“มือถือ Oppo” ทำให้ผมนึกเกมเก่าแต่ยังเก๋า Dragon Quest VIII

เมื่อสองสามวันก่อนผมได้นั่งเล่น Facebook ตามปกติผ่าน “มือถือ Oppo” โดยเลื่อนหน้าฟีดไปตามปกติแล้วแต่ที่พิเศษกว่าทุกวันเพราะปรากกฎว่ามีภาพของเครื่องเกม Playstation 2 ขึ้นมาเลยทำให้นึกถึงวัยเด็กของตัวเองในตอนที่จับจอยเล่นเกมกับเจ้าเครื่องนี้ ซึ่งพาให้ผมนึกถึงเกม Dragon Quest VIII เกมแนว MNO RPG ผจญภัยที่สนุกมาก ๆ และยกให้เป็นเกมที่ดีที่สุดตลอดกาลในใจของผม ทำไมนะเหรอครับเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง…

เนื้อเรื่องเกมชวนติดตาม น่าค้นหา ต้อง Dragon Quest VIII 

ผมชอบเนื้อเรื่องของเกมนี้มาก ๆ มักจะมีจุด Surprise ที่เราคาดไม่ถึงเสมอ จนต้องอุทานออกมาบ่อย ๆ ว่า “หะ จริงเหรอ?” โดยเกมนี้ผมถือว่าดำเนินเรื่องได้เร็วและไม่น่าเบื่ออีกด้วย โดยจะค่อย ๆ เล่าความเป็นมาของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด จนไปถึง Climax และจุดคลายปมที่ผมต้องปรบมือให้จริง ๆ 

ฉากในเกมสวยเวอร์เกินเบอร์การเป็นเครื่อง PS2

เกม Dragon Quest VIII ภาพสวยล้ำยุคในสมัยนั้นไปมาก ผมประทับใจฉากแต่ละฉากมากทำออกมาได้สวยจริง ๆ คือ สัมผัสได้ถึงความเป็น Fantasy ของตัวเกม แสง เงา กลมกลืนกันอย่างเป็นธรรมชาติสุด ๆ เสียอย่างเดียวที่แมพมันเล็กไปหน่อย แต่เท่านี้ก็ดีสุด ๆ ในความเห็นผมแล้ว 

ถ้าชอบ Dragon Ball ก็จะชอบ Dragon Quest VIII ตามไปด้วย

ผมกล้าพูดเลยนะว่าถ้าใครชอบดราก้อนบอลก็จะชอบเกมนี้ตามไปด้วย เพราะตัวละครในเกมนี้ได้รับการออกแบบโดยอาจารย์อากิระ โทริยามะ ผู้ให้กำเนิดการ์ตูน Dragon Ball นั่นเอง เลยทำให้ผมชอบเกมนี้มาก ๆ เพราะได้เห็นลายเส้นที่คุ้นเคย นอกจากนี้ในเกมยังมีระบบ Tension ที่ตัวละครสามารถชาร์จพลังได้ในทุก ๆ ตาและเมื่อชาร์จถึง 100 ตัวละครเราจะกลายเป็น Super Saiyan เป็นอะไรที่ผมชอบมากและอินสุด ๆ แฟน ๆ Dragon Ball ไม่ควรพลาดจริง ๆ

Dragon Ball “มือถือ Oppo”

ระบบการต่อสู้สุดคลาสสิค          

สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างในเกมนี้คือระบบการต่อสู้ที่ Original ของเกมแนวนี้มาก ๆ คือทั้งสองฝั่งสลับกันโจมตี วางแผนว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ทำให้เราสามารถวาง Tactic ได้หลากหลาย ซึ่งต่างกับเกม MNO RPG สมัยนี้จะเน้นการเดินฟัน เน้นความเป็น Action กันมากยิ่งขึ้น ถึงแม้จะสนุกแต่ยังไงผมก็ชอบแบบเก่ามากกว่าอยู่ดี

เล่นเกมจบแต่ไม่จบ

สิ่งที่ผมชอบมาก ๆ แทบเรียกว่าจะที่สุดเลยก็ว่าได้ คือ หลังเล่นจบเกมแล้วเราจะได้รับไอเทมเพื่อกลับมาเล่นใหม่ได้อีกครั้ง แล้วค้นพบความลับของตัวละครเอกแล้วจบเกมอีกรูปแบบหนึ่งได้ เท่านั้นยังไม่พอในแต่ละรอบที่เราเล่นเราจะได้จัดการกับมังกร 1 ตัว และเมื่อเราจบเกมเจ้ามังกรที่อยู่ตรงนี้จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าจบเกมแล้วจบเกมอีกก็ยังมีอะไรให้เราเล่น ผมจึงชอบมันมาก ๆ

ด้วยเหตุผลที่ว่ามานี้ผมจึงชอบเกมนี้มาก ๆ เต็ม 10 ผมให้ 9.5 เลย ที่ตัดไป 0.5 เพราะว่าแมพมันเล็กไปหน่อย ถ้าแมพกว้างกว่านี้ผมให้เต็ม 10 ไปเลย ได้ยินว่ามีการนำเกมนี้มาทำใหม่ลง Nintendo 3DS แล้ว แต่เท่าที่ดูภาพที่สวยดรอปลงมาค่อนข้างเยอะ จึงทำให้ผมไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ กลิ่นไอเดิม ๆ มันซึมซับได้อย่างไม่เต็มที่ ทั้งนี้ผมต้องขอบคุณเจ้า “มือถือ Oppo” ที่ทำให้ผมนึกถึงเกมนี้ขึ้นมาได้ แต่ถ้าใครอยากลองเล่นลองไปสัมผัสด้วยตัวคุณเองได้นะครับ แล้วคุณจะพบว่าจะหลงรักเกมนี้ได้ไม่ยากเช่นเดียวกับผม….

“ราคาไอแพดล่าสุด” ในปี 2019 ที่คุณอาจยังไม่รู้

ขึ้นชื่อว่าไอแพดคงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เพราะเป็น Tablet สุดพรีเมี่ยมจากค่าย Apple นั่นเอง ซึ่งแม้ว่า Steve Job จะจากโลกเราไปนานแล้ว แต่ก็ยังคงมีไอแพดรุ่นใหม่ ๆ มาให้เราได้ใช้งานกันอยู่ตลอดมาจนกระทั่งปี 2019 นั่นเอง เรามาสำรวจกันดีกว่าว่าไอแพดในปี 2019 นี้อยู่ในราคาไหนกันบ้างแล้ว เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกซื้อ iPad ในรุ่นที่ใช้ได้อย่างถูกต้องกับกำลังทรัพย์ โดยในแต่ละรุ่นผมจะนำมาเพียงความจำ ที่น้อยที่สุดใน Series นั้น ๆ และสามารถใช้เน็ตจากซิมส์ได้ (ยิ่งหน่วยความจำเยอะยิ่งแพง) “ราคาไอแพดล่าสุด” จะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น เรามาดูไปพร้อมกันเลย

ไอแพดหมายเลข 1 iPad mini 2019 64GB

"ราคาไอแพดล่าสุด"

