รู้ปะเนี่ย!! ไอโฟหกทำได้

ราคาไอโฟน6

มาแล้วจ้า!! การอัพเดท iOS ของ iPhone ในแต่ละครั้งมักจะมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ๆเจ๋งๆ อยู่เสมอ ซึ่งนั้นทำให้เรายังอยากจะได้ iOS มาไว้ในครอบครองตลอดเวลา ฉะนั้น วันนี้เรามาดู ฟีเจอร์เจ๋งๆ ใน iPhone สำหรับคนไม่ใช่ iOS ราคาไอโฟน6 ช่วงนี้กำลังลดราคาเลย อย่าลืมไปดู ราคาไอโฟน6 มาให้ได้ลองเล่นกัน หลายฟีเจอร์มีประโยชน์อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว และคุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน iPhone ที่คุณใช้อยู่ทุกวันสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ไปดูกันเลยว่า iPhone เราทำอะไรได้บ้าง

ตอบข้อความโดยไม่ต้องปลดล็อกหน้าจอ เวลาข้อความเด้งมา ให้สไลด์จากขวาไปซ้ายตรงแถบที่เด้งมาตรงหน้าจอ แล้วปุ่มที่เขียนว่า “Reply” แล้วก็สามารถตอบได้เลย โดยไม่ต้องปลดล็อก

ตอบข้อความขณะอยู่ใน App เมื่อเปิด App ใดๆ อยู่แล้วมีข้อความมา และมีแถบอยู่ด้านบนเด้งมา คุณแค่ลากแถบนั้นลงมา ก็จะมีช่องให้คุณพิมพ์ตอบได้เลยอย่างง่ายดาย

ดูว่า App ไหนใช้แบตเตอรี่มากสุด ไปที่ Settings > General > Usage > Battery Usage ส่ง วิดีโอ หรือคลิปเสียงในข้อความและมันจะลบตัวเองใน 2 นาที (สามารถตั้งค่าเวลาได้) หากอยู่ในข้อความ กดที่รูปไมค์ด้านขวาค้าง และพูดและกดส่ง หรือกดที่วิดีโอด้านซ้าย และส่ง ผู้รับจะได้รับปกติ แต่ต้องเลือกว่าจะเก็บหรือไม่เก็บ มิฉะนั้น ข้อความนั้นจะหายไปเองภายใน 2 นาที ซึ่งหากคุณจะตั้งเวลาใหม่นั้นให้ไปที่ Settings > Messages คุณจะเห็นปุ่มที่เขียนว่า “Expire” และคุณสามารถเลือกได้นั่นเอง

วิธีส่ง Location หรือสถานที่อยู่ให้เพื่อน คุณสามารถส่ง Location ในข้อความได้ เพียงกดที่ปุ่ม Details ตรงมุมขวา และกดที่ “Send My Location” และกด “Allow” ให้เพื่อนของคุณติดตามคุณได้ว่าคุณอยู่ที่ไหน ทำเหมือนข้อ 5 คือ หากคุณอยู่ในข้อความ ไปที่ Details > Send My Location > และกดเลือกว่าจะ แชร์สถานที่เป็นเวลา 1 ชั่วโมง

ปิดเสียงข้อความ ไปที่ Details เหมือนเดิม และกดที่ “Do not disturb” หรือที่แปลว่าห้ามรบกวนนั่นเอง ออกจากกลุ่มข้อความที่มีสมาชิกหลายคน หากอยู่ในหน้าข้อความของกลุ่ม ไปที่ Details > Leave this conversation ดูรูปทุกรูปที่ชื่อคนนี้เคยส่งหาคุณในข้อความ ไปที่ Details > เลื่อนลงมาล่างสุด จะเจอรูปที่เขาเคยส่งหาคุณทั้งหมด

ส่งต่อข้อความ เคาะหนึ่งทีที่ข้อความที่คุณอยากส่งต่อหาคนอื่น ถ้าจะส่งต่อหลายอัน กด “More” และกดที่ข้อความอื่นๆ หลังจากนั้นที่มุมขวาล่างจะมี “ลูกศร” ที่ชี้ขึ้นทางขวา นั่นคือส่งต่อ กดได้เลย!

ทำหลายๆ อย่างพร้อมกันใน Email คุณสามารถเลื่อนขึ้น เลื่อนลงหน้าจอ เพื่อทำหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันได้ ใช้ Siri โดยไม่ต้องใช้มือ Business Insider ให้ไปที่ Settings > General > Siri > Allow “Hey Siri” แค่นี้คุณก็สั่ง Siri ทำงานได้เพียงแค่เริ่มพูดว่า Hey Siri

ให้ Siri อ่านอะไรให้ฟังก็ได้ ให้ไปที่ Settings > General > Accessibility > Speech > Speech Selection แค่นี้เวลาคุณเจอในข้อความ หรืออะไรข้อตามแต่ และอยากให้ Siri อ่าน คุณแค่กดที่ข้อความนั้น จะมีปุ่มขึ้นมา คุณกดที่ Speak ได้เลย!

มือถือจีนก็มีดีอยู่เหมือนกัน

“one plus”

ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่ามีแบรนด์สมาร์ทโฟนมือถือหลากหลายแบรนด์มากๆ บนโลกใบนี้ ทั้งแบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ ทั้งของเอเชีย อเมริกา ก็มาหมด แต่ยิ่งช่วงนี้แบรนด์จากประเทศจีนกำลังมาแรงมากๆ ในขณะนี้ เช่น Huawei, Xiaomi, Vivo, OPPO และอื่นๆ รวมไปถึง “one plus” ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่ออกมาได้ไม่นาน แต่กลับได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องด้วยการที่มีจุดขายที่สุดยอดทั้งในเรื่องของดีไซน์ สเปค และราคา ที่คุ้มค่าอย่างเหลือเชื่อ

จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้เกิดขึ้นจากกลุ่มผู้บริหารบริษัทมาพบกันเพื่อประชุมที่ร้านกาแฟ และกลับพบว่าทุกคนใช้ iPhone กันหมดเลย จึงมีความคิดที่ว่าจะทำอย่างไรที่จะสามารถสร้างมือถือที่ทุกคนทั้งโลกอยากจะใช้สมาร์ทโฟนของแบรนด์ของตนเอง และทุกคนมีความเห็นตรงกันที่ว่าจะต้องลงดีเทลใหม่หมดทั้งดีไซน์ และสเปค โดยบริษัทนี้มี หลิวจั้วฮู่ หรือ ปีเตอร์ หลิว ศิษย์เก่าพนักงานระดับสูงที่ดูแลด้านฮาร์ดแวร์บริษัท OPPO มาเป็น 10 ปี ดูแลตั้งแต่เครื่องบลูเรย์มาจนถึงการสร้างสรรค์สมาร์ทโฟนเมื่อปี 2012 จึงถือได้ว่าบริษัทวันพลัสไม่ได้เริ่มจากศูนย์แต่อย่างใด

นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมทุนเป็นบริษัทที่เปิดมาทำด้านการลงทุนโดยเฉพาะในเครือ OPPO ชื่อ “อ็อปโป อิเล็กทรอนิกส์” และแม้ตัวเครื่องจะมีชิ้นส่วนจากแบรนด์ญี่ปุ่นและอเมริกันดังๆ อย่าง Yamaha, Toshiba, Sony, JBL แต่ทุกชิ้นส่วนได้ถูกประกอบขึ้นที่โรงงานของ OPPO ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในซับแบรนด์ใหม่ของ OPPO เลยก็ว่าได้ แต่อาจจะไม่ใช่ก็ได้เพราะจุดขายหลักของแบรนด์มือถือวันพลัส คือการเดินตามรอยการทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัปไว้เต็มสูบ นั่นคือการที่พัฒนาตัวเองในทุกๆ วันโดยไม่หยุดหย่อน จึงกลายมาเป็นสโลแกนของบริษัทที่ว่า Never Settle

ซึ่งสโลแกนที่ว่า Never Settle นี้ มีขึ้นเพราะทีมงานรู้ดีว่าทั้งตัวเองและแฟนๆ มือถือหรือผู้บริโภคที่ชื่นชอบในตัวแบรนด์มีความชอบ ความหวัง และความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้นพวกเขาเองก็ไม่มีวันพึงพอใจกับสินค้าของตัวเองในวันนี้เช่นเดียวกัน จะต้องแก้ไขพัฒนาอยู่เรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าตลอดเวลานั่นเอง นอกจากนี้ทางวันพลัส กำลังพยายามดันสินค้าของตัวเองให้โกอินเตอร์ได้อย่างแท้จริง โดยได้ขยายตลาดไปยังอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี อินเดีย และประเทศอื่นๆ รวม 18 ประเทศทั่วโลก โดยอนาคตก็เตรียมแผนนำมือถือของตนไปขายอีก 140 ประเทศ พร้อมเพิ่มศูนย์บริการ 300 สาขาอีกด้วย

และ “one plus” มีความตั้งใจจเป็นแบรนด์แรกที่จะนำเทคโนโลยี 5G เข้าไปสู่ทวีปยุโรป ซึ่งได้ร่วมมือกับ Operator ชื่อดังของฝั่งยุโรป ถือว่าเป็นเทคโนโลยีในอนาคตอันใกล้ที่กำลังได้รับความสนใจอยู่ ณ ขณะนี้ โดยทางซีอีโอได้เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G ในอังกฤษเป็นแห่งแรกของโลกร่วมกับค่าย EE ซึ่งเป็นผู้ให้บริการชื่อดังในอังกฤษ แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีวี่แววจะมีสมาร์ทโฟน 5G ออกมาแต่อย่างใด เนื่องจากตลาดทั่วโลกต่างก็ยังรอให้ 5G นั้นคงที่และสเถียรอยู่ คงต้องรอดูกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร จะมีแบรนด์อื่นชิงเปิดตัวก่อนหรือไม่ ต้องไปลุ้นกันในอนาคตอันใกล้นี้

เทคโนโลยีของ สมาร์ททีวี

12.12

ในช่วง โปร 12.12 ที่ลดราคากันอย่างจุใจ สมาร์ททีวี ก็เป็นหนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยม ของวันที่ 12.12 ในช่วง 1-2 ปีมานี้ เราได้เห็น สมาร์ททีวี ประเภทหนึ่งที่ค่อนข้างใหม่เริ่มเป็นที่แพร่หลายในตลาด มันถูกเรียกว่า QLED TV โดยทาง tv samsung เป็นผู้บัญญัติและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าชื่อนี้ขึ้นมา

สมาร์ททีวี QLED TV ได้ปรากฏสู่สายตาคนทั่วโลกครั้งแรกในงาน CES 2017 ในส่วนของเครื่องหมายการค้า QLED นั้นไม่ได้ใช้ได้เฉพาะกับสินค้าของทางซัมซุงเพียงผู้เดียว ยักษ์ใหญ่ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์จากเกาหลีใต้ยังได้ร่วมมือกับผู้ผลิตจากประเทศจีน อย่าง Hisense และ TCL เมื่อเดือน เมษายน 2017 ที่ผ่านมา และได้มีการประกาศจัดตั้งสมาพันธ์ QLED ขึ้น

หลังจากนั้นในงาน CES 2018 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราจึงได้เห็น QLED TV เป็นหนึ่งในไลน์สินค้ารุ่นใหม่ของยี่ห้อ TCLเมื่อมีการรวมตัวกันของพันธมิตรทางธุรกิจ นั่นก็หมายความว่าได้เกิดการแบ่งฝ่ายกันไปโดยปริยายแล้ว ซึ่งในกรณีนี้ก็เห็นจะหนีไม่พ้น QLED TV และ OLED TV สองเทคโนโลยีที่ว่ากันว่าทันสมัยที่สุดในเวลานี้สำหรับอุตสาหกรรมทีวี

ที่ผ่านมา OLED TV ได้รับการยกย่องจากบรรดาสื่อและนักวิจารณ์ทั่วโลก โดยมี LG เป็นเจ้าแรก ๆ ที่นำเทคโนโลยีนี้มานำเสนอตั้งแต่ปี 2017 หลังจากนั้น Sony ที่กำลังมาแรงเช่นกันก็ได้นำ OLED TV ของตัวเองเข้าสู่ตลาดเพื่อลงแข่งกับเทคโนโลยี QLED TV อย่างดุเดือด

อย่างไรก็ตาม tv samsung ดูเหมือนจะพร้อมที่จะตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าว ที่ผ่านมาพวกเขาได้ทำการปรับปรุงเทคโนโลยีของ QLED TV ให้มีประสิทธิภาพเป็นที่น่าประทับใจมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ มาดูกันว่า คำว่า QLED ที่มีเสียงคล้าย OLED มากนั้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบความสามารถของเทคโนโลยีการแสดงผลกันแบบตัวต่อตัวระหว่าง QLED กับ OLED ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ก่อนอื่นเรามาดูกันว่า QLED คืออะไร กันก่อนที่จะทำการเปรียบเทียบเทคโนโลยีกันแบบจุดต่อจุดให้เห็นกัน

QLED คืออะไร?
โดยทั่วไปแล้ว QLED TV เป็นเพียงทีวี LED ที่ใช้เทคโนโลยีควอนตัมดอทมาเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนของการแสดงผล อย่างไรก็ตามทางซัมซุงได้กล่าวอ้างว่า QLED TV เป็นอะไรที่พิเศษกว่านั้น มันให้ความสว่างที่มากกว่าเทคโนโลยีทีวีใด ๆ ในเวลานี้ มี black level ดีกว่า LED TV ทั่วไป และยังให้ภาพที่มีสีสันมากกว่าทีวีทั่วไปที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีควอนตัมดอท

มันทำเช่นนั้นได้อย่างไร? เทคโนโลยีควอนตัมดอททำหน้าที่เหมือนกับตัวกรองแสงจาก LED แต่ให้ภาพที่มีความสว่างสดใสมากกว่าเนื่องจากมันเป็นวัตถุเรืองแสงได้และมีความไวต่อแสง ปัจจุบันมี LED TV หลายรุ่นที่ได้นำเทคโนโลยีควอนตัมดอทไปใช้เพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นไปตามข้อกำหนดสำหรับ Ultra HD Premium TV ของ Ultra HD Alliance

แล้ว OLED คืออะไร?

