นวัตกรรมล้ำนำสมัย ทีวีไม่มีวันตาย

tv

ยุค “Mobile First” อะไรๆ ก็สมาร์ทโฟนไว้ก่อน วิถีชีวิตคนในสังคมอยู่กับ Smart Device และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ทั้งติดต่อสื่อสาร เปิดรับข้อมูลข่าวสาร ค้นหาข้อมูล อ่านหนังสือ หรือแม้แต่ดูคอนเทนต์ต่างๆ ยังทำผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ที่พกพาติดตัวไปไหนมาไหน ทั้งนอกบ้าน และในบ้าน จนทุกวันนี้หลายคน แทบจะจำไม่ได้ว่าตัวเองเปิด “ tv ” ครั้งล่าสุดเมื่อไร !!!

อีกทั้งภาพรวมของตลาดทีวีในประเทศไทย เดินทางมาถึงจุดเริ่ม “อิ่มตัว” เนื่องจากทุกวันนี้ Penetration หรืออัตราการเข้าถึงทีวีในประเทศไทยเกือบ 100% ของจำนวนครัวเรือนในไทยแล้ว และรอบการเปลี่ยนทีวีของคนไทย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7 – 10 ปี แตกต่างจากตลาดมือถือ ที่ใช้ 1 – 2 ปีเปลี่ยนเครื่องใหม่

ส่งผลให้ตลาดที วีในไทย มีการเติบโตทั้งในเชิงมูลค่า (Value) และในเชิงปริมาณ (Volume) ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ โดยคาดการณ์ว่าปีนี้ ตลาดทีวีมีมูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท ในเชิง Value มีอัตราการเติบโตเพียง 3% ขณะที่ยอดขายจำนวนเครื่อง อยู่ที่ 2,000,000 – 3,000,000 เครื่อง มีอัตราการเติบโตเพียงแค่ 1%

จากสถานการณ์ดังกล่าว กลายเป็น “ความท้าทายครั้งใหญ่” ของบรรดาแบรนด์ผู้ผลิตทีวีทั้งหลาย ต่างกำลังเผชิญ และหาทางผ่าทางตันในภาวะอิ่มตัว เพื่อผลักดันให้ตลาดทีวีเติบโตต่อไปได้

หัวใจสำคัญที่จะกระตุ้นให้คนเปลี่ยนทีวี อันดับแรก “นวัตกรรม” ซึ่งปัจจุบันพัฒนาการของทีวีทั่วโลก เข้าสู่ยุค “สมาร์ททีวี” เป็นทีวีที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ และสามารถต่อยอดไปสู่เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) ได้เช่นกัน ทำให้พฤติกรรมการชมคอนเทนต์ผ่านหน้าจอของผู้บริโภค เกิดการแยกประเภทหน้าจอโดยอัตโนมัติ ระหว่างอยู่นอกบ้าน กับในบ้าน

เวลาอยู่นอกบ้าน ผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งเป็น Entertainment Mobility ดูคอนเทนต์ต่างๆ และเมื่อกลับเข้าบ้าน ก็สามารถดึงคอนเทนต์บนมือถือ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รับชมผ่านทีวี หรือเปิดหน้าเว็บไซต์ต่างๆ จากจอทีวีได้เลย เพื่อรับชมรายการ ซึ่งแน่นอนว่าการดูรายการผ่านทีวีที่มีขนาดใหญ่ และด้วยเทคโนโลยีภาพและเสียงที่พัฒนาไปไกล ทำให้ได้อรรถรสความบันเทิงมากกว่ามือถือ

ดังนั้น เมื่อมีนวัตกรรมเช้ามา เราก็จะเริ่มงงแล้ว ตอนนี้ทีวีมันสมาร์ทไปถึงไหนกันแล้ว ประเภทจอทีวี มีทั้ง LCD, LED, OLED, QLED และยังมีเรื่องความละเอียดของจอภาพแบบ 4K, 8K มากมายให้เลือกสรรเยอะไปหมด เรามาดูประเภทที่กำลังเป็นที่นิยมกันดีกว่า นั้นก็คือ LED TV (Light Emitting Diode) เป็นทีวีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาด ต่อยอดมาจาก LCD โดยใช้หลอดไฟ LED ขนาดจิ๋ว 3 สี ได้แก่ สีแดง น้ำเงิน และเขียว เป็นตัวกำเนิดแสง ให้แสงสว่างได้ดีว่า LCD กินไฟน้อยกว่า และตัวเครื่องมีความบางยิ่งขึ้นอีกด้วย แต่ที่ซับซ้อนไปกว่านั้น LED TV ยังมีหลายรูปแบบให้เลือกใช้ โดยไล่เรียงกันไปตามประสิทธิภาพจากน้อยไปหามาก ไม่ว่าจะเป็น Edge LED, Full LED และ RGB LED ซึ่งราคาก็จะเพิ่มขึ้นไปตามประสิทธิภาพในการแสดงผล

อีกระเภทที่กำลังมาแรงก็คงไม่พ้น OLED TV (Organic Light Emitting Diode)  นอกจากนี้ก็ยังมีคำอื่นๆ ที่เราจะได้ยินกันอยู่บ่อยครั้ง เช่น OLED TV (Organic Light Emitting Diode) ทีวีสมัยใหม่ที่เม็ดพิกเซลสามารถให้กำเนิดแสงได้เองคล้ายกับ Plasma ไม่ต้องพึ่งหลอดไฟเหมือน LCD หรือ LED จุดเด่นของจอภาพชนิดนี้คือมีลักษณะคล้ายแผ่นฟิล์ม มีความบางและความยืดหยุ่น สามารถพัฒนาหน้าจอให้มีความโค้งได้แถมยัง กินไฟน้อย

ความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นกับวงการโทรศัพท์มือถือ

“iphone x 256gb”

ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการเทคโนโลยีในด้านของโทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนนั้นไปไกลอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหน้าจอที่บางเฉียบแต่คมชัด การสแกนผ่านใบหน้าเพื่อปลดล็อกหน้าจอ เรื่องของกล้องที่มีความคมชัด โดยคุณแทบจะไม่จำเป็นต้องพกกล้องถ่ายรูปติดตัวให้หนักเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว อีกทั้งความจุที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น “iphone x 256gb” ซึ่งเป็นความจุที่มากสุดของรุ่นนี้ และยังมีอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ

ซึ่งโดยสมัยก่อน โทรศัพท์มือถือ มีหน้าที่แค่ใช้โทรเข้า-โทรออกเท่านั้น หรือส่งข้อความสำหรับการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น แต่ปัจจุบันนี้โทรศัพท์มือถือสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิดมากมายเลยทีเดียว แล้วถ้าหากพูดถึงอนาคตบ้างละ? โทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนของคุณจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่ วันนี้เราจะมาลองวิเคราะห์กันดูดีกว่า ว่าจะมีอะไรบ้างที่น่าจะเกิดขึ้นบ้างกับวงการโทรศัพท์มือถือ

  • เป็นโปรเจคเตอร์ในตัว

จริงๆ แล้ว เคยได้มีโทรศัพท์มือถือที่สามารถเป็นโปรเจคเตอร์ในตัวมาแล้วนั้นคือ Samsung Galaxy Beam โดยมีความสามารถในการฉายภาพในขนาดกว้าง 50 นิ้ว  ด้วยความละเอียด WVGA (800 x 480 พิกเซล) ซึ่ง ณ ขณะนั้น อาจจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก แต่เชื่อว่าในอนาคตจะต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้อย่างแน่นอน

  • การแสดงภาพโฮโลแกรม (Holograms)

หลายๆ แบรนด์ได้เริ่มสนใจที่จะเข้าสู่เทคโนโลยี 3 D กันมากขึ้น ซึ่งส่วนที่คิดว่ายากที่สุดคือการที่ต้องการให้ภาพโฮโลแกรม (Holograms) ต้องฉายภาพออกมาในแบบ 3 มิติผ่านหน้าจอโดยตรงเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นเทคโนโลยีระหว่างการแสดงภาพโฮโลแกรม และโปรเจคเตอร์ในแบบ 3 มิติในหนึ่งเดียว

