โทรศัพท์ oppo กับการกลับมามียอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทย

หลายปีก่อนหน้านี้ ถ้าให้พูดถึงโทรศัพท์มือถือที่สามารถกระตุ้นให้เราอยากไปซื้อได้นั้นคงจะมีอยู่หลัก ๆ แค่ 2 แบรนด์ คือ Apple และ Samsung สองยักษ์ใหญ่ในวงการมือถือ ที่ครองใจคนมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันตลาดโทรศัพท์มือถือได้ขยายมากขึ้นทำให้โทรศัพท์มือถือสัญชาติจีนเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Xiaomi, Huawei, และOppo เป็นเหตุให้สองยักษ์ใหญ่ที่ครองบัลลังก์ยอดขายอันดับ 1 และ 2 ต้องสั่นคลอนอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โทรศัพท์ Oppo” ที่สามารถทำยอดขายแทรง Samsung ไปได้ถึงสองไตรมาส คือในไตรมาสที่ 4/2018 และไตรมาสที่ 1/2019 ซึ่งเพียงแค่สองครั้งก็ทำให้เราฮือฮากันได้แบบสุด ๆ แล้ว แต่ที่พีคกว่านั้นคือล่าสุดในไตรมาสที่ 3/2019 ยอดขายได้กลับมาเป็นอันดับหนึ่งอีกครั้งแล้วเรียบร้อย…

โทรศัพท์ Oppo”

วิเคราะห์เบื้องลึก ทำไม Oppo ยอดขาย Oppo จึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

เป็นเรื่องที่น่าตกใจอยู่เหมือนกันที่ Oppo มียอดขายเป็นอันดับ 1 แซงยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung ไปได้ เรามาดูกันดีกว่าเพราะอะไรกัน Oppo จึงทำได้สำเร็จ  

  • ความเห็นของผู้พัฒนา

ผู้พัฒนาของ Oppo ได้กล่าวว่า สาเหตุที่สามารถทำยอดขายได้มาก เนื่องจากนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ Oppo ใส่เข้ามา ซึ่งความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้บริโภคได้ ไม่ว่าจะเป็นการที่กล้องหน้าสามารถเด้งขึ้นมาได้ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำใคร เลนส์ที่สามารถซูมได้ 10 เท่า และเทคโนโลยีชาร์จไว โดยทั้งหมดนี้ผู้พัฒนาได้ขิงว่าได้ใช้ทุนวิจัยนวัตกรรมเหล่านี้ไปถึง 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐกันเลยทีเดียว

  • บริการหลังการขายแบบจัดเต็ม

สาเหตุที่ทำให้ Oppo ประสบความสำเร็จอีกอย่างคาดว่าน่าจะเป็นการบริการหลังการขายที่ทาง Oppo ดูแลลูกค้าดีมาก ๆ โดยมีประกันแบบซ่อมด่วน 1 ชม. และยังมีบริการรับ-ส่งถึงมือลูกค้าอีกด้วย

  • Huawei ได้รับผลกระทบจากการทำสงครามทางการค้ากับ America

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Oppo ยอดขายเพิ่มมากขึ้นเพราะแบรนด์จากเพื่อนร่วมชาติอย่าง Huawei ที่กำลังมียอดขายดีมาก ๆ ในประเทศไทยเกือบโดนสหรัฐแบนและไม่อนุญาตให้นำบริการจาก Google ไปใช้งาน ถึงแม้ว่าสหรัฐจะประกาศว่าได้เลื่อนเวลาแบน Huawei ออกไปแต่อย่างไรก็ตามยอดขาย Huawei ก็ตกลงอย่างน่าใจหาย นอกจากนี้รุ่นล่าสุดอย่าง Mate 30 Pro ก็ไม่มีบริการจาก Google มาให้ใช้งาน ลูกค้าต้องนำไปลงด้วยตัวเอง จึงทำให้หลาย ๆ คนหลีกเลี่ยงแบรนด์นี้ไปแล้วหันไปใช้แบรนด์อื่น ๆ แทนนั่นเอง

  • ลูกค้าบอกต่อ ๆ กัน

แน่นอนว่าเมื่อโทรศัพท์มีคุณภาพ ทำให้ลูกค้าที่ซื้อไปเกิดการบอกต่อให้คนอื่น ๆ นั่นเอง ซึ่งเป็นปัจจัยต่อเนื่องมาจากการที่ Huawei กำลังจะโดนแบนอีกด้วย

โดยรวมแล้วสาเหตุที่ทำให้ “โทรศัพท์ Oppo” กลับมามียอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทยได้อีกครั้ง คือการที่พวกเขาไม่หยุดที่จะพัฒนานวัตกรรมของตัวเอง และดูแลลูกค้าดีมาก ๆ จนทำให้เกิดการบอกต่อ ๆ กันเป็นวงกว้าง และอยู่ในช่วงที่ Huawei อยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ทำให้ Oppo ครองอันดับ 1 ในประเทศไทยไปได้นั่นเอง 

หลังจากนี้เราคงต้องมาดูกันต่อว่าในไตรมาสหน้า Oppo จะรักษาตำแหน่งของตัวเองไว้ได้หรือไม่ พวกเขาจะเดินหมากต่อไปอย่างไร Samsung จะงัดไม้เด็ดอะไรมาสู้กับ Oppo และ Huawei จะกลับมามีบทบาทได้มากน้อยแค่ไหนในไตรมาสหน้า นับว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามเป็นอย่างมาก

เครื่องซักผ้า LG รุ่นไหนดีในปี 2019 ที่น่านำมาใช้งาน

สินค้าจากแบรนด์ LG ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานในประเทศไทยมาหลาย 10 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เครื่องซักผ้า LG” ที่หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงเป็นอันดับแรก เนื่องมาจากคุณภาพระดับพรีเมี่ยมนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันก็มีทั้งแบบฝาบน และฝาหน้าให้คุณได้เลือกใช้งานอย่างมากมาย จึงเป็นให้หลายคนกังวลใจว่าจะซื้อ “เครื่องซักผ้า LG” รุ่นไหนดี ในครั้งนี้ ผมจึงได้นำ 5 เครื่องซักผ้าของแบรนด์นี้มาแนะนำเพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

เครื่องซักผ้า LG

LG รุ่น WP-1400ROT

ขอเปิดตัวด้วยเครื่องซักผ้าฝาบนคุณภาพเยี่ยมกันก่อนเลยนะครับ โดยในรุ่นนี้มาพร้อมกับจานซักแบบ Roller Jet Punch +3 ที่ทาง LG เขาบอกเอาไว้ว่าสามารถขจัดคราบสกปรก และถนอมผ้าได้เป็นอย่างดี มีเทคโนโลยีพลังน้ำวนแบบเกลียวหรือ Wind Jet Dry ที่ช่วยให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นและป้องกันไม่ให้ผ้าพันกัน นอกจากนี้ยังมี Anti-Bacteria filter ที่ช่วยป้องกันเชื้อราแบคทีเรียได้ ตัวถังเป็นเรซินคุณภาพสูง ทนทาน ไม่เป็นสนิม เท่านั้นยังไม่พอยังให้การรับประกันมานานถึง 3 ปีกันเลยทีเดียว ทั้งหมดนี้เสนออยู่ในราคา (ปัจจุบัน )ประมาณ 6,990 บาท ถ้าซื้อตอนลดราคาเยอะ ๆ บอกเลยว่าคุ้มมาก ๆ 

LG รุ่น T2512VSAM

มาต่อกันด้วยเครื่องซักผ้านบนที่ต้องบอกว่าความคุ้มค่าพอ ๆ กับ รุ่น WP-1400ROT โดยในรุ่นนี้มาพร้อมกับระบบการซักแบบ Inverter ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซัก เพิ่มความทนทาน และช่วยประหยัดพลังงาน มีระบบการซักแบบใหม่ 3 Motion ให้คุณเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับความสกปรกของเสื้อผ้าได้เหมาะสมที่สุด มี TurboDrum™ และจานซักแบบ Power Punch +3 ที่ช่วยให้ผ้าสะอาดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมี Auto Pre-Wash ที่จะช่วยขจัดคราบฝังลึกได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย เสนอราคา (ปัจจุบัน) อยู่ที่ประมาณ 8,890 บาท

LG รุ่น T2514VS2W

ยังคงอยู่ที่เครื่องซักผ้าฝาบนโดยในรุ่นนี้ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่มีความคุ้มค่ามาก ๆ โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยี Smart Inverterช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซัก ความทนทาน และช่วยประหยัดพลังงานได้ดียิ่งขึ้น และถังซักหมุนสามารถหมุนได้ 3 รูปแบบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซักและถนอมผ้า มี

เครื่องซักผ้ารุ่นนี้มี TurboDrum™ จานซักแบบ Power Punch +3 และ Auto Pre-Wash เช่นเดียวกับรุ่น T2512VSAM โดยมีคุณสมบัติไม่แตกต่างกัน แต่ในรุ่นนี้จะมี Side Water หรือระบบน้ำตกที่ช่วยให้ผงซักฟอกกระจายเข้าสู่เนื้อผ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น น

อกจากนี้ยังมี BMC System ที่ทำให้มอเตอร์มีความทนทานและทำให้เสียงเครื่องเบาและสั่นสะเทือนน้อยลงอีกด้วย ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะมีเสียงดังรบกวน และสุดท้ายคือแอพพลิเคชั่น Smart Diagnosis™ ที่ทำให้คุณสามารถเช็กอาการของเครื่องซักได้เบื้องต้นเลยว่าเป็นอะไร โดยไม่ต้องตามช่างมาดูทุกครั้ง คุณทั้งหมดนี้สามารถเป็นเจ้าของได้ด้วยราคา 14,900 บาทเท่านั้น เป็นอีกรุ่นที่น่าจับตามองมาก ๆ

LG รุ่น F1408DM2W1

ถ้าใครกำลังมองหาเครื่องซักผ้าฝาหน้าที่ทำงานได้อย่างเงียบกริบ ไม่ส่งเสียงดังมากนัก ต้องรุ่นนี้เลย สำหรับตัวมอเตอร์เองก็นับว่าทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก ๆ ด้วยระบบการเคลื่อนที่ของถังซักแบบหมุนรอบทิศทางถึง 6 ทิศทาง (6 Motion Direct Drive) ของตัวมอเตอร์ทำให้มีพลังในการซักเพิ่มมากยิ่งขึ้นส่งผลให้การซักสะอาดมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ทำให้ผ้าไม่พันกัน และถนอมใยผ้าได้เป็นอย่างดี เป็นการถนอมเสื้อผ้าที่เราใส่ไปในตัว คงถูกใจพ่อบ้านแม่บ้านสายแบรนด์เนมอย่างแน่นอน

นอกจากนี้คราบหนัก ๆ เช่น คราบเลือดหรือคราบหมึกก็สามารถซักออกได้สบาย ๆ ได้อีกด้วย แต่ที่พิเศษจริง ๆ คือ แอพ Smart Diagnosis™ ที่ใช้ในการตรวจสอบสภาพความผิดปกติของเครื่องซักผ้าได้อีกด้วย และไม่ต้องกังวลว่าจะกินไฟ เพราะเขาได้โฆษณาไว้ว่าสามารถประหยัดพลังงานไปได้ถึง 35 เปอร์เซ็นต์กันเลยทีเดียว สำหรับการรับประกันของตัวมอเตอร์นั้นให้มาถึง 10 ปีเต็มเลย ซึ่งถือว่านานมาก ๆ โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้เสนออยู่ในราคาราว 27,900 บาท อาจจะราคาสูงไปสักหน่อย แต่สิ่งที่ให้มานับว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

LG รุ่น FG1612H2W

สำหรับเครื่องซักผ้าฝาหน้ารุ่นนี้ถือว่าเป็นพระเอกในการีวิวครั้งนี้เลยก็ว่าได้เพราะมีคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ครอบคลุมสุด ๆ โดยจะขอเริ่มจากตัวมอเตอร์ โดยจะคล้ายคลึงกับรุ่น F1408DM2W1 คือเป็นระบบการเคลื่อนที่ของถังซักแบบหมุนรอบทิศทางถึง 6 ทิศทาง (6 Motion Direct Drive) ทำให้การผ้าสะอาดมากยิ่งขึ้นและเป็นการถนอมผ้าไปในตัว

ในรุ่นนี้มีเทคโนโลยีที่เรียกว่า TrueSteam™ ทำให้กำจัดสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพถึง 99.99 % กันเลยทีเดียว และยังมี Allergy Care, Steam Refresh และ Steam Softener™ ช่วยป้องเชื้อโรคให้กับคุณอีกด้วย แน่นอนว่ามอเตอร์ทำงานเบามาก ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเสียงดังรบกวน 

เครื่องซักผ้ารุ่นนี้ยังสามารถซักผ้าและอบผ้าภายในเครื่องเดียว สะดวกสบายมาก ๆ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี Eco Hybrid ที่มีโหมดให้คุณเลือกว่าจะใช้การอบผ้าแบบนไหน 2 ตัวเลือก ถ้ากด Eco Dry จะทำการอบโดยไม่ใช้น้ำทำให้คุณประหยัดน้ำได้ถึง 4,774 ลิตรต่อปี ส่วนการอบผ้าแบบปกติจะสามารถอบได้ไวกว่าเครื่องซักผ้าปกติ โดยประหยัดได้มากถึง 22,000 นาทีต่อปีกันเลยทีเดียว 

ตอนที่คุณซักผ้าในบางครั้งคุณอาจลืมและเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีผ้าที่ยังไม่ได้ซักอีก คุณสามารถหยุดกลางคันโดยการกดปุ่ม Add Item ได้เลย และจากนั้นสามารถซักต่อได้เลย และสุดท้ายที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของ LG เลย คือ เครื่องซักผ้าสามารถเชื่อมกับแอพ LG SmartThinQ™

ทำให้คุณสามารถสั่งใช้งานและตรวจสอบเครื่องซักผ้าของคุณได้ทุกที่ และดาวน์โหลดโปรแกรมซักใหม่ ๆ ได้อีกด้วยทั้งหมดนี้เสนออยุ่ในราคา 49,990 บาท

หวังว่าหลาย ๆ คนคงจะพอตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องซักผ้าที่โดนใจและตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานของตัวเองได้แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรดูความจุเอาไว้ด้วยว่า เพียงพอต่อการใช้งานหรือเปล่า เพราะถ้าใส่เสื้อผ้าที่มีน้ำหนักมากเกินไป อาจทำให้เครื่องชำรุดได้…

พร้อมหรือยังกับ 5G ในไทย?

“Oppo”

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราจะได้ยินคำว่า 5G กันมาสักพักแล้ว ซึ่งรายแรกของโลกที่ได้เปิดตัว และเริ่มใช้กันไปแล้วก็คือ ประเทศเกาหลีใต้นั่นเอง ซึ่งเกาหลีใต้ขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่แล้ว และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว 5G จะเข้ามีบทบาทในส่วนของสมาร์ทโฟนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นด้าน iOS อย่าง Apple หรือจะเป็นด้าน Android อย่างเช่น Samsung, “Oppo”, Huawei และอีกหลากหลายแบรนด์เลยทีเดียวที่กำลังจ่อลงวางตลาดสำหรับ 5G แต่ไม่เพียงแต่สมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ เช่น รถอัจฉริยะที่สามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง หุ่นยนต์อุตสาหกรรม อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เป็นต้น อีกทั้งอุปกรณ์ทุกชนิดที่เชื่อมอินเตอร์เน็ตได้ (Internet of Things หรือ IoT)

ย้อนกลับไปยังยุคแรกๆ สมัย 1G ซึ่งในขณะนั้น เราจะติดต่อสื่อสารกันเพียงเสียงผ่านมือถือระบบอนาล็อก ต่อมาเริ่มส่งข้อความ และ MMS กันได้ในยุคของ 2G และได้มีจุดเปลี่ยนที่เห็นได้อย่างชัดเจนน่าจะเป็นยุคของ 3G ที่เป็นยุคที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านมือถือได้ด้วยความเร็วที่ 220 Kbps ถึง 42.2 Mbps จนกระทั่งเข้าสู่ยุค 4G ซึ่งเป็นยุคที่เราสามารถรับชมภาพ เสียง หรือเนื้อหาอย่างหนังออนไลน์ได้ โดยมีความเร็วที่คุณสามารถเลือกได้หลากหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็น 4G LTE (100 Mbps), LTE Advanced (1 Gbps)

และในปัจจุบันเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค 5G กันแล้ว ซึ่งหลายท่านต่างสงสัยกันว่าแล้วมันต่างกับ 4G อย่างไร โดยประการแรกเลยคือ 5G จะมีศักยภาพ และการทำงานที่รวดเร็วทั้งภาพและเสียงมากกว่า 4G ถึง 1,000 เท่า อีกทั้งยังสามารถตอบสนองไวมากกว่าเดิม สั่งการและควบคุมได้อย่างรวดเร็วทันใจ เนื่องจากมีความหน่วงที่ต่ำ ตอบสนองได้ไวถึง 1 ส่วนพันวินาที ไม่ว่าจะเป็นหนัง เกม หรือการดาวน์โหลด อัพโหลด ข้อมูลขนาดใหญ่ ก็สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงอย่าง 5G เพื่อเป็นการประมวลผลที่รวดเร็ว นับได้ว่าเป็นการตอบโจทย์ให้กับนักพัฒนาเทคโนโลยี AR และ VR ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังรองรับการรับส่งข้อมูลได้มากกว่า 4G ถึง 7 เท่า หรือ 50 Exabytes ต่อเดือน ในขณะที่ 4G สามารถรับส่งข้อมูลได้เพียงแค่ราว 7.2 Exabytes ต่อเดือนเท่านั้น อีกทั้งยังมีความเร็วมากกว่า 4G ถึง 20 เท่า ซึ่งเร็วมากพอที่จะสามารถรับชมวิดีโอระดับ 8K ออนไลน์แบบ 3 มิติ หรือดาวน์โหลดภาพยนตร์ 3 มิติ ได้ภายใน 6 วินาทีเลยทีเดียว รวมไปถึงยังมีความถี่ให้เลือกใช้ได้มากก่า โดย 5G สามารถใช้งานคลื่นความถี่ได้จนถึง 30GHz ซึ่งเป็นความถี่ย่านใหม่ที่ไม่เคยมีการใช้งานมาก่อน และยังรองรับจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 10 เท่า จากที่สามารถรับคนได้ราว 1 แสนคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. กลายเป็น 1 ล้านคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. ซึ่งถือว่ารองรับได้มากเลยทีเดียว

โดยในปี 2020 อย่างที่ได้ทราบกันอยู่แล้วในประเทศไทยเองมี 3 เครือข่ายเจ้ายักษ์ใหญ่ อย่าง AIS, TrueMove H, และ dtac ที่ได้ครอบครอง ซึ่งเราอาจจะได้ใช้ 5G กันแน่ๆ แต่คนไทยเราพร้อมที่จะใช้งาน 5G กันแล้วหรือยัง แต่ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่ต้องมีคือสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G ซึ่งตอนนี้มีหลายรุ่น หลายแบรนด์เลยทีเดียว  ไม่ว่าจะเป็น Samsung, “Oppo”, Huawei และอื่นๆ อีกมากมายให้คุณได้เลือกใช้กัน

คลายร้อนให้อารมณ์เย็นๆ กับพัดลมแอร์

พัดลมแอร์ราคา

อากาศของเมืองไทยคงจะทำให้หลายคนประสบปัญหาเดียวกันเพราะไม่ว่าจะฤดูไหนก็จะพบกับอากาศร้อนอบอ้าวอยู่เป็นประจำ ดังนั้น การมีพัดลมภายในบ้านจึงถือว่าเป็นเหมือนยาสามัญประจำบ้านที่ทุกครัวเรือนต้องมีติดไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดนี้แบ่งได้เป็นหลายประเภท เช่น แบบตั้งโต๊ะ แบบตั้งพื้น  และแบบแขวนนัง แบบไอน้ำ แบบไอเย็น หรือ พัดลมแอร์ราคา ไม่แพง เที่กำลังดังๆ เป็นต้น ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีหลักการทำงานที่คล้ายคลึงกัน

และอีกหนึ่งทางเลือก จาก พัดลมแอร์ราคา จับต้องได้ หรือที่เราเรียกกันว่าพัดลมไอเย็น ที่ต้องเกริ่นก่อนว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อของ พัดลมไอเย็นและพัดลมไอน้ำ แต่ยังไม่รู้จักว่า พัดลมไอเย็น พัดลมไอน้ำคืออะไร และต่างจากพัดลมทั่ว ๆ ไปตรงไหน

พัดลมไอเย็น คือพัดลมที่ทำงานผ่านระบบ Evaporative Cooling Systems หรือการดึงความร้อนจากอากาศผ่านแผ่นทำความเย็น ซึ่งเมื่อสัมผัสกันจะทำให้น้ำระเหยและแปรเปลี่ยนเป็นไอเย็นที่ส่งผ่านออกมา ช่วยให้อุณหภูมิภายในห้องลดลงได้

พัดลมไอน้ำ ต่างจากพัดลมไอเย็นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเมื่อเปิดใช้งานจะมีการพ่นเอาไอน้ำออกมา ลักษณะคล้ายหมอก แต่มีความละเอียดน้อยกว่า ในปัจจุบันจะเห็นว่ามีการใช้พัดลมชนิดนี้กันมากขึ้น ทั้งภายในและภายนอกของอาคาร สามารถประยุกต์เอามาดัดแปลงให้มีรูปร่างเป็นรางที่สามารถพ่นไอน้ำ

พัดลมไอเย็น กับ พัดลมไอน้ำ ต่างกันอย่างไร

เป็นเพราะชื่อเรียกใกล้เคียงกัน หลายคนจึงคิดว่า พัดลมไอเย็น และ พัดลมไอน้ำ จะมีการใช้งานแบบเดียวกัน หรือบางคนอาจจะคิดว่าเป็นชนิดเดียวกันเลยก็มี ซึ่งที่จริงแล้ว พัดลมไอเย็น กับ พัดลมไอน้ำ ไม่ใช่ชนิดเดียวกัน และมีความแตกต่างกัน ดังนี้

พัดลมไอน้ำ จะทำงานโดยการพ่นละอองน้ำออกมาแล้วใช้พัดลมเป่าให้ละอองน้ำกระจายตัว จึงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการความชื้น เช่น โรงเพาะชำ หรือที่โล่งแจ้ง แต่อาจไม่เหมาะกับที่อับ เช่น ภายในบ้าน หรือโรงอาหาร เป็นต้น

พัดลมไอเย็น จะทำงานด้วยการดึงความร้อนของอากาศผ่านแผ่นทำความเย็น จนน้ำระเหยออก เหลือไว้เพียงอุณหภูมิที่ลดลง จึงทำให้พื้นที่โดยรอบรู้สึกเย็นสดชื่น โดยไม่มีความชื้นในอากาศ ซึ่งเหมาะกับบ้านพักอาศัยมากกว่า

การใช้พัดลมไอน้ำช่วยคลายร้อนในช่วงฤดูร้อนนั้น สามารถใช้ได้ ละอองไอน้ำจากพัดลมจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ แต่อย่างไรก็ตามก็ควรใช้พัดลมไอน้ำชนิดนี้ในที่โล่งแจ้ง เนื่องจากระบบอากาศหมุนเวียนถ่ายเทได้ดี และไม่เหมาะที่จะใช้ในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว เนื่องจากในอากาศมีความชื้นสูงอยู่แล้ว

ดังนั้น ข้อสำคัญอย่างยิ่งเลย คือไม่ควรนำพัดลมแบบไอน้ำมาใช้ในห้อง ซึ่งมีพื้นที่มิดชิด อากาศถ่ายเทไม่ดี ไม่แนะนำให้ใช้ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มความชื้นในห้องให้สูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ที่ป่วยอยู่แล้วโดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งขณะนี้มีส่วนหนึ่งที่พักฟื้นที่บ้าน ส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุ

รวมทั้งผู้ที่เป็นโรคทางเดินหายใจอยู่แล้ว เช่น เป็นไข้หวัด อาจเสี่ยงทำให้เกิดโรคปอดบวมได้ หากจำเป็นต้องใช้พัดลม แนะนำให้ใช้พัดลมธรรมดาทั่วไป เพราะไม่เพิ่มความชื้นในห้อง

เทคนิคการเลือกเครื่องเสียงติดรถยนต์แบบโดน ๆ

"แท็บเล็ต samsung"

สำหรับบางคนเสียงเพลงคือสิ่งที่สามารถอยู่กับเราได้ในทุกที่และสามารถเป็นเพื่อนกับเราได้ในทุกอารมณ์ แม้กระทั่งในรถยนต์นั้นก็ไม่พลาดที่จะต้องมีเครื่องเสียงที่ดีเอาไวขับกล่อมเวลาที่โลดแล่นอยู่บนท้องถนน ซึ่งวิวัฒนาการของเครื่องเสียงภายในรถยนต์นั้นก็พัฒนามาอย่างยาวนานตั้งแต่เป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ทจนมาถึงระบบไร้สายที่สามารถใช้สมาร์ทดีไวซ์อย่าง“แท็บเล็ต samsung” เชื่อมต่อและเปิดเพลงในระบบสตรีมมิ่งได้

โดยเทคโนโลยีสำหรับเครื่องเสียงรถยนต์ในปัจจุบันนั้นไม่ได้มีเพียงแค่สเปคเดียว แต่ว่ามีให้เลือกมากมายเพื่อความเหมาะสมของผู้ใช้แต่ละคน บางคนก็พอใจกับเครื่องเสียงที่แถมมากับรถแต่บางคนก็ต้องการเสียงและระบบที่เพิ่มมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ซึ่งใครที่คุ้นเคยกับอุปกร์เหล่านี้อยู่แล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่เป็นความสนุกสนานที่จะได้ปรับเปลี่ยนชุดเคลื่องเสียงออกมาให้ได้ในสไตล์ของเรา

แต่ถ้าใครเป็นมือใหม่สำหรับวงการนี้แล้วล่ะก็อาจจะงงและมึนเมื่อได้เห็นอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มากมายทั้งยังมีในเรื่องของสเปคที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราจะพาผู้ที่เพิ่งเข้าวงการในเรื่องของเครื่องเสียงรถยนต์ทุกท่านไปรู้จักกับเทคนิคการเลือกเครื่องเสียงติดรถยนต์ให้โดนใจใช่เลยกันครับ

1. ศึกษาข้อมูลก่อนซื้อ

เริ่มต้นก่อนเลยเราอยากให้คุณทำความคุ้นเคยกับเครื่องเสียงติดรถยนต์ให้ได้มากที่สุดก่อน เนื่องจากในท้องตลาดนั้นมีหลายแบรนด์หลายราคา และผู้ผลิตก็มาจากหลากหลายประเทศทั้ง อเมริกา ยุโรป จีน และไทย เป็นต้น

ซึ่งแต่ละแบรนด์นั้นก็จะมีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นแนวเสียงและรูปแบบการใช้งาน  โดยการศึกษาหาข้อมูลในปัจจุบันนั้นมีช่องทางที่หลากหลายมาก ๆ เช่นจะใช้วิธีแบบคลาสสิคอย่างเปิดแม็คกาซีนที่เกี่ยวกับเครื่องเสียงหรือการตกแต่งรถยนต์ ดูแคตตาล็อกที่มีวางตามร้านขาย หรือจะหาข้อมูลบนเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ดเกี่ยวกับอุปกรณ์ดังกล่าวก็ได้ อย่างน้อยที่สุดเราจะได้รู้ถึงข้อมูลต่าง ๆ ในเบื้องต้นก่อนจะไปลองดูของจริง

2. เลือก เฮดยูนิต (Head Unit)

เป็นอุปกรณ์ที่ควรต้องใส่ใจและให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ เพราะว่าเป็นแหล่งต้นกำเนิดของคุณภาพเสียงเลย โดยในอดีตจะนิยมติดตั้งเป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ท ซีดี และ ดีวี ตามลำดับ แต่ในปัจจุบันได้ถูกปรับเปลี่ยนให้สามารถรองรับการเล่นไฟล์เสียงในรูปแบบดิจิตอลได้มากขึ้น ทั้งแบบออดิโอหรือวีดีโอ โดยสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างเช่น เครื่องเล่น MP3, USB หรือ SD CARD ได้ และในปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีไร้สายเข้ามาก็สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทดีไวซ์ต่าง ๆ ผ่านสัญญาณไร้สายอย่างเช่น BLUETOOTH ผ่านอุปกรณ์อย่างเช่น“แท็บเล็ต samsung” ได้ง่าย ๆ ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้เป็นอย่างมาก ซึ่งควรเลือกแล้วแต่ความต้องการและงบประมาณของผู้ใช้

 3. เลือก เพาเวอร์แอมป์ (Power Amp)

ควรเลือกจากจำนวนลำโพงในรถ ถ้าเกิดว่ามีลำโพงทั้งชุดหน้าและหลังควรเลือกใช้แบบ 4 แชนแนลจะดีที่สุด เพราะว่าจะสามารถขับพลังและกำลังเสียงออกมาแบบเต็มที่ โดยตามสเปคแล้วก็จะมีการแยกคลาสไปอีกเพื่อไว้ใช้กับลำโพงในประเภทที่ต่างกัน โดยอุปกรณ์ชิ้นนี้นิยมใส่ไว้ใต้เบาะหรือท้ายรถ