OLED ย่อมาจาก Organic Light-Emitting Diode หรือไดโอดที่เปล่งแสงได้ด้วยสารอินทรีย์เมื่อถูกกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า มันจึงถูกจัดอยู่ในประเภทจอภาพแบบ emissive display โดยทุก ๆ จุดพิกเซลบนหน้าจอก็คือหลอด LED หนึ่งตัว

ดังนั้นบนหน้าจอทีวีจึงเท่ากับมีหลอดไฟส่องสว่างได้เป็นล้านจุดและสามารถเปิด-ปิดตัวเองได้อย่างอิสระในทุก ๆ พื้นที่ของจอทีวี เมื่อหลอดไฟเหล่านั้นถูกสั่งให้ปิดสนิทมันจึงทำให้ภาพสีดำมีความดำสนิทอย่างแท้จริง ในขณะที่ QLED สามารถทำให้ตัวจอบางมากได้ OLED ก็ทำได้เช่นกัน อีกทั้ง OLED ยังสามารถทำให้บางมาก ๆ แล้วยังมีความยืดหยุ่นมากกว่าได้อีกด้วย

เนื้อหาต่อไปนี้จะเป็นการเปรียบเทียบกันในแต่ละด้านและดูว่าเทคโนโลยีใดมีจุดเด่นทางด้านไหน ไม่ว่าจะเป็น คอนทราสต์, มุมมอง, ความสว่าง และประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ

การเดินทางของ iphone ที่มาไกลเหลือเกิน

“โปรโมชั่น 12.12”

ปัจจุบันตอนนี้ iphone สมาร์ทโฟนแบรนด์ดังจาก Apple ได้เดินทางมาถึง iphone 11 กันแล้ว ซึ่งก็ออกมาทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกันคือ iphone 11, iphone 11 Pro และ iphone 11 Pro Max ซึ่งแต่ละตัวก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปคการใช้งาน หรือว่าราคาไอโฟนแต่ละรุ่นก็จะแตกต่างกันไปเช่นเดียวกัน และยิ่งช่วง “โปรโมชั่น 12.12” นี้ราคายิ่งน่าจับตามองมากๆ เลยทีเดียวสำหรับไอโฟน อย่างไรก็แล้วแต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ไอโฟนต้องผ่านมาอะไรหลายๆ มากมายเลยทีเดียว วันนี้จะพาไปดูพัฒนาการของ iPhone ในช่วงยุคแรกๆ กันดีกว่าว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรกันบ้าง

มาเริ่มกันที่รุ่นแรกกับ iphone 2G สมาร์ทโฟนเครื่องแรกจาก Apple ที่ได้เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ด้วยความที่แตกต่างไม่เหมือนใคร และดูแปลกในสมัยนั้นนั่นก็คือการสัมผัสหน้าจอเพื่อแสดงผล และรูปทรงที่แปลกตา แต่ช่วงนั้น Apple ยังไม่ได้ตีตลาดในไทยสักเท่าไหร่ จึงทำให้ยังไม่เป็นที่นิยมกันมากนัก ส่วนใหญ่ที่ใช้ก็มักจะเป็นเครื่องหิ้วเสียเป็นส่วนใหญ่ ช่วงนั้นใครถือ iphone 2G ถือว่าเจ๋งมากๆ ในยุคนั้นเลย

ต่อมาเข้าสู่ยุค 3G คือ iphone 3G เปิดตัวเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2551 พร้อมกับการเปิดตัว App Store โดยรุ่นนี้สามารถทำให้ผู้ใช้งานเชื่อมต่อโลกอินเตอร์เน็ตได้ตามที่ต้องการ และต่อมาไม่นานก็มี 3GS ตามออกมา ซึ่ง S ที่เพิ่มมาต่อท้ายมีความหมายมาจาก Speed หรือความเร็วนั้นเอง โดยรุ่น 3GS นั้นได้มีการพัฒนาระบบปฎิบัติการใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชิป แรม รวมถึงการเปลี่ยนแผงหนาจอแสดงผลใหม่ และอัพเกรดกล้องจาก 2 ล้านพิกเซล เป็น 3 ล้านพิกเซล รวมทั้งความละเอียดในการบันทึกวิดีโออีกด้วย

ถัดมาเป็นรุ่น iPhone 4 ที่ได้ถูกแบบให้สามารถรองรับการใช้งานในด้านมัลติมีเดียมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้มีการออกแบบตัวเครื่องใหม่เกือบทั้งหมดอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่ใช้ กระจกหน้าจกสัมผัส ส่วนภายในนั้นได้ใช้ชิปที่ผลิตขึ้นเองครั้งแรกในรุ่นนี้ โดยรุ่นก่อนหน้านี้ได้ใช้ขิปจากทาง Samsung และเป็นรุ่นแรกที่มีกล้องหน้าเพิ่มขึ้นมาด้วย นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มฟีเจอร์ที่เรียกว่า Face Time โดยเป็นการสนทนาแบบเห็นหน้ากันได้ถือว่าเป็นต้นแบบของแอพพลิเคชั่นวิดีโอคอลในยุคนั้นเลย และก็มีการเปิดตัว iPhone 4S เช่นเคย ซึ่งโดยรวมไม่มีอะไรแตกต่างจาก iPhone 4 มากนัก แต่ที่เพิ่มเข้ามาคือ Siri ที่สามารถสั่งการได้ด้วยเสียง ถือว่าเป็นผู้ช่วยอันชาญฉลาดของคุณเลยก็ว่าได้

ขยับเข้ามาสู่ iPhone 5 ซึ่งได้มีการปรับให้ตัวเครื่องมีความบางลงจากรุ่นก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังมีขนาดหน้าจอที่กว้างขึ้นเป็น 4 นิ้ว และก็ได้เปิดตัวมือถือ iPhone 5S และ iPhone 5C อีกด้วย ซึ่ง 2 รุ่นนี้ที่ถึงแม้จะออกมาพร้อมกัน แต่เรื่องของคุณสมบัติค่อนข้างต่างกันพอสมควร โดยเริ่มที่ 5S ที่มีความสามารถบันทึกวิดีโอได้มากขึ้น พร้อมกับโหมด Slow Motion เป็นครั้งแรก อีกทั้งมี Dual Flash LED ที่ช่วยในการถ่ายภาพในเวลากลางคืน และโดดเด่นสุดๆ ก็คงจะเป็น Touch ID เป็นเทคโนโลยีการสแกนลายนิ้วมือ เพื่อเพิ่มความสะดวกกับการใช้งานมากขึ้นนั่นเอง ส่วน iPhone 5C มีสเปคเหมือนกับ iPhone 5 เพียงแต่ใช้วัสดุตัวเครื่องเป็นเพียงพลาสติกโพลีคาร์บอเนตทั้งหมดเลย จึงทำให้ iPhone 5C เป็น iPhone รุ่นประหยัด

