จากซักมือเปลี่ยนมาเป็นซักเครื่อง

“บริการล้างเครื่องซักผ้า”

ในอดีตการซักผ้าไม่ได้สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ ที่จะโยนผ้าลงถัง ใส่ผงซักฟอกแล้วกดปุ่ม แล้วก็รอเอาออกมาตาก ซึ่งแน่นอนว่าต้องผ่านการซักผ้าด้วยมือมาก่อนอย่างแน่นอน แต่กว่าจะมาเปลี่ยนเป็นการซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้าที่มาช่วยทุ่นแรงเหล่าแม่บ้านทั้งหลายนั้น มีทั้งฝาบน ฝาหน้า มีระบบซักและอบในตัว บางรุ่นมีระบบกำจัดแบคทีเรียในเครื่องได้ และยังมี “บริการล้างเครื่องซักผ้า” อีกด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้มนุษย์สมัยก่อนเขาทำความสะอาดเสื้อผ้าอย่างไรกัน ไปติดตามกันได้เลย

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในอดีต ผู้คนต่างซักผ้าด้วยมือโดยอาศัยจากแม่น้ำลำธาร ต่อมาก็อาศัยกระดานซักผ้าที่ช่วยทุ่นแรงในการซักผ้า เพียงแค่นำผ้าไปถูบนกระดานที่แซะร่องไว้ เพื่อช่วยขจัดคราบ ต่อมาก็ได้พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาเป็นการซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้าไฟฟ้า ซึ่งรุ่นแรกที่ผลิตออกมาขายคือ เครื่องซักผ้ายี่ห้อ “Thor” ที่ผลิตขึ้นในปี 1908 แต่เครื่องซักผ้ารุ่น Thor ไม่ค่อยทนทานสักเท่าไหร่ เพราะมันร้อนจนเกินไป จนทำให้เกิดเครื่องไหม้ แต่สุดท้าย ก็มาจนถึงปัจจุบัน ที่มีเครื่องซักผ้าทั้งที่มีระบบซัก และอบในตัว อีกทั้งยังมีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ให้เราได้เลือกใช้งานอีกด้วย โดยได้มีการแบ่งประเภทของเครื่องซักผ้าที่มีในปัจจุบันคือเครื่องซักผ้าแบบฝาหน้า และเครื่องซักผ้าแบบฝาบน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

เครื่องซักผ้าฝาหน้า จะมีลักษณะของฝาที่อยู่ทางด้านหน้า ลักษณะการหมุนของจานซักจะเป็นไปในแนวนอน คล้ายเครื่องโม่ปูน อาศัยหลักการทำงานมอเตอร์แนวดิ่ง ข้อดีของเครื่องซักผ้าฝาหน้าปุ่มโปรแกรมให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย ทำความสะอาดได้ปานกลาง แต่ก็มีข้อเสีย นั่นคือมีราคาค่อนข้างแพง และใช้เวลาในการซักนาน คือประมาณ 45 นาที ถึง 2 ชั่วโมง จึงทำให้ต้องใช้ไฟฟ้ามากเช่นเดียวกัน นอกจากนั้น ยังรองรับปริมาณผ้าที่ซักได้น้อยเมื่อเทียบกับชนิดอื่น คือเพียง 7-10 กิโลกรัมเท่านั้น

เครื่องซักผ้าฝาบน จะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ

  • เครื่องซักผ้าถังเดียว เป็นเครื่องซักผ้าเป็นแบบอัตโนมัติ มีการต่อตัวเครื่องเข้ากับท่อน้ำ เมื่อตั้งระบบการซักเรียบร้อย เครื่องจะทำการจ่ายน้ำเข้าเครื่อง และตัดน้ำเองอัตโนมัติ เป็นการซักและปั่นหมาดในถังเดียว
  • เครื่องซักผ้า 2 ถัง เป็นเครื่องซักผ้าแบบกึ่งอัตโนมัติ โดยจะแยกส่วนระหว่างถังซักผ้า และถังปั่นแห้ง โดยผู้ใช้เอง จะเป็นคนที่กำหนดเองว่าต้องการน้ำประมาณเท่าใด และยังสามารถตั้งเวลาในการซักได้เองตามที่ต้องการ

โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการพัฒนาวิวัฒนาการในการซักผ้า นอกจากนี้ยังมีเครื่องซักผ้าที่มีเครื่องอบผ้าในตัว หรือเครื่องอบผ้าโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้ผ้าของคุณสะอาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีนวัตกรรมที่สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ อีกทั้งยังช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการตากผ้า เพราะใช้เวลาเพียงไม่นาน ผ้าของคุณก็แห้ง ซึ่งไม่ว่าจะสภาพอากาศเป็นแบบใด ผ้าของคุณก็แห้งทัน พร้อมให้คุณเก็บเข้าตู้ได้เลย

เทคนิคการถ่ายรูปจากกล้องมือถือ…ให้ได้ภาพถ่ายแบบมือโปร

huawei p30

ทุกวันนี้เชื่อเลยว่าถ้าเอารูปภาพที่ถ่ายจากกล้องถ่ายรูปมาเทียบกับรูปภาพที่ถ่ายจากกล้องมือถือ คงไม่มีใครสามารถแยกออกได้อย่างแน่นอน นอกจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพราะว่าในปัจจุบันกล้องมือถือได้ถูกพัฒนาให้มีความคมชัด และรายละเอียดด้านต่างๆ ให้เทียบเท่ากับกล้องถ่ายรูปแล้ว อย่างเช่น huawei p30 ที่เป็นรุ่นระหว่าง p30 Pro กับ p30 Lite ซึ่งถือเป็นตระกูลที่ออกมาในช่วงแรกนั้นมีกระแสฮือฮากันอย่างมาก และอีกหลายๆ แบรนด์ หลายๆ รุ่น ก็ได้ประชันงัดกล้องที่คิดว่าตัวเองเด่นสุด ออกมาให้ผู้บริโภคได้ช่วงชิงกัน นั่นจึงทำให้ผู้คนส่วนใหญ่สนใจที่จะเลือกใช้กล้องจากมือถือมากกว่ากล้องถ่ายรูป เนื่องด้วยที่มีขนาดที่เล็กกว่า สามารถพกพาไปไหนต่อไหนได้อย่างสะดวกสบาย

แต่การที่จะมีกล้องสวย หรือคุณภาพดีแค่ไหน แต่หากไม่มีทริคหรือเทคนิคในการถ่ายภาพ ก็อาจจะทำให้ได้ภาพที่ไม่ได้ดั่งที่ใจต้องการได้ ดังนั้นวันนี้จะนำเทคนิคดีๆ มาให้ได้ลองใช้กันดีกว่าว่าหากได้ลองใช้เทคนิคตามนี้แล้ว จะได้ภาพอย่างที่ต้องการหรือไม่ หรือบางทีอาจจะแยกไม่เลยก็ได้ว่าถ่ายจากกล้องถ่ายรูป หรือกล้องมือถือกันแน่professional

