เรื่องของการคำนวน ไว้ใจ เครื่องคิดเลข casio!

เครื่องคิดเลข casio

เรื่องของการคำนวณ เป็นสิ่งที่เราต้องพบเจออยู่ในทุกๆวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานของนักบัญชีที่ต้องใช้ความรวดเร็วควบคู่ไปกับความละเอียด เรียกได้ว่าถ้าผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างปัญหาใหญ่ได้เลยทีเดียว แล้วนักบัญชีหรืออาชีพต่างๆ ที่ต้องใช้เจ้าอุปกรณ์นี้ทั้งหลายมีวิธีการเลือกเครื่องคิดเลขกันอย่างไร ? ในปัจจุบันเราสามารถพบเห็นเครื่องคิดเลขที่มีฟังก์ชั่นและประสิทธิภาพโดดเด่นแตกต่างกันไปตามรูปแบบของผู้ผลิตไม่ว่าจะเป็น เครื่องคิดเลข casio , Canon , Fujitel , Sharp , Olympia ฯลฯ

ดังนั้น ผู้เขียนจึงไม่พลาดที่จะนำเอาเทคนิคการเลือกเครื่องคิดเลขให้ตรงกับความต้องการของนักบัญชี ไม่ว่าจะเป็นการตอบสนองความเร็วในการคำนวณ การรวมสูตรเอาไว้ในเครื่องเดียว

เลือกตามวัตถุประสงค์ เพื่อใช้งานในระดับใด ก่อนที่จะเลือกเครื่องคิดเลขนั้น อันดับแรกเลยคือวัตถุประสงค์ในการใช้งานของเราว่าต้องการนำไปใช้งานหรือต้องการทำบัญชียากง่ายในระดับใด เพราะเครื่องคิดเลขธรรมดาทั่วไปที่ใช้ในครัวเรือนจะมีรูปแบบการใช้งานง่ายไม่มีฟังก์ชั่นพิเศษ ในกรณีที่การทำบัญชีมีเพียงการคำนวณแบบบวกลบปกติไม่ซับซ้อน ก็สามารถใช้งานได้ แต่สำหรับการทำบัญชีในระดับสำนักงาน โดยส่วนใหญ่ต้องใช้เครื่องคิดเลขที่เพิ่มเติมฟังก์ชั่นเข้าไป เช่นการปรับปุ่มบวก (+) ซึ่งเป็นปุ่มที่ใช้งานบ่อยให้มีขนาดใหญ่กว่าปุ่มอื่นเพื่อให้สามารถกดได้ง่ายขึ้น หรือการมีปุ่ม 00 และ 000 เพิ่มเข้าไปด้วยเป็นต้น

เครื่องคิดเลขในปัจจุบันมีทั้งขนาดเล็กพอดีมือไปจนถึงขนาดใหญ่ ซึ่งบางครั้งขนาดที่ใหญ่เกินไปก็มีปัญหาเรื่องกินพื้นที่การวางเอกสาร เป็นอุปสรรคในการพลิกหน้ากระดาษหรือตรวจทานเอกสารขนาดเล็กได้ แต่ถ้าหากมีขนาดเล็กที่จนเกินไปก็จะทำให้กดปุ่มได้ยากและเกิดความผิดพลาดในการป้อนข้อมูลได้ ดังนั้นจึงควรเลือกขนาดที่พอเหมาะหรือเลือกตามลักษณะการกดปุ่มรวมไปถึงวิธีการใช้งานของเรา ก็จะช่วยให้สามารถทำบัญชีได้อย่างราบรื่น และลดความผิดพลาดได้ด้วยนั่นเอง

สำหรับเครื่องคิดเลขที่มีขนาดปุ่มกดเล็กกว่านิ้วของเราหรือมีระยะห่างระหว่างปุ่มกดน้อยเกินไป ก็อาจจะทำให้เรากดสองปุ่มในเวลาเดียวกันได้ และทำให้ต้องมานั่งคำนวณกันใหม่ซึ่งก็จะยิ่งทำให้เราเสียเวลาเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเลือกเครื่องคิดเลขที่มีขนาดที่พอดีหรือมีระยะห่างระหว่างปุ่มพอสมควรก็จะสามารถช่วยลดปัญหาในการกดปุ่มพลาดได้เช่นกัน

หน้าจอเอียงเป็นฟังก์ชั่นที่ช่วยเรื่องการมองเห็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน เพราะช่วยหลีกเลี่ยงการสะท้อนของแสงแดดหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้มองเห็นตัวเลขได้ยาก ถือเป็นรูปแบบที่พบว่าถูกเลือกใช้เป็นส่วนใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นผู้ผลิตหลายรายก็ยังคงมีรูปแบบหน้าจอแบนออกมาให้ผู้ใช้ได้เลือกซื้อเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ฟังก์ชั่นไร้เสียง ลดการรบกวน สำหรับการป้อนตัวเลขด้วยความรวดเร็วนั้น มักจะทำให้เกิดเสียงที่สร้างความรำคาญและทำให้เราเสียสมาธิได้ ดังนั้นความเงียบจึงเป็นสิ่งที่เครื่องคิดเลขหลายรุ่นเลือกใช้เป็นอีกหนึ่งฟังก์ชั่นในการผลิต เพราะนอกจากจะลดเสียงรบกวนได้แล้ว ยังช่วยลดความเครียดและทำให้มีสมาธิเพิ่มขึ้นอีกด้วย

เครื่องคิดเลข casio เหมาะสมมากเนื่องจากมีสินค้าให้เลือกหลากหลายรุ่น ผลิตภัณฑ์มีความคงทน มีหลายรุ่นแต่ละรุ่นจะมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่แตกต่ากันไป สามารถเลือกให้เหมาะกับความต้องการ หาซื้อง่ายตามท้องตลาดทั่วไป ราคาไม่สูงมาก เหมาะแก่ นักเรียน นักศึกษา หรือ ประชาชนทั่วไป

ราคาที่แพง ไม่บ่งบอกชีวิตที่แพง!

ราคาโทรศัพท์ซัมซุง

ปัจจุบัน สมาร์ทโฟน กลายเป็นสิ่งจำเป็นไปแล้ว ทุกคนต้องมีไม่ว่าทำงานอะไร อาชีพไหนๆ แม้แต่เด็ก ๆยังพกกันเลย แล้วยิ่งสมัยนี้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ออกมากันเยอะมากปีหนึ่งมีหลายรุ่นที่เปิดตัวใหม่ ราคาโทรศัพท์ซัมซุง ไอโฟน หรือแอนดรอยรุ่นอื่นๆ ก็มีราคาที่แสนแพง หรือบางรุ่นก็ถูกเหลือเชื่อ ที่สำคัญ ไม่รู้ว่าเกิดความคิดแบบนี้มาจากไหน แต่ ราคาโทรศัพท์ซัมซุง ไอโฟน หรือแอนดรอยรุ่นอื่นๆ กลายเป็นตัววัดฐานะของแต่ละคนอีกต่างหากยิ่งสังคมเมืองกรุงที่มีแต่มายาการใช้สมาร์ทโฟนถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีและต้องแพงเพื่อให้ตัวเองดูหรูและทันสมัย

