Notebook 2020 อะไรยังไง ไปดูกัน!

Notebook 2020

ด้วยเทคโนโลยีใน Notebook 2020 มีความก้าวหน้าและหลากหลายยิ่งขึ้น ทำให้ในตอนนี้เรามีประเภท Notebook (คอมพิวเตอร์พกพา) ให้เลือกใช้งานกันอย่างมากมาย รองรับกับทุกๆ การใช้งานตามความต้องการของแต่บุคคล ซึ่งนับว่าเป็นข้อดีมากๆ เพราะเราได้มีโอกาสเลือกซื้อ Notebook ได้ตรงใจที่สุด อย่างที่ผ่านมาเราแบ่ง Notebook ออกเป็นไม่กี่ประเภท อาทิ ใช้งานทั่วไป เน้นพกพาบางเบา ใช้งานมืออาชีพ ใช้งานกราฟิก 3 มิติ ใช้งานแทนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

                Notebook 2020 ต้องราคาประหยัด ด้วยคู่แข่งที่เยอะ ในช่วงราคาประมาณ 10,000 บาทต้นๆ ไม่เกิน 15,000 บาท (บางรุ่นอาจไม่ถึง 10,000 บาท) นับได้ว่าเป็น Notebook ราคาประหยัด ที่เน้นการใช้งานพื้นฐานต่างๆ ในส่วนตัวเครื่องวัสดุก็ดีตามมาตรฐาน ซึ่งเกือบทั้งหมดจะเป็นพลาสติก แต่บางรุ่นก็ได้มาเป็นโลหะ สำหรับหน้าจอจะมาพร้อมกับขนาด 14″ และ 15.6″ ซึ่งส่วนมากเป็นขนาดที่ทุกคนใช้งานกัน พอพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้บ้าง

                น้ำหนักประมาณ 1.5 – 2 กิโลกรัม แต่ไม่เน้นเรื่องของแบตเตอรี่ที่ยาวนานนัก โดยใช้งานได้ประมาณ 3 – 5 ชั่วโมงกรณีที่ไม่ต่ออแดปเตอร์ สำหรับความละเอียดหน้าจอจะมีทั้ง HD 1366 x 768 พิกเซล หรือ Full HD 1920 x 1080 พิกเซลให้เลือก พาเนลได้เป็น TN เกือบทั้งหมด ที่แม้จะไม่สดใสเท่ากับ IPS แต่ก็ถือว่าใช้งานได้เลย บางรุ่นได้สแกนลายนิ้วมือด้วย

                สเปกภายในจะได้เป็นชิปประมวลผล Intel Pentium / Core i3 (ประหยัดพลังงาน) ที่ให้ประสิทธิภาพที่เพียงพอในการทำงาน ส่วนการ์ดจอจะเป็นแบบออนชิปของ Intel ที่รองรับการทำงานทั่วไปเป็นหลัก หน่วยความจำแรมจะได้เป็นขนาด 4GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูลแบบฮาร์ดดิสก์ปกติความจุ 1TB หรือบางรุ่นจะได้เป็น SSD / e.MMC ที่ความจุ 128GB หรือบางรุ่นจะได้เป็น SSD ความจุ 256GB  ที่สำคัญเกือบทุกรุ่นจะได้ Windows 10 มาพร้อมใช้งานทันทีด้วย

                Notebook ใช้งานทั่วไป ราคาสูงขึ้นมาหน่อย แต่คุณภาพก็ดีขึ้นตาม ในช่วงราคาประมาณ 15,000 บาท ไม่เกิน 25,000 บาท นับได้ว่าเป็น Notebook ราคาไม่แพง รองรับการใช้งานทั่วไป การใช้งานพื้นฐานต่างๆ ทำได้อย่างลื่นไหล ในส่วนตัวเครื่องอยู่ในเกณฑ์ที่ดีบางรุ่นให้ความมพรีเมียมและทนทาน วัสดุซึ่งเกือบทั้งหมดจะเป็นโละหรือพลาสติก สำหรับหน้าจอจะมาพร้อมกับขนาด 13.3″, 14″ และ 15.6″ ซึ่งตอบสนองคนที่เน้นพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้ หรืออยากได้หน้าจอใหญ่ๆ ก็เลือกได้

                น้ำหนักประมาณ 1.3 – 2.5 กิโลกรัม แต่ไม่เน้นเรื่องของแบตเตอรี่ที่ยาวนานนัก โดยใช้งานได้ประมาณ 3 – 5 ชั่วโมงกรณีที่ไม่ต่ออแดปเตอร์ แต่บางรุ่นก็ใช้งานได้ถึง 8 ชั่วโมง + สำหรับความละเอียดหน้าจอทุกรุ่นจะเป็น Full HD 1920 x 1080 พิกเซลให้เลือก พาเนลได้เป็น IPS เกือบทั้งหมดให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดี แต่ก็ยังมีบางรุ่นเป็น TN อยู่ บางรุ่นได้สแกนลายนิ้วมือด้วย

                สเปกภายในจะได้เป็นชิปประมวลผล Intel Core 10th อย่าง Core i3 / i5 / i7 ที่เน้นแรงประหยัดพลังงาน หรือ Intel Core 9th อย่าง Core i5 ที่ให้ประสิทธิภาพประมวลผลหนักๆ ได้ ส่วนการ์ดจอมีทั้งเป็นแบบออนชิปของ Intel ที่รองรับการทำงานทั่วไปเป็นหลัก และการ์ดจอแยกระดับเริ่มต้นอย่าง MX230 / MX250 หรือ Gaming อย่าง GTX 1050 หน่วยความจำแรมจะได้เป็นขนาด 8GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูลแบบฮาร์ดดิสก์ปกติความจุ 1TB หรือบางรุ่นจะได้เป็น SSD ความจุ 256 – 512GB ที่สำคัญทุกรุ่นจะได้ Windows 10 มาพร้อมใช้งานทันทีด้วย

                เหมาะกับคนที่ต้องการ Notebook ใช้งานทั่วไปได้อย่างลื่นไหล ให้ประสบการณ์ที่ดี รองรับใช้งานเอกสาร ใช้งานอินเตอร์เน็ตออนไลน์ ส่งอีเมล รวมไปถึงดูหนังฟังเพลง รวมไปถึงทำงานหนักๆ พอได้อย่างตัดต่อวีดีโอ ทำกราฟิก หรือเล่นเกม 3 มิติ  ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ที่มีงบสูงไม่เกิน 25,000 บาท อยากได้ Notebook ใช้งานยาวๆ

                นอกจากนี้ ยังมีประเภทที่ราคขึ้นสูงกว่านี้อีกประมานนึง แต่มาพร้อมฟังก์ชั่นและความบางเบาของน้ำหนัก เดี๋ยวเราไปดูกันต่อในบทความต่อไปกันดีกว่า ในบทความ notebook spec นี้ ราคาสูง แต่เต็มไปด้วยพลัง