  • การเลือกช่วงเวลาเป็นเรื่องสำคัญ

หลายท่านอาจเคยสังเกตเห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่ถ่ายเวลากลางวันที่มีแดดจัดๆ ภาพที่ได้ออกมามักจะดูไม่ค่อยสวยงาม ไม่มีชีวิตชีวา แข็งๆ ทือๆ ให้คุณลองเปลี่ยนเป็นช่วงพระอาทิตย์ขึ้นสักระยะ หรือจะเป็นช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เพราะแสงที่จะได้นั้นจะดูนุ่มนวลเนียนตามากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ ภาพที่ได้จะออกแนวโทนเหลืองแดง ซึ่งเป็นคอนทราสของภาพที่สวยงามลงตัว รวมไปถึงช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตกไปแล้ว หรือก่อนพระอาทิตย์ขึ้นซักพัก ก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การถ่ายภาพเช่นเดียวกัน เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวจะมีสมดุลระหว่างแสงบนท้องฟ้า และแสงไฟในเมืองพอดีกัน ทำให้เป็นช่วงที่ถ่ายได้สีสันสวยงามมากที่สุดของวัน เรียกว่าเป็นช่วงทไวไลท์นั่นเอง

  • การใช้โหมด HDR (High Dynamic Range)

เป็นการเก็บรายละเอียดในภาพทั้งส่วนมืด และสว่างให้มีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าเป็นช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตก จะทำให้คุณเก็บภาพที่มีรายละเอียดแสงสีที่สวยงามได้ เพราะช่วงเวลานั้นแสงจะไม่จ้ามากนัก และหากวันไหนที่ท้องฟ้าเป็นใจ มีเมฆมาก รูปทรงแปลกตา คุณก็จะได้ภาพท้องฟ้าสวยงามอย่างที่ต้องการแน่นอน ซึ่งปัจจุบันก็มีหลายเจ้าที่ทำกล้อง HDR รวมถึง huawei p30 ด้วย

  • การหาจุดเด่นและสร้างเรื่องราวให้กับภาพถ่าย

เมื่อคุณไปสถานที่ที่สวยงสม จนคุณอยากจะเก็บภาพวิวทั้งหมดไว้ในภาพเดียว คุณจึงเลือกถ่ายด้วยการถ่ายแบบพาโนรามา แต่คุณทราบหรือไม่ว่า มัยจะทำให้คุณหาจุดเด่นของภาพไม่เจอ ดังนั้นคุณควรเลือกถ่ายเฉพาะจุดเด่นของภาพจะดีกว่า เพราะจะทำให้คุณได้ภาพที่น่าสนใจ อีกทั้งยังบ่งบอกความเป็นสถานที่นั้นๆ ได้ดีกว่าอีกด้วย หรือภาพที่แสดงถึงวิถีชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะมาจากการแต่งกาย หรือสายตา ก็สามารถเล่าเรื่องราวได้เป็นอย่างดี

  • การจัดองค์ประกอบของรูปภาพ

เป็นการจัดองค์ประกอบแบบง่ายๆ คือ กฎ 3 ส่วน โดยแบ่งภาพออกเป็นตาราง 3 ส่วน ทั้งเส้นแนวนอนและแนวตั้ง เมื่อลากเส้นแบ่งภาพทั้งส่วนแล้วจะเกิดจุดตัด 4 จุด ซึ่งจุดตัดของเส้นทั้งสี่นี้ คือตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการจัดวางวัตถุที่ต้องการเน้นให้เป็นจุดเด่นหลัก แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้มีกฎตายตัว แต่สำหรับผู้เริ่มต้น ให้ยึกตามกฎนี้ไปก่อน หากคุณเริ่มคล่องมากขึ้น ก็สามารถจัดองค์ประกอบตามที่คุณต้องการได้เลย

การแปลี่ยนแปลงของยุคทีวีดิจิตอล

“digital tv box”

เมื่อยุคอนาล็อกได้สูญสิ้น เหลือไว้แต่ดิจิตอล หรือ digital tv box ที่เข้ามาครอบครองแทน นั่นหมายความว่า โลกเราได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่ทันต่อโลกมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับบ้านเราอาจจะเกิดขึ้นช้ากว่าชาวบ้านเขาหน่อย แต่ก็ยังถือว่าตามทันอยู่ โดยอดีตเราอาจจะเคยชินกับทีวีที่ออกอากาศในระบบอนาล็อก แบบขาวดำ

ต่อมาได้พัฒนามาเป็นแบบทีวีที่มีสี แบบชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง ตามแรงสัญญาณที่ส่งถึง แต่ปัจจุบันนี้ไม่ต้องประสบปัญหาแบบนั้นอีกต่อไป เพราะทั่วประเทศได้เปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิตอลกันถ้วนหน้าแล้ว

โดยสัญญาณภาพของระบบ Digital TV จะมีคุณภาพดี คมชัด อยู่เสมอ ต่างกับระบบ Analog TV ที่สัญญาณจะเปลี่ยนไปตามระดับความแรงของสัญญาณที่รับได้ เพียงแค่คุณมีทีวีเครื่องเก่า กับ digital tv box หรือหากใครไม่อยากเชื่อมต่อให้ยุ่งยาก ก็มีทีวีดิจิตอลที่ถูกติดตั้งอยู่ในตัวเรียบร้อยแล้วให้เลือกมากมายหลากหลายยี่ห้อให้ได้เลือกซื้อกัน

ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพของภาพในระบบ Digital TV จะสูงมากกว่าระบบ Analog TV อยู่แล้ว โดยระบบ Digital TV จะมีความละเอียดของภาพสูงสุดที่ระดับ Full High Definition (Full HD) หรือ 1080p – Picture is 1920 x 1080 pixels, sent at 60 frame/sec ส่วนในระบบ Analog TV จะมีความละเอียดของภาพสูงสุดจะอยู่ในระดับเพียงแค่ Standard definition (SD) หรือ 480p – Picture is 704 x 480 pixels, sent at 60 complete frame/sec เท่านั้น

และในส่วนของอัตราส่วนของภาพ ระบบ Digital TV ก็จะเป็น จอกว้าง 16:9 แต่ระบบ Analog TV จะเป็นเพียง 4:3 และว่ากันด้วยเรื่องของเสียง ระบบทีวีดิจิตอลก็เหนือกว่า เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณเสียงมาในระบบ Surround 5.1 channels ในขณะที่ Analog TV จะส่งสัญญาณเสียงมาในระบบ Stereo 2 channels เท่านั้น