  • Weather Cell Phone Concept

โดยมีแนวความคิดที่ว่าเป็นสมาร์ทโฟนบอกสภาพดินฟ้าอากาศ ซึ่งตัวเครื่องมีลักษณะวัสดุเป็นโปร่งใส มีขนาดที่บาง ใช้ระบบสัมผัสในการควบคุมการทำงาน สามารถตรวจวัดสภาพอากาศในปัจจุบันแล้วแสดงผลบนตัวเครื่องได้ ยกตัวอย่างเช่น อากาศแจ่มใส หน้าจอจะสดใส หากฝนตก ตัวเครื่องก็จะมีหยดน้ำฝนเกาะอยู่ และถ้ามีหิมะตก หน้าจอก็จะเป็นฝ้าด้วยไอความเย็นของหิมะ และหากต้องการโทรออกหรือเขียนข้อความ เพียงแค่ใช้ปากเป่าลมไปยังหน้าจอ ก็สามารถเขียนตัวอักษรหรือวาดรูปต่างๆ ลงไปได้เลย ถ้าหากมีสมาร์ทโฟนแบบนี้อยู่จริงในอนาคต ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่เจ๋งมากๆ เลยทีเดียว

  • เทคโนโลยี Augmented Reality (AR)

หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อของ AR นั่นเอง คือการนำเอาสภาพแวดล้อมของโลกจริง มาผสมเข้ากับวัตถุ หรือสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างในรูปแบบอนิเมชั่น เพื่อเป็นการจำลองสิ่งต่างๆ ได้นั่นเอง โดยในปัจจุบันเราก็เริ่มเห็นกันค่อนข้างเยอะแล้วบนสมาร์ทโฟน เช่น เกม Pokemon Go, Real Strike, Night Terrors หรือเกมอื่นๆ อีกมากมาย

  • ความจุของสมาร์ทโฟนที่อาจมีมากกว่าเดิม

เห็นได้อย่างชัดเจนว่าปัจจุบันนั้นได้มีสมาร์ทโฟนที่ค่อนข้างมีความจุในตัวค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว อย่างเช่น “iphone x 256gb” ถือว่าเยอะแล้ว แต่ ณ ปัจจุบัน ที่เห็นกันในตระกูล iPhone ก็จะอยู่ที่ความจุ 512 GB ซึ่งอนาคตอาจเป็นไปได้ที่สินค้า iPhone อาจจะมีความจุมากถึง 1 TB ก็เป็นได

ต่อไหน ต่อกัน เชื่อมต่อให้เป็นด้วย สาย aux

สาย aux

ปัญหาที่นักฟังเพลงหรือเล่นเครื่องเสียงมือใหม่ส่วนใหญ่คือ ในหลายๆ ครั้งซื้ออุปกรณ์เครื่องเสียงมาหลายชิ้นแต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะต่อกันยังไง มีรูหรือช่องต่อมากมายเหลือเกิน ทำให้เกิดความงงงวย ไหนจะต้องคิดว่า ซื้อสายหัวแบบไหนที่จะทำให้ใช้ด้วยกันได้ อาทิ สาย aux , RCA, Micro USB, HDMI โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อชุดเครื่องเสียงกับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ เช่น Smart TV ทั้งหลาย ที่มีปัญหามากว่า ช่องไหน เป็นช่องไหน ต้องลองแล้ว ลองอีก กว่าจะรู้ว่า ช่องไหนถึงจะสามารถต่อกับ TV ได้ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถรับรู้และเลือกซื้อได้ดีขึ้นนั่นก็คือ การรู้ช่องเชื่อมต่อต่างๆ ว่าแต่ละอันมีชื่อเรียกว่าอะไร และหน้าตาเป็นยังไง

อันดับแรกจะพลาดไม่ได้เลยกับ สาย aux นับว่าเป็นช่องการเชื่อมต่อที่พบเห็นได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในสมาร์ทโฟน, เครื่องเล่นเพลง, โน๊ตบุ๊ค และเครื่องเสียงทั่วไป เรียกได้ว่าอุปกรณ์ไหนที่สามารถส่งเสียงได้ส่วนใหญ่มักจะมีช่อง AUX ให้ต่อได้นั่นเอง โดย AUX นั้นย่อมาจาก Auxilliary input ซึ่งถือว่าเป็นพอร์ตหรือช่องการเชื่อมต่อพื้นฐาน โดยหัวต่อที่ใช้กับช่องประเภทนี้ก็คือ แจ๊คหรือหัวเสียบที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5 มิลลิเมตร หรือ แจ๊คหูฟังทั่วไปนั่นเอง ข้อดีของพอร์ตนี้คือใช้ง่าย ไม่ยุ่งยากเสียบสายเดียวเสียงออกเลย แต่ข้อเสียคือคุณภาพของเสียงจะสู้ข้อต่อแบบอื่นๆไม่ได้ในราคาที่เท่ากัน

ขอสรุปคร่าวๆ ว่าประโยชน์หลักของ aux inputs คือสามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์เสียงทั่วไปได้ ไม่ว่าคุณจะมี iPhone โทรศัพท์ Android หรือแม้แต่ Walkman มานานหลายทศวรรษคุณจะสามารถใช้งานได้กับอินพุต aux ในชุดหัวหรือสเตอริโอในบ้าน

ด้วยเหตุนี้สาย aux จะทำงานร่วมกับอุปกรณ์พกพาจำนวนมากแม้ว่าบางส่วนจะต้องใช้อะแดปเตอร์และการเปลี่ยนหรืออัพเกรดเครื่องเล่นเพลงของคุณจะไม่เจ็บปวด โดยทั่วไปการถอดปลั๊กโทรศัพท์หรือเครื่องเล่นเพลงเก่าของคุณเป็นเรื่องธรรมดาเพียงแค่เสียบปลั๊กใหม่และทำเสร็จแล้ว

ในขณะที่สายต่ออื่นๆ อย่าง HDMI ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะคอหนังที่ชอบต่อจากโน๊ตบุ๊ค, กล่องดูหนังต่างๆ มายัง Smart TV จอใหญ่ๆเพื่อให้ดูหนังได้อรรถรสยิ่งขึ้น โดยเข้า HDMI นี้จุดเด่นจะอยู่ที่สามารถส่งได้ทั้งสัญญาณภาพและเสียงในเส้นเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน และยังมีการพัฒนาความสามารถในการส่งข้อมูลให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย นับว่าเป็นอีกการเชื่อมต่อนึงที่ใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

RCA นี่ไม่ใช่สถานที่บันเทิงใดๆ แต่เป็นสายเชื่อมต่อสำหรับเสียง โดยจุดเด่นของการเชื่อมต่อแบบ RCA ก็คือจะใช้สาย 2 เส้น โดยเส้นนึงจะเป็นสีแดง และอีกเส้นจะเป็นสีขาว ที่สาย RCA ต้องต่อ 2 เส้นเพราะแต่ละเส้นจะส่งสัญญาณแยกกันระหว่างสัญญาณเสียงด้านซ้าย และสัญญาณเสียงด้านขวา ซึ่งการเชื่อมต่อก็ง่ายๆครับ เอาหัวสีแดงต่อกับช่องสีแดง หัวขาวต่อช่องขวา การเชื่อมต่อแบบนี้จะยุ่งยากกว่า AUX เล็กน้อยแต่จะให้เสียงทีดีกว่าครับ

ทั้งนี้ นี่เป็นเพียงข้อมูลของสายเชื่อมเพียงไม่กี่สายเท่านั้น ยังมีสายเชื่อต่ออีกมากมาย ที่ให้คุณต้องศึกษาและลองเชื่อมต่อให้เข้ากับอุปกรณ์ที่ต้องการ ทั้ง Micro USB , USB A, USB C เป็นต้น ลองเลือกให้เหมาะสมกับอุปกรณ์นั้นๆ แล้วจะพบกับประสบการณ์ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

วิวัฒนาการของการถ่ายทอดสดฟุตบอลต่างประเทศในไทย

"ipad pro"