หลังจากนั้นก็เข้าสู่ iPhone 6, iPhone 7 และ iPhone 8 ที่ทั้ง 3 รุ่น มีรุ่น S และ S Plus เหมือนกัน และก็ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงรุ่นปัจจุบัน ซึ่งบางตัวก็ตกรุ่นไปแล้ว หรือบางรุ่นยังพอที่จะสามารถใช้งานได้อยู่ ก็ยังพอมีคนเลือกซื้อรุ่นก่อนหน้านี้อยู่บ้าง ดังนั้นในช่วงนี้ที่มี “โปรโมชั่น 12.12” เป็นช่วงที่ลดราคากันเยอะมาก หากสนใจและตัดสินใจเลือกได้แล้วก็คลิกเข้าไปดูกันได้เลย

ทีวี 8K นวัตกรรมที่ทำให้คุณหลับตาไม่ลง

“โปร 12.12”

ทุกวันนี้โลกได้มีนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยานยนต์ อุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงทีวีที่ ณ ตอนนี้ได้เดินทางมาถึงระดับความคมชัดที่ 8K กันแล้ว ซึ่งก็มีหลากหลายแบรนด์ที่ได้ผลิตออกมาวางจำหน่ายกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น tv lg, tv samsung, และ tv sharp ซึ่งเป็นแบรนด์หลักๆ ที่ได้มีการผลิต และจำหน่ายทีวี 8K แล้ว และในช่วง “โปร 12.12” นี้ ต้องมีผู้ที่สนใจกันอย่างมากแน่นอน

แต่ก่อนที่จะมาถึงขั้นความละเอียดถึง 8K นี้ได้นั้น มีความเป็นมาอย่างไร ต้องไปย้อนรอยท้าวความกันสักหน่อย ก่อนหน้านี้เราอาจจะคุ้นเคยกับภาพความละเอียดในรูปแบบของทีวีตู้ปลา ซึ่งเป็นหน้าจอที่ไม่ค่อยให้ความคมชัดเท่าไร แต่เมื่อมีการปรับเปลี่ยนพัฒนาในเรื่องของประเภทหน้าจอทีวี ความละเอียดในการรับชมก็มีการปรับเปลี่ยนพัฒนาตามไปด้วยดังนี้

  • ความละเอียดระดับ HD (1366 x 768 Pixel) เป็นมาตรฐานความละเอียดของจอภาพเบื้องต้น นอกจากนี้ยังมีราคาไม่แพงอีกด้วย
  • ความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080 Pixel) ความละเอียดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ช่วยในการดูภาพยนตร์ คอนเทนต์หรือรายการทีวีระบบดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ความละเอียดระดับ UHD (Ultra High Definition) หรือ 4K มีความละเอียดอยู่ที่ 3840 x 2160 Pixel ซึ่งมีความคมชัดสูงกว่า Full HD ถึง 4 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งประโยชน์ของการแสดงภาพในความละเอียดระดับนี้ ช่วยให้คุณได้รับชมภาพที่มีความคมชัดสมจริง อีกทั้งในปัจจุบัน คอนเทนต์ เนื้อหา หรือภาพยนตร์ที่เป็น 4K ก็มีมากขึ้น

และจากข้อมูลข้างต้นที่ได้กล่าวไป เราเพิ่งจะได้เข้าสู่โลกของความคมชัดละเอียดระดับ 4K หรือที่เรียกว่า Ultra-High-Definition (UHD) ซึ่งความละเอียดของ 4K นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านพิกเซล หรือสเกลภาพที่ 3,840 x 2,160 ลองเปรียบเทียบง่ายๆ ด้วยการที่คุณเปิดเนื้อหาใน YouTube ที่มีความคมชัดสูงสุด Full HD 1080p เท่ากับว่าความคมชัดแบบ 4K จะมีความชัดมากกว่าถึง 4 เท่ากันเลยทีเดียว

แล้วต่อมาไม่นาน ก็ได้มีการพัฒนาเรื่อยๆ จนก้าวเข้าสู่ทีวี 8K ซึ่งความคมชัดแบบ 8K นั้นจะมีความละเอียดอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านพิกเซล ซึ่งมากกว่า 4K ไปอีก 4 เท่า ซึ่งความคมชัดที่ว่านี้ก็ได้เริ่มการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ และการถ่ายภาพยนตร์กันบ้างแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ที่ประเทศญี่ปุ่นที่เตรียมถ่ายทอดสดกีฬาโอลิมปิกในปี 2020 ในรูปแบบ 8K หรือภาพยนตร์บางเรื่องที่ได้มีการถ่ายทำด้วยกล้องถ่ายวีดีโอ 8K กันบ้างแล้ว แต่ถ้าหากลองคิดอีกด้านหนึ่งในเรื่องของเนื้อหา 8K ในบ้านเรานั้นก็ยังมีไม่มากนัก จึงมีการตั้งคำถามขึ้นมาว่า “แล้วเราควรซื้อทีวี 8K กันได้แล้วหรือยัง”

จริงๆ แล้วคำตอบนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล ซึ่งบางคนมองว่ายังไม่จำเป็นจะต้องซื้อก็ได้ เนื่องจากยังไม่มีเนื้อหาที่มีความละเอียดระดับ 8K มากพอ แต่อย่าลืมว่าในปี 2020 ก็จะมีการถ่ายทอดสดกีฬาโอลิมปิกในปี 2020 ในรูปแบบ 8K กันแล้ว

อีกทั้งยังสามารถเข้าไปชมความคมชัดสมจริงในคอนเทนต์อื่นๆ ได้ที่ Youtube ซึ่งก็มีหลากหลายคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นการรับชมความสวยงามของแต่ละประเทศ หรือสารคดีสัตว์โลกที่จะให้คุณเห็นขนเป็นขนกันอย่างละเอียดเลยทีเดียว และถ้าหากสนใจจริงๆ แล้วละก็ อย่าพลาดในช่วง “โปร 12.12” นี้เลยเชียว

AirPods คุณภาพเสียงที่มากับความสะดวกสบาย

12.12

หูฟังถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่อยู่คู่กับสมาร์ทโฟน โดยถ้าพูดถึงหูฟังที่ทำมาเพื่อ iPhone นั้นก็คงต้องเป็น EarPods อย่างแน่นอนแต่ด้วยความต้องการของผู้ใช้เพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีไร้สายก็ได้เข้ามามีบทบาทกับ EarPods จนได้กลายเป็นหูฟัง Bluetooth อย่าง airpod ซึ่งหลาย ๆ คนที่ได้ทลองใช้ต่างบอกต่อกันว่า “ต้องลอง” โดยถ้าหากใครสนใจ airpod อยู่ล่ะก็ เราจะมาเจาะลึกถึงข้อมูลที่น่าสนใจของหูฟังตัวนี้กัน และยิ่งในช่วงโปร 12.12 ต้อนรับสิ้นปี ที่ให้คุณช้อปสินค้าในวันที่ 12.12 ด้อย่างจุใจ และราคาแสนพิเศษ ไปเลือกชมกันดู

