ถึงเวลา Call Out กับแอปเปิ้ลวอช 3 !!

ทำไมถึงต้องเน้น แอปเปิ้ลวอช 3 เนื่องจากว่ารุ่นนี้แทบจะเป็นรุ่นที่ใครๆ เริ่มเป็ยจุดเริ่มต้น ของตัวช่วยเพื่อสุขภาพของคุณ อย่ามองข้ามความสำคัญของอุปกรณ์เสริม อย่าง แอปเปิ้ลวอช 3 เพราะมันช่วยให้ใคร หลายๆคน รอดพ้นจากความตายมาได้ อาทิ เมื่อเดือนตุลาคมปี 2017 ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขาในทวิตเตอร์ว่า เขาได้รับการแจ้งเตือนอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ เขาจึงได้รีบเข้าไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ผลวินิจฉัยพบว่าเขาเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในปอด เกิดจากหลอดเลือดแดงอุดตัน ซึ่งเขาก็ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงนี้ อย่างไรก็ตามเขาได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เขาไม่คิดเลยว่า Apple Watch จะช่วยชีวิตเขาไว้ได้

แอปเปิ้ลวอช 3

หรือแม้แต่เรื่องของScott Killian  ชายวัย 50 ปี ได้เล่าประสบการณ์ที่รับได้ความช่วยเหลือจาก Apple Watch ว่า ในขณะที่เขานอนหลับอยู่ Apple Watch ได้แจ้งเตือนอัตราการเต้นหัวใจผิดปกติ ในขณะที่ร่างกายอยู่ในช่วงพักผ่อน เวลาตี 1 เขาก็ได้ตื่นขึ้นมาดูข้อมูลอัตราการเต้นของหัวใจก่อนหน้านี้ และได้ตัดสินใจไปโรงพยาบาล แพทย์ได้ทำการทดสอบและวินิจฉัยอาการ ค้นพบว่าเขามีภาวะหัวใจวาย และเขาก็ได้เหล่าเรื่องการแจ้งเตือนของ Apple Watch ให้แพทย์ฟัง แพทย์ได้กล่าวว่า ถ้าเขายังคงนอนหลับต่อ เขาอาจจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย

นนี่เป็นแค่ตัวอย่างไม่กี่คนเท่านั้น น่าทึ่ง! ไปเลยใช่ไหมล่ะ ทีนี้ปัจจุบัน แอปเปิ้ลวอชไม่ได้ออกมาแค่เพียงแค่ แอปเปิ้ลวอช 3 แต่ออกมาแล้วถึง 5 ที่เป็นรุ่นล่าสุด แต่วันนี้ของมารวบรวมรุ่นที่น่าใช้ น่าสนใจ มีจุดเด่นกันดีกว่า เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสิน เลือกซื้อเจ้าอุปกรณ์เสริมตัวนี้!

แน่นอนอยู่แล้ว ขอเริ่มต้นด้วย Apple Watch Series 3 GPS + Cellular ตามดูแลสุขภาพของคุณ ติดตามการออกกำลังกาย พร้อมรับแรงกระตุ้นให้คุณ พิชิตเป้าหมายด้านฟิตเนสได้จนสำเร็จ รวมทั้งอัพเดททุกเรื่องราวกับคนรอบตัวและข้อมูลที่คุณใส่ใจ ติดตามการออกกำลังกายยอดฮิตอย่างโยคะ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ และการออกกำลังแบบเข้มข้นสลับช้าเร็ว หรือจะตามติดการวิ่งของคุณด้วยคุณสมบัติขั้นสูงสำหรับนักวิ่งอย่างความเร็วรอบขาและการเตือนเวลาเฉลี่ย ทั้งยังจับคู่กับเครื่องออกกำลังกายที่รองรับได้ในแบบไร้สาย และ สร้างแรงจูงใจให้ตัวเองด้วยการสตรีม Apple Music และ Apple Podcasts ได้อีกด้วย

Apple Watch Series 4 GPS มาพร้อมเซ็นเซอร์วัดหัวใจแบบไฟฟ้า และ Digital Crown ที่ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมใหม่ ซึ่งมาพร้อม การตอบสนองแบบสั่น ทั้งหมดได้รับการดีไซน์ใหม่หมด แต่ยังคงให้ความรู้สึกที่คุ้นเคย การตรวจจับการออกกำลังกายอัตโนมัติ การออกกำลังกายตั้งแต่โยคะไปจนถึงเดินเขา รวมถึงคุณสมบัติขั้นสูงสำหรับนักวิ่งอย่างความเร็วรอบขาและการเตือนเวลาเฉลี่ย ทั้งยังดูค่าต่าง ๆ ได้ถึง 5 ค่า และวอล์คกี้ทอล์คกี้ โทรศัพท์ และข้อความ ไปจนถึงการสตรีม Apple Music และ Apple Podcasts บวกกับวิธีใช้งาน Siri ที่มากขึ้น ด้วยระบบเซลลูลาร์ในตัว คุณก็ทำทุกอย่างนี้ได้บนนาฬิกา โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้โทรศัพท์ของคุณด้วยซ้ำ และ

สุดท้ายกับรุ่นล่าสุด Apple Watch Series 5 รุ่น GPS จอภาพ Retina แบบติดตลอดใหม่จะทำให้คุณเห็นเวลาและหน้าปัดนาฬิกาของคุณอยู่เสมอ ตัวเรือนวัสดุอลูมิเนียม และหน้าปัดขนาด 40 มิลลิเมตร ครอบทับด้วยกระจกหน้าจอ ดูอัตราการเต้นของหัวใจได้ทันที และรับการแจ้งเตือนเมื่ออัตราการเต้นของหัวใจนั้นสูงหรือต่ำเกินไป Apple Watch Series 5 มาพร้อมกับตัวเลือกสายข้อมือหลากหลายรูปแบบ ทั้งสายรัดข้อมือมีให้เลือกได้หลายแบบ ซึ่งแต่ละสายก็มีหลากหลายสีให้เลือก

แอปเปิ้ลวอชคอยจับตาดูแลคุณจริง!

ทุกวันนี้ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามามีส่วนในการใช้ชีวิตของเราเป็นอย่างมาก ทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือสมาร์ท Gadgets ต่างๆ ( แอปเปิ้ลวอช , Smart Home …) ที่จะทำให้เราได้ท่องไปในโลกอินเตอร์เน็ต และสามารถติดต่อสื่อสารหากันได้สะดวกสบายและรวดเร็วขึ้น ทุก ๆ อย่างถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ให้มีขนาดเล็กลง เราจะเห็นได้ว่าในโลกปัจจุบัน อุปกรณ์เกือบทุก ๆ อย่าง ภายในบ้าน ก็สามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ เช่น TV ในปัจจุบันสามารถดู Youtube ได้ หรือ ควบคุมแอร์ผ่านมือถือ เป็นต้น

แอปเปิ้ลวอช

วันนี้เราจะมาพูดถึง สมาร์ทวอทช์ (Smartwatch) เป็นนาฬิกาข้อมือ ที่ไม่ใช่นาฬิกาข้อมือเสมอไป เป็นอุปกรณ์ตัวจิ๋วน้องใหม่ที่จะติดข้อมือคุณไปตลอดเวลา สมาร์ทวอทช์ ก็มีมากมายหลายแบรนด์ ที่ให้คุณภาพและราคาที่แตกต่างกันไป แต่ในวันนี้เราจะมาเอาใจสาวก แอปเปิ้ลวอช จาก แบรนด์ Apple ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ทำให้คุณมั่นใจในเรื่องคุณภาพได้เลย วัสดุดี แข็งแรง ทนทานแน่นอน มันจะดีกว่าไหมหากคุณเปลี่ยนจากใส่นาฬิกาธรรมดา ที่ดูได้แต่เวลากับวันที่ มาใส่ Apple Watch ที่สามารถอำนวยความสะดวกให้คุณได้เกือบทุกอย่าง ทั้งฟังเพลง , อีเมล์, สายโทรเข้า, เหตุการณ์ สำคัญ ๆ ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งวัดการเต้นของชีพจร นับจำนวนก้าวที่เดินในแต่ละวัน, คำนวณแคลอรี่ที่ลดลงให้เรา และอื่น ๆ อีกมากมาย

โดยรวมแล้ว Apple Watch คืออุปกรณ์ที่พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดียิ่งขึ้น คอยจับตาดูการเต้นของหัวใจ และบอกให้คุณรู้หากมีบางอย่างที่ผิดปกติ ทั้งยังสามารถช่วยให้คุณติดตามรอบการมีประจำเดือนได้ และมีฟังก์ชั่นอื่น ๆ อีกมากมายที่พร้อมให้คุณสัมผัส เรียกได้ว่านี่คือนาฬิกาเรือนแรก ที่คอยจับตาดูแลคุณจริง!