            ฟุตบอลเป็นกีฬายอดฮิตของคนทั่วโลกเลยก็ว่าได้ เพราะว่ามีการแข่งขันที่สนุกเร้าใจ มีกติกาที่เข้าใจง่าย และแฟน ๆ มีส่วนร่วมผ่านความผูกพันในด้านการเป็นตัวแทนทีมของท้องถิ่นที่อยู่อาศัยหรือเป็นตัวแทนของชาติในการไปแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ๆ ซึ่งนอกกจากการไปร่วมเชียร์ในสนามแล้วการที่แฟน ๆ หรือผู้ชมที่ไม่ได้มีโอกาสไปอยู่ในสถานที่จริงจะร่วมชมและส่งกำลังใจไปให้ก็คือการถ่ายทอดสดนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนอกจากจะสามารถรับชมผ่านการถ่ายทอดสดทางโทนทัศน์ได้แล้วยังได้พัฒนาให้สามารถรับชมผ่านรูปแบบ Online ผ่าน Smart Device อย่างเช่น “ipad pro” ได้ด้วย ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายให้เป็นอย่างมาก

                โดยประเทศไทยนั้นถือว่าเป็นอีกที่ซึ่งคลั่งไคล้ฟุตบอลเป็นอย่างมาทั้งทีมจากในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะฟุตบอลต่างประเทศนั้นเราจะเห็นกันมานานแล้วว่าคนไทยเป็นแฟนทั้งในระดับสโมสร เช่น พรีเมียร์ลีกจากประเทศอังกฤษ, ลาลีกาจากประเทศสเปน และ บุนเดสลีกาจากประเทศเยอรมัน เป็นต้น หรือทัวร์นาเมนต์ระดับชาติเช่น ฟุตบอลโลก หรือ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยการที่จะติดตามรับชมและเชียร์อย่างทันท่วงทีเหมือนไปอยู่ที่สนามนั้นต้องผ่านการถ่ายทอดสดการแข่งขัน ซึ่งต้องบอกว่ามีวิวัฒนาการที่น่าสนใจเลยทีเดียว โดยครั้งนี้เราจะมาพูดกันถึงการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกัน

                1. เทปบันทึกการแข่งขัน

                ในช่วงประมาณปี 1960 นั้นคนไทยจะได้รู้ผลการแข่งขันฟุตบอลจากต่างประเทศได้รวดเร็วก็ต้องผ่านข่าวที่รายงานทั้งในโทรทัศน์ขาวดำ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ ส่วนการที่จะได้ดูแมตช์การแข่งขันนั้นก็ต้องรอเป็นเทปบันทึกการแข่งขันที่จะส่งมาจากต่างประเทศมาออกอากาศที่สถานีโทรทัศน์ในไทย ซึ่งบางทีก็ช้ากว่าที่แข่งเป็นเดือน ๆ โดยถ้าเป็นแมตช์สำคัญ ๆ อย่างการชิงฟุตบอลโลกนั้นมีการนำมาฉายในโรงภาพยนตร์เลยทีเดียว

                2. การถ่ายทอดสดทางฟรีทีวี

                เมื่อความนิยมของฟุตบอลต่างประเทศมีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอลโลก ทำให้ในปี 1970 หรือปี พ.ศ. 2513 ที่ฟุตบอลโลกถูกจัดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโกและมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกครั้งแรกนั้นคนไทยได้ดูการถ่ายทอดสดนัดชิงชนะเลิศโดย ทีมชาติบลาซิล ชนะ ทีมชาติอิตาลี ไป 4-1 ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนไทยได้ชมฟุตบอลโลกทุก ๆ 4 ปีที่มีการแข่งขัน โดยเจ้าภาพที่นำมาให้ได้ชมกันนั้นก็จะเป็นรัฐบาลซึ่งใช้ชื่อว่าโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยได้ดูการแข่งขันครบทุกแมตช์ในฟุตบอลโลกปี 1990 ที่ประเทศอิตาลีเป็นเจ้าภาพ จนถึงปี 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพได้มีบริษัททศภาคมาเป็นตัวแทน ซึ่งก็มีการถ่ายทอดสดทุกนัดผ่านฟรีทีวีอยู่

                ในส่วนของฟุตบอลลีคทางช่องฟรีทีวีต่าง ๆ ก็ได้เริ่มซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายทอดสดให้ได้ชมกัน ซึ่งส่วนมากจะเป็นแมตช์ใหญ่ ๆ ที่คนไทยสนใจ

                3. การถ่ายทอดสดผ่านเคเบิ้ลทีวี

                หลังจากที่ฟุตบอลทีมชาติได้รับความสนใจมากขึ้นทำให้ลีคชั้นนำจากต่างประเทศก็มีคนต้องการดูการถ่ายทอดสดมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกันทำให้บริษัทเคเบิ้ลทีวีในไทยซื้อลิขสิทธิ์มาให้ผู้เป็นสมาชิกได้ดูกัน โดยอาจจะเป็นพันธมิตรกับฟรีทีวีบางช่องเพื่อเผยแพร่ในบางคู่การแข่งขัน โดยช่องทางดังกล่าวยังถูกใช้กันมาถึงปัจจุบัน

                เช่นเดียวกับฟุตบอลโลกที่ในปี 2010 และ 2014 ที่บริษัท RS เข้ามาเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์และออกอากาศผ่านกล่องรับสัญญาณดาวเทียมของตัวเองเท่านั้น ซึ่งในปี 2018 ก็ได้ถูกยกเลิกไปเพราะว่า กสทช. ได้ออกระเบียบ Must Have ขึ้นมารองรับการแข่งขันกีฬาใหญ่ ๆ ที่ต้องได้ดูผ่านฟรีทีวีเท่านั้น

                4. ถ่ายทอดสดผ่านอินเตอร์เน็ต

                ปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีได้นำความบันเทิงมาสู่โลกอินเตอร์เน็ตทำให้เหล่าผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลต่างประเทศนั้นได้เพิ่มช่องทางการถ่ายทอดสดมาในรูปแบบ Online ด้วย ซึ่งผู้ที่จะชมก็ต้องสมัครบริการในแพ็คเกจต่าง ๆ และดูได้ผ่านแอพพลิเคชั่นใน Smart Device ต่าง ๆ อย่างเช่น “ipad pro” ซึ่งวิธีดังกล่าวกำลังได้รับความนิยมในหมู่แฟนฟุตบอลเป็นอย่างมาก

                และนี่คือเรื่องราวของวิวัฒนาการของการถ่ายทอดสดฟุตบอลต่างประเทศในไทยนั่นเอง จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะอย่างไรความเป็นแฟนกีฬาลูกหนังนั้นก็ฝังอยู่ในสายเลือดคนไทยหลาย ๆ คน และพร้อมที่จะหาทางเข้าถึงการถ่ายทอดสดเสมอ

Music Streaming เจ้าไหนเหมาะกับคุณมากที่สุด

"macbook pro"

                วิธีการฟังเพลงของคนในปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อที่จะทำให้ผู้ใช้งานสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อย่างแต่ก่อนการที่เราจะได้ฟังเพลงแต่ละครั้งก็ต้องซื้อ Tape Cassette หรือ CD เฉพาะศิลปินมาเปิดกับเครื่องเล่นที่บ้านหรือเครื่องเล่นติดตามตัวของเรา ซึ่งในปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องคลาสสิคเพราะว่าเราสามารถฟังเพลงต่าง ๆ จากศิลปินจากทั่วมุมโลกได้ทันทีผ่านบริการ Music Streaming ขอแค่เรามี Internet และ Smart Device อย่าง iPhone, iPad ไปจนถึง “macbook pro” โดยนับว่าเป็นวิธีที่ง่ายและถูกลิขสิทธิ์ไปพร้อม ๆ กันเลยทีเดียว

                แต่ในปัจจุบัน Music Streaming มีให้นักฟังเพลงอย่างเรา ๆ เลือกใช้กันมากมาย โดยที่บางคนอาจเลือกเป็นสมาชิกได้แค่เจ้าเดียวจนเกิดความลังเลว่าจะใช้ของเจ้าไหนดี วันนี้เราจึงรวบรวมจุดเด่นและข้อสังเกตุต่าง ๆ ของผู้ให้บริการ Music Streaming ที่ได้รับความสนใจในปัจจุบันว่ามีเจ้าไหนที่เหมาะสมกับตัวคุณบ้าง อย่ารอช้าเลยดีกว่าไปดูกัน