และถ้าหากยังจำกันได้ช่วงแรกที่มีการประมูลช่องทีวีดิจิตอลสมัยนั้นมีมากถึง 24 ช่อง (ช่องเด็ก + ช่องข่าว + ช่อง SD + ช่อง HD)  แต่ ณ ตอนนี้ ช่องฟรีทีวีจะเหลือรวมกันเพียง 15 ช่องเท่านั้น โดยช่องที่หายไปทั้ง 7 ช่องนั้น แบ่งออกเป็นกลุ่มช่องเด็กและเยาวชน จำนวน 2 ช่อง ได้แก่ ช่อง 3 Family และช่อง MCOT Family

ส่วนกลุ่มช่องข่าว มีจำนวน 3 ช่อง ได้แก่ ช่องสปริงส์นิวส์ ช่อง Bright TV และช่อง VOICE TV สุดท้ายกับช่อง SD จำนวน 2 ช่อง SPRING 26 และช่อง 3SD นั่นหมายความว่าช่องเด็กและเยาวชนนั้นจะหายไปทั้งหมดเลย เหลือไว้เพียงแค่ ช่องข่าว​ 3 ช่อง (TNN , NEW 18 และ Nation TV) ​ช่อง SD​ จำนวน 5 ช่อง (ช่องเวิร์คพอยท์, True4U, GMM25 ช่อง 8 และ Mono 29) และช่อง HD ที่ยังอยู่ครบทั้ง 7 ช่องเหมือนเดิม (ช่อง 9 MCOT HD, ช่อง One, ไทยรัฐทีวี, 3HD, AMARIN TV และช่อง 7HD)

และในอนาคตก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ กับทีวีดิจิตอลอีกหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็มีการแข่งขันกันระหว่างผู้ประกอบการที่ค่อนข้างดุเดือด อีกทั้งในอนาคตเครือข่าย 5G ก็กำลังจะมา

ยิ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าผู้บริโภคกับทีวีจะห่างออกไปมากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงเจ้าของกิจการที่ผลิต digital tv box ก็อาจจะอยู่ไม่ได้ เนื่องจากตลาดทีวีก็ได้ผลิตสินค้าที่มี Built-in Digital TV Tuner

ซึ่งในฐานะผู้บริโภคอย่างเราๆ อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ แต่ส่งผลกระทบต่อผู้คนที่อยู่ในวงการทีวีดิจิตอลกันอย่างแน่นอน

เพาเวอร์แบงค์ ถึงสำรอง แต่สำคัญนะ!

โทรศัพท์มือถือ

เพาเวอร์แบงค์ สำหรับ “โทรศัพท์มือถือ”  คนทั่วไปส่วนใหญ่คงรู้จักและคุ้นเคยกันบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ คนที่ ยังไม่เคยรู้จักเจ้า “Power Bank” หรือ  “แบตสำรอง” มาก่อน

Power Bank ที่อาจมีหลายท่านบัญญัติ นามที่แตกต่างให้มัน กันอย่างมากมาย อาทิเช่น ในภาษาอังกฤษ อาจจะมีคำว่า Power Booster ,External Bettery , Back up Battery  หรือใน ภาษาไทย ถูกขนานนามว่า แบตสำรอง ,แบตเตอรี่สำรอง แต่ไม่ว่าจะถูกเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่

อุปกรณ์ตัวนี้มันก็คือ อุปกรณ์ อิเลคทรอนิกส์ตัวหนึ่ง ที่บรรจุก้อนพลังงานในรูปแบบที่เรียกว่าแบตเตอรี่ ใช้เก็บกักพลังงานไฟฟ้า และปล่อยพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์อื่นๆ อาทิ “โทรศัพท์มือถือ ” กล้อง เป็นต้น

ปัจจุบันนิยมใช้งานมือถือสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตกันมาก และเน้นการใช้แอพหรือบริการต่างๆ ที่เชื่อมต่อผ่านอินเตอร์เน็ต จึงทำให้อุปกรณ์พกพาเหล่านี้ใช้พลังงานมากขึ้น แบตเตอรี่หมดเร็ว Power Bank จึงเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประโยชน์ของพาวเวอร์แบงค์ มีดังนี้

1. สำหรับคนที่ไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน ต้องออกไปข้างนอกบ่อย ๆ หรือไปต่างประเทศบ้าง การพกพาพาวเวอร์แบงค์ จะช่วยให้คุณสะดวกในการชาร์จพลังงานให้กับอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่น ๆ แบบ usb ของคุณได้ ในทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องกังวลกับการหาที่ชาร์จพลังงาน

2. การมีแบตสำรอง จะช่วยให้คุณประหยัดค่าไฟได้ การบริหารจัดการชาร์จพาวเวอร์แบงค์ในเวลากลางคืน และพกพาพาวเวอร์แบงค์เพื่อใช้ในเวลากลางวันแทนการเสียบปลั๊กไฟโดยตรง

ซึ่งหากใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวัน และใช้ไฟฟ้าร่วมกับอุปกรณ์อื่นพร้อมๆ กัน จะทำให้โหลดสูงกว่าในเวลากลางคืน และทำให้ค่าไฟฟ้าของคุณแพงได้

3. พาวเวอร์แบงค์ช่วยป้องกันไฟตก ไฟกระชาก ไฟดับ จากการเสียบปลั๊กโทรศัพท์โดยตรงกับไฟบ้าน ทำให้โทรศัพท์ของคุณไม่ชำรุดเสียหาย ถนอมรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าของคุณ ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

4. การพกพาพาวเวอร์แบงค์ ทำให้คุณมีไฟฟ้าไว้ชาร์จมือถือหรืออุปกรณ์อื่น ๆ แบบ usb ได้ โดยคุณไม่จำเป็นต้องไปขอใช้ไฟฟ้าจากที่อื่น สามารถมีพลังงานที่เก็บไว้สำรองใช้เพื่อการพึ่งพาตนเองและแบ่งปันได้

5. ในกรณีที่ไฟบ้านดับ และมือถือหรืออุปกรณ์แบบ usb ของคุณเกิดแบตหมดกระทันหัน การมีพาวเวอร์แบงค์ จะช่วยให้มือถือหรืออุปกรณ์แบบ usb ของคุณ มีพลังงานสำรองจากพาวเวอร์แบงค์ไว้ใช้ในยามฉุกเฉินได้

วิธีการใช้งานแบตเตอรี่สำรองที่ถูกวิธี

1.เลือกแบตเตอรี่สำรองที่ได้มาตรฐานการผลิต หรือที่เราเรียกติดปากว่า มอก.นั่นเอง โดยดูรายละเอียดที่สลากสินค้า