มือถือสุดคุ้ม ทั้ง โนเกีย ซัมซุง oppo ราคาไม่เกิน 3000

oppo ราคาไม่เกิน 3000

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า “สมาร์ทโฟน” มีอิทธิพลต่อชีวิตเราจนกลายเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้ว และในยุค 4.0 ที่เทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่าเศรษฐกิจ สมาร์ทโฟนพัฒนาอย่างก้าวกระโดดภายในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มสมาร์ทโฟนแต่ละระดับก็เจาะตลาดผู้ใช้ในกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป และกลุ่มที่มีผู้ต้องการใช้มากที่สุด ก็มักจะเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลาง ๆ ที่ราคาไม่สูงจนเกินไป

ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าสมาร์ทโฟนที่มีสเปคสูง ๆ มาพร้อมกับนวัตกรรมล้ำ ๆ ส่วนใหญ่มักจะมีราคาที่สูงลิ่ว ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะทุ่มเงินจนเกือบครึ่งแสนเพื่อให้ได้ครอบครองนวัตกรรมสมาร์ทโฟนแบบล้ำ ๆ ที่ได้กล่าวมา เพราะบางครั้งด้วยขอบเขตหรือลักษณะการใช้งานของบางคน อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้มือถือราคาหลักหลายหมื่น แต่หันมาเลือกใช้มือถือราคาไม่เกิน 3,000 บาท รองรับ 4G ได้ก็อาจจะเพียงพอแล้ว

ที่สำคัญสมาร์ทโฟนราคาไม่เกิน 3,000 บาท อาทิ โนเกีย ทรู ซัมซุง oppo ราคาไม่เกิน 3000 ส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะถูกออกแบบมาพร้อมฟังก์ชั่นและคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตเพื่อใช้งานแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ก็ถือว่าทำได้ดีไม่แพ้สมาร์ทโฟนรุ่นที่แพงกว่าหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

และเพื่อเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด เราจะขอพาไปส่องมือถือดาวเด่น มือถือโนเกีย ทรู ซัมซุง oppo ราคาไม่เกิน 3000 ที่จะเป็นตัวเลือกให้กับผู้ที่กำลังสนใจหาซื้อสมาร์ทโฟนในช่วงราคาที่ถูกลงมา แต่มาพร้อมกับคุณสมบัติการใช้งานพื้นฐานทั่วไปที่ครอบคลุมได้ไม่แพ้กัน

มือถือ OPPO A5s สมาร์ทโฟนน้องเล็กแต่จอใหญ่ ดีไซน์หยดน้ำ แบตอึด เล่นเกม ดูหนัง ได้เพลินๆ มาพร้อมกล้องหลังคู่ ถ่ายสวยด้วย AI Beauty 2.0 สเปคดีคุ้มราคา

OPPO F5 จอ Full Screen สเปกแน่น แชะเดียวเซลฟี่สวยด้วย A.I. Beauty ตอบโจทย์สำหรับคอเกม ด้วย RAM ที่เพิ่มใช้งานต่อเนื่องไม่สะดุดไร้การบกวนด้วย Game Mode แต่ยังไม่หลุดคอนเซปต์ “Capture the Real You” มาพร้อมสเปคสุดคุ้มในราคาที่จับต้องได้

OPPO F1s สมาร์ทโฟนในตระกูล F-Series ภายใต้สโลแกน “Selfie Expert” ด้วยกล้องหน้าความละเอียดสูงระดับ 16 ล้านพิกเซล โดยมาพร้อมซอฟต์แวร์กล้องเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด Beautify 4.0

Samsung Galaxy J2 Prime ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ คุ้มค่าแก่การครอบครองด้วยดีไซน์ใหม่ที่ฝาหลังออกแบบมาให้จับถนัดมือ ป้องกันการลื่นหลุด พร้อม 3 สีให้เลือกทั้งสีทอง ดำ และชมพู คุณสมบัติและฟีเจอร์ต่าง ๆ ของมือถือ samsung รุ่นนี้ ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ารุ่นอื่น ๆ ที่ขายแพงกว่าหลายเท่าตัวที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้เลย ความเร็วของ CPU เป็นแบบ Quad Core 1.4GHz พร้อมความจุ 1.5GB บนระบบปฏิบัติการ Andoid 6.0 (Marshmallow) ที่โดดเด่นเรื่องการประหยัดพลังงานซึ่งสามารถเล่นอินเตอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องได้นานถึง 12 ชั่วโมงเต็ม พร้อมรองรับการเชื่อมต่อได้ทั้งไวไฟ บลูทูธ เครือข่าย 3G/4G และช่องเสียบ USB ขนาด 2.0 ให้คุณเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้อย่างครบครัน

Nokia 2 ที่มีจุดเด่นเรื่องแบตเตอร์รี่อึดทนไม่ต้องชาร์จได้นานถึง 2 วันเต็ม จากความจุแบตเตอร์รี่ขนาด 4100 mAh และเต็มอิ่มกับการชมภาพวิดีโอ หรือเล่นเกม ด้วยความละเอียดของหน้าจอ 720 x 1280 พิกเซล จุดเด่นที่ต้องยกให้กับมือถือ Nokia ราคาไม่เกิน 3,000 รุ่นนี้ที่นอกเหนือจากความละเอียดของกล้องหน้าและหลังระดับ 8 ล้านพิกเซลแล้ว เราต้องยกให้กับฟังก์ชั่นมัลติมีเดียที่จะช่วยให้การถ่ายภาพของคุณสนุกสนานไปพร้อมกับฟังก์ชั่นที่หลากหลายกว่า เพราะตัวฟังก์ชั่นถ่ายภาพสามารถแตะเลือกจุดโฟกัสได้อย่างอิสระ พร้อมมีระบบปรับค่าชดเชยแสงได้ทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งยังสามารถแนบตำแหน่ง GPS ไปกับภาพถ่ายที่เราบันทึกได้อีกด้วย

huawei รุ่นล่าสุด ก็ไม่รู้จะหยุดที่ตรงไหน

huawei รุ่นล่าสุด

แรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่แล้วกับสมาร์ทโฟน Huawei ที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดที่วางจำหน่ายในเมืองไทยก็คือรุ่น Huawei P40 Series ซึ่งจะประกอบไปด้วยรุ่น Huawei P40 และ Huawei P40 Pro นับว่าเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด ณ ขณะนี้ แต่ก็ยังมี huawei รุ่นล่าสุด ที่จะเริ่มจำหน่ายในวันที่ 28 เมษายน 2020 เฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น นั่นคือ Huawei Nova 7 Series ที่เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่เน้นในเรื่องกล้องที่มาพร้อมกับความละเอียดมากสุด 64 ล้านพิกเซลกันเลยทีเดียว

โดย Huawei Nova 7 Series นี้แบ่งออกมาเป็น 3 รุ่น โดยไล่จากรุ่นเล็กไปหารุ่นใหญ่สุดที่ประกอบไปด้วย Huawei Nova 7 SE, Huawei Nova 7 และ Huawei Nova 7 Pro ซึ่งแต่ละรุ่นนั่นจะมีกล้องหลัง 4 กล้อง ทั้ง 3 รุ่นเลย และอย่างที่บอกไปก็คือกล้องที่มาพร้อมกับความละเอียดมากสุด 64 ล้านพิกเซล พร้อมรองรับ 5G และแบตเตอรี่ 5000 mAh ซึ่งนี่คือสิ่งที่ทั้ง 3 รุ่นมีเหมือนกัน แต่ก็จะมีสเปคที่แตกต่างกันออกไปเช่นเดียวกัน ซึ่งจะแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เราไปติดตามกันได้เลย