แต่ความจริงผ่อนกันน้ำตาตกเพราะรายได้น้อยรสนิยมสูงก็มี แล้วทำไมต้องซื้อสมาร์ทโฟนราคาแพงๆ นี่คือสิ่งที่หลายคนสงสัยเพราะหากสังเกตดีๆส่วนใหญ่ใช้สมาร์ทโฟนกันก็แค่ โทรเข้า โทรออก เล่นโซเชี่ยล กว่า 70% ใช้งานแค่นี้ ทั้งๆที่สมาร์ทโฟนแพงๆหลายรุ่นมีความสามารถที่ทำอะไรได้หลายอย่างแต่คนส่วนใหญ่ไม่ใช้ บอกเลยว่าถ้าใช้งานสมาร์ทโฟนเท่าที่บอกข้างต้น ซึ้อสมาร์ทโฟนถูกๆมาใช้ยังคุ้มค่ากว่าเลย และหากใครที่กำลังคิดจะเปลี่ยนสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ มาดูกันดีกว่าจะเลือกสมาร์ทโฟนอย่างไรให้คุ้มเงินและคุ้มค่า

สำหรับการเลือก สมาร์ทโฟน สักเครื่องขอแนะนำเลยว่าให้เลือกจากการใช้งานจริงๆเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องเลือกตามกระแส หรือเลือกเพื่อให้คนอื่นดูว่าเราหรูเรารวย เพราะสมาร์ทโฟนราคาแพงๆหากซื้อมาแล้วใช้งานไม่คุ้มค่ามันก็เหมือคุณซื้อทีทับกระดาษราคาแพงๆนั่นแหละ ควรเลือกจากการใช้งานก่อนว่าคุณใช้งานสมาร์ทโฟนทำอะไรบ้าง เช่น โทรเข้าโทรออก เล่นโซเชี่ยล ถ่ายรูป เล่นเกมส์ ดูหนังฟังเพลง ไม่ได้ใช้ทำงานอะไรเลย ใช้แค่ความบันเทิง

ดังนั้น ราคาสมาร์ทโฟนที่ควรเลือกซื้อไม่ควรเกิน 10,000 บาทสำหรับการใช้งานแบบนี้เพราะมีหลายแบรนด์หลายรุ่นที่ราคาอยู่ในช่วง 5,000 – 8,000 บาทก็ตอบสนองการใช้งานแบบนี้ได้และเป็นรุ่นใหม่ๆ จอใหญ่แบรนด์ดังๆก็มีสำหรับเรทราคานี้

ส่วนคนที่ใช้งานสมาร์ทโฟนมากกว่าที่กล่าวมาข้างต้นเช่น มีการทำงานผ่านสมาร์ทโฟน เช่นการอ่านเอกสารอีเมล์ การแก้ไขเอกสารบนสมาร์ทโฟนด้วยแอพต่างๆที่รองรับการใช้งาน หรือบางคนใช้ฟังก์ชั่นต่างๆที่มีมากับสมาร์ทโฟนรุ่นั้นๆหรือติดตั้งApp เสริมเพื่อรองรับการใช้งาน ซึ่งกลุ่มนี้ต้องการใช้สมาร์ทโฟนที่มีหน่วยความจำสูง มีการประมวลผลเร็ว มีการรองรับฟีเจอร์ใหม่ๆตลอดเวลา และมีอุปกรณ์เสริมสำหรับการทำงานเช่น ปากกา หรือ สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นได้สะดวก

ซึ่งระดับราคาของสมาร์ทโฟนที่ตอบสนองคนกลุ่มนี้ก็จะอยู่ที่ 10,000 บาทขึ้นไปซึ่งแล้วแต่ว่าเลือกแบรนด์ไหน รุ่นไหน ออกมาใหม่หรือตกรุ่นแล้ว ซึ่งมีหลายรุ่นที่สามารถรองรับการทำงานแบบที่กล่าวมาได้โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานเกี่ยวกับด้านอินเตอร์เน็ตและโซเชี่ยลต่างๆมักเลือกใช้สมาร์ทโฟนในระดับราคานี้เพราะสามารถตอบสนองความต้องการได้มากกว่ารุ่นที่ราคาถูก รวมถึงการซื้ออุปกรณ์อื่นๆเช่น แทปเลต ที่สามารถรองรับการทำงานได้ จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าจริงๆแล้วการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนนั้นไม่จำเป็นต้องเลือกราคาแพงให้เป็นภาระหรือเป็นหนี้ที่ต้องผ่อนกันเกินความจำเป็นเลย หากเลือกจากการใช้งานจริงๆ

คุ้มหรือไม่กับการเล่นเกมบน macbook air

macbook air

หลายคนอาจจะคิดว่าผลิตภัณฑ์จาก Apple จะต้องสามารถทำงานได้อย่างหลากหลายไปเสียหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าตระกูล Mac ไม่ว่าจะเป็น macbook air, macbook pro, mac mini, imac หรือ mac pro เป็นต้น ซึ่งเป็นสินค้าไอทีที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐานในการผลิตสูง อีกทั้งยังมีดีไซน์ที่สวยงามอีกด้วย รวมถึงระบบปฏิบัติการ macOS ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความความสเถียรสูงและเชื่อถือได้ แต่ใช่ว่าจะสามารถนำมาเล่นเกมนานๆ เหมือนกับเกมมิ่งโน้ตบุ๊คได้นะ ซึ่งวันนี้เราจะมาดูกันว่า เพราะอะไรถึงไม่ควรซื้อ Mac มาเพื่อเล่นเกม

ไม่มีการ์ดจอแยก

ทุกคนทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่าเครื่อง Mac นั้น ล้วนแต่มีราคาที่สูงกว่าโน้ตบุ๊ค หรือคอมพิวเตอร์แบรนด์อื่นๆ ซึ่งการที่จะซื้อเครื่อง Mac อาจจะต้องดูถึงการใช้งาน ว่าส่วนใหญ่แล้วใช้ทำอะไร เพราะถ้าหากเทียบกับโน้ตบุ๊ค หรือคอมพิวเตอร์แบรนด์อื่น ในราคาจ่ายที่เท่ากัน คุณจะได้ชิปประมวลผลและกราฟิกการ์ดที่เป็นแบบแยก หรือแรงกว่านี้เพื่อตอบสนองการเล่นเกมของคุณอย่างแน่นอน

เกมน้อย ไม่เหมือน Windows

จะเห็นได้ว่าผู้ผลิตเกมไม่ค่อยจะออกเกมมารองรับกับระบบปฏิบัติการ macOS ของ Apple เท่าใดนัก เนื่องจากจำนวนผู้ใช้งาน Mac ไม่ได้มีจำนวนผู้ใช้งานมากเท่ากับ Windows นั่นเอง ถ้าจะออกแบบเกมมาให้เล่นบนระบบปฏิบัติการ macOS ได้ ที่ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะมี Steam ที่เป็น Game Store อยู่แล้ว แต่ในส่วนของเกมก็ยังมีอยู่น้อยมากอยู่ดี หรือหากติดตั้ง Windows ผ่านทาง Bootcamp บนเครื่อง Mac ก็สามารถเล่นเกมในระบบปฏิบัติการ Windows ได้เหมือนกัน แต่ต้องบอกเลยว่ากราฟิก ด้านความสวยของภาพไม่เหมือนกับฝั่ง Windows อย่างแน่นอน