เลือกซื้อ สมาร์ทวอทช์ แอปเปิ้ล อย่างไร

  • เลือกวัสดุที่เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ  Apple Watch มีวัสดุทั้งตัวเรือนและตัวสายรัดข้อมือ ให้คุณเลือกตามความเหมาะสมของคุณ วัสดุตัวเรือนมี สแตนเลสสตีล อะลูมิเนียม ไทเทเนียม และเซรามิก ส่วนสายข้อมือ วัสดุก็จะมีเป็น Sport Band , Milanese Loop , Nike Sport Band ไว้ให้คุณเลือกสำหรับใส่ออกงาน ใส่ออกกำลังกาย หรือใส่ไปทำงาน
  • ฟังก์ชั่นการใช้งาน หากคุณต้องการใส่ไปทำงานเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่จำเป็นต้องเลือก Apple Watch ที่สำหรับออกกำลังการโดยเฉพาะเนื่องจากมีฟังก์ชั่นที่เสริมการออกกำลังกาย จึงทำให้มีราคาที่สูงกว่า

Apple Watch Series 3 GPS + Cellular ตามดูแลสุขภาพของคุณ ติดตามการออกกำลังกาย พร้อมรับแรงกระตุ้นให้คุณ พิชิตเป้าหมายด้านฟิตเนสได้จนสำเร็จ รวมทั้งอัพเดททุกเรื่องราวกับคนรอบตัวและข้อมูลที่คุณใส่ใจ ติดตามการออกกำลังกายยอดฮิตอย่างโยคะ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ และการออกกำลังแบบเข้มข้นสลับช้าเร็ว หรือจะตามติดการวิ่งของคุณด้วยคุณสมบัติขั้นสูงสำหรับนักวิ่งอย่างความเร็วรอบขาและการเตือนเวลาเฉลี่ย ทั้งยังจับคู่กับเครื่องออกกำลังกายที่รองรับได้ในแบบไร้สาย และ สร้างแรงจูงใจให้ตัวเองด้วยการสตรีม Apple Music และ Apple Podcasts ได้อีกด้วย

Apple Watch Nike+ Series 4 GPS  เชื่อมต่อถึงกันผ่านกีฬา เมื่อ Apple Watch Nike รวมตัวกับแอพ Nike Run Club ก็เกิดเป็นคู่หูที่สมบูรณ์แบบในการวิ่ง ที่จะพาคุณเข้าสู่โลกของการออกกำลังกาย การฝึกสอน และการสร้างแรงกระตุ้นเพื่อช่วยให้คุณฟิตขึ้นไปอีกระดับ หน้าปัดนาฬิกาที่สร้างสรรค์มาเป็นพิเศษ โชว์สไตล์ความเป็นคุณด้วยคอลเลกชั่นหน้าปัดนาฬิกา Nike ที่อัพเดทใหม่ สาย Nike Sport Loop แบบสะท้อนแสง ดึงดูดความสนใจได้ในทุก ๆ ที่

Apple Watch Series 5 รุ่น GPS จอภาพ Retina แบบติดตลอดใหม่จะทำให้คุณเห็นเวลาและหน้าปัดนาฬิกาของคุณอยู่เสมอ ตัวเรือนวัสดุอลูมิเนียม และหน้าปัดขนาด 40 มิลลิเมตร ครอบทับด้วยกระจกหน้าจอ ดูอัตราการเต้นของหัวใจได้ทันที และรับการแจ้งเตือนเมื่ออัตราการเต้นของหัวใจนั้นสูงหรือต่ำเกินไป Apple Watch Series 5 มาพร้อมกับตัวเลือกสายข้อมือหลากหลายรูปแบบ ทั้งสายรัดข้อมือมีให้เลือกได้หลายแบบ ซึ่งแต่ละสายก็มีหลากหลายสีให้เลือก

ipad pro 2020 ราคาเท่าไหร่ ก็ต้องยอม!

ipad pro 2020 ราคา เท่าไหร่ ก็ต้องยอม! ตอนเปิดตัวในไทยมีราคาอยู่ใน สามหมื่นต้นๆ ไปถึงสี่หมื่น ซึ่งราคานี้ ก็ต้องบอกเลยว่าค่อนข้างสูง แต่แน่นอนเลยว่าคุ้มค่าจริงๆ เนื่องจากว่า ipad pro 2020 ราคา สามหมื่นต้นๆ ตัวนี้ เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ในตระกูลสินค้าไลน์ Pro ของ Apple ซึ่งตอบสนองตลาดตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ด้วยระดับราคาที่ไม่สูงเท่ากับ iPhone มีแอพรองรับจำนวนมาก แบตอึด และมีการแตกไลน์ออกมาเป็น iPad หลากหลายรุ่น ทั้ง iPad Air, iPad mini, iPad Pro และ iPad เฉยๆ รวมทั้งการพัฒนาความสามารถมาอย่างก้าวกระโดดจนตอนนี้เรียกว่าความสามารถเกือบจะเทียบเท่าคอมพิวเตอร์แล้ว

ในวันที่ 18 มีนาคม Apple ได้เปิดตัว iPad Pro มาแบบเงียบ ๆ ไม่มีงานเปิดตัว แต่เปิดตัวบนเว็บไซต์แทน โดย iPad Pro รุ่นนี้เป็นการปรับปรุง iPad Pro รุ่นเดิมที่มีอยู่และมี Design ใหม่ตรงบริเวณกล้อง ในขณะที่ Apple ก็ได้เปิดตัวเคส Keyboard รุ่นใหม่ ที่มีทั้ง Keyboard และ Track Pad สำหรับใช้งาน cursor บนหน้าจอได้ด้วย

ipad pro 2020 ราคา

สำหรับตัวเครื่อง iPad Pro มีให้เลือกทั้งหมดสองสี คือ สีเงิน และสีเทาสเปซเกรย์ หน้าจอสองขนาดคือ 11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว ความจุ  เริ่มต้น 128GB ไปจนถึง 1TB มีการเชื่อมต่อทั้งแบบ Wifi และ Wifi + Cellular

จอภาพ Liquid Retina IPS ความละเอียด 2388 x 1668 ที่ 264 พิกเซลต่อนิ้ว (ppi) มีเทคโนโลยี ProMotion ขอบเขตสีกว้าง (P3) ความสว่าง 600 นิต มีการแสดงผลแบบ True Tone ที่มีความแม่นยำของสีระดับสูง และเคลือบสารกันแสงสะท้อนและรอยนิ้วมือ

กล้อง iPad Pro รุ่นี้มีกล้องทั้งหมดสองตัว คือ กล้อง Wide ความละเอียด 12MP, รูรับแสงขนาด ƒ/1.8 บันทึกวิดีโอระดับ 4K ที่ 24 fps, 30 fps หรือ 60 fps และ Ultrawide ความละเอียด 10MP, รูรับแสงขนาด ƒ/2.4 และมุมมองภาพ 125° บันทึกวิดีโอระดับ 4K ที่ 60 fps มีเทคโนโลยี LiDAR Scanner ที่ทำให้การใช้งาน AR สมจริงมากขึ้น กล้องหน้า TrueDepth ความละเอียด 7MP และ รูรับแสงขนาด ƒ/2.2 สามารถบันทึกวิดีโอระดับ HD 1080p ที่ 30 fps หรือ 60 fps