น้องเล็ก Huawei Nova 7 SE

เริ่มกันที่รุ่นเล็กสุดของตระกูล Huawei Nova 7 กันก่อนเลยกับรุ่น Huawei Nova 7 SE ที่ถึงแม้จะเล็กแต่ก็สู้รุ่นพี่อย่าง Huawei Nova 7 และ Huawei Nova 7 Pro ได้อย่างแน่นอน โดยมาพร้อมกับหน้าจอความละเอียด Full HD+ ขนาดหน้าจอ IPS LCD 6.5 นิ้ว ใช้ชิปเซ็ต Kirin 820G พร้อมกับ Android 10 ครอบบน EMUI 10.1 แรม 8GB กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลังมี 4 กล้อง ประกอบด้วย กล้อง Wide 64 ล้านพิกเซล, กล้อง Ultra Wide 8 ล้านพิกเซล, กล้อง Macro 2 ล้านพิกเซล และกล้อง Depth หรือกล้องสำหรับละลายหลัง 2 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh รองรับระบบชาร์จไฟ Super Charge 40W มีสีให้เลือกทั้งหมด 4 สีได้แก่ ม่วง, เขียว, เงิน และ ดำ

คนกลาง Huawei Nova 7

ต่อกันที่พี่คนกลางอย่าง Huawei Nova 7 ที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.53 นิ้ว เป็นหน้าจอแบบ Panel OLED ความละเอียด Full HD+ อัตราส่วน 20:9 ใช้ชิปเซ็ต Kirin 985 พร้อมกับ Android 10 ครอบบน EMUI 10.1 แรม 8GB กล้องหน้า 32 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลังมี 4 กล้อง ประกอบด้วย กล้อง Wide 64 ล้านพิกเซล, กล้อง Ultra Wide 8 ล้านพิกเซล, กล้อง Telephoto 8 ล้านพิกเซล ซูมได้ 3 เท่าแบบ Optical และกล้อง Macro 2 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh รองรับระบบชาร์จไฟ Super Charge 40W มีสีให้เลือกทั้งหมด 5 สีได้แก่ ดำ, แดง, ม่วง เงิน และเขียว

พี่ใหญ่ Huawei Nova 7 Pro

สุดท้ายกับพี่ใหญ่อย่าง Huawei Nova 7 Pro ที่มาพร้อมกันหน้าจอแบบ OLED Full HD+ อัตราส่วน 19.5:9 ขนาดหน้าจอ 6.57 นิ้ว ใช้ชิปเซ็ต Kirin 985 พร้อมกับ Android 10 ครอบบน EMUI 10.1 แรม 8GB พร้อมกับกล้องหน้าคู่ 32 ล้านพิกเซล และ 8 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลังมี 4 กล้องเช่นเดียวกัน จะประกอบไปด้วยกล้อง Wide 64 ล้านพิกเซล, กล้อง Ultra Wide 8 ล้านพิกเซล, กล้อง Telephoto 8 ล้านพิกเซล แต่เป็นแบบ Periscope สามารถซูมได้ถึง 5 เท่าในแบบ Optical Zoom และ 10 เท่าแบบ Hybrid Zoom และสุดท้ายกล้อง Macro 2 ล้านพิกเซล

และนั่นก็คือ huawei รุ่นล่าสุด ทั้ง 3 รุ่น ซึ่งทั้ง 3 รุ่นนั่นจะมีขนาดความจุให้เลือก 2 ขนาด คือ 128GB และ 256GB และจะวางจำหน่ายในวันที่ 28 เมษายน 2020 ที่เฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น สำหรับประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยก็ต้องรอกันต่อไปว่าจะมีราคาเท่าไหร่ และจะจำหน่ายเมื่อใดก็ต้องรอติดตามกันต่อไป

huawei รุ่นไหนดี ต้อง P40 Series สิ ดี!

huawei รุ่นไหนดี

แม้ตอนนี้โลกเราจะเจอวิกฤติกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 แต่เหล่าสมาร์ทโฟนจากฝั่งแบรนด์ดังต่างๆ ก็ยังคงปล่อยสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น iPhone SE รุ่นที่ 2จากทางฝั่ง Apple ที่เตรียมกำลังจะวางจำหน่าย หรือจะเป็น Samsung Galaxy S20 Series ที่มีตั้งแต่รุ่น Samsung Galaxy S20, Samsung Galaxy S20+ และ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G เป็นต้น แล้วก็มาถึงฝั่ง Huawei กันบ้าง ถ้าหากเป็นแบรนด์นี้จะเป็น huawei รุ่นไหนดี วันนี้ก็ต้องขอบอกเลยว่า P40 Series สิ ดี!

เพราะถือว่าเป็นเรือธงล่าสุดจากทาง Huawei เลยก็ว่าได้ โดยซีรี่ย์นี้มาพร้อมกัน 2 รุ่น คือ Huawei P40 และ Huawei P40 Pro ซึ่งยังคงความสามารถที่มีของ Huawei ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีการปรับเปลี่ยนฟังค์ชั่นการใช้งานให้มีความโดดเด่นออกไป โดยทั้ง 2 รุ่นนี้มีความเหมือนและความต่างกันอย่างไร เราไปดูกันดีกว่า

ความเหมือนกันระหว่าง Huawei P40 และ Huawei P40 Pro

  • ใช้ชิปเซ็ต Kirin 990 5G ซึ่งเป็นตัวท็อปของค่ายในตอนนี้ที่สามารถให้ตัวเครื่องเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ต 5G ได้
  • ทำงานรวดเร็วด้วย RAM 8 GB
  • กล้องหน้า 32 ล้านพิกเซล มีความสามารถในเรื่องของ Autofocus, Sensor และการวัดระยะ ซึ่งสามารถใช้เป็นฟังก์ชั่นปลดล็อกด้วยใบหน้าและถ่ายวิดีโอแบบเซลฟี่ได้ในความละเอียดระดับ 4K
  • กล้อง 3 ตัวหลังจาก Leica โดยกล้องตัวหลักมีความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ความพิเศษคือมาพร้อมกับเซนเซอร์ขนาดใหญ่ถึง 1/1.28 นิ้ว ที่สามารถประมวลความสวยงามของภาพหน้าเลนส์กล้องมาไว้ในรูปแบบไฟล์ดิจิตอลได้อย่างครบถ้วนสวยงาม
  • มีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 5 สี ตามความชอบและสไตล์แฟชั่น คือ Black, Deep Sea Blue, Ice White, Silver Frost และ Blush Gold

นั่นเป็นแค่ข้อมูลหลักๆ ของทั้ง 2 รุ่น ที่มีเหมือนกัน คราวนี้เราลองมาดูความต่างกันบ้างดีกว่าจะมีความต่างกันอย่างไรบ้าง

