หนึ่งเดียวกับ iphone x

ในขณะที่สมาร์ทโฟนแบรนด์ต่างๆ ออกมาแข่งขันกันอย่างบ้าคลั่งแล้วนั้น ด้าน Apple ก็ไม่น้อยหน้า ล่าสุดได้ปล่อยสมาร์ทโฟนที่มีดีไซน์ไม่เหมือนใคร ให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของกันไปแล้ว นั่นก็คือ “iphone x” หรือ “ไอโฟน X” ซึ่งรุ่นนี้ ทาง Apple ได้สร้างสรรค์ ไอโฟนx เป็นหน้าจอทั้งหมด เพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นอนาคต  และชาญฉลาดในด้านการสัมผัส เสียงของคุณ หรือแม้แต่การเหลือบมองได้  และวันนี้ เราจะให้คุณได้สัมผัสถึงความชาญฉลาดของ ไอ โฟน x กัน

iphone x
ไอโฟนx

ครั้งแรกนั้น ทุกคนจะเข้าใจผิดว่า “iphone x” หรือ “ไอโฟน X” มันคือ “ไอโฟน เอ็กซ์” แต่จริงๆ แล้ว มันคือ “ไอโฟน สิบ” ต่างหาก ซึ่งหลายๆ คนก็คงเคยสงสัยว่าทำไมมี iPhone 8 แล้ว ก็ต้องเป็น iPhone 9 สิ แต่ทำไมก้าวกระโดดมาเป็น ไอ โฟน x เลย นั่นก็เป็นเพราะว่า เมื่อปี 2007 เป็นปีที่ทาง Apple ได้ปล่อยสินค้าที่มีชื่อเรียกว่า iPhone เป็นครั้งแรก  และได้ครบรอบ 10 ปี ในปี 2017 ทาง Apple จึงได้เปิดตัว ไอ โฟน x ออกมา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองนั้นเอง

iphone x หรือ ไอ โฟน x มาพร้อมกับดีไซน์ที่สวยงามมากกับหน้าจอไร้ขอบ ขนาด 5.8 นิ้ว  เป็นหน้าจอแบบ OLED Super Retina Display ความละเอียด 2436×1125 มีมาตรฐานสูง สามารถถ่ายทอดสีสันได้สวยงาม และแม่นยำ แสดงสีดำได้ดำสนิท มีความสว่างสูง  และมีอัตราส่วนคอนทราสต์ที่ 1,000,000 ต่อ 1 หน้าจอขนาด 5.8 นิ้ว ให้มุมมองที่กว้างขึ้น ใหญ่ขึ้น แต่ก็ไม่ใช่แค่ใหญ่เต็มมือ แต่ยังสวยเต็มตาด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังมีจุดเด่นในเรื่องของเทคนิค และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการทำให้จอภาพโค้งรับกับดีไซน์แบบโค้งอย่างแม่นยำ ไปจนจรดมุมมนทั้งสี่ด้านอย่างสวยงามลงตัว

ส่วนดีไซน์ภายนอกทำออกมาได้สวยงามมาก กระจกที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟนทั้งด้านหน้า และด้านหลัง เพราะมีชั้นเสริมความแข็งแกร่งที่หนาขึ้นอีก 50% อีกทั้งยังมีกระบวนการลงหมึก 7 ชั้นที่ทำให้สามารถแสดงเฉดสี และความทึบแสงได้อย่างแม่นยำ

รวมถึงชั้นออปติคอลสะท้อนแสงที่เพิ่มความสดใสสวยงามให้กับสีสัน ขณะที่การเคลือบสารกันรอยนิ้วมือก็ทำให้คุณสามารถเช็ดรอยเปื้อน และรอยนิ้วมือออกได้ง่ายๆ อีกทั้งยังใช้สแตนเลสสตีลเกรดเดียวกับที่ใช้ทำเครื่องมือศัลยกรรม มาพร้อมการชาร์จแบบไร้สาย  และยังทนน้ำทนฝุ่นด้วย

ด้านกล้องนั้น ไอ โฟน x ก็ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม เพราะเป็นกล้องคู่ที่มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ขึ้น และไวขึ้น มาพร้อมฟิลเตอร์สีแบบใหม่ พิกเซลที่เก็บรายละเอียดได้มากขึ้น  และกล้องเทเลโฟโต้ใหม่ที่มาพร้อมระบบ OIS พร้อมทั้งสามารถสร้างเอฟเฟ็กต์การจัดแสงคุณภาพระดับสตูดิโอที่สวยงามสะดุดตาได้อีกด้วย  และยังมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอล และเลนส์ไวแสง จึงสามารถถ่ายรูป และวิดีโอได้อย่างสวยงาม

อีกทั้งยังโดดเด่น แม้ว่าจะอยู่ในสภาวะแสงน้อย ส่วนการถ่ายวิดีโอก็สามารถบันทึกได้ในระดับ 4K 60fps สโลว์โมชั่น 1080p 240fps เลยทีเดียว  และกล้องหน้าก็ทำได้ดีมากเหมือนกัน ด้วยกล้อง TrueDepth กล้องหน้าที่ให้คุณถ่ายเซลฟี่ได้อย่างคมชัด ในขณะที่ฉากหลังเบลอได้อย่างสวยงาม  และความสามารถที่จะวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่แตกต่างกันกว่า 50 รูปแบบ เพื่อจำลองการแสดงออกทางใบหน้าของคุณบน Animoji ที่มีให้เลือก 16 แบบ คราวนี้จะอยากเป็นแพนด้า หมู หรือหุ่นยนต์ก็เป็นได้เลย

คราวนี้มาถึงเรื่องความชาญฉลาดของ ไอโฟน X ที่เด่นๆเลยก็ คือ กล้อง TrueDepth นี่ละ ที่บันทึกข้อมูลใบหน้าของคุณได้อย่างแม่นยำ โดยการฉาย และวิเคราะห์จุดแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ากว่า 30,000 จุด เพื่อสร้างแผนผังโครงสร้างใบหน้าของคุณในแนวลึก และยังจับภาพอินฟราเรดของใบหน้าของคุณอีกด้วย  และถึงแม้จะเป็นกล้องตัวเล็กๆ แต่ก็เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่ Apple เคยคิดค้นมาเลยทีเดียว โดยภายในประกอบไปด้วยกล้อง และเซ็นเซอร์ที่เป็นหัวใจสำคัญในการใช้งาน Face ID ซึ่งเป็นการปลดล็อค และยืนยันตัวตนที่ปลอดภัย และเป็นส่วนตัวที่สุด เพราะข้อมูล Face ID ของคุณนั้นจะได้รับการเข้ารหัส และปกป้องด้วย Secure Enclave  และข้อมูลของคุณจะไม่มีทางออกไปจากอุปกรณ์  และจะไม่มีการสำรองข้อมูลไว้ใน iCloud หรือที่อื่นใด

 และความชาญฉลาดอีกเรื่องของ ราคาไอโฟนx ก็ไม่ปราณีเช่นเดียวกับฟังก์ชั่น Face ID ที่จะรู้ว่าเมื่อไหร่ที่คุณกำลังให้ความสนใจเครื่องอยู่  และจะปลดล็อค ไอ โฟน x ก็ต่อเมื่อคุณมองเครื่องขณะที่ลืมตาอยู่เท่านั้น  และ Face ID ยังสามารถแสดงการแจ้งเตือน และข้อความ เปิดหน้าจอสว่างค้างไว้ขณะที่คุณกำลังอ่าน หรือลดความดังของเสียงนาฬิกาปลุก และเสียงเรียกเข้าได้ด้วย จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี  และความชาญฉลาดของสมาร์ทโฟน ไอ โฟน x  มีมากมายเลยทีเดียว  และนี่ยังเอ่ยไม่หมดเสียด้วยซ้ำ เอาเป็นว่า ถ้าใครอยากจะทดลองด้วยตนเอง  และมีกำลังทรัพย์มากพอ ราคา iphone x ที่ไม่เบาก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของกันได้เลย