4. ลำโพง

การเลือกลำโพงนั้นไม่มีกฏตายตัวมากนัก ขอแค่เสียงที่ออกมาฟังแล้วชอบในราคาที่เอื้อมถึงก็โอเค และควรดูจำนวนของลำโพงด้วยถ้าเป็นคนที่ฟังเพลงแบบเบา ๆ สบาย ๆ ก็เลือกแบบลำโพงคู่หน้าก็พอแต่ถ้าเป็นชาวร็อคหรือชอบ EDM ก็ซื้อคู่หน้าหลังไปเลย ซึ่งไม่ควรซื้อที่มีราคาถูกเกินไปเพราะจะทำให้ความทนทานมีน้อย และควรเลือกซื้อที่มีประกัน

5. พิจารณากำลังวัตต์

 ดูได้จากเพาเวอร์แอมป์และตัวลำโพงนั่นเอง ซึ่งจำนวนวัตต์ทั้ง 2 ต้องเท่ากันเพื่อความคุ้มค่าและคุณภาพเสียงที่ดีและราบลื่นมากที่สุด โดยตัวเพาเวอร์แอมป์จำนวนวัตต์ไม่ควรเยอะกว่าจำนวนวัตต์ของลำโพง โดยส่วนอื่น ๆ ก็ควรดูในเรื่องของ แบรนด์ที่อาจจะเหมือนกัน เป็นต้น

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับหลักการเบื้องต้นของเทคนิคการเลือกเครื่องเสียงติดรถยนต์ที่เรานำมาแบ่งปันให้มือใหม่ได้ทราบกัน หวังว่าจะถูกใจและนำไปเป็นแนวทางในการเลือกซื้อนะครับ

โน๊ตบุ๊ค ราคาถูก Acer AN515-52-51SH ที่เกมเมอร์ห้ามพลาด

ปัจจุบันธุรกิจ E-Sport ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น เห็นได้จากกการแข่งขันเกมที่ถูกจัดขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็นเกม Rov และ LOL จึงส่งผลให้หลาย ๆ คนหันมาเล่นเกมกันมากขึ้น เป็นเหตุุให้ Desktop Pc และโน๊ตบุ๊ค จึงกลายมาเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับเกมเมอร์ไปโดยปริยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโน๊ตบุ๊คที่มีคนให้ความสนใจจำนวนมากเพราะว่าซื้อครั้งเดียวได้ครบทั้งหมด คีย์บอร์ด หน้าจอ CPU และการ์ดจอ ซึ่งแต่งกับ Desktop Pc ที่ต้องซื้อของเหล่านี้แยกกันไป ทำให้สินเปลืองเงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าใครกำลังมองหา “โน๊ตบุ๊ค ราคาถูก” สำหรับเล่นเกม ต้องเครื่องนี้เลย Acer AN515-52-51SH BLACK (Nitro 5) ที่มีความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ 

"โน๊ตบุ๊ค ราคาถูก"

ขุมพลัง 1050Ti เล่นเกมออนไลน์ปรับภาพ Full HD ได้สบาย ๆ 

สำหรับที่เล็งโน๊ตบุ๊คที่ใช้งานได้อย่างครอบคลุมต้องรุ่นนี้จริง ๆ เพราะมาพร้อมกับการ์ดจอ (Graphic Card) 1050 Ti ที่ต้องบอกว่าเล่นเกมได้ครอบคลุมมาก ๆ โดยเกมใหญ่ ๆ เช่น GTA V ก็สามารถขับเฟรมเรทไปได้มากถึง 47.3 กันเลยทีเดียว แต่ถ้าใครเล็งเอาเล่นเกมออนไลน์อย่างเดียวต้องบอกเลยว่าตอบโจทย์แน่นอน เพราะขับเฟรมได้ 60 เฟรมแบบสบาย ๆ เช่น Dota 2, LOL, และ Hon 

คีย์บอร์ดสวย รวยสเน่ห์

คีย์บอร์ดของ Acer Nitro 5 มาพร้อมกับสีแดงที่สวยงามเป็นอย่างมาก รับรองว่าเหล่าเกมเมอร์ที่ชื่นชอบในไฟ RGB จะต้องถูกใจสิ่งนี้อย่างแน่นอน โดยไฟจะเป็นแบบอัติโนมัติโดยจะดับไปเมื่อไม่ได้ใช้งาน 30 วินาที แต่ถ้าหากคุณอยากให้มันติดตลอดก็สามารถทำได้ แต่อาจจะมีวิธีที่ยุ่งยากสักเล็กน้อย แต่โดยส่วนตัวก็ชอบแบบดั้งเดิมแล้ว

พัดลมโดนใจ ระบายความร้อนดีเยี่ยม

พัดลมที่ให้มากับตัวนี้มีถึง 2 ตัว ซึ่งต้องบอกว่าระบายความร้อนได้ดีมาก ๆ ด้วยระบบ CoolBoost ที่ทาง Acer เขาบอกว่าจะทำงานอัติโนมัติเมื่อใช้อย่างหนัก โดยจะเพิ่มความเร็วให้พัดลมมากขึ้นถึง 10 % ระบายความได้มากขึ้น 9% เลยทีเดียว

ซึ่งโดยส่วนตัวที่ผมใช้งานมา ก็พบว่าเป็นอย่างที่เขาว่าไว้จริง ๆ ซึ่งในตัวเครื่องเขาจะลงโปรแกรมของพัดลมที่เรัยกว่า Nitrosense มาให้กับเราเลย โดยจะบอกอุณหภูมิเครื่องในปัจจุบันให้เราได้รับทราบด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ Series นี้เลย

ประกัน จัดหนัก จัดเต็ม

อีกหนึ่งจุดที่เรียกว่าเป็นจุดเด่นของ Acer รุ่นนี้ คือ ให้ประกันมามาถึง 3 ปี เท่านั้นยังไม่พอ ยังเป็นแบบ On-Site อีกด้วย เสียตรงไหน คุณสามารถเรียกช่างของ Acer ไปซ่อมได้ถึงที่ นี่เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจซื้อเครื่องนี้เลยก็ว่าได้ 

ราคาคุ้มค่า เสปคที่ให้มาเกินคุ้ม

จากข้อมูลข้างต้น คงจะพอทราบสเปคของเครื่องกันคร่าวแล้วนะครับก็พอจะเห็นแล้วว่าสเปคที่ให้มามันเกินคุ้มไปแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ครับว่าราคาเพียง 26,990 บาทเท่านั้น (ปัจจุบันน่าจะเหลือประมาณ 22,900 บาทแล้ว)

ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ ทุกท่านคงจะพอทราบแล้วว่า “โน๊ตบุ๊ค ราคาถูก” สำหรับเล่นเกมต้องเครื่องนี้ เพราะมันเกินคุ้มจริง ๆ รับรองว่าเกมเมอร์อย่างคุณไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน 

กะทัดรัด พร้อมออกไปผจญภัยครั้งต่อไป!!

nikon a900

กล้องถ่ายรูปก็มีหลายประเภทซึ่งอาจทำให้หลายคนสับสนได้ไม่ว่าจะเป็นกล้อง DSLR ที่รู้จักกันว่ากล้องโปร กล้อง Mirrorless ที่กำลังเป็นที่นิยม และกล้อง Compact ( nikon a900 ) ที่เคยเป็นที่นิยมมากในช่วงหนึ่ง ถามว่ากล้องทั้ง 3 แบบแตกต่างกันอย่างไร เหมาะกับการใช้งานแบบใด จะมาแนะนำกันดังนี้