ชิพ A12Z Bionic ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรม 64 บิต Neural Engine โปรเซสเซอร์ร่วม M12 ในตัว ใช้กราฟิกโปรเซสเซอร์ 8-core ที่เร็วกว่า Laptop ส่วนใหญ่ และให้ความมีสมจริงของภาพและกราฟิกจากเกมมากขึ้น สามารถทำงานหนัก ๆ ได้อย่างสบาย ๆ เช่น ตัดต่อวิดีโอ 4K, ออกแบบโมเดล 3D มีการควบคุมความร้อนได้อย่างดีทำให้สามารถทำงานได้นานขึ้นกว่าเดิม และใช้งานหลาย ๆ แอพพร้อมกัน ได้อย่างสบาย ๆ

แบตเตอรี่ iPad Pro ทุกรุ่นท่องเว็บผ่าน Wi‑Fi หรือดูวิดีโอได้นานสูงสุด 10 ชั่วโมง ชาร์จไฟจากอะแดปเตอร์แปลงไฟ หรือจากเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสาย USB-C ส่วนของการเชื่อมต่อ ใช้พอร์ต USB-C สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริม ทุกประเภท เช่น กล้อง ไดรฟ์ภายนอก หรือจอภาพ มีการเชื่อมต่อ Wi‑Fi และ LTE ที่เร็วยิ่งกว่าเดิม และสามารถสั่งพิมพ์ ฉายขึ้นจอและส่งไฟล์แบบไร้สายได้

ด้านอุปกรณ์เสริม อีกหนึ่งสิ่งที่เปิดตัวมาใหม่พร้อมกับ iPad Pro 2020 รุ่นนี้ก็คือ Keyboard Case รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับ Trackpad แบบบน MacBook ที่สามารถทำให้เราเลื่อน Cursor บนหน้าจอได้ นอกจากนี้ยังดีไซน์แบบ ยกลอย เหมือนกับ iMac ทำให้เราปรับองศาการมองของหน้าจอได้อีกด้วย

Magic Keyboard แบบใหม่สำหรับใช้คู่กับ iPad Pro ให้ประสบการณ์การพิมพ์บน iPad ที่ดียิ่งขึ้น มีขนาดมาตรฐานที่ออกแบบมาสำหรับ iPad Pro โดยเฉพาะ พร้อมกับแทร็คแพดที่สามารถใช้แทนเมาส์กับ iPadOS แสดง Cursor บนหน้าจอเหมือนกับใช้โน๊ตบุ๊ค และใช้พอร์ต USB-C สำหรับการชาร์จแบบส่งผ่าน

Apple Pencil ที่พัฒนาให้มีส่วนปลายที่ไวต่อการเอียงและแรงกด ความหน่วงต่ำ สะดวกต่อการวาดภาพ รีทัชรูปหรือจดโน้ตต่าง ๆ ใช้การยึดติดตัวเครื่องด้วยแม่เหล็กและการชาร์จไร้สาย

iPadOS ระบบปฏิบัติการ iPadOS ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งาน iPad ให้เฉพาะทางมากขึ้น จนในรุ่นปัจจุบันมีการพัฒนาฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น

  • เปิดแอพได้เร็วกว่าเดิมสูงสุดสองเท่าและมีขนาดดาวน์โหลดที่เล็กลง
  • รองรับการใช้ Trackpad
  • Slide Over และ Split View เวลาต้องการใช้แอพหลายๆ แอพพร้อมกัน
  • Sidecar เชื่อมต่อหน้าจอเข้ากับอุปกรณ์ macOS Catalina
  • มีการจัดการไฟล์ให้สะดวกมากขึ้น
  • สามารถจับคู่ AirPods สองคู่เข้ากับ iPad เครื่องเดียว
  • รองรับ Gesture แบบ Multi-touch บน Trackpad ซึ่งสามารถ Scroll เลื่อนหน้าต่างขึ้นล่าง, Swipe เปลี่ยนหน้าต่างแอป, การกลับไปหน้าโฮม, การเข้าหน้า App Switcher, การซูมเข้าออก, การคลิกขวา, การแตะ คล้าย ๆ กับบน Mac

ถ้าถามว่ายังมีปัจจัยใดที่จะทำให้ผู้ใช้ MacBook เดิม ไม่เปลี่ยนมาใช้ iPad ปัจจัยอันดับหนึ่งคือเรื่องของ Application บางตัวที่ยังไม่มีบน iOS เช่น Adobe Illustrator แต่ไม่ช้าก็เร็วอาจจะมีการพัฒนาตามมาแน่นอน ส่วน Application ตระกูลอื่นๆ ก็มีการพัฒนาให้รองรับในหลาย ๆ อุปกรณ์กันเยอะมากแล้ว โดยเฉพาะ MS Office ที่จัดเต็มพร้อมใช้ผ่าน Office 365

ไอแพดโปร โอ้โห! ยอดเยี่ยมแบบนี้ไม่ควรพลาด

ไอแพดโปร

ในตอนนี้คาดว่าผู้ที่ใช้งานอุปกรณ์ทันสมัยอย่าง Tablet ทั่วโลกนั้นก็น่าจะไม่มีใครไม่รู้จัก iPad Pro (ไอแพดโปร) แน่ ๆ เพราะว่ามีประสิทธิภาพในการทำงานต่าง ๆ ได้อย่างครบเครื่องมาก ๆ และในครั้งนี้เราจะมาบอกเล่าถึงจุดเด่นที่คุณต้องนึกถึงเกี่ยวกับ iPad Pro กัน พร้อมแล้วไปดูกันได้เลยครับ

                1. ชิปประมวลผลที่เร็วแรง

                iPad Pro ถือว่าเป็นอุปกรณ์ในหมวด Tablet ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของประสิทธิภาพและการทำงานอเนกประสงค์มาก เพราะว่ามีส่วนของชิปประมวลผลหรือ CPU ที่ดี โดยในรุ่นก่อน ๆ นั้นจะใช้อย่างเช่น A12X แต่ในรุ่นใหม่ ๆ จะใช้เป็น A12Z Bionic ซึ่งถ้าจะพูดถึงในแง่การทำงานนั้นก็ใกล้เคียงกับระดับแล็ปท็อปหลาย ๆ รุ่นเลยทีเดียว รวมถึง GPU ที่เป็นส่วนสำคัญในด้านกราฟิกที่ให้มาถึง 8 คอร์ ซึ่งถ่ายทอดความสวยงามของภาพได้อย่างมากไม่ว่าจะเป็นในด้านของการทำงานหรือว่าการเล่นเกม และนอกเหนือจากนั้นยังมีหน่วยประมวลผลที่ล้ำสมัยอย่างด้าน AI นั่นเอง ซึ่งทั้งหมดที่ให้มานี้อยู่ในสถาปัตยกรรมการระบายความร้อนที่ดี ดังั้นผู้ใช้จึงมั่นใจได้ทั้งความแรงและการทำงานที่ไหลลื่น

                2. จอที่ใหญ่และสวยงาม

                แน่นอนว่า iPad Pro นั้นมีจุดเด่นในเรื่องของจอที่ใหญ่ซึ่งเป็นผลดีของผู้ที่ชื่นชอบทั้งการทำงานและความบันเทิงที่หลากหลายเป็นอย่างมาก ซึ่งดีไซน์นั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่อดีตที่มีปุ่ม Home บนตัวเครื่องจนมาถึงยุคปัจจุบันที่ไม่มีปุ่ม Home อยู่บนเครื่องซึ่งก็ยิ่งทำให้หน้าจอใหญ่ขึ้นแต่ขนาดเครื่องมีขนาดเท่าเดิม และคุณภาพของหน้าจอนั้นก็ดีอีกด้วยเพราะว่าเป็น Super Retina displays ที่มีสีสันสดใสสวยงาม ถ่ายทอดในส่วนของภาพยนร์และซีรีย์และเกมต่าง ๆ ได้แบบตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่เรียกว่า ProMotion แสดงอัตรารีเฟรชเรทที่ระดับ 120Hz ภาพที่ได้มีความนิ่ง มีการเคลือบสารกันแสงสะท้อนทำให้สามารถยังมองเห็นหน้าจอที่ชัดเจนแม้ในขณะที่แสงจ้า