                1. Apple Music

                เป็นผู้ให้บริการที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ ทั้งยังไม่ใช่แค่ผู้ใช้บริการ iOS เท่านั้นที่จะใช้บริการได้ เพราะว่ารองรับผู้ใช้งานในระบบ Android ด้วยเช่นเดียวกัน และ “macbook pro” หรือ PC ก็ยังใช้ได้อีกด้วย

                จำนวนเพลงที่มีในคลังของ Apple Music นั้นมีมากกว่า 40 ล้านเพลงซึ่งถือว่าเยอะมาก ยิ่งถ้าใครเป็นคนที่ชอบฟังเพลงสากลด้วยแล้วล่ะก็ยิ่งตอบโจทย์อีกทั้งยังมีเพลงและคอนเทนท์แบบ Exclusive อีกด้วย โดยในประเทศไทยแม้ลิขสิทธิ์เพลงจะไม่ได้เต็มที่เหมือนกับหลาย ๆ ประเทศแต่ว่าก็ครอบคลุมหลากหลายแนว อย่างเช่นเพลง Asia จากทั้ง ญี่ปุ่นและเกาหลีหรือฝั่ง จีน ไต้หวัน ก็มีค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวสำหรับศิลปินและซิงเกิ้ลที่ดัง ๆ ส่วนเพลงไทยนั้นใครเป็นแฟนเพลง RS เสียใจด้วยเพราะไม่มีให้บริการ

                ในเรื่องคุณภาพเสียงนั้น Apple Music ใช้คุณภาพเสียง 256kbps ในฟอร์แมต AAC ซึ่งทาง Apple เคลมว่าให้คุณภาพเสียงที่ดีเกินบิตเรทเลยทีเดียว ซึ่งต้องยอมรับว่าหลังจากที่ลองได้ฟังก็ทำได้ตามที่บอกไว้จริง ๆ โดยสามารถดาวน์โหลดแบบ Offline มาฟังได้อีกด้วย

                 Apple Music มีโปรโมชั่นให้ผู้ใช้ใหม่ทดลองฟังได้ 3 เดือนเลยทีเดียว หลังจากนั้นราคาจะอยู่ที่ 69 บาทต่อเดือนสำหรับนักเรียนนักศึกษา 129 บาทต่อเดือนสำหรับบุคคลทั่วไปและ 199 บาทต่อเดือนสำหรับบัญชีแบบครอบครัว 6 คน

                2. JOOX

                เป็นผู้ให้บริการ Music Streaming จากยักษ์ใหญ่วงการ IT จีนอย่าง Tencent ซึ่งทำออกมาถูกใจคนไทยเลยก็ว่าได้ เพราะว่าเป็นศูนย์รวมของเพลงไทยจากทั่วราชอาณาจักรมีเพลงที่ศิลปินไทยทำออกมาเป็น Exclusive แถมมีฟังก์ชั่นเช่นการคอมเมนต์เพลงที่ชอบหรือการร้อง Karaoke เป็นต้น และแน่นอนว่าดาวน์โหลดเพลงแบบ Offline มาฟังได้

                คุณภาพเสียงจะถูกแบ่งออกเป็น 5 ระดับด้วยกันนั่นก็คือ Low, Std, Med, HQ, Hi-Fi ซึ่งช่วยแก้ปัญหาสำหรับคนที่สภาพการใช้อินเตอร์เน็ตเอื้ออำนวยในการ Streaming ต่างกันนั่นเอง

                สำหรับค่าบริการของ JOOX นั้น ในขั้นเริ่มต้นสามารถฟังในระดับ Low, Std, Med ได้แบบฟรี ๆ ไม่ต้องเสียเงิน แต่ว่าก็จะมีโฆษณาระหว่างเล่นเพลง แต่ว่าถ้าเป็นสมาชิกแบบ VIP ก็จะสามารถฟังเพลงในระดับ HQ กับ Hi-Fi ได้พร้อมเข้าถึงฟังก์ชั่นอื่น ๆ ได้อย่างครบถ้วนในราคา 69 บาทต่อสัปดาห์, 129 บาทต่อเดือน, ราคา 349 บาทต่อ 3 เดือน, 639 บาทต่อ6เดือน, 1099 บาทต่อ 1 ปี

                3. Spotify

                โดดเด่นด้วยการจัด Playlist ที่ตรงใจผู้ใช้งาน โดยการเรียนรู้การฟังเพลงของเราว่าเป็นอย่างไรและจัดออกมาเป็นหมวดหมู่ให้ได้ฟังกัน แถมจำนวนเพลงในคลังนั้นก็ไม่ใช่น้อย ๆ เลย เพลงอินดี้เจ๋ง ๆ จากหลาย ๆ ประเทศสามารถหาฟังได้จากที่นี่ เพลงไทยก็มีครบทุกค่ายหลัก ๆ เลย

                คุณภาพเสียงของ Spotify จะเริ่มจาก 160kbps โดยสามารถฟังได้ฟรี แต่ว่าถ้าเป็นแพ็คเกจเสียเงินนั้นจะมาในบิตเรท 320kbps ซึ่งถือว่ามาในระดับมาตรฐานของบริการ Music Streaming ในปัจจุบัน

                ค่าบริการของ Spotify นั้นอยู่ที่ 129 บาทต่อเดือนและแพ็คเกจแบบครอบครัว ราคาอยู่ที่ 199 บาทต่อเดือน สามารถดาวน์โหลดแบบ Offline มาฟังได้เช่นเดียวกัน

                และนี่คือการแนะนำผู้ให้บริการ Music Streaming ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการฟังเพลง ถูกใจเจ้าไหนก็ไปใช้งานกันได้นะครับ

ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รูปแบบใหม่

คอม

เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท คอม แอร์ (โหมดแอร์) ตู้เย็น ทีวี ต่างก็มีกำลังไฟที่ต้องจ่ายกันทั้งนั้น โดยเฉพาะ คอม เราลองมาเรียนรู้ฉลากประหยัดไฟที่อยู่ตามเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้กันดีกว่า เนื่องจากปัจจุยันนี้ฉลากของการไฟฟ้านั้น มีการปรับและเปลี่ยนรูปแบบของฉลากให้ดูใหม่ ทันสมัย และเข้าใจง่ายมากขึ้น พร้อมทั้งมีคำอธิบายด้านล่างด้วยว่าแต่ละสิ่งที่อยู่ในฉลากคืออะไร และควรให้ความสำคัญกับสิ่งใดบ้าง

เริ่มจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะผู้นำด้านการประหยัดพลังงานไฟฟ้าอันดับหนึ่งของประเทศ ได้ดำเนินการรณรงค์โฆษณาประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ มาตั้งแต่ปี 2536 โดยใช้กลยุทธ์ 3 อ. ได้แก่ อ.อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า อ.อาคารประหยัดไฟฟ้า อ.อุปนิสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อ.อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าที่ กฟผ. มุ่งรณรงค์ส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนในประเทศไทย เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาตั้งแต่ปี 2538

ภายใต้สัญลักษณ์ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ซึ่ง กฟผ. ได้รับความร่วมมือจากบริษัทผู้ผลิต / นำเข้า และผู้แทนจำหน่าย ร่วมพัฒนาประสิทธิภาพอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงาน จนถึงปัจจุบันมีอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบค่าประสิทธิภาพ การใช้พลังงานและติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แล้วรวม 30 ผลิตภัณฑ์

ในปี 2561 กฟผ. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง จึงได้ดำเนินการส่งเสริมให้ผู้ผลิต / นำเข้า และผู้แทนจำหน่าย ร่วมกันพัฒนาประสิทธิภาพอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานการประหยัดพลังงานไฟฟ้าของผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ให้สูงกว่าฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เดิม  ด้วยการแบ่งระดับเกณฑ์ประสิทธิภาพใหม่ (Ranking) เป็น 4 ระดับ ได้แก่ เบอร์ 5, เบอร์ 5 ★ , เบอร์ 5 ★★, เบอร์ 5 ★★★ ซึ่งจำนวนดาวแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานที่สูงขึ้น เป็นการให้ข้อมูลผู้บริโภคชัดเจนยิ่งขึ้น ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูง

การปรับเปลี่ยนรูปแบบฉลากฯ

แนวคิดการปรับรูปแบบฉลากฯ ยังคงสัญลักษณ์ที่โดดเด่น คือ รูปโค้งครึ่งวงกลมที่แสดงระดับประสิทธิภาพอยู่ เนื่องจากมีรูปลักษณ์ที่ประชาชนจดจำมาเป็นระยะเวลานาน แต่ปรับเปลี่ยนบางส่วนให้โดดเด่นขึ้น เช่น สี ขนาด รายละเอียดบนฉลากให้เด่นชัด เพื่อเป็นเป้าสายตาเพิ่มความสนใจของประชาชน รวมถึงนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่

มีการปรับเปลี่ยน ดังนี้ ฉลากฯ รูปแบบปัจจุบัน        

1.แสดงระดับประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า ตั้งแต่เบอร์ 1 – เบอร์ 5

2. ค่าไฟฟ้าและค่าการใช้พลังงานติดกัน   

ฉลากฯ รูปแบบใหม่

1. แสดงระดับประสิทธิภาพพลังงาน 4 ระดับตั้งแต่เบอร์ 5, เบอร์ 5 ★, เบอร์ 5 ★★ และ เบอร์ 5 ★★★

2. เพิ่มความโดดเด่น ชัดเจนของค่าไฟฟ้า

3. เว็บไซต์ http://labelno5.egat.co.th ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้

วิธีการการดูฉลากแบบง่ายๆ

1. ดูที่เกณฑ์ระดับประสิทธิภาพพลังงาน เบอร์ 5 , เบอร์ 5 ★, เบอร์ 5 ★★, เบอร์ 5 ★★★ ซึ่งดาวยิ่งมาก ยิ่งประหยัดไฟ

2. ค่าไฟฟ้า ซึ่งได้คำนวณจากพฤติกรรมการใช้งานของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อใช้ในการประมาณการค่าไฟฟ้าของผู้บริโภค และใช้ในการเปรียบเทียบเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นั้นๆ ได้

            นอกจากนี้ฉลากฯ รูปแบบใหม่ ได้แสดงเว็บไซต์ https://labelno5.egat.co.th เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคตรวจสอบว่ารุ่นที่พิจารณาเลือกซื้อได้รับการรับรองจาก กฟผ. หรือแสดงค่าระดับถูกต้องหรือไม่ ซึ่งในเว็บไซต์จะมีข้อมูลผลิตภัณฑ์ในรุ่นที่ได้รับการรับรองจาก กฟผ. , ข้อมูลข่าวสารกิจกรรมในการดำเนินโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5

ประวัติบริษัท Garmin ผู้นำเทคโนโลยี GPS โลก

"garmin 245"

                ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตเรามากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ GPS นั่นเอง โดยเป็นสิ่งที่ช่วยระบุตำแหน่งของอุปกรณ์ที่ติดตั้งเทคโนโลยีดังกล่าวว่าอยู่ตำแหน่งใดบนโลกผ่านดาวเทียมซึ่งช่วยกันทำงานอย่างน้อย 3 ดวง โดยผู้ที่คิดค้นก็คือนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกานั่นเอง โดยสังเกตว่ามีปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ของคลื่นวิทยุที่มีต้นกำเนิดมาจากดาวเทียมซึ่งถ้ารู้ตำแหน่งที่แน่นอนของดาวเทียมก็สามารถระบุตำแหน่งนั้นบนโลกได้ ซึ่งปัจจุบัน Gadget ต่าง ๆ ก็ได้ประกอบฟังก์ชั่นนี้เข้าไปเพื่อประโยชน์ในการใช้งานที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น “garmin 245” หรือ iPhone รุ่นต่าง ๆ นั่นเอง

                แบรนด์ที่โดดเด่นมากในเรื่องเทคโนโลยีและสินค้าที่เกี่ยวกับ GPS นั้นก็คงหนีไม่พ้น Garmin นั่นเอง โดยถึงขนาดหลาย ๆ คนได้ยินคำว่า GPS ก็ต้องนึกถึงแบรนด์นี้เลยทีเดียว ปัจจุบันเราสามารถพบเจอสินค้าของผู้ผลิตรายนี้ในรูปแบบที่หลัก ๆ 2 อย่างนั่นก็คือ เครื่อง GPS แบบเพียว ๆ ซึ่งนำไปใช้งานได้ในหลากหลายแบบทั้งติดตามตัว หรือติดยานภาหนะต่าง ๆ เป็นต้น รวมไปถึง Smart Watch มากมายหลายแบบ

                เชื่อว่ามีหลายคนอยากจะทำความรู้จักกับแบรนด์นี้ให้มากยิ่งขึ้น โดยครั้งนี้เราจะมาพลิกดูประวัติการเริ่มต้นของแบรนด์ยักษ์ใหญ่รายนี้ และหนทางที่ทำให้ประสบความสำเร็จนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ใครที่สนใจตามผมมาเลยครับ

                ในปี 1989 ระบบ GPS ได้เริ่มเป็นที่รู้จักของชาวโลก แต่ว่าผู้ที่ใช้งานจริง ๆ นั้นเป็นผู้คนในวงการทหารเท่านั้น นาย Gary Burrell vice-president ของ บริษัท King Radio และ Min Kao ผู้เชี่ยวชาญด้านเรดาร์ วิทยุค้นหาตำแหน่งซึ่งทั้ง 2 เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจได้มองเห็นประโยชน์ของ GPS ว่าน่าจะนำมาประยุกต์ใช้ให้กับบุคคลทั่ว ๆ ไปได้ในด้านการนำทางที่ปลอดภัยป้องกันการหลงให้กับผู้ใช้รถ ใช้เรือ หรือผู้ที่กำลังเดินป่าได้ หลังจากแชร์ไอเดียกันทั้งคู่จึงไม่ลังเลที่จะนำเงินเก็บของตัวเองมารวบรวมกันประกอบกับการหยิบยืมจากญาติและเพื่อนสนิทเป็นจำนวนเงิน 4 ล้านเหรียญเพื่อเปิดบริษัทที่ชื่อว่า ProNav ขึ้นมา

                หลังจากได้ซุ่มพัฒนาอยู่ช่วงหนึ่งจนได้เป็นสินค้าในรุ่น GPS100 ที่เอาไว้ใช้ในการเดินเรือซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่พอดิบพอดีเลยทีเดียวเพราะว่าตอนนั้นดาวเทียมหลักที่พวกเขาใช้ได้เปิดใช้งานพอดีหลังจากพักซ่อมไป 2 ปี เนื่องจากผลกระทบของยานกระสวยอวกาศ ชาเลนเจอร์ที่ได้ระเบิดไปก่อนหน้านั้น

                ซึ่งมีผู้ที่จองในงานแสดงสินค้าไปถึง 5000 เครื่องด้วยกัน เรียกว่าประสบความสำเร็จมากสำหรับบริษัทและผลิตภัณท์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่หลังจากที่ได้รับผลตอบรับที่ดีในตอนเปิดตัวสินค้าไปไม่นานก็เกิดปัญหาขึ้นเมื่อชื่อของบริษัทอย่าง ProNav นั้นไปซ้ำกับชื่อของสินค้าจากบริษัทคู่แข่ง จนทั้ง 2 ต้องมาเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่โดยได้ไอเดียง่าย ๆ แต่ว่าทรงประสิทธิภาพด้วยการนำชื่อนำหน้าของผู้ก่อตั้งทั้ง 2 อย่าง Gary และ Kao Min มารวมกันจนได้คำว่า garmin นั่นเอง และได้เดินหน้าผลิตสินค้า GPS เรื่อยมาจนในปี 1998 ก็ได้ออก GPS ที่มีไว้สำหรับใช้งานกับรถยนต์ออกมา