2.ชาร์ตแบตเตอรี่ให้เต็มทุกครั้งหลังจากการใช้งานเสร็จ ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ไฟหมด เนื่องจากแบต Lithium-ion นั้นสามารถชาร์จไฟได้ทันที

3.ไม่ควรชาร์จไฟพร้อมกับใช้งานมือถือไปด้วย ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่า Power bank นั้นออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานไปด้วย และชาร์จไฟไปด้วยพร้อมกันได้ ซึ่งการทำแบบนี้ ทำให้เกิดความร้อนสูง และอาจจะทำให้เกิดการระเบิดได้ด้วย

                4.ระหว่างที่ทำการชาร์จไฟจากแบตเตอรี่สำรองนั้น ควรจะเข้าสู่ Sleep Mode เพื่อให้การชาร์จไฟเข้ามือถือนั้นทำได้เร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการกดที่ปุ่มเปิด-ปิด 1 ครั้ง (ไม่ต้องกดค้าง) เพื่อให้หน้าจอดับ หรืออาจจะรอให้หน้าจอมือถือดับไปเอง สำหรับโทรศัพท์ที่ตั้งค่าพักหน้าจอได้

5.ไม่ควรชาร์จแบตเตอรี่สำรองในที่ที่มีอุหภูมิสูง เช่น ในรถยนต์ที่จอดไว้กลางแจ้ง ห้องนอนที่แดดส่องมาโดนโดยตรง เพราะอุณหภูมิที่สูงมาก จะทำให้เกิดความร้อนจนอาจจะทำให้แบตเตอรี่สำรองเกิดความเสียหายได้นั่นเอง ทั้งหมดนี่คือคำแนะนำที่ดี ที่ทุกคนควรใส่ใจในข้อควรระวัง เนื่องจากที่ผ่านมามีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับการใช้  Power bank แล้วเกิดระเบิด ส่วนหนึ่งมาจากการใช้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เน้นถูกเข้าว่า

มาตรฐานการเชื่อมต่อแบบใหม่ สายชาร์จ type c

สายชาร์จ type c

สำหรับอุปกรณ์ไอทีต่างๆ พอร์ต USB สายชาร์จ type c ถือว่าเป็นช่องทางพื้นฐานในการเชื่อมต่อที่สำคัญ ในปัจจุบันนี้เรียกว่าอุปกรณ์ไอทีหลากหลายชนิดจะต้องรองรับการเชื่อมต่อผ่านสาย USB ไม่ว่าจะใช้ถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลต่างๆ หรือไว้สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ก็ตาม

ซึ่งล่าสุด USB ได้ถูกพัฒนาในมาตรฐานใหม่ โดยใช้ชื่อว่า สายชาร์จ type c หรือ USB-C ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยี USB เวอร์ชัน 3.1 ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม และจะเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการไอที และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้งานพอร์ต USB ที่จะต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับการใช้งาน ส่วน USB Type-C มีการเปลี่ยนแปลงไปจาก USB ของเก่าอย่างไร และจะมีคุณสมบัติใดที่เหนือกว่า type อื่นๆ อย่างไรบ้าง ลองไปดูกัน

USB Type-C ไง คืออะไรอ่ะ เชื่อว่าใครหลายคนน่าจะเคยเจออะไรคล้ายๆแบบนี้ วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกันหน่อย แบบลงลึกในรายละเอียดสักเล็กน้อย ให้พอเข้าใจมากขึ้น ว่ามันดีกว่าเดิมยังไง แล้วทำไมถึงต้องมีมัน

เจ้าหัวต่อแบบใหม่นี้เกิดขึ้นจากหน่วยงานดูแลมาตรฐานชื่อ USB Implementers Forum (USB-IF) ในเดือนสิงหาคม 2014 ถูกพัฒนาขึ้นมาช่วงๆเดียวกันกับ USB 3.1 ตัวหัวต่อมี pin ด้านในทั้งหมด 24-pin ออกแบบมาเป็นทรงรียาวแบนสมมาตร สามารถเสียบด้านไหนก็ได้ เพิ่มความสะดวกไม่ต้องเล็งมากตอนเสียบสาย

ขนาดของมันเล็กลงกว่า USB ปกติ จึงสามารถเอาเข้าไปใส่กับเครื่องขนาดเล็กอย่างมือถือ หรือโน้ตบุ๊กที่บางมากๆได้เลย เราจึงได้เห็นในปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ ในมือถือและโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่ๆ

หลายคนคงสงสัยขึ้นมาว่า เอ้า แล้วก็มี micro-USB อยู่แล้ว เล็กกว่าด้วย ทำไมยังต้องมีอันใหม่นี้อีก คำตอบคือ ตัวนี้เล็งได้ง่ายกว่า ไม่มีเขี้ยวที่เสี่ยงต่อการหักและเป็นรอยได้เมื่อเสียบผิดด้านเหมือน micro-USB แล้วแถมมันยังมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่าเดิม

จากมาตรฐาน USB 2.0 เดิมจะวิ่งได้สูงสุดที่ 60 MB ต่อวินาที แต่แบบใหม่นี้สามารถวิ่งได้สูงสุดระดับ 1 GB ต่อวินาทีเลยทีเดียว ยังไม่หมด ในสายแบบที่เป็นหัวใหม่ทั้งสองด้าน มันยังสามารถเสียบสายด้านไหนก็ได้ ไม่ต้องคอยมานั่งดูว่า ด้านไหนสำหรับขาเข้า ด้านไหนสำหรับขาออก ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

ช่องจ่ายไฟชาร์จเร็วผ่าน ตัวสายยังรอบรับกระแสไฟที่สูงขึ้น สูงสุด 5A (กำลังสูงสุด 100W) ช่วยให้จ่ายไฟให้กับมือถือได้เร็วขึ้นกว่าเดิม อย่างมือถือของ Huawei ที่มีระบบ Super Charge ทำให้สามารถชาร์จไฟเต็มได้เร็วกว่ามือถือทั่วไป

ตัวแปลงไปเป็นช่องต่อแบบอื่นๆ และการเอามันไปใช้กับอุปกรณ์เก่าๆระบบเดิม ก็ทำได้ ไม่ต้องกลัวเรื่องความเข้ากันไม่ได้เลย เพราะรองรับทั้งหมด สามารถใช้ตัวแปลง USB Type-C ไปเป็นช่องแบบเก่าอื่นๆที่เคยใช้ได้หมดเลย

ถือว่านี่คือเทคโนโลยีก้าวต่อไปของวงการ ที่คงจะได้เห็นเข้ามาทดแทนช่องต่อแบบเก่ามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยคุณสมบัติของมันที่ดีกว่าเก่าแถบทุกอย่าง จะมีก็แต่ยังคงหาซื้อได้ยาก และราคาต้นทุนของมันที่ยังสูงกว่าแบบเก่า แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่หันมาใช้ช่องแบบนี้กันหมด โลกเราก็ง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย ไม่ต้องปวดหัวกับสายแต่ละแบบอีกต่อไป

หน้าสดแล้วทำไม แอพมีไว้ก็ใช้สิ!!