                3. พลังเสียงที่ทรงพลัง

                องค์ประกอบของ Tablet ที่สำคัญในนั้นไม่ใช่แค่เรื่องจอที่สามารถถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ มายังผู้ชมได้อย่างดีเพียงเท่านั้นแต่ว่าเรื่องของเสียงนั้นก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการเช่นเดียวกัน ซึ่ง iPad Pro ก็เป็น Tablet ที่มีคุนสมบัติด้านเสียงที่ค่อนข้างทรงพลังโดยเฉพาะรุ่นใหม่ที่มีไมโครโฟนติดตั้งมา 5 ตัว ทำให้การบันทึกเสียงอยู่ในระดับเดียวกับการบันทึกเสียงในสตูดิโอ ซึ่งทำให้การอัดเสียงน่าประทับใจ ในเรื่องของลำโพงนั้นก็ให้มา 4 ตัว ทำให้ไม่ว่าจะหมุนไปทางไหนก็ได้มิติของเสียงที่เท่าเทียมกัน

                4. พิมพ์งานสะดวกสบายโดยใช้ Magic Keyboard

                ในการใช้งาน Tablet ในยุคปัจจุบันนั้น หลายคนเลือกที่จะนำมาแทนการใช้งานจากแล็ปท็อปอย่างเช่นการพิมพ์งานซึ่งเรื่องประสิทธิภาพของ iPad Pro นั้นถือได้ว่าทำได้อย่างสบายเลยทีเดียว แต่ว่าถ้าจะให้ครบไปอีกก็อาจต้องพึ่งอุปกรณ์เสริมอย่าง Magic Keyboard ขึ้นมา เพราะว่าสามารถทำให้การพิมพ์งานนั้นลื่นไหลไม่ต่างไปจากการใช้คีย์บอร์ดบนแล็ปท็อปและคอมพิวเตอร์เลย

                และนี่ก็คือเรื่องราวของ iPad Pro (ไอแพดโปร) กับความสามารถที่คุณสมควรเป็นเจ้าของ ซึ่งยังมีอีกหลากหลายให้คุณได้ลองนำไปใช้ตามไลฟ์สไตล์ของคุณเอง

ไอโฟน8พลัสราคา ไม่แพงแถมเหมาะกับแอปเหล่านี้

ไอโฟน8พลัสราคา

ในยุคที่ใคร ๆ ก็ต่างถือ Smartphone นั้น ไอโฟน8พลัสก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เพราะว่ามีสเปคที่ยังใช้งานได้ดีจนถึงตอนนี้และ ไอโฟน8พลัสราคา ในปัจจุบันนั้นเรียกว่าไม่แพงเลย สามารถหามาเป็นเจ้าของได้ง่าย และยังมีลักษณะการใช้งานที่ค่อนข้างครอบคลุมรูปแบบไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันเพราะว่ามีหน้าจอที่ใหญ่แต่ยังคงความบางเบาอยู่ ที่สำคัญสามารถรองรับแอปพลิเคชันได้หลากหลาย โดยเราได้คัดแอปพลิเคชั่นที่สามารถทำงานกับไอโฟน8พลัสได้อย่างเหมาะสมมาให้ดูกันครับ

                1. Netflix

                การชมภาพยนตร์หรือดูซีรีย์ในปัจจุบันนั้นเรียกได้ว่าสะดวกสบายกว่าแต่ก่อนมากเพราะว่าสามารถเปิด Smartphone ของคุณขึ้นมาและเข้าผู้ให้บริการอย่าง Netflix และเลือกดูได้ทุกที่ทุกเวลา และแน่นอนว่าไอโฟน8พลัสนั้นก็เหมาะสมในการรับชมภาพยนตร์และซีรีย์ต่าง ๆ ของ Netflix เป็นอย่างมาก เพราะว่ามีขนาดของหน้าจอที่ค่อนข้างใหญ่ รวมถึงมีคุณภาพของจอแบบ Retina Display ด้วย ซึ่งช่วยให้การรับชมเป็นไปได้อย่างสวยสดงดงามและไหลลื่นนั่นเอง โดยการรับชมแอปพลิเคชั่น Netflix บน ไอโฟน8พลัส นั้นเรียกได้ว่าเหมาะสมสุด ๆ เพราะจะดูจริงจังก็ได้เพราะว่ามีหน้าจอที่ใหญ่พอ หรือว่าจะใช้เป็นจอสำรองเวลาต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหรือที่ไกล ๆ ก็ได้เพราะว่าพกพาสะดวก

                2. GarageBand

                สำหรับศิลปินและนักดนตรีแล้วการทำเพลงและการแต่งเพลงนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องทำจากสตูดิโอเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะว่าการสร้างสรรค์ผลงานต้องทำที่ใดก็ได้นั่นเอง ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นก็ช่วยให้การทำงานในการแต่งเพลง อัดเสียง และทำดนตรีให้สะดวกสบายมากขึ้น โดยหนึ่งในนั้นก็คือแอปพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า GarageBand นั่นเอง ซึ่งการใช้งานนั้นก็ได้จำลองบนเวอร์ชั่นต้นฉบับบนเครื่อง MAC มาเลย โดยสามารถใช้เครื่องดนตรีจำลองหลากหลายมาบรรเลงและประติดประต่อกันพร้อมอัดเสียงร้องเข้าไปได้ คุณสามารถทำเดโมเพลงที่ไหนก็ได้เลยทีเดียว แถมการใช้งานก็ค่อนข้างสะดวกสบายเพราะว่ามีหน้าจอที่ใหญ่และมีประสิทธิภาพในการประมวลผลที่ค่อนข้างเร็วนั่นเอง

                3. Camera360

                มาถึงแอปพลิเคชั่นยอดฮิตสำหรับคนชอบถ่ายรูปและแต่งรูปกันบ้าง โดย Camera360 นั้นสามารถนำรูปที่ถ่ายจากกล้องที่คมชัดของไอโฟน8พลัสมาแต่งเติมได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฟิลเตอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์เสริมในการแทรกตัวอักษรต่าง ๆ อย่างมากมายและง่ายดาย ทั้งนี้เมื่อตกแต่งรูปแล้วยังสามารถส่งขึ้น Social Media ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

                4. PUBG Mobile

                เป็นเกมสำหรับ Smartphone ที่มาแรงสุด ๆ เลยในปัจจุบัน เพราะว่ามีความท้าทาย สนุกสนาน สามารถเล่นได้เป็นทีม ซึ่งการเล่นบนไอโฟน8พลัสก็เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากเพราะ CPU ที่มีประสิทธิภาพ ไปจนถึงหน้าจอที่คมชัดมีขนาดกว้าง ทำให้การเล่นเกมนี้เป็นไปได้อย่างไม่ติดขัดนั่นเอง ดังนั้นถือเป็นเกมประจำเครื่องที่ต้องมีในไอโฟน8พลัสเลย

                นี่คือแอปพลิเคชั่นที่เหมาะสมกับไอโฟน8พลัส โดยจะเห็นได้ว่ามีหลากหลายมากมายเลยนะครับ และอยากจะเน้นย้ำว่า ไอโฟน8พลัสราคา ไม่แพงแล้ว สามารถหามาเป็นเจ้าของกันได้ง่าย ๆ พร้อมประสิทธิภาพที่มากมายได้แล้วนะครับ เชื่อว่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ดีแน่นอน

เหนือกว่าที่เคย ipad pro 2020

เปิดตัวแล้วแท็บเล็ตรุ่นใหม่ของ Apple อย่าง iPad Pro 2020 ที่บอกได้เลยว่ายกระดับการใช้งานแบบมือโปรมากขึ้น ในราคาเริ่มต้นที่ 27,900 บาท ซึ่งทาง Apple ก็ยัดฟีเจอร์เข้ามาเพียบ พร้อมกับเพิ่มจำนวนกล้องหลังที่มีลักษณะคล้ายกับ iPhone 11 ที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว โดยการยัดเลนส์ Ultra-wide เข้าไป รวมไปถึงการใช้งานที่สามารถทำงานได้เหมือนคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ 1 เครื่องเลย

ipad pro 2020

บริษัท Apple มีการเปิดตัว iPad โปร 2020 ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นแรกนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 ซึ่งความแตกต่างหลักที่มีการพัฒนาขึ้นจากรุ่นเดิมก็คือเรื่องของกล้องถ่ายรูปที่รุ่นใหม่นั้นจะมาพร้อมกับกล้องหลัง 2 ตัว พร้อมด้วย LiDAR Scanner