OPPO กับความสามารถในการเล่นเกมที่คุณห้ามพลาด

OPPO

            เกมบน Smartphone นับว่าเป็นความบันเทิงที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่เกมเมอร์และผู้คนในวงกว้าง เพราะว่าประสิทธิภาพของ Smartphone ในยุคปัจจุบันนั้นเรียกได้ว่าสามารถถ่ายทอดภาพกราฟิกและรูปแบบเกมเพลย์ที่สวยงามออกมาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยแบรนด์ผู้ผลิต Smartphone ต่าง ๆ ก็ได้พัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองเพื่อให้สามารถรองรับความบันเทิงในเรื่องของการเล่นเกมได้อย่างเต็มที่อย่างเช่นแบรนด์ ออปโป้ (OPPO) ที่สามารถพลักดันกราฟิกของเกม Smartphone ต่าง ๆ ในยุคปัจจุบันให้ออกมาได้อย่างเต็มความสามารถและมีราคาที่สมเหตุสมผล โดยครั้งนี้เราจะมาแนะนำกันถึงความสามารถของ Smartphone ออปโป้ ในรุ่นต่าง ๆ มาให้ได้พิจารณากัน

                1. CPU ที่มีประสิทธิภาพในการเล่นเกม

                เรื่องของ CPU นั้นถือว่าเป็นหัวใจหลักของการทำงานของ Smart Device ต่าง ๆ เลยก็ว่าได้ ยิ่งใน Smartphone ที่ใช้ในการเล่นเกมด้วยแล้วนั้นยิ่งถือว่าสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าหากพูดถึงผู้ผลิต CPU ที่มีคุณภาพในระดับสากลด้วยแล้วนั้นหลายคนก็ต้องนึกถึง Qualcomm แน่ ๆ โดยซีรีย์ Snapdragon ได้สร้างชื่อมากมายในวงการ Smartphone มาอย่างยาวนาน มีหลายเจ้าหลายแบรนด์นำไปใช้งานหนึ่งในนั้นก็คือ ออปโป้ นั่นเอง ซึ่ง Smartphone ที่เน้นไปที่การเล่นเกมหลาย ๆ รุ่นนั้นก็ใส่ Snapdragon ตัวแรง ๆ มาให้เลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ออปโป้ Reno 10x Zoom ซึ่งให้ Snapdragon 855 มาและมีความสามารถที่ค่อนข้างครอบคลุม ประมวลผลในการทำงานต่าง ๆ รวมถึงการเล่นเกมได้แบบรวดเร็วทันใจ เกมใหม่ ๆ ที่มีกราฟิกสวย ๆ ก็ถ่ายทอดได้อย่างไม่ติดขัด ซึ่ง ออปโป้ Reno 10x Zoom นั้นราคาในตอนนี้อยู่ที่ 7,500 บาท โดยประมาณ

                2. หน้าจอคมชัด

                เรื่องของจอนั้นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกันสำหรับ Smartphone ที่ใช้ในการเล่นเกม เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สามารถถ่ายทอดกราฟิกและความสวยงามของเกมให้ออกมาอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด ซึ่งทางแบรนด์ออปโป้ก็มีจุดเด่นในการใช้เทคโนโลยีหน้าจอที่ดีกับ Smartphone ของตัวเองอยู่แล้ว ยิ่งเป็นรุ่นที่สามารถเล่นเกมได้ดีด้วยแล้วนั้นก็เรียกว่าขาดไม่ได้เลยด้วยยกตัวอย่าง ออปโป้ F11 Pro เป็นต้น มีหน้าจอที่ใหญ่ขนาด 6.5 นิ้ว Full HD+ มีการแสดงผลเต็มจอแบบ Panoramic Screen ไม่มีติ่งอะไรมาบดบึงสายตา ด้วยสเปคหลาย ๆ อย่างที่รวมกันมาให้นั้นก็ทำให้การเล่นเกมจะเป็นไปได้อย่างเต็มที่ ซึ่งราคา ออปโป้ F11 Pro นั้นอยู่ที่ 5,850 บาท โดยประมาณ

                3. แบตอึด

                คุณสมบัติในเรื่องแบตเตอรี่นั้นมองข้ามไม่ได้เลยทีเดียวสำหรับเหล่าเกมเมอร์ เพราะว่าการเล่นที่ต่อเนื่องไม่ติดขัดนั้นเป็นหัวใจสำคัญของการเล่นเกมเป็นอย่างมาก ออปโป Reno Z ที่มีสเปคพื้นฐานเพียงพอต่อการเล่นเกมนั้นก็มี แบตเตอรี่ความจุ 4,035 mAh นั้น นอกจากนั้นยังมี VOOC Flash Charge 3.0 ช่วยให้สามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วทันท่วงทีต่อการใช้งาน

                4. ROM เยอะ

                เกมบน Smartphone ในปัจจุบันเรียกได้ว่ามีขนาดที่ใหญ่มากเพราะว่ามีคุณภาพคล้ายกับเกมบนเครื่อง Console หรือ Computer มากขึ้นไปทุกที ซึ่ง ออปโป้ K3 มี ROM 64 / 128/ 256 GB ตามลำดับช่วยให้สามารถบรรจุเกมที่มีขนาดเนื้อที่เยอะได้ค่อนข้างมากโดยที่ไม่ต้องใช้ SD Card เพิ่มเติม

                และนี่คือ Smartphone ออปโป (OPPO) กับความสามารถในการเล่นเกมที่เหล่าบรรดาเกมเมอร์น่าจะชื่นชอบกัน โดยทั้งหมดนี้คือตัวอย่างนะครับ ยังมีอีกหลายรุ่นให้ได้ไปลองเลือกกันนะครับ

AirPod ราคา แพงแต่มีจุดเด่นอย่างไรมาดูข้อมูลเหล่านี้กัน

AirPod ราคา

            AirPod ราคา ค่อนข้างแพงจาก Apple เปรียบเสมือนอุปกรณ์การฟังเพลงที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ในตอนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะด้วยประสิทธิภาพด้านเสียงรวมไปถึงการออกแบบดีไซน์ที่สวยงามดึงดูดผู้ใช้ โดยในปัจจุบัน AirPods ได้ออกมาให้ได้เลือกใช้งานกัน 3 รุ่นหลัก ๆ นั่นก็คือ AirPods, AirPods Pro และ AirPods Max ซึ่งได้รับความนิยมที่มากมายกันทุกรุ่น แต่ว่าก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งใครกำลังสนใจอยากเป็นเจ้าของล่ะก็เราได้รวบรวมข้อมูลของแต่ละรุ่นมาให้ได้พิจารณากัน

                1. AirPods

                มาเริ่มกันที่หูฟังไร้สายรุ่นแรกของ Apple นั่นก็คือ AirPods นั่นเอง โดยตอนนี้ได้ออกมาในโมเดลที่ 2 แล้ว Airpods มีคุณสมบัติในการสวมใส่ที่สบายเพราะว่ามีต้นแบบมาจาก Earbud หูฟังมีสายตัวเก่งจาก Apple นั่นเอง ซึ่งการพัฒนาต่อยอดครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้เป็นอย่างมากเพราะว่ามาในรูปแบบไร้สายแถมยังมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เอื้อต่อผู้ใช้อุปกรณ์ของ Apple อยู่แล้ว

                แนวเสียงของ AirPods นั้นถูกปรับแต่งให้สามารถฟังเพลงได้หลากหลายแนวไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปในแนวทางไหนเป็นพิเศษ แต่ว่าอัตราการ Delay นั้นถือว่าต่ำมาก ๆ บวกกับการดีไซน์ที่ทำออกมาในลักษณะ Earbud เน้นการสวมใส่ที่ง่ายไม่อึดอัด ทำให้เหมาะกับคนที่หาหูฟังสามัญประจำตัวไว้ใช้งานทั่ว ๆ ไปในคุณภาพระดับมาตรฐานนั่นเอง

                2. AirPods Pro   

                มาถึงหูฟังรุ่นที่อัพเกรดจาก AirPods รุ่นปกติกันบ้าง โดยใช้ชื่อว่า AirPods Pro ซึ่งก็ได้ความสามารถแบบ Pro ตามชื่อขึ้นไปอีกระดับ ที่แตกต่างจาก AirPods อย่างเห็นได้ชัดเลยนั่นก็คือดีไซน์การออกแบบที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงจาก Earbud มาเป็น Inear นั่นเอง แต่ว่าใครที่ไม่ถูกใจกับหูฟังแบบ Inear เพราะว่าใส่แล้วอึดอัดนั้นเมื่อมาเจอกับรุ่นนี้ก็มีความรู้สึกค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันว่าใส่ง่ายใส่สบายกว่า Inear ปกติ นอกจากนี้เรื่องของฟังก์ชั่นการทำงานนั้นก็ได้เพิ่มโหมดต่าง ๆ เข้ามาอย่างเช่นระบบการตัดเสียงรบกวนภายนอกหรือที่เรียกกันในวงการว่า Noise Cancelling นั่นเอง ซึ่งทำให้การฟังเพลงหรือคอนเทนท์ต่าง ๆ นั้นเป็นไปได้อย่างเต็มที่ไม่มีอะไรรบกวน แต่ว่าก็สามารถดูดเสียงจากภายนอกเข้ามารับฟังได้ในขณะนึงได้