ราคาไอแแพดรุ่นนี้อยู่ที่ราว ๆ 18,400 บาท ขึ้นชื่อว่า mini แน่นอนว่าจุดเด่นของเจ้าเครื่องนี้อยู่ที่ความเล็กกะทัดรัด (แต่หน้าจอก็ใหญ่กว่าโทรศัพท์อยู่ดี) ซึ่งต้องบอกว่า Feature นั้นไมไ่ด้ mini ตามชื่อ สามารถใช้ adobe phoshop ได้อย่างสบาย ๆ ถ้าใครทำงานด้านนี้จะพลาดไม่ได้แล้ว แบตเตอรี่เองก็ให้มานานถึง 10 ชม. และสำหรับใครที่ต้องการเปิด tab ไว้หลาย ๆ tab ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยที่เครื่องจะแทบไม่หน่วงหรือค้างเลย ด้านกล้องเองก็ให้มาสูงมาก ๆ โดยก้องหลังอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซลและกล้องหน้าอยู่ที่ 7 ล่านพิกเซลกันเลยทีเดียว

ไอแพดหมายเลข 2 iPad 7th Gen 32 GB

ไอแพดรุ่นนี้เป็นรุ่นที่นิยมนำมาใช้งานมากที่สุดโดยในรุ่นนี้จำหน่ายเพียงราคาราว ๆ 10,900 บาทเท่านั้น มาพร้อมกับจอ Retina ซิกเนเจอร์ของ Apple ทำให้สีของจอภาพนั้นสวยและไม่เพี้ยนอีกด้วย เหมาะสำหรับคนในวงการสายตัดต่อมาก ๆ แต่มีข้อเสียคือกล้องหน้าให้มาเพียง 1.2 ล้านพิกเซลเท่านั้น ซึ่งถ้าใครนำมาถ่ายภาพคงไม่เหมาะเท่าไหร่ แต่ถ้าซื้อมาตัดต่อภาพ ไอแพดสามารถทำได้ไม่แพ้ PC อย่างแน่นอน

ไอแพดหมายเลข 3 iPad Air 2019

ราคาของไอแพดรุ่นนี้อยู่ที่ราว ๆ  22,400 โดยเจ้าเครื่องนี้จะมีเทคโนโลยีจอภาพที่มี Full Lamination, กันแสงสะท้อน, ขอบเขตสี P3 ทำให้ภาพสวยสมจริงมาก ถ้าเทียบกับ iPad 7th Gen ถือว่าดีกว่ามาก ๆ ถ้างานที่คุณทำต้องใช้ความละเอียดของสีมาก ๆ รุุ่นนี้จะตอบโจทย์คุณได้มากกว่า กล้องหน้าให้ความละเอียดมากถึงมามากถึง 7 ล้านพิกเซล ใครที่ชอบถ่ายภาพเซลฟี่ต้องถูกใจสิ่งนี้แน่นอน

ไอแพดหมายเลข 4 iPad Pro 64GB หน้าจอ 11 นิ้ว

ipad pro

ไอแพดรุ่นนี้ถือว่าเป็นตัวท็อปของซีรีย์ iPad จาก Apple โดยให้สเปคมาแบบจัดเต็มมาก ๆ จอภาพเป็น Liquid Retina ทำให้ได้ภาพที่สวยงามมาก ๆ กล้องหลังให้ความละเอียดมาถึง 12 ล้านพิกเซลกันเลยทีเดียว ชิพประมวลผล A12 Bionic พร้อม Neural Engine ที่ต้องบอกเลยว่าแรงมาก ๆ โดยรวมแล้ว iPad รุ่นนี้ให้ทุกอย่างมาเต็มเปี่ยมมาก ๆ

เป็นยังไงกันบ้าง และนี่ก็เป็น “ราคาไอแพดล่าสุด” ในปี 2019 หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อ iPad กันในปีนี้และหวังว่าจะเลือกไอแพดได้เหมาะสมกับทุนทรัพย์นะครับ

คีย์บอร์ด ราคา ถูกรุ่นไหนดี สำหรับการพิมพ์งาน

ในสมัยนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “คีย์บอร์ด” เข้ามามีส่วนสำคัญสำหรับชีวิตใครหลาย ๆ คนมากเพราะต้องใช้งานกันอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา และพนักงานออฟฟิศที่ต้องใช้เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ิพิมพ์งานอยู่บ่อย ๆ เรื่องที่ยากก็คือ คีย์บอร์ดในท้องตลาดนั้นมีเป็นจำนวนมาก และราคาก็มีความหลากหลายมาก จนทำให้หลาย ๆ คนคิดว่ายิ่งคีย์บอร์ดมีราคาแพงจะยิ่งมีคุณภาพมากขึ้น แต่จริง ๆ แล้วนั่นไม่เป็นความจริงเลย เพราะ “คีย์บอร์ด ราคา” ถูก คุ้มค่า และเปี่ยมไปด้วยคุณภาพนั้นมีอยู่จริง

คีย์บอร์ดหมายเลข 1 MOVADA รุ่น KB-04

คีย์บอร์ด ราคา ถูก MOVADA รุ่น KB-04

เริ่มด้วยคีย์บอร์ดที่ถูกมาก ๆ ด้วยราคาเพียง 99-126 บาทเท่านั้น ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดีด้วยวัสดุคุณภาพสูง แต่ที่โดดเด่นที่สุด คือ การรับประกันที่ให้มาถึง 1 ปีซึ่งถือว่านานมาก ๆ สำหรับราคาเพียงเท่านี้ เหมาะกับนักเรียน นักศึกษาที่ยังมีทุนไม่หนาพอสำหรับการซื้อคีย์บอร์ดแพง ๆ

คีย์บอร์ดหมายเลข 2 Signo รุ่น KB-77BLK

คีย์บอร์ด ราคา ถูก Signo รุ่น KB-77BLK

คีย์บอร์ดจาก Signo ที่เรียกได้ว่าคุ้มค่ามาก ๆ มาพร้อมกับคุณสมบัติการป้องกันน้ำ โดยรองรับการพิมพ์ได้ถึง 10 ล้านครั้ง และมีความโดดเด่นในเรื่องของการรับประกันที่ให้มาถึง 3 ปี เหมาะสำหรับคนที่นำมาใช้พิมพ์งานแบบสุด ๆ ด้วยราคาเพียง 199 บาทเท่านั้น

คีย์บอร์ดหมายเลข 3 FANTECH  รุ่น K511 HUNTER PRO

คีย์บอร์ด ราคา ถูก FANTECH  รุ่น K511 HUNTER PRO

คีย์บอร์ดรุ่นนี้จะมีความเป็นเกมมิ่งอยู่ในตัวโดยมีไฟ RGB ติดมาในตัวแต่ถ้าคุณนำมาใช้ทำงานก็สามารถนำมาใช้ได้โดยการปิดไฟคีย์บอร์ดเอาไว้ก็เพียงพอแล้ว ความโดดเด่นของเจ้าตัวนี้อยู่ที่การรับประกันที่ให้มามากถึง 2 ปีเทียบกับราคาจำหน่ายราว ๆ 340 บาท ถือว่าคุ้มมาก ๆ เลยทีเดียว

