iPad ราคานักศึกษา กับประสิทธิภาพที่ทำอะไรได้มากมาย

iPad ราคานักศึกษา

                ขึ้นชื่อว่า iPad แล้วหลายคนก็ต้องนึกถึงเรื่องการทำงานที่ไหลลื่นรวมถึงการใช้งานที่คุ้มค่าแน่ ๆ และยิ่งในตอนนี้ยังมี iPad ราคานักศึกษา ซึ่งแปลว่าบุคคลที่ยังเป็นนักเรียนนักศึกษาสามารถจะได้รับ Tablet มาตรฐานของ Apple ไปใช้งานในราคาที่เป็ยมิตร ซึ่งเรียกว่าน่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว โดยในรุ่นที่ร่วมรายการดังกล่าวนี้ก็มีประสิทธิภาพที่สามารถทำอะไรได้หลากหลายเหมาะสมกับนักศึกษาซึ่งเราจะมาบอกกันให้ทราบกัน

                1. จดเลคเชอร์

                นักเรียนนักศึกษากับการจดเลคเชอร์ในห้องเรียนนั้นเปรียบเสมือนของคู่กันเลยทีเดียว ซึ่งสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ก็คือกระดาษและดินสอนั่นเอง โดยแต่ก่อนต้องพกไปเป็นคอลแลคชั่นเลยทีเดียว แต่ว่าในตอนนี้เมื่อ Tablet เข้ามามีบทบาทกับเรื่องการเรียนการสอนมากขึ้นก็ทำให้หลาย ๆ เรื่องกลายเป็นของง่าย ๆ มากขึ้นรวมถึงเรื่องการเลคเชอร์ด้วย ซึ่งอุปกรณ์นี้สามารถให้คุณพิมพ์ข้อความต่าง ๆ และเซฟไปได้อย่างรวดรวด หรือถ้าหากว่าใครที่ถนัดการเขียนจริง ๆ หรือว่ามีรูปที่อยากจะวาดก็สามารถซื้อรุ่นที่สามารถใช้ Apple Pencil มาใช้ได้อย่างเช่นรุ่น iPad Pro เป็นต้น ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องแบกอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปมาเข้าห้องเรียนหลายชิ้นนั่นเอง ซึ่งความหลากหลายของการเลคเชอร์โดยวิธีนี้ก็คือสามารถแยกหมวดหมู่หรือว่าทำสีสันในแต่ละกัวข้อให้ดูดีน่าอ่านได้ตามใจของผู้ใช้งานเลย

                2. เป็นหนังสือเรียน

                หนังสือเรียนนั้นถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเรียนมานานแสนนาน ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นว่าในแต่ละวันที่มีการเรียนการสอนนั้นผู้เรียนก็ต้องขนหนังสือไปให้ครบตามจำนวนวิชาที่เรียนด้วย แต่ว่าเมื่อเข้าสู่สมัยยุคของเทคโนโลยี อุปกรณ์อย่าง Tablet ก็สามารถทำหน้าที่เก็บข้อมูลไฟล์ของหนังสือเรียนได้มากมายนับพันเล่มในเครื่องเดียว ง่ายต่อการพกพาและนำขึ้นมาเรียน ทั้งยังสามารถจดเลคเชอร์ไปที่แต่ละหน้าจอแทนกระดาษได้เลย สามารถจัดหมวดหมู่ของหนังสือได้อย่างเป็นระบบ ซึ่ง Tablet จาก Apple ก็ถือเป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับการใช้งานดังกล่าวเพราะว่ามีการออกแบบที่บางเบาและยังมีสเปคที่ดีทำงานร่วมกับ iOS อย่างลื่นไหล โดยในตอนนี้ทางสถาบันศึกษาหลาย ๆ แห่งก็หันมาแจกไฟล์หนังสือเรียนให้สามารถใช้งานบน Tablet ได้แล้ว

                3. ใช้เรียนออนไลน์

                ในระยะหลัง ๆ มานี้สถานการณ์ต่าง ๆ รอบตัวทำให้บางครั้งการไปเรียนนั้นทำไมได้จนต้องเปลี่นมาเรียนในรูปแบบออนไลน์ผ่านโปรแกรมหรือ Application ต่าง ๆ แทน ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Computer หรือว่า Tablet เป็นสื่อกลางสำคัญ โดยถ้าอยากจะได้เรื่องของความแน่นอนนั้นก็อยากให้อย่ามองข้าม Tablet จาก Apple เลย เพราะว่ามีคุณสมบัติและประสิทธิภาพต่าง ๆ อย่างครบถ้วนเลยทีเดียวซึ่งสามารถใช้งาน Application ต่าง ๆ ในการประชุม Online อย่างเช่น Zoom ได้อย่างครบถ้วนเลยทีเดียว

                4. ใช้หาข้อมูลต่าง ๆ

                ปัจจุบันข้อมูลต่าง ๆ ที่สำคัญต่อการเรียนการสอนนั้นมีอยู่มากมายใน Internet ซึ่ง Tablet ของ Apple เครื่องนี้ก็สามารถเข้าสู่โลก Online ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเหมาะสมกับการเรียนในยุคใหม่ที่ต้องหาข้อมูลอย่างรวดเร็วเลย

                เห็นไหมครับว่า iPad ราคานักศึกษา ก็ทำอะไรได้มากมาย โดยถือว่านักเรียนนักศึกษาในยุคนี้โชคดีเหลือเกินที่มีอุปกรณ์ดี ๆ อย่างนี้ข้างกายนะครับ

iPad ราคา ไม่แพงแล้วแถมประสิทธิภาพดีอีกด้วย

iPad

            ไอแพด (iPad) เป็น Gadget ที่หลายคนในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องมีติดตัวเอาไว้เพื่อเรื่องงานและความบันเทิง โดยในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ถ้าพูดถึงสิ่งนี้แล้วก็ต้องนึกถึงสินค้าที่มีคุณภาพและมีราคาที่แพง แต่ว่าในปัจจุบันนี้นั้นคุณสมบัติด้านคุณภาพก็ยังมีอยู่แต่ว่าเรื่องของราคานั้นก็ได้ลดมามากแล้ว ทำให้สามารถเป็นเจ้าของอุปกรณ์ชิ้นนี้ได้ง่ายมากขึ้น โดยวันนี้เราจะมาบอกกันว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้นั้นสามารถตอบโจทย์และทำให้ชีวิตของคุณดีมากขึ้นในด้านใดได้บ้าง บอกไว้ก่อนเลยว่าน่าจะทำให้ใครที่ยังไม่มีอาจจะต้องหามาเป็นเจ้าของก็ได้

                1. ดู Video

                Video ในที่นี้นั้นหมายถึงสื่อมัลติมีเดียจากช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Clip Video ประเภทต่าง ๆ จาก YouTube หนัง ซีรีย์ จาก Netflix และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งอุปกรณ์นี้ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่สามารถตอบโจทย์กิจกรรมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากว่ามีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi ได้อย่างเป็นอิสระไม่ต้องพึ่งสายสัญญาณใด ๆ และสามารถเข้าถึงทุกบริการ Video Streaming ได้อย่างง่ายดายทั้งจากการเข้าโดยตรงผ่านเว็บไซต์หรือว่าผ่าน Application ต่าง ๆ เป็นต้น โดยการออกแบบที่ทำออกมาให้สามารถพกพาและถือไปในที่ต่าง ๆ ได้อย่างสบาย ไม่หนักไม่แกะกะ รวมไปถึงคุณภาพของหน้าจอที่ได้พัฒนามาเรื่อย ๆ จนเป็นแบบ Retina Display ถ่ายทอดภาพออกมาได้อย่างคมชัดสวยงามเป็นเหตุให้ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในการนำมาดู  Video กับผู้ให้บริการต่าง ๆ นั่นเอง แต่ถ้าใครจะดูไฟล์ Video ที่มีอยู่ในเครื่องก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