กราฟิกไดรเวอร์รองรับไม่เต็มที่

อย่างที่บอกไปกับหัวข้อด้านบน คือเรื่องของกราฟิกไดรเวอร์นั่นเอง ที่ทางระบบปฏิบัติการ macOS ไม่ได้มีการอัพเดทซอฟต์แวร์อยู่อย่างสม่ำเสมอเหมือนกับทางฝั่ง Windows อีกทั้งยังไม่รองรับอุปกรณ์ Gaming Gear เช่น Mouse Gaming และ Keyboard Gaming ซึ่งไม่ว่าจะมีสเปคดีเพียงใด แต่หากไดร์เวอร์ไม่รองรับก็ไม่สามารถใช้งานได้ นั่นเป็นเพราะโดยปกติคนที่ใช้งาน Mac เอง ก็มักจะไม่ค่อยเล่นเกม อีกทั้งคนใช้ Mac น้อยกว่าฝั่ง Windows ผู้ผลิตจึงเห็นว่าไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาซอฟต์แวร์มารองรับอุปกรณ์ Gaming Gear เหล่านี้นั่นเอง

มีตัวเลือกที่ดีกว่า

ข้อนี้เป็นข้อที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เพราะหากคุณต้องการใช้งานในการเล่นเกมเป็นหลัก มันแน่นอนอยู่แล้วว่าคุณต้องเลือกเกมมิ่งโน้ตบุ๊ค หรือโน้ตบุ๊คที่มีสเปคที่สามารถเล่นเกมได้อย่างมีประสิทธภาพ ไม่มีสะดุด ภาพสวยงาม อีกทั้งยังมีตัวเลือกอีกมากมายเลยทีเดียว ที่ราคาเทียบเท่ากับเหล่าบรรดา macbook air , macbook pro, mac mini, imac หรือ mac pro แต่เรื่องของสเปค และประสิทธิภาพในการงเล่นเกมนั้นดีกว่าทาง Mac อย่างแน่นอน รวมถึงยคุณสมบัติต่างๆ ที่เหล่าเกมเมอร์ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการ Overclock หรือเชื่อมต่อกับ Gaming Gear ได้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมไปถึงมีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ให้เลือกได้ตามใจ ตามความต้องการของคุณ

และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมคุณไม่ควรซื้อ Mac มาไว้เพื่อเล่นเกม ซึ่งบทความนี้ไม่ได้เป็นการส่งเสริมการขายแต่อย่างใด แต่เป็นบทความที่ต้องการให้ผู้บริโภค หรือผู้ใช้งาน ใช้งานสินค้าให้ถูกจุดประสงค์มากกว่า หากคุณเป็นสายเกมมิ่ง เราคงต้องเชียร์ให้ไปทาง Gaming PC, Gaming Notebook น่าจะดีกว่า

จะอยู่หรือจะไป เจ้า iPhone 8

ราคาไอโฟน8 เครื่องเปล่า

ถึงแม้ว่าปัจจุบัน Apple ได้ออกสมาร์ทโฟน iPhone 11 มาได้สักพักแล้ว แต่เชื่อว่ายังคงมีคนที่ยังสนใจเล่นรุ่นก่อนหน้านี้กันอย่างแน่นอน ตั้งแต่ iPhone XS Max, iPhone XS, iPhone XR, iPhone X หรือแม้แต่ iPhone 8 ก็ยังคงมีคนสนใจเล่นกันอยู่ โดย ราคาไอโฟน8 เครื่องเปล่า ในปัจจุบันนี้ก็ยิ่งมีราคาที่ถูกลงมากๆ กว่าตอนเปิดตัว ซึ่งต่างกันเป็นหมื่นกันเลยทีเดียว โดยตอนเปิดตัวครั้งแรกจาก Apple Online Store ราคาจะอยู่ที่ 28,500 บาท สำหรับ iPhone 8 (64 GB) และ 32,500 บาท สำหรับ iPhone 8 Plus (64 GB)

ล่าสุดก็มีข่าวลือแว่วๆ ออกมาว่าจะมี iPhone 9 หรือ iPhone SE 2 ออกมาอีกด้วย ซึ่งราคาก็อาจจะย่อมเยาเท่ากับ iPhone SE รุ่นแรกโดยคาดว่าจะออกมาภายในต้นปี 2020 ซึ่งได้มีการคาดการณ์เอาไว้ว่า iPhone 9 นั้น มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ถือว่ามีขนาดหน้าจอใหญ่กว่า iPhone SE แต่เล็กกว่า iPhone 11 และจะมีหน้าตาละม้ายกับ iPhone 8 คือยังคงมีปุ่ม Home และรองรับ Touch ID แต่ปรับภายในใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชิป A13 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตเดียวกับ iPhone รุ่นปัจจุบันอย่าง iPhone 11 และ iPhone 11 Pro จึงการันตีได้ว่า จะรองรับการอัปเดต iOS เวอร์ชันใหม่ๆ ได้ไปอีกหลายปีเลยทีเดียว และมี RAM 3GB ความจุ 64GB, 128GB และ สี Silver, Space Gray, RED เป็นต้น

และถ้าหาก iPhone 9 มา แล้ว iPhone 8 ละ จะยังมีการวางขายอยู่หรือไม่? เนื่องจากการตั้งราคาของ iPhone 9 นั้น ค่อนข้างจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับ iPhone 8 โดยราคาของ iPhone 9 นั้นจะอยู่ที่ 399 ดอลลาร์ หรือราวๆ 16,000 บาท ในขณะที่ ราคาไอโฟน8 เครื่องเปล่า ที่ขายอยู่ใน Apple Online Store ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 15,900 บาท ในความจุ 64GB ซึ่งต่างกันไม่กี่บาทเท่านั้น อีกทั้งสเปคของ iPhone 9 ก็ดีกว่า iPhone 8 เพราะใช้ ชิป A13 เหมือนกับ iPhone 11 และ iPhone 11 Pro ก็เป็นไปได้ถ้า Apple เปิดขาย iPhone 9 วันหนึ่งก็อาจจะเลิกขาย iPhone 8 ก็เป็นได้

และยังมีข่าวลือกันอีกว่า iPhone 12 ก็จะเปิดตัวในปี 2020 นี้เช่นเดียวกัน โดยเขาว่ากันว่าจุดเด่นของรุ่นนี้ คือจะไม่มีรอยบากที่ด้านหน้าอีกต่อไป และมาพร้อมกับกล้องหลังที่มากถึง 4 เลนส์ด้วยกัน รวมไปถึงตัวขอบเครื่องกลมมนที่ใช้กันอยู่ก็จะถูกปรับเปลี่ยนเป็นขอบเหลี่ยม หน้าจอเต็มสวยงาม แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่คงต้องติดตามกันต่อไปว่า หน้าตาของเจ้า iPhone 12 นั้นจะเป็นอย่างไร ก็ต้องติดตามกันต่อไป

แต่ใช่ว่า iPhone 8 จะไม่น่าใช้อีกต่อไป ซึ่งสเปคเครื่องที่ยังทำได้ดีอยู่ถึงแม้จะเป็นปี 2563 แล้วก็ตาม โดยตัวเครื่องใช้ด้านหลังเป็นวัสดุกระจก รองรับชาร์จไร้สาย ใช้ชิป A11 Bionic ซึ่งเป็นตระกูล Bionic ตัวแรก และถึงแม้ว่าจะเปิดตัวมาเมื่อปี 2561 แต่ก็ยังสามารถอัปเดต iOS ได้อีกหลายปี ซึ่งเป็น iPhone ที่ราคาถูก และคุ้มราคา จึงเหมาะสำหรับผู้ที่อยากมี iPhone เครื่องแรกแต่มีงบประมาณจำกัด และอยากได้ iPhone เครื่องไม่ใหญ่มาก iPhone 8 รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีไม่ใช่น้อย แต่ถ้าใครรอไหวอีกสักหน่อย คุณจัด iPhone 9 ไปเลยจ้า

ที่สุดแห่งความคุ้มค่า OPPO ล่าสุด “A9”

oppo ล่าสุด

oppo ล่าสุด A9 2020 เป็นสมาร์ทโฟนสุดคุ้มในราคาเอื้อมถึง ที่มาพร้อมกับฉายา “Super Spec” หรือสเปคแรงสุด ซึ่งแน่นอนว่าสเปคภายในตอบโจทย์รอบด้านให้แบบเน้นๆ ด้วย RAM กับ ROM ระดับ 8GB + 128GB ใช้งานได้ลื่นๆ พร้อมแบตเตอรี่ 5,000mAh ทำให้มั่นใจใช้งานในหนึ่งวันได้หายห่วง ยังไม่พอแค่นั้นเพราะด้านการถ่ายภาพ ก็มาพร้อมกล้องหลัง 4 เลนส์ มีเลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ผสมกับเลนส์ Ultra-Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และเลนส์ Portrait 2 ล้านพิกเซล + Mono 2 ล้านพิกเซล เรียกว่าพร้อมกดชัตเตอร์ในทุกสถานการณ์

รูปลักษณ์ภายนอก รอบตัวเครื่อง oppo ล่าสุด A9 2020 มีขนาด 163.6 x 75.6 x 9.1 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 195 กรัม ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป ยังจับใช้งานได้ถนัดมือ

หน้าจอแสดงผล IPS-LCD กว้าง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง 89% มีดีไซน์หน้าจอรอยแหว่งแบบ Water Drop หรือรอยแหว่งทรงหยดน้ำ และครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 3+ ส่วนบนหน้าจอแสดงผล ตรงรอยแหว่งมีกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และเหนือกล้องขึ้นไปอีกเป็นลำโพงเสียง ส่วนล่างหน้าจอแสดงผล ไม่มีปุ่มการใช้งานใดๆ โดยปุ่มนำทางจะมาในรูปแบบซอฟแวร์ และความหนาของขอบด้านล่างมีความหนา 6.6 มิลลิเมตร

ข้างซ้ายตัวเครื่อง มีช่องใส่ถาดซิมการ์ดแบบ 3 ช่อง (Triple Slot) รองรับ Nano SIM 2 ช่อง และ MicroSD Card ความจุสูงสุด 256GB ถัดมาข้างล่างเป็นปุ่มเพิ่มเสียง และลดเสียง

ข้างขวาตัวเครื่อง มีปุ่มเพาเวอร์สำหรับเปิดปิดเครื่อง หรือพักหน้าจอ ทั้งนี้ปุ่มยังมีการเล่นลวดลายสีที่ตัดกับตัวเครื่อง และให้ผิวมีความขรุขระ

ด้านบนตัวเครื่องไม่มีปุ่ม หรือพอร์ตการใช้งานใดๆ ด้านใต้ตัวเครื่อง ทางซ้ายสุดเป็นพอร์ต 3.5 มิลลิเมตร ถัดมาทางขวาเป็นไมโครโฟน ตรงกลางเป็นพอร์ต USB Type-C และขวาสุดเป็นลำโพงเสียง

พลิกมาที่ฝาหลัง จะมีกล้องหลังเรียงกันเป็นแนวตั้งอยู่ตรงกลาง ประกอบไปด้วย กล้องเลนส์หลัก ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, Ultra-Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ส่วนข้างขวาจะเป็นเลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รวมไปถึงไฟแฟลช ถัดลงมาข้างล่างกล้องจะเป็นที่สแกนลายนิ้วมือ

ในส่วนดีไซน์ฝาหลัง จะมีการเล่นลวดลายแบบ 3 มิติ ไล่เฉดสีที่สวยงาม และจะมีให้เลือก 2 สีคือ Marine Green และ Space Purple

ที่สุดของความสนุก เมื่อเล่นเกม

เมื่อขึ้นแท่นเป็น Super Spec เราจึงหยิบจับมาท้าทายด้วยการเล่นเกมสเปคสูงเพื่อทดสอบดูว่า  OPPO A9 2020 จะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแค่ไหน

หลังจากที่ทดลองเล่น ROV แบบยาวๆ ประมาณ 1-2 ชั่วโมง พบว่าแบตเตอรี่ลดไม่เยอะ สามารถใช้งานอย่างอื่นต่อได้แบบสบายๆ โดยไม่ต้องหาที่ชาร์จหรือพกพาวเวอร์แบงค์ให้ยุ่งยาก นี่แหละคืออีกอย่างที่ได้ใจ #สายเกม ไปอย่างแท้ทรู ที่สำคัญการที่ OPPO A9 2020 อัดแน่นทั้ง CPU+RAM ROM ทำให้รองรับทุกฟังก์ชั่นในเกมสเปคสูง อย่าง ROV, PUBG หรือ Free Fire  ได้หมดทุกอย่างแบบครอบคลุม ไม่มีสะดุดให้หงุดหงิด

แถมด้วยขนาดหน้าจอที่กว้างถึง 6.5 นิ้วบวกกับดีไซน์หยดน้ำทำให้เล่นเกมได้แบบเต็มตาเต็มจอ ที่สำคัญยังมี Snapdragon มาช่วยทำให้การแสดงผลแบบสามมิติดูคมชัด และสมจริงมากขึ้น ยิ่งเมื่อมาจับคู่กับเทคโนโลยี Game Boost 2.0 ที่มาคู่กับ Frame Boost ทำให้ยิ่งถูกใจสายเกมเมอร์ เพราะช่วยเพิ่ม Response Rate ในเกมที่เน้นกราฟิก ลดปัญหาเฟรมเรทตก ทำให้ยิ่งเล่นเกมได้อย่างสนุก ไหลลื่น ไม่มีสะดุดให้ต้องกังวล

ส่วนของระบบเสียงก็สมจริง เพราะ OPPO A9 2020 เป็นลำโพงสเตอริโอแบบคู่ และมีระบบเสียง Dolby Atmos ที่จะทำให้เล่นเกมได้สนุกขึ้น หรือจะหยิบไปดูหนังฟังเพลงก็ให้ความบันเทิงที่ครบถ้วน

รันวงการให้ทันสมัยมือถือฟีเจอร์ใหม่ๆ จากผู้นำนวัตกรรม “ซัมซุง”