คีย์บอร์ดหมายเลข 4 Anitech รุ่น OPA802-BL

คีย์บอร์ด ราคา ถูก Anitech รุ่น OPA802-BL

คีย์บอร์ดรุ่นนี้มีความคุ้มค่ามาก ๆ เพราะแถมเมาส์มาให้ควบคู่กัน ทางด้านรูปลักษณ์ก็ทำออกมาได้ดีมาก ๆ โดดเด่นไม่ซ้ำใครด้วยปุ่มกดแบบวงกลม นอกจากนี้คีย์บอร์ดและเมาส์ยังเป็น Wireless ที่สามารถใช้งานห่างจากตัวเครื่องได้ถึง 10 เมตร ตัดปัญหาข้อจำกัดของสายไปได้เลย การรับประกันเองก็ให้มานานถึง 2 ปีกันเลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะราคาเพียง 599 บาทเท่านั้น เป็นอีกหนึ่งตัวที่น่าจับตามองมาก ๆ

คีย์บอร์ดหมายเลข 5 Logitech รุ่น MK240 Nano 

ถ้าใครที่เน้นดีไซน์ที่สวยงามต้องคีย์บอร์ดรุ่นนี้เลย มาในรูปลักษณ์ที่โดดเด่นเอามาก ๆ เน้นความสวยงามโดยเฉพาะ แถมมาพร้อมกับเมาส์ที่เข้าเซ็ตกัน โดยทั้งเมาส์และคีย์บอร์ดต่างก็เป็นระบบ Wireless ที่สั่งใช้งานจากระยะไกลได้ สะดวกสบายต่อการใช้งานมาก ๆ สำหรับขนาดคีย์บอร์ดก็มีความกะทัดรัดมาก เพราะตัดแป้นตัวเลขออกทำให้พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก ด้านประกันให้มาถึง 3 ปีโดยจำหน่ายด้วยราคาเพียง 990 บาท เป็นอีกหนึ่งคีย์บอร์ดที่คุณไม่ควรมองข้าม

จะเห็นได้ว่า “คีย์บอร์ด ราคา” ถูก คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปนั้นมีอยู่จริง ๆ โดยที่ไม่ต้องเสียตังค์ซื้อคีย์บอร์ดแพง ๆ มาใช้งานเลย ดังนั้น หากเลือกซื้อคีย์บอร์ดที่ใช้สำหรับทำงานจะต้องดูการรับประกันเป็นอย่างแรก ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะต้องใช้งานอยู่บ่อย ๆ หากเสียหายได้ง่ายก็คงจะไม่คุ้มค่าเงินเท่าไหร่นัก

กล้องกี่ตัวในสมาร์ทโฟนถึงจะดีนะ?

“samsung a50”

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนได้มีการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ AI ต่างๆ ระบบประมวลผล กล้อง และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งหากจะถามว่าเรื่องใดที่ผู้คนให้ความสำคัญมากในการเลือกซื้อ สามารถพูดได้เลยว่าเป็นเรื่องของกล้องเป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน เนื่องจากคนไทยเราส่วนใหญ่ชอบที่จะอวดรูปสวยๆ ให้ใครต่อใครมากดไลค์รูปภาพของตนในโลก Social ดังนั้นแน่นอนว่าเรื่องของกล้องเป็นปัจจัยอีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสมาร์ทโฟนที่ถ่ายรูปออกมาได้อย่างสวยงาม อย่าง “samsung a50”

ซึ่งก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่สามารถถ่ายรูปออกมาได้อย่างสวยงามตามที่ต้องการ โดยมีกล้องหลัง 3 ตัว กล้องตัวหลักมีความละเอียด 25 ล้านพิกเซล ที่เน้นถ่ายภาพในที่แสงน้อย ด้วยรูรับแสง F/1.7 ส่วนกล้องตัวที่สองเป็นเลนส์มุมกว้าง Ultra-Wide 123 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล สำหรับเก็บภาพในมุมกว้าง และกล้องตัวที่สามเป็นเลนส์ Depth ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล สำหรับทำภาพหน้าชัดหลังเบลอ และในส่วนของกล้องหน้ามีความละเอียดสูงถึง 25 ล้านพิกเซล และรองรับฟังก์ชัน Live Focus ในการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอด้วยเช่นกัน

แต่ในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาเรื่องของกล้องไปกันเยอะมาก ซึ่งจะเห็นได้ชัดเมื่อตอนที่กำเนิด Dual Camera ขึ้นมาครั้งแรก ในตอนนั้นทุกคนตื่นเต้นมากกับการที่มีกล้องหลัง 2 กล้อง เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่ปัจจุบัน ได้เดินทางมาถึงกล้องหลัง 5 ตัวเข้าไปแล้ว ซึ่งการที่มือถือหรือสมาร์ทโฟนที่มีเลนส์กล้องมากมายขนาดนั้น มันดีจริงๆ หรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงแค่การโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ตกเป็นทาสการตลาดโดยปริยาย วันนี้เราจะลองพูดคุยกันถึงประเด็นนี้

การที่สมาร์ทโฟนสักเครื่องหนึ่งจะมีประสิทธิภาพในการถ่ายภาพที่ออกมาอย่างสวยงามนั้น จะต้องมีปัจจับร่วมหลายๆ ปัจจัยรวมเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ซอฟต์แวร์, เซ็นเซอร์, ชุดคำสั่งอัลกอริทึม, ขนาดรูรับแสง หรือฮาร์ดแวร์ต่างๆ ทุกปัจจัยที่ได้กล่าวไป หรือที่ยังไม่ได้กล่าวถึงล้วนต้องทำงานประสานกันทั้งสิ้น ดังนั้นบอกเลยว่าจำนวนเลนส์มากกว่าไม่ได้หมายความว่าคุณจะถ่ายรูปออกมาสวยกว่ากล้องเลนส์เดียว

แต่ปัจจัยหลักๆ ในการที่ทำให้ภาพถ่ายออกมาสวยงามนั้นก็คือ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์นั่นเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของเลนส์ด้วยเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น เลนส์ Wide ทำให้เก็บภาพกว้างขึ้น เลนส์เชิงลึก (Depth) ให้ภาพดูมีมิติ หรือเลนส์ Monochrome ที่สร้างกลิ่นอายของภาพได้อย่างแตกต่างกัน ซึ่งแต่ละเลนส์จะต้องมีซอฟต์แวร์ทำงานร่วมกันอย่างไหลลื่น เพราะถ้าหากทำงานร่วมกันได้ไม่ดี ถึงแม้จะมีกล้องถึง 4 ตัว หรือ 5 ตัว ก็ไม่ได้ทำให้ภาพของคุณที่ได้ออกมามีประสิทธิภาพอย่างที่มันควรจะเป็น

และอีกปัจจัยที่ไม่แพ้กันก็คือ ชิปเซ็ตประมวลผล ที่เป็นหัวใจที่ต้องรองรับการทำงานกับกล้องหลายเลนส์ด้วย หากคุณต้องการสมาร์ทโฟนที่มีกล้อง 3 ตัว 4 ตัว หรือจะ 5 ตัว คุณต้องศึกษาด้วยว่าชิปเซ็ตของแต่ละรุ่นนั้นมีหน่วยประมวลผลเฉพาะหรือไม่ เพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดีนั่นเอง ซึ่งจริงๆ แล้วแค่กล้อง 3 ตัว อย่าง “samsung a50” ก็น่าจะพียงพอแล้ว แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ คุณควรไปลองถ่ายด้วยตัวเองจะดีกว่า เพื่อให้คุณได้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

อิงค์เจต ปริ้นเตอร์สวยเวอร์อย่าบอกใคร

ปริ้นเตอร์ epson

ในปัจจุบันปริ้นเตอร์แต่แบบมีลักษะและการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยส่วนมากแล้วยี่ห้อดังอย่าง ปริ้นเตอร์ epson Sony Brother เป็นต้น จะมีจุดเด่นและฟังกชั่นที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถมีตัวเลือกในท้องตลาดได้มากขึ้น และตอบสนองได้ตรงต่อความต้องการมากที่สุด ทั้งนี้ ก่อนที่จะเลือกปริ้นเตอร์มาใช้งาน ต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่าปริ้นเตอร์แต่ละแบบใช้งานในลักษณะไหนเพื่อที่จะได้เลือกใช้งานได้อย่างเหมาะสม

ซึ่งต้องเกริ่นก่อนว่าเครื่องพิมพ์หรือปริ้นเตอร์ถือว่าเป็นหนึ่งอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับงานเอกสารในองค์กรและพิมพ์เอกสารเพื่อใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น บริษัทองค์กร หรือผู้ใช้งานพิมพ์เอกสารทั่วไป โดยลักษณะผู้ใช้งานในแต่ละรูปแบบของการพิมพ์ก็จะมีความแตกต่างกันไปตามประเภทของการใช้งาน ฉะนั้น ต่อไปจะเป็นการแนะนำและทำความรู้จักไปกับปริ้นเตอร์ในแต่ละรูปแบบกัน

ปริ้นเตอร์แบบอิงค์เจต เป็น ปริ้นเตอร์ที่นิยมใช้งานกันมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีข้อดีหลาย ๆ ข้อที่ดีกว่า ปริ้นเตอร์แบบหัวเข็ม โดยลักษณะของส่วนประกอบและการทำงานจะคล้ายคลึงกับปริ้นเตอร์แบบหัวเข็มมาก เพราะว่าเป็น ปริ้นเตอร์ที่มีพัฒนาการมาจากปริ้นเตอร์แบบหัวเข็มนั่นเอง เนื่องจากโครงสร้างมีลักษณะต่างๆ ที่คล้ายกันโดยจะมีความแตกต่างกันบ้าง คือในส่วนของหัวพิมพ์เท่านั้นโดยในปริ้นเตอร์แบบนี้จะใช้หมึกพิมพ์เป็นน้ำ แล้วฉีดพ่นออกไปบนกระดาษหรือวัสดุในการพิมพ์ต่าง ๆ เช่น สติกเกอร์หรือแผ่นใส เป็นต้น ในปัจจุบันกลุ่มผู้ใช้ที่นิยมใช้ปริ้นเตอร์แบบนี้ คือ กลุ่มผู้ใช้ ปริ้นเตอร์ตามบ้านเรือน  ภายในองค์กร

เนื่องจากเป็นปริ้นเตอร์อเนกประสงค์ อีกทั้ง ตัวเครื่องยังมีราคาถูกกว่าปริ้นเตอร์แบบอื่น โดยสามารถสรุปข้อดี – ข้อเสีย ได้ว่าปริ้นเตอร์ชนิดนี้ตัวเครื่องจะมีราคาถูกมากและยังสามารถพิมพ์ภาพสีหรือภาพกราฟฟิกได้ดี มีความเร็ว ความละเอียดในการพิมพ์สูง เสียงในขณะพิมพ์จะเงียบมาก ขนาดของตัวเครื่องมีขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบา ที่สำคัญ คือสามารถเติมน้ำหมึกเองได้ในราคาไม่แพง ในส่วนที่เป็นข้อเสียอาจจะปัญหาเกี่ยวกับหัวพิมพ์อุดตันได้ง่าย หมึกพิมพ์แท้และอะไหล่ราคาค่อนข้างแพง คนจึงไม่นิยมซ่อมเพราะค่าซ่อมแพง ปัจจุบันปริ้นเตอร์ชนิดนี้มีใช้งานและจำหน่ายหลายยี่ห้อ เช่น ปริ้นเตอร์ Epson , Nec, Canon , Hp , Lexmark, Compaq เป็นต้น

รุ่นที่แนะนำเลย เครื่องปริ้นเตอร์ Epson L360 ปริ้นเตอร์มัลติฟังก์ชันอิงค์เจ็ทวามสามารถ 3 in 1 Print / Scan / Copy ในเครื่องเดียว พิมพ์งานเร็วทันใจ ช่วงราคาอยู่ในช่วงที่คนทั่วไปสามารถเอื้อมถึงได้ไม่ยาก หรือจะเป็นเจ้า Canon Pixma รุ่น E410 ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานเต็มประสิทธิภาพทั้งพิมพ์งาน ถ่ายเอกสาร และสแกน พิมพ์ได้คมชัด ความละเอียด 4,800 x 600 dpi น้ำหนักเบา ทำงานเงียบด้วยระบบ Qiuet Mode สามารถเชื่อมต่อ USB 2.0 Hi-Speed สะดวกง่าย พูดได้เลยว่าครอบคลุมทุกประเภทการใช้งาน

และสุดท้ายจะไม่พูดไม่ได้เลยกับเจ้า เครื่องปริ้นเตอร์มัลติฟังก์ชันอิงค์เจ็ทไร้สายจากยี่ห้อคุ้นเคย Brother MFC-J2730DW mujสามารถเชื่อมต่อและสั่งพิมพ์ได้โดยตรงจากอุปกรณ์มือถือผ่าน Wi-Fi Direct ตอบสนองความต้องการได้อย่างครบครัน สั่งงานพิมพ์ได้ทุกที่ ทุกเวลาไม่ว่าจะงานพิมพ์ สแกน ถ่ายเอกสาร แฟ็กซ์ คุณภาพงานพิมพ์ที่เหนือระดับ ให้งานพิมพ์สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับคุณ

ติดตา ติดใจ ต้องติดกล้องติดรถยนตร์

กล้องติดรถยนตร์

ปัจจุบันต้องยอมรับกันว่า กล้องติดรถยนตร์ มีส่วนสำคัญที่ทำให้เรารอดปลอดภัยจากท้องถนน ด้วยการมีหลักฐานจาก กล้องติดรถยนตร์ ทีนี้เราจะมาดูประโยชน์คร่าวๆ ของเจ้ากล้องกันดีกว่า

เป็นพยานหลักฐานเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เมื่อมีรถมาชนหรือเบียดรถของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องลงไปเถียงหรือทะเลาะวิวาท เพียงแค่คุณตั้งสติแล้วโทรหาประกันรถ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่คุยกับคู่กรณีของคุณและดูหลักฐานจากกล้องติดรถยนต์แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

บันทึกวิดีโอได้แม้ดับเครื่องจอดรถทิ้งไว้ กลับมามีรอยที่ระลึกโดยไม่รู้ว่าใครทำ จบปัญหานี้ได้ง่ายๆ เพราะกล้องติดรถยนต์บางรุ่นสามารถบันทึกข้อมูลหลังดับเครื่องได้นานหลายชั่วโมง ช่วยให้คุณหาคู่กรณีได้ไม่ยาก

ช่วยป้องกันมิจฉาชีพ ช่วยปกป้องตัวเอง และปกป้องคนอื่นในสังคมได้ด้วยกล้องติดรถยนต์ เพราะกล้องของคุณ อาจบันทึกเหตุการณ์ที่สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานการกระทำผิดของมิจฉาชีพได้

ช่วยให้จดจำเส้นทางได้มากขึ้น หากไปในที่ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตแล้วหลงทาง สามารถดูคลิปย้อนหลังจากกล้องติดรถยนต์ ว่าคุณขับผ่านเส้นทางใดมาบ้าง รับรองว่าช่วยชีวิตคุณ ให้กลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัยแน่นอน

ช่วยประหยัดเงิน เพราะซื้อประกันภัยรถยนต์กับเอไอจี ลดเพิ่ม 5% เมื่อติดกล้องรถยนต์ เงินเหลือแถมยังอุ่นใจ ด้วยบริการสายด่วนตลอด 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าคิดว่าอยากจะซื้อก็ซื้อได้เลย เราควรมีข้อควรรู้สำหรับการเลือกซื้อเจ้ากล้องตัวนี้ไว้บ้าง จะมีอะไรกันบ้าง ลองมาดูกันเลย

ความละเอียดของวิดีโอในการบันทึก คุณภาพของวิดีโอที่บันทึกได้เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ จะนำไปใช้งานจริงได้หรือไม่ก็อยู่ที่ตรงนี้ ปัจจุบันความละเอียดของกล้องติดรถยนต์ควรต้องอยู่ที่ระดับ FULL HD (1080p) หรือ HD Ready (720p) เป็นมาตรฐาน เพราะที่ความละเอียดระดับนี้ เราสามารถที่จะนำภาพวิดีโอที่ได้ไปใช้งานจริงได้อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน แต่การจะได้มาซึ่งความละเอียดระดับ FULL HD แท้ๆ หรือไม่นั้น มีองค์ประกอบหลักนั่นก็คือ เลนส์ และชิปประมวลผลที่ต้องทำงานควบคู่กัน เพียงสเปกที่ระบุไว้ว่ารองรับได้ถึง FULL HD เวลาใช้งานจริงอาจจะทำได้เพียง 480p ก็อาจเป็นได้

FPS สูง ภาพเคลื่อนไหวที่สมจริง ลื่นไหล ภาพคมชัด แต่เคลื่อนไหวไม่สมูทก็คงไม่ดีเป็นแน่ เราจะรู้ได้ว่ากล้องติดรถยนต์รุ่นไหนให้ภาพเคลื่อนไหวที่สมจริง ลื่นไหล ต้องดูที่ค่า FPS ย่อมาจาก Frame Per Second แปลเป็นไทยว่า อัตราเฟรมภาพต่อวินาที เป็นหน่วยวัดการบันทึกภาพนิ่งของภาพเคลื่อนไหวในกล้องวิดีโอต่อ 1 นาที เช่น 25 FPS หมายถึง ใน 1 วินาที จะมีภาพนิ่งถูกบันทึกต่อเนื่องกัน 25 ภาพ แน่นอนว่าค่า FPS มากจะส่งผลให้ภาพเคลื่อนไหวที่ได้มีความต่อเนื่อง ดูลื่นไหล แต่หากค่า FPS ต่ำ ภาพเคลื่อนไหวจะดูกระตุกไม่ต่อเนื่องนั่นเองครับ สำหรับกล้องติดรถยนต์แล้ว ค่า FPS ที่สูงเกินไปอาจจะมีผลเสียมากว่าผลดี เพราะทำให้สิ้นเปลืองการ์ดความจำมากกว่าปกติ เพราะไฟล์วิดีโอที่ได้จะมีขนาดใหญ่มาก ถ้าจะให้ดี ค่า FPS สำหรับกล้องติดรถยนต์จึงไม่ควรสูงมากจนเกินไป ที่ระดับ 30 FPS หรืออย่างต่ำสุดก็อย่าน้อยไปกว่า 25 FPS ก็จะเพียงพอต่อการใช้งาน

ถ่ายวิดีโอเวลากลางคืนหรือสภาวะที่มีแสงน้อยได้ดี การใช้งานในสภาวะที่มีแสงน้อยหรือเวลากลางคืนนั้น จำเป็นและมีความสำคัญไม่แพ้กับคุณภาพของวิดีโอที่ได้ เพราะเมื่อเริ่มบันทึกภาพก็ต้องบันทึกไปตลอดการเดินทาง เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นเวลาไหน กล้องติดรถยนต์ที่สามารถใช้งานในสภาวะที่มีแสงน้อย หรือเวลากลางคืนได้ดีจึงต้องมีตัวช่วย ระดับพื้นฐานสุดๆ ก็ต้องมีอินฟาเรด หรือถ้าให้ดีก็ควรมี ฟังก์ชันที่เรียกว่า WDR ( Wide Dynamic Range ) ซึ่งเป็นฟังก์ชันเดียวกันกับที่มีอยู่ในกล้องวงจรปิดที่ติดกันตามบ้านนั่นเอง จะช่วยทำให้การบันทึกภาพเวลากลางคืน (Night Shot) หรือสภาวะที่มีแสงน้อยให้สว่างขึ้น และลดแสงบนท้องถนนที่มากเกินไป

30 กว่าปีของนวัตกรรมการพิมพ์แบบสามมิติ

“เครื่องปริ้น epson”

เทคโนโลยีการพิมพ์ในปัจจุบันได้รุดหน้าไปไกลมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องพิมพ์ที่ทั้งสามารถพิมพ์ได้ ส่งแฟกซ์ได้ ถ่ายเอกสารได้ หรือสแกนได้ในตัว ซึ่งปัจจุบันก็มีหลากหลายรุ่น หลายแบรนด์มากๆ เช่น เครื่องปริ้น HP, เครื่องปริ้น Canon, “เครื่องปริ้น epson” และอีกหลากหลายแบรนด์ ซึ่งเทคโนโลยีการพิมพ์ที่กำลังเป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก คือ ระบบพิมพ์ดิจิทัล เนื่องจากมีคุณภาพการพิมพ์ที่คมชัด ประหยัดเวลา อีกทั้งไม่จำเป็นต้องพิมพ์จำนวนมาก สามารถปรับรูปแบบได้ตามความต้องการของลูกค้า แต่อีกนวัตกรรมหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมและกล่าวถึงในขณะนี้ก็คือ 3D printing แต่ก่อนที่เราจะไปพูดถึงการพิมพ์แบบสามมิติ หรือ 3D printing  เรามาดูประเภทหลักๆ ของเครื่องปริ้นกันก่อนดีกว่า

           1. เครื่องปริ้นอิงค์เจ็ท

เป็นประเภทเครื่องปริ้นที่มีรุ่นให้เลือกใช้มากมาย และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะมีราคาที่ไม่สูงมากนัก อีกทั้งคุณภาพงานพิมพ์ก็ได้มาตรฐาน ซึ่งลักษณะการพิมพ์ของเครื่องปริ้นประเภทนี้ คือการพ่นหมึกเป็นหยดๆ ลงบนกระดาษ สามารถใช้งานได้หลากหลายทั้ง งานเอกสาร งานภาพถ่าย งานโปสการ์ด โดยคุณไม่ต้องใช้เวลาในการวอร์มอัพก่อนปริ้นเลย ส่วนตลับหมึกเมื่อใช้งานหมดแล้ว ก็ยังสามารถนำกลับมาเติมและใช้งานใหม่ได้ แต่เครื่องปริ้นประเภทนี้มักรองรับขนาดกระดาษที่ไม่เกิน A3 และใช้เวลาการปริ้นในปริมาณมากๆ พอสมควร

           2. เครื่องปริ้นเลเซอร์

ใช้เทคโนโลยีเดียวกับเครื่องถ่ายเอกสารคือ การยิงเลเซอร์ไปบนกระดาษในการสร้างตัวอักษรและรูป ซึ่งงานที่ออกมาจะมีคุณภาพที่สูงมากกว่าเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท เหมาะสำหรับการพิมพ์ที่ต้องการคุณภาพที่สูงมากขึ้น ทั้งนี้ยังสามารถพิมพ์งานที่มีปริมาณมากๆ ได้รวดเร็วทันใจ ทั้งนี้ต้องใช้เวลาในการวอร์มอัพเครื่อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีราคาและต้นทุนในการบำรุงรักษาสูงกว่าเครื่องปริ้นประเภทอีกด้วย

          3. เครื่องปริ้นภาพถ่าย

จุดเด่นของเครื่องปริ้นภาพถ่ายคือ ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ เพียงแค่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน หรือกล้องดิจิตอล หลังจากนั้นก็ปริ้นได้โดยตรงเลย และที่สำคัญสามารถพกพาไปนอกสถานที่ได้ เนื่องจากมีขนาดที่กะทัดรัด แต่ว่าไม่สามารถพิมพ์ภาพ หรือพิมพ์เอกสารขนาดใหญ่ เช่น ขนาด A4 หรือ B5 ได้

และมาถึงนวัตกรรมที่มีกำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ก็คือ 3D printing หรือเครื่องพิมพ์แบบสามมิติได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ มีเทคนิควิธีการที่ซับซ้อนขึ้นพร้อมกับมีบทบาทมากขึ้นในหลาย ๆ สายงาน เช่น การออกแบบ วิศวกรรม การแพทย์ ไปจนถึงวิทยาการอวกาศและการบิน อีกทั้งยังมีเทคนิคและวิธีการพิมพ์แบบสามมิติเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้เหมาะกับชิ้นงานและชนิดของวัสดุที่ต้องการขึ้นรูป ซึ่งจริงๆ แล้ว 3D printing หรือเครื่องพิมพ์แบบสามมิติ ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดเลย เนื่องจากมีประวัติการพัฒนามาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี แต่สิ่งที่ทำให้นวัตกรรมการพิมพ์ 3 มิติ กลับมาฮือฮาอีกครั้ง ก็เพราะมีความพยายามพัฒนาเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ให้เข้าสู่ผู้ใช้ในระดับครัวเรือนมากขึ้นนั่นเอง

สำหรับประเทศไทยเอง ก็ได้มีผู้ประกอบการในด้านอุตสาหกรรมการพิมพ์ในประเทศไทย รวมถึง “เครื่องปริ้น epson” ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมนี้ เนื่องจากจะเป็นการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมการพิมพ์ของไทยให้มีการพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป

Port เชื่อมต่อของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบัน

"ปลั๊กไฟ usb"

            Port เชื่อมต่อนั้นถือว่าจำเป็นต่ออุปกรณ์เครื่องใช้ในปัจจุบันมาก โดยเฉพาะ Smart Device หรือเครื่องใช้เกี่ยวกับเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มี Port ลักษณะแตกต่างกันออกไป โดยการรับสัญญาณและหน้าที่นั้นก็ไม่เหมือนกัน โดยเราอาจจะคุ้นตากับ“ปลั๊กไฟ usb” ที่มีให้เห็นทั่วไปสำหรับชาร์จ Smartphone หรือว่า Tablet แต่ว่า รอบ ๆ ตัวเรานั้นยังมีอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้อีกมากมายที่มี Port เชื่อมต่อที่เราไม่คุ้นกันนัก

                ทางเราเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะมาแนะนำ Port เชื่อมต่อต่าง ๆ ให้ได้รู้กัน เพื่อที่จะสามารถใช้งานหรือเสริมความสามารถของอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ให้เต็มประสิทธิภาพนั่นเอง ถ้าใครสนใจไปดูกันเลยครับ

                1. COM Port

                หรือมีชื่อเต็ม ๆ ว่า Communication Port หรือชื่อภาษาไทยก็คือพอร์ตอนุกรม เราจะเห็นและคุ้นตาในอุปกรณ์รุ่นเก่า ๆ ในอดีตซึ่งนิยมใช้กันเป็นอย่างมาก โดยลักษณะจะเป็นช่องเสียบมีขารับสัญญาณเป็นขาแหลม ๆ ขึ้นมา 9 ขา ความเร็วในการรับส่งข้อมูลจะอยู่ที่ 0.1 Mbps โดยในปัจจุบันเราอาจจะไม่ค่อยเห็น Port นี้กันแล้ว เพราะการเข้ามาแทนที่ของ Port ยุคใหม่ ๆ  ที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่าและเสถียรกว่า แต่ Port นี้คงจะอยู่ในความทรงจำของ หนุ่ม สาว ยุค 90 ที่เคยเรียนวิชาคอมพิวเตอร์แน่ ๆ เลยใช่ไหม

                2. Port ขนาน

                เป็น  Port ที่อยู่คู่กับปริ้นเตอร์ในยุคก่อนหน้านี้ ทำให้หลาย ๆ คนมักจะเรียกกันติดปากว่า Printer Port นั่นเอง ซึ่งในอดีตเราก็จำคุ้นตากันพอ ๆ กับ COM Port จนบางคนจำสับสนกันก็มี ซึ่งในปัจจุบันก็ไม่ค่อยได้พบเห็นแล้วเช่นเดียวกัน เนื่องจากมี Port ในยุคใหม่ ๆ มาให้ได้ใช้

                3. PS/2 Port

                ถ้าใครใช้เมาส์หรือคีย์บอร์ดในยุคเก่าก็คงจะขาด Port นี้ไปไม่ได้เลยทีเดียว เพราะว่าเป็นช่องที่ให้เสียบได้เฉพาะเจาะจงกับอุปกรณ์ดังกล่าว ซึ่งตอนนี้ก็เข้ามาแทนที่ด้วย Port รุ่นใหม่อีกเช่นกัน

