การพรั่งพรูของนวัตกรรมในโลกยุคใหม่ของหัวเว่ย

ท่ามกลาง TradeWar & TechWar (สงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยี) และเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน ‘เหริน เจิ้งเฟย’ ผู้ก่อตั้งและประธานคณะกรรมการบริหารของ หัวเว่ย คาดการณ์หรือคาดหวังเรื่องอะไรบ้าง

หัวเว่ย

จากข้อความดังกล่าวข้างต้น หัวเว่ยมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่ามนุษยชาติจะก้าวเข้าสู่โลกที่ชาญฉลาดในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ปัจจุบันสังคมของเราเต็มไปด้วยการคิดค้นทฤษฎีและการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างมากมายมหาศาล แน่นอนว่าโอกาสในการเติบโตมักตามมาด้วยความไม่แน่นอน โลกยังมีอีกหลายคำถามที่ยังรอคนมาตอบ ความร่วมมือที่เปิดกว้างจึงจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาที่เรายังคิดไม่ตก

ในวงการอิเล็กทรอนิกส์ ชิปจะมีขนาดลดลงเรื่อยๆ จนอาจจะเหลือเพียงสามหรือแค่หนึ่งนาโนเมตรเท่านั้น วิวัฒนาการนี้จะยังคงเป็นไปในทิศทางที่เรายังไม่อาจคาดเดาได้ แม้กระทั่ง กฎของมัวร์ (Moores Law) ก็กลับกลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว แต่ก่อนเราเคยเชื่อว่า กราฟีน (Graphene) จะเป็นตัวขับเคลื่อนวิวัฒนาการในยุคปัจจุบัน แต่ในวันนี้ เราไม่แน่ใจแล้วว่าความคิดนี้จะยังเป็นจริงอยู่ไหม

ในอีกสองถึงสามทศวรรษข้างหน้า เราจะได้ประจักษ์การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ด้านเทคโนโลยีทางพันธุกรรม ซึ่งจะเร่งให้เกิดความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดในแวดวงวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และเวชศาสตร์นาโน แต่เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าการพัฒนาที่สำคัญเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการทำงานของเราไปในรูปแบบใด วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับโมเลกุลสามารถนำไปใช้สังเคราะห์และสร้างสรรค์เป็นวัสดุที่ยังไม่มีมาก่อนในโลก ไม่มีทางที่จะบอกได้ว่าจะมีวัสดุและเทคโนโลยีใหม่ๆ แบบใดเกิดขึ้น

แต่สิ่งที่เรารู้อย่างแน่ชัด คือจะมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้อย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่า AI จะผลักดันสังคมให้ก้าวไปในทิศทางใดและสร้างความมั่งคั่งให้มากกว่านี้ด้วยวิธีใดบ้าง

การคิดค้นและการใช้งานอย่างแพร่หลายของระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์จะกระตุ้นให้เกิดการล้นทะลักของการรับส่งข้อมูล ถึงแม้จะรู้ว่าโลกจะได้รับผลกระทบจากดาต้าจำนวนมหาศาล แต่สิ่งต่างๆ ก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดก็เป็นได้ นอกจากนี้แล้ว จะมีการนำเทคโนโลยีออปติกไปใช้อย่างแพร่หลายในโดเมนต่างๆ ด้วย

หัวเว่ย 2020 VISIONS

ความก้าวหน้าในการสร้างกฎข้อบังคับของเทคโนโลยีแต่ละแขนงกำลังสร้างโอกาสใหม่ๆ ในอัตราที่น่าประหลาดใจ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากความก้าวหน้าทางด้านสหวิทยาการนั้นกลับน่าประหลาดใจยิ่งกว่า นวัตกรรมแห่งอนาคตทั้งหลายเหล่านี้จะมาพร้อมกับการเติบโตอย่างมหาศาลของทราฟิกข้อมูล เรายังคาดการณ์ไม่ได้ว่าเราจะต้องใช้ที่จัดเก็บข้อมูลขนาดเท่าใด หรือระบบส่งถ่ายข้อมูล และการประมวลผลข้อมูลปริมาณขนาดใหญ่มหาศาลมากเพียงใด สิ่งที่เรารู้แน่ๆ ก็คือว่า ข้อมูลจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จะถูกจัดเก็บและประมวลผลบนคลาวด์ แต่เราจะมีช่องทางจัดการกับข้อมูลจำนวนมากนี้ได้อย่างไร สรุปสั้นๆ คือ เรายังไม่รู้ว่าโครงสร้างของสังคมของเราจะเป็นอย่างไร เราจะปรับตัวรับมือกับมันอย่างไร หรือแม้แต่จะควบคุมมันอย่างไร แนวคิดและเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งหมดกำลังค่อยๆ เผยโฉมให้เราเห็น คลื่นลูกใหม่ทางนวัตกรรมเทคโนโลยีจะมีลักษณะเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ที่ขยายการพัฒนาออกไปสู่ศาสตร์อื่นๆ ที่หลากหลาย เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศได้กลายเป็นพื้นฐานสำหรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในหลากหลายแนวทางปฏิบัติ แถมยังกลายเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาในทุกอุตสาหกรรมอีกด้วย

โทรศัพท์มือถือราคาถูก คุณภาพก็ดีได้ไม่เชื่อมาดู

โทรศัพท์มือถือราคาถูก

                สินค้าเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมมาก ๆ ในยุคหลังมานี้คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจาก Smartphone หรือ โทรศัพท์มือถือนั่นเอง ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้ก็มีมากมายหลายราคาด้วยกัน ตั้งแต่หลักพันต้น ๆ ไปจนถึงหลายหมื่นบาท และหลายคนอาจมีความคิดว่า Smartphone ราคาถูก หรือ โทรศัพท์มือถือราคาถูก นั้นประสิทธิภาพอาจจะไม่ดีไม่พอต่อความต้องการ แต่จริง ๆ แล้วนั้นเราอยากให้คุณได้ลองพิจารณาในสิ่งที่เราจะแนะนำนี่ก่อน เพราะว่าอาจจะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดหลาย ๆ อย่างไปเกี่ยวกับ Smartphone ราคาถูก ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันได้เลยครับว่ามีรุ่นไหนที่น่าถูกใจกันบ้าง

                1. Samsung Galaxy M11

                เริ่มกันที่ผู้นำในวงการ Smartphone สาขา Android กันก่อนเลย โดยมาในรุ่นที่ชื่อว่า Samsung Galaxy M11 ซึ่งเป็นรุ่นเล็กที่น่าจับตามองมาก ๆ เพราะว่ามีคุณสมบัติที่ครบเครื่องมากมายเลยทีเดียว เริ่มต้นด้วยแบตเตอรี่ที่จัดความจุมาให้มากถึง 5000 mAh การดีไซน์สวยงามไม่ต่างจากรุ่นใหญ่มากนัก จอขนาดใหญ่แบบ Infinity-O Display 6.4 นิ้ว กล้องหลังให้มาถึง 3 ตัวด้วยกัน มีคุณสมบัติหน้าชัดหลังเบลอ CPU ถึงจะเป็นรุ่นเล็กแต่ก็เป็น Snapdragon 450 บวกกับ RAM 3GB และมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือกับระบบสแกนใบหน้าด้วย ซึ่งจุดเด่นนั้นก็ต้องบอกว่าเป็นการทำงานที่ไม่ได้แรงมากแต่ว่าทุกอย่างพอดิบพอดีจนไม่ทำให้เครื่องค้าง ราคาประมาณ 5,000 บาท