มือถือซัมซุง

ซัมซุง คว้ารางวัลนวัตกรรมจากเวที CES 2020 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก และล่าสุดเมื่อกุมภาพันธ์ปี 2020 ได้เปิดตัว มือถือซัมซุง ซีรีส์ S รุ่นล่าสุดกันไปแล้ว ซึ่งตั้งแต่เริ่มแรก เจ้า มือถือซัมซุง ซีรีส์ Galaxy ได้เปลี่ยนเทรนโลกและมือถือไม่อย่างสิ้นเชิง เรามาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลไปบ้าง

สมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่มาพร้อมกับ หน้าจอ AMOLED คือ Galaxy S ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2010 จากนั้นสมาร์ทโฟนเรือธงของ Samsung ก็ใช้หน้าจอประเภทนี้มาโดยตลอด เรียกได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของซีรีส์ Galaxy ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหน้าจอประเภทนี้ถือเป็นหนึ่งในหน้าจอที่มีประสิทธิภาพดีจนแม้แต่แบรนด์คู่แข่งตลอดกาลอย่าง Apple ยังต้องหันมาใช้หน้าจอประเภทนี้ด้วยเหมือนกัน ยิ่งตอกย้ำความล้ำของนวัตกรรมหน้าจอ AMOLED ของ Samsung มากยิ่งขึ้นไปอีก โดยหน้าจอของทางค่ายได้รับการยกย่องจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญว่าเป็นหนึ่งในหน้าจอที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้แล้ว

ปากกา S Pen ลืมตาดูโลกครั้งแรกเมื่อปี 2011 หรือประมาณ 8 ปีที่แล้ว โดยตอนนั้นได้ถูกใส่มาในมือถือจอยักษ์อย่าง Galaxy Note นั่นเอง และถึงแม้ว่าช่วงนั้นปากกา Stylus สำหรับใช้กับสมาร์ทโฟนจะมีอยู่ในตลาดบ้างแล้ว แต่ S Pen ของ Samsung มีเทคโนโลยีที่เหนือกว่าและล้ำกว่ามาก บวกกับ Galaxy Note ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ทำให้ขีดเขียนได้ถนัดกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ Galaxy Note จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนถึงทุกวันนี้ และ S Pen ถือเป็นเครื่องหมายการค้าของ Galaxy Note ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในแต่ละรุ่น Samsung ก็จะใส่ฟีเจอร์ใหม่เข้ามาใน S Pen อยู่เสมอ.. ต้องรอดูกันต่อไปว่า S Pen ของ Note 10 ปีนี้จะมีฟีเจอร์อะไรใหม่ๆ มาให้เราตื่นเต้นกันหรือเปล่า

การยืนยันตัวตนโดยวิธีไบโอเมทริกซ์  Samsung ได้ใส่ตัวสแกนลายนิ้วมือครั้งแรกไว้ในมือถือรุ่น Galaxy S5 เพราะตอนนั้นหลายค่ายได้หันมาใช้ตัวสแกนลายนิ้วมือกันบ้างแล้ว แต่ในเรื่องของประสิทธิภาพและการใช้งาน ตัวสแกนลายนิ้วของ Galaxy S5 ถือว่าทำออกมาได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ Samsung จึงต้องทำการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ แต่หลังจากนั้น Samsung ก็ได้เปิดตัวระบบปลดล็อกหน้าจอด้วยม่านตากับใบหน้าออกมาอีก และเมื่อเร็วๆ นี้ก็ยังมี Galaxy S10 ซึ่งเป็นมือถือรุ่นแรกที่ใช้ระบบสแกนนิ้วบนหน้าจอด้วยคลื่น Ultrasonic

มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 แม้ว่า Samsung จะไม่ใช่เจ้าแรกที่มีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นในสมาร์ทโฟนขอตัวเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามาตรฐานดังกล่าวได้รับความนิยมในมือถือรุ่นอื่นๆ ด้วย มาจากการที่มือถือรุ่น Galaxy S5 ได้รับมาตรฐาน IP67 ซึ่งสามารถเอาลงน้ำได้ที่ความลึก 1 เมตรนั่นเอง และหลังจากนั้นอีก 2 ปี ทางค่ายก็เปิดตัวมือถือรุ่น Galaxy S7 ที่คราวนี้อัพเกรดมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมเป็น IP68 จนถึงทุกวันนี้สมาร์ทโฟนในซีรีส์ Galaxy S และ Galaxy Note ต่างมาพร้อมกับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 กันทั้งสิ้น

SAMSUNG PAY หากไม่นับหน้าจอแบบ AMOLED แล้ว ก็น่าจะมี Samsung Pay ที่เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ทาง Samsung ทำออกมาแล้วประสบผลสำเร็จมากๆ โดยเปิดตัวครั้งแรกใน Galaxy S6 เมื่อปี 2015 จากนั้นฟีเจอร์นี้ก็กลายเป็นจุดขายของสมาร์ทโฟนซีรีส์ Galaxy ไปเลย โดยจุดที่ทำให้ Samsung Pay นั้นแตกต่างจากฟีเจอร์แบบเดียวกันของค่ายอื่นๆ ก็คือมันไม่ต้องใช้เครื่องรูดบัตรที่มีระบบ NFC ก็ยังสามารถใช้งานได้

ผู้ช่วยอัจฉริยะ BIXBY Bixby ผู้ช่วย AI อัจจริยะของ Samsung ลืมตาดูโลกครั้งแรกเมื่อปี 2017 ในงานเปิดตัว Galaxy S8 จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะมาแข่งขันกับ Google Assistant และ Siri ซึ่งในอนาคตพวกเขาเองก็มีแผนที่จะใส่ Bixby เข้าไปไว้ในโทรศัพท์มือถือทุกรุ่นของทางค่าย และทั้งหมดนั่นก็คือฟีเจอร์เด็ดๆ ที่ Samsung ได้พัฒนาและเอามาใส่ให้กับมือถือซีรีส์ Galaxy ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา และแน่นอนว่ามันยังไม่หมดแค่นี้ ต้องมารอดูกันต่อไปว่าในอนาคตเราจะได้เห็นฟีเจอร์อะไรที่มันล้ำกว่านี้ออกมาจากมือถือแบรนด์ Samsung อีกบ้าง

นักฆ่าเรือธง one plus 7 Pro

one plus

one plus 7 Pro ตัวท็อปของค่ายที่ยังไม่ทันเปิดตัวก็ได้คะแนนหน้าจอแสดงผลจาก DisplayMate ถึงระดับ A+ กันเลย โดยมาในหน้าจอ Fluid AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ดีไซน์ขอบจอโค้งและบาง ไร้รอยบาก มีความละเอียด Quad HD+ 3,120 x 1,440 พิกเซล (516ppi) รองรับ HDR 10+ อัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9 และมีรีเฟรชเรท 90Hz ทำให้การแสดงผลหน้าจอที่เนียนตาสวยงามไหลลื่นและยังตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ยังช่วยปกป้องดวงตาในการจ้องมองหน้าจอจากการกรองแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตาออกไป

ปรับปรุงเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอใหม่ โดยจะใช้เวลาสแกนและประมวลผลเพียง 0.21 วินาที เร็วกว่า OnePlus 6T ถึง 38% และถือว่ามีความเร็วในการสแกนเร็วที่สุดในโลกของสมาร์ทโฟน ณ เวลานี้

กล้องหลัง  3 เลนส์ อาจจะดูธรรมดา แต่ความสามารถไม่ธรรมดา

หลายๆ คนอาจจะคาดหวังกับกล้องหลังที่มีเลนส์เยอะแยะมากมาย แต่สำหรับรุ่นนี้ยังคงใช้ 3 เลนส์ แต่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ ประกอบด้วย เลนส์หลัก ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.6 ถ่ายรูปในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX586 ซึ่งมีขนาดเซ็นเซอร์ใหญ่กว่า OnePlus 6T ถึง 34.8% ระบบลดการสั่นไหว OIS และ EIS เลนส์ต่อมาเป็นเลนส์เทเลโฟโต้ ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4 มีระบบลดการสั่นไหว OIS สามารถซูมออปติคอลได้ 3 เท่า รองรับการซูมแบบดิจิตอลได้ถึง 10 เท่า เลนส์สุดท้ายเป็นเลนส์มุมกว้าง ultra wide  117 องศา รูรับแสงกว้าง f/2.2

ตัวกล้องใช้เทคโนโลยี pixel binning ประมวลผลเร็วขึ้น มีโหมดการโฟกัส 3 รูปแบบ และปรับปรุงการถ่ายรูปภาพในที่แสงน้อย Nightscape 2.0 อีกทั้งยังมีการเปิดตัว UltraShot ในรุ่นใหม่นี้ที่มีการใช้ฟิลเตอร์ HDR กับการประมวผลข้อมูลซีน ฉากต่างๆ เพื่อให้ภาพที่ออกมาสวยงามขึ้น

นอกจากนี้ยังได้รับคะแนนการทดสอบกล้องจาก DXoMark สูงถึง 111 คะแนน ตามหลัง Samsung Galaxy S10 5G และ Huawei P30 Pro ที่มี 112 คะแนน เพียง 1 คะแนนเท่านั้น โดยได้คะแนนภาพนิ่ง 118 คะแนน วิดีโอ 98 คะแนน

กล้องหน้าเซลฟี่แบบป๊อบอัพ

one plus ได้ทำการปรับเปลี่ยนดีไซน์ของรุ่นใหม่ เพื่อให้มีความสวยงามและการแสดงผลของหน้าจอได้เต็มพื้นที่มากขึ้น จึงใช้กล้องหน้าเซลฟี่แบบป๊อบอัพ มีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 เซ็นเซอร์ Sony IMX471 ระบบลดการสั่นไหว EIS ใช้เวลาเปิดกล้องเพียง 0.53 วินาที และจะเก็บกล้องอัตโนมัติเมื่อตรวจพบว่าสมาร์ทโฟนมีการร่วงหล่น สำหรับกล้องหน้าป๊อบอัพนี้ผ่านการทดสอบมาแล้วโดยสามารถใช้งานได้มากกว่า 300,000 ครั้ง และมีความแข็งแรงทนทาน

ประสิทธิภาพระดับท็อป ชิปประมวลผลก็มาในระดับท็อปอย่าง Qualcomm Snapdargon 855 และมีรุ่น RAM 6GB + 128GB ไม่รองรับหน่วยความจำภายนอก ถ้าหากคิดว่าไม่พอต่อการใช้งานยังมีรุ่น RAM 8GB + 256GB ให้เลือก และถ้าคิดว่าต้องไปให้สุดก็ยังมีรุ่น RAM 12GB + 256GB (เฉพาะสี Nebula Blue เท่านั้น) ให้เลือกเช่นเดียวกัน

โดยหน่วยความจำจะเป็นแบบ UFS 3.0 ที่มีความเร็วในการอ่านและโอนถ่ายข้อมูลส่งผลให้การใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ นั้นไหลลื่นมากขึ้นด้วยแบตเตอรี่ที่ให้มา 4,000mAh ถือว่าเป็นแบตเตอรี่ขนาดใหญ่อยู่เหมือนกัน รองรับเทคโนโลยี WARP Charge 30 ชาร์จเร็ว 30W ผ่านพอร์ต USB-C ชาร์จจาก 0% เพียง 20 นาที ได้ถึง 48% และสามารถชาร์จได้เร็วแม้ว่าจะมีการชาร์จไปพร้อมกับการเล่นเกม

ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย OxygenOS 9.5 ที่มีความเร็ว เสถียร ลื่นไหล มีคะแนนจาก AOSMark เป็นรองแค่ Google เท่านั้น มาพร้อมกับ Night Mode 2.0 ที่ช่วยลดแสงหน้าจอลง 0.27 nits เพื่อความสบายตา นอกจากนี้ก็ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ อีกมากมาย ระบบเสียงรองรับ Dolby Atmos และลำโพงสเตอริโอ ไม่มีช่องหูฟัง

สมาร์ทโฟนสำหรับเกมมิ่ง ปรับปรุงและพัฒนามาเพื่อการเล่นเกมมากขึ้นด้วย Fnatic Mode ที่เป็นโหมดสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ สามารถปรับประสิทธิภาพต่างๆ ของตัวเครื่องเพื่อการเล่นเกมได้ นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงมอเตอร์การสั่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบ 10-layer liquid cooling system ที่ช่วยลดความร้อนภายในเครื่องจากการเล่นเกม และองค์ประกอบต่างๆ ของฮาร์ดแวร์ตัวเครื่องที่ทำให้เป็นสมาร์ทโฟนสำหรับเกมมิ่งมากยิ่งขึ้น

กลับมาแล้ว…สมาร์ทโฟนพับได้

samsung galaxy

ในที่สุดมือถือฝาพับก็กลับมาแล้วนั่นคือ samsung galaxy Z Flip สมาร์ทโฟนฝาพับแบบดีไซน์สุดล้ำ โดดเด่นและสวยงามทันสมัย ด้วยนวัตกรรมจอกระจกพับได้ กลายเป็นตลับแป้งไปเลย โดยข้างหน้าเป็นกระจกพร้อมกับจอแสดงผลแบบ sAMOLED ขนาด 1.06 นิ้วแต่แสดงผลรายละเอียดได้ครบเครื่อง ทั้งสามารถถ่ายภาพได้ และสามารถสัมผัสเพื่อดูการแจ้งเตือนต่างๆ ได้ ให้คุณเห็นการติดต่ออย่างรวดเร็ว ส่วนหน้าจอด้านในเป็นหน้าจอแสดงผล Infinity Flex Display เป็นจอ Dynamic AMOLED ที่คมชัดสีสันสวยสด สมจริง ตัวขอบเครื่องบางโดยมีหน้าจอกว้างถึง 6.7 นิ้ว เต็มตา เต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น

บอกเลยว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ หรือผู้ที่ต้องการทำ Vlog หรือ เหล่า Blogger เนื่องจากเป็นสมาร์ทโฟนที่สามารถพับได้ จึงทำให้คุณสามารถตั้ง หรือวางในตำแหน่งใดก็ได้ เหมือนกับมีขาตั้งในตัวอีกด้วย รวมถึงการปรับองศาหน้ากล้องได้ เสมือนเป็นหน้าจอโน้ตบุ๊คอย่างไงอย่างงั้นเลยทีเดียว คุณจึงสามารถแชทผ่านวิดีโอ หรือเซลฟี่ได้โดยไม่ต้องถือเครื่อง จะพับ พลิก ตั้ง จะท่าไหน ก็สามารถสนุกกับการถ่ายภาพแบบใหม่ๆ ได้เต็มที่ โดยกล้องของรุ่นนี้มาด้วยกันทั้งหมด 3 ตัวคือ กล้องหน้า 10 ล้านพิกเซล และกล้องหลังเลนส์คู่ 12 ล้านพิกเซล

นอกจากนี้ยังให้คุณใช้งานแบบแฮนด์ฟรีได้ เนื่องจากตัวเครื่องสามารถกางออกได้ทุกองศา และสามารถตั้งวางได้ จึงสามารถใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้แบบโดยไม่ต้องถือเลย และให้คุณใช้งานวิดีโอแชทผ่านแอปพลิเคชัน Google Duo พร้อมเผยบรรยากาศรอบตัวและแสดงท่าทางได้มากกว่าที่เคย อีกทั้งยังมีการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Google ในออกแบบพิเศษในโหมดFlex เพื่อรองรับคอนเทนต์บนดีไซน์จออันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเมื่อคุณกางตัวเครื่องออก จอแสดงผลจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยอัตโนมัติ ซึ่งให้คุณสามารถดูภาพ หรือวิดีโอที่จอด้านบน และควบคุมคอนเทนต์เหล่านั้นที่จอด้านล่าง ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็น Blogger ที่กำลังสตรีมคอนเทนต์ YouTube อยู่ หรือกำลัง Live IG อยู่ คุณก็สามารถพิมพ์ตอบโต้กับคนที่เข้ามารับชมคุณได้อย่างทันทีง่ายๆ เลย

คราวนี้เรามาดูสเปกของ samsung galaxy Z Flip กันดีกว่า

  • หน้าจอ 6.7-inch FHD+ Dynamic AMOLED Display (21.9:9) Infinity Flex Display 2636 x 1080
  • ขนาดตัวเครื่อง(เมื่อพับ) 73.6 x 87.4 x 17.3 มิลลิเมตร (เมื่อกาง) 73.6 x 167.3 x 7.2 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 183 กรัม
  • ชิปเซ็ตประมวลผล Snapdragon 855+ ขนาด 7 นาโนเมตร
  • หน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB 
  • หน่วยความจำภายในความจุ 256GB 
  • กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 10 ล้านพิกเซล  f/2.4 มุมกว้าง 80 องศา
  • กล้องดิจิทัลด้านหลังจำนวน 2 ตัว แบ่งออกเป็น 12ล้านพิกเซล Dual Pixe, 12 ล้านพิกเซล Ultra Wide ทั้งคู่จะมีระบบ OIS และรองรับ 8X Digital Zoom, HDR10+  Tracking AF
  • ตัวเครื่องกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68
  • แบตเตอรี่ความจุ 3300mAh
  • รองรับ Fast Charge 25W (แบบสาย), รองรับชาร์จไร้สาย Qi Wireless Power Share 2.0
  • ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย One UI 2.0

โดยมีการเปิดตัวเป็นที่เรียบร้อย และจะวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2020 นี้ ในราคา 1,380 ดอลลาร์ แต่สำหรับในประเทศไทยจะมีการวางจำหน่ายรอบพิเศษเพียง 200 เครื่องเท่านั้น ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2020 นี้ ที่ Samsung Experience Store 10 สาขา และออนไลน์สโตร์ของผู้ให้บริการเครือข่าย แต่ขายจริงต้องรออีกสักพักนะจ๊ะ

Samsung กำหนดเทรนด์แห่งอนาคต

โทรศัพท์ Samsung

Samsung Electronic ตอกย้ำปรัชญาอันทรงพลังของแบรนด์ อย่าง Do What You Can’t เตรียมพาคนไทยก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ ด้วยการนำเสนอ “ที่สุดแห่งนวัตกรรม” ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และเหล่า Content Creator ผ่านเทคโนโลยีสุดล้ำที่จะมาเขย่าประสบการณ์การใช้งาน โทรศัพท์ Samsung ของทุกคน พร้อมแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของซัมซุงในการ “แบรนด์ที่กำหนดเทรนด์แห่งอนาคต” ที่เข้าใจความต้องการของผู้ใช้งาน และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ นำปัญหาของผู้บริโภค (Pain Point) มาจับคู่กับเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้อย่างตรงจุดมากว่า 50 ปี

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไม่หยุดพัฒนา และไม่เคยกลัวที่จะคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ซัมซุงจึงถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับแถวหน้าที่เป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรม “ครั้งแรกของโลก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน “กล้องบน โทรศัพท์ Samsung ” นับตั้งแต่เลนส์ซูมแบบออพติคอล 10 เท่าในกาแลคซี่ เอส 4 ซึ่งเปิดตัวในปี 2013

จากนั้นอีก 2 ปีต่อมา ได้นำระบบดูอัล พิกเซล (Dual Pixel) มาใช้กับกล้องของกาแลคซี่ เอส 7 ซึ่งเป็นการยกระดับความสามารถให้กับกล้องสมาร์ทโฟนขึ้นไปเทียบเท่ากับกล้องถ่ายภาพระดับมืออาชีพ จนมาถึงนวัตกรรมกล้องหลังที่สามารถบันทึกวิดีโอคุณภาพสูงสุดถึง HDR10+ ในกาแลคซี่ เอส 10 เมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ด้วยวิวัฒนาการของกล้องสมาร์ทโฟนตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนจากทุกมุมโลกต่างสร้างสรรค์วิธีการบันทึกและถ่ายทอดเหตุการณ์ เรื่องราวต่างๆ ได้ง่ายดาย และน่าประทับใจยิ่งขึ้น

จากผลสำรวจของ Eventbriteพบว่ากลุ่มคนมิลเลนเนียลมากกว่า 3 ใน 4 หรือกว่า 78% เลือกที่จะใช้จ่ายเพื่อซื้อ ‘ประสบการณ์’ มากกว่าการซื้อสินค้าทั่วไป และ 82% ของคนกลุ่มนี้ ชื่นชอบที่จะเข้าร่วมอีเวนท์ที่มอบ Live Experience หรือประสบการณ์ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ คอนเสิร์ต งานเทศกาล งานแสดงศิลปะ มากกว่าคนรุ่นก่อนถึง 70%

ซึ่งพฤติกรรม FOMO (Fear Of Missing Out) ถือเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้กลุ่มมิลเลนเนียลออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ นอกจากนี้ เกือบ 7 ใน 10 หรือ 69% ของกลุ่มนี้ ชอบที่จะแชร์ภาพ วิดีโอ หรือไลฟ์คอนเทนท์ออกไปทางโซเชียลมีเดีย เพื่อให้กลุ่มเพื่อนได้เห็นว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่

ด้วยเหตุผลนี้ สมาร์ทโฟนที่ดีและกล้องที่ใช่ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะมาช่วยเติมเต็มและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ได้ ซึ่งในปี 2563 นี้ เทรนด์ของกล้องสมาร์ทโฟนจะได้รับการพัฒนาให้ก้าวล้ำมากกว่าที่เคย