                4. RJB Port

                มีคุณสมบัติหลักคือเชื่อมต่อจอมอนิเตอร์ประเภทต่าง ๆ โดยส่วนมากเราจะเห็นที่หลัง CPU ของคอมพิวเตอร์ซึ่งการเชื่อมต่อนั้นจะรับส่งสัญญาณผ่านระบบอนาล็อก โดยจอที่รองรับนั้นก็มีทั้งแบบ CRT ซึ่งเป็นจอตู้รุ่นเก่าหรือว่าแบบ LCD ที่เป็นจอบาง ๆ แบบที่เรานิยมใช้กันในปัจจุบันนั่นเอง

                5. DVI Port

                มีหน้าที่ส่งสัญญาณภาพเข้าไปที่จออีกเช่นกัน ซึ่งจะให้ความคมชัดของสัญญาณภาพดีกว่าในแบบของระบบอนาล็อก แต่ว่าเราอาจจะพบเจอ Port ดังกล่าวได้น้อยเพราะว่าจะไปอยู่กับ Notebook ระดับท็อปซะมากกว่า และในปัจจุบันก็ไม่ได้นิยมใช้กันเท่าไหร่

                6. LAN Port

                เป็น Port ที่สำคัญมาก ๆ เลยในปัจจุบันเพราะว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ โดย Port นี้จะพบเจอได้กับคอมพิวเตอร์ในแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น PC, Notebook ไปจนถึง Smart Device ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Smart TV หรือ เครื่องเล่นเกมต่าง ๆ เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ผู้ผลิตส่วนมากตั้งใจจะให้เชื่อมเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ตได้อยู่แล้ว โดยจะมีติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐาน

                7. USB Port

                เป็น Port ที่น่าจะเป็นที่รู้จักของคนในปัจจุบันเป็นอันดับต้น ๆ เพราะว่าบางที่“ปลั๊กไฟ usb” ยังมาควบคู่ปลั๊กไฟแบบมาตรฐานเลย เป็นการบอกได้ว่าคนใช้งานกันเยอะขนาดไหน โดย Port ประเภทนี้จะรับส่งข้อมูลแบบอนุกรม มีความสะดวกสบายในการใช้งานมากเพราะว่าสามารถต่อได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องต่อ Driver เลย และสามารถต่อเข้ากับอุปกรณ์ได้มากมายหลายชนิด ทั้ง Smartphone, LCD หรือ Flash Drive นั่นเอง โดยในปัจจุบันได้พัฒนาไปในเวอร์ชั่น 3.0 แล้ว ซึ่งความเร็วอยู่ที่ 5 Gbps ซึ่งถือว่าเร็วทันใจมาก

                8. HDMI Port

                สำหรับสายบันเทิงแล้วคงจะรู้จักกับ Port นี้เป็นอย่างดี เพราะว่าสามารถถ่ายทอดสัญญาณผ่านระบบดิจิตอลที่มีความละเอียดสูง แบบ Full HD หรือ 4K โดยมาพร้อมกันทั้งภาพและเสียงได้ ดังนั้น Port นี้จึงมาพร้อมกับ Smart Device ในปัจจุบันเกือบทุกอย่างที่อยู่ในลักษณะการใช้งานเพื่อความบันเทิงนั่นเอง

                เป็นยังไงบ้างครับคุ้นหูคุ้นตากันบ้างหรือเปล่าสำหรับ Port เชื่อมต่อของอุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่เรานำมาให้ได้ดูกัน จะเห็นว่าเทคโนโลยีพัฒนาไปไม่สิ้นสุดเลยใช่ไหมครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือผู้ใช้งานจะเลือกใช้ให้เหมาะกับตัวเองและทำประโยชน์สูงสุดได้มากแค่ไหนนั่นเองครับ

จากซักมือเปลี่ยนมาเป็นซักเครื่อง

“บริการล้างเครื่องซักผ้า”

ในอดีตการซักผ้าไม่ได้สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ ที่จะโยนผ้าลงถัง ใส่ผงซักฟอกแล้วกดปุ่ม แล้วก็รอเอาออกมาตาก ซึ่งแน่นอนว่าต้องผ่านการซักผ้าด้วยมือมาก่อนอย่างแน่นอน แต่กว่าจะมาเปลี่ยนเป็นการซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้าที่มาช่วยทุ่นแรงเหล่าแม่บ้านทั้งหลายนั้น มีทั้งฝาบน ฝาหน้า มีระบบซักและอบในตัว บางรุ่นมีระบบกำจัดแบคทีเรียในเครื่องได้ และยังมี “บริการล้างเครื่องซักผ้า” อีกด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้มนุษย์สมัยก่อนเขาทำความสะอาดเสื้อผ้าอย่างไรกัน ไปติดตามกันได้เลย

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในอดีต ผู้คนต่างซักผ้าด้วยมือโดยอาศัยจากแม่น้ำลำธาร ต่อมาก็อาศัยกระดานซักผ้าที่ช่วยทุ่นแรงในการซักผ้า เพียงแค่นำผ้าไปถูบนกระดานที่แซะร่องไว้ เพื่อช่วยขจัดคราบ ต่อมาก็ได้พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาเป็นการซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้าไฟฟ้า ซึ่งรุ่นแรกที่ผลิตออกมาขายคือ เครื่องซักผ้ายี่ห้อ “Thor” ที่ผลิตขึ้นในปี 1908 แต่เครื่องซักผ้ารุ่น Thor ไม่ค่อยทนทานสักเท่าไหร่ เพราะมันร้อนจนเกินไป จนทำให้เกิดเครื่องไหม้ แต่สุดท้าย ก็มาจนถึงปัจจุบัน ที่มีเครื่องซักผ้าทั้งที่มีระบบซัก และอบในตัว อีกทั้งยังมีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ให้เราได้เลือกใช้งานอีกด้วย โดยได้มีการแบ่งประเภทของเครื่องซักผ้าที่มีในปัจจุบันคือเครื่องซักผ้าแบบฝาหน้า และเครื่องซักผ้าแบบฝาบน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

เครื่องซักผ้าฝาหน้า จะมีลักษณะของฝาที่อยู่ทางด้านหน้า ลักษณะการหมุนของจานซักจะเป็นไปในแนวนอน คล้ายเครื่องโม่ปูน อาศัยหลักการทำงานมอเตอร์แนวดิ่ง ข้อดีของเครื่องซักผ้าฝาหน้าปุ่มโปรแกรมให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย ทำความสะอาดได้ปานกลาง แต่ก็มีข้อเสีย นั่นคือมีราคาค่อนข้างแพง และใช้เวลาในการซักนาน คือประมาณ 45 นาที ถึง 2 ชั่วโมง จึงทำให้ต้องใช้ไฟฟ้ามากเช่นเดียวกัน นอกจากนั้น ยังรองรับปริมาณผ้าที่ซักได้น้อยเมื่อเทียบกับชนิดอื่น คือเพียง 7-10 กิโลกรัมเท่านั้น

เครื่องซักผ้าฝาบน จะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ

  • เครื่องซักผ้าถังเดียว เป็นเครื่องซักผ้าเป็นแบบอัตโนมัติ มีการต่อตัวเครื่องเข้ากับท่อน้ำ เมื่อตั้งระบบการซักเรียบร้อย เครื่องจะทำการจ่ายน้ำเข้าเครื่อง และตัดน้ำเองอัตโนมัติ เป็นการซักและปั่นหมาดในถังเดียว
  • เครื่องซักผ้า 2 ถัง เป็นเครื่องซักผ้าแบบกึ่งอัตโนมัติ โดยจะแยกส่วนระหว่างถังซักผ้า และถังปั่นแห้ง โดยผู้ใช้เอง จะเป็นคนที่กำหนดเองว่าต้องการน้ำประมาณเท่าใด และยังสามารถตั้งเวลาในการซักได้เองตามที่ต้องการ

โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการพัฒนาวิวัฒนาการในการซักผ้า นอกจากนี้ยังมีเครื่องซักผ้าที่มีเครื่องอบผ้าในตัว หรือเครื่องอบผ้าโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้ผ้าของคุณสะอาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีนวัตกรรมที่สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ อีกทั้งยังช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการตากผ้า เพราะใช้เวลาเพียงไม่นาน ผ้าของคุณก็แห้ง ซึ่งไม่ว่าจะสภาพอากาศเป็นแบบใด ผ้าของคุณก็แห้งทัน พร้อมให้คุณเก็บเข้าตู้ได้เลย

เทคนิคการถ่ายรูปจากกล้องมือถือ…ให้ได้ภาพถ่ายแบบมือโปร

“huawei p30”

ทุกวันนี้เชื่อเลยว่าถ้าเอารูปภาพที่ถ่ายจากกล้องถ่ายรูปมาเทียบกับรูปภาพที่ถ่ายจากกล้องมือถือ คงไม่มีใครสามารถแยกออกได้อย่างแน่นอน นอกจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพราะว่าในปัจจุบันกล้องมือถือได้ถูกพัฒนาให้มีความคมชัด และรายละเอียดด้านต่างๆ ให้เทียบเท่ากับกล้องถ่ายรูปแล้ว อย่างเช่น “huawei p30” ที่เป็นรุ่นระหว่าง p30 Pro กับ p30 Lite ซึ่งถือเป็นตระกูลที่ออกมาในช่วงแรกนั้นมีกระแสฮือฮากันอย่างมาก และอีกหลายๆ แบรนด์ หลายๆ รุ่น ก็ได้ประชันงัดกล้องที่คิดว่าตัวเองเด่นสุด ออกมาให้ผู้บริโภคได้ช่วงชิงกัน นั่นจึงทำให้ผู้คนส่วนใหญ่สนใจที่จะเลือกใช้กล้องจากมือถือมากกว่ากล้องถ่ายรูป เนื่องด้วยที่มีขนาดที่เล็กกว่า สามารถพกพาไปไหนต่อไหนได้อย่างสะดวกสบาย

แต่การที่จะมีกล้องสวย หรือคุณภาพดีแค่ไหน แต่หากไม่มีทริคหรือเทคนิคในการถ่ายภาพ ก็อาจจะทำให้ได้ภาพที่ไม่ได้ดั่งที่ใจต้องการได้ ดังนั้นวันนี้จะนำเทคนิคดีๆ มาให้ได้ลองใช้กันดีกว่าว่าหากได้ลองใช้เทคนิคตามนี้แล้ว จะได้ภาพอย่างที่ต้องการหรือไม่ หรือบางทีอาจจะแยกไม่เลยก็ได้ว่าถ่ายจากกล้องถ่ายรูป หรือกล้องมือถือกันแน่professional

  • การเลือกช่วงเวลาเป็นเรื่องสำคัญ

หลายท่านอาจเคยสังเกตเห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่ถ่ายเวลากลางวันที่มีแดดจัดๆ ภาพที่ได้ออกมามักจะดูไม่ค่อยสวยงาม ไม่มีชีวิตชีวา แข็งๆ ทือๆ ให้คุณลองเปลี่ยนเป็นช่วงพระอาทิตย์ขึ้นสักระยะ หรือจะเป็นช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เพราะแสงที่จะได้นั้นจะดูนุ่มนวลเนียนตามากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ ภาพที่ได้จะออกแนวโทนเหลืองแดง ซึ่งเป็นคอนทราสของภาพที่สวยงามลงตัว รวมไปถึงช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตกไปแล้ว หรือก่อนพระอาทิตย์ขึ้นซักพัก ก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การถ่ายภาพเช่นเดียวกัน เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวจะมีสมดุลระหว่างแสงบนท้องฟ้า และแสงไฟในเมืองพอดีกัน ทำให้เป็นช่วงที่ถ่ายได้สีสันสวยงามมากที่สุดของวัน เรียกว่าเป็นช่วงทไวไลท์นั่นเอง

  • การใช้โหมด HDR (High Dynamic Range)

เป็นการเก็บรายละเอียดในภาพทั้งส่วนมืด และสว่างให้มีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าเป็นช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตก จะทำให้คุณเก็บภาพที่มีรายละเอียดแสงสีที่สวยงามได้ เพราะช่วงเวลานั้นแสงจะไม่จ้ามากนัก และหากวันไหนที่ท้องฟ้าเป็นใจ มีเมฆมาก รูปทรงแปลกตา คุณก็จะได้ภาพท้องฟ้าสวยงามอย่างที่ต้องการแน่นอน ซึ่งปัจจุบันก็มีหลายเจ้าที่ทำกล้อง HDR รวมถึง “huawei p30” ด้วย

  • การหาจุดเด่นและสร้างเรื่องราวให้กับภาพถ่าย “huawei p30”

เมื่อคุณไปสถานที่ที่สวยงสม จนคุณอยากจะเก็บภาพวิวทั้งหมดไว้ในภาพเดียว คุณจึงเลือกถ่ายด้วยการถ่ายแบบพาโนรามา แต่คุณทราบหรือไม่ว่า มัยจะทำให้คุณหาจุดเด่นของภาพไม่เจอ ดังนั้นคุณควรเลือกถ่ายเฉพาะจุดเด่นของภาพจะดีกว่า เพราะจะทำให้คุณได้ภาพที่น่าสนใจ อีกทั้งยังบ่งบอกความเป็นสถานที่นั้นๆ ได้ดีกว่าอีกด้วย หรือภาพที่แสดงถึงวิถีชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะมาจากการแต่งกาย หรือสายตา ก็สามารถเล่าเรื่องราวได้เป็นอย่างดี

  • การจัดองค์ประกอบของรูปภาพ

เป็นการจัดองค์ประกอบแบบง่ายๆ คือ กฎ 3 ส่วน โดยแบ่งภาพออกเป็นตาราง 3 ส่วน ทั้งเส้นแนวนอนและแนวตั้ง เมื่อลากเส้นแบ่งภาพทั้งส่วนแล้วจะเกิดจุดตัด 4 จุด ซึ่งจุดตัดของเส้นทั้งสี่นี้ คือตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการจัดวางวัตถุที่ต้องการเน้นให้เป็นจุดเด่นหลัก แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้มีกฎตายตัว แต่สำหรับผู้เริ่มต้น ให้ยึกตามกฎนี้ไปก่อน หากคุณเริ่มคล่องมากขึ้น ก็สามารถจัดองค์ประกอบตามที่คุณต้องการได้เลย