                2. พิมพ์งาน

                การพิมพ์งานเอกสารนั้นถ้าย้อนกลับไปไม่นานก็จะต้องใช้ Computer Notebook เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะว่ามีคุณสมบัติเป็น Computer เคลื่อนที่นั่นเอง แต่ว่าในตอนนี้นั้นมีวิธีที่ง่ายกว่าเดิมอีกนั่นเพราะว่าอุปกรณ์ Tablet จาก Apple ชิ้นนี้สามารถพิมพ์งานได้ใกล้เคียงกับการใช้งานบน Computer Notebook เลย โดยในปัจจุบันโปรแกรมที่นิยมในการใช้ทำงานเอกสารอย่าง Microsoft Office นั้นได้พัฒนาให้มาอยู่ในรูปแบบ Application ที่สามารถใช้งานกับอุปกรณ์ชิ้นนี้ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ว่าถ้าอยากที่จะเพิ่มความสะดวกสบายในการพิมพ์เข้าไปอีกก็สามารถหาซื้อ Keyboard เพื่อมาเชื่อมต่อได้ ดังนั้นการที่จะทำงานนอกสถานที่นั้นก็จะไม่ได้เป็นเรื่องยากอีกต่อไป

                3. เล่นเกม

                การเล่นเกมบนอุปกรณ์ Tablet นั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่และประสิทธิภาพของตัวเครื่องที่มีมากขึ้นพอที่จะแสดงกราฟิกและรูปแบบ Gameplay ที่สนุกสนานออกมาได้อย่างน่าพอใจ ซึ่ง Tablet รุ่นต่าง ๆ ของ Apple ในชื่อ ไอแพด นั้นก็ตอบโจทย์เหล่าบรรดา Mobile Gamer เป็นอย่างมาก ยิ่งเป็นรุ่นที่จับถนัดมืออย่าง ไอแพด Mini แล้วล่ะก็ยิ่งเหมาะสมกับการเล่นเป็นอย่างยิ่ง โดยตอนนี้เกมใน App Store นั้นก็มีมากมายจนนับไม่ถ้วน นั่นก็เป็นที่อุ่นใจได้เลยว่าคุณมีเกมสนุก ๆ ไว้เล่นกับเครื่องแน่นอน

                นี่คือการยืนยันว่า iPad ราคา ไม่แพงแล้วแถมประสิทธิภาพดีซึ่งเราอยากให้คุณรู้ อย่าลืมไปหารุ่นที่ชอบที่ใช่มาติดตัวไว้นะครับ

JBL กับอุปกรณ์เพื่อประสบการณ์การฟังเพลงอีกขั้นของคุณ

JBL

                ขึ้นชื่อว่า JBL หลายคนก็คงต้องนึกถึงแบรนด์ที่มีดีด้านเครื่องเสียงและอุปกรณ์เพื่อการฟังเพลงต่าง ๆ แน่นอน ซึ่งตลอดเวลาแบรนด์ดังกล่าวก็ได้ฝากความน่าประทับใจในรูปแบบสินค้าต่าง ๆ ให้ผู้ใช้ได้ใช้งานกันมากมาย ซึ่งแต่ละแบบนั้นก็มีการใช้งานที่ค่อนข้างแตกต่างกันแล้วแต่สไตล์ของผู้ใช้แต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นหูฟัง ลำโพง ซึ่งเราจะมาแนะนำกันว่าอุปกรณ์ของแบรนด์นี้ว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้างเพื่อให้ประสบการณ์การฟังเพลงของคุณน่าสนใจขึ้น

                1. Tune 220TWS

                ถ้าใครที่มีไลฟ์สไตล์ซึ่งอยู่กับการฟังดนตรี สามารถเปิดได้ทั้งวันเรื่อย ๆ สบาย ๆ ก็อยากจะแนะนำรุ่นนี้เลย เพราะว่าเป็นหูฟังประเภท True Wireless ที่เน้นการสวมใส่ที่สบายในรูปแบบ Earbud รูปทรงสวยงามและมีสีสันให้ได้เลือกตามความชอบจำนวน 6 สีด้วยกัน เหมาะกับการสวมใส่ตลอดวันทั้งที่บ้าน โต๊ะทำงาน หรือการออกไปข้างนอก เป็นต้น โดยจุดเด่นอื่น ๆ ของรุ่นนี้ก็อยู่ที่ ไมโครโฟนที่สามารถรับเสียงสนทนาได้คมชัด เอกลักษณ์เสียงของแบรนด์อย่าง Pure Bass แบตเตอรี่ของตัวหูฟังและเคสรวมอยู่ที่ 19 ชั่วโมงแบบสบาย ๆ

                2. Live 300

                สำหรับผู้ที่เป็นสาย Sport ชอบการออกกำลังกายอย่างคล่องแคล่ว กระชับ พร้อมคุณภาพเสียงที่ให้มาอย่างครบถ้วน ทำให้การออกกำลังกายสนุกขึ้นไปอีกขั้นก็ขอแนะนำรุ่น Live 300 เลย เพราะว่ามีคุณสมบัติที่กล่าวไปอย่างครบถ้วน เริ่มด้วยรูปทรงที่ออกแบบมาเป็น In Ear แนว Sport ดูเท่ เหมาะกับนักกีฬา ปรับลดเสียงได้ที่ตัวหูฟังโดยตรง มีฟังก์ชั่นรับเสียงจากภายนอก สามารถกันน้ำและเหงื่อด้วยมาตรฐาน IPX5 แบตเตอรี่ของตัวหูฟังและเคสรวมอยู่ที่ 20 ชั่วโมง    

                3. T110

                มากันที่หูฟังแบบมีสายกันบ้างซึ่งแบรนด์นี้ก็ได้พัฒนามาให้ผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง โดยสำหรับใครที่ต้องการใช้งานอย่างอเนกประสงค์โดยที่มีราคาไม่แพงจนเกินไปแล้วล่ะก็ รุ่น T110 หูฟังแบบ In Ear ถือว่าตอบโจทย์ได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว เพราะว่ามาพร้อมคุณภาพเสียงที่ค่อนข้างดี ฟังเพลงสนุก เบสแน่น เสียงกลางมา เสียงแหลมสดใส มีวัสดุที่ค่อนข้างดีมาก ๆ เหมาะกับการพกติดตัวไปในที่ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก ซึ่งยังคงใส่เทคโนโลยี Pure Bass มาให้ พร้อมกันนี้ การออกแบบ Remote ก็ค่อนข้างทำได้อย่างเหมาะมือ กดง่าย กดสะดวก และควบคุมได้อย่างครบตามความต้องการเลยทีเดียว