AirPods เปิดตัวไปในเดือนกันยายน ปี 2016 ผลิตโดย Apple เป็นหูฟังไร้สายอัจฉริยะที่มีชิปพิเศษ W1 เข้าไปภายในที่เหมือนสมองของหูฟัง และมีฟังก์ชั่นพิเศษมากมาย  

AirPods ถูกบรรจุอยู่ในกล่องพลาสติกสีขาวซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้กับตัวหูฟัง ด้านหลังจะเห็นปุ่มวงกลมสีขาวซึ่งเป็นปุ่มสำหรับเปิดสัญญาณ Bluetooth เมื่อต้องการเชื่อมต่อ AirPods กับอุปกรณ์อื่นอย่างเช่นมือถือ Android หรือ Notebook เป็นต้น ด้านล่างเป็นพอร์ต Lightning เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับ Adapter หรือ Powerbank ได้

ด้านในกล่องเปิดมาจะเห็นช่องใส่หูฟังแต่ละข้าง โดยจะมีไฟสถานะเป็นจุดเล็ก ๆ ให้เห็นตอนเปิด ซึ่งเวลาเราเปิดฝากล่องออกมา ถ้า iPhone เราอยู่ใกล้ ๆ จะจับคู่อุปกรณ์เองเลยโดยที่ไม่ต้องเข้าไปใน Settings ของ iPhone แต่อย่างใด     

ดีไซน์ของ AirPods นั้นคล้ายกับ EarPods รุ่นเก่าแต่เป็นแบบไม่มีสาย ถ้าดูจริง ๆ งานประกอบจะดูแข็งแรงมากกว่า ส่วนล่างของตัวก้านหูฟังจะเป็นไมโครโฟนคู่ที่มีระบบตัดเสียงรบกวนรอบข้าง

AirPods นั้นมีจุดเด่นเลยคือมาพร้อมกับชิปเซ็ต Apple W1 พร้อมเซ็นเซอร์แบบ Optical คู่ และเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ทำให้ตัวหูฟังสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้ผู้ใช้กำลังใส่หูฟังหรือถอดหูฟังแล้ว ซึ่งระหว่างการใช้งานถ้าหากมีการถอดหูฟังออกข้างใดข้างหนึ่งและกำลังฟังเพลงอยู่ก็จะหยุดเล่นทันทีและจะเริ่มเล่นอีกครั้งเมื่อใส่หูฟังใหม่

นอกเหนือจากฟังเพลงและสนทนาแล้ว AirPods ยังสามารถใช้งาน Siri ได้ผ่านการแตะสองครั้งบริเวณหูฟัง

คำสั่งต่าง ๆ ที่เราสามารถสั่ง Siri ตอนฟังเพลงได้ มีคร่าว ๆ ดังนี้

เพิ่มเสียงให้ดังขึ้นนิดเดียว เพิ่มเสียงให้ดังสุด ลดเสียงให้ดังลงนิดเดียว เงียบเสียง เล่นเพลงถัดไป เล่นเพลงก่อนหน้า สั่งให้ Siri  เล่นเพลงแนวต่าง ๆ

AirPods มีไมโครโฟนมาด้วยทั้งสองข้าง ทำให้สามารถหยิบข้างไหนก็ได้มาใช้งานคุยโทรศัพท์ได้อย่างไม่มีปัญหา สำหรับคุณภาพตอนใช้คุยโทรศัพท์นั้นต้องบอกว่าพอใช้ได้เพราะว่าไม่ได้ตัดเสียงรอบข้างเวลาเราคุยโทรศัพท์แต่อย่างใด

หลายคนอาจมีคำถามว่าเวลาใส่ AirPods นั้นจะหลุดง่ายไหม ซึ่งบอกได้เลยว่าหลุดยากมาก ถ้าสามารถใส่ EarPods ได้โดยไม่หลุดก็สามารถใส่ AirPods ได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่าง ๆ ทั้ง วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือทำงานบ้านต่าง ๆ ก็ไม่หลุดอย่างแน่นอน ซึ่งต้องบอกว่า Apple ออกแบบมาได้ดีตั้งแต่ EarPods แล้ว เพราะได้แสกน “รูปร่างของหูคน” หลายรูปแบบเพื่อสร้าง EarPods ให้ไม่หลุดง่าย ซึ่งคนประมาณ 80% สามารถใส่หูฟังแบบนี้ได้โดยไม่หลุด แต่น่าเสียดายที่ AirPods นั้นไม่กันน้ำจึงไม่เหมาะกับการออกกำลังกายหรือลุยฝน

มากันที่เรื่องคุณภาพเสียงของ AirPods กันบ้างดีกว่า โดยรวมแล้วเสียงของ AirPods คือดีกว่าหูฟัง EarPods นิดหน่อยเพราะมีความกว้างของมิติที่มากกว่า เสียงเบสเสียงต่ำของ AirPods จัดอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ได้หนักมาก แต่เน้นไปทางเสียงกลางดังนั้นเสียงร้องต่าง ๆ จะได้ยินชัดเจนพอสมควร

ความอึดของแบตเตอรี่นั้นถ้าตามสเปก การชาร์จไฟเต็ม ๆ หนึ่งครั้งจะใช้งานได้นาน 5 ชั่วโมง แต่เมื่อรวมกับกล่องเก็บหูฟังที่มีแบตเตอรี่ในตัวสามารถชาร์จเพื่อให้ใช้หูฟังได้รวม ๆ นานถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งก็พูดได้ว่าเกินพอเลยทีเดียวสำหรับการใช้งานแบบปกติ

Airpod ไร้สาย และไร้ขอบเขต

โปร 12.12

Airpod หูฟังไร้สาย หรือ หูฟังบูลทูธ จาก Apple กลับมาขายดีอีกครั้งในช่วงท้ายปี หรือช่วงเวลาของ 12.12 ที่เรียกกันติดปากว่า โปร 12.12 และถึงแม้จะยืนอยู่ในตลาดมานาน เกือบ 2 ปีแล้วก็ตาม สำหรับใครที่เพิ่งได้รับมาเป็นของขวัญในวันคริสมาสต์หรือต้อนรับปีใหม่ เราได้รวบรวมเทคนิคต่างๆ ในการใช้งาน AirPods ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นจับคู่กับอุปกรณ์ต่างๆ การปรับแต่ง การค้นหาเมื่อทำหาย และตรวจสอบแบตเตอรี่