                2. OPPO A12

                สำหรับ Smartphone แบรนด์ที่ขึ้นชื่อว่าราคาประหยัดและมีประสิทธิภาพที่ดีนั่นก็คือ OPPO นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่า OPPO A12 นั้นก็คือตัวแทนที่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างดี เพราะว่าถึงจะเป็นรุ่นเริ่มต้แต่ก็จัดเต็มในเรื่องของคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ Smartphone ในยุคนี้ควรจะมี เริ่มต้นด้วยการดีไซน์ที่สวยงามใช้ ฝาหลังแบบเพชรในชื่อ Diamond Blaze 3D สเปคโดยรวมมีแบตเตอรี่ความจุ 4230 mAh กล้องเป็นแบบคู่ 13 + 2 ล้านพิกเซล CPU MediaTek Helio P35 ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ในมือถือรุ่นเล็กไปจนถึงกลาง ด้วยประสิทธิภาพซึ่งครอบคลุมการทำงานที่หลากหลาย จุดเด่นที่น่าสนใจมาก ๆ ของรุ่นนี้ก็คือดีไซน์ที่สวยงามและความคุ้มค่าของราคาและประสิทธิภาพที่ให้มาอย่างเหมาะสมเรียกได้ว่าเด็กนักเรียน นักศึกษา ก็สามารถซื้อไปใช้กันได้เลย ราคาของรุ่นนี้ก็อยู่ที่ 4,599 บาท

                3. realme C11

                อยากจะบอกจริง ๆ ว่า Smartphone แบรนด์ใหม่ ๆ นั้นน่าจับตามองในเรื่องประสิทธิภาพและราคามากเลยจริง ๆ อย่าง realme C11 นั้นใครที่กำลังมองหา Smartphone ราคาถูกนั้นไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว มาด้วยแบตเตอรี่ความจุสูง 5,000 mAh หน้าจอกว้าง 6.5 นิ้ว ความละเอียดอยู่ในระดับ HD+ มีกล้องหลัง 2 ตัว ในความละเอียด 13+2 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายโหมดกลางคืนได้ด้วยโหมด Super Nightscape แถมยังมีระบบสแกนใบหน้า (AI Facial Unlock) ด้วย เรียกได้ว่าเหมาะกับทุกคนเลยจริง ๆ มาในราคาถูกสุด ๆ ที่ 3,490 บาท

                และนี่คือ Smartphone ราคาถูก หรือ โทรศัพท์มือถือราคาถูก แต่คุณภาพดีที่เรามาแนะนำในครั้งนี้ จะเห็นด้วยว่าประสิทธิภาพนั้นได้ถูกนำมาใส่อย่างคุ้มค่ากับเงินทุกบาทเลยทีเดียว หวังว่าจะเป็นที่ถูกใจสำหรับใครที่กำลังมองหา Smartphone ดี ๆ ในราคาถูก ๆ ในท้องตลาดตอนนี้อยู่นะครับ

โทรศัพท์มือถือ นวัตกรรมเปลี่ยนโลกคู่คนยุคใหม่

โทรศัพท์มือถือ

            แน่นอนว่าในปัจจุบันนั้นสิ่งที่อยู่คู่มือของคนยุคใหม่ส่วนมากก็จะเป็น Smartphone หรือที่เรียกกันติดปากว่า โทรศัพท์มือถือ นั่นเอง และอุปกรณ์ชนิดนี้ก็เปรียบเสมือนนวัตกรรมที่ให้ชีวิตของผู้ใช้งานดีขึ้น สะดวกสบายขึ้น ในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งก่อนที่จะมาเป็น Smartphone ที่ครบทุกการใช้งานอย่างในปัจจุบันนั้น ก็ได้ผ่านการพัฒนามาอย่างยาวนานเลยทีเดียว ครั้งนี้เราจะมาเจาะลึกกันถึงที่มาที่ไปของอุปกรณ์ชิ้นนี้กัน

                ถ้าพูดกันถึงจุดกำเนิดของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคแรกเริ่มนั้นก็ต้องย้อนไปในยุคที่มีการสื่อสารแบบ 1G นั่นเอง ซึ่งเป็นยุคที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปกรณ์สื่อสารอย่างโทรศัพท์ซึ่งแต่ก่อนนั้นต้องใช้งานอยู่แค่เพียงแต่ภายในบ้าน แต่ว่าธุรกิจและความต้องการต่าง ๆ ของผู้ใช้นั้นได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องมีการสื่อสารนอกสถานที่นั่นเอง ซึ่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ในสมัยนั้นก็มาพร้อมขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ มีเสาสัญญาณที่สูง และสามารถใช้งานในการติดต่อสื่อสารทางด้าน Voice ได้เพียงอย่างเดียว โดยมีการส่งสัญญาณในพื้นฐานของ Analog นั่นเอง ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอมาก ๆ แล้วสำหรับความต้องการในสมัยนั้น

                ในยุคต่อมาก็เข้าสู่ยุคของการติดต่อสื่อสารในรูปแบบ 2G ซึ่งถือเป็นยุคที่มีความเป็น Digital เข้าไป เครื่องของโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็มีขนาดเล็กลงเป็นอย่างมาก และก็สามารถสื่อสารมากกว่า Voice นั่นก็คือการสามารถรับส่ง Text หรือข้อความ SMS ได้ ในยุคนั้นเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เริ่มไหวตัวและคึกคักในการที่จะออกสินค้ามากมาย มีการใส่นวัตกรรมต่าง ๆ ที่อเนกประสงค์ในการใช้ชีวิตเพิ่มมากขึ้น เช่นคุณสมบัติที่สามารถเป็นเครื่องเล่นเพลง ฟังวิทยุ Download ring tone หรือว่าไฟฉายเป็นต้น ยิ่งในยุคหลัง ๆ ได้มีการพัฒนาโทรศัพท์ 2G ให้มีจอสีซึ่งสามารถแสดงกราฟิกสวยๆ สามารถมาใส่เป็น Wallpaper ได้ก็ยิ่งถูกใจวัยรุ่นเข้าไปใหญ่ ซึ่งสัญญาณที่ใช้ในการเชื่อมต่อข้อมูลจะเป็น GPRS และได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น EDGE ในยุค 2.5G

                ยุคต่อมาก็เปรียบเสมือนความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของโทรศัพท์เคลื่อนที่เช่นเดียวกันเพราะว่าเป็นยุคของ 3G นั่นเอง โดยเป็นการกำเนิดเกิดขึ้นของ Smartphone อย่างจริง ๆ จัง ๆ ทั้งการมาของ iPhone และเครื่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นมากก็คือมีการรับส่งข้อมูลแบบรวดเร็วชนิดที่ว่าใกล้เคียงกับ Internet บ้านเลย มีการออกแบบและใช้เทคโนโลยีของตัวเครื่องในแบบหน้าจอสัมผัส ซึ่งรองรับการทำงานของ Application ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สามารถติดต่อสื่อสารในรูปแบบ Video Call ได้อีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง

                แต่ก็ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะผู้พัฒนาต่าง ๆ ก็ได้มองไปถึงความรวดเร็วและความครอบคลุมที่มากขึ้นจึงได้มีการพัฒนาประสิทธิภาพการสื่อสารแบบ 4G ขึ้นมาด้วย และสิ่งที่ได้ก็คือการเข้าถึงมัลติมีเดียมีรวดเร็วและหลากหลายกว่ายุค 3G ทั้งการเล่นเกม ดูหนังฟังเพลงในแบบ Streaming รวมไปถึง Smartphone ในยุคนี้ก็จัดเต็มเรื่องประสิทธิภาพมากขึ้นชนิดที่เรียกได้ว่าบางคนถือไปเครื่องเดียวออกจากบ้านไปในเมืองก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายทั้งวันเลย

                และนี่คือเรื่องราวของ โทรศัพท์มือถือ นวัตกรรมเปลี่ยนโลกคู่คนยุคใหม่ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่มีความสนใจในเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารนะครับ

หัวเหว่ยมุ่งมั่นในการสร้าง ตอน 2

Huawei (หัวเหว่ย) Mobile Services (HMS) Ecosystem: สร้างสถิติด้วยการเป็นอีโคซิสเต็มแอปพลิเคชันที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของโลก HMS (Huawei Mobile Services) และ AppGallery เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ ด้วยแรงผลักดันจากผลงานของกว่า 1.8 ล้านนักพัฒนาทั่วโลก ปัจจุบัน HUAWEI AppGallery มีแอปพลิเคชันทั้งหมดรวมแล้วกว่า 96,000 แอปฯ ที่อยู่บนแพลตฟอร์ม HMS Core และมีผู้ใช้งานประจำกว่า 490 ล้านรายทั่วโลก นอกจากนั้นยังมีการดาวน์โหลด และใช้งานกว่า 2.61 แสนล้านครั้ง ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคม 2020

Huawei (หัวเหว่ย)

ภายในหนึ่งปี ส่วนหลักของแพลตฟอร์ม HMS Core 5.0 ที่นักพัฒนาสามารถเข้าถึงได้ มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 14 ชุด เป็น 56 ชุด และจำนวนของ APIs ได้ก้าวกระโดดจาก 885 ชุด เป็นจำนวนถึง 12,981 ชุด ครอบคลุม 7 ด้านหลัก ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างนวัตกรรม และทำให้กระบวนการพัฒนาง่ายมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น ชุดซีจี (CG Kit) ในบริการด้านกราฟิกที่ช่วยพัฒนางานกราฟิก คุณภาพของภาพ และประสบการณ์การรับชมภาพไปพร้อมกับการยกระดับประสิทธิภาพการแสดงผลในการเล่นเกม ชุดโลเคชั่น (Location Kit) ในประเภท App Services สามารถระบุตำแหน่งในระดับเซนติเมตรถึงมิลลิเมตรได้ถูกต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ใช้งาน

Huawei (หัวเหว่ย) ยังคงมุ่งมั่นที่จะเปิดให้เข้าถึงซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์หลักบนแพลตฟอร์มอย่างเต็มที่ ปัจจุบันมีส่วนซอฟต์แวร์หลักที่เปิดให้ใช้งานแล้ว ได้แก่ เบราเซอร์ การค้นหา แผนที่ การชำระเงิน และการโฆษณา เพื่อเร่งการเติบโตของนวัตกรรมในการพัฒนาแอปฯ นอกจากนั้นหัวเว่ยยังเปิดให้นักพัฒนาได้เข้าถึงส่วนฮาร์ดแวร์ ทั้งกล้องมาตรฐานระดับโลก แผนที่ AR เครื่องมือสื่อสารและรับ-ส่งสัญญาณ รวมไปถึงระบบความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว จากการเปิดให้เข้าถึงส่วนหลักของแพลตฟอร์มเหล่านี้ หัวเว่ยมีความตั้งใจจะสนับสนุนให้นักพัฒนาคิดค้นแอปพลิเคชันยุคใหม่ที่จะสร้างความแตกต่างและได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภค

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้มีการขยายการสนับสนุนออกไปในวงกว้าง เพื่อช่วยให้นักพัฒนาสามารถมองเห็นโอกาสทางธุรกิจทั้งในตลาดจีนและตลาดอื่นๆ ทั่วโลก โดยมีบริการให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ระบบการจัดการแบบท้องถิ่น (Localization) และแบบบูรณาการ (Integration) รวมถึงการให้บริการด้านการตลาดและแคมเปญ

นับจากนี้หัวเว่ยยังคงขยายการให้บริการสำหรับนักพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยหัวเว่ยกำลังสร้างห้องปฏิบัติการระดับโลกเพื่อสร้างความร่วมมือด้านอีโคซิสเต็มจำนวน 3 แห่ง ในประเทศรัสเซีย โปแลนด์ และเยอรมนี เพื่อเปิดให้นักพัฒนาจากทั่วโลกใช้งาน ทดสอบ และให้บริการในด้านการรับรองระบบอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งศูนย์บริการนักพัฒนาระดับโลกอีก 5 แห่งในประเทศโรมาเนีย มาเลเซีย อียิปต์ เม็กซิโก และรัสเซีย โดยให้บริการระบบในท้องถิ่น และแพลตฟอร์มที่จัดตั้งภายในประเทศเพื่อช่วยให้นักพัฒนาสามารถเติบโตและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

HUAWEI HiLink: บุกเบิกการเชื่อมต่อ การจัดการ และการแลกเปลี่ยนระหว่างอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) หมายถึง ระบบที่ทำลายกำแพงระหว่างอุปกรณ์ IoT โดยทำหน้าที่เป็นภาษากลาง สร้างแพลตฟอร์มหนึ่งเดียวที่อุปกรณ์ต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างง่ายดาย และมีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างไร้รอยต่อ

ในปี 2020 นี้ HUAWEI HiLink จะได้รับการพัฒนาใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การเชื่อมต่อ การปฏิสัมพันธ์ การปฏิบัติการ การบริการโซลูชั่น และการยืนยันตัวตน เป้าหมายคือการให้อุปกรณ์ IoT กว่าพันล้านชิ้นเชื่อมต่อกันได้ง่ายมากขึ้น สามารถจัดการและควบคุมได้สะดวกมากขึ้น และทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อเพื่อสร้างอีโคซิสเต็มของฮาร์ดแวร์สำหรับทุกสถานการณ์ จนถึงวันนี้ ผู้ใช้งานประจำ 50 ล้านรายได้ช่วยสร้างการใช้งานระหว่างอุปกรณ์กว่า 1 พันล้านครั้ง โดยมียอดดาวน์โหลดแอปฯ Smart Life รวมกว่า 400 ล้านครั้ง

รถยนต์เองก็เป็นหนึ่งในสาขาหลักของอุตสาหกรรม IoT แพลตฟอร์ม HiCar จะยังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ต่อไปในอนาคต ทุกวันนี้ HiCar ร่วมมือกับรถกว่า 150 รุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของรถได้สนุกกับประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบอัจฉริยะในอนาคตอันใกล้

หัวเว่ยมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตของอีโคซิสเต็มฮาร์ดแวร์ IoT โดยทุ่มเทกำลังให้การพัฒนา IoT ให้เป็นไปได้ง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการสร้างอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่สามารถใช้แพลตฟอร์ม HiLink ได้ ทำให้หัวเว่ยสามารถสนับสนุนคู่ค้าทางธุรกิจให้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม IoT ได้

HUAWEI Research: นวัตกรรม “แพลตฟอร์มการค้นคว้า” เพื่อโลกอนาคต การวิจัยของหัวเว่ยมุ่งเน้นไปที่การวิจัยตั้งแต่ต้นจนจบ โดยมีแพลตฟอร์มหลักสองส่วน ประกอบไปด้วย HUAWEI Research Kit และ HUAWEI Research Cloud สองสิ่งนี้ช่วยอำนวยความสะดวกในกระบวนการวิจัยเชิงนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ และเร่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พร้อมบ่มเพาะนวัตกรรมการพัฒนาแอพ รวมถึงบรรลุการเปลี่ยนแปลงทางผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้การทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น สถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ สถาบันนวัตกรรม องค์กรอุตสาหกรรม สถาบันทางการแพทย์ และพันธมิตรในอุตสาหกรรมอื่นๆ ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นกำลังสำคัญให้อุตสาหกรรมจากทุกภาคส่วนประสบความสำเร็จ

ในด้านสุขภาพ (Active Health Field) หัวเว่ยช่วยในการวิจัยสุขภาพหัวใจ โดยมีการตรวจสอบว่าข้อมูลการวิจัยด้านสุขภาพที่รวบรวมมานั้นถูกต้องและมีความหลากหลาย ส่วนด้านความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง (Travel Safety Field) โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ จะทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาดกับตัวรถยนต์ เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีการขับขี่ที่ปลอดภัยใหม่ๆ เช่น ระบบหลีกเลี่ยงการชนและการดูแลความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ ขณะที่เวลาอยู่บ้าน (Home Life Field) หัวเว่ยจะใช้ความสามารถในการตรวจจับแบบไร้สายที่เชื่อมต่อกับหลายอุปกรณ์ โดยมีฟีเจอร์ที่คอยอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้แก่ การตรวจจับการล้ม ตรวจสอบความผิดปกติในการหายใจ และยังสามารถระบุตำแหน่งเชิงพื้นที่ได้อีกด้วย