                ยอดขายเครื่อง GPS ของทางบริษัทเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และได้รับความนิยมไปในวงกว้างมากขึ้นจนกระทั่งทางแบรนด์ได้หาวิธีที่จะลดขนาด GPS ให้อยู่ในอุปกรณ์ที่เล็กติดตัวกับทุกคนไปได้ในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งในปี 2003 ก็ได้เปิดตัว Forerunner 201 นาฬิกาสำหรับการออกกำลังกายที่มีระบบ GPS เครื่องแรกของโลกออกมาและได้ปลุกกระแสนาฬิกาออกกำลังกายขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางบริษัทก็เร่งพัฒนาสินค้าที่อยู่ในรูปแบบ Wareable หรือ นาฬิกาออกมาอย่างต่อเนื่องและใส่ลูกเล่นใหม่ ๆ เข้าไปอย่างเช่นการวัดอัตราการเต้นของหัวใจหรือคุณสมบัติกันน้ำลึก เป็นต้น

                จนในปี 2019 ก็ได้ส่งนาฬิกา GPS ในชื่อรุ่น “garmin 245” MUSIC ออกมาซึ่งเป็นนาฬิกาสำหรับคนที่ชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่งโดยเฉพาะเพราะนอกจากว่าสามารถจับตำแหน่งของผู้วิ่งได้อย่างแม่นยำแล้วก็มีฟังก์ชั่น COACH ที่ช่วยวางแผนการวิ่งได้เป็นอย่างดี และเพิ่มความสามารถในการฟังเพลงเข้าไปด้วยทำให้คุณสามารถฟังเพลงได้โดยตรงจากนาฬิกาผ่านหูฟังไร้สายได้เลย

                เมื่อเทคโนโลยีไม่เคยหยุดนิ่งเหล่าบริษัทชั้นนำก็ต้องพัฒนาค้นคว้าสินค้าต่าง ๆ เพื่อผู้ใช้ อย่างเช่นแบรนด์ยักษ์ใหญ่แบรนด์นี้ที่ทำทุกอย่างเพื่ออนาคตของทุกคนเลยทีเดียวครับ

Casio บางสิ่ง บางอย่างอาจจะเริ่มต้นขึ้นด้วยความประหลาดใจ

เครื่องคิดเลข casio

ถ้าจะกล่าวถึงยี่ห้อดังของนาฬิกาหรือเครื่องคิดเลขสักยี่ห้อนึงแล้ว คงไม่อาจปฎิเสธได้ว่า Casio คือ หนึ่งในยี่ห้อที่ทุกคนคุ้นเคยและเป็นที่รู้จักกันอย่างเนิ่นนาน จุดเริ่มต้นของบริษัทนาฬิกาและ เครื่องคิดเลข casio ถ้าให้ลองเดากันว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของ Casio คืออะไร ? หลายคนคงคาดเดาไปกันต่างๆ นาๆ จะมีกี่คนที่รู้ว่าแท้จริงแล้ว Casio เริ่มต้นธุรกิจด้วยความน่าเซอร์ไพรส์เป็นอย่างยิ่ง

บริษัท Casio ก่อตั้งขึ้นโดย มิสเตอร์ Tadao Kashio ในปี ค.ศ. 1946 ซึ่งก่อตั้งขึ้นภายหลังประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในช่วงเวลานั้นสถานการณ์ทางการเงินในประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างย่ำแย่มาก มิสเตอร์ Kashio เริ่มงานโดยเป็นเพียงวิศวกรประกอบ ซึ่งทำให้มิสเตอร์ Tadao Kashio ได้ใช้เวลาว่างทำการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเขาเองขึ้นมาชิ้นแรกเรียกว่า Yubiwa Pipe

โดยมันถูกออกแบบมาเพื่อใช้เตือนเวลาบนนิ้วมือคนโดยมันถูกใช้เพื่อคอยคีบบุหรี่ เพื่อให้ผู้สูบบุหรี่สามารถสูบบุหรี่จนถึงก้นกรองได้โดยไม่ต้องใช้มือคอยจับบุหรี่อันเนื่องมาจากความร้อน ทำให้คนงานสามารถที่จะสูบบุหรี่ได้โดยมือทั้งสองข้างยังคงทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องคอยมาจับบุหรี่ซึ่งถือว่าเป็นการลดเวลาที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์มาก

นั้นคือ จุดเริ่มต้นของ Mr. Kashio นักประดิษฐ์ผู้สร้างสรรค์ และยังไม่จบเพียงเท่านั้น Mr. Kashio มักจะค้นหาสิ่งใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์ของเขาเสมอ และแล้วที่งานแสดงสินค้าที่ เมือง Ginza ประเทศญี่ปุ่นในปี 1949 เขาก็คิดค้นเครื่องคิดเลขที่มียอดขายตาม yubiwa  pipe มาติดๆ และไม่นานนัก Casio ก็เปิดตัวเครื่องคิดเลขสายพันธุ์ใหม่ในปี 1954 ซึ่งเป็นเครื่องคิดเลขแบบแรกที่ใช้ ขดลวด solenoids มีแป้นพิมพ์ของตัวเลข 10 หลัก และมีหน้าจอเดียวเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่มีถึงสามหน้าจอ

อีกครั้งในปี 1957 Casio ก็ได้เปิดตัวเครื่องคิดเลขรุ่น Model 14-A ซึ่งเป็นเครื่องคิดเลขอิเลคโทรนิคสมบูรณ์แบบเครื่องแรกที่ใช้เทคโนโนยี relay และในปีเดียวกันนั้นเองยังเป็นปีที่บริษัท Casio Computer ได้รับการก่อตั้งขึ้นบริษัทฯ เปิดตัวนาฬิกา Casio ข้อมือรุ่นแรกในตลาดเดือนพฤศจิกายนปี 1974 ในขณะที่ตลาดเองในขณะนั้นเพิ่งจะค้นพบเทคโนโลยีดิจิตอลขึ้น

 นาฬิกา Casio ที่เป็นที่จดจำได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้นนาฬิกา เครื่องคิดเลข casio ที่ทางบริษัทผลิตขึ้น ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมือที่มีทั้งการทำงานแบบนาฬิกาที่มาพร้อมกับแป้นพิมพ์ตัวเลขขนาดจิ๋วละม้ายคล้ายคลึงเครื่องคิดเลข เหมาะกับความต้องการอย่างมาก สำหรับอาจารย์ที่สอนคณิตศาสตร์ โดยที่จะสามารถใช้เครื่องคิดเลขได้ทุกทีโดยไม่ต้องพกพาและสามารถที่จะช่วยเหลือนักเรียนที่ไม่ค่อยคล่องกับด้านตัวเลขอีกด้วย นอกจากนาฬิกา เครื่องคิดเลข casio ยังพัฒนานาฬิกาข้อมือไปอีกระดับด้วยการสร้างสรรค์นาฬิกาข้อมือที่สามารถให้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการให้กับผู้เป็นเจ้าของ เช่น บอกเวลาที่แตกต่างกันของแต่ละ time zone บอกสภาพอากาศ อุณหภูมิ และความดัน นักปีนเขาก็มักจะชอบรุ่นที่สามารถบอกระดับความสูงได้

ในขณะที่ผู้ผลิตนาฬิการายอื่นยังคงนำเสนอรายละเอียดของนาฬิกาข้อมือในแบบเดิมๆ Casio ก็ยังคงนำเสนอรูปแบบของนาฬิกาที่หลากหลายพร้อมการใช้งานที่น่าสนใจในรูปแบบนาฬิกาข้อมือแบบดั้งเดิม

แต่แล้ว! ในปี 1983 Casio ก็ได้เปิดตัวนาฬิกาที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีคือ G-Shock ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ทนทานต่อแรงกระแทก โดยนาฬิการุ่นนี้ได้ฉีกภาพลักษณ์ของนาฬิกาที่เคยเป็นเครื่องประดับที่บอบบางและต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษจนไม่เหลือภาพเดิม G-shock เป็นนาฬิกาของ Casio ที่สมบุกสมบันทนทานต่อแรงกระแทกด้วยการออกแบบที่มีชั้นป้องกันอะไหล่และกลไกของตัวนาฬิกาถึงสามชั้น ทั้งยังมีรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่มาพร้อมกับการใช้งานที่หลากหลาย นาฬิการุ่นนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายจนยอดขายทะลุทะลวงในช่วงปี 1990 และ G-shock เองก็ไม่ได้หยุดยั้งในการพัฒนา