ความต่างกันระหว่าง Huawei P40 และ Huawei P40 Pro

Huawei P40

เริ่มกันที่รุ่นแรกคือรุ่น Huawei P40 กันก่อนเลย รุ่นนี้จะมีหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว กับความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล ให้คุณสามารถใช้งานได้อย่างเต็มตา ถนัดมือในขนาดตัวเครื่องกะทัดรัดพอดีมือขนาด 0.85 x 7.10 x 14.89 มิลลิเมตร การออกแบบตัวเครื่องมีดีไซน์ที่เบสิคแต่เรียบหรู มาพร้อมกับหน่วยความจำภายใน 128GB และสามารถเพิ่มความจุจาก Nano Memory Card ได้ อีกทั้งสามารถถ่ายภาพ Macro ได้ใกล้ที่สุดถึง 2.5cm เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมาพร้อมแบตเตอรี่ 3800 mAh รองรับระบบ SuperCharge 22.5W ตัวเครื่องสามารถกันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP53

Huawei P40 Pro

มาที่รุ่นใหญ่ไซส์เต็มมือกันบ้างกับรุ่น Huawei P40 Pro ที่มีขนาดตัวเครื่อง 0.89 x 7.20 x 15.82 มิลลิเมตร ขนาดหน้าจอ 6.58 นิ้ว ความละเอียด 2640 x 1200 พิกเซล หน้าจอมีการดีไซน์ Quad-Curve Overflow Display ที่โค้งรับกับตัวเครื่องทั้ง 4 ด้านทำให้ได้รับชมมุมมองพิเศษและตื่นตาตื่นใจมากยิ่งขึ้น หน่วยความจำภายในมีมากถึง 256GB และสามารถเพิ่มความจุจาก Nano Memory Card ได้เช่นเดียวกัน มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่าขนาด 4200mAh รองรับระบบ SuperCharge 40W ตัวเครื่องกันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP68 นอกจากนี้ความน่าสนใจอีกเรื่องของรุ่นนี้ก็คือกล้องหลังที่มีทั้งหมด 4 ตัว ในชื่อ Ultra Vision Leica Quad Camera ซึ่งให้คุณสามารถถ่ายรูปออกมาได้อย่างมืออาชีพเลยทีเดียว

และนั่นคือทั้ง 2 รุ่นจาก Huawei ที่พร้อมให้คุณเป็นมือโปรในด้านการถ่ายรูป ไม่ว่าจะเป็นรูปวิวทิวทัศน์ หรือจะเป็นรูปบุคคล ก็สามารถทำออกมาได้ดีทั้ง 2 รุ่นเลย และถ้ายังถามว่า huawei รุ่นไหนดี ก็คงต้องบอกว่า “รุ่นไหนก็ได้จ้ะ ดีทั้งคู่”

มาแล้วสมาร์ทโฟนตัวใหม่ iphone se รุ่นที่ 2

iphone se รุ่นที่ 2

หลังจากที่มีหลายกระแสออกมาพูดกันอย่างหนาหูก่อนหน้านี้ว่า จะมี ไอโฟน 12 ที่จะออกมาเร็วๆนี้ จริงๆ แล้วมันคือ iphone se รุ่นที่ 2 นั่นเองที่ถึงแม้จะมีหน้าตาที่คล้ายกับ ไอโฟน 8 จริง แต่ใช้ชิพเซ็ตเดียวกับ ไอโฟน 11 โปร กันเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าจิ๋วแต่แจ๋วเลย วันนี้เราจะมาพูดถึงเจ้าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่รุ่นนี้กันดีกว่าว่าจะมีอะไรที่พิเศษไปกว่า ไอโฟน 8 และ ไอโฟน SE รุ่นที่ 1 กันบ้าง ไปติดตามกันได้เลยจ้า

แน่นอนว่า SE รุ่นที่ 2 นี้มาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 4.7 นิ้ว ซึ่งเท่ากับ ไอโฟน 8 แถมยังมีหน้าตาที่คล้ายกันอีกด้วย แต่เรื่องของชิพเซ็ตนั้นเป็นชิพ A13 Bionic พร้อม Neural Engine รุ่นที่ 3 ชิพเซ็ตรุ่นเดียวกันกับ ไอโฟน 11 โปร ซึ่งเป็นชิพเซ็ตที่มีความเร็วที่สุด ณ ขณะนี้ของ Apple ไม่ว่าคุณจะเล่นเกมหนักขนาดไหน หรือจะเปิดแอปพลิเคชั่นหลายแอปพร้อมกัน เครื่องก็ยังสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมาในราคาเริ่มต้นที่ 14,900 บาท เท่านั้น คิดดูว่าคุ้มค่าขนาดไหน

ส่วนในเรื่องของกล้องก็สามารถทำได้ดีเหมือนกับ ไอโฟน 11 โปร ซึ่งสามารถถ่ายภาพโหมดภาพถ่ายบุคคลได้ จะให้ภาพที่เบลอฉากหลังได้อย่างสวยงาม แม้แต่ตอนที่คุณกำลังถ่ายเซลฟี่ก็ตาม อีกทั้งยังสามารถการควบคุมระยะชัดลึกได้ด้วยตัวคุณเอง โดยใช้แถบเลื่อนที่ใช้งานง่าย ช่วยให้คุณเบลอฉากหลังได้มากน้อยตามที่คุณต้องการ ทั้งก่อนและหลังการถ่ายภาพก็ได้

นอกจากนี้ยังสามารถจัดแสงภาพถ่ายได้ถึง 6 แบบ ได้แก่ แสงไฟสตูดิโอ, แสงไฟธรรมชาติ, แสงไฟคอนทัวร์, แสงไฟเวทีขาวดำ, แสงไฟเวที และแสงไฟขาวดำไฮคีย์ ดูเป็นภาพถ่ายจากมือโปรกันเลยทีเดียว อีกทั้ง HDR อัจฉริยะเจเนอเรชั่นที่จะจัดแสงใหม่ทำให้ใบหน้าในทันที และเก็บส่วนของคอนทัวร์และสีผิวได้เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ทั้งยังปรับแต่งรายละเอียดในส่วนไฮไลท์และเงามืดของฉากหลังให้ด้วย ภาพที่ได้นั้นจะดูสวยงามลงตัวอย่างที่สุด

ในส่วนของการถ่ายภาพวิดีโอก็สามารถทำได้ดีเหมือนกับ ไอโฟน 11 โปร เพราะสามารถถ่ายวิดดีโอระดับสูงสุดได้ 4K และด้วยช่วงไดนามิกที่กว้างขึ้นก็ยังช่วยเพิ่มรายละเอียดในส่วนของไฮไลท์และเงาให้มากขึ้นด้วยนั่นเอง แถมยังมี QuickTake เป็นโหมดที่คุณสามารถบันทึกวิดีโอได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องสลับออกจากโหมดกล้อง เพียงแค่กดชัตเตอร์ค้างไว้เท่านั้นจากนั้นปล่อยปุ่มเพื่อหยุดบันทึก หรือหากต้องการให้บันทึกวิดีโออย่างต่อเนื่องก็ให้เลื่อนไปทางขวามือ กล้องก็จะทำการบันทึกวิดีโออัตโนมัติโดยที่คุณไม่ต้องแตะปุ่มชัตเตอร์แล้ว

และนั้นเป็นการเปรียบเทียบอย่างคร่าวๆ ของ iphone se รุ่นที่ 2 กับ ไอโฟน 11 โปร และ ไอโฟน 8 แต่ถ้าหากจะให้เปรียบเทียบกับ SE รุ่นที่ 1 แน่นอนว่าต่างกันอย่างมาก เพราะว่า SE รุ่นที่ 1 หน้าตาจะคล้ายกับ ไอโฟน 5 และใช้ชิพ A9 เท่านั้น อีกทั้งความสามารถต่างๆ ที่ SE รุ่นที่ 1 ไม่สามารถทำได้เหมือนกับ SE รุ่นที่ 2 นั่นเอง ดังนั้นหากใครสนใจสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ รุ่นนี้จาก Apple ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว

samsung s20 ซีรีย์ ยอดขายสุดปัง!! เหนือกว่าทุกขั้นที่ผ่านมา

samsung s20

ปีนี้ Samsung ได้มีการปรับเรื่องการถ่ายภาพ ไม่ใช่แค่จำนวนพิกเซลความละเอียดกล้อง แต่คิดใหม่ว่าจะทำยังไงให้ถ่ายภาพได้คมชัด เห็นรายละเอียดได้ชัดเจน samsung s20 และ Galaxy S20+ มีความละเอียด 64MP และ Galaxy S20 Ultra 5G มีความละเอียดสูงถึง 108MP (ละเอียดเท่ากับนัยน์ตาเรามองเห็น) ข้อดีคือ ถ่ายมาแล้วแม้จะต้อง ​zoom, crop ก็ได้ภาพที่คมชัด รวมไปถึง การพิมพ์ (พรินต์ภาพ) Warp ตึก 8 ชั้นได้เลย

ตามสเปคมือถือ S20 Ultra 5G กล้องหน้า 40MP กล้องหลัง 4 ตัว 12MP Wide 108MP TelePhoto 48MP พร้อมเลนส์ TOF ถ่ายภาพหน้าชัด – หลังเบลอได้สวย ส่วน S20+ กล้องหน้า – กล้องหลัง 64MP มีเลนส์ TOF ในขณะที่ S20 ไม่มีเลนส์ TOF

samsung s20 Ultra 5G รองรับการสลับกล้องเปลี่ยนโหมด ความละเอียดสูง 108MP กับโหมด 12MP ผ่านเทคโนโลยี Nona-binning สามารถรวมพิกเซล 9 เม็ดเป็นหนึ่งเดียวที่ระดับเซ็นเซอร์ จึงทำให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกับภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้นแม้ในสภาพแสงน้อย

SPACE ZOOM ซูมไกล 100 เท่า ฟีเจอร์นี้น่าตื่นเต้นมาก แต่จากที่ลองใช้ บอกเลยว่า ขาตั้งกล้องต้องมี แสงต้องพอ ก็จะได้ภาพที่คมชัด ถ้าถามว่า 100x ไกลแค่ไหน กว้างเท่าสนามฟุตบอล 1 สนาม ถ้าจะได้ใช้คือ ไปดูคอนเสิร์ตแล้วนั่งอยู่ไกลก็ซูมได้

Galaxy S20 และ Galaxy S20+ ซูมไกล 30 เท่า , Galaxy S20 Ultra 5G ใช้ AI ซูมไกลสูงสุดถึง 100 เท่า พลังซูมที่ทำงานร่วมกันระหว่าง Hybrid Optic Zoom, Super Resolution Zoom และ AII-powered digital Zoom ทำให้สามารถซูมภาพที่ต้องการให้เข้ามาใกล้ได้อย่างง่ายดาย Single Take ถ่ายช็อตเดียว ได้ภาพและวีดีโอหลายมุมมอง โหมดกล้องมีให้เล่นเยอะ จนอยากซื้อมาใช้จริงๆ อย่าง Single Take ตอนได้ยินในงานเปิดตัวนี่ว้าวมาก กดชัตเตอร์ทีเดียว ได้ทั้งรูปและวีดีโอ ไม่ว่าจะเป็น Live Focus, Cropped, Ultra Wide กว้างถึง 120 องศา โดยใน 1 ครั้งที่กดถ่าย ได้ภาพและวีดีโอพร้อมกัน 14 มุม โดยกดค้าง 3-10 วินาที วิธีการคือ เลือกโหมดถ่ายภาพอัจฉริยะ Single Take ในกล้องแล้วกดชัตเตอร์ แพนกล้องไปมา 3 – 10 วินาที เพื่อเก็บภาพทั้งหมด

ถ่ายภาพในที่แสงน้อย Bright Night ขนาดเซ็นเซอร์ใหญ่ขึ้น รวมภาพหลายภาพเป็นภาพเดียว ก่อนหน้านี้รวม 14 ภาพ วันนี้รวม 30 ภาพเข้าด้วยกัน สามารถถ่ายที่แสงน้อยได้สวย และชาวโซเชียลกรีดร้อง Edit แต่งภาพได้สนุกขึ้น อันนี้ว้าวมาก สำหรับคนที่เล่น IG ตามดารา แล้วชอบโทนสีที่เขาใช้ฟิลเตอร์ โดย Custom Filters 99 แบบ สามารถเอารูปดาราที่ชื่นชอบมาใส่แล้วรู้เลยว่าใช้ฟิลเตอร์อะไร (แคปหน้าจอมาใส่แล้วแต่งภาพโทนสีที่ชอบได้เลย)

ถ่ายวิดีโอความละเอียดสูง 8K Galaxy S20, S20+ และ S20 Ultra รองรับการถ่ายวีดีโอ 8K และยังสามารถ Capture ภาพจากวิดีโอมาเป็นรูปถ่าย Hi-res ด้วยฟีเจอร์ 8K VDO Snap ความละเอียดสูงสุด 33MP

สิ่งที่หลายๆ คน อยากรู้ก็คือ ระบบกันสั่น Super Steady ที่ป้องกันการสั่นไหวได้ดีขึ้น นิ่งขึ้นกว่าเดิม จากปกติกันสั่น 30 องศา บน S10 และ Note 10 แต่บน S20 มีกันสั่น 60 องศา รวมไปถึงมีการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวด้วย AI นิ่งขึ้น เหมือนใช้ Gimbal (ไม้กันสั่น) ส่วนของแบตเตอรี่ จากที่ได้ทดสอบในระยะเวลาไม่นาน Galaxy S20 Ultra แบต 5000mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว Super Fast Charge 45W ส่วน S20+ แบตเตอรี่ 4500mAh และ S20 แบตเตอรี่ 4000mAh

ipad air 2019 ราคานักศึกษา กับวิชาที่หลากหลาย

ipad air 2019 ราคานักศึกษา

การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญมากในชีวิตประจำวัน เพราะทั้งชีวิตของมนุษย์สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อยู่ตลอดเวลา และนำมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งต่อยอดไปจนพัฒนาตัวเองทั้งในแง่ความรู้ ความคิด ตลอดจนคุณธรรม และจริยธรรมเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ แต่ในปัจจุบันนอกจากห้องเรียนแล้ว เราก็สามารถเรียนรู้จากสิ่งรอบตัว หรือที่เรียกกันว่าความรู้นอกห้องเรียน ซึ่งเรื่องบางเรื่องก็ไม่ได้มีสอนเป็นหลักสูตรในห้องเรียน และนอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นสื่อที่จะช่วยให้เด็กๆ มีความรู้รอบตัวมากยิ่งขึ้นอย่างเช่น สมาร์ทโฟน หรือพวกแท็ปเล็ตต่างๆ เช่น ipad air 2019 ราคานักศึกษา ก็มีเพื่อเป็นการส่งเสริมในเรื่องของการศึกษาของเยาวชนไทยนั่นเอง