หลังจากการเปิดตัวอย่างอื้ออึงของ Samsung s10 ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เซลฟี่กับแคมเปญสเปซ เซลฟี่” (Space Selfie) คือต้องบอกว่าเจ้าตัว Samsung เอส10 เนี่ย คนชอบถ่ายรูปน่าจะชอบมากขึ้น กล้องหลังตัวใหม่ มีมา 3 เลนส์ แต่ละเลนส์ก็ทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น อยากเก็บภาพมุมกว้างก็ใช้เลนส์ Ultra wide ที่ทำให้ได้ภาพมุมกว้างขึ้น อยากซูมเข้าไปก็ใช้เลนส์ Telephotos ที่ซูมได้ 2x แบบไม่เสียรายละเอียด แต่สิ่งที่ช่วยทำให้ถ่ายรูปได้สนุกขึ้นก็คือ ระบบ AI ที่ช่วยปรับภาพให้เข้ากับวัตถุที่เราถ่าย ซึ่งเรียกว่า Scene Optimizer ในรุ่นใหม่นี้มีการเพิ่มซีนเข้ามาอีก 10 ซีน เป็นทั้งหมด 30 ซีน

s10

และยังมี Shot suggestion มีการแนะนำการถ่ายรูปซึ่งจะช่วยให้องค์ประกอบของภาพดีขึ้น ทำให้ภาพดูน่าสนใจมากขึ้น โดย AI Machine Learning เรียนรู้ภาพถ่ายมากกว่า 100,000,000 ภาพมาคอยแนะนำ ตรงนี้เหมาะมากสำหรับมือใหม่หัดถ่ายรูปซึ่งได้คอยเรียนรู้การจัดวางองค์ประกอบของภาพได้ อย่างผมเองได้ลองยกกล้องขึ้นมาคิดว่าองค์ประกอบนี้โอเคแล้ว แต่เมื่อ Galaxy เอส10 + ได้แนะนำก็ลองปรับมุมมองใหม่ซึ่งทำให้ภาพดูดีขึ้น แต่การทำงานของ Shot suggestion นั้นจะไม่ขึ้นทุกครั้งที่ทำการถ่ายภาพ ซึ่งจะเชื่อหรือไม่เชื่อ หรือทำการปิดไปก็ได้

ในส่วนของการเซลฟี่แบบฮอตๆ ก็คือ เซลฟี่หลังละลาย สำหรับรุ่นใหญ่อย่าง Galaxy เอส10 + จะมีกล้องหน้าคู่ 2 เลนส์ ประกอบไปด้วย Selfie Camera ความละเอียด 10MP Dual Pixel AF รูรับแสง f/1.9 และ 8MP RGB Depth Camera รูรับแสง f/2.2 ส่วน Galaxy เอส10 มีกล้องหน้าเดียว Selfie Camera ความละเอียด 10MP Dual Pixel AF รูรับแสง f/1.9 ทั้งคู่มาพร้อมโหมดเซลฟี่ Live focus และโหมดเซลฟี่มุมกว้าง ซึ่ง Life focus บน Galaxy เอส10+ จะใช้ทั้ง 2 เลนส์ในการทำหน้าชัดหลังละลาย ส่วน Galaxy s10 จะใช้ซอฟท์แวร​์ช่วยในการทำหน้าชัดหลังละลาย ดังนั้นการที่เลนส์ Depth Camera ย่อมทำได้ดีกว่าอยู่แล้ว ส่วนโหมดอื่นๆ อย่าง Beauty Auto, Life focus ที่เอาไว้ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ซึ่งมีการปรับปรุงมากขึ้น

โดยรุ่นใหม่นี้มีการเพิ่มลูกเล่นเอฟเฟ็กส์ฉากหลังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบหมุนวน, แบบพุ่งเข้าหาวัตถ และการดูดสี มีให้ใช้งานทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังกันเลย ตรงนี้ก็อยู่ที่ความครีเอทของแต่ละคนว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร การที่มีลูกเล่นมากขึ้นก็ถือเป็นข้อดีต่อผู้ใช้งานเพราะจะได้ใช้งานในตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้นด้วยนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม นอกจากโหมดต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว เรายังต้องเสริมด้วยแอพพลิเคชั่นเด็ดๆ สำหรับเซลฟี่ด้วย Ulike มีให้ดาวน์โหลดทั้ง iOS และ Android แอพนี้เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2018 โดย บริษัท Lemon.Inc. แอพนี้ถ่าย Selfie สวยมากมี Filter ให้เลือกเยอะมากและฟรี มีจุดเด่นในเรื่องการแต่งหน้าได้ภายในตัวแอป และ BeautyPlus เป็นแอพของประเทศจีน ลูกเล่นเด็ดมากตรงที่มีแบบปรับหน้าชัดหลังเบลอได้สมจริง พร้อมทั้งมีสติกเกอร์ต่างๆ เพิ่มเติมลูกเล่นให้กับการเซลฟี่ของเรา บอกเลยว่าคู่ควรมีไว้ประดับสมาร์ทโฟนอย่างมาก

หลีกเลี่ยงมือถือ ไว้ใกล้ตัวจนเกินไป

มือถือ

แน่นอนว่าหลายๆ คนมักมีนิสัยที่ชอบเล่นโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนเสร็จ แล้วก็วางมันไว้ข้างหมอนหรือเผลอหลับตอนกำลังนอนเล่นโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟน เพราะเรามองว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทำกัน จนอาจจะลืมนึกไปว่ามันส่งผลเสียต่อการเป็นโรคร้ายแรงอย่างมากถึงมากที่สุด เพราะโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนไม่ควรนำมาวางไว้แถวๆ หัวนอนเด็ดขาด ทุกคนคงอยากรู้กันแล้วใช่มั้ยว่ามันจะนำพามาซึ่งโรคอะไร เอาอย่างเบาะ ที่รู้แล้วจะแอบหนาว คลื่น มือถือ หรือสมาร์ทโฟนเป็นตัวการของมะเร็งสมอง!