Apple iPad โปร 2020 เริ่มต้นด้วยรุ่นความจุต่ำสุด 128 GB สนนราคาอยู่ที่ 27,900 บาท สำหรับ iPad โปร 11 (2020) หน้าจอ 11 นิ้ว ส่วนรุ่น iPad โปร 12.9 (2020) หน้าจอ 12.9 นิ้ว ราคาเริ่มต้นที่ 34,900 บาท โดยทั้งสองรุ่นยังคงมากับระบบความปลอดภัย Face ID ที่ใช้สำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างมั่นใจ และยังรองรับการใช้งานร่วมกับ Apple Pencil รุ่นที่ 2 อีกด้วย จุดเด่นอย่างแรกที่คงต้องพูดถึงสำหรับ Apple iPad โปร 2020 ก็คือการมาพร้อมกับหน้าจอที่แสดงผลได้อย่างราบรื่นอย่าง Liquid Retina Display และยังมีเทคโนโลยี ProMotion ที่จะปรับอัตราการรีเฟรชของหน้าจอแสดงผลได้สูงสุดถึง 120 Hz อัตโนมัติ ซึ่งความละเอียดของหน้าจอรุ่น 11 นิ้วนั้นอยู่ที่ 2388 x 1668 พิกเซล ส่วนรุ่นหน้าจอ 12.9 นิ้วมีความละเอียดหน้าจอ 2732 x 2048 พิกเซล

หากคุณชอบความสะดวกสบายในการพกพาและน้ำหนักที่เบา iPad โปร 2020 รุ่นหน้าจอ 11 นิ้วน่าจะเป็นตัวเลือกที่ลงตัว โดยรุ่น Wi-Fi มีน้ำหนักอยู่ที่ 471 กรัม และรุ่น Wi-Fi + Cellular น้ำหนักอยู่ที่ 473 กรัม แต่ถ้าเน้นหน้าจอใหญ่ก็ต้องเป็น iPad Pro 2020 รุ่นหน้าจอ 12.9 นิ้ว ที่รุ่น Wi-Fi มีน้ำหนักอยู่ที่ 641 กรัม และรุ่น Wi-Fi + Cellular น้ำหนัก 643 กรัม

ลำดับแรก มาดูในส่วนของราคาค่าตัวที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกว่าจะซื้อรุ่นไหนมาใช้งานกันดี โดยทั้ง 2 รุ่นจะมีสีให้เลือกคือ สีเงินและสีเทาสเปซเกรย์ ส่วนความจุภายในเครื่องมีตั้งแต่ 128 GB, 256 GB, 512 GB ไปจนถึง 1 TB เลยทีเดียว ซึ่ง iPad โปร 2020 รุ่นหน้าจอ 11 นิ้ว ราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ 27,900 บาท ในรุ่น Wi-Fi ส่วนรุ่น Wi-Fi + Cellular ราคาอยู่ที่ 32,900 บาท ในขณะที่ iPad โปร 2020 รุ่นหน้าจอ 12.9 นิ้ว เริ่มต้นที่ 34,900 บาทในรุ่น Wi-Fi และ 39,900 บาทในรุ่น Wi-Fi + Cellular

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ iPad โปร 2020 รองรับแทร็คแพด เราลองทดสอบใช้ “Magic TrackPad 2” ซึ่งสามารถใช้งานได้หลากหลายด้วยมัลติทัช ตัวอย่างเช่น เลื่อนนิ้วไปทางซ้ายและขวาเพื่อสลับแอพพลิเคชั่น เลื่อนสามนิ้วขึ้นเพื่อกลับไปยังหน้าจอหลัก หรือใช้ Safari เพื่อเลื่อนสองนิ้วไปทางซ้ายหรือขวาเพื่อไปที่หน้าก่อนหน้าหรือถัดไป ถือว่าให้การใช้งานที่สะดวกขึ้นเยอะ แถมยังง่ายกว่าการใช้เมาส์อีกด้วยในหลายๆแอพพลิเคชั่นยกเว้นแอพพลิเคชั่นเฉพาะต่างๆ เราว่าแทร็คแพดใน iPad โปร 2020 นี้รองรับการสัมผัสและใช้งานได้ไม่ด้อยไปกว่า Mac เลย

อย่างไรก็ตามเจ้า “Magic Keyboard” นี้มีกำหนดวางจำหน่ายในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ เป็นคีย์บอร์ดขนาดมาตรฐานที่ออกแบบมาสำหรับ iPad Pro มีฝาครอบปุ่มแบบแข็ง และกลไกแบบกรรไกรที่มีการขยับขึ้นลงของปุ่มที่ระยะ 1 มม. เช่นเดียวกับ “MacBook Air” และ “MacBook Pro 16 นิ้ว” เพื่อประสบการณ์การพิมพ์ที่เงียบ สบายมือ และยังตอบสนองได้อย่างใจ คราวนี้คุณจะเขียนนิยาย คิดแผนธุรกิจ หรือจัดการกับอีเมล์ก็ลุยได้เลย อีกอย่างคือ ด้วยปุ่มแบบแบ็คไลท์ คุณก็ทำนั่นทำนี่ได้หมดไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวันหรือกลางคืน

ปลั๊กไฟ ราคาที่ต้องจ่าย!

ปลั๊กไฟ ราคา

บ้านไหนมีเครื่องใช้ไฟฟ้า เชื่อแน่ว่าบ้านนั้นต้องมีปลั๊กพ่วง ปลั๊กไฟหรือปลั๊กสามตา เพื่อใช้ต่อสายไฟมายังจุดห่างจากเต้าไฟหลัก แต่ใครจะคาดคิดว่าปลั๊กพ่วงชิ้นเดียวจะกลายเป็นภัยเงียบ และอาจเป็นต้นตอของไฟไหม้จนบ้านวอดไปทั้งหลังได้ ซึ่งผลการวิเคราะห์สาเหตุส่วนใหญ่ของไฟที่ไหม้เกิดจากปลั๊กพ่วงพบว่า เกิดจากการใช้ปลั๊กพ่วงผิดวิธีทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรและการซื้อปลั๊กพ่วงที่ไม่มีคุณภาพ ผลิตไม่ได้มาตรฐานมาใช้งาน เพราะฉะนั้น การซื้อปลั๊กไฟ ก็ต้องเลือก ปลั๊กไฟ ราคา ที่มีระดับนิดนึง ดูที่ยี่ห้อด้วย เพราะมันมีหลาบระดับช่วงราคามาก ตั้งแต่หลักร้อยต้นๆ ไปจนถึงเกือบหลักพัน แล้วแต่การใช้งานด้วยว่า จะไปใช้ในเหตุการณ์ไหน ทีนี้ไปดูวิธีการเลือกกันก่อนดีกว่า

วิธีซื้อปลั๊กพ่วง ให้ได้มาตรฐาน ไม่ต้องกลัวไฟไหม้

  • มีสัญลักษณ์ มอก.ปลั๊กพ่วงหรือปลั๊กไฟชัดเจน ปลั๊กพ่วง แม้จะเป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็ก แต่การเลือกซื้อทุกครั้งต้องมองหาเครื่องหมายรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) 2432-2555 หรือมอก.ปลั๊กพ่วง ที่ต้องแสดงบนตัวสินค้าหรือกล่องอย่างชัดเจน สังเกตดีๆ ว่าต้องไม่ใช่ มอก.สายไฟ (มอก.11-2531) ซึ่งจะระบุเฉพาะมาตรฐานของสายไฟเท่านั้นไม่รวมส่วนอื่นๆ สำหรับ มอก.ชุดหมายเลข มอก. 2432-2555 นี้จะครอบคลุมชุดสายพ่วง รางปลั๊กพ่วงทั้งชิ้นรวมสายไฟ, เต้ารับ, เต้าเสียบ, สวิตซ์ รวมถึงแรงดันไฟฟ้าด้วย
  • มี 3 ขาใส่กราวนด์กันไฟดูด หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเต้าเสียบของปลั๊กพ่วงที่เราใช้มีทั้งรุ่นที่มี 2 รู (Sockets) และ 3 รู บางคนเลือกซื้อปลั๊กที่มีเต้าเสียบ 2 รู เมื่อซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มี 3 ขามาใช้จึงหักส่วนที่เกินมาทิ้ง 1 ขา เพื่อให้ใช้เสียบเต้ารับได้พอดี ซึ่งจริงๆ แล้วรางปลั๊ก 2 ขาและแบบขาแบน เป็นสินค้าที่มอก. ห้ามจำหน่าย เนื่องจากปลั๊กแบบ 2 รู ไม่มีกราวด์ มีเพียงสาย Line และ Neutral (L-N) ขาปลั๊กและเต้าเสียบที่ได้มาตรฐานจะต้องเป็นแบบ 3 ขากลมเท่านั้น ขาที่เพิ่มมาจะทำหน้าที่เป็นกราวนด์ มีหน้าที่เชื่อมกระแสไฟฟ้าลงดิน เมื่อมีไฟฟ้ารั่วจะวิ่งลงตามสายกราวด์โดยที่ไม่ผ่านร่างกาย เราจึงไม่ถูกไฟดูด
  • ปลั๊กพ่วงโดยมากที่วางขายตามท้องตลาด หรือ ปลั๊กไฟ ราคา ถูกๆ จะมีฝาครอบหรือตัวกล่องปลั๊กมักผลิตจากพลาสติกเกรดธรรมดา เมื่อใช้ไฟเกินกำลังหรือเสียบปลั๊กไม่พอดีกับฐานจะทำให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ พลาสติกจึงละลายและติดไฟลุกลามได้ง่าย วัสดุภายนอกที่เป็นฝาครอบปลั๊กพ่วง จะต้องเป็นวัสดุที่ทนความร้อนได้สูง ไม่ลามไฟ เป็นพลาสติกคุณภาพสูงตามมาตรฐาน UL94 อย่างเช่น พลาสติก ABS, พลาสติกเอวีซี (avc) หรือโพลีคาร์บอเนต ที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการลุกลามของไฟ ไม่ให้ไปสร้างความเสียหายต่อส่วนอื่นๆ
  • มีเบรกเกอร์ (Breaker) ในตัว หนึ่งสาเหตุที่ทำให้ไฟไหม้จากการใช้ปลั๊กพ่วง คือ การไฟฟ้าเกินขนาดพิกัดกระแสไฟฟ้าที่ปลั๊กพ่วงกำหนด จากการเสียบอุปกรณ์ไฟฟ้าพร้อมกันหลายๆ ชิ้น ไม่ดึงปลั๊กออกเมื่อไม่ใช้งาน หากใช้ปริมาณไฟฟ้าที่ปลั๊กแต่ละรุ่นกำหนด จะเกิดความร้อนสูงจนสายไฟละลาย ทำให้สายทองแดงข้างในทั้งสองเส้นแตะกัน จนทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรและเกิดเพลิงไหม้ได้
  • ขั้วสัมผัส L, N ข้างในเป็นทองแดง ส่วนประกอบที่เป็นขั้วสัมผัสภายในปลั๊กพ่วงก็เป็นจุดสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ปลั๊กพ่วงที่ไม่มีคุณภาพจะใช้เหล็กชุบสังกะสี ซึ่งเป็นวัตถุที่นำไฟฟ้าได้ต่ำ ทำให้เกิดความร้อนสะสมมาก ถ้ามีการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่เกินกำหนด จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดไฟไหม้ได้ ในแบรนด์คุณภาพกลางๆ จะเลือกใช้ทองเหลือง (ส่วนผสมระหว่างทองแดงกับสังกะสี) ซึ่งคุณภาพพอใช้ได้ แต่วัสดุที่ใช้ได้ดีที่สุดและราคาแพงที่สุด คือ ทองแดง ด้วยคุณสมบัติเด่นที่สามารถนำไฟฟ้าได้ดี จึงไม่สะสมความร้อนมาก ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้ปลั๊ก ทำให้บ้านปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ปลั๊กไฟ ที่ดีต้องปลอดภัยมาตรฐานมอก.

อันตรายจากการใช้ ปลั๊กไฟ ปลั๊กพ่วงหรือรางเต้ารับเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดนี้หากไม่ระมัดระวังในการใช้งานมีความเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น การใช้งานเกินขนาดพิกัดเสียบ ปลั๊กไฟ ทุกช่องทำให้สายไฟเกิดความร้อนสูง การเสียบปลั๊กปล่อยไว้เมื่อไม่อยู่บ้านนานหลายวัน เหล่านี้เป็นการใช้ปลั๊กพ่วงแบบผิด ๆ ที่มีความเสี่ยงทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและเพลิงไหม้ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินทุกท่านจึงควรรู้วิธีใช้ปลั๊กพ่วงอย่างถูกต้องด้วยวิธีเหล่านี้

ปลั๊กไฟ
  • ไม่ควรเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเต็มปลั๊กพ่วงทุกช่องหรือเสียบติดกัน เพราะเสี่ยงทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรจากความร้อนสูงสะสมในสายไฟ
  • หลีกเลี่ยงการเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กำลังไฟมากพร้อมกัน เช่น เตารีด(กำลังไฟ 430-1,600 วัตต์) กระติกน้ำร้อน(กำลังไฟ 300-600 วัตต์)  ไมโครเวฟ(กำลังไฟ 300-1,500 วัตต์)  เพราะเป็นการใช้งานเกิดขนาดพิกัดทำให้เกิดความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจรได้ เพื่อความปลอดภัยจึงควรใช้ปลั๊กพ่วงกับเครื่องใช้ไฟฟ้าลกำลังไฟน้อย เช่น พัดลมตั้งพื้น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์หรือควรแยกนำเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้กำลังวัตต์สูงไปเสียบเต้ารับปลั๊กถาวรแทน
  • ถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้งาน บ่อยครั้งมักมีข่าวเพลิงไหม้ที่มีสาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรซึ่งมาจากการเสียบปลั๊กไฟไว้นานหลายวันโดยที่เจ้าของบ้านไม่อยู่หรือหลงลืม ด้วยเหตุผลนี้เพื่อความปลอดภัยลดความเสี่ยงทำ ให้เกิดเพลิงไหม้จึงควรถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด โดยเฉพาะเมื่อไม่ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังวัตต์สูง เช่น เตารีด เตาโมโครเวฟ โคมไฟส่องสว่างบนหิ้งพระ
  • ไม่ควรใช้งานปลั๊กไฟเสื่อมสภาพ เช่น ปลั๊กที่มีรอยไหม้ สายไฟขาด ปลั๊กหลวม มีรอยแตกร้าว ปลั๊กเก่าหรือหมดอายุ เพราะปลั๊กไฟเสื่อมสภาพเหล่านี้หากใช้งานต่อมีความเสี่ยงเกิดไฟฟ้าลัดวงจร สร้างความเสียหายให้ระบบไฟฟ้าภายในบ้านและเสี่ยงไฟฟ้าดูดขณะใช้งานอันตรายถึงชีวิต

นอกจาก 4 เรื่องข้างต้น เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้ปลั๊กไฟพ่วงควรเลือกซื้อปลั๊กที่มีเครื่องหมายมอก. หรือผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เป็นสินค้าผลิตจากวัสดุมีคุณภาพ ยกตัวอย่างปลั๊กทำจากพลาสติก PVC ทนทานต่อความร้อนช่วยลดความเสี่ยงไฟไหม้และมีความปลอดภัยสูง เหล่านี้เป็นวิธีใช้ปลั๊กไฟพ่วงอย่างปลอดภัยที่ช่วยป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและเพลิงไหม้ได้ ท่านใดใช้ปลั๊กไฟพ่วงโดยไม่เคยตรวจเช็คสภาพหรือใช้งานผิดวิธีมาตลอด เมื่อทราบถึงการใช้งานที่ถูกต้องแล้วควรใช้ปลั๊กไฟอย่างถูกวิธี!