ประเภทแรก กล้อง DSLR เป็นกล้องที่สามารถควบคุมผลลัพท์ของภาพที่ได้ออกมาตามที่คาดหวังแต่วิธีการใช้ค่อนข้างยุ่งยากกว่ากล้องประเภทอื่น โดยข้อดีของกล้องประเภทนี้คือ คุณภาพของไฟล์รูปมีคุณภาพสูง มีเลนส์ให้เลือกหลายระยะ คุณภาพ และราคาขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยแรก ถ่ายวิดีโอได้ยอดเยี่ยมแม้จะเป็นในบริเวณที่มีแสงน้อย

กล้อง DSLR ระดับไฮเอนด์สามารถควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์และยังควบคุมผ่านแอพพลิเคชั่นได้ด้วย สามารถควบคุมการถ่ายภาพโดยผู้ใช้ได้หลากหลาย แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้างก็คือ ส่วนมากจะมีขนาดใหญ่เทอะทะและยังมีอุปกรณ์เสริมอีกจำนวนมาก ต้องใช้เวลาศึกษาการใช้งานนาน เพราะมีการทำงานที่ซับซ้อน รวมถึงส่วนใหญ่เวลาถ่ายวิดีโอต้องใช้โฟกัสมือและต่อไมค์เพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน กล้องประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ใช้กล้องเพื่อให้ได้ภาพคุณภาพสูง ใช้ทำงาน หรือต้องใช้เทคนิคในการถ่ายรูปจำนวนมาก กล้องNikon มีกล้องในสายการผลิตนี้เป็นจำนวนมากมีหลายตังที่ได้รับความนิยม อย่างเช่น Nikon D500 , Nikon D5500 ,Nikon D5600 , Nikon EOS 1300D

            ประเภทที่สองกล้อง Compact คือกล้องที่เหมาะกับคนที่ต้องการความสะดวกในการใช้งานเพราะสามารถถ่ายรูปได้ทันทีแบบไม่ต้องเซ็ทอะไรเลย บวกกับคุณภาพของรูปที่ได้ออกมาถือว่าดีเลยทีเดียว ซึ่งข้อดีของกล้อง Compact คือ ใช้งานง่ายหยิบขึ้นมาถ่ายรูปได้เลย ขนาดเล็ก พกพาง่าย ราคาไม่แพง ฟังก์ชั่นไม่ซับซ้อน และมีหลายฟังก์ชั่นที่ไม่มีให้ในกล้อง DSLR ส่วนใหญ่จะมีระยะซูมที่มาก ส่วนข้อเสียคือ เป็นกล้องควบคุมไม่ได้ด้วยระบบManual คุณภาพของภาพถ่ายไม่ต่างจากกล้องสมาร์ทโฟนรุ่นดีๆ ช่องมองภาพ ใช้ได้ไม่ค่อยดี และตกรุ่นไว Nikonเองก็มีกล้อง Compact ที่ใช้ชื่อว่า COOLPIX อยู่หลายรุ่น อย่างเช่น Nikon COOLPIX A , Nikon COOLPIX B ,Nikon COOLPIX W , nikon a900

            ประเภทสุดท้ายกล้อง Mirrorless ที่กำลังเป็นที่นิยมซึ่ง Nikon เองก็เพิ่งเปิดตัวกล้อง Nikon Mirrorless ของตัวเองออกมากไม่นาน ซึ่งกล้องประเภทนี้ขึ้นชื่อเรื่องการใช้งานง่าย พกพาสะดวก และได้รูปออกมาคุณภาพสูงอีกด้วย ข้อดีของกล้องประเภทนี้คือ ประสิทธิภาพเหนือกว่ากล้อง DSLR ระดับล่าง ในขนาดเล็กกว่า คุณภาพไฟล์ดีกว่า มีเลนส์ให้เลือกใช้มากมายตั้งแต่ราคาถูกยันแพง ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีมาก สามารถถ่ายวิดีโอคุณภาพ HD ได้ พร้อมกับมีออโต้โฟกัสขณะถ่าย และคุณภาพเสียงที่ดีกว่ากล้อง DSLR เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นถ่ายภาพที่ไม่ได้ต้องการฟังก์ชั่นมากมายเท่ากล้อง DSLR

ในส่วนของข้อเสียคือ เลนส์ถึงแม้จะมีหลากหลายแต่ก็ยังมีให้เลือกไม่เท่ากับกล้อง DSLR เวลาใส่อแดปเตอร์สำหรับเลนส์บางตัวจะทำให้ออโต้โฟกัสของเครื่องไม่ทำงาน ช่องมองภาพคุณภาพยังไม่ค่อยดี หรือบางรุ่นก็ต้องซื้อเพิ่ม ซึ่งบางครั้งที่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มหลายอย่างบางคนเลยหันไปซื้อกล้องใหญ่อย่าง DSLR แทนกล้องประเภทนี้เหมาะกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือโปรหรือมือใหม่ที่ต้องการเรียนรู้การถ่ายภาพ โดยกล้อง Mirrorless ของ Nikon ที่ได้ออกมาก็คือ Nikon 1 J , Nikon 1 S ,Nikon 1 V และ Nikon 1 AW

Nikon ความลับที่คนใช้เท่านั้นถึงรู้

กล้องดิจิตอล

Nikon” คงเป็นแบรนด์ที่คุ้นหูกันดีของใครหลายๆ คนไม่ว่าจะเป็นคนที่ใช้กล้องถ่ายรูป หรือ กล้องดิจิตอล เป็นประจำหรือแม้แต่คนที่ไม่ได้ใช้กล้องเลยก็ตามเป็นที่รู้กันดีว่ากล้อง Nikon เป็นกล้อง DSLR ที่มีคุณภาพสูงรวมถึงเลนส์หลากหลายรูปแบบตั้งแต่ราคาย่อมเยาว์ไปถึงราคาสูง เพราะแบรนด์ Nikon เป็นหนึ่งในผู้นำของตลาดกล้องถ่ายรูป หรือ กล้องดิจิตอล มาอย่างยาวนาน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาสถานการณ์ของตลาดกล้องถ่ายรูปก็เปลี่ยนไปเพราะกล้อง mirrorless ที่เข้ามาทำให้ส่วนแบ่งตลาดของกล้อง DSLR ที่ Nikon เคยครองตลาดมาก่อนลดลง Nikon เองก็ไม่นิ่งเฉยที่จะปรับตัวและออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อพยายามดึงส่วนแบ่งตลาดของตนเองคืนมา

ต้องบอกก่อนเลยว่า การจะเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจและครองใจผู้บริโภคจนเกิด Brand Loyalty ได้นานร้อยกว่าปีเต็มขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน หากแต่เบื้องหลังความสำเร็จที่เกิดขึ้นของ Nikon ที่อาจจะฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน กลับมีอะไรที่น่าค้นหามากกว่านั้น

นายวีระ เฉลียวปิยะสกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท นิคอน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “100 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะตัวกล้องหรือเลนส์ Nikon สามารถพัฒนาขึ้นมาตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ได้ทุกด้าน เรามีมรดกตกทอดที่ช่วยให้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาได้ตลอดเวลา นี่คือจุดแข็งของเราที่มีเหนือคู่แข่ง นอกจากนี้เราก็ยังวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ”

นอกจากนี้ เพราะเป็นแบรนด์ที่อยู่มานานกว่า 100 ปี พวกเขาจึงมีลูกค้าในช่วงวัยที่หลากหลาย ตั้งแต่รุ่นปู่จนไปถึงรุ่นหลาน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องไม่ทอดทิ้งลูกค้าทุกคน และเชื่อมโยงพวกเขาเข้าถึงกัน Nikon จึงเป็นผู้ผลิตรายแรกที่ทำให้เลนส์และกล้องในแต่ละรุ่นสามารถใช้ข้ามซีรีส์กันได้อิสระ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย

“ทุกๆ การใช้งานมันต้องเกื้อหนุนกันครับ ตัวอย่างเช่น กล้อง Mirrorless ในปัจจุบันก็สามารถใช้งานกับเลนส์เก่าๆ ของ Nikon ได้ ทุกคนจะอยู่ใน Ecosystem ของเราเหมือนเดิม ไม่ได้หายไปไหน ผมดีใจมากที่ครั้งหนึ่งมีลูกค้าเดินเข้ามาหาเราเพื่อซื้อกล้อง Mirrorless แต่ขอไม่ซื้อเลนส์เพราะให้เหตุผลว่า คุณพ่อของเขาเป็นลูกค้าของ Nikon และมีเลนส์ในซีรีส์เก่าเป็นจำนวนมากที่สามารถใช้ร่วมกันได้”

ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลจาก Market Research Future ผู้ให้บริการด้านข้อมูลทางการตลาดเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า อัตราการเติบโตของตลาดกล้องดิจิทัลในช่วงระหว่างปี 2016-2022 อยู่ที่ประมาณ 7.1% ต่อปี โดยมูลค่าทั้งตลาดจะพุ่งไปแตะหลัก 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 165,500 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2022 สอดคล้องกับข้อมูลที่วีระบอกกับเราว่าอุตสาหกรรมกล้องถ่ายรูปกำลังขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ วันโดยเฉพาะในประเทศไทย

จากที่กล่าวมา กล้องของ Nikon นั้นมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละรุ่น อาศัยความเข้าใจ และความน่าเชื่อ ทำให้อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ พร้อมพัฒนาศักยภาพให้เหนือกว่าที่ผ่านมาอยู่เสมอ ซึ่งกล้องในแต่ละประเภท ก็เหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งมีความแตกต่างตั้งแต่การใช้งาน ฟังก์ชั่นของตัวกล้อง ไปจนถึงผลลัพธ์หรือรูปที่ได้ออกมา ดังนั้นการเลือกกล้องซักตัวจำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งรูปแบบการใช้งาน ความจำเป็น และเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียเพื่อหากล้องที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของตนเองมากที่สุด และเมื่อคุณได้ลองใช้กล้องของ Nikon คุณอาจจะพบความลับบางอย่างที่ทำให้คุณชื่นชอบจนต้อง Loyalty กับแบรนด์นี้ได้อย่างหมดข้อสงสัย

Touch Screen เทคโนโลยียกระดับไลฟ์สไตล์

"huawei nova 2i"

เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในแต่ละวันก็มีจุดมุ่งหมายที่คล้าย ๆ กันนั่นคือการสร้างความสะดวกสบายและตอบโจทย์ให้กับผู้ใช้งานในการทำงานต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด โดยเทคโนโลยีอย่างหนึ่งที่ถือว่าเป็นการพลิกวงการ Gadget ไปตลอดกาลนั่นก็คือ Touch Screen หรือหน้าจอสัมผัสนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นการใช้งานพื้นฐานคู่กับ Smartphone อย่าง “huawei nova 2i” หรือทุกรุ่นเลยก็ว่าได้ ซึ่งช่วยให้การควบคุมต่าง ๆ เป็นอิสระและหลากหลายมากขึ้นกว่าลักษณะปุ่มกดที่เคยใช้มามากเลยทีเดียว

แต่ว่าทุกเทคโนโลยีนั้นต้องมีที่มาที่ไปและเส้นทางการพัฒนา โดย Touch Screen หรือหน้าจอสัมผัสนั้นก็เช่นกันที่กว่าจะมาอยู่ในโปรดัคส์ ต่าง ๆ ให้เราได้ใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องผ่านการแก้ไขและปรับปรุงมาอย่างมากมาย ซึ่งเราจะพาทุกท่านที่คาดว่าคงต้องมีอุปกรณ์อะไรอยู่ในครอบครองที่มีการทำงานหลักแบบ Touch Screen อย่างน้อยหนึ่งชิ้นแน่ ๆ ไปดูถึงเรื่องราวของเทคโนโลยีที่เรียกว่าเป็นนวัตกรรมนี้กัน

 Touch Screen หรือ หน้าจอสัมผัสถูกคิดค้นโดย EA Johnson ในปี 1965 โดยมีระบบการทำงานพื้นฐานคือสามารถตรวจจับตำแหน่งการเคลื่อนไหวของการสัมผัสของวัตถุกับตัวจอได้ซึ่งนำมาประยุกต์กับอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อควบคุมการทำงาน ซึ่งหลังจากที่ปรับปรุงพัฒนากันมาอยู่หลายปี ในปี 1980 ก็ได้มีอุปกรณ์ที่ใช้งานกันในวงกว้างอย่างตู้คีออสก์ในร้านค้ารูปแบบปลีก หรือจอแสดงผลสำหรับนักท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ เรื่อยมาจนถึงตู้ ATM และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่าง HP-150 ซึ่งถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีระบบ Touch Screen ที่ขายสำหรับบุคคลทั่วไปเครื่องแรก แต่ว่าระบบ Touch Screen ในยุคนั้นรองรับการสัมผัสได้แค่จุดเดียวเท่านั้น

ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวแพร่หลายมากยิ่งขึ้นก็ทำให้ระบบดังกล่าวได้เข้ามาในชีวิตของพวกเราอย่างใกล้ชิดกว่าเก่า เช่นการนำมาดัดแปลงเป็นแค็ตตาล็อกดิจิตอลสำหรับสินค้า การเล่นเกมในรูปแบบอาเขตหรือที่เรียกกันว่าเกมตู้ การควบคุมในโรงงานอุตสาหกรรมหนักต่าง ๆ เช่นห้องควบคุม Room Automation เป็นต้น และก็ถูกนำมาใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ อย่าง PDA ที่เริ่มแรกเป็นจอขาวดำและต้องใช้ปากกาจิ้มซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอุปกรณ์ GADGET ในรูปแบบจอสัมผัสในทุกวันนี้เลยทีเดียว

 Touch Screen เริ่มมาบูมมากเมื่อมีการรองรับการสัมผัสได้หลายจุดมากขึ้นการใช้งานต่าง ๆ จึงยืดหยุ่นออกไปในทางมัลติมีเดีย เป็นเหตุให้ผู้ผลิต Smartphone ทั้งหลายต่างเล็งเห็นว่านี่จะเป็นนวัตกรรมที่จะนำพาการใช้งาน Smartphone ให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด โดยรายแรก ๆ นั่นก็คือ Apple ที่เปิดตัว iPhone ในปี 2007 เรื่อยมาถึง Samsung Galaxy ในปี 2009 และหลาย ๆ แบรนด์ก็ทยอยทำ Smartphone ที่มีรูปแบบการการควบคุมหลักบนหน้าจอ Touch Screen อย่าง Huawei ที่ในตอนนี้มีรุ่น “huawei nova 2i” ที่ได้รับความนิยมมาก ๆ เป็นต้น และยังถูกนำไปใช้ใน Gadget อื่น ๆ อย่าง Tablet และ เครื่องเล่น MP4

โดยในปัจจุบันนั้นจอ Touch Screen ของสมาร์ทโฟนและ Gadget นั้นถูกแบ่งออกเป็นใหญ่ ๆ ได้ 2 แบบดังนี้

1. หน้าจอแบบนิ่ม (Resistive)

เป็นจอที่สามารถนำอะไรมาจิ้มก็ได้ไม่ว่าจะเป็นนิ้ว ปากกา หรือ วัสดุ อื่น ๆ มีความแม่นยำในการจับการสัมผัสสูง โดยส่วนประกอบหลัก ๆ คือเลเยอร์ด้านบนที่มีความยืดหยุ่นต่อแรงกด และเลเยอร์ด้านล่างจะอยู่บนพื้นที่แข็ง ซึ่งระหว่างกลางจะมีเม็ดฉนวนกันไว้ไม่ให้เลเยอร์ทั้ง 2 มาชนกันนั่นเอง แต่จะทำการส่งค่าไฟฟ้าให้ทั้ง 2 แผ่นทำงานร่วมกัน

2. หน้าจอแบบแข็ง (Capacitive)

จะเป็นหน้าจอที่สามารถใช้เฉพาะนิ้วจิ้มได้อย่างเดียว ถ้าใช้วัสดุอื่นมาจิ้มก็จะไม่เกิดผลใด ๆ โดย Smartphone รุ่นมาตรฐานส่วนใหญ่นิยมใช้จอแบบนี้ โดยการออกแบบหลัก ๆ ก็จะมีการใช้แผ่นแก้วที่เคลือบผิวด้วยออกไซด์ซึ่งมีลักษณะเป็นโลหะแบบโปร่งแสง เมื่อจับดูก็จะรู้เลยว่ามีความแข็งแรงทนทานเป็นอย่างดีเลย เวลาเราใช้นิ้วสัมผัสไปแล้วก็จะเหมือนกับเป็นการป้อนแรงดันไฟฟ้าเพื่อสร้างสนามแม่เหล็กให้มุมทั้งสี่ของหน้าจอรับรู้ ทำให้สามารถคำนวนตำแหน่งที่กดได้นั่นเอง

เทคโนโลยีดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่ที่ Smartphone แต่ว่ายังต่อยอดมาในอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมายเช่นกระดานอัจฉริยะที่ใช้ในการประชุมต่าง ๆ หรือว่าสื่อการเรียนการสอนอื่น ๆ นั่นเอง ซึ่งอยู่ที่ผู้ผลิตจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อะไรออกมาอีกและผู้ใช้จะใช้งานอย่างเป็นประโยชน์มากแค่ไหนนั่นเองครับ         

อวสานอาชญากรรมบนท้องถนน

ในสภาวะการจราจรติดขัดที่ต่างคนต่างไปต่างคนต่างรีบร้อนในการขับขี่บนท้องถนน จนเกิดกรณีขับรถปาดเบียดแซงเส้นทึบ แซงในเขตห้าม เกิดขึ้นเป็นประจำนอกจากทำให้เกิดปัญหาจราจรแล้วยังเป็นอันตรายต่อผู้ขับขี่อีกด้วย นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช อดีตจักษุแพทย์ ในฐานะเลขานุการมูลนิธิเมาไม่ขับ ทำหน้าที่รณรงค์ไม่ให้คนเมาแล้วขับรถมา 20 กว่าปี ได้กล่าวถึงเรื่องการติด กล้องติดรถ ว่าประโยชน์จาก กล้องติดรถ ช่วยลดอุบัติเหตุ ช่วยคนดี ชี้คนผิดได้จริงๆ  เพราะระยะหลังพบว่าจำนวนคนตายจากอุบัติเหตุมีมากขึ้น สาเหตุไม่ได้มาจากการเมาแล้วขับอย่างเดียว แต่มาจากคนไทยทำผิดกฎจราจร

การรณรงค์ให้ประชาชนติดกล้องในรถยนต์ยังไม่ได้ผลตามที่คุณหมอตั้งเป้าหมายไว้ แต่นับว่าเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลได้รับรู้

กล้องติดรถ

“ผลจากการรณรงค์ให้ติดกล้องในรถยนต์ ตอนนี้ยังไม่ค่อยเห็นผลเท่าไร ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากสังคมนัก เพราะหนึ่ง คนยังคิดว่ามันจะได้ผลจริงหรือเปล่า สอง กล้องราคาแพงเกือบพันบาท อีกอย่างคนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมค่อนข้างยาก แต่ก็มีหลายองค์กรเริ่มเห็นความสำคัญแล้ว แต่ภาครัฐอื่นๆ ยังไม่ค่อยเคลื่อนไหวเท่าไร เพราะส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นไปที่การบังคับใช้กฎหมาย ผมได้ทำหนังสือถึงรัฐบาลว่ากล้องติดรถยนต์จะเป็นทางออกในการรณรงค์ลดอุบัติเหตุ ขอให้รัฐบาลช่วย คือ หนึ่ง ลดภาษีกล้องได้ไหม โดยให้ถือว่าเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัย เพราะภาษีจะต่ำมาก บางทีไม่คิดเลย, ติดกล้องแล้วเอาใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีเหมือนตอนปีใหม่ที่มีนโยบายช็อปปิ้งแล้วเอาไปลดหย่อนภาษี, รถใหม่ที่ออกมาให้ติดกล้องมาเลยได้ไหม

หรือมีการแจกคูปองแบบดิจิตอลทีวี และขอให้รัฐสนับสนุนว่าถ้าคลิปไหนจากกล้อง สามารถเอาไปดำเนินคดีได้ รัฐน่าจะมีรางวัลให้กับคนส่งคลิป ตอนนี้รัฐเริ่มออกมาพูดบ้างแล้วว่าเทคโนโลยีเรื่องกล้องติดรถยนต์น่าจะช่วยได้ แต่อย่างว่าในความเป็นรัฐก็ขอไปศึกษาดูก่อน ผ่านไปจะเป็นปีแล้วก็ยังไม่ได้รับการสนับสนุน ผมไม่รอละ ในเมื่อมันมีประโยชน์ ผมก็เริ่มรณรงค์มาเรื่อยๆ ได้ 2 ปีแล้ว เราไม่มีอำนาจ แต่เรารณรงค์ได้ ใครที่ติดกล้องในรถก็ได้ประโยชน์กับตัวเอง และช่วยสังคมได้ด้วย

เรามาดูกรณีที่โด่งดังจากการติด กล้องติดรถ กันดีกว่าว่ามันจะช่วยอะไรได้บ้าง ตัวอย่างจากหลายคดีที่ยุติลงได้เพราะว่ากล้องช่วยบันทึกเหตุการณ์ เริ่มที่กรณีของ “ดีเจ เก่ง” ที่เคยตกเป็นข่าวดังในโลกออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้ กรณีที่รถกระบะวีโก้ดีดำ ถอยชนรถยาริสสีแดงคันหนึ่ง แต่ในเหตุการณ์นั้น เมื่อตำรวจไปถึง วีโก้สีดำกลับชี้ว่ายาริสสีแดงได้ขับชนรถของตน พร้อมอ้างว่าเจ้าของรถยาริสสีแดงได้ลงจากรถและพยายามหาเรื่องตนอีกด้วย แต่นับเป็นโชคดีของอีกฝ่ายที่ได้มีพลเมืองดีบันทึกเหตุการณ์ได้จากกล้องติดหน้ารถของเขา

ทีนี้เรื่องราวได้เปิดเผย ทำให้เรามองเห็นความจริงได้ทั้งหมด ถ้าไม่มีกล้องอาจจะทำให้เรากลายเป็นคนผิด ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ทำผิดเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นติดกล้องไว้ที่รถกันเถอะ มีประโยชน์ได้ใช้แน่นอน