                4. Flip Essential

                มากันที่ลำโพงในรูปแบบ Bluetooth กันบ้าง ซึ่งทางแบรนด์ก็ถือว่าเป็นผู้นำตลาดอย่างที่รู้กันดี ซึ่งรุ่นที่ได้รับความนิยมมาก ๆ ในท้องตลาดนั่นก็คือ Flip Essential ในไซส์ของลำโพงมาตรฐาน สามารถเล่นเพลงได้ต่อเนื่องถึง 10 ชั่วโมงด้วยกัน มีคุณสมบัติกันน้ำ IPX7 ซึ่งเหมาะกับนำไปท่องเที่ยวหรือว่าใช้ในต่างจังหวัดเป็นอย่างมาก เพราะว่าสามารถกันน้ำและฝุ่นได้อย่างพอสมควรเลยทีเดียว นอกจากนี้การออกแบบก็เน้นเพลงที่เบสแน่น ๆ ฟังเพราะ ๆ เป็นอย่างมาก เห็นได้จากซับเบสซึ่งถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่ได้อย่างโดดเด่น วัสดุก็ทนทานแน่นหนาเลยทีเดียว

                และนี่คือ JBL กับอุปกรณ์เพื่อประสบการณ์การฟังเพลงอีกขั้นของคุณ ใครที่กำลังเล็งรุ่นไหนอยู่ก็อย่าลืมคว้ามาเป็นเจ้าของให้ได้นะครับ

11.11 เพาเวอร์บาย กับอุปกรณ์ Smartphone ที่ห้ามพลาด

11.11 เพาเวอร์บาย

            ช่วงเวลาแห่งการลดราคาและโปรโมชั่นดี ๆ อย่าง 11.11 เพาเวอร์บาย มาเยือนกันอีกแล้ว อุปกรณ์เกี่ยวกับ Gadget IT ต่าง ๆ ก็ทยอยกันมาให้ได้เลือกสรรเลือกหยิบใส่ตะกร้ากันแบบจุใจเลยทีเดียว และหนึ่งในนั้นก็คืออุปกรณ์สำหรับ Smartphone นั่นเอง ด้วยความที่ปัจจุบันนั้นชีวิตของคนรุ่นใหม่หลาย ๆ คนก็ต้องผูกพันกับสิ่งที่เรียกว่า Smartphone อยู่แล้ว ดังนั้นอุปกรณ์ที่เป็นส่วนประกอบของ Smartphone จึงเป็นสิ่งซึ่งตรงความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นจะมีอุปกรณ์ใด ๆ ที่น่าสนใจบ้างมาดูกัน

                1. AirPods

                ถ้าพูดถึงอุปกรณ์เพื่อการฟังเพลงกับ Smartphone ที่มาแรงมาก ๆ ในตอนนี้ก็คือ AirPods นั่นเอง ซึ่งเป็นการทำงานในรูปแบบ True Wireless กับรูปทรงที่คุ้นเคยของหูฟัง EarPods จาก Apple แต่ว่าก็สามารถใช้งานร่วมกับ Smartphone แบรนด์อื่น ๆ ได้อย่างดี โดยแนวเสียงนั้นก็นุ่มฟังเพราะฟังเพลงได้ทุกแนวเลยทีเดียว จึงเป็นอุปกรณ์สำหรับ Smartphone ที่ได้รับความนิยมในอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว

                2. Wireless Charger        

                อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ สำหรับการใช้งาน Smartphone นั้นก็คือการชาร์จนั่นเอง ยิ่งสามารถชาร์จได้ง่ายและสะดวกมากเท่าไหร่ก็สามารถที่จะทำอะไรได้ง่ายดายรวดเร็วและเป็นอิสระมากยิ่งขึ้น และ Wireless Charger ก็เป็นเหมือนทางออกที่ดีเพราะว่าสร้างความง่ายและความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งานขึ้นอย่างมากมายโดยแค่นำ Smartphone ที่รองรับ Wireless Charger ไปวางที่ตัวอุปกรณ์ก็สามารถชาร์จไฟได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียวโดยไม่ต้องถอดปลั๊กเข้าออกเลย ซึ่งตัว Wireless Charger นี้ก็มีมากมายหลายแบรนด์ให้ได้เลือกไปใช้งานกัน โดยหลัก ๆ แล้วจะมีมาตรฐานอยู่ 3 แบบด้วยกันคือ

                – WPC (Wireless Power Consortium) หรือ Qi

– AirFuel หรืออีกชื่อนึงนั้นคือ PMA (Power Matters Alliance) และ A4WP (Alliance for Wireless Power)

– อีกแบบที่ได้รับความนิยมในวงกว้างก็คือกลุ่มระบบชาร์จไร้สายสำหรับโน้ตบุ๊ก สนับสนุนโดยอินเทล นั่นเอง              โดยมาตรฐานที่เป็นที่นิยมนั้นจะเป็น WPC (Wireless Power Consortium) หรือ Qi นั่นเอง เพราะว่ามีการสนับสนุนของแบรนด์ Smartphone มากมายไม่ว่าจะเป็น Samsung, Sony, HTC, Huawei, LG, Motorola, Nokia, Apple นั่นเอง

3. ลำโพง Bluetooth

อีกหนึ่ง ITEM สำคัญที่ผู้ใช้ Smartphone หลาย ๆ คนต้องมีนั่นก็คือ ลำโพง Bluetooth นั่นเอง เพราะว่าสามารถเปิดเพลงได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างไม่มีข้อจำกัดเรื่องของสายสัญญาณมาให้กวนใจเลยทีเดียว โดยลำโพง Bluetooth ในท้องตลาดก็มีมากมายหลากหลายแบรนด์มาให้ได้เลือกซื้อกันแล้วแต่ความชอบในเรื่องของดีไซน์และแนวเสียง แต่สิ่งที่สำคัญมาก ๆ ที่ห้ามลืมก็คือเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งานต่าง ๆ ที่ต้องให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ อย่างเช่นถ้าเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวลุย ๆ ก็ต้องเลือกที่มีระบบกันน้ำ ถ้าเป็นคนที่ชอบเสียงแน่น ๆ ดัง ๆ เป็นพิเศษก็ต้องเลือกที่มีการเพิ่ม BASS หรือว่าปรับแต่งเสียงได้เป็นต้น ซึ่งราคาก็จะลดหลั่นกันไปตามฟังก์ชั่นที่ให้มานั่นเอง

และนี่ก็คือ 11.11 เพาเวอร์บาย กับอุปกรณ์ Smartphone ที่ห้ามพลาดนั่นเอง จะเห็นได้ว่าจะซื้อแค่ Smartphone มาใช้งานอย่างเดียวก็คงไม่ได้แล้วในปัจจุบัน แต่ว่าก็ต้องหาอุปกรณ์ที่ช่วยส่งเสริมการใช้งานด้วยนั่นเอง หวังว่าอาจจะได้แรงบันดาลใจหรือว่าไอเดียในการซื้อกันนะครับ               

โน๊ตบุ๊ค รุ่นไหนเหมาะกับใครบ้างนะ ดูเลย!