Casio ยังได้พัฒนานาฬิกาพร้อมกับเทคโนโลยีล่าสุดเสมอ จึงทำให้ G-shock กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของ Casio ในที่สุด สำหรับคนที่คลั่งไคล้ในอุปกรณ์และต้องการย่อโลกให้อยู่ในมือ Casio ก็ได้เปิดตัวนาฬิกาที่ตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมกับอุปกรณ์รับสัญญาณคลื่นวิทยุเพื่อให้นาฬิกาสามารถบอกเวลาได้อย่างแม่นยำในทุกๆ สถานที่ เช่น การบอกเวลาของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันได้ พร้อมทั้งสามารถที่จะตั้งเวลาปลุกหรือจับเวลาได้เช่นกัน ทั้งนี้ทาง Casio ได้การทำหนังสือคู่มือการใช้ของนาฬิกาแต่ละรุ่นเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถทำความเข้าใจถึงความสามารถของนาฬิกาแต่ละรุ่นได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดายอีกด้วย

พร้อมรับทุกสถานการณ์ของ กล้องดิจิตอล

กล้องดิจิตอล

ช่างภาพแทบจะทุกคนจำเป็นต้องมีเลนส์ และ แฟลช สำหรับ กล้องดิจิตอล ซึ่งประกอบด้วยกันหลายๆ ยี่ห้อ อาทิ Nikon Fuji Sony Canon ฯลฯ โดยกล้องราคาถูก หรือไม่นั้นก็อยู่ที่ฟังก์ชั่นและส่วนประกอบต่างๆ ด้วย ทั้งนี้ยังมีหลายเหตุผลที่ทำให้ต้องใช้เลนส์ เช่น เมื่อมีแสงสว่างรอบตัวมาก แต่เลนส์ หรือ แฟลชที่ติดมากับกล้องให้แสงที่แข็งเกินไปและแบตเตอรี่กล้องหมดไวขึ้น การซื้อเลนส์ และ แฟลชแยกสามารถใช้เล่นกับการถ่ายภาพได้หลายอย่าง โดยเฉพาะคนที่ชอบถ่าย Portrait ย้อนแสง ปัจจุบันประเภทของแฟลชจะประกอบด้วย

แฟลชภายนอก (External Flash Units) เป็นแฟลชแยกชนิดสำหหรับติดกับ Hot Shoe ของกล้อง (Hot Shoe คือช็อกเก็ตสำหรับติดแฟลชซึ่งมีขั่วเชื่อมต่อไฟฟ้า) ซึ่งที่ตัวแฟลชจะมีแบตเตอรี่ด้วย ทำให้ใช้งานง่าย และให้กำลังส่องสว่างสูง

แฟลชกำลังสูงขนาดใหญ่ (Large Flash Units) เป็นแฟลชประเภทที่มีหัวแฟลชและแหล่งพลังงานแยกกัน โดยปกติหัวแฟลชจะติดบนขาตั้ง และมีการชาร์จพลังงานที่รวดเร็ว หลังจากที่ยิงแฟลชออกไป ด้วยเวลาในการชาร์จพลังใหม่ค่อนข้างสั้น บวกกับการยิงแฟลชที่เสถียร ช่วยให้สามารถถ่ายภาพได้อย่างไร้กังวล

โดยบางรุ่นอาจมีการติดตั้งแล่งพลังงานมาด้วย หรือใช้เเบตเตอรี่พิเศษ กำลังส่องสว่างจะเเสดงหน่วยเป็นวัตต์ (W) เเทนไกด์นำเบอร์ (GN) โดยทั่วไปแแฟลชประเภทนี้ จะใช้สำหรับการถ่ายภาพในเชิงพานิชย์ (แม้ว่าในบางรุ่นจะมีราคาที่ไม่แพงมากสำหรับผู้ที่ไม่ใช่มืออาชีพ) และช่างภาพส่วนใหญจะใช้งานร่วมกับร่มหรือ Light box แทนการใช้แสงจากหัวแฟลชโดยตรง

ในขณะที่อุปกรณ์เสริมอย่างเลนส์นั้น ก็แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ 1. เลนส์ไพร์ม (Prime Lens) คือเลนส์ที่มีระยะโฟกัสตายตัวแค่ช่วงเดียวเท่านั้น แต่จะให้ภาพที่คมชัด มีให้เลือกตั้งแต่ระยะไวด์ไปถึงเทเล เช่น 24 มม., 85 มม., และ 100 มม. เป็นต้น ซึ่งมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา ช่วยให้พกพาสะดวก เพราะมีจำนวนชิ้นเลนส์น้อย

2. เลนส์ซูม (Zoom Lens) เป็นเลนส์ที่สามารถปรับระยะซูมได้หลายช่วงในเลนส์เดียว เช่น 16-35 มม. และ 70-300 มม. ภายในเลนส์ประกอบด้วยชิ้นเลนส์หลายชิ้น เพื่อประสิทธิภาพในการซูม ส่งผลให้ตัวเลนส์มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักค่อนข้างเยอะ ฉะนั้น จะขอแนะนำเลนส์กล้องที่น่าสนใจ ซึ่งราคากล้อง canon และ เลนส์นั้นอยู่ในช่วงที่น่าลงทุนเป็นอย่างมาก

เลนส์ nikon (200-500mm, f/5.6E, สีดำ) รุ่น AF-S 200-500 f/5.6E ED VR ให้ภาพที่น่าตื่นตะลึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไป AF-S NIKKOR 200-500mm f/5.6E ED VR ให้รูรับแสง f/5.6 เพื่อประสิทธิภาพที่เหนือชั้น ออกแบบมาเพื่อความเป็นเลิศในที่กลางแจ้ง

เมื่อใดก็ตามที่คุณต้องการบันทึภาพถ่ายตรงหน้า เลนส์ซูเปอร์เทเลโฟโต้ยอดเยี่ยมนี้สามารถทำให้เลนส์โฟกัสได้เสมอ จับภาพและแบ่งปันมุมมองที่สวยงามของนก สัตว์ป่า นักกีฬา นักแสดง สถานที่สำคัญและเรื่องราวอื่น ๆ ที่ห่างไกล รูรับแสงกว้าง f/5.6

ช่วยให้ภาพของคุณได้ภาพพื้นหลังที่ไม่อยู่ในโฟกัสของคุณดูสวยงามในช่วงซูมทั้งหมด เปลี่ยนการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วลงในลำดับภาพที่พรั่งพร้อม – ไดอะแฟรมแบบแม่เหล็กไฟฟ้าทำงานในแบบซิงค์สำหรับวัตถุที่เร็วที่สุด

ความเร็วชัตเตอร์ขณะที่ระบบป้องกันภาพสั่นไหวของ Vibration Reduction ทำให้ภาพของคุณคมและมั่นคง และในกรณีพิเศษที่จำเป็นต้องเข้าถึงตัวเลือกเพิ่มเติม คุณสามารถเพิ่มกำลังซูม AF-S NIKKOR 200-500mm f / 5.6E ED VR ด้วยตัวแปลงสัญญาณ Ni kon 1.4x, 1.7x หรือ 2x ที่เป็นอุปกรณ์เสริมได้

พิชิตทุกระยะทาง ซูมภาพขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบา ไม่ว่าวัตถุของคุณจะอยู่ห่างไกลหรือใกล้เพียงใด เร็วหรือช้าแค่ไหน คุณก็สามารถถ่ายภาพได้ ในกล้องรูปแบบ FX ขนาด 500 มม.

ถ่ายภาพนกที่ห่างไกล สัตว์ป่า นักกีฬา นักแสดง สถานที่สำคัญและอื่น ๆ มาไว้ในโฟกัสได้อย่างจัดวาง ในกล้องรูปแบบ DX จะเพิ่มเอฟเฟกต์ซูม 1.5 เท่าสำหรับมุมมองที่เทียบเท่ากับ 750 มม. และแม้จะมีพลังอันสุดขั้วดังกล่าวคุณยังสามารถโฟกัสไปที่วัตถุที่อยู่ใกล้สุดราว 7.2 ฟุตสำหรับรายละเอียดที่ชัดที่สุด

เลนส์ nikon AF-S 20mm f/1.8G ED ให้มุมมองเลนส์กว้าง 20 มม. คุณจึงสามารถจับภาพภูมิประเทศและสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย จัดงานแต่งงานงานปาร์ตี้ คอนเสิร์ตทั้งวงบนเวที การถ่ายภาพหมู่และอื่น ๆ ก็ย่อมได้

เพิ่มความสามารถในการใช้แสงน้อยในมุมมองภาพนั้นๆและเพิ่มความเป็นไปได้ในการถ่ายภาพให้ไม่มีที่สิ้นสุด เลนส์ AF-S NIKKOR 20mm f / 1.8G ED ขนาดกะทัดรัดและมีน้ำหนักเบา มีความสามารถในการใช้แสงน้อยและความลึกตื้นของสนามที่มีค่าสูงสุด f / 1.8 รูรับแสง

asus zenbook 13 บางเบา แต่ทรงพลังกว่าที่คิด

โน๊ตบุ๊คราคาถูก ที่อยู่ในช่วงราคาที่เอื้อมถืง และน่าลงทุน รุ่นนี้เรียกได้ว่า เป็นโน๊ตบุ๊คระดับโปรสำหรับคนทำงาน พร้อมเพลิดเพลินกับการเล่นเกมยามว่างจากงาน asus ZenBook 13 ให้ความโดดเด่น ทั้งทางด้านดีไซน์การออกแบบที่บางเบา  แต่สเปคแรงขั้นสุด หน้าจอมีสีสันแม่นยำระดับท็อป และอีกหนึ่งจุดเด่นคือด้วยจุดเด่นในด้านความกะทัดรัด จากการใช้จอ 13 นิ้วขอบบางแบบ NanoEdge ซึ่งทำให้ ZenBook รุ่นนี้กลายเป็นโน้ตบุ๊กขนาด 13 นิ้วที่เล็กที่สุดในโลก โดยมีขนาดเล็กกว่ากระดาษ A4 อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีน้ำหนักตัวเครื่องเบาสุดเพียงแค่ 1.19 กิโลกรัมเท่านั้น

asus zenbook 13

ทำให้น่าจะกลายเป็นโน้ตบุ๊กที่เหมาะกับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่มาก ๆ ด้วยหน้าจอที่มีขนาดกำลังพอดิบพอดี น้ำหนักที่พกใส่กระเป๋าได้สบาย รวมถึงยังมีแบตเตอรี่ที่ใช้ได้ยาวนานสุด 14 ชั่วโมง

หากเป็นสมัยก่อนการจะหาคอมพิวเตอร์ดีๆ สำหรับการทำงานกราฟฟิกระดับสูง นี่ลืมโน้ตบุ๊คไปได้เลย ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์สเปคแรงแบบตั้งโต๊ะเท่านั้น มาสมัยนี้เทคโนโลยีดีขึ้น และมีขนาดเล็กลง ทำให้คอมพิวเตอร์พกพาอย่างโน้ตบุ๊คสามารถทำงานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ในเบื้องต้น เรามาดูกันดีกว่าว่า zenbook 13 มีสเปคสำคัญๆ อะไรบ้าง มาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i7-8565U ที่เป็นชิป 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 1.8 GHz สามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้เป็น 4.6 GHz ทำงานร่วมกับแรม DDR3L ขนาด 8 GB ส่วนพลังกราฟิกก็มีทั้งส่วนของออนบอร์ด Intel UHD Graphics 620 สำหรับใช้งานทั่วไป ส่วนงานที่ต้องอาศัยพลังกราฟิกเช่นการเล่นเกม ก็จะมีชิปกราฟิกอย่าง NVIDIA GeForce MX150 ที่มีแรม GDDR5 ในตัวมาให้ใช้งาน 2 GB ส่วนพื้นที่เก็บข้อมูลก็ใช้เป็น SSD แบบ PCIe ความจุ 512 GB ทำให้สเปคโดยรวมนั้นลงตัวมาก ๆ สำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นเว็บ ทำเอกสาร ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมออนไลน์ได้สบาย ส่วนเกมออฟไลน์ใหม่ ๆ ก็ยังไหวเลย

คีย์บอด อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือหน้าจอ โดย asus zenbook 13 เลือกใช้หน้าจอขนาด 13.3″ ความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080) อัตราส่วน 16:9 ขอบจอบางแบบ NanoEdge พาเนลจอแบบ IPS ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา ซึ่งจัดว่าเป็นสเปคจอที่เหมาะสำหรับการใช้งานแทบทุกรูปแบบ มาพร้อม Windows 10 Home Single Language และซอฟต์แวร์จากทาง ASUS อีกเล็กน้อย

พอร์ตเชื่อมต่อก็มาพร้อมพอร์ตจำเป็นค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-C, USB 3.1, USB 2.0 มีพอร์ตเชื่อมต่อจอ HDMI แบบเต็ม รวมถึงยังมีช่องอ่านการ์ด MicroSD มาให้อีก 1 ช่อง เนื่องด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กเกินกว่าจะใส่ช่องอ่านการ์ด SD เข้ามา นอกจากนี้ ยังมีกล้อง IR สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Windows Hello ของ Windows 10 เพื่อล็อกอินโดยใช้การสแกนใบหน้าได้อีกด้วย ส่วนสเปคเต็ม ๆ ของแต่ละรุ่นย่อยของ UX333F ก็ตามนี้เลย

ส่วนที่เป็นไฮไลท์ที่สุดก็ คือแผงปุ่มตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในทัชแพดครับ โดยใช้ชื่อเรียกว่า NumberPad ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการแตะไอคอนตรงมุมขวาบนของทัชแพดค้างไว้ 1 วินาที เส้นไฟสำหรับแบ่งพื้นที่ของแต่ละปุ่มก็จะปรากฏขึ้นมาให้ใช้งานเป็น numpad ได้ทันที ซึ่งแม้ว่าจะมีปุ่มขึ้นมาแล้ว ผู้ใช้ก็ยังสามารถใช้ทัชแพดในการเลื่อนเคอร์เซอร์ได้อยู่ แต่หากมีการจิ้มลงบนพื้นที่ของแต่ละปุ่มเพื่อคลิกซ้าย ก็จะเปรียบเสมือนการกดปุ่มตัวเลขด้วย

ลำโพงของ ZenBook 13 จะถูกวางไว้ที่ขอบเครื่องด้านล่าง ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาในลักษณะของลำโพงสเตอริโอ ซึ่งเมื่อกางบานพับจอแบบ ErgoLift ออกมา ฐานเครื่องก็จะยกขึ้นเพื่อให้เสียงจากลำโพงสะท้อนกับพื้นได้ดีขึ้นด้วย ทำให้ได้เสียงที่กังวานมากยิ่งขึ้น เมื่อประกอบกับระบบเสียงจาก Harman Kardon เข้าไปอีก ทำให้เสียงที่ได้จากลำโพงของตัวเครื่องมีพลังมากยิ่งขึ้น โดยจากเท่าที่ผมลองใช้ฟังเพลงดู โทนเสียงกลางจะเด่นขึ้นมาตามสไตล์ของลำโพงโน้ตบุ๊กเครื่องบางเบา รวม ๆ แล้วอยู่ในระดับกลางครับ ใช้ฟังเพลงเพลิน ๆ ได้

ภาพรวมโดยสรุป ASUS ZenBook 13 เป็นโน้ตบุ๊กอีกรุ่นที่ทำออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านของความกะทัดรัดของตัวเครื่อง ที่มีขนาดเล็กกว่ากระดาษ A4 น้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัมหน่อย ๆ ขอบจอบางเฉียบที่ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยม บานพับ ErgoLift ที่ช่วยยกตัวเครื่องขึ้นมาให้สามารถใช้งานคีย์บอร์ดได้ง่ายขึ้น ส่วนประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องก็ยังครบครันทั้งแง่ของชิปประมวลผล Core i7 ชิปกราฟิกแยก MX150 รวมถึงแรม 8 GB และ SSD ในเครื่องอีก 512 GB ที่ทำให้โน้ตบุ๊กเครื่องนี้ตอบโจทย์ทั้งการทำงานทั่วไป การใช้งานเพื่อความบันเทิง รวมถึงยังเล่นเกมในยามว่างได้อีกด้วย