ซึ่งเพื่อให้เกิดข้อเปรียบเทียบ เราจะมาแนะนำว่าปลั๊กพ่วง ที่น่าใช้ และราคาคุ้มค่า มาเป็นตัวเลือกหลายๆ ยี่ห้อ เพื่อให้เจอสิ่งที่ทุกท่านชอบมากที่สุด โดยมีทั้งดีไซน์และฟังชั่นต่างๆ เพิ่มเติม

รุ่นแรกเลยคือ CKML รุ่น LH-815 รุ่นนี้ราคาเพียง หนึ่งร้อยต้นๆ เท่านั้นเอง ปลั๊กไฟสำหรับต่อพ่วงราคาประหยัด ภายนอกดูสวยงาม สีสันสดใส มาพร้อมช่องเสียบ 5 ช่อง มีสวิตซ์ควบคุมแยกกัน 5 ตัว พร้อมไฟบอกสถานะเปิดหรือปิด วัสดุที่ใช้ในการผลิตมีคุณสมบัติในการทนต่อความร้อนสูง ตัวรางภายในใช้ทองแดงหล่อเป็นชิ้นเดียวกันมีสปริงสำหรับยืดหยุ่น ช่วยให้ช่องเสียบแน่นขึ้น และคดงอได้ยาก และยังช่วยให้กระแสไฟฟ้าไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น เป็นปลั๊กไฟที่สามารถรองรับ

กำลังไฟฟ้าได้สูงสุดที่ 2,500 วัตต์ สามารถใช้ปลั๊กจากนานาชาติได้ และยังมาพร้อมกับเบรคเกอร์ เพื่อช่วยป้องกันกระแสไฟเกิน หรือไฟฟ้าช๊อต ช่วยเพิ่มความปลอกภัยให้มากยิ่งขึ้น

ต่อมาในราคาที่สูงขึ้นมาอีกนิดหน่อย กับ LDNIO รุ่น SC4408 ปลั๊กไฟต่อพ่วงราคาประหยัด มาพร้อมช่องเสียบ 4 ช่อง ช่องเสียบ USB อีก 4 ช่อง พร้อมสวิตซ์ 4 ตัวแยกกันควบคุมแบบอิสระ ผลิตจากวัสดุคุณภาพดี แข็งแรง ทนทานต่อความร้อนสะสมได้เป็นอย่างดี และสามารถติดไฟได้ยาก มาพร้อมสายไฟคุณภาพสูง ความยาว 2 เมตร มาพร้อมระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ครบครัน ทั้งระบบตัดกระแสไฟฟ้าเมื่อมีกระแสไฟฟ้าเกิน โดยสามารถรองรับกระแสไฟฟ้าสูงสุด 2,500 วัตต์ เหมาะสำหรับเพื่อน ๆ ที่มีอุปกรณ์ที่ต้องการชาร์จแบตหลาย ๆ เครื่อง

และสุดท้ายกับรุ่นที่มีราคาระดับนึง แต่ไม่แพงมาก! กับยี่ห้อดังอย่าง Anitech รุ่น H5234 เป็นปลั๊กพ่วงดีไซน์เรียบง่าย ดูสวยงามลงตัว มาพร้อมช่องเสียบ 4 ช่อง พร้อมสวิตซ์แยกควบคุมทั้ง 4 ตัว และยังมีช่องเสียบ USB มาให้ 2 ช่อง สามารถรองรับกระแสไฟฟ้าได้สูงสุด 2,200 วัตต์ พร้อมระบบโอเวอร์โหลดตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติเมื่อมีกระแสไฟฟ้าเกิน ตัวกล่องผลิตจากวัสดุคุณภาพสูงทนทานต่อความร้อนได้ดี ติดไฟได้ยาก ตัวปลั๊กพ่วงมาพร้อมสายไฟคุณภาพดี ความยาว 3 เมตร มีความแข็งแรง ทนทาน สามารถใช้งานได้ยาวนาน

โทรศัพท์ samsung j7 เล็กคุ้ม มุมมองกว้าง!

ก่อนหน้านี้หลายๆ ปี Samsung มักทำสมาร์ทโฟนรุ่นเล็กมาได้สเปคและราคาดูไม่คุ้มราคาเท่าไหร่ แต่ปัจจุบันคงต้องบอกว่าไม่ใช่แบบนั้นแล้ว นับตั้งแต่ปี สองปีที่ผ่านมา เท่าที่ได้เครื่องมารีวิวก็เห็นตัวเล็กๆ แรงๆ คุ้มราคาอยู่หลายตัวเลย ไม่เว้นแม้แต่เจ้า Phablet รุ่นเล็กที่พึ่งจะได้เครื่องมารีวิวอย่าง โทรศัพท์ samsung j7 Pro ที่ออกมาได้สักพักแล้ วแต่ความคุ้มค่ายังมีให้เห็นอยู่ เหมาะสมมากๆ กับยุคนี้ ที่ไม่ต้องจ่ายเงินเกินเหตุ เพื่อให้คุณภาพที่เกินตัว ทีนี้เราไปดูกันดีกว่ามีอะไรบ้างที่น่าสนใจกับเจ้าตัวนี้

โทรศัพท์ samsung j7

โทรศัพท์ samsung j7 Pro นั้นมีดีไซน์ขอบตัวเครื่องโค้งเว้า วัสดุตัวเครื่องเป็นโลหะอะลูมิเนียมแบบชิ้นเดียวไร้รอยต่อ ซึ่งเส้นเสาอากาศด้านหลังตัวเครื่องมีการดีไซน์ใหม่ให้โค้งเว้าเข้ามาในฝาหลังและมีสีดำกลมกลืนไปกับสีดำของตัวเครื่อง และมีการสลักโลโก้แบรนด์ Samsung ลงบนผิวตัวเครื่อง

ภาพรวมของดีไซน์ Samsung Galaxy J7 Pro ยังเป็นสมาร์ทโฟนที่เน้นจอใหญ่เป็นหลัก ประกอบกับด้วยเทรนด์ของสมาร์ทโฟนที่ใช้วัสดุเป็นโลหะได้รับความนิยมมากขึ้น Samsung จึงจับทั้ง 2 ส่วนมาผสมกันกลายออกมาเป็น J7 Pro ที่ให้ความหรูหรา และแข็งแรงทนมือในการใช้งานยาวๆ

หน้าจอของ J7 Pro จะมากับขนาด 5.5 นิ้ว ที่คราวนี้อัพเกรดขึ้นมาเป็นจอ Super AMOLED ความละเอียด Full HD 1080p ให้ความละเอียดเม็ดสีถึง 401ppi ที่สำคัญคือตัวขอบกระจกเป็นแบบโค้ง 2.5D เพิ่มความสวยงามของหน้าจอ และกับรูดนิ้วใช้งานให้ได้ประสบการณ์ที่ดีขึ้น ด้านบนของหน้าจอจะมีลำโพงสนทนา และโลโก้ Samsung สกรีนอยู่ พร้อมกับเซ็นเซอร์ และกล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล โดยมีไฟแฟลชมาให้ใช้งานด้วย ส่วนด้านล่างหน้าจอจะมีปุ่มโฮม (ต้องกดลงไป) ที่เป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้วย พร้อมกับปุ่มสัมผัส Recent Apps และ ย้อนกลับอยู่ข้างๆ

รอบๆ เครื่องทางฝั่งซ้ายจะเป็นปุ่มเพิ่ม–ลดเสียง ถาดใส่ซิมหลัก และถาดใส่ซิมรอง กับไมโครเอสดีการ์ด ฝั่งขวามีปุ่มเปิด–ปิดเครื่อง และช่องลำโพง ด้านบนเครื่องจะถูกปล่อยว่างไว้ และพอร์ตที่เหลืออย่างช่องเสียบหูฟัง พอร์ต MicroUSB จะถูกรวมมาไว้ด้านล่าง พร้อมกับรูไมโครโฟนสนทนา ในภาพรวมแล้วต้องยอมรับว่า Samsung มีการพัฒนาในแง่ของดีไซน์ให้ดูทันสมัยขึ้น ขยับขึ้นมาจากสมัยที่ใช้ตัวเครื่องเป็นพลาสติก จนมาเป็นโลหะเหมือนกับในตระกูล Galaxy A ซึ่งจะทำให้กลายเป็นจุดขายหลักของเครื่องในตระกูลนี้ต่อไปก็ได้

