำไปใช้ได้อย่างไม่ยาก จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีคือโอกาสของชีวิตที่ดีจริง ๆ ขอแค่ใช้งานให้ตรงกับไลฟ์สไตล์นั่นเอง