จากข้อมูลของสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) มือถือ มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดมะเร็ง โดยเฉพาะลองสังเกตได้ง่ายๆ เลยว่า วันไหนที่คุย โทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ จะรู้สึกปวดหูและลามไปยันหัว โดยเฉพาะสมองในเด็กที่มีแรงดึงดูดสัญญาณคลื่นได้มากกว่าผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า จึงทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสมองชนิด Glioma หรือเนื้องอกในสมองได้มากกว่าผู้ใหญ่นั่นเอง

ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่าในไทยนั้นพบเพศชายเป็นเนื้องอกในสมองมากกว่าผู้หญิง อีกทั้งช่วงอายุที่พบว่าเป็นเยอะที่สุดคือ 5-9 ปี และ 50-55 ปี โดยในกลุ่มของเด็ก ถือว่ามะเร็งในสมองเป็นโรคที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด เราในฐานะผู้ใหญ่ จึงควรให้ความสำคัญต่อการใช้โทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนในกลุ่มเด็กเล็กให้มากๆ เพราะหลักๆ แล้ว พวกเค้ายังมีภูมิคุ้มกันได้ไม่ดีเท่าพวกเรา

ทีนี้เราลองมาดูดีกว่า พฤติกรรมหลักที่เสี่ยงต่อผลกระทบนี้มีอะไรบ้าง โดยสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม หรือ สบท. ได้ทำการสำรวจร่วมกับมหาวิทยาลัยเอแบค เดือนกุมภาพันธ์ 2562 พบว่า พฤติกรรมของคนไทยกับโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้

นิยมวางโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนไว้ข้างหัวเตียง คนไทยมักชอบนำโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนไว้ที่หัวเตียงพร้อมกับเปิดเครื่องไว้ด้วยมากถึง 64.5% เพราะมองว่าสะดวกต่อการรับโทรศัพท์ได้ทุกเมื่อ แถมไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก ดังนั้นเราควรแก้ไขด้วยการนำโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนไปวางไว้ให้ไกลตัว แต่ไม่ต้องปิดเครื่องก็ได้ จะเป็นทางออกที่ดีกว่า

ใส่ในกระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋ากระโปรง เกือบครึ่งหนึ่งของคนที่มีโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟน เทียบได้ 41.6% พบว่า คนไทยชอบเอาโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนเหน็บไว้กับตัว ใส่กระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋ากระโปรง เพราะหยิบเข้าออกมานำใช้งานได้ง่ายและสะดวกต่อการพกพานั่นเอง ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าในยามที่ต้องออกจากบ้าน ก็ใส่ไว้ในกระเป๋าแทนจะดีกว่า เพราะอย่างน้อยสัญญาณคลื่นก็ไม่ได้สัมผัสกับร่างกายของเราโดยตรง

ใส่ไว้ในกระเป๋าพกพา และกลุ่มสุดท้ายของคนไทยคือ 23.7% นำโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนใส่ไว้ในกระเป๋าพกพา เพราะส่วนใหญ่จะชอบเดินกดโทรศัพท์หรือบ้างก็เดินคุยโทรศัพท์เม้าท์มอยกับเพื่อน ซึ่งตามหลักแล้ว วิธีนี้เวิร์คที่สุด เพราะถือเป็นการลดความเสี่ยงในการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกินความจำเป็นได้มากที่สุดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม บางคน นอกจากตอนนอนเอาโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนมาวางไว้ข้างตัว เล่นจนนอนแล้ว ยังจะชาร์จแบต แถมเข้าไปอีก ยิ่งทวีคูณความรุนแรงของระบบสมองเรายิ่งไปอีก ซึ่งทางที่ดี เราควรจะปิดเครื่องแล้ววางไว้ให้ไกลตัวที่สุด แต่ถ้าหากจำเป็นจริงๆ ล่ะก็ แค่วางไว้ให้ไกลตัวแต่ไม่ต้องปิดเครื่องก็ได้ ใครโทรมายังไงเราก็ย่อมได้ยินอยู่แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามากระทบกับสมองของเราในยามหลับนอน และยิ่งไปกว่านั้น

นวัตกรรมล้ำนำสมัย ทีวีไม่มีวันตาย

tv

ยุค “Mobile First” อะไรๆ ก็สมาร์ทโฟนไว้ก่อน วิถีชีวิตคนในสังคมอยู่กับ Smart Device และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ทั้งติดต่อสื่อสาร เปิดรับข้อมูลข่าวสาร ค้นหาข้อมูล อ่านหนังสือ หรือแม้แต่ดูคอนเทนต์ต่างๆ ยังทำผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ที่พกพาติดตัวไปไหนมาไหน ทั้งนอกบ้าน และในบ้าน จนทุกวันนี้หลายคน แทบจะจำไม่ได้ว่าตัวเองเปิด tv ครั้งล่าสุดเมื่อไร !!!

อีกทั้งภาพรวมของตลาดทีวีในประเทศไทย เดินทางมาถึงจุดเริ่ม “อิ่มตัว” เนื่องจากทุกวันนี้ Penetration หรืออัตราการเข้าถึงทีวีในประเทศไทยเกือบ 100% ของจำนวนครัวเรือนในไทยแล้ว และรอบการเปลี่ยนทีวีของคนไทย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7 – 10 ปี แตกต่างจากตลาดมือถือ ที่ใช้ 1 – 2 ปีเปลี่ยนเครื่องใหม่

ส่งผลให้ตลาดที วีในไทย มีการเติบโตทั้งในเชิงมูลค่า (Value) และในเชิงปริมาณ (Volume) ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ โดยคาดการณ์ว่าปีนี้ ตลาดทีวีมีมูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท ในเชิง Value มีอัตราการเติบโตเพียง 3% ขณะที่ยอดขายจำนวนเครื่อง อยู่ที่ 2,000,000 – 3,000,000 เครื่อง มีอัตราการเติบโตเพียงแค่ 1%

จากสถานการณ์ดังกล่าว กลายเป็น “ความท้าทายครั้งใหญ่” ของบรรดาแบรนด์ผู้ผลิตทีวีทั้งหลาย ต่างกำลังเผชิญ และหาทางผ่าทางตันในภาวะอิ่มตัว เพื่อผลักดันให้ตลาดทีวีเติบโตต่อไปได้

หัวใจสำคัญที่จะกระตุ้นให้คนเปลี่ยนทีวี อันดับแรก “นวัตกรรม” ซึ่งปัจจุบันพัฒนาการของทีวีทั่วโลก เข้าสู่ยุค “สมาร์ททีวี” เป็นทีวีที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ และสามารถต่อยอดไปสู่เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) ได้เช่นกัน ทำให้พฤติกรรมการชมคอนเทนต์ผ่านหน้าจอของผู้บริโภค เกิดการแยกประเภทหน้าจอโดยอัตโนมัติ ระหว่างอยู่นอกบ้าน กับในบ้าน