โดยผู้ที่สามารถซื้อ ipad air 2019 ราคานักศึกษา ได้นั้นก็จะมี นักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา(หรือเทียบเท่า) ทั้งของรัฐฯ และเอกชนในประเทศไทย, นักศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่า, อาจารย์ และบุคลากรทางด้านการศึกษา และผู้ปกครองของนักเรียน นักศึกษา ซึ่งหากเป็นบุคคลที่นอกเหนือจากที่ได้กล่าวไปนั้นจะไม่สามารถใช้สิทธิ์นี้ได้ เนื่องจากทาง Apple มีสิทธิ์ในการตรวจสอบข้อมูลว่าคุณมีคุณสมบัติตรงตามที่ได้กล่าวไปหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบุคคลธรรมดา จะต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มจนครบในราคาปกตินะครับ

และหลายคนก็คิดว่าแล้วทำไมเด็กสมัยนี้ถึงต้องใช้ ipad ในการศึกษา วันนี้เรามาหาคำตอบกัน

  • ไม่ต้องแบกสมุดจด และเครื่องเขียนให้ยุ่งยาก

ถ้าเป็นสมัยก่อนตอน เด็กๆ ก็จะแบกหนังสือเรียน พร้อมกับสมุดจดของแต่ละวิชา บวกกับกล่องดินสอเหล็กที่เต็มไปด้วยดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด ปากกาแดง ปากกาน้ำเงิน น้ำยาลบคำผิด กบเหลาดินสอ วันไหนที่มีเรียนวิชาศิลปะ ก็ต้องหอบสีไม้ สีน้ำ สีโปสเตอร์ไปอีก หนักกระเป๋าสุดๆ ไปเลย แต่ถ้ามี ipad อย่างน้อยก็ไม่ต้องแบกสมุดจด และพวกเครื่องเขียนไปด้วย เพราะทั้งหมดมีอยู่ใน ipad แล้ว แถมยังสามารถแชร์ไฟล์ผ่านทางไลน์ หรืออัปโหลดผ่านช่องทางอื่นๆ ให้เพื่อนๆ ที่จดไม่ทันอีกด้วย หรือจะเป็นการแลกเปลี่ยนเลคเชอร์ หรือจะจดเพิ่มเติมก็ได้ไม่มีปัญหา

  • จดไม่ทัน ก็แค่ถ่าย

จดไวแค่ไหน แต่คุณครูลบไวกว่า ก็แก้ปัญหาการจดไม่ทัน ด้วยการถ่ายมันซะเลย ไม่ทันตรงไหน ถ่ายตรงนั้น แล้วมาจดคำอธิบายเพิ่มเติมทีหลังได้ เน้นขีดไฮไลท์ส่วนสำคัญๆ วาดหรือโยงเส้นเปลี่ยนสี เพื่อให้เข้าใจง่ายก็ได้ และหากมีเวลายังตกแต่งให้สวยงามน่าอ่านได้อีกด้วย

  • มีแอปพลิเคชันรองรับในเรื่องการเรียน

นอกจากแอปพลิเคชันที่ให้ ความบันเทิง แล้ว ก็ยังมีแอปพลิเคชันที่รองรับเรื่องการเรียนสาขาต่างๆ มากมาย เช่น แอปจดโน้ตต่างๆ เช่น GoodNotes หรือ Notability ที่ทำให้เนื้อหาดูน่าอ่าน น่าสนใจมากยิ่งขึ้น หากเป็นวิชาศิลปะ ก็สามารถใช้ Apple Pencil วาดไปบน iPad เสมือนกับวาดลงบนกระดาษจริง พร้อมออปชั่นต่างๆ มากมายที่จะทำให้เลือกวาดได้หลากหลายรูปแบบ หรือจะเป็นสายวิชาการไม่ว่าจะเป็นทางด้านภาษา สังคม วิทยาศาสตร์ ก็มีแอปพลิเคชันให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดอีกด้วย

การศึกษาโดยใช้ ipad นั้น บางท่านอาจมองว่าเป็นการสิ้นเปลืองหรือไม่ กับเด็กวัยเล็กๆ แต่ถ้าหากนำไปใช้ในทางที่ถูกต้องอย่างการฝึกภาษา การเล่นเกมที่ใช้ทักษะให้เด็กๆ ได้คิดวิเคราะห์ หรือจะเป็นการค้นคว้าหาข้อมูลที่ทางโรงเรียนไม่มีสอน ก็ถือว่า iPad เป็นตัวช่วยในการศึกษา หรือการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

iphone 11 pro max ราคา คุ้มค่าไหมกับการเป็นเจ้าของ

iphone 11 pro max ราคา

อย่างที่ได้ทราบกันว่า iphone 11 pro max ราคา ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ซึ่งหลายคนมองว่าแพงเกินไปหรือไม่ แต่หลายคนก็มองว่าสมเหตุสมผล เพราะด้วยความเป็น Apple เองด้วย และอีกหลากหลายเหตุผลที่ทำให้คนยังเลือกซื้ออยู่ เช่น เรื่องชิปเซ็ต การประมวลผลกราฟิก ระบบปฏิบัติการ เป็นต้น ซึ่งอาจจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีงบประมาณมากพอสมควร ด้วยราคาเริ่มต้นที่สูงถึง 39,900 บาท สำหรับรุ่นความจุ 64GB และต้องการสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ ที่สามารถทำงานได้อย่างครบครัน รวมถึงกล้องถ่ายภาพระดับโปรที่มาพร้อมฟังก์ชันที่ครบครันมากขึ้น พร้อมกับดีไซน์ที่สวยงามระดับพรีเมียม

ด้วยตัวเครื่องที่มาทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีทอง (Gold), สีเทา (Space Gray),  สีเงิน (Silver) และสีเขียว (Midnight Green) ซึ่งอย่างที่บอกไปในตอนแรกคือ รุ่นความจุ 64GB ราคา 39,900 บาท, รุ่นความจุ 256GB ราคา 45,900 บาท และรุ่นความจุ 512GB ราคา 52,900 บาท ซึ่งถือว่าราคาค่อนข้างสูงมากเลยทีเดียว แต่อะไรละที่ทำให้คนตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของ iphone 11 pro max กัน เราลองไปดูจุดเด่นของรุ่นนี้กัน

จุดเด่นของ iphone 11 pro max

  • ตัวเครื่องผลิตแบบ Metal-Glass คือ กรอบตัวเครื่องสเตนเลสสตีล เกรดเดียวกับที่ใช้ผลิตเครื่องมือศัลยกรรม ผสานกับกระจกที่ด้านหน้า และด้านหลังของตัวเครื่อง
  • หน้าจอแสดงผล OLED Super Retina XDA ไร้ขอบแบบ All-Screen ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 2688×1242 พิกเซล (458 ppi)
  • รองรับเทคโนโลยี HDR มีค่าความสว่างสูงสุด 1200 nits และ ค่าความเปรียบต่าง (Contrast Ratio) 2,000,000:1 พร้อมฟีเจอร์ Haptic Touch, ฟังก์ชัน TrueTone และ Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำ
  • มีคุณสมบัติในการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP6 โดยรองรับการจมอยู่ใต้น้ำที่ระดับความลึก 4 เมตร ต่อเนื่องเป็นเวลาสูงสุด 30 นาที
  • ชิปเซ็ตประมวลผล Hexa-Core 64-bit Apple A13 Bionic บนสถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 7 นาโนเมตร พร้อม Octa-Core Neural Engine 3rd Gen, เทคโนโลยี Core ML 3 และชิป U1
  • ระบบปฏิบัติการ iOS 13 หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Quad-Core Apple GPU
  • หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB และหน่วยความจำภายใน (ROM) มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นความจุ ได้แก่ 64GB, 256GB และ 512GB

และนั่นคือจุดเด่นคร่าวๆ ของ iphone 11 pro max แต่ยังมีอีกจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของรุ่นนี้ และเป็นครั้งแรกของทาง Apple เลยก็ว่าได้ที่ผลิต iPhone ที่มีกล้องหลังถึง 3 ตัวด้วยกัน และกล้องหน้า 1 ตัว โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • กล้อง Ultra-Wide Angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/2.4 เก็บภาพมุมกว้างสุด 120 องศา
  • กล้อง Wide Angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/1.8 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2.55 นิ้ว ขนาดพิกเซล 1.4µm พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Optical (OIS) และ Focus Pixels 100%
  • กล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/2.0 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/3.4 นิ้ว ขนาดพิกเซล 1.0µm พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Optical (OIS) รองรับการซูมแบบ 2x Optical Zoom และ 6x Digital Zoom
  • กล้องหน้า Digital TrueDepth ความละเอียดระดับ 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/2.2 พร้อมโหมดถ่ายภาพแบบ Portrait และการจัดแสงแบบ 3 มิติ (Portrait Lighting) ทั้งหมด 6 รูปแบบ อีกทั้งฟังก์ชัน Animoji และ Memoji สำหรับทำภาพอีโมจิให้แสดงอารมณ์ และลักษณะการเคลื่อนไหวบนใบหน้าแบบเดียวกับผู้ใช้อีกด้วย

และนั้นคือจุดเด่นหลักๆ ของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ที่ถึงแม้ว่า iphone 11 pro max ราคา จะโหด แต่ก็ยังมีหลายคนให้ความสนใจ หากใครมีงบประมาณ และเป็นสาวก Apple อยู่แล้ว ก็ต้องบอกว่าคุ้มค่าแน่นอน

ราคาโทรศัพท์ vivo ไม่เกิน 5,000 ลงทะเบียน “เราไม่ทิ้งกัน” ได้

ราคาโทรศัพท์ vivo

เชื่อว่าหลายคนตอนนี้ที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) และรอการได้รับเงินสนับสนุนจากมาตรการเยียวยารายละ 5,000 บาทต่อเดือน บางท่านอาจได้รับเงินเยียวยาแล้ว แต่บางท่านยังไม่ได้รับเงินเยียวยาเลย อีกทั้งยังมีอีกหลายท่านที่ไม่สามารถลงทะเบียนได้รับเงินสนับสนุนจากมาตรการเยียวยาได้ เพียงเพราะไม่มีสมาร์ทโฟน เราก็ขอเป็นกำลังใจให้นะครับ เชื่อว่าทุกท่านจะสามารถผ่านเรื่องราวร้ายๆ นี้ไปด้วยกันได้นะครับ แต่ถ้าหากท่านที่พอจะมีงบเหลืออยู่บ้าง วันนี้จึงขออนุญาตมาแนะนำ ราคาโทรศัพท์ vivo ไม่เกิน 5,000 ก็ลงทะเบียน “เราไม่ทิ้งกัน” ได้ ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ

Vivo Y95

สมาร์ทโฟน Vivo Y95 มาพร้อมหน้าจอ 6.22 นิ้ว HD+ กับดีไซน์หน้าจอแบบหยดน้ำไร้ขอบ พร้อมกล้องหน้า และกล้องหลังที่รุ่นนี้ มี AI ใส่ไว้ให้ทั้ง 2 ด้าน อีกทั้งหน่วยประมวลผล Snapdragon 439 @1.95GHz นอกจากจะให้คุณสามารถลงทะเบียน “เราไม่ทิ้งกัน” ได้แล้ว ยังให้คุณได้เล่นเกมได้อย่างสนุกสนานที่มากับ AI Game Mode ฟังก์ชันพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อคนเล่นเกม โดยจะมีการบล็อกการแจ้งเตือนต่างๆ ระหว่างที่คุณเล่นเกม และสามารถตอบแชทต่างๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องออกจากเกมนั่นเอง

Vivo Y91C

เป็นสมาร์ทโฟนน้องเล็กของตระกูล Y9xx ซีรีส์ ที่ถือว่าคุ้มค่าอีกหนึ่งรุ่น โดยมาพร้อมกับหน้าจอ 6.22 นิ้ว HD+ และหน่วยประมวลผล MTK Helio P20 @2.0GHz และมีกล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ซึ่งดูจากสเปกแล้วทำให้ ราคาโทรศัพท์ vivo รุ่นนี้ถูกลง แต่ก็ยังคงสามารถลงทะเบียนได้ไม่มีปัญหา

Vivo Y12

โทรศัพท์มือถือแบตเยอะที่มีราคาถูก อีกทั้งมีเลนส์ Ultrawide และมีกล้องหลังมาให้ถึง 3 ตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบถ่ายรูป มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.35 นิ้ว แบบ HD ซึ่งเป็นขนาดที่กำลังพอดีไม่เล็กไม่ใหญ่ อีกทั้งยังรองรับ WiFi 5.0GHz ถือว่าเป็น สมาร์ทโฟน ที่สามารถทำได้อย่างครบครันทั้งใช้เล่นเน็ต เล่น Facebook เล่น Line ถ่ายรูปลงโซเชียล หรือเล่นเกมเบาๆ Vivo Y12 รุ่นนี้ก็เอาอยู่แน่นอน

Vivo Y15 2020

สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ไม่เกิน 5,000 บาท ต้อง Vivo Y15 2020 เลย ซึ่งสเปกทุกอย่างแทบเหมือนกับรุ่น Vivo Y12 เลย ต่างกันเพียงแค่ความจุตัวเครื่อง RAM ที่รุ่น Vivo Y12 มาพร้อม RAM 3GB แต่รุ่น Vivo Y15 2020 นี้ RAM อยู่ที่ 4GB และกล้องหน้าที่มีความละเอียดต่างกัน ซึ่งรุ่นนี้มีความละเอียดกล้องหน้าที่ 16 ล้านพิกเซล ขณะที่รุ่น Vivo Y12 มีความละเอียดกล้องหน้าที่ 8 ล้านพิกเซลเท่านั้น นอกนั้นก็สามารถใช้งานได้ปกติทั่วไป

Vivo Y17

มาที่รุ่นสุดท้ายที่จะมาแนะนำนั่นคือรุ่น Vivo Y17 เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่สามารถประมวลผลเร็วด้วย MTK Helio P35 @2.3GHz ทำให้เล่นเกมลื่นไหลมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกม พร้อมทั้งหน้าจอขนาด 6.35 นิ้ว HD+ ที่แสดงผลเต็มตา อีกทั้งถึงเรื่องของแบตเตอรี่ที่อึดทนถึง 5,000 mAh และยังรองรับชาร์จไวแบบ Dual Engine อีกด้วย

และนั้นคือ 5 รุ่น จาก vivo ที่มีราคาไม่เกิน 5,000 ที่สามารถลงทะเบียน “เราไม่ทิ้งกัน” ได้ อีกทั้งยังเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ได้ ให้ได้คลายเครียดกันในช่วงนี้ และถ้าหากใครมีคนรู้จัก หรือพอที่จะช่วยเหลือในการลงทะเบียนให้กับผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ก็ช่วยเหลือกันนะครับ เพื่อพวกเขาจะได้โอกาสได้รับเงินสนับสนุนจากมาตรการเยียวยาในครั้งนี้ด้วย แล้วเราจะผ่านเหตุการณ์เลวร้ายนี้ไปด้วยกันครับ

macbook air 2020 มีไรใหม่ ต้องดู!

macbook air 2020

วันนี้ Apple อัพเดทโน้ตบุ๊คที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง macbook air 2020 ให้มาพร้อมประสิทธิภาพที่เร็วขึ้น, Magic Keyboard ใหม่, พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้น 2 เท่า และราคาเริ่มต้นที่ปรับลดใหม่เหลือเพียง 32,900 บาท และ 29,600 บาท เพื่อส่งเสริมการศึกษา

MacBook Air ใหม่มีประสิทธิภาพ CPU เร็วขึ้นสูงสุด 2 เท่า2 และประสิทธิภาพด้านกราฟิกเร็วขึ้นสูงสุด 80%3 ช่วยให้ผู้ใช้ทำกิจกรรมในแต่ละวันได้อย่างลื่นไหลและเล่นเกมได้มากขึ้น พื้นที่จัดเก็บข้อมูลของ MacBook Air จะเริ่มต้นที่ 256GB ผู้ใช้จึงจัดเก็บภาพยนตร์ รูปภาพ และไฟล์ต่างๆ ได้เยอะขึ้นอีก นอกจากนั้นยังมีจอภาพ Retina สวยสะกดตาขนาด 13 นิ้ว เพื่อการแสดงรูปภาพสีสันสดใสและตัวอักษรที่คมชัด, Touch ID เพื่อการล็อกอินแสนง่ายดายและการชำระเงินออนไลน์อย่างปลอดภัย, แทร็คแพดอันกว้างขวาง และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ตลอดวัน เมื่อนำทั้งหมดนี้มารวมกับพลังของ macOS Catalina บอกได้คำเดียวว่านี่คือ macbook air 2020 ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นี่เป็นครั้งแรกที่ MacBook Air มาพร้อมโปรเซสเซอร์ระดับ Quad-core การใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันจึงรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบรูปภาพ การสร้างสรรค์พรีเซนเทชั่น หรือการตัดต่อวิดีโอ MacBook Air มีประสิทธิภาพเร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 2 เท่าด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core ล่าสุดรุ่นที่ 10 ที่ปรับแต่งได้สูงสุดเป็น Core i7 แบบ Quad-core ความเร็ว 1.2GHz พร้อม Turbo Boost สูงสุด 3.8GHz และ Intel Iris Plus Graphics ยังทำให้ MacBook Air มีประสิทธิภาพด้านกราฟิกเร็วขึ้นถึง 80% ซึ่งช่วยให้กิจกรรมที่เน้นกราฟิกหนักๆ อย่างการเล่นเกมและตัดต่อวิดีโอรวดเร็วยิ่งกว่าที่เคย

พื้นที่จัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น 2 เท่า พื้นที่จัดเก็บข้อมูลของ MacBook Air จะเริ่มต้นที่ 256GB ซึ่งเพิ่มจากรุ่นก่อนหน้าถึง 2 เท่า ผู้ใช้จึงจัดเก็บภาพยนตร์ รูปภาพ และไฟล์ต่างๆ ได้เยอะขึ้นอีก และสำหรับผู้ที่อยากจะเพิ่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูล MacBook Air ก็สามารถปรับแต่งให้เป็น SSD ความจุสูงสุด 2TB ได้ ซึ่งเพิ่มจากความจุสูงสุดเดิมถึง 2 เท่าเช่นกัน

ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่มาพร้อมเครื่อง MacBook Air มาพร้อมชิพ Apple T2 Security ซึ่งเป็นชิพรุ่นที่ 2 ของ Apple ที่ออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ ชิพตัวนี้จะทำหน้าที่ตรวจสอบว่าซอฟต์แวร์ที่โหลดในระหว่างการบูทนั้นไม่ถูกดัดแปลงแก้ไข และเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดที่คุณเก็บไว้ใน SSD ได้อย่างฉับไว MacBook Air และ Mac ทุกรุ่นที่มาพร้อมชิพ T2 จึงมีกระบวนการบูทที่ปลอดภัยที่สุดรวมถึงตัวจัดเก็บข้อมูลที่ปลอดภัยที่สุดในบรรดาโน้ตบุ๊คทั้งหมด ชิพ T2 ยังมีหน้าที่ปกป้องข้อมูล Touch ID อีกด้วย ดังนั้น ข้อมูลทั้งหมดของผู้ใช้จะปลอดภัยอยู่เสมอ ทั้งในขณะปลดล็อคเครื่อง Mac กรอกรหัสผ่าน หรือชำระเงินออนไลน์

และสุดท้ายกับ Magic Keyboard ใหม่ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกบน MacBook Pro ขนาด 16 นิ้ว กลไกแบบกรรไกรที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีการขยับขึ้นลงของปุ่มที่ระยะ 1 มม. เพื่อประสบการณ์ในการพิมพ์ที่ทั้งสะดวกสบายและมั่นคง ขณะที่ปุ่มลูกศรซึ่งได้รับการจัดเรียงใหม่เป็นรูปตัว “T” กลับหัวก็จะช่วยให้ผู้ใช้หาปุ่มเจอได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องก้มมอง MacBook Air มาในดีไซน์ Unibody แบบสวยสะดุดตาในรูปทรงแบบลิ่ม ตัวเครื่องทำมาจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% และมีให้เลือกด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สีทอง สีเงิน และสีเทาสเปซเกรย์ จอภาพ Retina ขนาด 13 นิ้ว ถ่ายทอดความละเอียดได้กว่า 4 ล้านพิกเซลและสีสันหลายล้านสี ดังนั้น ไม่ว่าจะอ่านอีเมล รับชมภาพยนตร์ หรือปรับแต่งรูปภาพ ผู้ใช้ก็จะได้เห็นตัวหนังสือแบบคมกริบและรูปภาพที่สวยงามสมจริงยิ่งกว่าที่เคย