โน๊ตบุ๊ค

                ไม่ว่าจะอย่างไร Computer Notebook (คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค) ก็ยังคงเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับการทำงาน การเรียน หรือว่าเรื่องการติดตามข่าวสารความบันเทิงต่าง ๆ ดังนั้นจึงมี Computer Notebook มากมายหลายแบรนด์ออกมาให้ได้เลือกซื้อเลือกใช้กัน ซึ่งแน่นอนว่าประสิทธิภาพ สเปคและจุดประสงค์การใช้งานแตกต่างกันออกไป โดยการเลือกซื้อนั้นก็มีข้อให้ต้องพิจารณาแตกต่างกันออกไปด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นมือใหม่ด้วยแล้วอาจจะมีการงงว่าควรซื้อแบบไหนดี วันนี้เราจึงจะมาช่วยแนะนำกันว่าควรเลือกรุ่นไหนให้เหมาะกับคุณดี

                1. HP รุ่น 15S-DU2001TX

                สำหรับใครที่อยากได้ Computer Notebook ที่สามารถทำงานได้อเนกประสงค์ อย่างเช่นนักเรียนนักศึกษาที่ต้องทำรายงาน เล่นอินเตอร์เน็ต หรือว่าเล่นเกมประเภทออนไลน์ที่ได้รับความนิยมต่าง ๆ นั่นเอง ซึ่งเครื่องนี้ก็สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครอบคลุมเลยทีเดียว เริ่มต้นจากขนาดที่ค่อนข้างเล็กน้ำหนักเบาและพกพาได้อย่างสะดวก การใช้งานนั้นก็ไม่ช้าและไม่ได้เร็วจนเกินไป โดยใช้ CPU Intel Core i5-1035G1 RAM 8 GB HARD DISK 1 TB ดังนั้นถ้าหากว่าคุณทำงานในรูปแบบเบสิคแล้วก็เหลือเฟือ แต่ถ้าใครที่เป็นสายเกมขึ้นมาอีกหน่อยก็สามารถใช้งานได้อีกเช่นกัน ด้วย GRAPHIC CARD NVIDIA GeForce MX 330 2GB GDDR5 ที่เพียงพอต่อการเล่นเกมทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้มีกราฟิกอลังการมากหรือเกมออนไลน์ได้แบบไหลลื่นสนุกสนานทีเดียว

                2. LENOVO รุ่น IP3-14IIL/81WD00LQTA

นักธุรกิจหรือคนทำงานออฟฟิศนั้นก็จ้องมี Computer Notebook ที่มีประสิทธิภาพและคอยตอบโจทย์ผู้ใช้งานแบบเฉพาะเจาะจงในระดับหนึ่งด้วย โดย LENOVO รุ่น IP3-14IIL/81WD00LQTA นั้นก็มีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าจะถูกอกถูกใจผู้ที่ใช้งานในลักษณะนี้กัน เริ่มต้นจากการดีไซน์ที่ค่อนข้างบางเบาและสวยงาม สามารถถือไปพรีเซนต์งานในโอกาสต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจ หน้าจอมีความคมชัดและละเอียดอยู่ที่ FHD (1920 x 1080) สามารถมองได้จากหลายมุมมอง นอกจากนี้ใครที่เป็นสายงานกราฟิก Computer Notebook เครื่องนี้ก็ยังสามารถทำงานได้ในระดับหนึ่ง โดยสเปคโดยรวมคือใช้ CPU INTEL CORE I5-1035G1 RAM 8 GB SSD ขนาด 512GB รวมไปถึง GRAPHIC CARD NVIDIA GEFORCE MX330 2GB GDDR5 นั่นเอง

3. DELL รุ่น W56636000THW10-G3-BK

สายเกม PC นั้นก็ขาดไม่ได้เลยที่จะต้องมี Computer Notebook สาย Gaming ติดเอาไว้ ไม่ว่าจะใช้เล่นเป็นเครื่องหลักหรือว่าเป็นเครื่องสำรอง โดย DELL รุ่น W56636000THW10-G3-BK นั้นเป็น Notebook Gaming ที่ใส่คุณสมบัติที่ใช้ในการเล่นเกมมาให้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหน้าจอที่ให้ความละเอียดแบบ FHD (1920 x 1080) 120 Hz GRAPHIC CARD NVIDIA GeForce GTX 1650 4GB GDDR6 ทำให้ภาพที่ได้นั้นมีความสวยงามและไหลลื่น ส่งเสริมการเล่นเกมแนว FPS ได้เป็นอย่างดี หรือการให้ CPU รุ่นยอดนิยมในการเล่นเกมบน Computer Notebook อย่าง INTEL CORE I5-10300H มาให้ ประกอบกับ RAM 8 GB SSD ก็มั่นใจได้ว่าการเล่นจะไม่ติดขัดอย่างแน่นอน

และนี่คือ Computer Notebook (คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค) รุ่นต่าง ๆ ที่มีการทำงานที่หลากหลายและเรานำมาเสนอท่านหวังว่าจะถูกใจและตรงกับไลฟ์สไตล์ของใครหลาย ๆ คนกันนะครับ โดยสามารถไปดูสเปคโดยรวมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์กันได้เลยนะครับ คุณภาพดีใช้งานสะดวกทุกรุ่นแน่นอนเลย

Apple Watch 6 กับไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ

Apple Watch 6

                ในโลกของเทคโนโลยีที่เราใช้ชีวิตกันอยู่ในปัจจุบันนั้นอุปกรณ์ที่เราใช้กันเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นนั้นก็มีอยู่มากมายหลายแบบ ทั้งเรื่องงานและความบันเทิง และหนึ่งในนั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า Smartwatch นั่นเอง โดยเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาเป็นอุปกรณ์ชนิดนี้นั้นก็เต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งเรื่องของงานและมัลติมีเดียต่าง ๆ ซึ่ง Smartwatch ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ก็คือ Apple Watch นั่นเองซึ่งตอนนี้ก็ได้เดินทางมาถึง Apple Watch 6 แล้ว หลาย ๆ คนก็น่าจะกำลังเล็งกันไว้ ส่วนในเรื่องประสิทธิภาพต่าง ๆ นั้นเราลองมาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรพิเศษบ้าง

                1. เรื่องของสุขภาพ

                ในความล้ำหน้าที่ Smartwatch รุ่นนี้พยายามจะมอบให้ผู้ใช้เป็นอันดับแรก ๆ เลยนั่นก็คือเรื่องของสุขภาพนั่นเอง เพราะเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่หลายคนมองข้ามกันไป ซึ่งหลัก ๆ ก็คือวัดระดับออกซิเจนในเลือดและสามารถดูอัตราการเต้นของหัวใจได้ด้วย ซึ่งการใช้งานก็ค่อนข้างง่ายมาก ๆ กับทุกเพศทุกวัยเลยทีเดียว

                2. การออกกำลังกาย

                แน่นอนว่าการออกกำลังกายนั้นเปรียบเสมือนสิ่งที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงไม่ต้องเสี่ยงกับการพบกับโรคภัยไข้เจ็บซึ่งรุ่นนี้สามารถติดตามกิจกรรมประจำวันได้ทั้งหมดและรวมถึงการออกกำลังกายหลากหลายแระเภทอย่างแม่นยำด้วย ซึ่งการทำงานที่หลากหลายนี้เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาไม่ว่าจะเป็นมือสมัครเล่นหรือว่ามืออาชีพ ซึ่งสามารถดูสถิติต่าง ๆ อย่างระเอียดได้อีกครั้งจากการเชื่อมต่อผ่าน iPhone หรือ iPad ของคุณ

                3. เพื่อความปลอดภัย

                เรื่องของความปลอดภัยนั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น Smart Watch รุ่นนี้ของ Apple จึงใส่สัญญาณ SOS ฉุกเฉินมาให้ด้วย และถ้าเป็นผู้สูงอายุก็มีฟังก์ชั่นตรวจจับการล้มมาให้ด้วยอีกเช่นกันซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้เกี่ยวข้องให้มาช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

                4. เชื่อมต่อออนไลน์อยู่เสมอ

                สำหรับรุ่นก่อน ๆ นั้นคุณอาจจะต้องพกโทรศัพท์มือถือเพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ชิ้นนี้ แต่ว่าในรุ่นใหม่นั้นคุณไม่ต้องแล้วเพราะว่ามีฟังก์ชั่น Cellular เพิ่มเข้ามาแบบ Nano Sim ทำให้คุณสามารถอยู่บนโลกออนไลน์ได้ทุกขณะที่คุณใส่ นอกจากนี้การที่จอภาพ Retina ที่ติดอยู่ตลอดเวลาก็ทำให้ไม่พลาดทุกเรื่องงานและความบันเทิงนั่นเอง

                5. ความรวดเร็วทันใจ

                Smart Watch รุ่นนี้ทำงานด้วยความเร็วที่ทันใจเพราะว่าใช้หน่วยประมวลผล Apple S6 มีโอกาสน้อยครั้งมาก ๆ ที่จะค้างหรือว่ามีปัญหาถ้าหากว่าใช้งานแบบปกติ โดยถ้าหากว่าใช้งานคู่กับ iPhone ในรุ่นใหม่ ๆ แล้วล่ะก็ ก็ถือว่าครบเครื่องเลยทีเดียวล่ะ

                6. กันน้ำกันฝุ่นได้

                ใครที่เป็นคนที่ติดนาฬิกาไปทุกที่ทุกเวลาแล้ว การกันน้ำกันฝุ่นถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะว่า Smart Watch รุ่นนี้นั้นให้ความสามารถด้านนี้มาอย่างเต็มที่เลยทีเดียว ทั้งการกันน้ำที่มาจากเหงื่อหรือว่ามาจากธรรมชาติเช่น ห้วย หนอง คลอง บึง ต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าใส่ว่ายน้ำได้ด้วย

                นี่คือ Apple Watch 6 ซึ่งมีความสามารถที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคุณได้ทุก ๆ ด้านเลย ถ้าใครชอบก็อย่าลืมซื้อมาใช้งานกันนะครับ

จอมอนิเตอร์อุปกรณ์ที่รับสัญญาณ

จอมอนิเตอร์ หรือ จอภาพ เป็นอุปกรณ์ที่รับสัญญาณจากการ์ดแสดงผล มาแสดงเป็นภาพบน จอภาพ ซึ่งเทคโนโลยีจอภาพในปัจจุบันคงจะเป็น จอภาพแบบ Trinitron และ Flat Screen(จอแบน) ไม่ว่าจะเป็น CRT(moniter ทั่วไป) หรือ LCD (จอที่มีลักษณะแบนเรียบทั้งตัวเครื่อง) จอแบนจะมีประสิทธิภาพ การแสดงผล มากกว่าจอในปกติ เพราะสามารถลดแสดงสะท้อนได้ดี กว่าทำให้ไม่เกิดอาการเมื่อยล้า และปวดตาเมื่อต้องทำงานนาน ๆ แต่ ราคาของจอแบน ยังมีราคาสูงกว่า จอปกติพอสมควรทำให้ยังไม่เป็น ที่นิยมมากนัก

แต่ในอนาคตอันใกล้จอแบนคงจะมีราคาที่ถูกกว่านี้ และเป็นมาตรฐานของ จอภาพคอมพิวเตอร์ในอนาคต การที่ผู้ใช้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ปรากฏบนจอภาพได้นั้น เป็นเพราะฮาร์ดแวร์อีกตัวหนึ่งทำงานควบคู่กับ ที่จอภาพเรียกว่า การ์ดสำหรับแสดงผลจอภาพ (Display Adapter Card) เป็นวงจรภายใน เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานร่วมกับจอภาพขนาดของจอภาพเป็น 15นิ้ว 17นิ้ว

ลักษณะ จอมอนิเตอร์ แต่ละชนิด จอคอมพิวเตอร์มีกี่ชนิด อะไรบ้าง จอคอมพิวเตอร์มีหลายชนิดด้วยกัน โดยเราสามารถแบ่งจอคอมพิวเตอร์เป็นชนิดใหญ่ๆได้ 3 ชนิดด้วยกันคือ

จอมอนิเตอร์
  1. จอแสดงผลแบบ CRT (CATHODE RAY TUBE MONITOR) ซึ่งเป็นจอแสดงผลที่รับสัญญาณภาพแบบอนาล็อก (Analog) โดยมีการพัฒนาจอแสดงผล CRT มาจากจอโทรทัศน์ในสมัยนั้น โดยผู้ที่ริเริ่มในการสร้างจอแสดงผลแบบนี้คือ บริษัทไอบีเอ็ม ซึ่งในยุคต้น ๆจอแสดงผลจะยังไม่สามารถแสดงกราฟฟิกต่าง ๆได้เหมือนกับในปัจจุบัน
  2. จอแสดงผลแบบ LCD (LIQUID CRYSTAL DISPLAY) เป็นจอแสดงผลรุ่นที่สองต่อจากจอแสดงผลแบบ CRT ที่ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2506 ในสมัยแรกๆจอ LCD นั้นเริ่มใช้งานจริงๆในนาฬิกาและเครื่องคิดเลข เป็นจอแสดงผลตัวเลขขนาดเล็ก โดยหลักการทำงานของจอแสดงผลแบบ LCD นั้นจะใช้วัสดุประเภทผลึกเหลว (Liquid Crystal) มาใส่ไว้ในผิวของกระจก ใช้หลักการปรับเปลี่ยนโมเลกุลของผลึกเหลว เพื่อปิดกั้นแสงเมื่อมีสนามไฟฟ้าเหนี่ยวนำ ทำให้เกิดสีขึ้น ซึ่งข้อดีของจอแสดงผลแบบ LCD มีหลายอย่างแต่ที่เห็นได้ชัดคือจอ LCD จะประหยัดพลังงานมากกว่าจอแบบ CRT แต่ในข้อดีก็ต้องมีข้อเสียเช่นเดียวกันคือ จอ LCD คือมุมมองสำหรับการเห็นภาพค่อนข้างแคบ
  3. จอแสดงผลแบบ LED ( LIGHT-EMITTING-DIOD) ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อทางการตลาด โดยชื่อจริงของเทคโนโลยีนี้คือ OLED (Organic Light Emitting Devices) โดยมีหลัการทำงานที่ไม่ยากและสลับซับซ้อนเท่าไรด้วยการนำหลอดLED มาเรียงรายกันเป็นแถว โดยภาพต่างๆจะเกิดขึ้นจากการติดดับของหลอด LED ทำให้เกิดภาพและสีที่ได้ชัดเจนกว่าจอแสดงผลแบบอื่น ๆโดยจอแสดงผลแบบ LED นี้เป็นเทคโนโลยีที่มาทดแทนและปิดจุดบกพร่องของจอแสดงผลแบบ LCD ซึ่งจอแบบ LED นั้นจะไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของมุมมอง และอัตราการตอบสนองของภาพที่ไวกว่าแบบจอ LCD นอกจากนั้นจอแบบ LED ยังประหยัดไฟฟ้าได้ดีกว่าแบบ LCD อีกด้วย

หลักการเลือกจอมอนิเตอร์ ที่เป็นอุปกรณ์สำหรับแสดงหรือประมวณผลจากอุปกรณ์ที่เราใช้เช่น คอมพิวเตอร์ ทีวี หรืออื่นๆ หากคุณตั้งใจที่จะนำจอมอร์นิเตอร์นี้มาใช้งานเพื่อการดูหนังต่างๆ ควรจะเลือกใช้จอร์มอร์นิเตอร์มีขนาดใหญ่ สีสดใส และภาพที่คมชัดเพื่อที่จะให้มีความสนุกสนานในการรับชมหนังนั้นๆ

หากคุณต้องการที่จะนำจอร์มอร์นิเตอร์นี้มาใช้งานเพื่อ งานออกแบบที่ต้องแสดงผลเป็น 3 มิติ ควรที่จะเลือกใช่งานจอร์มอร์นิเตอร์แบบ LED ที่เหมาะกับการทำ อนิเมชั่นต่างๆ หรือถ้าหากคุณต้องการประหยัดพลังงานหรือค่าไฟก็ควรที่จะเลือกใช้งานจอร์มอร์นิเตอร์แบบ LCD โดยภาพที่จะแสดงออกมาจากจอ LCD นี้จะสดใสมากแต่จะกินพลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าจอ อื่นๆ

ราคาโน๊ตบุ๊คต้องเลือกเอง

วิธีการเลือกโน๊ตบุ๊ค (Laptops) ให้คุ้มค่ากับการใช้งาน และ ราคาโน๊ตบุ๊ค

ราคาโน๊ตบุ๊ค
  1. ศึกษาข้อมูลของ CPU (Central Processing Unit) CPU (Central Processing Unit) นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดของคอมพิวเตอร์เลยก็ว่าได้ โดยจะทำหน้าที่ที่สำคัญ นั้นก็คือ การประมวลผลการทำงานต่าง ๆ ที่ได้รับเข้ามา ซึ่งถ้าหากคุณต้องการหาคอมพิวเตอร์ไปใช้งานพื้นฐานทั่ว ๆ ไป ใช้ CPU ในระดับเริ่มต้น ก็เพียงพอแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องเลือก CPU ตัวที่มีประสิทธิภาพสูง ๆ เพราะราคาจะสูงตามไปด้วย
  2. การ์ดจอ (Graphic Card) เป็นอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนสำคัญในการแสดงภาพกราฟฟิคต่าง ๆ สำหรับคนที่ต้องการนำไปทำงานตัดต่อวิดีโอ หรือนำไปเล่นเกมกราฟฟิกสูง ๆ ข้อนี้ถือว่าสำคัญ เพราะจะส่งผลให้เกมของคุณมีกราฟฟิกที่สวยงามขึ้น แต่หากใช้งานทั่วไปดูหนัง ฟังเพลง ในข้อนี้ถือว่าไม่สำคัญมากนัก
  3. Ram และ Hard DrivemRam คือ อุปกรณ์ที่จะทำการเก็บข้อมูลที่เราใช้งานไว้ชั่วคราว ซึ่งในปัจจุบันนี้โน๊ตบุ๊คแบรนด์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ให้ RAM มา 8GB เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ส่วน Hard Drive หรือ ที่เก็บข้อมูล ซึ่งจะมีการใช้งานอยู่ 2 แบบ หลัก ๆ คือ HDD และ SSD โดยทั้งคู่จะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน โดย SSD เป็นเทคโนโลยีใหม่ มีความเร็วในการทำงานสูงมาก แต่หากต้องการความจุสูง ๆ ราคาก็จะสูงตามไปด้วย ส่วน HDD มีความจุเยอะ ราคาประหยัด แต่ทำงานได้ช้ากว่า

เราได้ทำการเลือก โน๊ตบุ๊ค (Laptops) รุ่นต่างๆ จากหลายแบรนด์มารีวิวให้คุณได้ลองพิจาราณากัน มีตั้งแต่รุ่นที่มี ราคาโน๊ตบุ๊ค หมื่นกว่าบาท ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานพื้นฐาน ไปจนถึง รุ่นที่มีสเปคสูงๆ มีราคาหลายหมื่นบาท ที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการนำไปทำงานในด้านกราฟฟิกที่ต้องการการประมวลผลสูง ๆ

สำหรับ Notebook ปี 2020 ที่ให้ทั้งความบางเบาและพรีเมียมหรูหรา ภาพลักษณ์ที่โดดเด่นกว่า ในช่วงราคาประมาณ 40,000 บาทขึ้นไป ทำให้เรามีตัวเลือกเป็น Notebook ที่ให้ความบางเฉียบที่สุด เบาที่สุด พกพาสะดวกมากๆ กับราคาที่ถือว่าสูงกว่า Notebook ทั่วไปมาก เรียกได้ว่าถ้าดูแต่สเปก อาจจะดูไม่คุ้มค่า โดยรองรับการใช้งานทั่วไป การใช้งานพื้นฐานต่างๆ ทำได้อย่างลื่นไหล ในส่วนตัวเครื่องอยู่ในเกณฑ์ที่ดีบางรุ่นให้ความพรีเมียมและทนทาน วัสดุทั้งหมดเป็นโลหะคุณภาพสูงหรือพิเศษ หน้าจอจะมาพร้อมกับขนาด 13.3″- 14″ เป็นหลัก ซึ่งตอบสนองคนที่เน้นพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ กับมิติตัวเครื่องที่เล็ก ดีไซน์ที่สวยงาม แตกต่างจากรุ่นราคาคุ้มค่าชัดเจน น้ำหนักประมาณ <1 1.4 กิโลกรัม

เน้นมากๆ เรื่องของแบตเตอรี่ที่ยาวนาน โดยใช้งานได้ประมาณ 10 – 16 ชั่วโมงกรณีที่ไม่ต่ออแดปเตอร์ สำหรับความละเอียดหน้าจอทุกรุ่นจะเป็น Full HD 1920 x 1080 พิกเซลขึ้นไป อย่าง Quad HD, Ultra HD พาเนลได้เป็น IPS เกรดสูงทั้งหมดให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดี ทั้งสีสันสดใส มุมมองที่กว้าง ขอบเขตสีกว้าง บางรุ่นได้สแกนลายนิ้วมือหรือสแกนใบหน้า ซึ่งบางรุ่นอาจจะได้ฟีเจอร์ล้ำๆ อย่าง Thunderbolt 3 หรือหน้าจอที่สองขนาดใหญ่ สเปกภายในจะได้เป็นชิปประมวลผล Intel Core 10th อย่าง Core i5 / i7 ที่เน้นแรงประหยัดพลังงาน ซึ่งให้ประสิทธิภาพประมวลผลได้หลากหลาย

ส่วนการ์ดจอมีทั้งเป็นแบบออนชิปของ Intel ที่รองรับการทำงานทั่วไปเป็นหลัก และการ์ดจอแยกระดับเริ่มต้นอย่าง MX230 / MX250 หน่วยความจำแรมจะได้เป็นขนาด 8 – 16GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูลมาตรฐานเป็น SSD ความจุ 512GB – 1TB ที่สำคัญทุกรุ่นจะได้ Windows 10 มาพร้อมใช้งานทันทีด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการ Notebook ให้ประสบการณ์ที่ดีเรื่องการพกพา แบตเตอรี่ใช้งานได้ตลอดทั้งวัน ที่สำคัญต้องได้ความพรีเมียมหรูหราและบางเบาอย่างที่สุด มีจุดเด่นที่ชัดเจนกับงานดีไซน์ รองรับการใช้งานทั่วไปได้อย่างลื่นไหล ใช้งานเอกสาร ใช้งานอินเตอร์เน็ตออนไลน์ ส่งอีเมล รวมไปถึงดูหนังฟังเพลง ตามสถานที่ต่างๆ เช่น ร้านกาแฟหรือออฟฟิศ แบบไม่มีสะดุด กับช่วงงบสูงระดับ 40,000 บาทขึ้นไป ตัวอย่าง Notebook บางเบาระดับสูง รุ่นที่ขายอยู่ในตลาดตอนนี้ก็จะมี Dell XPS 13 / ASUS ZenBook Duo UX481 / Lenovo YOGA S740, S940 / Microsoft Surface Laptop 3 เป็นต้น

11.11 เพาเวอร์บาย มือถือ Huawei น่าซื้อ

มือถือเดี๋ยวนี้มีความสามารถมากมายหลายอย่าง 11.11 เพาเวอร์บาย มือถือ Huawei น่าซื้อ  ซึ่งถ้าคุณคิดว่าคุณชอบใช้มือถือเวลาอยู่ข้างนอกบ่อยๆ ล่ะก็ แบตเตอรี่ของมือถือรุ่นที่คุณเลือกควรมีความจุสูง ๆ เข้าไว้ เพราะเวลาเอาไปใช้ข้างนอกแบตเตอรี่ของคุณอาจจะหมดก่อนคุณกลับบ้าน เพราะถึงแม้ว่าจะมีเคสแบตฯ สำรองและพาวเวอร์แบงค์ให้ได้ใช้งานกัน แต่มันก็ทำให้ใช้งานไม่ค่อยสะดวก และคุณควรชาร์จแบตเตอรี่มือถือด้วย วิธีที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันแบตฯ เสื่อม และนอกจากนั้นเทคโนโลยีการชาร์จก็มีความสำคัญเช่นกัน จะให้ดีต้องมีระบบชาร์จไวมาให้ด้วย เพื่อความรวดเร็วในการชาร์จ

11.11 เพาเวอร์บาย มือถือ Huawei น่าซื้อ มีอะไรบ้าง ไปดูกันดีกว่า

11.11 เพาเวอร์บาย

เปิดด้วยมือถือ Huawei ระดับเรือธงอย่าง Huawei P40 Pro ที่เป็นพี่กลางของซีรี่ส์ P40 การที่ใส่มารุ่นเดียวเพราะ P40 Pro นั้นนับเป็นรุ่นที่คุ้มที่สุดแถมยังมีการจัดโปรลดราคาบ่อยอีกด้วยทำให้เข้าถึงได้ง่าย แถมความสามารถต่าง ๆ ก็ใกล้เคียงกับ P40 Pro+ ที่เป็นรุ่นใหญ่ด้วย โดยจุดเด่นของ P40 Pro นั้นคือชิป Kirin 990 5G ที่รองรับการใช้งาน 5G ในไทยทั้งหมดทันทีที่ออกจากล่อง นอกจากนี้ยังมีกล้องที่ใช้เลนส์จาก Leica ด้วย ทำให้สามารถถ่ายรูปออกมาได้ดูดีเกินกล้องมือถือ จนเหมือนไม่ใช่กล้องมือถือเลย

ในด้านสเปคนั้น P40 Pro นั้นมาพร้อมหน้าจอ Flex OLED ขนาด 6.58 นิ้ว ความละเอียด 1200 x 2640 มี Refresh Rate 90Hz ใช้ชิปประมวลผล Kirin 990 5G มีแรมขนาด 8GB และหน่วยความจำขนาด 256GB นอกจากนี้ยังรองรับ NanoSD Card (microSD แบบของ Huawei เอง) ได้สูงสุดอีก 256GBช่วยให้เก็บข้อมูลได้อย่างจุใจ แถมยังรองรับมาตราฐาน WiFi 6 ด้วย

ในด้านกล้องที่เป็นจุดเด่นของ P40 Pro นั้นมีกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัวประกอบไปด้วยกล้องหลัก 50MP ที่เป็นเซ็นเซอร์ SuperSensing RYYB, กล้อง Telephoto 12MP SuperZoom RYYB , กล้องมุมกว้าง Cine 40MP และกล้อง Depth Sensing 3D ส่วนกล้องหน้านั้นจะเป็นกล้องหน้าคู่ที่ประกอบไปด้วยกล้องความละเอียด 32MP และกล้อง IR ซึ่งคุณภายของภาพถ่ายที่ได้นั้นการันตีด้วยคะแนน DxOMark อันดับ 1

Huawei Nova 7 มือถือ Huawei ระดับกลางที่รองรับ 5G ซึ่งเปิดตัวมาด้วยคอนเซ็ปต์ ” สุดยอด 5G ทรงพลัง สุดยอด 4 กล้องอัจริยะ ” เป็นมือถือ 5G พวกแรกที่มีราคาต่ำกว่า 20,000 บาท ด้วยชิปประมวลผลรุ่นใหม่ Kirin 985 5G ที่แรงในระดับเรือธง ที่ตอบโจทย์กลุ่มคนที่ต้องการมือถือแรง ๆ ที่สามารถใช้ 5G ในไทยได้ ซึ่ง Nova 7 ฯี้สามารถใช้งาน 5G ได้ทันทีที่แกะออกมาจากกล่อง

ในด้านสเปค Huawei Nova 7 นั้นมาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 6.53 นิ้ว มีความละเอียด Full HD+ ที่รองรับการแสดงสีถึงระดับ DCI-P3 ใช้ชิปประมวลผล Kirin 985 ที่รองรับการเชื่อมต่อ 5G ในตัว มีแรมมาให้ขนาด 8GB และมีหน่วยความจำมาให้ขนาด 256GB ซึ่งทั้งหมดนี้เพียงพอต่อการใช้งานมากหรือจะเรียกว่าเหลือเฟือเลยก็ได้

ด้านกล้องนั้น Nova 7 มีกล้องทั้งหมด 4 ตัวประกอบไปด้วยกล้องหลักความละเอียด 64MP, กล้อง Ultrawide 8MP, กล้อง Telephoto ความละเอียด 8MP ที่สามารถซูมแบบ Hybrid ได้ 5 เท่า และซูมแบบ Digital ได้สูงสุด 20 เท่า และกล้อง Macro ความละเอียด 2MP จะถ่ายวิว ถ่ายคน ถ่ายระยะไกล หรือจะถ่ายแบบเจาะรายละเอียดก็ทำได้ในเครื่องเดียว ไม่ต้องหาเลนส์เสริมเลย

สำหรับกล้องหน้านั้นมีความละเอียดถึง 32MP ซึ่งมากพอจะเอามาใช้ทำ VLOG ได้เลย Nova 7 นั้นมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4,000 mAh ซึ่งก็ถือว่าเยอะแล้ว ทว่า Nova 7 นั้นมาพร้อมระบบชาร์จขนาด 40W ที่ปกติจะได้เฉพาะในระดับเรือธงเท่านั้นเพิ่มเข้ามา เรียกได้ว่าคุ้มสุดแล้ว สำหรับค่าตัวของ Huawei Nova 7 นั้นจะอยู่ที่ 16,990 บาท

Huawei Nova 7i มือถือ Huawei สุดคุ้มที่วางขายในราคาไม่ถึง 10,000 บาท แต่ได้ฟีเจอร์บางตัวมาจากรุ่นเรือธง อย่าง แบตเตอรี่ขนาด 4,200 mAh ที่มาพร้อม Huawei Super Charge 40W ที่ปกติแล้วจะมาในมือถือของ Huawei ที่ราคาเกิน 10,000 บาทขึ้นไปเท่านั้น ในด้านสเปคนั้น Nova 7i มาพร้อมหน้าจอ IPS ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ ใช้ชิปประมวลผลเป็น Kirin 810 แรมขนาด 8GB และหน่วยความจำขนาด 128GB เพียงพอต่อการใช้งาแบบทั่ว ๆ ไปแล้ว อีกทั้งยังสามารถเล่นเกมได้สบาย ๆ ด้วย ในด้านกล้องนั้น Nova 7i มีกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว ซึ่งประกอบไปด้วยกล้องหลักความละเอียด 48MP, กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP, กล้อง Macro ความละเอียด 2MP และเลนส์โบเก้ความละเอียด 2MP ส่วนกล้องหน้านั้นมีความละเอียด 16MP

หัวเว่ย รุ่นล่าสุดเลือกง่าย ใช้ง่าย

นาทีนี้คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก ซึ่งในปัจจุบัน Huawei ได้กลายเป็นแบรนด์มือถือชั้นนำของโลกไปแล้ว หลังจากที่ใช้ความพยายามและความทุ่มเทอย่างหนักในการพิสูจน์ตัวเองมาหลายปี โดยมีหลายรุ่นที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับ Huawei ได้ และทำให้คนทั่วโลกต้องฮือฮาไปกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ล้ำหน้าเหนือคู่แข่งเจ้าตลาด มาดู หัวเว่ย รุ่นล่าสุด กันดีกว่า

Huawei นำเสนอสมาร์ทโฟนตั้งแต่ราคาประหยัดไปจนถึงราคาสูง ๆ อย่าง Huawei P40 Series เรือธงรุ่นล่าสุด นอกจากนั้นยังมีรุ่นขายดีอื่น ๆ อีกมากมาย อย่างเช่น Huawei P30 Pro ที่แฟน ๆ ชื่นชอบด้วยเซ็นเซอร์กล้องที่ล้ำสมัย เป็นผลมาจากความร่วมมือกับผู้ผลิตเทคโนโลยีกล้องยักษ์ใหญ่อย่าง Leica จึงกลายเป็นหนึ่งในมือถือ รุ่นที่มีกล้อง ที่ดีที่สุด ซึ่งด้วยความที่หัวเหว่ยมีหลายรุ่นหลายราคา

หัวเว่ย รุ่นล่าสุด

มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะเลือกสมาร์ทโฟน หัวเว่ย รุ่นล่าสุด สักเครื่อง และนี่คือสาเหตุที่เราเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยให้คุณได้ลองเปรียบเทียบให้เห็นถึงข้อแตกต่างของแต่ละรุ่น ช่วยให้คุณทำการตัดสินใจได้ง่ายดายยิ่งขึ้น และคุ้มค่าที่สุด

ถึงแม้ว่า Huawei จะมีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยในประเทศอเมริกาอยู่ในขณะนี้ แต่รุ่นที่เราได้คัดเลือกมาทำการรีวิว ยังคงสามารถหาซื้อได้ทั่วไป และใช้งานระบบปฎิบัติการ Android ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่หากคุณกลัวจะเจอปัญหาในอนาคต เรายังมีบทความมือถือ Android รุ่นที่ดีที่สุดของแต่ละค่าย อาทิ Huawei, Samsung, Vivo, Realme และ Oppo เป็นต้น หรือจะเปลี่ยนไปทาง iOS ของ iPhone ก็ได้ แต่หากคุณยังชื่นชอบประสิทธิภาพกล้องที่ยอดเยี่ยม และการออกแบบเรียบหรู ระดับพรีเมี่ยมของ Huawei แล้วละก็ เรามาลองดูกันเลยว่ามีรุ่นอะไรน่าสนใจบ้าง

มือถือ หรือ สมาร์ทโฟน Android ถึงแม้ว่าจะใช้ระบบปฏิบัติการ Android เหมือนกัน แต่ก็มีจุดเด่น จุดด้อยที่แตกต่างกัน บางรุ่นเหมาะสำหรับเล่นเกมส์ หรือบางรุ่นเหมาะสำหรับถ่ายภาพ ดังนั้นก่อนอื่นเราลองมาดูวิธีการเลือกในเบื้องต้นกันก่อน ก่อนที่จะทำการตัดสินใจ เพื่อให้คุณได้มือถือที่ใช่และโดนใจมากที่สุด

1. สำหรับคนที่ต้องการนำไปเล่นเกม

ต้องดูที่ขนาดของแรมเป็นสำคัญ เนื่องจาก RAM คือ ตัวช่วยการประมวลผลของสมาร์ทโฟน ซึ่งมันควรจะมีมากกว่า 3 GB ขึ้นไป ยิ่งแรมมีมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้มือถือประมวลผลได้ดีและรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น ส่งผลให้ตัวเครื่องสามารถทำงานได้อย่างลื่นไหล และเล่นเกมไม่มีสะดุด

2 สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพ

สำหรับกล้องมือถือในปัจจุบันนั้น ถูกพัฒนาขึ้นมาจนมีประสิทธิภาพสูงมาก จนเกือบที่จะเทียบเท่ากับ กล้องมิลเลอร์เลส หรือ กล้อง DSLR แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ และชอบการถ่ายภาพทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์ที่คุณเจอ คุณก็ต้องพิจาราณาจากความสามารถของกล้องเป็นหลัก ทั้งความละเอียดและฟังก์ชั่นต่าง ๆ ซึ่งแต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นมากมาย

3. ความจุแบตเตอรี่และวิธีการชาร์จก็สำคัญ

มือถือเดี๋ยวนี้มีความสามารถมากมายหลายอย่าง ซึ่งถ้าคุณคิดว่าคุณชอบใช้มือถือเวลาอยู่ข้างนอกบ่อย ๆ ล่ะก็ แบตเตอรี่ของมือถือรุ่นที่คุณเลือกควรมีความจุสูง ๆ เข้าไว้ เพราะเวลาเอาไปใช้ข้างนอกแบตเตอรี่ของคุณอาจจะหมดก่อนคุณกลับบ้าน เพราะถึงแม้ว่าจะมีเคสแบตฯ สำรองและพาวเวอร์แบงค์ให้ได้ใช้งานกัน แต่มันก็ทำให้ใช้งานไม่ค่อยสะดวก และคุณควรชาร์จแบตเตอรี่มือถือด้วย วิธีที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันแบตฯ เสื่อม และนอกจากนั้นเทคโนโลยีการชาร์จก็มีความสำคัญเช่นกัน จะให้ดีต้องมีระบบชาร์จไวมาให้ด้วย เพื่อความรวดเร็วในการชาร์จ