หัวเว่ยยังคงขับเคลื่อนระบบอีโคซิสเต็มทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้ก้าวไปข้างหน้า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปิดกว้างทางเทคโนโลยี และขยายประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้น เพิ่มขีดความสามารถให้กับนักพัฒนาและพันธมิตรทั่วโลกเพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ร่วมกัน

หัวเหว่ยมุ่งมั่นในการสร้าง

งานประชุม Huawei Developer Conference 2020 (Together) เริ่มขึ้นแล้ววันนี้ ณ ทะเลสาบซงซาน มณฑลกว่างตง ประเทศจีน และในขณะเดียวกัน หัวเว่ย โมบาย ประเทศไทย ก็ได้จัดงาน watch party สำหรับนักพัฒนาชาวไทยและพาร์ทเนอร์ของ หัวเหว่ย ที่โรงภาพยนตร์เอสเอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์

หัวเหว่ย

หัวเหว่ย ได้ประกาศการอัปเดตครั้งสำคัญหลายประการที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ บนเวที สำหรับ HarmonyOS 2.0, EMUI 11, HMS (Huawei Mobile Services), HUAWEI HiLink และ HUAWEI Research ซึ่งการพัฒนาโซลูชันเหล่านี้จะเสริมสร้างศักยภาพให้นักพัฒนาทั่วโลกและพาร์ทเนอร์ร่วมอีโคซิสเต็ม ให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่สร้างสรรค์และเหนือระดับไปอีกขั้นให้กับผู้ใช้งานได้

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายในงานถึง 6 ชิ้นด้วยกัน ซึ่งล้วนจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การใช้งานที่ครอบคลุมทุกสถานการณ์ของหัวเว่ย อันได้แก่ HUAWEI MateBook X, HUAWEI MateBook 14, HUAWEI WATCH GT 2 Pro, HUAWEI WATCH FIT, HUAWEI FreeBuds Pro และ HUAWEI FreeLace Pro

ตลอดระยะเวลาสามวันของงาน นักพัฒนาจากทั่วโลกจะมารวมตัวกันผ่านหลากหลายกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นของหัวเว่ย ไม่ว่าจะเป็นเวทีเสวนา Lakeside Talks, Tech. Sessions, Tech. Hour, Codelabs และอื่นๆ อีกมากมาย โดยกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้จะเปิดโอกาสให้นักพัฒนาได้พูดคุยสร้างเครือข่าย ทำงานร่วมกัน และร่วมสำรวจแนวทางต่างๆ เพื่อมอบประสบการณ์อัจฉริยะที่ครอบคลุมทุกสถานการณ์ให้กับผู้ใช้ทุกคน

“ความก้าวหน้าของหัวเว่ยในการพัฒนาอีโคซิสเต็มเกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนอย่างหนักแน่นจากนักพัฒนาและพาร์ทเนอร์ทั่วโลก หัวเว่ยจะเปิดกว้างเทคโนโลยีหลักที่สำคัญ รวมถึงศักยภาพของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ให้กับนักพัฒนาอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งทำงานร่วมกับพวกเขาเหล่านี้เพื่อขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมในอีโคซิสเต็มอัจฉริยะที่ครอบคลุมทุกสถานการณ์ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น” ริชาร์ด หยู (Richard Yu) กรรมการบริหารและซีอีโอ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป กล่าว “ดวงดาวยังส่องสว่างแม้ในค่ำคืนอันมืดมิดที่สุด นักพัฒนาทุกๆ คนล้วนเป็นเสมือนดวงดาว ซึ่งเมื่อรวมตัวกันก็จะเกิดเป็นรัศมีที่เปล่งกระกาย และจะส่องสว่างนำทางให้เรา”

HarmonyOS 2.0: โอเพนซอร์ซอย่างเป็นทางการ มาพร้อมระบบปฏิบัติการ HarmonyOS รุ่นเบต้าสำหรับมือถือ พร้อมเปิดให้นักพัฒนาภายในสิ้นปีนี้

หัวเว่ยได้ประกาศเปิดตัว HarmonyOS ระบบปฏิบัติการสำหรับการใช้งานที่ครอบคลุมทุกสถานการณ์ไปเมื่อปี 2019  นับตั้งแต่นั้นมาก็มีอุปกรณ์อีกมากมายที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับระบบดังกล่าว ช่วยให้ค้นหาอุปกรณ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เชื่อมต่อทันทีทันใด เกิดการทำงานร่วมกันของฮาร์ดแวร์ และเกิดการแบ่งปันทรัพยากรระหว่างสมาร์ทดีไวซ์หลายชิ้น วันนี้หัวเว่ยได้ประกาศเปิดตัว HarmonyOS 2.0 โดยเป็นการอัปเกรดศักยภาพที่มีอยู่เดิมอย่างรอบด้าน ซึ่งรวมถึงระบบส่งข้อมูลข้ามกันระหว่างซอฟต์แวร์ การจัดการข้อมูล และความปลอดภัย พร้อมกันนี้หัวเว่ยยังเปิดตัวกรอบความร่วมมือ UX (User Experience) ซึ่งจะทำให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ใหม่และผู้ใช้ใหม่จำนวนหลายสิบล้านได้อย่างรวดเร็ว

ด้วยการอัปเดตครั้งล่าสุดนี้ ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS จะกลายเป็น “โอเพนซอร์ซ” อย่างเป็นทางการ และนักพัฒนาจะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงโปรแกรมจำลองโทรศัพท์มือถือ (emulator)  ชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDK)  และเครื่องมือ IDE ที่ช่วยในการพัฒนาโปรแกรม ทั้งนี้ โครงการโอเพนซอร์ซซึ่งบริจาคให้กับมูลนิธิ OpenAtom จะเปิดตัวพร้อมกับ HarmonyOS รุ่นเบต้าสำหรับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเบื้องต้นมีกำหนดว่าจะเปิดให้นักพัฒนาจีนก่อนในช่วงสิ้นปี 2020 นอกจากนี้ ริชาร์ด หยู ยังได้ประกาศแผนธุรกิจของ HarmonyOS ระหว่างกล่าวบนเวทีว่า “ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายนนี้เป็นต้นไป

ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS จะเปิดให้ใช้งานสำหรับอุปกรณ์ IoT ที่มีหน่วยความจำ 128 กิโลไบต์ -128 เมกะไบต์ เช่น มาร์ททีวี สมาร์ทดีไวซ์สำหรับสวมใส่ (wearable) รถยนต์ เป็นต้น จากนั้นในเดือนเมษายน 2021 เราจะเปิดให้กับอุปกรณ์ที่มีหน่วยความจำ 128 เมกะไบต์ – 4 กิกะไบต์ และในเดือนตุลาคม 2021 ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS จะเปิดให้ใช้งานสำหรับอุปกรณ์ที่มีหน่วยความจำมากกว่า 4 กิกะไบต์ ขึ้นไป” ด้วยการทำงานได้บนหลายอุปกรณ์และหลายชิปประมวลผลพร้อมกันในระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ด้วยซอฟต์แวร์ EMUI 11 ที่ปล่อยออกมาใหม่นี้จะยกระดับการตอบสนองระหว่างดีไวซ์ให้เป็นได้มากกว่าแค่สมาร์ทโฟน โดยจะทำให้สมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ สามารถตอบสนองกับอุปกรณ์ IoT ที่ใช้ HarmonyOS ได้ ทำให้ผู้ใช้ได้สัมผัสประสบการณ์ที่ครอบคลุมทุกสถานการณ์และโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ อย่างการวิดีโอคอลด้วยกล้องของดีไวซ์อื่นที่จอใหญ่กว่า เช่น จากโดรนหรือสมาร์ทวิชั่น (โทรทัศน์) ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สัมผัสระหว่างสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์สมาร์ทโฮมที่ใช้ HarmonyOS ทำให้การฉายภาพขึ้นจอและการใช้งานอื่นๆ เป็นไปได้

โทรศัพท์ Samsung ราคา ไม่แพงก็มีคุณภาพดีได้

โทรศัพท์ Samsung ราคา

                Smartphone นั้นถือเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมและจำเป็นมาก ๆ ในชีวิตของใครหลายคนเลยทีเดียว เพราะว่าเป็นสิ่งที่รวบรวมการติดต่อสื่อสารความสะดวกสบายตลอดจนความบันเทิงต่าง ๆ อยู่ในเครื่องเดียว ซึ่งในอดีต Smartphone ที่สามารถทำงานได้อย่างไหลลื่นนั้นอาจจะต้องซื้อที่มีราคาค่อนข้างแพง ผิดกับในปัจจุบันนี้ที่ Smartphone นั้นมีราคาค่างวดที่ไม่แพงก็มีประสิทธิภาพที่มากพอที่จะทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้มากมายด้วย ซึ่ง โทรศัพท์ Samsung ราคา ก็มีหลากหลายแต่ว่าก็สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสมและครอบคลุมเลยทีเดียวถ้าหากสามารถเลือกได้อย่างถูกต้อง เรามาดูกันว่าการใช้งานแบบไหนเหมาะกับ Smartphone Samsung รุ่นใดกันบ้าง ไปดูกันได้เลยครับ

                1. ดู YouTube

                ในปัจจุบันนี้การชมคอนเทนท์หรือรายการต่าง ๆ นั้นแตกต่างจากแต่เดิมมากเพราะจากที่เคยดูในโทรทัศน์เปลี่ยนมาเป็นการดูในระบบของผู้ให้บริการอย่าง YouTube นั่นเอง ซึ่งเป็นศูนย์รวมของคลิปวีดีโอหลากหลายรูปแบบ แต่ว่าสามารถดูได้จากหลากหลายอุปกรณ์ ซึ่ง Smartphone ก็เป็นอุปกรณ์ที่สามารถนำมาดู YouTube ได้อย่างสะดวกสบายไม่ว่าจะที่ใดเลยทีเดียว ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็น Smartphone ในระดับที่มีราคาแพงก็สามารถที่จะดู YouTube ได้อย่างราบลื่นได้อีกด้วย ซึ่งสำหรับใครที่อยากจะใช้ Smartphone มาดู YouTube นั้นก็ขอแนะนำว่าควรจะเป็นรุ่นที่มีหน้าจอค่อนข้างใหญ่อย่างเช่น Samsung Galaxy M31s ซึ่งหน้าจอใหญ่ขนาด 6.5 นิ้ว เลยทีเดียว ซึ่งทำให้สามารถดูวิดีโอต่าง ๆ ได้อย่างเต็มตา ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถดูได้อย่างต่อเนื่องเพราะว่าจัดแบตเตอรี่มาให้ถึง 6,000mAh เลยทีเดียว เชื่อมต่อหูฟังได้ทั้งแบบมีสายและไร้สาย ในราคาไม่ถึงหมื่นนั่นเอง

                2. เล่นเกม

                การเล่นเกมกับ Smartphone นั้นเหมือนกับเป็นของคู่กันโดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน เพราะว่าเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานและสามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัยนั่นเอง แต่ว่าด้วยเกมที่มีอยู่หลายประเภทหลายผู้ผลิตก็ทำให้สเปคของ Smartphone ที่จะนำมาเล่นนั้นต้องดูให้ดี ในส่วนของ Samsung นั้นก็มี Smartphone ที่สามารถตอบโจทย์การเล่นเกมที่หลากหลายโดยที่มีราคาไม่แพงอย่างเช่น Samsung Galaxy S10e ที่ดูเหมือนจะเป็นน้องเล็กสุดแต่ก็ไม่หลุดประสิทธิภาพแบบตัวท็อปเพราะว่าสเปคนั้นค่อนข้างที่จะดีเลยทีเดียว เริ่มต้นที่หน้าจอที่สามารถถ่ายทอดกราฟิกที่สวยงามได้เป็นอย่างดีด้วยเทคโนโลยี Dynamic AMOLED ในหน้าจอที่มีขนาด 5.8 นิ้ว ใช้ความละเอียดที่ 1080 x 2280 พิกเซล รองรับความคมชัดแบบ HDR10+ CPU ให้ตัวแรงมาอย่าง Exynos 9820 (8 nm) กราฟิก Mali-G76 MP12 บวกกับความสุดยอดด้านเสียงจาก Dolby Atmos และ AKG sound ซึ่งทั้งหมดนั้นช่วยให้การเล่นเกมทั้งเกมพื้นฐานทั่วไปจนถึงเกมที่เน้นเรื่องกราฟิกก็สามารถที่จะรันได้เป็นอย่างดีเลย ดังนั้นใครที่เป็นเกมเมอร์ทั้งมือใหม่หรือมือเก่าก็ไม่ควรมองข้ามเลย

                และนี่คือ โทรศัพท์ Samsung ราคา ไม่แพงแต่ก็เต็มไปด้วยศักยภาพในการใช้งานในด้านต่าง ๆ อย่างครบครันที่เรามาแนะนำกัน น่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้ที่กำลังมองหาเลือกซื้อ Smartphone เครื่องใหม่ที่ราคาไม่สูงแต่ว่าตรงใจกันนะครับ

ราคาไอโฟน11 คุ้มค่ากับความบันเทิงเหล่านี้แน่นอน

ราคาไอโฟน11

            ถ้าหากว่าพูดถึงอุปกรณ์ที่อยู่คู่มือของใครหลาย ๆ คนในปัจจุบันนั่นก็คือ Smartphone นั่นเอง ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดีในหลาย ๆ ด้านนั่นเอง ซึ่งก็มีหลายรุ่นหลายราคาให้ได้เลือกซื้อเลือกใช้กันตามความสะดวก และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ไอโฟน11 (iPhone 11) ซึ่ง ราคาไอโฟน11 ที่ได้รับความนิยมนั้นถือว่าไม่ใช่ถูก ๆ แต่ว่าก็มีประสิทธิภาพที่ครอบคลุมการใช้งานต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความบันเทิงที่มีมากมายในปัจจุบันนั้นก็ไม่ขาดตกบกพร่องอย่างใด ซึ่งเราจะมาดูกันว่า ไอโฟน11 นั้นสามารถถ่ายทอดความบันเทิงอะไรได้บ้าง

                1. เล่นเกม

                แน่นอนว่าการเล่นเกมกับ Smartphone นั้นถือว่าเป็นความบันเทิงที่หลาย ๆ คนชื่นชอบทุกเพศทุกวัย เพราะว่าในปัจจุบันนั้นอุปกรณ์อย่าง Smartphone สามารถมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ตื่นตาตื่นใจให้มากยิ่งขึ้นกว่าแต่เดิมอย่างมากเลยทีเดียว โดยยิ่ง Smartphone มีความโดดเด่นในเรื่องของสเปคมากเท่าไหร่ก็ยิ่งสามารถประมวลผลกราฟิกและความไหลลื่นของเกมเพลย์ได้ดีขึ้นเท่านั้น โดย ไอโฟน11 นั้นต้องบอกว่าเป็น Smartphone ที่ได้รับการออกแบบมาให้สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างทันยุคทันสมัยกับเกมที่ถูกออกแบบมาในปัจจุบัน โดยเกมอย่าง ROV ที่เป็นที่นิยมในวงกว้างซึ่งมีเรื่องของกราฟิกต่าง ๆ ที่ค่อนข้างอลังการ อาศัยการควบคุมที่ค่อนข้างต้องใช้ความลื่นไหลพอสมควร ก็เรียกว่า ไอโฟน11 สามารถทำได้แบบสบาย ๆ เนื่องจากประสิทธิภาพของตัวเครื่องนั้นยืนอยู่บนพื้นฐาน CPU Apple A13 กับหน้าจอ Liquid Retina HD (IPS LCD) ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 1792 x 828 ที่สวยงาม ซึ่งสามารถใช้ได้ดีกับหลาย ๆ เกมอย่าง PUBG หรือ อีกหลาย ๆ เกมที่ได้พัฒนาไปให้ใกล้เคียงกับ Console นั่นเอง

                2. ดูหนัง

                การดูหนังหรือภาพยนตร์ในปัจจุบันรวมถึงซีรีย์นั้นเรียกได้ว่าสะดวกสบายกว่าเมื่อก่อนมาก เพราะว่ามี Smartphone ที่ช่วยให้ถ่ายทอดได้ทุกที่ทุกเวลาไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม ซึ่งสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ก็คือประสิทธิภาพและสเปคของ Smartphone นั่นเอง และ ไอโฟน11 ก็เป็นเหมือนกับตัวเลือกที่นิยมมาก ๆ สำหรับคนรุ่นใหม่ในการชมซีรีย์เลยทีเดียว เพราะว่าหน้าจอที่ใหญ่ขนาด 6.1 นิ้ว บน Liquid Retina HD (IPS LCD) ซึ่งนับว่าถ่ายทอดความสวยงามของแสง สี เสียง ออกมาได้อย่างครบถ้วน ถือว่าเป็น Gadget ที่คนนิยมในการดูหนังของยุคนี้นั้นควรมีติดตัวเอาไว้

                3. ฟังเพลง

                เสียงเพลงนั้นเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยขับกล่อมเรามานาน ซึ่งอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ในการนำมาฟังเพลงในปัจจุบันนั่นก็คือ Smartphone นั่นเอง และยิ่งในการฟังเพลงปัจจุบันนั้นได้เกี่ยวเนื่องกับระบบ Streaming ด้วยแล้ว Smartphone ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีประสิทธิภาพที่ค่อนข้างดีเพื่อการประมวลผลและทำงานได้อย่างไหลลื่นนั่นเอง ซึ่ง ไอโฟน11 ก็ถือว่าตอบโจทย์ด้วยประการทั้งปวงเพราะว่ามี CPU Apple A13 ทั้งนี้พื้นที่เก็บข้อมูลมีทั้ง 64, 128 และ 256 GB สามารถโหลดเพลงได้อย่างสบาย ๆ เลย

                และนี่ก็คือความบันเทิงที่คุ้มค่ากับ ราคาไอโฟน11 แน่ ๆ ซึ่งหวังว่าจะถูกใจทุกท่านกันนะครับ โดยช่วงนี้ก็เหมาะมาก ๆ ที่จะเป็นเจ้าของ ไอโฟน 11 กันนั่นเอง

11.11 Power Buy ขาช้อปรุ่นใหม่ควรมีอะไรต้องเตรียมใส่ตะกร้า

11.11 Power Buy

            เทศกาลช้อปปิ้งในช่วงปลายปีนั้นต้องบอกว่ามีมาให้ได้ขาช้อปได้เลือกซื้อเลือกใช้กันมากมายเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าสินค้าที่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่นั้นก็คือเรื่องราวของเทคโนโลยีซึ่งมีมากมายให้ได้เลือกซื้อไปใช้งานอย่างมากมาย ทั้งด้านโปรโมชั่นและราคาที่ไม่แพง ดังนั้นเมื่อถึงเทศกาล 11.11 Power Buy แล้วนั้น สินค้าเทคโนโลยีมากมายจึงรอให้คุณได้พบตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เราจะพาทุกท่านไปดูกันว่าสินค้าที่ถูกใจคนรุ่นใหม่ในหมวดเทคโนโลยีมีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง ไปดูพร้อม ๆ กันเลยครับ

                1. iPhone 11

                ในช่วงเวลานับ 10 ปีมานี้ iPhone จากผู้ผลิต Apple เป็นเหมือนอุปกรณ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้ Smartphone เป็นอย่างมาก ซึ่งในทุก ๆ ปีก็จะมีแต่ละรุ่นที่ออกมาสร้างกระแสด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับผู้ใช้อยู่ตลอดเวลา อย่างที่เพิ่งเปิดตัวกันไปในปี 2020 ก็จะเป็น iPhone 12 ที่ประสิทธิภาพมากมายช่วยให้ชีวิตของเราง่ายมากยิ่งขึ้น แต่ว่าในช่วงที่ iPhone 12 กำลังจะวางตลาดนั้นเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งให้ผู้ที่กำลังเล็ง iPhone 11 ที่เป็นรุ่นที่กำลังวางตลาดทั่วไปในปัจจุบันนั้นก็จะมีราคาที่ถูกกว่าเดิมและมีโปรโมชั่นมากมาย ยิ่งใกล้ช่วงเวลาแห่งการช้อปปิ้งในโลกออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควรพลาดที่จะทำการจับจองเป็นอย่างยิ่ง โดยสเปคโดยรวมของ Smartphone นี้คือ ใช้ชิปประมวลผล CPU A13 Bionic ใช้ Neural Engine รุ่นที่ 3 ในส่วนของหน้าจอ Liquid Retina HD ใหญ่จุใจขนาด 6.1 นิ้ว สามารถกันน้ำลึก 2 เมตร ได้ที่เวลา 30 นาที มาตรฐาน IEC 60529 กล้องหลัง 2 ตัว กล้องหน้า 1 ตัว ซึ่งทั้งหมดนี้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานในปัจจุบันนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นเตรียมตัวเป็นเจ้าของกันไว้ให้ดีนะครับ

                2. Nintendo Switch

                เกมเปรียบเสมือนสิ่งที่หลาย ๆ คนนิยมมาเป็นเวลานาน เครื่องเล่นเกมต่าง ๆ ก็ได้ถูดพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามเทคโนโลยีที่มีมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่า Nintendo Switch ก็เป็นเครื่องเล่นเกมที่ได้รับความนิยมในอันดับต้น ๆ ตอนนี้เลยทีเดียว เนื่องจากมีคุณสมบัติที่หลากหลายทั้งการเป็นเครื่องเล่นเกมแบบมือถือและสามารถเล่นในระบบคอนโซลได้เต็มรูปแบบ ซึ่งลูกเล่นต่าง ๆ ก็มีมากมายในระบบเกมเพลย์ที่สามารถใช้อุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ได้ โดยในตอนนี้ Nintendo Switch นั้นก็ได้มีออกมาให้ได้เลือกกันทั้งหมด 2 รุ่นทั้ง Nintendo Switch แบบตัวปกติที่สามารถแยกจอยออกมาเล่นเป็น 2 คนทั้งยังต่อออก TV ได้และอีกแบบก็คือ Nintendo Switch Lite ที่มาในขนาดที่เล็กและเบาแต่ว่าไม่สามารถเชื่อมต่อออก TV ได้นั่นเอง ซึ่งจุดเด่นของเครื่องนี้ก็มีทั้งความสวยงามของกราฟิกในแบบการเล่นกับโหมดมือถือที่ใกล้เคียงกับคอนโซลที่สุด กับการที่ผู้ผลิตเป็นค่าย Nintendo ซึ่งมีซีรีย์เกมที่ได้รับความนิยมมากมายไม่ว่าจะเป็น Mario, Pokémon หรือว่า Zelda ซึ่งทั้งหมดนั้นก็เป็นซีรีย์ที่สนุกสนานเป็นอย่างมาก

                นี่คือส่วนหนึ่งของสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่คุณจะขาดไปไม่ได้เลยสำหรับในช่วง 11.11 Power Buy ซึ่งถ้าเกิดว่าใครยังไม่มีนั้นก็เตรียมตัว Login หยิบใส่ตะกร้าไว้ได้เลย เมื่อถึงช่วงเวลานั้นแล้วจะได้เป็นเจ้าของกันอย่างง่าย ๆ

วิธีเลือกซื้อเพื่อที่จะได้เสาะหาอุปกรณ์ที่เหมาะกับตัวคุณ

วิธีเลือกซื้อเพื่อที่จะได้เสาะหาอุปกรณ์ที่เหมาะกับตัวคุณ และเพลิดเพลินกับ กล่องทีวีดิจิตอล ได้อย่างสบายๆ Set-top box อ่านว่า เซ็ต-ท็อป-บ็อกซ์ มีลักษณะทางกายภาพภายนอกเป็นกล่องลูกบาศก์สี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่หน้าตาคุ้นหน้าคุ้นตากันดีสำหรับคนที่ใช้ระบบทีวีดาวเทียมอยู่แล้ว หน้าที่หลักๆของมันคือรับสัญญาณดิจิตอลทีวี (หรือที่เรียกกันว่า DVB-T2) แล้วทำการแปลงออกเป็นภาพและเสียงไปโชว์บนจอทีวี ซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่ทีวีรุ่นเก่าๆ จะสามารถรับชมดิจิตอลทีวีได้แบบเต็มที่

กล่องทีวีดิจิตอล

ซึ่งถ้ามองไปในตลาดบ้านเรา ณ​ ตอนนี้ที่ผู้ผลิตหลายเจ้าพากันเข็นสินค้าออกมาขายอย่างหนักหน่วง ทำให้มี Set-top box มากมายหลายประเภทเกิดขึ้นมาสร้างความมึนงงให้กับผู้ใช้ดิจิตอลทีวีมือใหม่กันพอสมควร ทีมงานจึงจะขอแบ่งประเภทของเซ็ตท็อปบ็อกซ์ตามความสามารถออกเป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้

Audyssey Setup Microphone 1. Set-top box แบบเบสิก มีหน้าที่อย่างเดียวคือรับและแปลงสัญญาณแล้วส่งเป็นภาพกับเสียงออกไปโชว์บน จอทีวี เป็นแบบที่หาซื้อใช้งานได้ง่ายที่สุดรวมถึงได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีราคาถูกและตอบสนองการใช้งานขั้นพื้นฐานได้ครบ

Complete Menu 2. Set-top box แบบผสมมีเดียเพลเยอร์ สำหรับกล่องรับสัญญาณประเภทนี้จะถูกเพิ่มความสามารถในการเล่นไฟล์มัลติมีเดียเข้ามา อาทิ เช่น ไฟล์เสียง, ไฟล์ภาพ รวมไปถึงไฟล์วิดีโอต่างๆ ผ่านทางช่อง USB หลักการทำงานจะคล้ายๆกับ HD Player แต่สามารถรับสัญญาณดิจิตอลทีวีได้ โดยจะมีราคาสูงกว่าแบบแรกขึ้นมาหน่อย เหมาะกับคนที่ชอบความคุ้มค่า ซื้อ 1 ได้ถึง 2 อะไรประมาณนี้

Audyssey Setup Microphone 3. Set-top box แบบไฮบริด แน่นอนว่าก่อนที่จะมีระบบดิจิตอลทีวีเข้ามา หลายบ้านอาจจะได้ใช้บริการทีวีดาวเทียมอยู่แล้ว ครั้นจะทิ้งไปเลยก็เสียดายรายการโปรดที่อุตส่าห์ติดตามมานมนาน จึงเป็นที่มาของกล่องรับสัญญาณที่สามารถทำงานได้สองระบบ คือรับได้ทั้งสัญญาณดิจิตอลทีวี (DVB-T2) และสัญญาณดาวเทียม(DVB-S2) และเนื่องจากเป็นรุ่นท็อปสุดจึงเป็นที่แน่นอนว่ามันต้องพกพาเอาความสามารถในการเล่นไฟล์แน่นอน ความสามารถเยอะขนาดนี้ กล่องทีวีดิจิตอล ราคา สูงเป็นธรรมดา แต่ก็คุ้มค่าที่จะลงทุนเช่นเดียวกัน

หลักในการเลือกซื้อ Set-top box

หลังจากที่ได้รู้จักหน้าที่และประเภทของกล่องรับสัญญาณกันไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะหยิบกระเป๋าตัง(และคูปอง กสทช.)ออกไปหาซื้อมาใช้งานกันซักกล่อง สถานที่เป้าหมายก็คงหนีไม่พ้นห้างสรรพสินค้าและร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำที่มีอยู่ทั่วไทย ฉะนั้นก่อนที่จะไปโดนพนักงานขายกล่อม เรามาดูหลักการเลือกซื้อกันดีกว่า เพื่อที่จะได้ไม่พลาดจุดสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนจ่ายเงินไป

จุดที่หนึ่ง “สติ๊กเกอร์และสัญลักษณ์”

ในที่นี้หมายถึงสติ๊กเกอร์สองแบบที่ออกโดย กสทช. ซึ่งได้แก่สติ๊กเกอร์ตราครุฑอันเป็นสติ๊กเกอร์หลักและสติ๊กเกอร์ตัวมาสค็อต “น้องดูดี” ที่เป็นการการันตีว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก กสทช. เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะใช้งานร่วมกับระบบดิจิตอลทีวีของประเทศไทยได้อย่างเต็มระบบไม่มีตกหล่น

นอกจากนี้ ยังหมายถึงตราสัญลักษณ์สำคัญๆต่างๆ อย่างเช่น DVB-T2 ที่เป็นชื่อเรียกที่แท้จริงของระบบสัญญาณดิจิตอลทีวีของไทย ฉะนั้นก่อนจะซื้อเราก็ควรที่จะต้องดูก่อนว่า Set-top Box ตัวนี้สามารถใช้งานร่วมกับระบบ DVB-T2 ได้หรือไม่ เน้นว่าต้องเป็น DVB-T2 เท่านั้นนะ DVB-T เฉยๆก็ไม่ได้

จุดที่สอง “ช่องต่อ”

ปัญหาปวดหัวที่หลายคนต้องเจอคือควรจะเลือกกล่องที่มีช่องต่ออะไรบ้าง โดยส่วนใหญ่แล้วกล่อง Set-top box มักจะมาพร้อมกับช่อง HDMI ซึ่งตอนนี้กลายเป็นพอร์ตหลักๆในการใช้งานกับทีวีที่เป็นจอแบนทั้งหลายแหล่(LCD, LED, OLED, Plasma) แต่! หากบ้านใครยังใช้ทีวีตู้ใหญ่ดีไซน์คลาสสิคอยู่ก็อยากจะให้มองหาช่องต่ออะนาล็อคแบบรูปด้านล่างไว้ ถึงจะใช้งานกับทีวีของท่านได้

นอกจากนี้ ก็จะมีช่องอื่นๆอีก อาทิ เช่น USB ซึ่งเป็นการบอกอย่างเป็นนัยน์ๆว่ากล่องตัวนี้มีความสามารถในการเล่นไฟล์มัลติมีเดียได้ ซึ่งเข้าข่ายกล่องประเภทที่สอง ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นผม รวมไปถึงช่องต่อ Antenna หรือสายอากาศว่าสามารถใช้งานกับของที่บ้านได้หรือไม่ เกิดซื้อผิดมาล่ะก็วิ่งหาตัวแปลงกันแย่เลย

จุดที่สาม “หน้าปัด”

 หน้าปัดเป็นอีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรมองข้ามเพราะเมื่อดิจิตอลทีวีเดินหน้าเต็มระบบเมื่อใด ช่องฟรีทีวีจะมีเข้ามาให้คุณรับชมมากกว่า 48 ช่อง ซึ่งเยอะกว่าเดิมราว 10 เท่า ฉะนั้น ถ้าไม่มีหน้าปัดแสดงผลบอกสักนิดว่าตอนนี้เราอยู่ที่ช่องอะไร คงจะต้องเปลี่ยนช่องกันตาเหลือกกว่าจะถึงช่องที่เราต้องการชมแน่นอน แต่ว่าถ้าใครที่สามารถใช้งานอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ได้คล่องอยู่แล้วคงจะไม่ค่อยจำเป็น เพราะสามารถดูรายละเอียดได้ผ่านทาง EPG(Electronic Program Guide) ของตัวเครื่องบนจอทีวีได้นั่นเอง

จุดที่สี่ “ระยะเวลารับประกัน”

การรับประกันเป็นเรื่องสำคัญมากๆเวลาที่เราจะพิจารณาซื้ออะไรบางอย่าง เพราะเราไม่รู้ว่าสินค้าตัวที่ได้มานั้นอาจจะเป็นหนึ่งในหลายล้านตัวที่มีปัญหาจากการผลิตก็เป็นได้ ฉะนั้นยิ่งประกันยาวนานเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เราอุ่นใจได้มากขึ้นเท่านั้น อย่าลืมย้ำถามกับพนักงานขายด้วยนะ เพราะบางยี่ห้อก็อาจมีเทคนิคการขายที่ทำให้ระยะเวลาไม่เป็นดั่งโฆษณาก็เป็นได้

กล่องทีวีดิจิตอลระบบการส่งผ่านสัญญาณ

กล่องทีวีดิจิตอล หรือ ดิจิตอลทีวี คือ ระบบการส่งผ่านสัญญาณ ภาพ วิดิโอและเสียงในระบบดิจิตอลตั้งแต่ต้นทางเสาอากาศภาคพื้นดิน จนถึงทีวีบ้านเรา การส่งสัญญาณโทรทัศน์มีด้วยกัน สองแบบคือ Analog กับ Digital แต่เดิมนั้น ระบบอนาลอคค่อนข้างมีข้อจำกัดอยู่มาก เช่น หากทีวีอยู่ใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือแม่เหล็ก ภาพก็จะสั่นไหว เมื่อสัญญาณอื่นเข้าแทรกภาพก็จะเป็นจุด เป็นเส้น ไม่ชัดเจน เทคนิคการปรับให้ชัดเจนขึ้นอยู่กับบุคคลว่าจะจูนหาสัญญาณได้มากน้อยแค่ไหน หรือโทรทัศน์ที่รับสัญญาณอยู่ไกลจากตัวส่งสัญญาณมาก มีสิ่งปลูกสร้างหรือภูเขาบังก็จะรับสัญญาณไม่ได้

กล่องทีวีดิจิตอล

ระบบ กล่องทีวีดิจิตอล นั้นจึงถือว่าดีกว่าระบบอนาลอคทุกประการทั้งภาพที่คมชัดกว่า ไม่มีสัญญาณรบกวน หากรับสัญญาณได้ก็จะชัดเจน แต่ถ้าไม่ได้ภาพก็จะไม่ขึ้นเลย อีกทั้งอัตราส่วนต่อภาพที่ไม่ผิดเพี้ยน16:9 ซึ่งแต่ก่อนเป็น 4:3  ช่องให้รับชมก็มากกว่า จาก 24 ช่องฟรี เป็น 48 ช่องฟรี โดย ครึ่งหนึ่งเป็นของเอกชนและอีกครึ่งของรัฐบาล

การส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิตอลมีสองระบบ คือ DVB-T  (Digital Video Broadcasting – Terrestrial ) และ DVB-T2 (Digital Video Broadcasting – Terrestrial 2nd generation) ประเทศไทยนั้นใช้ระบบ DVB-T2 เป็นระบบที่ได้พัฒนามาจากตัวแรก โดยมีข้อดีกว่าคือ ช่องสัญญาณมากกว่าและมีความละเอียดสูง สามารถส่งแบบ HD หรือFull HD ได้ ระยะที่ส่ง ส่งได้ไกลกว่าเดิม แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะดูทีวีดิจิตอลได้

ใช้กล่องรับสัญญาณ Digital TV หรือ ( Set Top Box ) เป็นกล่องรับสัญญาณที่แปลงสัญญาณ ดิจิตอลที่ส่งมาเป็นอนาลอค นั่นหมายถึง คุณไม่ต้องซื้อทีวีใหม่ เพียงแค่คุณมีกล่องนี้ ไม่ว่าจะทีวีรุ่นไหนก็สามารถดูได้หมด โดยทีวีรุ่นใหม่หน่อย CRT / LCD TV / LED TV / PLASMA TV ถ้ามีช่อง HDMI เราสามารถเชื่อมต่อกับทางนี้เพื่อรับชมได้เลยหรือถ้าเป็นทีวีเก่าจอแก้ว ยังใช้สาย AV แดง ขาว เหลือง ก็เชื่อมต่อรับชมได้เช่นกัน

ใช้ทีวีที่มี Digital tuner แบบ DVB-T2 สำหรับท่านที่อยากเปลี่ยนทีวีใหม่ จอใหญ่ และบาง ก็สามารถเลือกซื้อทีวีที่รองรับระบบนี้ และรับชมได้โดยตรงไม่ต้องต่อสายอะไรให้ยุ่งยากอีกต่อไป

สำหรับผู้ที่ใช้ระบบดาวเทียม จานแดงหรือเหลือง ก็สามารถรับชมได้ปกติ ไม่ต้องปรับอะไรเพราะตัวจานได้ปรับสัญญาณไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา เรายังใช้ทั้งสองระบบทั้ง Analog และ Digital ควบคู่กันไป ซึ่งบางบ้านที่ไม่มี Digital TV ที่สามารถรับ DVB-T2 และยังไม่มี Set Top Box ก็ยังคงรับชมโทรทัศน์ได้ปกติ ผ่านการส่งสัญญาณแบบ Analog  ปัจจุบันรัฐบาลมีข้อตกลงว่าจะแพร่ภาพระบบ Analog และ Digital ควบคู่กันไป จนถึงปี 2563 หรืออีก ประมาณ 2 ปี

อุปกรณ์ไฟฟ้าอีกหนึ่งชิ้นที่เราทุกคนพบเจอกันในชีวิตประจำวัน คือสาย HDMI ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหลายแบบด้วยกันและในแต่ละแบบต่างก็มีเสียงใช้งานที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะซื้อสาย HDMI มาใช้วันนี้เราก็อยากชวนคุณมาทำความรู้จักกับสาย HDMI รูปแบบต่างๆ กัน โดยสายในแต่ละประเภทนั้น จะได้รับการทดสอบประสิทธิภาพอย่างเข้มงวดก่อน เมื่อผ่านการทดสอบแล้วก็จะได้รับใบอนุญาตให้ใช้โลโก้บนตัวสินค้าได้อย่างเต็มรูปแบบ แต่อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของสายนั้น ก็อาจมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็ได้ เช่นสายแบบ Standard อาจส่งสัญญาณได้มากถึง 1080 P ซึ่งจำนวนนี้ก็คือมากกว่ามาตรฐานนั่นเอง แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อาจส่งใช้กับสัญญาณภาพ 3D ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือสาย HDMI บางรุ่นบางเจ้าสายทำมาเพื่อให้รองรับกับปริมาณข้อมูลเกินมาตรฐาน ที่ได้กำหนดเอาไว้ทำให้มีความมั่นใจมาก ในการรับประกันต่อลูกค้าว่าไม่ว่าอุปกรณ์ของคุณจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือได้รับการอัพเกรดเป็นอย่างไร สายของ HDMI ก็ยังจะยังคงใช้งานได้อยู่ซึ่งถ้าคุณต้องการที่จะเลือกซื้อไปใช้งาน ก็ขอให้ลองพิจารณากันดูดีๆ เพื่อความคุ้มค่ากับเงินและระยะเวลาในการใช้