มาถึงในแง่ของฟีเจอร์การใช้งาน J7 Pro ถือเป็นสมาร์ทโฟนในระดับกลางราคาหมื่นบาท แต่มีการนำฟังก์ชันที่แต่เดิม Samsung ปล่อยให้ใช้งานในสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์อย่าง Galaxy S เป็นหลัก ก่อนขยายมาสู่ Galaxy A และล่าสุดปล่อยมาให้ใช้กันใน J7 Pro และอีกจุดที่น่าสนใจคือตัว Fingerprint Sensor หรือเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ที่แม้ว่าตัวเซ็นเซอร์จะไปอยู่ตรงปุ่มโฮม ที่เป็น Hard Button (ต้องกดเพื่อใช้งาน ไม่ได้เป็นปุ่มสัมผัส) แต่ตัวเซ็นเซอร์สามารถทำงานได้ โดยไม่ต้องกดเปิดหน้าจอขึ้นมา แค่วางนิ้วที่ตั้งไว้ลงไปก็จะเปิดการทำงานของเครื่องขึ้นมาทันที

นอกจากนี้ ก็ยังมีฟังก์ชันอย่างการใช้งาน 2 ซิมการ์ด ซิมแรกเชื่อมต่อ 3G/4G ซิม 2 สามารถสแตนบายบนเครือข่าย 3G ได้ (Full Netcom 3.0) โดยที่ไม่ได้เป็นถาดซิมแบบ Hybrid เพราะสามารถใส่ใช้งาน 2 ซิม + ไมโครเอสดีการ์ดได้ทันที

การแบ่งหน้าจอใช้งาน (Multi-Windows) ที่สามารถแบ่งหน้าจอให้แชต หรือเล่น Facebook ไปพร้อมกับดูหนังผ่าน Youtube หรือเล่นเน็ตผ่านเว็บเบราว์เซอร์ไปได้พร้อมๆกัน รวมถึงถ้าเป็นแอปที่รองรับ Pop-Up Windows ก็สามารถใช้งานซ้อนกันได้สูงสุด 5 แอป

เบื้องต้นแอปที่รองรับหลักๆ ก็จะเป็นพวกกล้อง อัลบั้ม เบราวเซอร์ Youtube Facebook LINE Messenger Whatsapp และ twitter ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้หลายๆแอปพร้อมกันได้ เรียกได้ว่าใช้ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด สุดท้าย ที่น่าสนใจที่สุดเลยคือเรื่องของแบตเตอรี ที่ Samsung Galaxy J7 Pro ให้แบตเตอรีมาถึง 3,600 mAh ทดสอบใช้งานด้วยการดู Youtube ต่อเนื่อง ได้ไม่ต่ำกว่า 17 ชั่วโมง ซึ่งถ้านำไปใช้งานทั่วๆไป J7 Pro สามารถใช้ได้ต่อเนื่อง 2 วันสบายๆ บอกเลยว่าคุ้มค่าคุ้มราคาในยุคนี้แน่นอน!

TV Samsung กับคุณสมบัติที่คุณต้องมีเพื่อสาระความบันเทิง

TV Samsung

                น่าจะเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างนานแล้วที่ Samsung ได้เดินหน้าสร้างเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างทีวีให้ผู้ใช้งานได้รับทั้งสาระและความบันเทิงอย่างเต็มที่ ซึ่งตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาแบรนด์นี้ได้สรรค์สร้างเทคโนโลยีด้านภาพและเสียงรวมถึงความเป็น Smart TV เพิ่มขึ้นมาเพื่อให้ขยายขอบเขตคุณสมบัติตามที่ไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคปัจจุบัน ซึ่งเราจะมาดูกันว่า TV Samsung นั้นมีคุณสมบัติรวมถึงสิ่งดี ๆ อะไรบ้าง

                1. ราคาไม่แพงเกินไป

                ในอดีต ถ้าขึ้นชื่อว่าทีวีแล้วหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นอุปกรณ์ที่ค่อนข้างมีราคาแพง ยิ่งเป็นรุ่นที่มีขนาดจอใหญ่และมีเทคโนโลยีดี ๆ ล้ำสมัยด้วยแล้วยิ่งลำบากในการเป็นเจ้าของใหญ่ แต่ว่าในปัจจุบันนี้ ทีวี ต่าง ๆ ได้มีราคาที่ถูกลงกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก อย่างเช่นของแบรนด์นี้หลาย ๆ รุ่นนั้นเมื่อเทียบคุณสมบัติกับราคาแล้วก็ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะคุ้มค่าขนาดนี้ เพราะว่าด้วยขนาดจอและประสิทธิภาพต่าง ๆ ที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนนั้นต้องจ่ายกันกระอักเลยทีเดียว แต่ว่ามาในยุคนี้แค่หลักพันก็สามารถได้ทีวีที่เคยเห็นว่าราคาแพงมาครอบครองได้แล้ว

                2. Smart TV

                คำว่า Smart TV เริ่มเข้ามามีบทบาทในวงการความบันเทิงภายในบ้านมากมายในช่วงหลังนี้ เพราะว่าความต้องการในการใช้งานทีวีในแต่ละบ้านนั้นไม่เพียงแต่แค่เพียงรับชมเหมือนเดิม ๆ อีกต่อไป แต่ว่าได้มีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและใช้ระบบปฏิบัติการที่รองรับการใช้งานที่ยืดหยุ่น โดย แบรนด์นี้นั้นก็เป็นผู้นำในด้าน Smart TV ที่มีลูกเล่นมากมาย สามารถรับชมคอนเทนท์ได้มากมายหลายไม่ว่าจะผ่านอินเตอร์เน็ตหรือผ่านทางแอปพลิเคชันต่าง ๆ โดยที่นิยมกันมากในตอนนี้ก็คือการชมภาพยนตร์และซีรีย์ผ่านผู้ให้บริการสตรีมมิ่งออนไลน์ต่าง ๆ ทั้ง Netflix, Line TV หรือ We TV นั่นเอง และนวัตกรรมนี้ก็สามารถตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวด้วยความง่ายและความสะดวก

                3. ใช้ Smartphone เพื่อควบคุม

                Smartphone ถือว่าเป็นอุปกรณ์ข้างกายที่ทำงานได้อย่างอเนกประสงค์ของใครหลาย ๆ คน และแน่นอนว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นได้จับคู่การทำงานของโทรทัศน์และ Smartphone เข้าด้วยกัน ซึ่งแบรนด์นี้ถือเป็นเจ้าแรก ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีนี้กับทีวีของตัวเองโดยใช้งานผ่าน Application ที่ชื่อว่า Smart View 2.0 โดยเมื่อทำการเชื่อมต่อกับทีวีแล้วสามารถใช้ Smartphone เป็นรีโมทได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนช่อง ลดเสียงเพิ่มเสียง และเสิร์ชหาข้อมูลต่าง ๆ บนโลกอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวก

                4. ความคมชัดระดับ 4K

                มาตรฐานความคมชัดของภาพจากทีวีในปัจจุบันนั้นน่าจะเกินจาก Full HD เข้าสู่โลกของ 4K อย่างเต็มระบบแล้ว เพราะว่าคอนเทนท์ต่าง ๆ นั้นก็ได้มาพร้อมกับความคมชัดระดับ 4K กันแทบทั้งนั้นแล้ว ซึ่ง แบรนด์นี้ก็ทำทีวีในระดับ 4K ออกมามากมายหลายรุ่นให้ได้เลือกซื้อเลือกใช้งานกัน ซึ่งคุณภาพก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะว่าจัดเต็มแน่นอน

                5. เทคโนโลยีปรับเสียงแบบเรียลไทม์

                ถือว่านี่เป็นเทคโนโลยีด้านเสียงที่ค่อนข้างล้ำหน้ามาก ๆ จากแบรนด์นี้เพราะว่าจะทำการตรวจจับเสียงและปรับระดับจากคอนเทนท์ที่แตกต่างกันในจอให้ออกมาอย่างเหมาะสมซึ่งใช้ฟีเจอร์นี้ในชื่อ Adaptive Sound+ นั่นเอง เพิ่มอรรถรสในการรับสาระความบันเทิงได้เป็นอย่างดี

                และนี่คือสมบัติของทีวีแบรนด์นี้ที่คุณต้องมีเพื่อสาระความบันเทิงที่เรานำมาฝากกัน หวังว่าผู้ที่สนใจจะได้รับประโยชน์กันนะครับ