                ส่วนเรื่องของเสียงนั้นก็ค่อนข้างที่จะทำได้ดีโดยได้ยึดแนวเสียงของ AirPods แต่ว่าได้เพิ่มเติมความครบเครื่องขึ้นมามีการแยกเสียงเครื่องดนตรีได้ค่อนข้างแม่นยำ ซึ่งเป็นหูฟังไร้สายแบบ Inear ที่ค่อนข้างได้รับการยอมรับว่าเสียงดีมากในอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว

                3. AirPods Max

                มาถึง AirPods Max หูฟังรุ่นใหม่จาก Apple ที่ได้สร้างความฮือฮาพอสมควรเลยทีเดียวเพราะว่าเป็นการออกแบบมาในลักษณะหูฟังแบบ Over Ear ซึ่งสามารถถ่ายทอดเสียงออกมาได้อย่างเต็มที่ และการออกแบบที่ทำออกมาแหวกแนวหูฟัง Over Ear ทุกตัวในตลาด เน้นการสวมใส่ที่สบาย เบา ส่วนเรื่องฟังก์ชั่นการทำงานต่าง ๆ ก็ได้ขยายส่วนจาก AirPods Max ขึ้นมาทั้งเรื่องการตัดเสียงรบกวนและการดูดเสียงจากภายนอกเข้ามา และที่โดดเด่นอีกอย่างคือสีที่มีให้เลือกหลากหลาย

                ส่วนเรื่องของแนวเสียงนั้นก็ทำออกมาได้เหมาะกับทุกแนวเพลงเลยทีเดียว และรีวิวจากหลาย ๆ สำนักก็บอกว่าสามารถถ่ายทอดแนวเสียงออกมาได้ดีด้วยเพราะว่ามีขนาดว่า Driver ที่ใหญ่และคุณภาพดี มี Partial Audio สำหรับติดตามการเคลื่อนไหวรอบทิศทางตามการหันของศีรษะ

                และนี่คือ หูฟัง AirPod ราคา ค่อนข้างแพงจาก Apple ในรุ่นต่าง ๆ ที่มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ใครที่กำลังจะหามาเป็นเจ้าของน่าจะได้ข้อมูลไปนะครับ

กล้องวงจรปิด ติดไว้เถอะ ปลอดภัย!

ในยุคนี้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จนไม่สามารถที่จะไว้วางใจใครได้ เมื่อคุณต้องออกไปทำงานนอกบ้านและต้องทิ้งบ้านโดยไม่มีคนอยู่ หรือคนที่อยู่บ้านเป็นผู้สูงอายุ หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นมา คุณจะทำอย่างไร วิธีการที่คนยุคสมัยใหม่นิยมทำเพื่อป้องกันความปลอดภัยให้กับบ้านนั่นก็คือ การติดตั้ง กล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะปกป้องบ้านของคุณและคนที่คุณรัก กล้องวงจรปิด ในสมัยมีหลายราคาตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพัน

กล้องวงจรปิด

เมื่อทราบเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับกล้องวงจรปิดแล้ว ต่อไปจะขอแนะนำฟังก์ชันทันสมัยต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการใช้งานให้ทราบกัน เพื่อนำไปเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจซื้อ

หากผู้อ่านต้องการใช้งานในตอนกลางคืนหรือในที่มืดด้วยก็ควรเลือกกล้องที่มีความสามารถในการบันทึกภาพในที่มืด เช่น กล้อง Low Light Night Vision Camera และกล้องอินฟราเรด (Infrared Camera) โดยกล้องอินฟราเรดเหมาะสำหรับการจับภาพในระยะใกล้หรือในพื้นที่จำกัด ส่วนกล้อง Low Light Night Vision Camera นั้นเหมาะสำหรับใช้งานในมุมกว้าง เช่น ลานจอดรถ แนวกำแพงหรือจากระเบียง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความสามารถในการบันทึกภาพในที่มืดของกล้องประเภท Low Light Night Vision Camera นั้นมีจำกัด ดังนั้นขอแนะนำว่าให้ติดไฟให้ความสว่างใกล้ ๆ บริเวณที่ติดตั้งกล้องหรือเลือกซื้อกล้องที่มีไฟในตัวจะช่วยให้ความสามารถในการมองเห็นภาพที่บันทึกชัดเจนมากยิ่งขึ้น

กล้องที่มีเซนเซอร์จับความเคลื่อนไหวหรือ Motion Detect ก็เป็นอีกฟังก์ชันหนึ่งที่น่าสนใจมากสำหรับบ้านที่ต้องการยกระดับความปลอดภัย โดยเซนเซอร์ดังกล่าว สามารถบันทึกภาพอัตโนมัติหากมีการเคลื่อนไหวที่ผิดสังเกต บางรุ่นสามารถแพนกล้องตามสิ่งเคลื่อนไหวได้อีกด้วย ทำให้สามารถป้องกันการเกิดเหตุร้ายได้ทันท่วงที เหมาะสำหรับการป้องกันเหตุร้ายและสามารถใช้เป็นกล้องดูแลเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยงได้ด้วย

กล้องวงจรปิดสมัยนี้ นอกจากจะใช้ประโยชน์เพื่อป้องกันการโจรกรรมแล้ว ยังมีลำโพงและไมค์ในตัวสามารถเอาไว้สื่อสารกับคนที่คุณห่วงใยยามคิดถึงหรือเอาไว้ดูพฤติกรรมสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของคุณเวลาที่คุณไม่อยู่บ้านได้อีกด้วย ซึ่งกล้องวงจรปิดที่เรากำลังพูดถึงนี้เป็นที่รู้จักในนาม IP Camera

เทคโนโลยีของกล้องวงจรปิดปัจจุบัน ฟังก์ชันที่ขาดไม่ได้เลย คือ ความสามารถในการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ  ช่วยให้คุณสามารถควบคุมการทำงานของกล้องผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ได้ แม้จะไม่อยู่บ้าน แต่คุณก็สามารถเรียกดูภาพสถานการณ์ในบ้านได้แบบเรียลไทม์ อีกทั้งตัวกล้องก็สามารถส่งข้อความแจ้งเตือนเมื่อพบการเคลื่อนไหวที่ผิดสังเกตในบ้านให้คุณได้รับทราบทันที เป็นฟังก์ชันที่ทันสมัยเพิ่มความอุ่นใจให้ผู้ใช้ได้เป็นอย่างมากเลย

กล้องวงจรปิด HIKVISION IP Camera รูปทรงทันสมัย ดูดี รองรับOnVIF สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆได้ง่าย เลนส์กล้องมีขนาด 2.8 มิลลิเมตร มุมมองกว้างสามารถมองได้ไกล ความละเอียดของกล้อง 1 ล้านพิกเซล หน่วยความจำ 128 GB มีฟังก์ชั่นจับการเคลื่อนไหว และเสียงแจ้งเตือน สามารถลดเสียงรบกวนภายนอกได้ มีไมค์และลำโพงในตัว รองรับtwo-way audio และรองรับ two video streams กล้องเชื่อมต่อWIFI สามารถดูกล้องวงจรปิดผ่านทางมือถือด้วยการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น HIK-CONNECT

กล้องวงจรปิดVStarcam C18S กล้องที่สามารถติดตั้งได้ทั้งภายนอกและภายในบ้าน มีมาตรฐาน IP66 ที่สามารถทนแดด ทนฝน คุณสามารถติดตั้งด้วยตนเองง่ายมากใช้เวลาไม่นาน ติดตั้งแบบไร้สาย สามารถรับ wifi hotspotได้ กล้องมีความละเอียดสูง Full-HD 1080P ( 2 ล้านพิกเซล ) มีแสงไฟ LED เตือน เมื่อมีบุกรุก สั่งเปิด ปิดได้  มีระบบ Motion Detection ตรวจจับภาพเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติ   Array IR LED ทำให้มองเห็นแม้ในที่มืดทำให้คุณสามารถเห็นหน้าผู้บุกรุกได้ชัดเจน เลนส์มีความกว้างขนาด 4 มิลลิเมตร มีระบบ IR-Cut ทำให้ภาพสีสวย คมชัด สามารถดูภาพย้อนหลังได้

กล้องวงจรปิด Hamrol HD 1080P เป็นกล้องวงจรปิดที่มีรูปทรงสวยงามทันสมัย เหมาะกับการติดตั้งนอกบ้าน มีมาตรฐานIP66ที่สามารถกันน้ำกันฝุ่นได้ดี กล้องมีความละเอียดแบบ HD 1080P จึงมีความคมชัด เห็นหน้าผู้บุกรุกได้อย่างชัดเจน ความจำของกล้อง 128 GB เก็บข้อมูลได้เยอะ การเชื่อมต่อผ่านทางwifiการติดตั้งง่ายไม่ยุ่งยาก มีมาตรฐาน ONVIF จึงสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นได้อย่างง่ายดาย สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือได้ทุกระบบทั้ง iOS, Android มีระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวเมื่อพบสิ่งผิดปกติจะส่งข้อมูลแจ้งเตือนไปที่โทรศัพท์  มีระบบ IR LEDs สามารถมองเห็นภาพชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน

หน้าสวย ดูแพงด้วย oppo

จากปรากฏการณ์ต่างๆ จาก โทรศัพท์ oppo F1 series ที่ตอนนี้ยังคงความแรงอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะครองอันดับ 2 ส่วนแบ่งตลาดในจีนแล้ว ในบ้านเราก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เป็นแบรนด์ที่สร้างความแข็งแกร่งในเรื่องกล้องถ่ายภาพและกล้องหน้าเซลฟี่มาอย่างต่อเนื่อง จาก F1 มา F1 Plus และล่าสุดกับ OPPO F1s ที่เอาความเนียนใสของกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซลจาก F1 Plus มาปรับดีไซน์นิด เปลี่ยนวัสดุหน่อย แต่ที่ได้มาเพิ่มคือความคุ้มค่าด้วย oppo f1s ราคา 9,990 บาท

            โทรศัพท์ oppo f1s มากับสโลแกนว่า “Selfie Expert” ที่ทำให้หน้าคุณแพง ในราคาที่ไม่แพงเลย ในส่นแรกคือดีไซน์และรูปแบบของตัวเครื่องดีไซน์ตัวเครื่องแบบโลหะ ส่วนมุมตัวเครื่องทั้งสี่ด้านมีความโค้งมนเล็กน้อย เพื่อการจับถือได้ถนัดมือ โดยมีขนาดตัวเครื่องกว้าง 76 มิลลิเมตร สูง 154.5 มิลลิเมตร หนา 7.3 มิลลิเมตร น้ำหนัก 160 กรัม ด้านหน้าตัวเครื่อง มีจอแสดงผล AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล และครอบทับด้วยกระจกขอบโค้ง 2.5D Gorilla Glass 4 รวมถึง oppo f1s เป็นเครื่องสองซิมการ์ดที่แยกเอาสล็อต Micro SD card ออกมาต่างหาก รวมเป็นสามสล็อต ทำให้มันสามารถใช้งานทั้งสองซิมการ์ดในขณะที่ใส่หน่วยความจำเพิ่มเข้าไปได้ด้วยพร้อมกัน ไม่เหมือนแบรนด์อื่นๆ ที่ช่วงนี้นิยมใช้ถาดใส่ซิมแบบไฮปริด ที่สล้อตซิมที่สองต้องเลือกใช้ระหว่างจะต้องการใส่ซิมหรือจะใส่ Micro SD card ได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง นับว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างนึงของ oppo f1s เลยทีเดียว

oppo ช่วงนี้ดูเหมือนจะเป็นที่นิยมสำหรับคนที่มีงบประมาณระดับกลางๆ และ OPPO F1s ก็มาด้วยราคาจำหน่ายที่ไม่ถึงหนึ่งหมื่น คือจ่ายเงินหนึ่งหมื่นแล้วได้เงินทอน ทำให้มันเป็นสมาร์ทโฟนที่จับต้องได้ง่ายในเกือบทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งคนวัยทำงาน วัยรุ่น นักศึกษา เป็นต้น ซึ่งในเรื่องของการใช้งานทั่วไปถือได้ว่าตัวนี้ค่อนข้างเพียงพอต่อการใช้งานในทุกๆ ด้าน การใช้งาน ไม่ว่าจะเล่นเกมไหลลื่นดี ยังไม่มีการกระตุก ค้างหรือติดขัดใดๆ สามารถเล่นไฟล์หนัง FullHD หรือเปิดเข้าหน้าเว็บไซด์ต่างๆ ไม่มีปัญหา ในส่วนของผู้เริ่มต้นที่อยากมีสมาร์ทโฟน การใช้งานของ oppo f1s ก็ออกแบบมาให้ใช้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนวุ่นวาย แต่ก็มีธีมและการปรับแต่งพอให้มาเป็นลูกเล่นอีกพอสมควร

รวมถึงการป้องกันกับปุ่มแสกนลายนิ้วมือด้านล่าง ทำหน้าที่เหมือนปุ่มโฮม การสแกนเพื่อปลดล็อกหน้าจอจำเป็นต้องสัมผัสปุ่มลงไป ตัวเครื่องก็จะทำการปลุกหน้าจอขึ้นมาทำงาน ปลดล็อกพร้อมเข้าใช้ในทันที โดยเราสามารถกำหนดลายนิ้วมือเพื่อการทำงานที่ต่างกันได้ เช่น ใช้นิ้วที่หนึ่ง สำหรับสแกนเพื่อปลดหน้าล็อกสกรีนและใช้ลายนิ้วมืออีกนิ้วเพื่อสแกนเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นที่เรากำหนดไว้ ซึ่งตัวเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ สามารถสแกนได้ไว ไม่ติดขัดแน่นอน เมื่อสัมผัสลงไปก็ขึ้นหน้าการใช้มาให้ทันที นอกจากนี้ยังมียังมีโหมดการทำงานต่างๆ ที่ใช้งานร่วมกับเซ็นเซอร์ของตัวเครื่องอีกด้วย เช่น การวาดสัญลักษณ์บนหน้าจอเพื่อเข้าใช้การทำงานบางอย่างได้ในทันที อาทิ วาดตัว O เพื่อเข้าโหมดกล้องหรือวาดตัว V เพื่อเปิดไฟฉาย โดยสิ่งเหล่านี้เราเป็นคนกำหนดได้ เป็นฟังชั่นที่มีให้มาในแทบทุกรุ่นของทาง OPPO และยังคงมีให้ใช้ใน oppo f1s ด้วยเช่นกัน

            มาถึงในเรื่องสำคัญที่เรียกว่าเป็นจุดเด่นของสมาร์ทโฟนรุ่น oppo f1s คือกล้อง โดย oppo f1s เป็นเครื่องที่ให้กล้องหน้ามามีความละเอียดสูงกว่ากล้องหลัง กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล แต่กล้องหลังมี 13 ล้านพิกเซล ส่วนในเรื่องของคุณภาพก็สมราคาที่โปรโมทไว้ ไม่ทำให้ผิดหวัง กล้องหน้าทำได้ดีมากทั้งเรื่องของคุณภาพและซอฟท์แวร์ปรับแต่ง Beautify 4,0 ซึ่งทำให้หน้าของผู้ถ่ายดูเนียน ขาวใส และไม่ดูแปลกผิดมนุษย์เกินไป โดยสามารถปรับความเนียนได้ถึง 7 ระดับ ในความสามารถกล้องของ oppo f1s ไม่ได้มีแค่เพียงการถ่ายกล้องหน้า เซลฟี่แค่เพียงอย่างเดียว ยังสามารถที่จะถ่ายภาพแบบมุมกว้างได้ด้วย เพิ่มองศารับภาพโดยการแพนกล้องไปมาจากซ้ายไปขวา เป็นการบันทึกภาพแนวพาโนรามาแบบใช้กล้องหน้าเพื่อถ่ายภาพกลุ่มหรือเก็บภาพทิวทัศน์เพิ่มเติมซึ่งทำให้เพิ่มความน่าสนใจเข้าไปอีก

ในส่วนของกล้องถ่ายภาพด้านหลัง ยังสามารถถ่ายภาพบุคคลด้วยโหมดบิวตี้ได้เช่นกัน รวมทั้งมีโหมดการถ่ายภาพกลางคืนที่จะช่วยให้ถ่ายภาพยามแสงน้อยได้มากขึ้น ซึ่งในส่วนของตัวภาพอาจจะได้ตามราคาของสมาร์ทโฟน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ แต่ทว่า ถ้าเป็นภาพในแสงกลางวันพูดได้เลยว่า ภาพมีความสวยคม โฟกัสไม่ช้า สีสันไม่แปลกจนเกินไป

กล่าวคือ ความครบเครื่องของ oppo f1s อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ แม้ทุกอย่างจะไม่โดดเด่นจนเห็นได้ชัด แต่เมื่อเทียบกับราคาแล้ว ซึ่ง oppo f1s ราคาอยู่ที่ไม่เกินหมื่น สำหรับคนที่พอใจกับแบรนด์ของ OPPO อยู่แล้ว oppo f1s ก็เป็นหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจ

หูฟังเสียงดี อาจยังดีไม่เพียงพอ?!!

เดี๋ยวนี้เวลาเราเดินทางไปทางไหนก็จะเห็นใครต่อใครก้มหน้าก้มตาสไลด์มือถือไปมาตลอดเวลา แถมยังใส่ หูฟัง ปิดโหมดการรับรู้รอบตัวกันทั้งนั้น แต่ใครจะรู้ว่า กว่าที่หูฟังจะเป็นสินค้ายอดฮิตที่ต้องมีกันทุกบ้านอย่างทุกวันนี้ ช่วงเวลาที่ปิ๊งไอเดียหูฟังชิ้นแรกของโลกมันเกิดก่อน ‘โทรศัพท์มือถือ’ ด้วยซ้ำไป

แล้วหูฟังแบบไหนกันแน่ที่เป็นชิ้นแรกของโลก?

ย้อนไปเกือบ 140 ปี หูฟังที่ก่อเกิดขึ้นเป็นชิ้นแรกของโลกก็คือ ‘หูฟังหูเดียว’ ซึ่งน้ำหนักของมันไม่ธรรมดาเพราะหนักถึง 10 ปอนด์ ขณะที่ช่วงเวลานั้นโลกของเรายังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ทำให้การใช้งานของมันยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะนอกจากจะมีน้ำหนักมากแล้ว หูฟังหูเดียวส่วนใหญ่จะถูกใช้งานกับโทรศัพท์บ้าน หรือเครื่องมือสื่อสารประเภทอื่นที่บ้าน/ที่ทำงานเท่านั้น จากนั้น หูฟังได้ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 1895 ที่รูปแบบของหูฟังได้พัฒนาแบบมี 2 ข้าง ลักษณะคล้ายๆ กับเครื่องมือสเต็ตโทสโคป (Stethoscope) ที่ช่วยฟังเสียงคุณหมอ

หูฟัง

ความนิยมของหูฟังไม่ได้มาจากรุ่นที่ 2 ที่พัฒนามาเป็นหู 2 ข้าง แต่เกิดขึ้นในปี 1910 หลังจากที่ ‘นาทาเนียล บอลด์วิน’ (Nathaniel Baldwin) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งเขาเป็นนักประดิษฐ์ ‘หูฟังวิทยุ’ คนแรกของโลก โดยความนิยมมันดังเปรี้ยง! ช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี เหตุจากความจำเป็นของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาต้องการ หูฟัง จำนวน 100 ชุด เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน ทำให้ทั่วโลกรู้จักกับคำว่า หูฟังวิทยุที่มีน้ำหนักเบาขึ้นกว่าเดิมมาก

จนถึงปี 1937 ชุดหูฟังที่เป็นมากกว่าอุปรณ์สำหรับวิทยุก็ถูกปลอยออกมาเป็นครั้งแรก เราเรียกมันว่า ‘หูฟังแบบ dynmic’ เกิดขึ้นจากฝีมือชาวเยอรมัน ในชื่อว่า ‘Beyerdynamic’ ความน่าสนใจของมันก็คือ น้ำหนักยิ่งเบามากกว่าเดิมอีก ขณะที่การใช้งานก็หลากหลายมากขึ้น ทั้งฟังเพลง ดูภาพยนตร์

ปัจจุบันนั้น การเป็นหูฟังอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ

1.ไร้สายต้องมาก่อน แม้จะมีคนเถียงว่าหูฟังแบบมีสายให้ประสบการณ์เสียงที่ดีกว่าหูฟังบลูทูธ แต่จริงๆ แล้วปัจจุบันมันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรขนาดนั้น ยิ่ง Smartphone บางรุ่นเริ่มไม่มีช่องเสียบหูฟังแล้ว ทำให้เวลาจะเลือกซื้อหูฟังสักตัวหนึ่ง การเชื่อมต่อแบบบลูทูธก็เริ่มเป็นตัวแปรแรกๆ ในการตัดสินใจของหลายๆ คน และถึงบางคนจะใช้ Smartphone ที่ยังมีรูเสียบหูฟังอยู่ แต่พวกเขาก็เริ่มรู้แล้วว่าการไม่มีสายมาเกะกะนั้นดีขนาดไหน

2.สวมใส่ตามแต่ละโอกาส ต่อเนื่องจากหูฟังบลูทูธ การเลือกซื้อหูฟังสักตัวของใครหลายๆ คนก็เริ่มมองเรื่องเอาไปใส่เพื่ออะไรมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย ตัวแปรที่เพิ่มเข้ามาก็คือสามารถกันน้ำ-กันฝุ่นได้หรือไม่ ถ้าได้ก็จะซื้อแทบในทันที เพราะถ้ากันน้ำ-กันฝุ่นได้ เท่ากับเวลาออกกำลังกายก็ไม่ต้องกังวลอะไรมาก ยิ่งถ้าแบตเตอรี่ใช้งานได้นานด้วยแล้ว ก็ยิ่งตัดสินใจง่ายเลย จนบางทีหูฟังเสียงดีก็ไม่ได้เกี่ยวขนาดนั้น

3.ดีไซน์ต้องมีมิติกว่าเดิม ทุกวันนี้ หูฟัง ที่เรียบๆ ไม่มีการตกแต่งอะไรที่มันว้าว! โอกาสที่จะถูกสนใจก็น่าจะต่ำลง เพราะปัจจุบันหูฟังเข้ามามีบทบาทในการแต่งตัวของหลายๆ คน ทำให้หูฟังที่ออกแบบมาหลัง มานี้ มาพร้อมกับสีสันที่ตรงกับเทรนด์ในช่วงนั้นๆ หรือบ้างก็ออกแบบให้เหมือนเครื่องประดับอีกชิ้นของร่างกาย เพื่อดูดดูดใจเหล่าแฟชั่นนิสต้า หรือคนที่ชอบอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ

4.เล็กใหญ่ไม่สำคัญ ขอแค่ใส่สบาย เมื่อหูฟังนั้นใช้งานเพื่อสวมใส่บริเวณหู ทำให้ถ้าใส่แล้วไม่สบาย โอกาสที่จะถูกเลือกซื้อก็แทบจะไม่มี แต่ถ้าใส่แล้วสบาย ไม่ว่าจะเป็นหูฟังแบบ In-Ear, On-Ear หรือ Over-Ear ก็สามารถซื้อได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นหูฟังเสียงดีที่สุดหรือไม่ก็ตาม เพียงแต่ปัจจัยนี้จะลิงก์กับข้อก่อนหน้าด้วย เนื่องจากถ้าสวมใส่แบบ In-Ear อาจตอบโจทย์กับการแต่งกายรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าเป็น Over-Ear อาจต้องแต่งกายอีกแบบ

huawei mate 20 pro ชีวิตแบบโปรๆ

เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่เรียกเสียงฮือฮาไม่ใช่น้อยกับตัวท็อปแห่งซีรี่ส์ Mate อย่าง Huawei Mate 20 Pro ที่นอกจากจะสะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์สวยเฉียบเนี้ยบหรู ใส่เฉดสีใหม่อย่างสีเขียวเอมเมอรััลด์กรีนที่สร้างเอกลักษณ์แนวใหม่ กล้องสามเลนส์ที่พัฒนาร่วมกับไลก้าที่จัดวางใหม่แตกต่างจาก P20 Pro และอื่นๆ อีกมากมายที่ขอบอกว่า ความประทับใจที่ได้รับจากสัมผัสแรกนั้น เทียบไม่ได้เลยกับประสบการณ์การใช้งานทั้งหมดที่เรียกได้ว่า “สุดยอด” เลยทีเดียว

ถ้าพูดถึงดีไซน์ของ Huawei Mate ซีรี่ส์ หลายคนน่าจะคิดถึงสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ ตัวเครื่องกว้าง ถือเต็มไม้เต็มมือจนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่านี่มือถือใหญ่หรือแท็บเล็ตย่อมๆ กันแน่ แต่ Mate 20 Pro ได้ปรับเลี่ยนดีไซน์ให้สวยงามยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากหน้าจอแบบขอบข้างโค้ง อัตราส่วน 19.5:9 ขนาด 6.39 นิ้วที่ทำให้ตัวเครื่องเป็นทรงยาวแทน จับถือสะดวกยิ่งขึ้น ตัวเครื่องทำจากวัสดุกระจก 3 มิติที่โค้งรับกับหน้าจอด้านหน้าและอุ้งมือ ที่ทำให้ดูเนี้ยบ เรียบหรูอย่างมีสไตล์ ประกอบกับสีตัวเครื่องอย่างเอมเมอรัลด์กรีนที่ไม่ได้เป็นสีเขียวที่ดูขัดตา จึงทำให้ดีไซน์ภายนอก และการออกแบบของ Mate 20 Pro ดูดี งดงามเป็นอย่างมาก