เริ่มจากสิ่งที่ต้องรู้อย่าง แตะที่หูก็ได้!! คุณไม่จำเป็นต้องแตะที่ AirPods เมื่อต้องการใช้งานการแตะสองครั้ง เพื่อสั่งการตามที่ตั้งค่าไว้ แต่คุรอาจจะถัดกว่าถ้าแตะเบาๆ ที่ด้านหลังหูแทน ซึ่ง AirPods ก็จะตอบสนองต่อคำสั่งเช่นเดียวกัน

การสลับใช้ AirPods กับอุปกรณ์อื่นๆ AirPods มาพร้อมชิป W1 ที่ช่วยให้ AirPods สามารถเชื่อมต่อกับบัญชี iCloud ของคุณ หมายความว่าทุกอุปกรณ์ที่คุณได้เข้าสู่ระบบ iCloud เดียวกัน จะสามารถเชื่อมต่อกับ AirPods ได้ทันที โดยไม่ต้องจับคู่ใหม่ทุกครั้ง

วิธีสลับ AirPods ไปใช้กับอุปกรณ์อื่น ทำได้โดยไปที่การตั้งค่า Bluetooth เพื่อเปิดใช้งาน แล้วแตะที่ชื่อ AirPods ของคุณ AirPods จะเชื่อมต่ออัตโนมัติทันทีที่เปิดฝากล่องชาร์จ

ด้านการชาร์จ คุณสามารถชาร์จ AirPods ได้ด้วยการใส่ไว้ในเคสชาร์จ เคสชาร์จสามารถชาร์จ AirPods ให้เต็มได้หลายครั้ง คุณจึงชาร์จขณะเดินทางได้ หากต้องการให้ AirPods ชาร์จอยู่เสมอ ให้เก็บใส่ในเคสชาร์จเวลาที่คุณไม่ใช้

คุณสามารถชาร์จเคสชาร์จไร้สายด้วยแผ่นชาร์จที่ผ่านการรับรอง Qi ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้วางเคสลงบนที่ชาร์จโดยที่ไฟแสดงสถานะหงายขึ้นและฝาปิดอยู่ ไฟแสดงสถานะควรแสดงระดับการชาร์จปัจจุบันเป็นเวลา 8 วินาที หากคุณมี AirPods Pro คุณสามารถแตะที่เคสเมื่ออยู่บนแผ่นชาร์จเพื่อดูว่า AirPods Pro กำลังชาร์จอยู่ (ไฟสีเหลือง) หรือชาร์จเต็มแล้ว (ไฟสีเขียว)

หากต้องการชาร์จเคสชาร์จโดยใช้สาย ให้เสียบสาย Lightning ที่มาพร้อมกับ AirPods เข้ากับขั้วต่อ Lightning บนเคสชาร์จของคุณ คุณสามารถใช้ Lightning to USB-C Cable หรือ Lightning to USB Cable จากนั้นเสียบปลายสายอีกด้านหนึ่งเข้ากับที่ชาร์จหรือพอร์ต USB คุณสามารถชาร์จเคสชาร์จโดยที่มีหรือไม่มี AirPods อยู่ข้างในก็ได้ คุณสามารถชาร์จได้เร็วที่สุดเมื่อใช้ที่ชาร์จแบบ USB ของ iPhone หรือ iPad หรือต่อเข้ากับ Mac ของคุณ

หาก AirPods อยู่ในเคสชาร์จโดยที่ฝาเปิดอยู่ ไฟจะแสดงสถานะการชาร์จของ AirPods ของคุณ เมื่อ AirPods ไม่ได้อยู่ในเคสชาร์จ ไฟจะแสดงสถานะของเคสชาร์จของคุณ ไฟสีเขียวแสดงว่าชาร์จเต็มแล้ว ส่วนไฟสีเหลืองอำพันแสดงว่ามีกำลังไฟเหลือน้อยกว่าการชาร์จเต็มหนึ่งรอบ

ใช้ AirPods เพียงข้างเดียวก็ได้ คุณไม่จำเป็นต้องสวม AirPods ไว้ทั้ง 2 ข้าง ในบางกรณีถ้าคุรอยากได้ยินเสียงสภาพแวดล้อมรอบตัวคุณ คุณสามารถสวม AirPods ไว้เพียงข้างใดข้างหนึ่ง คุณยังสามารถใช้โทร หรือฟังเพลงด้วย AirPods เพียงข้างเดียวก็ได้

ทั้งนี้ คุณต้องเปิดฟีเจอร์ Automatic Ear Detection (การตรวจพบหูโดยอัตโนมัติ) ให้ทำงานด้วย (ค่าเริ่มต้น จะเปิดไว้อยู่แล้ว) โดยเพลงจะเล่นต่อเนื่องเมื่อถอด AirPods ออกเพียงข้างเดียว และจะหยุดเล่น เมื่อคุณถอด AirPods ออกจากหูทั้ง 2 ข้าง โปร 12.12 อย่าลืมไปช้อป!!

HDD กับ SSD แบบไหนดีนะ

“ฮาร์ดดิส”

ในยุคสมัยนี้ทุกคนส่วนใหญ่ล้วนแต่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเองกันทั้งนั้น และต้องรู้จักกับ “ฮาร์ดดิส” (Harddisk, HDD) สื่อบันทึกข้อมูลในรูปแบบจานหมุนกันอย่างแน่นอน แต่มันก็ยังมีสื่อบันทึกข้อมูลในรูปแบบใหม่ที่ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกวันนั่นคือ Solid State Drive หรือ SSD ซึ่งบางเครื่องก็ได้มีการเปลี่ยนจาก HDD มาเป็น SSD ทั้งหมด บางเครื่องก็ใช้งานทั้งสองอย่างควบคู่กันไป แต่ก็ยังมีหลายคนสงสัยว่า SSD และ HDD คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร ต่างมีข้อดีและข้อเสียอะไรบ้าง ซึ่งวันนี้จะมาดูกัน อีกทั้งมีวิธีการเลือกอย่างไรให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด

HDD (Harddisk Drive)

HDD หรือ Harddisk เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูล มีลักษณะเป็นจานหมุนแม่เหล็ก มีใช้มายาวนานกว่า 60 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956 โดยไอบีเอ็มเป็นผู้ริเริ่มการใช้ฮาร์ดดิสก์เป็นรายแรก ใช้ทำหรับเก็บข้อมูลต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบปฏิบัติการ (Windows) หรือ ไฟล์รูป เพลง ไฟล์งาน หรือโปรแกรมต่างๆ โดยใช้การเขียนข้อมูลลงไปบนจานแม่เหล็ก ซึ่งการเขียนบน Harddisk นี้ สามารถลบออกแล้วเขียนทับใหม่ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง นั่นหมายความว่าคุณสามารถใช้ได้อย่างยาวนานจนกว่าจะใช้งานไม่ได้

SSD (Solid State Drive)