เวลาอยู่นอกบ้าน ผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งเป็น Entertainment Mobility ดูคอนเทนต์ต่างๆ และเมื่อกลับเข้าบ้าน ก็สามารถดึงคอนเทนต์บนมือถือ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รับชมผ่านทีวี หรือเปิดหน้าเว็บไซต์ต่างๆ จากจอทีวีได้เลย เพื่อรับชมรายการ ซึ่งแน่นอนว่าการดูรายการผ่านทีวีที่มีขนาดใหญ่ และด้วยเทคโนโลยีภาพและเสียงที่พัฒนาไปไกล ทำให้ได้อรรถรสความบันเทิงมากกว่ามือถือ

ดังนั้น เมื่อมีนวัตกรรมเช้ามา เราก็จะเริ่มงงแล้ว ตอนนี้ทีวีมันสมาร์ทไปถึงไหนกันแล้ว ประเภทจอทีวี มีทั้ง LCD, LED, OLED, QLED และยังมีเรื่องความละเอียดของจอภาพแบบ 4K, 8K มากมายให้เลือกสรรเยอะไปหมด เรามาดูประเภทที่กำลังเป็นที่นิยมกันดีกว่า นั้นก็คือ แอลอีดี ทีวี (Light Emitting Diode) เป็นทีวีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาด ต่อยอดมาจาก LCD โดยใช้หลอดไฟ LED ขนาดจิ๋ว 3 สี ได้แก่ สีแดง น้ำเงิน และเขียว เป็นตัวกำเนิดแสง ให้แสงสว่างได้ดีว่า LCD กินไฟน้อยกว่า และตัวเครื่องมีความบางยิ่งขึ้นอีกด้วย แต่ที่ซับซ้อนไปกว่านั้น แอลอีดี ทีวี ยังมีหลายรูปแบบให้เลือกใช้ โดยไล่เรียงกันไปตามประสิทธิภาพจากน้อยไปหามาก ไม่ว่าจะเป็น Edge LED, Full LED และ RGB LED ซึ่งราคาก็จะเพิ่มขึ้นไปตามประสิทธิภาพในการแสดงผล

อีกประเภทที่กำลังมาแรงก็คงไม่พ้น โอแอลอีดี ทีวี (Organic Light Emitting Diode)  นอกจากนี้ก็ยังมีคำอื่นๆ ที่เราจะได้ยินกันอยู่บ่อยครั้ง เช่น OLED tv (Organic Light Emitting Diode) ทีวีสมัยใหม่ที่เม็ดพิกเซลสามารถให้กำเนิดแสงได้เองคล้ายกับ Plasma ไม่ต้องพึ่งหลอดไฟเหมือน LCD หรือ LED

จุดเด่นของจอภาพชนิดนี้คือมีลักษณะคล้ายแผ่นฟิล์ม มีความบางและความยืดหยุ่น สามารถพัฒนาหน้าจอให้มีความโค้งได้แถมยัง กินไฟน้อย

ความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นกับวงการโทรศัพท์มือถือ

iphone x 256gb

ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการเทคโนโลยีในด้านของโทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนนั้นไปไกลอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหน้าจอที่บางเฉียบแต่คมชัด การสแกนผ่านใบหน้าเพื่อปลดล็อกหน้าจอ เรื่องของกล้องที่มีความคมชัด โดยคุณแทบจะไม่จำเป็นต้องพกกล้องถ่ายรูปติดตัวให้หนักเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว อีกทั้งความจุที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น “iphone x 256gb” ซึ่งเป็นความจุที่มากสุดของรุ่นนี้ และยังมีอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ

ซึ่งโดยสมัยก่อน โทรศัพท์มือถือ มีหน้าที่แค่ใช้โทรเข้า-โทรออกเท่านั้น หรือส่งข้อความสำหรับการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น แต่ปัจจุบันนี้โทรศัพท์มือถือสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิดมากมายเลยทีเดียว แล้วถ้าหากพูดถึงอนาคตบ้างละ? โทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนของคุณจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่ วันนี้เราจะมาลองวิเคราะห์กันดูดีกว่า ว่าจะมีอะไรบ้างที่น่าจะเกิดขึ้นบ้างกับวงการโทรศัพท์มือถือ

  • เป็นโปรเจคเตอร์ในตัว

จริงๆ แล้ว เคยได้มีโทรศัพท์มือถือที่สามารถเป็นโปรเจคเตอร์ในตัวมาแล้วนั้นคือ Samsung Galaxy Beam โดยมีความสามารถในการฉายภาพในขนาดกว้าง 50 นิ้ว  ด้วยความละเอียด WVGA (800 x 480 พิกเซล) ซึ่ง ณ ขณะนั้น อาจจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก แต่เชื่อว่าในอนาคตจะต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้อย่างแน่นอน

  • การแสดงภาพโฮโลแกรม (Holograms)

หลายๆ แบรนด์ได้เริ่มสนใจที่จะเข้าสู่เทคโนโลยี 3 D กันมากขึ้น ซึ่งส่วนที่คิดว่ายากที่สุดคือการที่ต้องการให้ภาพโฮโลแกรม (Holograms) ต้องฉายภาพออกมาในแบบ 3 มิติผ่านหน้าจอโดยตรงเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นเทคโนโลยีระหว่างการแสดงภาพโฮโลแกรม และโปรเจคเตอร์ในแบบ 3 มิติในหนึ่งเดียว

  • Weather Cell Phone Concept

โดยมีแนวความคิดที่ว่าเป็นสมาร์ทโฟนบอกสภาพดินฟ้าอากาศ ซึ่งตัวเครื่องมีลักษณะวัสดุเป็นโปร่งใส มีขนาดที่บาง ใช้ระบบสัมผัสในการควบคุมการทำงาน สามารถตรวจวัดสภาพอากาศในปัจจุบันแล้วแสดงผลบนตัวเครื่องได้ ยกตัวอย่างเช่น อากาศแจ่มใส หน้าจอจะสดใส หากฝนตก ตัวเครื่องก็จะมีหยดน้ำฝนเกาะอยู่ และถ้ามีหิมะตก หน้าจอก็จะเป็นฝ้าด้วยไอความเย็นของหิมะ และหากต้องการโทรออกหรือเขียนข้อความ เพียงแค่ใช้ปากเป่าลมไปยังหน้าจอ ก็สามารถเขียนตัวอักษรหรือวาดรูปต่างๆ ลงไปได้เลย ถ้าหากมีสมาร์ทโฟนแบบนี้อยู่จริงในอนาคต ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่เจ๋งมากๆ เลยทีเดียว

  • เทคโนโลยี Augmented Reality (AR)

หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อของ AR นั่นเอง คือการนำเอาสภาพแวดล้อมของโลกจริง มาผสมเข้ากับวัตถุ หรือสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างในรูปแบบอนิเมชั่น เพื่อเป็นการจำลองสิ่งต่างๆ ได้นั่นเอง โดยในปัจจุบันเราก็เริ่มเห็นกันค่อนข้างเยอะแล้วบนสมาร์ทโฟน เช่น เกม Pokemon Go, Real Strike, Night Terrors หรือเกมอื่นๆ อีกมากมาย

  • ความจุของสมาร์ทโฟนที่อาจมีมากกว่าเดิม

เห็นได้อย่างชัดเจนว่าปัจจุบันนั้นได้มีสมาร์ทโฟนที่ค่อนข้างมีความจุในตัวค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว อย่างเช่น “iphone x 256gb” ถือว่าเยอะแล้ว แต่ ณ ปัจจุบัน ที่เห็นกันในตระกูล iPhone ก็จะอยู่ที่ความจุ 512 GB ซึ่งอนาคตอาจเป็นไปได้ที่สินค้า iPhone อาจจะมีความจุมากถึง 1 TB ก็เป็นได้

ต่อไหน ต่อกัน เชื่อมต่อให้เป็นด้วย สาย aux

สาย aux

ปัญหาที่นักฟังเพลงหรือเล่นเครื่องเสียงมือใหม่ส่วนใหญ่คือ ในหลายๆ ครั้งซื้ออุปกรณ์เครื่องเสียงมาหลายชิ้นแต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะต่อกันยังไง มีรูหรือช่องต่อมากมายเหลือเกิน ทำให้เกิดความงงงวย ไหนจะต้องคิดว่า ซื้อสายหัวแบบไหนที่จะทำให้ใช้ด้วยกันได้ อาทิ สาย aux , RCA, Micro USB, HDMI โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อชุดเครื่องเสียงกับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ เช่น Smart TV ทั้งหลาย ที่มีปัญหามากว่า ช่องไหน เป็นช่องไหน ต้องลองแล้ว ลองอีก กว่าจะรู้ว่า ช่องไหนถึงจะสามารถต่อกับ TV ได้ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถรับรู้และเลือกซื้อได้ดีขึ้นนั่นก็คือ การรู้ช่องเชื่อมต่อต่างๆ ว่าแต่ละอันมีชื่อเรียกว่าอะไร และหน้าตาเป็นยังไง

อันดับแรกจะพลาดไม่ได้เลยกับ สาย aux นับว่าเป็นช่องการเชื่อมต่อที่พบเห็นได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในสมาร์ทโฟน, เครื่องเล่นเพลง, โน๊ตบุ๊ค และเครื่องเสียงทั่วไป เรียกได้ว่าอุปกรณ์ไหนที่สามารถส่งเสียงได้ส่วนใหญ่มักจะมีช่อง AUX ให้ต่อได้นั่นเอง โดย AUX นั้นย่อมาจาก Auxilliary input ซึ่งถือว่าเป็นพอร์ตหรือช่องการเชื่อมต่อพื้นฐาน โดยหัวต่อที่ใช้กับช่องประเภทนี้ก็คือ แจ๊คหรือหัวเสียบที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5 มิลลิเมตร หรือ แจ๊คหูฟังทั่วไปนั่นเอง ข้อดีของพอร์ตนี้คือใช้ง่าย ไม่ยุ่งยากเสียบสายเดียวเสียงออกเลย แต่ข้อเสียคือคุณภาพของเสียงจะสู้ข้อต่อแบบอื่นๆไม่ได้ในราคาที่เท่ากัน

ขอสรุปคร่าวๆ ว่าประโยชน์หลักของ aux inputs คือสามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์เสียงทั่วไปได้ ไม่ว่าคุณจะมี iPhone โทรศัพท์ Android หรือแม้แต่ Walkman มานานหลายทศวรรษคุณจะสามารถใช้งานได้กับอินพุต aux ในชุดหัวหรือสเตอริโอในบ้าน

ด้วยเหตุนี้ จึงทำงานร่วมกับอุปกรณ์พกพาจำนวนมากแม้ว่าบางส่วนจะต้องใช้อะแดปเตอร์และการเปลี่ยนหรืออัพเกรดเครื่องเล่นเพลงของคุณจะไม่เจ็บปวด โดยทั่วไปการถอดปลั๊กโทรศัพท์หรือเครื่องเล่นเพลงเก่าของคุณเป็นเรื่องธรรมดาเพียงแค่เสียบปลั๊กใหม่และทำเสร็จแล้ว

ในขณะที่สายต่ออื่นๆ อย่าง HDMI ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะคอหนังที่ชอบต่อจากโน๊ตบุ๊ค, กล่องดูหนังต่างๆ มายัง Smart TV จอใหญ่ๆเพื่อให้ดูหนังได้อรรถรสยิ่งขึ้น โดยเข้า HDMI นี้จุดเด่นจะอยู่ที่สามารถส่งได้ทั้งสัญญาณภาพและเสียงในเส้นเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน และยังมีการพัฒนาความสามารถในการส่งข้อมูลให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย นับว่าเป็นอีกการเชื่อมต่อนึงที่ใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

RCA นี่ไม่ใช่สถานที่บันเทิงใดๆ แต่เป็นสายเชื่อมต่อสำหรับเสียง โดยจุดเด่นของการเชื่อมต่อแบบ RCA ก็คือจะใช้สาย 2 เส้น โดยเส้นนึงจะเป็นสีแดง และอีกเส้นจะเป็นสีขาว ที่สาย RCA ต้องต่อ 2 เส้นเพราะแต่ละเส้นจะส่งสัญญาณแยกกันระหว่างสัญญาณเสียงด้านซ้าย และสัญญาณเสียงด้านขวา ซึ่งการเชื่อมต่อก็ง่ายๆครับ เอาหัวสีแดงต่อกับช่องสีแดง หัวขาวต่อช่องขวา การเชื่อมต่อแบบนี้จะยุ่งยากกว่า AUX เล็กน้อยแต่จะให้เสียงทีดีกว่าครับ

ทั้งนี้ นี่เป็นเพียงข้อมูลของสายเชื่อมเพียงไม่กี่สายเท่านั้น ยังมีสายเชื่อต่ออีกมากมาย ที่ให้คุณต้องศึกษาและลองเชื่อมต่อให้เข้ากับอุปกรณ์ที่ต้องการ ทั้ง Micro USB , USB A, USB C เป็นต้น ลองเลือกให้เหมาะสมกับอุปกรณ์นั้นๆ แล้วจะพบกับประสบการณ์ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน