ทีวี 8K นวัตกรรมที่ทำให้คุณหลับตาไม่ลง

“โปร 12.12”

ทุกวันนี้โลกได้มีนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยานยนต์ อุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงทีวีที่ ณ ตอนนี้ได้เดินทางมาถึงระดับความคมชัดที่ 8K กันแล้ว ซึ่งก็มีหลากหลายแบรนด์ที่ได้ผลิตออกมาวางจำหน่ายกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น tv lg, tv samsung, และ tv sharp ซึ่งเป็นแบรนด์หลักๆ ที่ได้มีการผลิต และจำหน่ายทีวี 8K แล้ว และในช่วง “โปร 12.12” นี้ ต้องมีผู้ที่สนใจกันอย่างมากแน่นอน

แต่ก่อนที่จะมาถึงขั้นความละเอียดถึง 8K นี้ได้นั้น มีความเป็นมาอย่างไร ต้องไปย้อนรอยท้าวความกันสักหน่อย ก่อนหน้านี้เราอาจจะคุ้นเคยกับภาพความละเอียดในรูปแบบของทีวีตู้ปลา ซึ่งเป็นหน้าจอที่ไม่ค่อยให้ความคมชัดเท่าไร แต่เมื่อมีการปรับเปลี่ยนพัฒนาในเรื่องของประเภทหน้าจอทีวี ความละเอียดในการรับชมก็มีการปรับเปลี่ยนพัฒนาตามไปด้วยดังนี้

  • ความละเอียดระดับ HD (1366 x 768 Pixel) เป็นมาตรฐานความละเอียดของจอภาพเบื้องต้น นอกจากนี้ยังมีราคาไม่แพงอีกด้วย
  • ความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080 Pixel) ความละเอียดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ช่วยในการดูภาพยนตร์ คอนเทนต์หรือรายการทีวีระบบดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ความละเอียดระดับ UHD (Ultra High Definition) หรือ 4K มีความละเอียดอยู่ที่ 3840 x 2160 Pixel ซึ่งมีความคมชัดสูงกว่า Full HD ถึง 4 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งประโยชน์ของการแสดงภาพในความละเอียดระดับนี้ ช่วยให้คุณได้รับชมภาพที่มีความคมชัดสมจริง อีกทั้งในปัจจุบัน คอนเทนต์ เนื้อหา หรือภาพยนตร์ที่เป็น 4K ก็มีมากขึ้น

และจากข้อมูลข้างต้นที่ได้กล่าวไป เราเพิ่งจะได้เข้าสู่โลกของความคมชัดละเอียดระดับ 4K หรือที่เรียกว่า Ultra-High-Definition (UHD) ซึ่งความละเอียดของ 4K นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านพิกเซล หรือสเกลภาพที่ 3,840 x 2,160 ลองเปรียบเทียบง่ายๆ ด้วยการที่คุณเปิดเนื้อหาใน YouTube ที่มีความคมชัดสูงสุด Full HD 1080p เท่ากับว่าความคมชัดแบบ 4K จะมีความชัดมากกว่าถึง 4 เท่ากันเลยทีเดียว

แล้วต่อมาไม่นาน ก็ได้มีการพัฒนาเรื่อยๆ จนก้าวเข้าสู่ทีวี 8K ซึ่งความคมชัดแบบ 8K นั้นจะมีความละเอียดอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านพิกเซล ซึ่งมากกว่า 4K ไปอีก 4 เท่า ซึ่งความคมชัดที่ว่านี้ก็ได้เริ่มการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ และการถ่ายภาพยนตร์กันบ้างแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ที่ประเทศญี่ปุ่นที่เตรียมถ่ายทอดสดกีฬาโอลิมปิกในปี 2020 ในรูปแบบ 8K หรือภาพยนตร์บางเรื่องที่ได้มีการถ่ายทำด้วยกล้องถ่ายวีดีโอ 8K กันบ้างแล้ว แต่ถ้าหากลองคิดอีกด้านหนึ่งในเรื่องของเนื้อหา 8K ในบ้านเรานั้นก็ยังมีไม่มากนัก จึงมีการตั้งคำถามขึ้นมาว่า “แล้วเราควรซื้อทีวี 8K กันได้แล้วหรือยัง”

จริงๆ แล้วคำตอบนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล ซึ่งบางคนมองว่ายังไม่จำเป็นจะต้องซื้อก็ได้ เนื่องจากยังไม่มีเนื้อหาที่มีความละเอียดระดับ 8K มากพอ แต่อย่าลืมว่าในปี 2020 ก็จะมีการถ่ายทอดสดกีฬาโอลิมปิกในปี 2020 ในรูปแบบ 8K กันแล้ว

อีกทั้งยังสามารถเข้าไปชมความคมชัดสมจริงในคอนเทนต์อื่นๆ ได้ที่ Youtube ซึ่งก็มีหลากหลายคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นการรับชมความสวยงามของแต่ละประเทศ หรือสารคดีสัตว์โลกที่จะให้คุณเห็นขนเป็นขนกันอย่างละเอียดเลยทีเดียว และถ้าหากสนใจจริงๆ แล้วละก็ อย่าพลาดในช่วง “โปร 12.12” นี้เลยเชียว

AirPods คุณภาพเสียงที่มากับความสะดวกสบาย

12.12

หูฟังถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่อยู่คู่กับสมาร์ทโฟน โดยถ้าพูดถึงหูฟังที่ทำมาเพื่อ iPhone นั้นก็คงต้องเป็น EarPods อย่างแน่นอนแต่ด้วยความต้องการของผู้ใช้เพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีไร้สายก็ได้เข้ามามีบทบาทกับ EarPods จนได้กลายเป็นหูฟัง Bluetooth อย่าง airpod ซึ่งหลาย ๆ คนที่ได้ทลองใช้ต่างบอกต่อกันว่า “ต้องลอง” โดยถ้าหากใครสนใจ airpod อยู่ล่ะก็ เราจะมาเจาะลึกถึงข้อมูลที่น่าสนใจของหูฟังตัวนี้กัน และยิ่งในช่วงโปร 12.12 ต้อนรับสิ้นปี ที่ให้คุณช้อปสินค้าในวันที่ 12.12 ด้อย่างจุใจ และราคาแสนพิเศษ ไปเลือกชมกันดู

AirPods เปิดตัวไปในเดือนกันยายน ปี 2016 ผลิตโดย Apple เป็นหูฟังไร้สายอัจฉริยะที่มีชิปพิเศษ W1 เข้าไปภายในที่เหมือนสมองของหูฟัง และมีฟังก์ชั่นพิเศษมากมาย  

AirPods ถูกบรรจุอยู่ในกล่องพลาสติกสีขาวซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้กับตัวหูฟัง ด้านหลังจะเห็นปุ่มวงกลมสีขาวซึ่งเป็นปุ่มสำหรับเปิดสัญญาณ Bluetooth เมื่อต้องการเชื่อมต่อ AirPods กับอุปกรณ์อื่นอย่างเช่นมือถือ Android หรือ Notebook เป็นต้น ด้านล่างเป็นพอร์ต Lightning เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับ Adapter หรือ Powerbank ได้

ด้านในกล่องเปิดมาจะเห็นช่องใส่หูฟังแต่ละข้าง โดยจะมีไฟสถานะเป็นจุดเล็ก ๆ ให้เห็นตอนเปิด ซึ่งเวลาเราเปิดฝากล่องออกมา ถ้า iPhone เราอยู่ใกล้ ๆ จะจับคู่อุปกรณ์เองเลยโดยที่ไม่ต้องเข้าไปใน Settings ของ iPhone แต่อย่างใด     

ดีไซน์ของ AirPods นั้นคล้ายกับ EarPods รุ่นเก่าแต่เป็นแบบไม่มีสาย ถ้าดูจริง ๆ งานประกอบจะดูแข็งแรงมากกว่า ส่วนล่างของตัวก้านหูฟังจะเป็นไมโครโฟนคู่ที่มีระบบตัดเสียงรบกวนรอบข้าง

AirPods นั้นมีจุดเด่นเลยคือมาพร้อมกับชิปเซ็ต Apple W1 พร้อมเซ็นเซอร์แบบ Optical คู่ และเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ทำให้ตัวหูฟังสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้ผู้ใช้กำลังใส่หูฟังหรือถอดหูฟังแล้ว ซึ่งระหว่างการใช้งานถ้าหากมีการถอดหูฟังออกข้างใดข้างหนึ่งและกำลังฟังเพลงอยู่ก็จะหยุดเล่นทันทีและจะเริ่มเล่นอีกครั้งเมื่อใส่หูฟังใหม่

นอกเหนือจากฟังเพลงและสนทนาแล้ว AirPods ยังสามารถใช้งาน Siri ได้ผ่านการแตะสองครั้งบริเวณหูฟัง

คำสั่งต่าง ๆ ที่เราสามารถสั่ง Siri ตอนฟังเพลงได้ มีคร่าว ๆ ดังนี้

เพิ่มเสียงให้ดังขึ้นนิดเดียว เพิ่มเสียงให้ดังสุด ลดเสียงให้ดังลงนิดเดียว เงียบเสียง เล่นเพลงถัดไป เล่นเพลงก่อนหน้า สั่งให้ Siri  เล่นเพลงแนวต่าง ๆ

AirPods มีไมโครโฟนมาด้วยทั้งสองข้าง ทำให้สามารถหยิบข้างไหนก็ได้มาใช้งานคุยโทรศัพท์ได้อย่างไม่มีปัญหา สำหรับคุณภาพตอนใช้คุยโทรศัพท์นั้นต้องบอกว่าพอใช้ได้เพราะว่าไม่ได้ตัดเสียงรอบข้างเวลาเราคุยโทรศัพท์แต่อย่างใด

หลายคนอาจมีคำถามว่าเวลาใส่ AirPods นั้นจะหลุดง่ายไหม ซึ่งบอกได้เลยว่าหลุดยากมาก ถ้าสามารถใส่ EarPods ได้โดยไม่หลุดก็สามารถใส่ AirPods ได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่าง ๆ ทั้ง วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือทำงานบ้านต่าง ๆ ก็ไม่หลุดอย่างแน่นอน ซึ่งต้องบอกว่า Apple ออกแบบมาได้ดีตั้งแต่ EarPods แล้ว เพราะได้แสกน “รูปร่างของหูคน” หลายรูปแบบเพื่อสร้าง EarPods ให้ไม่หลุดง่าย ซึ่งคนประมาณ 80% สามารถใส่หูฟังแบบนี้ได้โดยไม่หลุด แต่น่าเสียดายที่ AirPods นั้นไม่กันน้ำจึงไม่เหมาะกับการออกกำลังกายหรือลุยฝน

มากันที่เรื่องคุณภาพเสียงของ AirPods กันบ้างดีกว่า โดยรวมแล้วเสียงของ AirPods คือดีกว่าหูฟัง EarPods นิดหน่อยเพราะมีความกว้างของมิติที่มากกว่า เสียงเบสเสียงต่ำของ AirPods จัดอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ได้หนักมาก แต่เน้นไปทางเสียงกลางดังนั้นเสียงร้องต่าง ๆ จะได้ยินชัดเจนพอสมควร

ความอึดของแบตเตอรี่นั้นถ้าตามสเปก การชาร์จไฟเต็ม ๆ หนึ่งครั้งจะใช้งานได้นาน 5 ชั่วโมง แต่เมื่อรวมกับกล่องเก็บหูฟังที่มีแบตเตอรี่ในตัวสามารถชาร์จเพื่อให้ใช้หูฟังได้รวม ๆ นานถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งก็พูดได้ว่าเกินพอเลยทีเดียวสำหรับการใช้งานแบบปกติ

Airpod ไร้สาย และไร้ขอบเขต

โปร 12.12

Airpod หูฟังไร้สาย หรือ หูฟังบูลทูธ จาก Apple กลับมาขายดีอีกครั้งในช่วงท้ายปี หรือช่วงเวลาของ 12.12 ที่เรียกกันติดปากว่า โปร 12.12 และถึงแม้จะยืนอยู่ในตลาดมานาน เกือบ 2 ปีแล้วก็ตาม สำหรับใครที่เพิ่งได้รับมาเป็นของขวัญในวันคริสมาสต์หรือต้อนรับปีใหม่ เราได้รวบรวมเทคนิคต่างๆ ในการใช้งาน AirPods ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นจับคู่กับอุปกรณ์ต่างๆ การปรับแต่ง การค้นหาเมื่อทำหาย และตรวจสอบแบตเตอรี่

เริ่มจากสิ่งที่ต้องรู้อย่าง แตะที่หูก็ได้!! คุณไม่จำเป็นต้องแตะที่ AirPods เมื่อต้องการใช้งานการแตะสองครั้ง เพื่อสั่งการตามที่ตั้งค่าไว้ แต่คุรอาจจะถัดกว่าถ้าแตะเบาๆ ที่ด้านหลังหูแทน ซึ่ง AirPods ก็จะตอบสนองต่อคำสั่งเช่นเดียวกัน

การสลับใช้ AirPods กับอุปกรณ์อื่นๆ AirPods มาพร้อมชิป W1 ที่ช่วยให้ AirPods สามารถเชื่อมต่อกับบัญชี iCloud ของคุณ หมายความว่าทุกอุปกรณ์ที่คุณได้เข้าสู่ระบบ iCloud เดียวกัน จะสามารถเชื่อมต่อกับ AirPods ได้ทันที โดยไม่ต้องจับคู่ใหม่ทุกครั้ง

วิธีสลับ AirPods ไปใช้กับอุปกรณ์อื่น ทำได้โดยไปที่การตั้งค่า Bluetooth เพื่อเปิดใช้งาน แล้วแตะที่ชื่อ AirPods ของคุณ AirPods จะเชื่อมต่ออัตโนมัติทันทีที่เปิดฝากล่องชาร์จ

ด้านการชาร์จ คุณสามารถชาร์จ AirPods ได้ด้วยการใส่ไว้ในเคสชาร์จ เคสชาร์จสามารถชาร์จ AirPods ให้เต็มได้หลายครั้ง คุณจึงชาร์จขณะเดินทางได้ หากต้องการให้ AirPods ชาร์จอยู่เสมอ ให้เก็บใส่ในเคสชาร์จเวลาที่คุณไม่ใช้

คุณสามารถชาร์จเคสชาร์จไร้สายด้วยแผ่นชาร์จที่ผ่านการรับรอง Qi ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้วางเคสลงบนที่ชาร์จโดยที่ไฟแสดงสถานะหงายขึ้นและฝาปิดอยู่ ไฟแสดงสถานะควรแสดงระดับการชาร์จปัจจุบันเป็นเวลา 8 วินาที หากคุณมี AirPods Pro คุณสามารถแตะที่เคสเมื่ออยู่บนแผ่นชาร์จเพื่อดูว่า AirPods Pro กำลังชาร์จอยู่ (ไฟสีเหลือง) หรือชาร์จเต็มแล้ว (ไฟสีเขียว)

หากต้องการชาร์จเคสชาร์จโดยใช้สาย ให้เสียบสาย Lightning ที่มาพร้อมกับ AirPods เข้ากับขั้วต่อ Lightning บนเคสชาร์จของคุณ คุณสามารถใช้ Lightning to USB-C Cable หรือ Lightning to USB Cable จากนั้นเสียบปลายสายอีกด้านหนึ่งเข้ากับที่ชาร์จหรือพอร์ต USB คุณสามารถชาร์จเคสชาร์จโดยที่มีหรือไม่มี AirPods อยู่ข้างในก็ได้ คุณสามารถชาร์จได้เร็วที่สุดเมื่อใช้ที่ชาร์จแบบ USB ของ iPhone หรือ iPad หรือต่อเข้ากับ Mac ของคุณ

หาก AirPods อยู่ในเคสชาร์จโดยที่ฝาเปิดอยู่ ไฟจะแสดงสถานะการชาร์จของ AirPods ของคุณ เมื่อ AirPods ไม่ได้อยู่ในเคสชาร์จ ไฟจะแสดงสถานะของเคสชาร์จของคุณ ไฟสีเขียวแสดงว่าชาร์จเต็มแล้ว ส่วนไฟสีเหลืองอำพันแสดงว่ามีกำลังไฟเหลือน้อยกว่าการชาร์จเต็มหนึ่งรอบ

ใช้ AirPods เพียงข้างเดียวก็ได้ คุณไม่จำเป็นต้องสวม AirPods ไว้ทั้ง 2 ข้าง ในบางกรณีถ้าคุรอยากได้ยินเสียงสภาพแวดล้อมรอบตัวคุณ คุณสามารถสวม AirPods ไว้เพียงข้างใดข้างหนึ่ง คุณยังสามารถใช้โทร หรือฟังเพลงด้วย AirPods เพียงข้างเดียวก็ได้

ทั้งนี้ คุณต้องเปิดฟีเจอร์ Automatic Ear Detection (การตรวจพบหูโดยอัตโนมัติ) ให้ทำงานด้วย (ค่าเริ่มต้น จะเปิดไว้อยู่แล้ว) โดยเพลงจะเล่นต่อเนื่องเมื่อถอด AirPods ออกเพียงข้างเดียว และจะหยุดเล่น เมื่อคุณถอด AirPods ออกจากหูทั้ง 2 ข้าง โปร 12.12 อย่าลืมไปช้อป!!

HDD กับ SSD แบบไหนดีนะ

“ฮาร์ดดิส”

ในยุคสมัยนี้ทุกคนส่วนใหญ่ล้วนแต่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเองกันทั้งนั้น และต้องรู้จักกับ ฮาร์ดดิส (Harddisk, HDD) สื่อบันทึกข้อมูลในรูปแบบจานหมุนกันอย่างแน่นอน แต่มันก็ยังมีสื่อบันทึกข้อมูลในรูปแบบใหม่ที่ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกวันนั่นคือ Solid State Drive หรือ SSD ซึ่งบางเครื่องก็ได้มีการเปลี่ยนจาก HDD มาเป็น SSD ทั้งหมด บางเครื่องก็ใช้งานทั้งสองอย่างควบคู่กันไป แต่ก็ยังมีหลายคนสงสัยว่า SSD และ HDD คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร ต่างมีข้อดีและข้อเสียอะไรบ้าง ซึ่งวันนี้จะมาดูกัน อีกทั้งมีวิธีการเลือกอย่างไรให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด

HDD (Harddisk Drive)

HDD หรือ Harddisk เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูล มีลักษณะเป็นจานหมุนแม่เหล็ก มีใช้มายาวนานกว่า 60 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956 โดยไอบีเอ็มเป็นผู้ริเริ่มการใช้ฮาร์ดดิสก์เป็นรายแรก ใช้ทำหรับเก็บข้อมูลต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบปฏิบัติการ (Windows) หรือ ไฟล์รูป เพลง ไฟล์งาน หรือโปรแกรมต่างๆ โดยใช้การเขียนข้อมูลลงไปบนจานแม่เหล็ก ซึ่งการเขียนบน Harddisk นี้ สามารถลบออกแล้วเขียนทับใหม่ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง นั่นหมายความว่าคุณสามารถใช้ได้อย่างยาวนานจนกว่าจะใช้งานไม่ได้

SSD (Solid State Drive)

SSD หรือ Solid State Drive เป็นสื่อบันทึกข้อมูลรูปแบบใหม่ที่ทำหน้าที่เหมือนกับ HDD ในการจัดเก็บข้อมูล แต่มาในรูปแบบของชิปการ์ด ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกับ Flash Drive/Thumb Drive แต่เร็วกว่าและเสถียรกว่า โดยแรกเริ่มนั้นเกิดขึ้นเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1978 เทคโนโลยีของ SSD ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทน ฮาร์ดดิส และออกแบบโดยวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว ทำให้ทนต่อแรงกระแทก หรือแรงสั่นสะเทือนได้เป็นอย่างดี เพราะไม่มีจานหมุนอยู่ด้านใน และยังสามารถอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าแบบจานหมุนมากกว่า 10 เท่ากันเลยทีเดียว

คราวนี้มาดูความต่างของทั้ง HDD และ SSD ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า SSD มีราคาที่แพงกว่า ได้พื้นที่การจัดเก็บน้อยกว่า และมีประสิทธิภาพการส่งถ่ายข้อมูลสูงกว่าถึงสิบเท่า ส่วน HDD ที่ถึงแม้ทำงานได้ช้ากว่า แต่ก็มีข้อดีทดแทนนั่นคือราคาที่ย่อมเยากว่านั่นเอง นอกจากนี้ยังมีความต่างอีกหลายข้อเลยทีเดียวซึ่งจะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

ความทนทาน/ความเสถียร

แน่นอนว่าต้องยกความเสถียร ความทนทาน และความเงียบขณะทำงาน ให้กับ SSD เนื่องจาก SSD ไม่มีชิ้นส่วนที่ต้องหมุนหรือเคลื่อนไหวเหมือนกับ HDD จึงทำให้โอกาสพังเสียหายนั้นเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าหากเป็น HDD ที่อยู่ในอุปกรณ์ที่ต้องเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลาอย่างแล็ปท็อป แล้วเกิดตก หรือมีการกระแทกอย่างรุนแรง อาจทำให้ HDD เกิดความเสียหายขึ้นได้

ความเร็ว

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่า SSD สามารถอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าแบบจานหมุนมากกว่า 10 เท่า จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนหันไปเลือกใช้ SSD มากขึ้น โดยเปรียบเทียบกับ SSD ซึ่งมีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลโดยเฉลี่ยมากถึง 500 MBps เลยทีเดียว ในขณะที่ HDD ที่มีราคาแพงและอยู่ระดับบนๆ ของตลาด จะมีความเร็วในการหมุนสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7200 รอบต่อนาที และมีความเร็วส่งผ่านข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 150-200MBps ดังนั้นจากตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นชัดเจนว่า SSD มีความเร็วกว่า HDD อย่างแน่นอน

เทคโนโลยีเพื่อลดการสูญเสียทางภัยพิบัติ

ipad mini

            ภัยพิบัติถือว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คงไม่มีมนุษย์คนไหนอยากพบเจอซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้ติดตามเหตุการณ์ข่าวสารต่าง ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือพายุ ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้ติดตามเหตุการณ์เหล่านี้ที่เริ่มเกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในต่างประเทศ หรือที่ไทยเอง ผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งบนโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือผ่านทางช่องทางสื่อออนไลน์ที่รวดเร็วบน iPhone หรือ ipad mini เป็นต้น

                โดยทุกคนก็คงจะได้รู้ถึงความน่ากลัวของการบาดเจ็บทางร่างกายไปจนถึงสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน โดยเมื่อเกิดเรื่องราวเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่สามารถที่จะห้ามให้ความเป็นไปของภัยธรรมชาติหยุดไปได้ มนุษย์จึงต้องหาทางรับมือให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ผลกระทบที่จะเกิดนั้นน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเทคโนโลยีก็เป็นทางออกหนึ่งซึ่งถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อนำมาใช้งานและก็มีส่วนช่วยในการผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ในหลาย ๆ เหตุการณ์ ซึ่งครั้งนี้เราได้รวบรวมเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อลดการสูญเสียทางภัยพิบัติมาให้ทุกคนได้ดูกันครับ

                1. รถสื่อสารฉุกเฉิน

                ในภาวะที่เกิดความเสียหายของอาคารบ้านเรือนถนนหนทางและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ การสื่อสารในบริเวณนั้นก็มักจะถูกตัดขาดไปทำให้การส่งข้อมูลหรือการเข้ามาช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ นั้นเป็นไปได้อย่างยากลำบากและยิ่งจะเพิ่มความเลวร้ายของสถานการณ์ขึ้นไปอีก

                ด้วยเหตุนี้ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค ที่เป็นหน่วยงานอยู่ในสังกัดของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ก็ได้ทำการออกแบบรถที่สามารถเข้าไปในพื้นที่ประสบภัยหรือเป็นแหล่งทุรกันดารได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับนำเครื่องมือสื่อสารแบบฉุกเฉินที่มีชื่อว่า EECV (Emergency and Educational Communication Vehicle) ซึ่งประกอบไปด้วยดาวเทียมและเครื่องมือที่เชื่อมต่อกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความแรงสูงได้ ซึ่งจะทำให้พื้นที่ดังกล่าวไม่ขาดการติดต่อสื่อสารจากทั้งหน่วยงานราชการและเอกชนที่พร้อมส่งปัจจัยทั้งคนและสิ่งของเข้ามาช่วยเหลือนั่นเอง

                2. ระบบเตือนภัยน้ำป่าและดินถล่ม

                เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มเข้าไปยังชุมชนที่อยู่ติดพื้นที่ป่าทั้งหลายนั้นถือว่าเป็นภัยธรรมชาติที่คงมีหลายคนต้องเจอหรือได้รับข่าวจากสื่อต่าง ๆ บ่อย ๆ ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นถ้าใครไหวตัวไม่ทันนั้นก็ต้องสังเวยชีวิตให้อย่างน่าเสียใจ

ดังนั้นเทคโนโลยีจึงถูกนำมาใช้เพื่อสร้างเป็นระบบเตือนภัยก่อนเกิดเหตุโดยข้อมูลนั้นจะได้มาจากหลาย ๆ ระบบทั้งการจับค่าความสั่นสะเทือนความละเอียดสูงหรือการเก็บข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาในการหาความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำป่าหรือดินถล่ม โดยเครื่องส่งสัญญาณจะติดอยู่กับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกู้ภัยได้แจ้งเตือนชุมชนอย่างทันเวลาและวางแผนในการช่วยเหลือและอพยพผู้ประสบภัยได้อย่างทันเวลา

3. แอพพลิเคชั่นเตือนภัย

ในยุคที่เรามี Smart Device อย่าง Smartphone และ Tablet ติดตัวกันแทบทุกคน แอพพลิเคชั่นสำหรับเตือนภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรต้องมีติดตัวเครื่องเอาไว้เพื่อความปลอดภัยอย่างเช่น แอพพลิเคชั่น EARTHQUAKE ALERT! ที่จะช่วยรายงานการเกิดแผ่นดินไหวจากทั่วทุกมุมโลกแบบเรียลไทม์เลยทีเดียว โดยฟังก์ชั่นของตัวแอพพลิเคชั่นสามารถบอกได้ถึงข้อมูลที่สำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพิกัดการเกิดแผ่นดินไหวในระดับละติจูด ลองติจูด ความลึกของจุดศูนย์กลาง ความถี่ในการเกิดแผ่นดินไหวในแต่ละพื้นที่ รวมถึงยังได้รวบรวมข่าวการเกิดแผ่นดินไหวจากสื่อต่าง ๆ ทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว

หรือว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่น THAIWATER ที่เป็นสื่อกลางบอกถึงพายุที่จะเข้าไทยและปริมาณน้ำฝน โดยสามารถเจาะลึกไปยังปริมาณน้ำที่อยู่ในเขื่อนและแม่น้ำจากสถานีตรวจวัดทั่วประเทศ ทำให้สามารถเตรียมตัวรับมือและไหวตัวกับวาตภัยและอุทกภัยได้เป็นอย่างดี ยิ่งดูผ่านจอใหญ่ ๆ อย่าง ipad mini ยิ่งสะดวก

4. แคปซูล “โนอาห์”

สึนามิเป็นเหตุการณ์ที่น่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาศัยและท่องเที่ยวอยู่ริมชายหาด ดังนั้นจึงมีการสร้างนวัตกรรมสำหรับเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัตินี้ด้วยแคปซูลขนาดกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2 เมตรที่คนสามารถเข้าไปอยู่ได้ และสามารถลอยตัวอยู่บนน้ำกันแรงกระแทกจากรอบ ๆ ด้านได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อจวนตัวผู้ประสบภัยจึงสามารถเข้าไปอยู่ในช่วงขณะนั้นได้

และนี่คือเรื่องราวของเทคโนโลยีเพื่อลดการสูญเสียทางภัยพิบัติที่เรานำมาเสนอทุกท่าน หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการระวังภัยในโอกาสต่อ ๆ ไปนะครับ

6G จะมา แต่ 5G ยังไม่ได้ใช้เลย

เมาส์ไร้สาย

ทุกวันนี้เทคโนโลยีต่างๆ มากมายได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นแบบไร้สายไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น หูฟังไร้สาย, คีย์บอร์ดไร้สาย, เมาส์ไร้สาย และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งนั่นก็มาเพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นนั้นเอง รวมไปถึงอินเตอร์เน็ตไร้สายที่ให้คุณเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วทันใจ อย่างที่เคยได้ยินกันมาในเรื่องของ 4G หรือ 5G ที่ประเทศเรากำลังจะได้ใช้กันในอนาคตอันใกล้นี่เอง แต่ยังไม่ได้ทันใช้ 5G กันเลย เราก็ได้ยินมาแว่วๆ แล้วว่า 6G กำลังถูกพัฒณาขึ้นมาซะแล้ว วันนี้จึงจะพาไปย้อนรอยกันก่อนที่จะได้รู้จักกับ 5G และ 6G โลกเราได้ผ่านอะไรกันมาบ้าง

ซึ่งหากย้อนกลับไปยังยุคแรกๆ ของอินเตอร์เน็ตเริ่มขึ้นครั้งแรกบนโลกเมื่อปี ค.ศ. 1969 หรือ ปี พ.ศ. 2512 แต่หากในประเทศไทยที่ได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตครั้งแรกคือปี ค.ศ. 1969  หรือปี พ.ศ. 2530 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าในยุคนั้นการเชื่อมต่อต้องเป็นการเกาะติดผ่านระบบสายเท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบระบบไร้สายได้ และในยุค 1G ที่มีการติดต่อสื่อสารกันผ่านมือถือครั้งแรกก็ไม่สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตไปสู่ผู้ใช้ไปลายทางได้ โดยมือถือยุค 1G ได้ถูกใช้งานครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1984 คือ Motorola DynaTAC 8000X ซึ่งสามารถใช้งานได้แค่โทรเข้า-โทรออกเท่านั้น

ต่อมาเมื่อเริ่มเข้าสู่ยุคของ 2G ที่นอกจากจะสามารถโทรเข้า-โทรออกได้แล้วนั้น ก็ยังสามารถส่งข้อความ หรือ SMS กันได้แล้ว โดยสามารถส่งได้ 160 ตัวอักษร และไม่ต้องโทรไปบอกโอเปอเรเตอร์เพื่อให้พิมพ์แทนคุณอีกต่อไป และจุดเปลี่ยนที่เห็นได้อย่างชัดเจนน่าจะเป็นยุคของ 3G ที่เป็นยุคที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านมือถือได้ จนกระทั่งเข้าสู่ยุค 4G ซึ่งเป็นยุคที่เฟื่องฟูสุดๆ สำหรับการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนมือถือ โดยคุณสามารถรับชมภาพ เสียง หรือเนื้อหาอย่างหนังออนไลน์ได้ โดยมีความเร็วที่คุณสามารถเลือกได้หลากหลายระดับ

และเมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้มีการออกมาประกาศแล้วว่าจะมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตไร้สาย 5G กันแล้ว โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมใช้งานจริงครั้งแรกในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 แต่ยังไม่ทันได้ใช้งาน อีกทั้งยังไม่สมบูรณ์แบบ 100% ก็มีข่าวว่า 6G ก็กำลังพัฒนาอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งโดยปกติแล้วยุคของอินเทอร์เน็ตจะอยู่ไปอย่างน้อยอีก 10 ปี แต่นี่ยังไม่ได้ใช้ 5G กันเลย 6G ก็มาจ่อรอซะแล้ว โดย Samsung ได้เปิดตัวเป็นบริษัทแรกที่ออกมาประกาศการลงทุนทางด้าน R&D ของ 6G อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว Research Center แห่งใหม่เพื่อการพัฒนาด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งใช้ทฤษฎีด้านโครงข่ายดาวเทียมในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่สามารถส่งได้รวดเร็วและมากกว่า 5G ไปอีกขั้น โดยได้รับความร่วมมือระหว่าง SK Telecom Ericsson และ Nokia ในการพัฒนาโครงข่ายทั้ง 5G และ 6G

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น เป็นเพียงการคาดการณ์ เพราะยังไม่ได้มีการลงบทความที่เกี่ยวข้องกับ 6G ไปลงไว้ในแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้อย่างวิกิพีเดียเลย แต่ไม่ช้าก็เร็ว เราจะต้องได้พบเจอกับทั้ง 5G และ 6G อย่างแน่นอน และเชื่อว่าเทคโนโลยีไร้สายต่างๆ อย่าง หูฟังไร้สาย, คีย์บอร์ดไร้สาย, เมาส์ไร้สาย และอื่นๆ อีกมากมายที่ได้กล่าวไปข้างต้นต้องได้รับการพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน

โทรศัพท์ oppo กับการกลับมามียอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทย

หลายปีก่อนหน้านี้ ถ้าให้พูดถึงโทรศัพท์มือถือที่สามารถกระตุ้นให้เราอยากไปซื้อได้นั้นคงจะมีอยู่หลัก ๆ แค่ 2 แบรนด์ คือ Apple และ Samsung สองยักษ์ใหญ่ในวงการมือถือ ที่ครองใจคนมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันตลาดโทรศัพท์มือถือได้ขยายมากขึ้นทำให้โทรศัพท์มือถือสัญชาติจีนเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Xiaomi, Huawei, และOppo เป็นเหตุให้สองยักษ์ใหญ่ที่ครองบัลลังก์ยอดขายอันดับ 1 และ 2 ต้องสั่นคลอนอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โทรศัพท์ Oppo ที่สามารถทำยอดขายแทรง Samsung ไปได้ถึงสองไตรมาส คือในไตรมาสที่ 4/2018 และไตรมาสที่ 1/2019 ซึ่งเพียงแค่สองครั้งก็ทำให้เราฮือฮากันได้แบบสุด ๆ แล้ว แต่ที่พีคกว่านั้นคือล่าสุดในไตรมาสที่ 3/2019 ยอดขายได้กลับมาเป็นอันดับหนึ่งอีกครั้งแล้วเรียบร้อย…

โทรศัพท์ Oppo

วิเคราะห์เบื้องลึก ทำไม Oppo ยอดขาย Oppo จึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

เป็นเรื่องที่น่าตกใจอยู่เหมือนกันที่ Oppo มียอดขายเป็นอันดับ 1 แซงยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung ไปได้ เรามาดูกันดีกว่าเพราะอะไรกัน Oppo จึงทำได้สำเร็จ  

  • ความเห็นของผู้พัฒนา

ผู้พัฒนาของ Oppo ได้กล่าวว่า สาเหตุที่สามารถทำยอดขายได้มาก เนื่องจากนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ Oppo ใส่เข้ามา ซึ่งความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้บริโภคได้ ไม่ว่าจะเป็นการที่กล้องหน้าสามารถเด้งขึ้นมาได้ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำใคร เลนส์ที่สามารถซูมได้ 10 เท่า และเทคโนโลยีชาร์จไว โดยทั้งหมดนี้ผู้พัฒนาได้ขิงว่าได้ใช้ทุนวิจัยนวัตกรรมเหล่านี้ไปถึง 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐกันเลยทีเดียว

  • บริการหลังการขายแบบจัดเต็ม

สาเหตุที่ทำให้ Oppo ประสบความสำเร็จอีกอย่างคาดว่าน่าจะเป็นการบริการหลังการขายที่ทาง Oppo ดูแลลูกค้าดีมาก ๆ โดยมีประกันแบบซ่อมด่วน 1 ชม. และยังมีบริการรับ-ส่งถึงมือลูกค้าอีกด้วย

  • Huawei ได้รับผลกระทบจากการทำสงครามทางการค้ากับ America

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Oppo ยอดขายเพิ่มมากขึ้นเพราะแบรนด์จากเพื่อนร่วมชาติอย่าง Huawei ที่กำลังมียอดขายดีมาก ๆ ในประเทศไทยเกือบโดนสหรัฐแบนและไม่อนุญาตให้นำบริการจาก Google ไปใช้งาน ถึงแม้ว่าสหรัฐจะประกาศว่าได้เลื่อนเวลาแบน Huawei ออกไปแต่อย่างไรก็ตามยอดขาย Huawei ก็ตกลงอย่างน่าใจหาย นอกจากนี้รุ่นล่าสุดอย่าง Mate 30 Pro ก็ไม่มีบริการจาก Google มาให้ใช้งาน ลูกค้าต้องนำไปลงด้วยตัวเอง จึงทำให้หลาย ๆ คนหลีกเลี่ยงแบรนด์นี้ไปแล้วหันไปใช้แบรนด์อื่น ๆ แทนนั่นเอง

  • ลูกค้าบอกต่อ ๆ กัน

แน่นอนว่าเมื่อโทรศัพท์มีคุณภาพ ทำให้ลูกค้าที่ซื้อไปเกิดการบอกต่อให้คนอื่น ๆ นั่นเอง ซึ่งเป็นปัจจัยต่อเนื่องมาจากการที่ Huawei กำลังจะโดนแบนอีกด้วย

โดยรวมแล้วสาเหตุที่ทำให้ โทรศัพท์ Oppo กลับมามียอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทยได้อีกครั้ง คือการที่พวกเขาไม่หยุดที่จะพัฒนานวัตกรรมของตัวเอง และดูแลลูกค้าดีมาก ๆ จนทำให้เกิดการบอกต่อ ๆ กันเป็นวงกว้าง และอยู่ในช่วงที่ Huawei อยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ทำให้ Oppo ครองอันดับ 1 ในประเทศไทยไปได้นั่นเอง 

หลังจากนี้เราคงต้องมาดูกันต่อว่าในไตรมาสหน้า Oppo จะรักษาตำแหน่งของตัวเองไว้ได้หรือไม่ พวกเขาจะเดินหมากต่อไปอย่างไร Samsung จะงัดไม้เด็ดอะไรมาสู้กับ Oppo และ Huawei จะกลับมามีบทบาทได้มากน้อยแค่ไหนในไตรมาสหน้า นับว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามเป็นอย่างมาก

เครื่องซักผ้า LG รุ่นไหนดีในปี 2019 ที่น่านำมาใช้งาน

สินค้าจากแบรนด์ LG ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานในประเทศไทยมาหลาย 10 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องซักผ้า LG ที่หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงเป็นอันดับแรก เนื่องมาจากคุณภาพระดับพรีเมี่ยมนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันก็มีทั้งแบบฝาบน และฝาหน้าให้คุณได้เลือกใช้งานอย่างมากมาย จึงเป็นให้หลายคนกังวลใจว่าจะซื้อ เครื่องซักผ้า LG รุ่นไหนดี ในครั้งนี้ ผมจึงได้นำ 5 เครื่องซักผ้าของแบรนด์นี้มาแนะนำเพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

เครื่องซักผ้า LG

LG รุ่น WP-1400ROT

ขอเปิดตัวด้วยเครื่องซักผ้าฝาบนคุณภาพเยี่ยมกันก่อนเลยนะครับ โดยในรุ่นนี้มาพร้อมกับจานซักแบบ Roller Jet Punch +3 ที่ทาง LG เขาบอกเอาไว้ว่าสามารถขจัดคราบสกปรก และถนอมผ้าได้เป็นอย่างดี มีเทคโนโลยีพลังน้ำวนแบบเกลียวหรือ Wind Jet Dry ที่ช่วยให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นและป้องกันไม่ให้ผ้าพันกัน นอกจากนี้ยังมี Anti-Bacteria filter ที่ช่วยป้องกันเชื้อราแบคทีเรียได้ ตัวถังเป็นเรซินคุณภาพสูง ทนทาน ไม่เป็นสนิม เท่านั้นยังไม่พอยังให้การรับประกันมานานถึง 3 ปีกันเลยทีเดียว ทั้งหมดนี้เสนออยู่ในราคา (ปัจจุบัน )ประมาณ 6,990 บาท ถ้าซื้อตอนลดราคาเยอะ ๆ บอกเลยว่าคุ้มมาก ๆ 

LG รุ่น T2512VSAM

มาต่อกันด้วยเครื่องซักผ้าบนที่ต้องบอกว่าความคุ้มค่าพอ ๆ กับ รุ่น WP-1400ROT โดยในรุ่นนี้มาพร้อมกับระบบการซักแบบ Inverter ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซัก เพิ่มความทนทาน และช่วยประหยัดพลังงาน มีระบบการซักแบบใหม่ 3 Motion ให้คุณเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับความสกปรกของเสื้อผ้าได้เหมาะสมที่สุด มี TurboDrum™ และจานซักแบบ Power Punch +3 ที่ช่วยให้ผ้าสะอาดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมี Auto Pre-Wash ที่จะช่วยขจัดคราบฝังลึกได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย เสนอราคา (ปัจจุบัน) อยู่ที่ประมาณ 8,890 บาท

LG รุ่น T2514VS2W

ยังคงอยู่ที่เครื่องซักผ้าฝาบนโดยในรุ่นนี้ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่มีความคุ้มค่ามาก ๆ โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยี Smart Inverterช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซัก ความทนทาน และช่วยประหยัดพลังงานได้ดียิ่งขึ้น และถังซักหมุนสามารถหมุนได้ 3 รูปแบบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซักและถนอมผ้า มี

เครื่องซักผ้ารุ่นนี้มี TurboDrum™ จานซักแบบ Power Punch +3 และ Auto Pre-Wash เช่นเดียวกับรุ่น T2512VSAM โดยมีคุณสมบัติไม่แตกต่างกัน แต่ในรุ่นนี้จะมี Side Water หรือระบบน้ำตกที่ช่วยให้ผงซักฟอกกระจายเข้าสู่เนื้อผ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น น

อกจากนี้ยังมี BMC System ที่ทำให้มอเตอร์มีความทนทานและทำให้เสียงเครื่องเบาและสั่นสะเทือนน้อยลงอีกด้วย ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะมีเสียงดังรบกวน และสุดท้ายคือแอพพลิเคชั่น Smart Diagnosis™ ที่ทำให้คุณสามารถเช็กอาการของเครื่องซักได้เบื้องต้นเลยว่าเป็นอะไร โดยไม่ต้องตามช่างมาดูทุกครั้ง คุณทั้งหมดนี้สามารถเป็นเจ้าของได้ด้วยราคา 14,900 บาทเท่านั้น เป็นอีกรุ่นที่น่าจับตามองมาก ๆ

LG รุ่น F1408DM2W1

ถ้าใครกำลังมองหาเครื่องซักผ้าฝาหน้าที่ทำงานได้อย่างเงียบกริบ ไม่ส่งเสียงดังมากนัก ต้องรุ่นนี้เลย สำหรับตัวมอเตอร์เองก็นับว่าทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก ๆ ด้วยระบบการเคลื่อนที่ของถังซักแบบหมุนรอบทิศทางถึง 6 ทิศทาง (6 Motion Direct Drive) ของตัวมอเตอร์ทำให้มีพลังในการซักเพิ่มมากยิ่งขึ้นส่งผลให้การซักสะอาดมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ทำให้ผ้าไม่พันกัน และถนอมใยผ้าได้เป็นอย่างดี เป็นการถนอมเสื้อผ้าที่เราใส่ไปในตัว คงถูกใจพ่อบ้านแม่บ้านสายแบรนด์เนมอย่างแน่นอน

นอกจากนี้คราบหนัก ๆ เช่น คราบเลือดหรือคราบหมึกก็สามารถซักออกได้สบาย ๆ ได้อีกด้วย แต่ที่พิเศษจริง ๆ คือ แอพ Smart Diagnosis™ ที่ใช้ในการตรวจสอบสภาพความผิดปกติของเครื่องซักผ้าได้อีกด้วย และไม่ต้องกังวลว่าจะกินไฟ เพราะเขาได้โฆษณาไว้ว่าสามารถประหยัดพลังงานไปได้ถึง 35 เปอร์เซ็นต์กันเลยทีเดียว สำหรับการรับประกันของตัวมอเตอร์นั้นให้มาถึง 10 ปีเต็มเลย ซึ่งถือว่านานมาก ๆ โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้เสนออยู่ในราคาราว 27,900 บาท อาจจะราคาสูงไปสักหน่อย แต่สิ่งที่ให้มานับว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

LG รุ่น FG1612H2W

สำหรับเครื่องซักผ้าฝาหน้ารุ่นนี้ถือว่าเป็นพระเอกในการีวิวครั้งนี้เลยก็ว่าได้เพราะมีคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ครอบคลุมสุด ๆ โดยจะขอเริ่มจากตัวมอเตอร์ โดยจะคล้ายคลึงกับรุ่น F1408DM2W1 คือเป็นระบบการเคลื่อนที่ของถังซักแบบหมุนรอบทิศทางถึง 6 ทิศทาง (6 Motion Direct Drive) ทำให้การผ้าสะอาดมากยิ่งขึ้นและเป็นการถนอมผ้าไปในตัว

ในรุ่นนี้มีเทคโนโลยีที่เรียกว่า TrueSteam™ ทำให้กำจัดสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพถึง 99.99 % กันเลยทีเดียว และยังมี Allergy Care, Steam Refresh และ Steam Softener™ ช่วยป้องเชื้อโรคให้กับคุณอีกด้วย แน่นอนว่ามอเตอร์ทำงานเบามาก ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเสียงดังรบกวน 

เครื่องซักผ้ารุ่นนี้ยังสามารถซักผ้าและอบผ้าภายในเครื่องเดียว สะดวกสบายมาก ๆ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี Eco Hybrid ที่มีโหมดให้คุณเลือกว่าจะใช้การอบผ้าแบบนไหน 2 ตัวเลือก ถ้ากด Eco Dry จะทำการอบโดยไม่ใช้น้ำทำให้คุณประหยัดน้ำได้ถึง 4,774 ลิตรต่อปี ส่วนการอบผ้าแบบปกติจะสามารถอบได้ไวกว่าเครื่องซักผ้าปกติ โดยประหยัดได้มากถึง 22,000 นาทีต่อปีกันเลยทีเดียว 

ตอนที่คุณซักผ้าในบางครั้งคุณอาจลืมและเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีผ้าที่ยังไม่ได้ซักอีก คุณสามารถหยุดกลางคันโดยการกดปุ่ม Add Item ได้เลย และจากนั้นสามารถซักต่อได้เลย และสุดท้ายที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของ LG เลย คือ เครื่องซักผ้าสามารถเชื่อมกับแอพ LG SmartThinQ™

ทำให้คุณสามารถสั่งใช้งานและตรวจสอบเครื่องซักผ้าของคุณได้ทุกที่ และดาวน์โหลดโปรแกรมซักใหม่ ๆ ได้อีกด้วยทั้งหมดนี้เสนออยุ่ในราคา 49,990 บาท

หวังว่าหลาย ๆ คนคงจะพอตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องซักผ้าที่โดนใจและตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานของตัวเองได้แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรดูความจุเอาไว้ด้วยว่า เพียงพอต่อการใช้งานหรือเปล่า เพราะถ้าใส่เสื้อผ้าที่มีน้ำหนักมากเกินไป อาจทำให้เครื่องชำรุดได้…

พร้อมหรือยังกับ 5G ในไทย?

Oppo

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราจะได้ยินคำว่า 5G กันมาสักพักแล้ว ซึ่งรายแรกของโลกที่ได้เปิดตัว และเริ่มใช้กันไปแล้วก็คือ ประเทศเกาหลีใต้นั่นเอง ซึ่งเกาหลีใต้ขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่แล้ว และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว 5G จะเข้ามีบทบาทในส่วนของสมาร์ทโฟนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นด้าน iOS อย่าง Apple หรือจะเป็นด้าน Android อย่างเช่น Samsung, Oppo, Huawei และอีกหลากหลายแบรนด์เลยทีเดียวที่กำลังจ่อลงวางตลาดสำหรับ 5G แต่ไม่เพียงแต่สมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ เช่น รถอัจฉริยะที่สามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง หุ่นยนต์อุตสาหกรรม อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เป็นต้น อีกทั้งอุปกรณ์ทุกชนิดที่เชื่อมอินเตอร์เน็ตได้ (Internet of Things หรือ IoT)

ย้อนกลับไปยังยุคแรกๆ สมัย 1G ซึ่งในขณะนั้น เราจะติดต่อสื่อสารกันเพียงเสียงผ่านมือถือระบบอนาล็อก ต่อมาเริ่มส่งข้อความ และ MMS กันได้ในยุคของ 2G และได้มีจุดเปลี่ยนที่เห็นได้อย่างชัดเจนน่าจะเป็นยุคของ 3G ที่เป็นยุคที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านมือถือได้ด้วยความเร็วที่ 220 Kbps ถึง 42.2 Mbps จนกระทั่งเข้าสู่ยุค 4G ซึ่งเป็นยุคที่เราสามารถรับชมภาพ เสียง หรือเนื้อหาอย่างหนังออนไลน์ได้ โดยมีความเร็วที่คุณสามารถเลือกได้หลากหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็น 4G LTE (100 Mbps), LTE Advanced (1 Gbps)

และในปัจจุบันเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค 5G กันแล้ว ซึ่งหลายท่านต่างสงสัยกันว่าแล้วมันต่างกับ 4G อย่างไร โดยประการแรกเลยคือ 5G จะมีศักยภาพ และการทำงานที่รวดเร็วทั้งภาพและเสียงมากกว่า 4G ถึง 1,000 เท่า อีกทั้งยังสามารถตอบสนองไวมากกว่าเดิม สั่งการและควบคุมได้อย่างรวดเร็วทันใจ เนื่องจากมีความหน่วงที่ต่ำ ตอบสนองได้ไวถึง 1 ส่วนพันวินาที ไม่ว่าจะเป็นหนัง เกม หรือการดาวน์โหลด อัพโหลด ข้อมูลขนาดใหญ่ ก็สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงอย่าง 5G เพื่อเป็นการประมวลผลที่รวดเร็ว นับได้ว่าเป็นการตอบโจทย์ให้กับนักพัฒนาเทคโนโลยี AR และ VR ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังรองรับการรับส่งข้อมูลได้มากกว่า 4G ถึง 7 เท่า หรือ 50 Exabytes ต่อเดือน ในขณะที่ 4G สามารถรับส่งข้อมูลได้เพียงแค่ราว 7.2 Exabytes ต่อเดือนเท่านั้น อีกทั้งยังมีความเร็วมากกว่า 4G ถึง 20 เท่า ซึ่งเร็วมากพอที่จะสามารถรับชมวิดีโอระดับ 8K ออนไลน์แบบ 3 มิติ หรือดาวน์โหลดภาพยนตร์ 3 มิติ ได้ภายใน 6 วินาทีเลยทีเดียว รวมไปถึงยังมีความถี่ให้เลือกใช้ได้มากก่า โดย 5G สามารถใช้งานคลื่นความถี่ได้จนถึง 30GHz ซึ่งเป็นความถี่ย่านใหม่ที่ไม่เคยมีการใช้งานมาก่อน และยังรองรับจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 10 เท่า จากที่สามารถรับคนได้ราว 1 แสนคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. กลายเป็น 1 ล้านคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. ซึ่งถือว่ารองรับได้มากเลยทีเดียว

โดยในปี 2020 อย่างที่ได้ทราบกันอยู่แล้วในประเทศไทยเองมี 3 เครือข่ายเจ้ายักษ์ใหญ่ อย่าง AIS, TrueMove H, และ dtac ที่ได้ครอบครอง ซึ่งเราอาจจะได้ใช้ 5G กันแน่ๆ แต่คนไทยเราพร้อมที่จะใช้งาน 5G กันแล้วหรือยัง แต่ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่ต้องมีคือสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G ซึ่งตอนนี้มีหลายรุ่น หลายแบรนด์เลยทีเดียว  ไม่ว่าจะเป็น Samsung, Oppo, Huawei และอื่นๆ อีกมากมายให้คุณได้เลือกใช้กัน

คลายร้อนให้อารมณ์เย็นๆ กับพัดลมแอร์

พัดลมแอร์ราคา

อากาศของเมืองไทยคงจะทำให้หลายคนประสบปัญหาเดียวกันเพราะไม่ว่าจะฤดูไหนก็จะพบกับอากาศร้อนอบอ้าวอยู่เป็นประจำ ดังนั้น การมีพัดลมภายในบ้านจึงถือว่าเป็นเหมือนยาสามัญประจำบ้านที่ทุกครัวเรือนต้องมีติดไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดนี้แบ่งได้เป็นหลายประเภท เช่น แบบตั้งโต๊ะ แบบตั้งพื้น  และแบบแขวนนัง แบบไอน้ำ แบบไอเย็น หรือ พัดลมแอร์ราคา ไม่แพง เที่กำลังดังๆ เป็นต้น ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีหลักการทำงานที่คล้ายคลึงกัน

และอีกหนึ่งทางเลือก จาก พัดลมแอร์ราคา จับต้องได้ หรือที่เราเรียกกันว่าพัดลมไอเย็น ที่ต้องเกริ่นก่อนว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อของ พัดลมไอเย็นและพัดลมไอน้ำ แต่ยังไม่รู้จักว่า พัดลมไอเย็น พัดลมไอน้ำคืออะไร และต่างจากพัดลมทั่ว ๆ ไปตรงไหน

พัดลมไอเย็น คือพัดลมที่ทำงานผ่านระบบ Evaporative Cooling Systems หรือการดึงความร้อนจากอากาศผ่านแผ่นทำความเย็น ซึ่งเมื่อสัมผัสกันจะทำให้น้ำระเหยและแปรเปลี่ยนเป็นไอเย็นที่ส่งผ่านออกมา ช่วยให้อุณหภูมิภายในห้องลดลงได้

พัดลมไอน้ำ ต่างจากพัดลมไอเย็นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเมื่อเปิดใช้งานจะมีการพ่นเอาไอน้ำออกมา ลักษณะคล้ายหมอก แต่มีความละเอียดน้อยกว่า ในปัจจุบันจะเห็นว่ามีการใช้พัดลมชนิดนี้กันมากขึ้น ทั้งภายในและภายนอกของอาคาร สามารถประยุกต์เอามาดัดแปลงให้มีรูปร่างเป็นรางที่สามารถพ่นไอน้ำ

พัดลมไอเย็น กับ พัดลมไอน้ำ ต่างกันอย่างไร

เป็นเพราะชื่อเรียกใกล้เคียงกัน หลายคนจึงคิดว่า พัดลมไอเย็น และ พัดลมไอน้ำ จะมีการใช้งานแบบเดียวกัน หรือบางคนอาจจะคิดว่าเป็นชนิดเดียวกันเลยก็มี ซึ่งที่จริงแล้ว พัดลมไอเย็น กับ พัดลมไอน้ำ ไม่ใช่ชนิดเดียวกัน และมีความแตกต่างกัน ดังนี้

พัดลมไอน้ำ จะทำงานโดยการพ่นละอองน้ำออกมาแล้วใช้พัดลมเป่าให้ละอองน้ำกระจายตัว จึงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการความชื้น เช่น โรงเพาะชำ หรือที่โล่งแจ้ง แต่อาจไม่เหมาะกับที่อับ เช่น ภายในบ้าน หรือโรงอาหาร เป็นต้น

พัดลมไอเย็น จะทำงานด้วยการดึงความร้อนของอากาศผ่านแผ่นทำความเย็น จนน้ำระเหยออก เหลือไว้เพียงอุณหภูมิที่ลดลง จึงทำให้พื้นที่โดยรอบรู้สึกเย็นสดชื่น โดยไม่มีความชื้นในอากาศ ซึ่งเหมาะกับบ้านพักอาศัยมากกว่า

การใช้พัดลมไอน้ำช่วยคลายร้อนในช่วงฤดูร้อนนั้น สามารถใช้ได้ ละอองไอน้ำจากพัดลมจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ แต่อย่างไรก็ตามก็ควรใช้พัดลมไอน้ำชนิดนี้ในที่โล่งแจ้ง เนื่องจากระบบอากาศหมุนเวียนถ่ายเทได้ดี และไม่เหมาะที่จะใช้ในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว เนื่องจากในอากาศมีความชื้นสูงอยู่แล้ว

ดังนั้น ข้อสำคัญอย่างยิ่งเลย คือไม่ควรนำพัดลมแบบไอน้ำมาใช้ในห้อง ซึ่งมีพื้นที่มิดชิด อากาศถ่ายเทไม่ดี ไม่แนะนำให้ใช้ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มความชื้นในห้องให้สูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ที่ป่วยอยู่แล้วโดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งขณะนี้มีส่วนหนึ่งที่พักฟื้นที่บ้าน ส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุ

รวมทั้งผู้ที่เป็นโรคทางเดินหายใจอยู่แล้ว เช่น เป็นไข้หวัด อาจเสี่ยงทำให้เกิดโรคปอดบวมได้ หากจำเป็นต้องใช้พัดลม แนะนำให้ใช้พัดลมธรรมดาทั่วไป เพราะไม่เพิ่มความชื้นในห้อง