ปุ่มวอลลุ่มสีเดียวกับตัวเครื่อง และปุ่มพาวเวอร์สีแดงโดดเด่นกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล รองรับ 3D Depth Sensing Cameraด้านบนมีพอร์ตอินฟราเรดสำหรับใช้งานรีโมตและอื่นๆ ช่องไมโครโฟน พอร์ต USB TypeC ที่มีลำโพงซ่อนอยู่ และช่องใส่ซิมการ์ดเพิ่มความพิเศษด้วยช่องใส่ซิมที่ใส่ได้สองด้าน หรือใส่ Nano SD ก็ได้

Mate 20Pro เปลี่ยนมาใช้หน้าจอ OLED อัตราส่วน 19.5:9 ขนาด 6.39 นิ้ว มีขอบข้างแบบโค้งทั้งสองด้าน ความละเอียด 1440 x 3120 พิกเซล ใช้อินเตอร์เฟซเมนู EMUI 9.0 ที่เลือกได้ทั้งการแสดงเมนูบนหน้าจอหลักและแยกหน้ารวมเมนูต่างหาก แน่นอนว่าสามารถซ่อนแถบ Notch ด้านบนได้ด้วยสำหรับใครที่ไม่ชอบหน้าจอเว้าแหว่ง ซึ่งการแสดงผลของรุ่นนี้เรียกว่าอยู่ในระดับสุดยอด ทั้งในเรื่องของความคมชัด สีสันที่ดูดี สมจริง ความสว่างที่ไม่จัดจ้านจนเกินไป หน้าจอของเจ้า Mate 20 Pro จะทำให้คุณมีความสุขในการใช้สมาร์ทโฟนได้ไม่ยากเลยล่ะ

ไฮไลต์ที่เด่นที่สุดของรุ่นนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากกล้องสามเลนส์ที่จัดวางใหม่ในกรอบสี่เหลี่ยมร่วมกับไฟแฟลช ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ตัวเครื่องดูดีไม่ใช่น้อยเลย มาพร้อมความละเอียด 40 ล้านพิกเซล (เลนส์มุมกว้าง, รูรับแสง f/1.8) + 20 ล้านพิกเซล (เลนส์มุมกว้างพิเศษ, รูรับแสง f/2.2) และ 8 ล้านพิกเซล (เทเลโฟโต้ รูรับแสง f/2.4) รองรับออโต้โฟกัส ทั้งการโฟกัสแบบเลเซอร์, เฟรมโฟกัส แลพคอนทราสต์โฟกัส รวมถึง AIS ที่ช่วยป้องกันภาพสั่นไหว แต่ความพิเศษยิ่งกว่าก็คือ กล้องและซอฟต์แวร์ภายในยังพัฒนาร่วมกับทางไลก้า แบรนด์กล้องระดับพรีเมียม รวมถึง Master AI ระบบอัจฉริยะที่ตรวจจับวัตถุ ฉาก ส่วนประกอบต่างๆ ของภาพเพื่อเลือกโหมดถ่ายภาพที่เหมาะสม และทำให้ได้ภาพถ่ายที่สวยที่สุด

ฟีเจอร์เสริมในกล้องของ Mate 20 Pro ที่สนุกไม่แพ้การถ่ายภาพเลยก็คือ Hivision และ Hitouch ที่รวมการค้นหาข้อมูลประเภทต่างๆ ผ่านการใช้กล้องสแกนวัตถุ เช่น การสแกน QR Code การคำนวณแคลอรี่อาหารผ่านการสแกนอาหารตรงหน้า หรือจะเป็น Hitouch ทำหน้าที่ค้นหาราคาสินค้าที่ถ่ายภาพไว้และลิงค์เข้าสู่เว็บอีคอมเมิร์ซชื่อดังทั้งหลาย เพื่อการช้อปปิ้งที่ง่าย สะดวก ครบ จบในคราวเดียว นับว่าเป็นฟีเจอร์ที่ใช้งานจริงก็ได้ หรือเล่นสนุกๆ ก็เจ๋งไปอีกแบบ

สมาร์ทโฟนหลายรุ่นมีฟีเจอร์และประสิทธิภาพที่ดีแต่อาจจะมีแบตเตอรี่ที่ไม่เพียงพอต่อการใช้งานหนัก แต่ไม่ใช่กับ Mate 20 Pro ที่มีความจุเยอะพิเศษ 4,200 มิลลิแอมป์ ซึ่งจากการใช้งานจริงทั้งการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ถ่ายรูป อัพเดตโซเชียล เล่นเกมนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังอยู่ได้เกือบเต็มวัน แล้วแบตเตอรี่เยอะขนาดนี้ จะใช้เวลาชาร์จนานไหม? ขอบอกเลยว่าไม่นานเพียงคุณใช้ อแดปเตอร์รองรับ HUAWEI Supercharge ที่มีมาให้ในกล่อง ชาร์จได้ถึง 70% ภายในเวลา 30 นาที หรือจะชาร์จไร้สายร่วมกับแท่นชาร์จอื่นๆ ก็ทำได้ และที่เจ๋งไปกว่านั้นก็คือ การทำหน้าที่เป็นไวร์เลสชาร์จเจอร์ให้กับสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นที่รองรับการชาร์จไร้สาย เพียงวางเครื่องบนด้านหลังของเจ้า Mate 20 Pro แต่อย่าลืมไปเปิดการใช้งานในเมนู Battery ใน Setting หรือการตั้งค่าเสียก่อน

สรุป Mate 20 Pro คือจุดลงตัวระหว่างงานศิลป์และนวัตกรรม หน้าจอ 6.39 นิ้ว ความละเอียดสูง ขอบโค้งแบบ 3 มิติ ภาพใหญ่เต็มตา แต่จับถนัดมือ ใช้กล้องหลังแบบเลนส์ 3 ชิ้น จาก Leica พร้อมแฟลช 1 ตัว ในดีไซน์สี่เหลี่ยม เรียบง่าย แต่ลงตัว กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 ทนทานทุกสภาพอากาศ ประสิทธิภาพสูง เชื่อมต่อเครือข่าย และ GPS อย่างรวดเร็ว แบตเตอรีความจุสูง 4200 mAh รองรับระบบชาร์จเร็วและการชาร์จไร้สาย

Gadgets นี้ apple watch series 6 เซฟ!

Apple Watch ได้กลายมาเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ Wearable คู่ใจผู้ที่ใช้งาน iPhone และกลายเป็นสมาร์ทโฟนซีรีส์หนึ่งที่ขายดีที่สุดในโลก ซึ่งนอกจากความสามารถในการเชื่อมต่อกับ iPhone เพื่อแจ้งเตือนแล้วในช่วงหลังๆ ได้พัฒนาความสามารถเกี่ยวกับสุขภาพมากยิ่งขึ้น

โดยใน Apple Watch Series 6 ได้มีการเพิ่มความสามารถใหม่เกี่ยวกับอย่างการวัดค่าออกซิเจนในเลือด ในเวลา 15 วินาที เมื่อประกอบกับความสามารถของ watchOS 7 ที่รองรับการตรวจจับการนอน และความสามารถเดิมอย่างการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ยังไม่สามารถใช้งานในไทย) ทำให้ Apple Watch สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน Apple Watch Series 6 ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพตัวเครื่อง รองรับการเชื่อมต่อ WiFi 5 GHz เพิ่มสีใหม่อย่างน้ำเงิน และสีแดง ปรับปรุงจอแสดงผลให้สว่างขึ้นกว่ารุ่นเดิม และประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย

นอกเหนือจากรุ่นหลังแล้ว ในปีนี้ Apple ยังได้เปิดตัว Apple Watch SE ออกสู่ตลาด เพื่อมาเป็นตัวเลือกสมาร์ทวอทช์ประสิทธิภาพดีราคาประหยัดให้ผู้ใช้ iOS เลือกใช้งานเพิ่มเติม จากรุ่นเริ่มต้นที่เป็น Apple Watch Series 3

ด้วยการที่ปัจจุบัน Apple Watch มีตัวเลือกสำหรับการเลือกซื้อทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน ประกอบไปด้วย Apple Watch 3 ซึ่งเป็นสมาร์ทวอทช์ที่เปิดตัวมา 3 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันยังคงทำตลาดอยู่ ด้วยการปรับลดราคาลงมาให้น่าสนใจ จนกลายเป็นตัวเลือกเริ่มต้นของผู้ที่ต้องการใช้งาน Apple Watch ร่วมกับ iPhone เพราะด้วยราคาเริ่มต้นที่ 6,400 บาท แต่สามารถใช้รับการแจ้งเตือน ตรวจวัดการออกกำลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจได้ ทำให้เพียงพอกับการใช้งานทั่วๆ ไป

ถัดมาคือ Apple Watch SE หรือให้นึกภาพง่ายๆ คือ Apple Watch Series 4 ที่นำมาปรับปรุงให้กลายเป็นตัวเลือกใช้งานเพิ่มเติม ในราคาเริ่มต้นที่ 9,600 บาท โดยจุดเด่นของ Apple Watch SE เมื่อเทียบกับ Watch 3 คือมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น 30% เพิ่มเติมด้วยการตรวจจับการล้ม (Fall Detection) และมีรุ่น Cellular ให้เลือกใช้งาน

ดังนั้น Apple Watch SE จึงกลายเป็นรุ่นที่น่าสนใจถ้าต้องเลือกซื้อ Apple Watch ให้ผู้สูงอายุ หรือเด็กๆ ใช้งานแบบเริ่มต้น เพราะนอกเหนือจากคุณสมบัติทั่วไปของสมาร์ทวอทช์แล้ว การมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการล้ม (ใช้เวลาผู้สูงอายุล้ม) และมี Cellular ในตัว จะช่วยให้สามารถแจ้งเตือนฉุกเฉินได้ทันที หรือแม้แต่ให้บุตรหลานใช้ ก็จะทำให้สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา

สุดท้ายก็คือ Apple Watch 6 ที่กลายเป็นตัวเลือกหลักในการเลือกซื้อเพื่อใช้งานร่วมกับ iPhone โดยเฉพาะผู้ที่ใส่ใจด้านสุขภาพ และออกกำลังกายเป็นพิเศษ เพราะในรุ่นนี้ เพิ่มความสามารถอย่างการวัดค่าออกซิเจนในเลือด และยังมีเซ็นเซอร์วัดระดับความสูงแบบเรียลไทม์เพิ่มขึ้นมา จะเห็นได้ว่า Apple Watch แต่ละรุ่นมีรายละเอียดที่น่าสนใจในแต่ละระดับราคา ดังนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าต้องการเลือกใช้ Apple Watch ไปใช้งานในลักษณะไหน ถ้าแค่แจ้งเตือนข้อมูลต่างๆ Watch 3 รุ่นเริ่มต้นก็เพียงพอ แต่ต้องการเลือกให้ผู้สูงอายุ หรือบุตรหลานใช้ แต่ไม่ต้องการซื้อรุ่นราคาสูงก็หันมามอง Watch SE ได้ ส่วน Watch 6 ถือเป็นรุ่นมาตรฐานของปีนี้ ที่ได้ฟีเจอร์ครบถ้วนมากที่สุด

ข้อดีอย่างหนึ่งของ Apple Watch คือสายของรุ่น 38-40 มม. และ 42-44 มม. สามารถใช้ร่วมกันได้ ดังนั้น ถ้าใช้งานตัวเรือนขนาดไหนอยู่ ถึงจะเปลี่ยนรุ่นใหม่ ก็ยังสามารถใช้งานสายเดิมได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องคอยสีสายใหม่ทั้งชุดตลอดเวลา

สิ่งใหม่บน Apple Watch 6 เมื่อเห็นถึงความสามารถที่แตกต่างกันใน Apple Watch แต่ละรุ่นที่วางจำหน่ายแล้ว ลองมาดูรายละเอียดที่น่าสนใจเพิ่มเติมของ Apple Watch 6 กันบ้าง ในรุ่นนี้ Apple ยังคงตัวเลือกวัสดุ 3 แบบ คืออะลูมิเนียม ที่พิเศษขึ้นมาคือมาจากวัสดุรีไซเคิล 100% ตามด้วย สแตนเลสสตีล และไทเทเนียม เช่นเดิม

สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาในส่วนของสีคือรุ่นอะลูมิเนียม จะเพิ่มรุ่นสีน้ำเงิน และแดง (Product RED) ขึ้นมา พร้อมกับสีเดิมอย่างสีเงิน สีทอง และสีเทาสเปซเกรย์ ถัดมาในรุ่นสแตนเลสสตีล จะมีสีกราไฟต์ และสีทอง รวมกับสีเดิมคือ สีเงิน สีไทเทเนียม และสีดำ

ตัวเรื่องรองรับการเชื่อมต่อ WiFi บนคลื่น 5GHz เรียบร้อยแล้ว ตามด้วยบลูทูธ 5.0 พร้อมเปลี่ยนมาใช้ชุดวงจรรวม (System in Package : SiP) S6 ที่ออกแบบใหม่ให้มีพื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้น 9% ประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น 20% และประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของเซ็นเซอร์หลังตัวเรือน ได้มีการจัดเรียงฝาหลังคริสตัลพร้อมไฟ LED 4 ดวง สีเขียว แดง อินฟราเรด และโฟโต้ไดโอด เพื่อช่วยในการวัดค่าออกซีเจนในเลือดให้มีความแม่นยำ รวมกับการวัดอัตรการเต้นของหัวใจ และวัดค่า ECG ด้วย

อีกหนึ่งความน่าสนใจที่ปรับปรุงขึ้นบน Watch 6 คือเรื่องของแบตเตอรี ที่ทางแอปเปิล ระบุว่า สามารถใช้งานได้นานขึ้น อย่างการเล่นเพลงในเครื่องได้ต่อเนื่อง 11 ชั่วโมง เล่นเพลงผ่านสตรีมมิ่งได้ 8 ชั่วโมง ติดตามการออกกำลังกายในร่มได้ 11 ชั่วโมง กลางแจ้งแบบเปิดใช้ GPS ได้สูงสุด 7 ชั่วโมง และ 6 ชั่วโมง ถ้าใช้งาน Cellular ร่วมด้วย

ระบบการชาร์จก็เช่นกัน เพราะปัจจุบัน Apple Watch ได้พัฒนาเป็นอุปกรณ์ในการตรวจจับการนอนด้วย ดังนั้นทำให้ต้องลดระยะเวลาชาร์จให้น้อยลง เพื่อให้สามารถชาร์จก่อนนอนได้ โดยในรุ่นนี้ จะสามารถชาร์จได้ 80% ในเวลา 1 ชั่วโมง และจะเต็ม 100% ภายใน 1 ชั่วโมง 30 นาที เทียบกับ Series 5 แล้วชาร์จเร็วขึ้นราว 33%

ซัมซุง (Samsung) กับเทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตสะดวกสบาย

ซัมซุง

                ในวงการผู้ผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีในปัจจุบันนั้น Samsung (ซัมซุง) คือผู้นำและเป็นเหมือนเป็นต้นแบบของนวัตกรรมหลาย ๆ อย่างที่เรารู้จักและใช้งานกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อการเปลี่ยนผ่านของความต้องการหรือเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้นก็ทำให้ Samsung ได้พัฒนาสินค้าและอุปกรณ์ต่าง ๆ เรื่อยมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานและรักษาการเป็นผู้นำอยู่เสมอ เป็นที่มาของสินค้าจำนวนมากมายหลายหมวดที่เราเห็นในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งเราจะมานำเสนอให้ดูกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจและน่าโดดเด่นภายใต้แบรนด์ของ Samsung กันบ้าง

                1. Smartphone

                แน่นอนว่าในยุคสมัยปัจจุบันนี้ Smartphone เปรียบเสมือนสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป เพราะว่าเป็นเหมือนเครื่องมือที่รวบรวมสิ่งจำเป็นเกือบทุกอย่างในชีวิตประจำวันเอาไว้ทั้งหมด ซึ่ง Samsung นั้นก็เป็นผู้ผลิต Smartphone รายใหญ่ของโลกที่ทำออกมาหลายรุ่นเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเทคโนโลยีในตอนนี้ก็เรียกได้ว่ามีครบถ้วนตามความต้องการและตามงบของผู้ใช้ที่มีเลยทีเดียว โดยหัวใจสำคัญอย่าง CPU นั้น Samsung ก็ได้เลือกที่จะพัฒนาของตัวเองขึ้นมาในชื่อ Exynos ซึ่ง อยู่บน Samsung Galaxy รุ่น Top เกือบทุกรุ่นที่มีขายในบ้านเรา โดยรุ่นที่แรงสุด ๆ ในตอนนี้ก็ต้องเป็น Exynos 990 ที่อยู่บน Samsung Galaxy S20 นั่นเอง

                อีกเรื่องที่จะขาดไปไม่ได้ของ Smartphone นั่นก็คือเรื่องของหน้าจอนั่นเอง ซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ ในด้านการใช้งาน โดยเทคโนโลยีอย่างหน้าจอ AMOLED 2X นั้นก็ทำให้คุณภาพของภาพที่ออกมาสวยสดงดงามมากขึ้น รองรับฟังก์ชั่นอย่าง HDR10+ ที่ให้ความคมชัดและมิติที่แตกต่าง เรื่องของรีเฟรชเรทก็เช่นเดียวกันที่ในยุคนี้ต้อง 120Hz เพื่อความไหลลื่นนั่นเอง

                2. TV

                ถ้าพูดถึงอุปกรณ์เพื่อแสดง Multimedia ที่อยู่มานานหลายปีและเป็นที่คุ้นหูคุ้นตากันดีนั้นก็ต้องเป็น TV แย่ๆ และแน่นอนอีกเช่นกันที่ในช่วงหลังมานี้ Samsung ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการผลิต TV ด้วยเช่นกัน และมีอะไรใหม่ ๆ ที่น่าสนใจมาให้ได้ใช้งานกันอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่นการเข้ามาของ 4K นั้นก็เป็นเหมือนการมาเปลี่ยนมาตรฐานของความคมชัดของจอ TV ไปนั่นเอง ซึ่ง Samsung ก็ได้ใส่สิ่งต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างความสุดยอดของ 4K ขึ้นมาอีกอย่างเช่น PurColor ที่ช่วยปรับแต่งสีที่ออกมาบนหน้าจอให้มีความแม่นยำและเป็นธรรมชาติขึ้นไปกว่าเก่าหรือจะเป็น Auto-Depth Enhancer สร้างความสวยงามของภาพอย่างอัตโนมัติ

                นอกเหนือไปกว่านั้นก็คือความสามารถในการเป็น Smart TV ซึ่งได้รวบรวมความบันเทิงในด้านต่าง ๆ ที่คนในยุคนี้ต้องการอย่างครบถ้วนในที่เดียว ยังมีแอพพลิเคชั่น ‘Smart View’ ทำงานร่วมกับ Smartphone เพื่อเข้าถึงการใช้งานต่าง ๆ ของ TV Samsung ผ่านหน้าจอได้อย่างง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

                และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของ Samsung (ซัมซุง) กับสินค้าต่าง ๆ ที่จะทำให้ชีวิตของคุณนั้นสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ทางแบรนด์ผู้ผลิตระดับโลกนี้ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของหลาย ๆ คน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือการรู้ถึงความต้องการของตัวเองในการใช้งานและเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างมากมายให้เหมาะสมนั่นเองครับ

iPad รุ่นไหนเหมาะกับคุณที่สุดนะ? เรามีคำตอบ

iPad

                ถ้าพูดถึง Smart Device ที่ได้รับความนิยมมาก ๆ ในปัจจุบันนั้นก็คงต้องมี Tablet เป็นอันดับต้น ๆ แน่ ๆ เพราะสามารถถ่ายทอด Multimedia และรวมสิ่งจำเป็นในกิจกรรมต่าง ๆ ประจำวันได้อย่างครบถ้วย ยิ่งเป็น ไอแพด (iPad) จาก Apple ด้วยแล้วยิ่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะว่ามีความไหลลื่นในการใช้งานด้วยประสิทธิภาพของระบบปฏิบัติการ iOS และการดีไซน์ที่ยอดเยี่ยมนั่นเอง แต่ด้วยการที่ไอแพดนั้นมีมากมายหลายรุ่นจึงทำให้หลายคนเกิดคำถามว่าไอแพดรุ่นไหนที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด เพราะในเรื่องราคาก็มีส่วนต่างกันอย่างมาก ซึ่งในครั้งนี้เรามีคำตอบมาให้ได้ทราบกันครับ   

                1. ไอแพด

                มาเริ่มกันที่รุ่นมาตรฐานซึ่งรุ่นล่าสุดนั้นมีขนาดหน้าจอ 10.2 นิ้ว โดยจะใช้ CPU A12 ตัวเดียวกับ iPhone X กล้องหลัง 8 MP กล้องหน้า 1.2 MP ซึ่งถ้าเทียบกับรุ่นอื่น ๆ นั้นก็อาจจะไม่ได้มีประสิทธิภาพที่โดดเด่นมากนักแต่ว่าก็มีราคาที่ค่อนข้างถูกโดยเริ่มต้นเพียง 10,900 บาท ซึ่งเหมาะมากกับ นักเรียน นักศึกษา หรือว่าใครที่ต้องการเริ่มใช้ไอแพด โดยการใช้งานที่เหมาะสมนั่นก็คือการใช้งานเพื่อความบันเทิงทั่ว ๆ ไปอย่างการ ดูภาพยนตร์ ซีรีย์ ฟังเพลง เล่น Social Media หรือว่าเล่นเกมปกติทั่วไป ซึ่งถ้าเทียบราคากับประสิทธิภาพแล้วต้องบอกว่าค่อนข้างคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

                2. ไอแพดแอร์

                ไปกันที่ไอแพดรุ่นที่มีหน้าจอ 10.9 นิ้ว ซึ่งเหมาะสมกับคนที่จะนำไปทำงานที่ต้องใช้พื้นที่จอค่อนข้างใหญ่ สามารถใช้งาน Smart Keyboard และ Apple Pencil ได้ หรือว่าใครที่เป็นคนชอบดูภาพยนตร์ดูซีรีย์แล้วล่ะก็เหมาะสม ในเรื่องของสเปคนั้นต้องบอกว่าครอบคลุมการใช้งานในระดับกลางได้เป็นอย่างดี สามารถตัดต่อวิดีโอหรือว่าออกแบบกราฟิกที่เป็นภาพนิ่งได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว สามารถนำติดตัวไปนอกบ้านได้ค่อนข้างสะดวกเพราะว่ามีตัวเครื่องที่บาง แต่ว่าก็ไม่เหมาะกับการนำไปลุย ๆ เท่าไหร่เพราะด้วยขนาดหน้าจอที่ค่อนข้างใหญ่ทำให้ใส่กระเป๋ารวมกับของต่าง ๆ ได้อย่างไม่สะดวกเท่าไหร่นัก โดยรุ่นล่าสุดนั้นใช้ CPU เป็น A14 กล้องหลัง 12 MP กล้องหน้า 7 MP ไอแพดแอร์จึงเหมาะสมกับคนที่ใช้งานหลากหลายแต่ไม่ได้เน้นในการทำงานเฉพาะทางมากนักอย่างเช่นนักศึกษาที่ต้องติดไปเลคเชอร์ ถ้าหากว่าใครชอบการดู Multimedia อย่างการดูภาพยนตร์หรือว่าซีรีย์นั้นก็สามารถทำได้สบาย ๆ แนะนำให้ใช้งานหรือติดตัวไปมุมต่าง ๆ ของบ้านจะพอดิบพอดีมากที่สุด

                3. ไอแพดโปร

                นี่เป็นไอแพดที่ทรงประสิทธิภาพมาก โดยมีขนาดหน้าจอให้เลือก 2 ขนาดด้วยกันทั้ง 11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว ซึ่งหน้าจอก็แสดงการมวลผลของภาพได้ 120 Hz รองรับการใช้ Apple Pencil รุ่น 2 Smart Keyboard ลำโพงมี 4 ตัวกระจายเสียงรอบทิศทาง CPU เป็น A12Z ตัวแรง กล้องหลัง 12 MP สำหรับเลนส์ Wide และ 10 MP สำหรับเลนส์ Ultra wide พร้อมแฟลช ซึ่งจะเรียกได้ว่าเป็น Computer ขนาดพกพาเลยก็ว่าได้ ซึ่งเหมาะกับนักธุรกิจหรือผู้ที่ต้องใช้งานที่ค่อนข้างเน้นในประสิทธิภาพนั่นเอง

                และนี่คือคำแนะนำ ไอแพด (iPad) รุ่นไหนเหมาะกับคุณที่สุด หวังว่าหลังจากได้คำแนะนำจะได้คำตอบที่เหมาะกับคุณมากที่สุดนั่นเอง