ไม่ว่าจะเป็น กล้องความละเอียดสูงมากขึ้น การถ่ายภาพวิดีโอแบบ 8K เพื่อภาพที่คมชัดขึ้น การถ่ายภาพด้วยกล้องปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่จะมีความฉลาดมากขึ้น รวมถึงกล้องเลนส์ซูมที่จะไปได้ไกลกว่าเดิม

Galaxy UNPACKED 2020 ในฐานะผู้นำนวัตกรรม ซัมซุงไม่เคยหยุดมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่มอบความน่าตื่นเต้นและความแปลกใหม่ให้กับผู้คนทั้งโลก ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทุกคนควรจับตามองสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของซัมซุง ที่กำลังจะเปิดตัวในงาน Samsung Galaxy Unpacked 2020 ว่าจะมาพร้อมนวัตกรรมที่ตอบโจทย์เหล่าคนยุคใหม่และบรรดา Content Creator ได้ดีแค่ไหน

เผยฟีเจอร์ iOS 13 เจ๋งๆ ที่มองข้ามไป

iphone xs

สำหรับ iOS 13 สำหรับ iphone ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น iphone xs Iphone xs max หรือรุ่นเก่ากว่านี้ก็ได้เช่นกันโดยเป็นระบบปฏิบัติการ iOS เวอร์ชันใหม่ล่าสุด ซึ่งได้มีการแนะนำคุณสมบัติของ iOS 13 หลายอย่างด้วยกัน ทั้ง Dark Mode, Sign In with Apple วิธีการใหม่ในการลงชื่อเข้าใช้งาน, Apple Maps ออกแบบใหม่ ละเอียดขึ้นกว่าเดิม, แอปฯ Photos ใหม่ และอื่นๆ อีกมากมาย โดยอันที่จริงแล้ว iOS 13 ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจมากมายที่ Apple ไม่ได้กล่าวไว้ในงานเปิดตัว ที่อยากจะแนะนำเนื่องจากพอเปิดตัว iphone xs หรือ Iphone xs max แล้วก็อยากให้อัพเดทกันอย่างทั่วถึง

เลือกเครือข่าย Wi-Fi ที่ต้องการเชื่อมต่อหรือเลือกสลับอุปกรณ์ Bluetooth ได้แล้วจาก Control Center ปกติแล้วในส่วนของ Control Center ผู้ใช้สามารถเลือกเพื่อเปิดหรือปิด Wi-Fi ได้เท่านั้น แต่บน iOS 13 การกดค้างที่ไอคอน Wi-Fi ผู้ใช้สามารถเลือกเครือข่ายที่ต้องการเชื่อมต่อได้แล้ว โดยไม่ต้องเข้าไปเลือกในหน้า Settings อีกต่อไป

เช่นเดียวกับการเชื่อมต่อ Bluetooth การแตะค้างที่ไอคอน สามารถเลือกสลับอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อ Bluetooth ได้เช่นกัน ซึ่งรายชื่อที่ปรากฏนั้น เป็นรายชื่ออุปกรณ์ที่เคยเชื่อมต่อ Bluetooth กับ iPhone ที่ใช้อยู่มาก่อนแล้ว

Location Services เพิ่มตัวเลือกใหม่ ปกติแล้ว ฟีเจอร์ Location Services จะสามารถเลือกได้ 2 อย่าง นั่นก็คือ Never กับ While Using the App แต่บน iOS 13 ได้เพิ่มตัวเลือก Ask Next Time เข้ามา โดยจะขึ้นหน้าต่างสอบถามผู้ใช้ทุกครั้งเมื่อใช้แอปฯ นั้น ๆ ว่า อนุญาตให้เปิดใช้งาน Location Services หรือไม่

บล็อกอีเมลจากผู้ส่งที่ไม่ต้องการได้แล้ว นอกจาก iOS 13 จะสามารถบล็อกหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลที่ไม่ต้องการติดต่อได้แล้ว ยังสามารถบล็อกอีเมลที่ไม่ต้องการได้ด้วยเช่นกัน โดยจะไม่ได้รับอีเมลใด ๆ จากผู้ส่งรายนั้นอีกหลังจากบล็อกแล้ว

เพิ่มฟังก์ชันปิดเสียงแจ้งเตือนเมื่อมีอีเมลเข้า เมื่อปัดข้อความขึ้นในแอปฯ Mail จะพบกันตัวเลือกใหม่ นั่นก็คือ Mute สำหรับปิดเสียงแจ้งเตือนเมื่อมีอีเมลใหม่เข้ามา

Reading Goals ฟีเจอร์ใหม่บนแอปฯ Books บนแอปฯ Books ได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่มีชื่อว่า Reading Goals สำหรับติดตามระยะเวลาในการอ่านหนังสือในแต่ละวันตามที่ผู้ใช้ได้ตั้งเป้าเอาไว้

ปิดเสียงเรียกเข้าจากเบอร์แปลก ๆ นอกเหนือจากฟีเจอร์บล็อกเบอร์โทรศัพท์แล้ว บน iOS 13 ยังสามารถตั้งค่าเพื่อปิดเสียงเรียกเข้าจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยได้ ซึ่งเป็นวิธีการคัดกรองเบอร์ขายประกัน ขายบัตรเครดิตได้ในระดับหนึ่งLow Data Mode โหมดประหยัดเน็ต ในหน้าการตั้งค่า Cellular ได้เพิ่มโหมด Low Data Mode ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้ Data Internet ให้น้อยลง เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่มี Data Internet จำกัด หรือไม่ได้ใช้แพ็กเกจเน็ตแบบ Unlimited

แอปฯ Messages ปรับปรุงใหม่ ด้านแอปฯ Messages นั้น ได้ปรับปรุงอินเทอร์เฟสด้านการค้นหาใหม่ โดยเมื่อลากลงเพื่อทำการค้นหา จะพบกับอินเทอร์เฟสแบบใหม่ที่มีทั้งรายชื่อผู้ติดต่อที่แนะนำ รวมถึงลิงค์ต่าง ๆ

เครื่องมือใหม่ในแอปฯ Notes สำหรับแอปฯ Notes ได้มีการเพิ่มเครื่องมือใหม่สำหรับจัดการโฟลเดอร์ต่าง ๆ โดยเมื่อแตะที่ … จะมีออปชันให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Add People, Move This Folder, Rename และ View Attachments

สนับสนุนจอยคอนโทรลเลอร์ของ PlayStation 4 และ Xbox One S คงจะเป็นฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ต่างเฝ้ารอมาอย่างยาวนาน เพราะบน iOS 13 สนับสนุนการเชื่อมต่อกับจอยคอนโทรลเลอร์ของ PlayStation 4 และ Xbox One S แล้ว ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้จอยเล่นเกมบน iPhone ได้ เช่นเดียวกับ iPadOS ที่รองรับฟีเจอร์ดังกล่าวเช่นกัน Animoji ใหม่ 3 แบบ บน iOS 13 มาพร้อมกับ Animoji ใหม่ทั้งหมด 3 แบบด้วยกัน ได้แก่ หนู, ปลาหมึก และวัว นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ใหม่อย่าง Animoji Stickers ที่สามารถสร้างสติกเกอร์คาแรกเตอร์ของตัวเอง แล้วนำไปใช้กับแอปฯ ต่าง ๆ ได้อีกด้วย