SSD หรือ Solid State Drive เป็นสื่อบันทึกข้อมูลรูปแบบใหม่ที่ทำหน้าที่เหมือนกับ HDD ในการจัดเก็บข้อมูล แต่มาในรูปแบบของชิปการ์ด ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกับ Flash Drive/Thumb Drive แต่เร็วกว่าและเสถียรกว่า โดยแรกเริ่มนั้นเกิดขึ้นเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1978 เทคโนโลยีของ SSD ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทน “ฮาร์ดดิส” และออกแบบโดยวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว ทำให้ทนต่อแรงกระแทก หรือแรงสั่นสะเทือนได้เป็นอย่างดี เพราะไม่มีจานหมุนอยู่ด้านใน และยังสามารถอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าแบบจานหมุนมากกว่า 10 เท่ากันเลยทีเดียว

คราวนี้มาดูความต่างของทั้ง HDD และ SSD ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า SSD มีราคาที่แพงกว่า ได้พื้นที่การจัดเก็บน้อยกว่า และมีประสิทธิภาพการส่งถ่ายข้อมูลสูงกว่าถึงสิบเท่า ส่วน HDD ที่ถึงแม้ทำงานได้ช้ากว่า แต่ก็มีข้อดีทดแทนนั่นคือราคาที่ย่อมเยากว่านั่นเอง นอกจากนี้ยังมีความต่างอีกหลายข้อเลยทีเดียวซึ่งจะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

ความทนทาน/ความเสถียร

แน่นอนว่าต้องยกความเสถียร ความทนทาน และความเงียบขณะทำงาน ให้กับ SSD เนื่องจาก SSD ไม่มีชิ้นส่วนที่ต้องหมุนหรือเคลื่อนไหวเหมือนกับ HDD จึงทำให้โอกาสพังเสียหายนั้นเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าหากเป็น HDD ที่อยู่ในอุปกรณ์ที่ต้องเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลาอย่างแล็ปท็อป แล้วเกิดตก หรือมีการกระแทกอย่างรุนแรง อาจทำให้ HDD เกิดความเสียหายขึ้นได้

ความเร็ว

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่า SSD สามารถอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าแบบจานหมุนมากกว่า 10 เท่า จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนหันไปเลือกใช้ SSD มากขึ้น โดยเปรียบเทียบกับ SSD ซึ่งมีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลโดยเฉลี่ยมากถึง 500 MBps เลยทีเดียว ในขณะที่ HDD ที่มีราคาแพงและอยู่ระดับบนๆ ของตลาด จะมีความเร็วในการหมุนสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7200 รอบต่อนาที และมีความเร็วส่งผ่านข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 150-200MBps ดังนั้นจากตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นชัดเจนว่า SSD มีความเร็วกว่า HDD อย่างแน่นอน

เทคโนโลยีเพื่อลดการสูญเสียทางภัยพิบัติ

"ipad mini"

            ภัยพิบัติถือว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คงไม่มีมนุษย์คนไหนอยากพบเจอซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้ติดตามเหตุการณ์ข่าวสารต่าง ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือพายุ ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้ติดตามเหตุการณ์เหล่านี้ที่เริ่มเกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในต่างประเทศ หรือที่ไทยเอง ผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งบนโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือผ่านทางช่องทางสื่อออนไลน์ที่รวดเร็วบน iPhone หรือ “ipad mini” เป็นต้น

                โดยทุกคนก็คงจะได้รู้ถึงความน่ากลัวของการบาดเจ็บทางร่างกายไปจนถึงสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน โดยเมื่อเกิดเรื่องราวเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่สามารถที่จะห้ามให้ความเป็นไปของภัยธรรมชาติหยุดไปได้ มนุษย์จึงต้องหาทางรับมือให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ผลกระทบที่จะเกิดนั้นน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเทคโนโลยีก็เป็นทางออกหนึ่งซึ่งถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อนำมาใช้งานและก็มีส่วนช่วยในการผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ในหลาย ๆ เหตุการณ์ ซึ่งครั้งนี้เราได้รวบรวมเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อลดการสูญเสียทางภัยพิบัติมาให้ทุกคนได้ดูกันครับ

                1. รถสื่อสารฉุกเฉิน

                ในภาวะที่เกิดความเสียหายของอาคารบ้านเรือนถนนหนทางและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ การสื่อสารในบริเวณนั้นก็มักจะถูกตัดขาดไปทำให้การส่งข้อมูลหรือการเข้ามาช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ นั้นเป็นไปได้อย่างยากลำบากและยิ่งจะเพิ่มความเลวร้ายของสถานการณ์ขึ้นไปอีก

                ด้วยเหตุนี้ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค ที่เป็นหน่วยงานอยู่ในสังกัดของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ก็ได้ทำการออกแบบรถที่สามารถเข้าไปในพื้นที่ประสบภัยหรือเป็นแหล่งทุรกันดารได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับนำเครื่องมือสื่อสารแบบฉุกเฉินที่มีชื่อว่า EECV (Emergency and Educational Communication Vehicle) ซึ่งประกอบไปด้วยดาวเทียมและเครื่องมือที่เชื่อมต่อกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความแรงสูงได้ ซึ่งจะทำให้พื้นที่ดังกล่าวไม่ขาดการติดต่อสื่อสารจากทั้งหน่วยงานราชการและเอกชนที่พร้อมส่งปัจจัยทั้งคนและสิ่งของเข้ามาช่วยเหลือนั่นเอง

                2. ระบบเตือนภัยน้ำป่าและดินถล่ม

                เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มเข้าไปยังชุมชนที่อยู่ติดพื้นที่ป่าทั้งหลายนั้นถือว่าเป็นภัยธรรมชาติที่คงมีหลายคนต้องเจอหรือได้รับข่าวจากสื่อต่าง ๆ บ่อย ๆ ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นถ้าใครไหวตัวไม่ทันนั้นก็ต้องสังเวยชีวิตให้อย่างน่าเสียใจ

ดังนั้นเทคโนโลยีจึงถูกนำมาใช้เพื่อสร้างเป็นระบบเตือนภัยก่อนเกิดเหตุโดยข้อมูลนั้นจะได้มาจากหลาย ๆ ระบบทั้งการจับค่าความสั่นสะเทือนความละเอียดสูงหรือการเก็บข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาในการหาความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำป่าหรือดินถล่ม โดยเครื่องส่งสัญญาณจะติดอยู่กับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกู้ภัยได้แจ้งเตือนชุมชนอย่างทันเวลาและวางแผนในการช่วยเหลือและอพยพผู้ประสบภัยได้อย่างทันเวลา

3. แอพพลิเคชั่นเตือนภัย

ในยุคที่เรามี Smart Device อย่าง Smartphone และ Tablet ติดตัวกันแทบทุกคน แอพพลิเคชั่นสำหรับเตือนภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรต้องมีติดตัวเครื่องเอาไว้เพื่อความปลอดภัยอย่างเช่น แอพพลิเคชั่น EARTHQUAKE ALERT! ที่จะช่วยรายงานการเกิดแผ่นดินไหวจากทั่วทุกมุมโลกแบบเรียลไทม์เลยทีเดียว โดยฟังก์ชั่นของตัวแอพพลิเคชั่นสามารถบอกได้ถึงข้อมูลที่สำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพิกัดการเกิดแผ่นดินไหวในระดับละติจูด ลองติจูด ความลึกของจุดศูนย์กลาง ความถี่ในการเกิดแผ่นดินไหวในแต่ละพื้นที่ รวมถึงยังได้รวบรวมข่าวการเกิดแผ่นดินไหวจากสื่อต่าง ๆ ทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว

หรือว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่น THAIWATER ที่เป็นสื่อกลางบอกถึงพายุที่จะเข้าไทยและปริมาณน้ำฝน โดยสามารถเจาะลึกไปยังปริมาณน้ำที่อยู่ในเขื่อนและแม่น้ำจากสถานีตรวจวัดทั่วประเทศ ทำให้สามารถเตรียมตัวรับมือและไหวตัวกับวาตภัยและอุทกภัยได้เป็นอย่างดี ยิ่งดูผ่านจอใหญ่ ๆ อย่าง “ipad mini” ยิ่งสะดวก

4. แคปซูล “โนอาห์”

สึนามิเป็นเหตุการณ์ที่น่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาศัยและท่องเที่ยวอยู่ริมชายหาด ดังนั้นจึงมีการสร้างนวัตกรรมสำหรับเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัตินี้ด้วยแคปซูลขนาดกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2 เมตรที่คนสามารถเข้าไปอยู่ได้ และสามารถลอยตัวอยู่บนน้ำกันแรงกระแทกจากรอบ ๆ ด้านได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อจวนตัวผู้ประสบภัยจึงสามารถเข้าไปอยู่ในช่วงขณะนั้นได้

และนี่คือเรื่องราวของเทคโนโลยีเพื่อลดการสูญเสียทางภัยพิบัติที่เรานำมาเสนอทุกท่าน หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการระวังภัยในโอกาสต่อ ๆ ไปนะครับ

6G จะมา แต่ 5G ยังไม่ได้ใช้เลย

“เมาส์ไร้สาย”

ทุกวันนี้เทคโนโลยีต่างๆ มากมายได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นแบบไร้สายไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น หูฟังไร้สาย, คีย์บอร์ดไร้สาย, “เมาส์ไร้สาย” และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งนั่นก็มาเพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นนั้นเอง รวมไปถึงอินเตอร์เน็ตไร้สายที่ให้คุณเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วทันใจ อย่างที่เคยได้ยินกันมาในเรื่องของ 4G หรือ 5G ที่ประเทศเรากำลังจะได้ใช้กันในอนาคตอันใกล้นี่เอง แต่ยังไม่ได้ทันใช้ 5G กันเลย เราก็ได้ยินมาแว่วๆ แล้วว่า 6G กำลังถูกพัฒณาขึ้นมาซะแล้ว วันนี้จึงจะพาไปย้อนรอยกันก่อนที่จะได้รู้จักกับ 5G และ 6G โลกเราได้ผ่านอะไรกันมาบ้าง

ซึ่งหากย้อนกลับไปยังยุคแรกๆ ของอินเตอร์เน็ตเริ่มขึ้นครั้งแรกบนโลกเมื่อปี ค.ศ. 1969 หรือ ปี พ.ศ. 2512 แต่หากในประเทศไทยที่ได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตครั้งแรกคือปี ค.ศ. 1969  หรือปี พ.ศ. 2530 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าในยุคนั้นการเชื่อมต่อต้องเป็นการเกาะติดผ่านระบบสายเท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบระบบไร้สายได้ และในยุค 1G ที่มีการติดต่อสื่อสารกันผ่านมือถือครั้งแรกก็ไม่สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตไปสู่ผู้ใช้ไปลายทางได้ โดยมือถือยุค 1G ได้ถูกใช้งานครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1984 คือ Motorola DynaTAC 8000X ซึ่งสามารถใช้งานได้แค่โทรเข้า-โทรออกเท่านั้น

ต่อมาเมื่อเริ่มเข้าสู่ยุคของ 2G ที่นอกจากจะสามารถโทรเข้า-โทรออกได้แล้วนั้น ก็ยังสามารถส่งข้อความ หรือ SMS กันได้แล้ว โดยสามารถส่งได้ 160 ตัวอักษร และไม่ต้องโทรไปบอกโอเปอเรเตอร์เพื่อให้พิมพ์แทนคุณอีกต่อไป และจุดเปลี่ยนที่เห็นได้อย่างชัดเจนน่าจะเป็นยุคของ 3G ที่เป็นยุคที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านมือถือได้ จนกระทั่งเข้าสู่ยุค 4G ซึ่งเป็นยุคที่เฟื่องฟูสุดๆ สำหรับการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนมือถือ โดยคุณสามารถรับชมภาพ เสียง หรือเนื้อหาอย่างหนังออนไลน์ได้ โดยมีความเร็วที่คุณสามารถเลือกได้หลากหลายระดับ

และเมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้มีการออกมาประกาศแล้วว่าจะมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตไร้สาย 5G กันแล้ว โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมใช้งานจริงครั้งแรกในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 แต่ยังไม่ทันได้ใช้งาน อีกทั้งยังไม่สมบูรณ์แบบ 100% ก็มีข่าวว่า 6G ก็กำลังพัฒนาอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งโดยปกติแล้วยุคของอินเทอร์เน็ตจะอยู่ไปอย่างน้อยอีก 10 ปี แต่นี่ยังไม่ได้ใช้ 5G กันเลย 6G ก็มาจ่อรอซะแล้ว โดย Samsung ได้เปิดตัวเป็นบริษัทแรกที่ออกมาประกาศการลงทุนทางด้าน R&D ของ 6G อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว Research Center แห่งใหม่เพื่อการพัฒนาด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งใช้ทฤษฎีด้านโครงข่ายดาวเทียมในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่สามารถส่งได้รวดเร็วและมากกว่า 5G ไปอีกขั้น โดยได้รับความร่วมมือระหว่าง SK Telecom Ericsson และ Nokia ในการพัฒนาโครงข่ายทั้ง 5G และ 6G

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น เป็นเพียงการคาดการณ์ เพราะยังไม่ได้มีการลงบทความที่เกี่ยวข้องกับ 6G ไปลงไว้ในแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้อย่างวิกิพีเดียเลย แต่ไม่ช้าก็เร็ว เราจะต้องได้พบเจอกับทั้ง 5G และ 6G อย่างแน่นอน และเชื่อว่าเทคโนโลยีไร้สายต่างๆ อย่าง หูฟังไร้สาย, คีย์บอร์ดไร้สาย, “เมาส์ไร้สาย” และอื่นๆ อีกมากมายที่ได้กล่าวไปข้างต้นต้องได้รับการพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน