นวัตกรรม Notebook สมัยใหม่ที่ให้คุณมากกว่าเดิม

"microsoft surface"

          Notebook ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่อยู่คู่เรามาเป็นระยะเวลานานมีส่วนช่วยทั้งการทำงานหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งตั้งแต่ในสมัยอดีตจนถึงปัจจุบันนวัตกรรมของโน๊ตบุ๊คก็ได้ก้าวหน้ามากขึ้นากที่เป็นเครื่องหนัก ๆ หน้าจอขาวดำอย่าง Osborne 1ก็กลายมาเป็นเครื่องรูปทรงบางทำงานได้อเนกประสงค์อย่าง “microsoft surface”

          การที่ Notebook พัฒนาทั้งรูปทรงและประสิทธิภาพความเร็วแรงในการใช้งานมีผลดีกับผู้ใช้เป็นอย่างมาก เพราะการทำงานและกิจกรรมของผู้ใช้นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว Notebook ที่ตอบโจทย์นั้นจึงเป็นเรื่องที่ดีมาก เราจะพาท่านไปรู้จักกับนวัตกรรมของ Notebook สมัยใหม่ว่ามีอะไรน่าสนใจและเหมาะกับคุณบ้าง

          1. การทำงานอย่างอเนกประสงค์

          การที่ความนิยมของ Tablet ได้แพร่กระจายและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ผู้ใช้งาน Notebook จึงต้องการใช้ในรูปแบบของ Tablet ได้ด้วย บริษัทผู้ผลิตก็ต่างคิดค้นสินค้าขึ้นมาหนึ่งในนั้นก็คือ microsoft surface นั่นเองที่สามารถถอดจอกับคีย์บอร์ดออกจากกันได้ โดยจอสามารถทำงานได้แบบ Tablet ทั้งการใช้นิ้วสัมผัสหรือว่าการใช้ปากกา โดยการทำงานจะใช้ระบบปฏิบัติการ Window

          ในรุ่นล่าสุด ตัวเครื่องได้พัฒนามาเป็น “microsoft surface” GO ที่มีขนาดและความเบาในราคาที่ย่อมเยา ใช้กับคีย์บอร์ดและปากกาได้เหมือนเดิม ด้วยหน้าจอขนาด 10 นิ้ว CPU Intel Pentium Gold 4415Y และประหยัดพลังงานเป็นอย่างดี ถ้าถามว่าต่างจาก Tablet ทั่วไปอย่างไร ก็คงจะเป็นในส่วนของระบบปฏิบัติการที่ใช้เป็นของ Microsoft Windows ซึ่งการใช้งานเหมือนกับบน Notebook เลย ดังนั้นผู้ใช้ที่ถนัดทำงานบน PC ก็ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

          2. รูปทรงที่ไม่ยึดติดจากเดิม

          นอกจากการแปลงร่างเป็น Tablet ได้แล้ว Notebook ในปัจจุบันยังพยายามไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม ๆ ขึ้นไปอีก อย่างเช่น Lenovo Yoga ซึ่งเป็นซีรีย์ของ Notebook ที่มีจุดเด่นในการเปลี่ยนรูปทรงได้หลากหลาย ไม่ว่าผู้ใช้จะนั่งจะนอนการปรับองศาให้พอดีกับระดับมือหรือสายตาก็ไม่ได้เป็นเรื่องยาก

          อย่างเช่นรุ่น Lenovo Yoga 520 นั้นก็มาพร้อมกับหน้าจอ IPS LCD ความละเอียดแบบ Full HD กับ CPU ที่เป็น Intel Core i3-7100U (2.4 GHz) Ram 4GB ตัวเครื่องมาในแบบที่ค่อนข้างบางเบา มีพอร์ตเชื่อมต่อครบ หน้าจอสามารถปรับได้ตามใจอยากทั้ง 360 องศา เวลาจะไปไหนมาไหนก็ไม่จำเป็นต้องเคลียร์พื้นที่ในการวาง Notebook ให้ยุ่งยากอีกต่อไป

          ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทผู้ผลิตอย่าง Lenovo ยังมองไปที่นวัตกรรมใหม่ของรูปทรงนั่นก็คือ Notebook ที่สามารถพับบิดจอได้พร้อม ๆ กับแป้นคีย์บอร์ด ซึ่งแม้จะยังเป็นเพียงแค่ไอเดียแต่ว่า Lenovo ก็สามารถสร้าง Smartphone ที่มีจอสามารถพับงอได้ในชื่อ ReFlex แต่ว่ายังไม่ได้ออกมาทำขายจริง ดังนั้นอนาคตอันใกล้เราอาจจะได้เป็นเจ้าของ Notebook ที่สามารถผับได้แบบผ้าก็ได้

               3. ประสิทธิภาพที่มากขึ้นในราคาที่ถูกลง

          เมื่อสมัยสัก 10-20 ปีก่อน Notebook น่าจะเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาค่อนข้างสูงสำหรับผู้ใช้งานหลาย ๆ คนเลยทีเดียว แต่ว่านวัตกรรมที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปีกลับสวนทางกับราคาที่ถูกลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นในปัจจุบันเราสามารถครอบครอง Notebook ที่สามารถทำงานได้อย่างหลากหลายรวดเร็วในราคาที่เอื้อมถึงได้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น

          Acer Aspire 3 ที่ราคา 14,990 บาท แต่ทำงานได้อย่างรวดเร็วเพราะว่าใช้ CPU Intel Core i3-8130U และมีการ์ดจอแยกอย่าง NVIDIA GeForce MX130 ที่สามารถเล่นเกมภาพสวย ๆ ได้อย่างลื่นไหล ทั้งนี้วัสดุและงานประกอบที่ทำออกมาก็ดูดี หรู เลยทีเดียว

          หรือว่าจะเป็นแบรนด์ยอดนิยมของนักธุรกิจอย่าง DELL ที่ราคาเคยแพงสมกับคุณภาพแต่ตอนนี้ก็ได้ผลิตรุ่นที่ราคาไม่แพงออกมาโดยที่คุณภาพยังดีเหมือนเดิมอย่างเช่น DELL Inspiron 3568 ในงบเพียง 12,990 บาท เท่านั้น แต่มี CPU Intel Pentium 4415U พร้อม Ram  4GB DDR4 ซึ่งสามารถทำงานพื้นฐานในสำนักงานได้อย่างดีเลยทีเดียว ด้วยรูปทรงที่เท่ สวยงาม ประสิทธิภาพเกินราคา จึงเป็นรุ่นที่ขายดีมาก ๆ รุ่นหนึ่งขอ DELL

          4. การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง

          ยังมีอีกหลายความน่าสนใจที่จะเกิดขึ้นกับ Notebook ที่ตอนนี้อยู่ในระหว่างการพัฒนาเพื่อนำมาใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นการชาร์จไฟจากพลังงานแสงอาทิตยเพื่อการใช้งานที่ยาวนานและในสถานที่ ๆ ห่างไกลไฟฟ้า หรือจะเป็นการชาร์จไฟด้วยการพิมพ์ตัวหนังสือบนคีย์บอร์ด เป็นต้น ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จและวางขายเป็นสินค้าได้คงจะช่วยประหยัดพลังงานและต่อยอดไปได้อีกไกลแน่ ๆ

          นวัตกรรมของ Notebook สมัยใหม่นั้นยังมีอีกมากมาย ทั้งที่ทำออกมาขายแล้วอย่าง microsoft surface หรือกำลังพัฒนาอยู่ ซึ่งทั้งหมดก็ช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานของเราสูงขึ้น

huawei mate 20 pro ราคา ดี ..ตอบโจทย์ทุกความต้องการผ่านสมาร์ทโฟน

huawei mate 20 pro ราคา

กลับมาอีกครั้งกับสมาร์ทโฟนคุณภาพ จากเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ huawei mate 20 pro ราคา ดี ๆ มาพร้อมกับกล้อง Leica 3 ตัว โฉมใหม่!! ถ่ายกว้างสุดขอบแบบ Ultra Wide ผสานพลังแห่ง Kirin 980 ชิปเซ็ต 7nm Mobile AI รุ่นแรกของโลก พร้อมฉลาดขึ้นด้วย Dual-NPU, เทคโนโลยี GPU Turbo, จอไร้ขอบแบบหยดน้ำใหญ่ 6.53 นิ้ว, RAM 6GB, ROM 128GB, NM Card หน่วยความจำแห่งอนาคต บนความสดใหม่ของ Android 9.0 Pie และบอดี้กระจกไล่เฉดสีสุดพรีเมียม

ในเบื้องต้นสำหรับ huawei mate 20 pro ราคานั้นถือเป็นมาตรฐานของซีรีส์นี้เลย มาพร้อมการปรับโฉมดีไซน์ครั้งใหญ่ ด้วยจอไร้ขอบแบบใหม่อย่าง Dewdrop Display ที่มีการลดขนาดขอบหน้าจอทั้ง 4 ด้านเพื่อให้มีพื้นที่การแสดงผลมากขึ้น และหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.53 นิ้ว ในอัตราส่วน 18.7:9 พร้อมรอยบากรูปแบบหยดน้ำสำหรับกล้องหน้าคมชัด 24 ล้านพิกเซล บนตัวเครื่องที่ครอบด้วยกระจกขอบโค้ง 3D Glass ผสานกรอบด้านข้างตัวเครื่องโลหะแบบ Metal-Glass และการไล่เฉดสีแบบ Gradient

ด้านสเปกภายในก็จัดมาให้แบบเต็มที่ด้วยชิปเซ็ตตัวท็อปใหม่ล่าสุดอย่าง HiSilicon Kirin 980 ที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลด้าน AI โดยเฉพาะแบบ Dual-NPU ที่มีแกนประมวลผลเพิ่มเป็น 2 แกน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการประมวลผล CPU สูงขึ้น 75% ในขณะที่ประหยัดพลังงานมากว่าเดิมถึง 58% เลยทีเดียว เมื่อเทียบกับชิป Kirin 970 รุ่นก่อนหน้า

ทางด้านหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ก็มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Mali-G76 รุ่นแรกของโลก ที่มีประสิทธิภาพการประมวลผลสูงกว่า Mali-G72 บน Kirin 970 เพิ่มขึ้นถึง 46% และประหยัดพลังงานมากขึ้นถึง 178% โดยจับคู่กับหน่วยความจำแรม (RAM) ที่ 6GB พร้อมหน่วยความจำภายใน ROM 128GB ที่เพิ่ม NM Card (Nano Memory Card) หน่วยความจำภายนอกรูปแบบใหม่ที่มีขนาดเท่ากับ nanoSIM ได้อีก 256GB จึงรองรับการเก็บไฟล์ข้อมูล, ไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน และเกม ได้อย่างจุใจโดยไม่ต้องหมั่นเคลียร์พื้นที่บ่อยๆ

นอกจากนี้ ยังมีแบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh พร้อมเทคโนโลยี Huawei SuperCharge บนระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดอย่าง Android 9.0 Pie ที่ถูกครอบทับด้วย EMUI 9.0 รวมถึงระบบความปลอดภัยที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ทั้งการสแกนลายนิ้วมือและใบหน้า

ไฮไลท์สำคัญของ Huawei Mate 20 จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากกล้องถ่ายภาพ โดยกล้องตัวหลักที่ด้านหลังมีถึง 3 ตัว (Triple Camera) โดยร่วมมือกับทาง Leica เช่นเดิม ประกอบไปด้วย

กล้องตัวหลักเลนส์มุมกว้างความละเอียด 12 ล้านพิกเซล สำหรับช่วยเก็บรายละเอียดในภาพถ่ายทั่วๆ ไป กล้องตัวที่สองเลนส์มุมกว้างพิเศษความละเอียด 16 ล้านพิกเซล สำหรับถ่ายภาพวิวทิวทิศน์ในมุมกว้างๆ และกล้องตัวที่สามความละเอียด 8 ล้านพิกเซล สำหรับช่วยจับภาพในระยะไกล

ซึ่งรองรับเทคโนโลยี Master AI การนำเอาระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นหัวใจของมือถือในยุคปัจจุบัน เข้ามาช่วยวิเคราะห์ฉาก และวัตถุต่างๆ ที่อยู่ภายในภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งแก้ไขด้านสีสัน, คอนทราสต์ และความสว่างแบบอัตโนมัติเพื่อให้ภาพถ่ายมีความสวยงามในชัตเตอร์เดียว ที่สามารถตรวจจับซีนต่างๆ ได้ถึง 1,500 ซีนจากทั้งหมด 25 หมวดหมู่ จากเดิมในรุ่น P20 Series ที่สามารถตรวจจับได้ 19 หมวดหมู่

อีกทั้ง ยังมีฟังก์ชัน Super Marco ที่สามารถโฟกัสวัตถุได้ใกล้สุดที่ระยะ 2.5 เซนติเมตร ทำให้การถ่ายภาพตัวอักษร, การถ่ายภาพดอกไม้ หรือการถ่ายวัตถุที่อยู่ใกล้ๆ สามารถทำได้อย่างคมชัด รวมถึงรองรับ Huawei AI Image Stabilisation ระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์

รวมถึงการปรับแสงแบบ 3 มิติ และฟังก์ชันการปรับเอฟเฟ็กต์ของ Bokeh เป็นรูปร่างต่างๆ ได้ถึง 5 รูปแบบ ซึ่งในด้านการถ่ายวิดีโอก็น่าสนใจไม่แพ้กันด้วยฟังก์ชัน AI Cinema ในการใช้เทคโนโลยี AI ช่วยประมวลผล และปรับโทนสี หรือการเพิ่มเอฟเฟ็กต์ให้แก่การถ่ายวิดีโอได้แบบ Real-Time

ในส่วนกล้องหน้าคมชัด 24 ล้านพิกเซล ก็มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพเด่นๆ ให้ใช้งานไม่แพ้กับกล้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นโหมดถ่ายภาพ Portrait ที่เลือกเอฟเฟ็กต์การจัดแสง รวมถึงการปรับเอฟเฟ็กต์ Bokeh ได้ด้วยตนเอง และฟีเจอร์ AI HDR ที่มีความสามารถในการนำระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเกลี่ยแสง เพื่อให้สามารถถ่ายภาพแบบย้อนแสงได้ โดยที่ยังเก็บรายละเอียดบนตัวแบบและวัตถุภายในภาพได้อย่างครบถ้วน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า Huawei Mate 20 มีจุดเด่นที่น่าสนใจในหลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวเครื่องสุดพรีเมียมหรือฟีเจอร์ระดับท็อปแบบจัดเต็ม รวมถึงตัวกล้องที่ผสานเทคโนโลยี AI รองรับฟีเจอร์การถ่ายภาพที่หลากหลาย

สิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนที่คุณจะเป็นเจ้าของ MacBook Air

macbook air ราคา

ใครที่กำลังอยากจะเป็นเจ้าของหรือกำลังเล็งๆคอมพิวเตอร์ที่พกพาได้ง่าย ถือไปไหนมาไหนได้สะดวก มีน้ำหนักเบา และอยากได้ที่มีแบตเตอรี่ที่มีความอึดและมีความทนทานในการใช้งาน พูดง่ายๆก็คืออยากได้คอมที่ใช้ทำงานได้แบบทั่วๆไป เน้นทำงานเอกสาร ดูหนัง ฟังเพลง ท่องเว็บอินเตอร์เน็ตไปอย่าง Facebook, Twitter , Pantip หรือ Instagram เป็นต้น และไม่ได้เน้นการทำงานที่เกี่ยวกับกราฟิกมากนัก และสิ่งที่กล่าวมานั้นก็คงจะไม่พ้น Mac นั่นเองค่ะที่มีคุณสมบัติที่เข้าตามากที่สุดแล้วจริงๆ หลายคนคงเปรียบเทียบระหว่าง“macbook air” กับ “macbook pro” กันอยู่ใช่ไหมล่ะค่ะ แต่คุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นนั้นควรจะใช้ MacBook Air ก็น่าจะพอแล้วล่ะค่ะ ซึ่งในส่วนของ “macbook air ราคา” ที่ออกมานั้นจะไม่สูงเท่า macbook pro นะคะ เพราะฉะนั้นอย่ากังวลในเรื่องของราคาไป เนื่องจากmacbook air ราคาไม่ได้แพงอย่างที่ใครๆคิด

               เชื่อว่าทุกคนที่สนใจที่จะซื้อ MacBook Air นั้นก็คงจะต้องศึกษาทำการบ้านกันมาซะก่อน บางคนก็ทำการบ้านหาข้อมูลหรือดูตามเว็บไซต์ที่มีคนตั้งกระทู้รีวิว MacBook Air กันก่อนที่จะไปซื้อ MacBook Air กัน แต่หลายคนก็คงสับสนว่าถ้าซื้อ MacBook Air มาแล้วนั้นจะเหมาะสมกับตัวเองรึเปล่า รวมถึงจะเหมาะกับการใช้งานของตัวเองหรือไม่ วันนี้เราจะบอกคุณสมบัติของ MacBook Airเครื่องนี้ว่าคุณสมบัติที่กล่าวออกมานั้นได้ตอบโจทย์ของคุณบ้างรึเปล่า

   สิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนที่คุณจะเป็นเจ้าของ MacBook Air 

• MacBook Air 2018

   MacBook Air 2018 คือรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีการดีไซน์ใหม่ และมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างจากที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรเลยมาเป็นสิบปีแล้ว ซึ่งMacBook Air 2018มีน้ำหนักเพียง 1.35 กิโลกรัมเท่านั้นเองค่ะ ใครที่มีความต้องการอยากจะได้คอมพิวเตอร์ที่มีน้ำหนักเบา ถือสะดวก ไม่หนักมือ ขอบอกเลยว่า MacBook Air 2018 คือตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้เลย

• สนุกไปกับการใข้งานที่ตอบโจทย์

   ขอบอกเลยว่าประสิทธิภาพของ MacBook Air 2018 รุ่นใหม่นั้นจะมาพร้อมหน่วยประมวลผล Intel Core 5 รุ่นที่ 8, Intel UHD Graphics และยังสามารถเพิ่มแรมได้ถึง 16GB เลยนะคะ ไม่ว่าคุณจะทำงานเอกสาร เปิดอ่านอีเมล เล่นอินเตอร์เน็ตหรือว่าอาจจะพิมพ์งานผ่าน Microsoft Office หรือว่าจะเปิดไฟล์งานที่จะต้องไปนำเสนอหัวหน้าอย่าง Microsoft Power Point พร้อมทั้งเปิดแอพพลิเคชั่นอื่นๆพร้อมๆกันไปด้วย บอกเลยว่าลื่นไหล ไม่สะดุดแน่นอนรับรองได้

• ลำโพงใหม่ไฉไลกว่าเดิม

   การกลับมาของ “MacBook Air 2018” นั้นได้มีการปรับปรุงในส่วนของลำโพงที่เรียกได้ว่าได้นำเทคโนโลยีของการประมวลเสียงของ MacBook Air ให้กลายเป็นลำโพงขั้นสูง รวมถึงเวลาที่จะเล่นสเตอริโอแบบกว้างนั้นจะทำให้การดูภาพยนตร์ของเรานั้นมีความกลมกลืนมากขึ้นกว่าที่เคย รวมถึงการฟังเพลงด้วย บอกเลยว่าลำโพงนั้นได้ถูกพัฒนาให้มีเสียงที่ดังขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์กันเลยทีเดียว บอกเลยว่าต้องถูกใจคนที่ชอบดูหนังและฟังเพลงอย่างแน่นอน

• ออกแบบคีย์บอร์ดใหม่ทั้งหมด

   ในส่วนของคีย์บอร์ด MacBook Air 2018 นั้นได้ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดเลยค่ะ เพราะคีย์บอร์ดแบบใหม่นั้นได้เปลี่ยนเป็นการใช้กลไกแบบปีกผีเสื้อนั่นเอง ซึ่งการเปลี่ยนกลไกนั้นก็เพื่อที่จะช่วยให้ปุ่มของคีย์บอร์ด MacBook Air 2018 นั้นได้มีความมั่นคงมากกว่าแบบกลไกเดิมถึง 4 เท่าเลยนะคะ ซึ่งกลไกแบนี้จะช่วยเราพิมพ์งานได้อย่างสบายขึ้นแน่นอน แถมตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นด้วยค่ะ ที่สิ่งที่ถูกพัฒนาอีกอย่างก็คือแทร็กแพด Force touch นั่นเอง ที่ถูกทำให้ใหญ่ขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์สำหรับคำสั่งนิ้ว Multi – Touchในแบบต่างๆ บอกเลยว่าใช้งานสะดวกและง่ายกว่าเดิมแน่นอนค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างล่ะค่ะสำหรับคุณสมบัติของ “macbook air” นั้นที่เราได้ยกตัวอย่างมา เห็นแล้วต้องรู้สึกถึงความสุดยอดในการพัฒนาในครั้งนี้เลยนะคะ ถ้าคุณภาพจะเยี่ยมยอดขนาดนี้ บอกเลยว่า “macbook air ราคา” ที่ออกนั้นไม่แพงเลย บอกเลยว่า macbook air ตัวนี้เหมาะกับคนที่ต้องการความสะดวกสบายในการพกพาเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา รวมหนุ่มสาวออฟฟิศที่จะต้องพกไปทำงานนอกสถานที่ก็คงต้องถูกใจ MacBook Air 2018 อย่างแน่นอน

vivo v5 ที่สุดของการ Selfie

vivo v5

ในปัจจุบันคงแทบจะไม่มีใครไม่ใช้สมาร์ทโฟนกันแล้ว ด้วยความที่มีทุกอย่างพร้อมจบในเครื่องเดียวจึงทำให้สะดวกสบายในการใช้งาน ติดตามข่าวสาร รวมถึงการถ่ายภาพที่ความคมชัดของกล้องแทบจะเท่ากับกล้องดิจิตอลในบางรุ่น จึงทำให้หลายคนพยายามหาสมาร์ทโฟนดีๆ ซักรุ่นไว้ในครอบครอง ซึ่งผู้ผลิตเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย จึงได้ผลิตสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ออกมาพร้อมกับฟีเจอร์และฟังก์ชั่นที่หลากหลายเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด ViVO เองก็เป็นหนึ่งในแบรนด์สมาร์ทโฟนที่ช่วงหลังมานี้เป็นที่น่าจับตามอง เพราะสมาร์ทโฟนจากแบรนด์นี้ทำออกมาได้ประสิทธิภาพดีในราคาที่ไม่สูงมากและแต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป อย่างรุ่น vivo v5 ที่กำลังจะพูดถึงนี้ได้ชูจุดเด่นของรุ่นตัวเองว่า “Perfect Selfie” ซึ่งชัดเจนว่าต้องการบอกถึงเรื่องคุณภาพของกล้องถ่ายรูป แต่ ViVO V 5 เองก็ไม่ได้มีจุดเด่นแค่เรื่องกล้องอย่างเดียวยังมีฟังก์ชั่นอีกหลายอย่างที่น่าสนใจ

            เรื่องแรกคงต้องพูดถึงเรื่องของดีไซน์โดยรวมก่อน ตัวเครื่องของ ViVo V 5 ใช้วัสดุอะลูมิเนียมโดยขึ้นรูปแบบ Unibody คือเป็นชิ้นเดียวกันหมดไม่มีรอยต่อเน้นดีไซน์ให้เครื่องบางเป็นพิเศษแบบ Sleek Brilliat Design ตัวเครื่องเคลือบด้วยสีเมทัลลิให้ดูเงาสวยงาม กระจกหน้าจอเป็นกระจกกันรอยแบบ Corning Gorilla Glass มีขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD 720p ด้านล่างจอจะมี 3 ปุ่ม ได้แก่ ปุ่มโฮม , ปุ่มย้อนกลับ และปุ่มเมนู โดยปุ่มย้อนกลับและปุ่มเมนูมี Back Light อยู่ภายใน ส่วนปุ่มโฮมจะเป็นแบบแป้นสัมผัสไม่สามารถกดลงไปได้ไม่มีการสั่นแจ้งเตือนและยังมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ภายในด้วย ถาดซิมการ์ดเป็นแบบรองรับการใช้งาน 2 ซิม คือสามารถใส่ซิมหลักที่เป็น Micro SIM ที่เป็น 4G ได้และอีกช่องสามารถเลือกได้ว่าจะใส่ Nano SIM ที่เป็น 3G หรือ Micro SD Card หน่วยความจำหลักของเครื่องอยู่ที่ RAM 4 GB ROM 32 GB และรองรับ Micro SD ได้ถึง 128 GB แบตเตอรี่ความจุ 3000 mAh ด้วยเครื่อง ViVO V5 มีสเปคที่ช่วยให้ไม่กินแบตเตอรี่ ทำให้สามารถใช้งานได้ตลอดวัน

            ถัดมาจะเป็นเรื่องของฟังก์ชั่นภายใน ระบบปฏิบัติการรุ่นนี้ต่างจากรุ่นเก่าตรงที่มี Android 6.0.1 Marshmallow มาให้ในเครื่องเลย มีฟังก์ชั่นของ Gestures ที่หลากหลาย หรือที่ใน ViVO จะใช้คำว่า Smart Motion อย่างเช่น การดึงหน้าจอขึ้นเพื่อปลดล็อค หรือ การเขียนตัวอักษรเพื่อเข้าไปที่แอปนั้นทันที Smart Turn on หรือ Turn off screen ประกอบด้วย Light Screen when out of a pocket คือหน้าจอจะเปิดขึ้นเองเมื่อหยิบมาใช้ , Double Click to Light คือแตะ 2 ครั้งเพื่อเปิดหน้าจอ , Smart Keep Bright  คือหน้าจอจะไม่ดับเมื่อเรามองที่จอตลอด และ Double Tap to turn off screen คือแตะ 2 ครั้งที่ Home screen เพื่อล็อคหน้าจอ  Smart Split คือ การใช้งาน 2 หน้าจอพร้อมกันจะใช้งาน 2 หน้าจอได้ก็คือตอนที่ดูวีดีโอ แล้วมีการแจ้งเตือนมาจากแอปอย่างเช่น Line ก็จะมีไอคอนของแอปนั้นปรากฎบนจอ พอกดเข้าไปที่ไอคอนนั้นระบบก็จะทำการแยกเป็น 2 หน้าจอให้  ส่วนเรื่องของระบบเสียง ViVO เองก็ขึ้นชื่อเรื่องระบบเสียงอยู่แล้ว แต่เรื่องของจอภาพอาจจะมีข้อเสียตรงที่รับภาพได้เพียง 720p ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่คมชัดเท่าจอบางรุ่นที่รับภาพได้ถึง 1080p  

            ในส่วนสุดท้ายคือ กล้องถ่ายภาพที่เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้ มาดูกันที่กล้องหน้าก่อนที่มีความละเอียดมากถึง 20 ล้านพิกเซล และมีไฟแฟลช ViVO ได้ปรับแสงให้เหมาะกับการเซลฟี่มากที่สุดเรียกว่า Selfie Softlight สำหรับถ่ายในที่แสงน้อยด้วย กล้องมีโหมด Face Beauty ที่สามารถปรับระดับความเนียนของใบหน้าได้จนถึง 100%  ปรับให้ตาโตได้ถึง 100%  และปรับให้หน้าเรียวได้ถึง 100% เช่นเดียวกัน ซึ่งที่ปรับไปทั้งหมดจากกล้องจะเห็นไม่ชัดเท่าไหร่แต่จะโชว์ให้เห็นในรูปที่ถ่ายออกมาเสร็จแล้ว และกล้องหลังมีความละเอียดอยู่ที่ 13 ล้านพิกเซล ซึ่งน้อยกว่ากล้องหน้าพอสมควร มาพร้อมระบบโฟกัสภาพแบบ PDAF ไฟแฟลชแบบ LED รวมถึงโหมดการถ่ายภาพแบบต่างๆ ให้เลือกใช้กัน

            ดังนั้นแล้ว หากต้องการสมาร์ทโฟนราคาไม่แพงมาก สเปคดี และเน้นการถ่ายรูป สามารถตอบโจทย์ได้ด้วย vivo v5 ราคาเพียง 5,999 บาท ที่สามารถเติมเต็มทุกอย่างให้คุณ

ซื้อ Smartphone มือ 2 อย่างไรไม่ให้โดนหลอก

"iphone 7 plus ราคา"

               ด้วยความที่ Smartphone รุ่นใหม่ ๆ ออกมาอย่างมากมายทำให้ผู้ใช้หลาย ๆ คนอาจจะเลือกซื้อตามกันไม่ถูก แถมราคามือ 1 ใชช่วงที่ออกมาใหม่ ๆ สำหรับรุ่นเรือธงก็แพงอีกด้วย ดังนั้น Smartphone มือ 2 จึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับผู้ที่สนใจ Smartphone ในรุ่นที่ต้องการในราคาที่ไม่แพง อย่างเช่นราคามือ 2 ของ “iphone 7 plus ราคา”ในตอนนี้นั้นก็ประมาณ 40% ของที่ออกมาตอนแรก

          แต่ว่าการที่จะซื้อ Smartphone มือ 2 นั้น ต้องพิจารณาในหลาย ๆ เรื่องเลยทีเดียวเพราะว่าเป็นเครื่องที่ผ่านการช้านมาแล้วไม่มากก็น้อย ซึ่งเราไม่มีทางรู้ด้วยตัวเองเลยว่ามีปัญหาหนักมาก่อนหรือไม่ เราจึงมีเทคนิคดี ๆ สำหรับผู้ที่อยากจะได้ Smartphone มือ 2 ไม่ว่าจะซื้อจากตู้หรือโดยตรงจากผู้ขายมาบอกกัน

          ก่อนอื่นเรามาดูประเภทใหญ่ ๆ ของ Smartphone ที่มีอยู่ในท้องตลาดปัจจุบันกันดีกว่า

          – สินค้าที่ของไม่ครบ

          บางทีเราจะเห็นกันบ่อย ๆ ว่าตัวเครื่องนั้นใหม่มากแต่กล่องหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ กลับไม่มีมาให้ ซึ่งควรมีสติให้ดีก่อนซื้อเพราะว่ามีโอกาสที่จะเป็นเครื่องที่ขโมยมาสูงเลยทีเดียว เพราะว่าถ้าเกิดเป็นเครื่องรุ่นใหม่สภาพดีเวลาเจ้าของจะนำมาขายจริง ๆ ก็คงมีอุปกรณ์มาให้ครบชุด ไม่น่าจะแยกขายแบบนี้ ซึ่งถ้าซื้อมาอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ดังนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็สมควรเลี่ยงนะครับ

          – สินค้าสภาพใหม่ ของครบ

          อันนี้ถือว่าเป็นมาตรฐานที่คนจะมองหาเครื่องมือ 2 ต้องการเลย เพราะว่าได้ทั้งสภาพเครื่องที่สมบูรณ์ใกล้เคียงกับมือ 1 มากที่สุด มีอุปกรณ์ครบไม่ต้องไปตามหาที่ไหน เหตุที่ผู้ขายนำมาขายก็อาจจะแตกต่างกันไปแต่ก็คงมีโอกาสน้อยที่จะเป็นเครื่องที่ขโมยมา โดย Smartphone ประเภทนี้จะเป็นเครื่องรุ่นใหม่ ๆ อย่าเช่น iphone 7 plus ราคา

          – สินค้าเก่าตกรุ่นไปแล้ว

          เครื่องมือ 2 ประเภทนี้อาจจะเป็นเครื่องเก่าที่เลิกใช้แล้ว หรืออาจเป็นเครื่องที่พังแล้วก็ได้ อาจจะได้ของไม่ครบหรือครบก็แล้วแต่เจ้าของ ดังนั้นคนที่จะซื้อก็ต้องพิจารณาให้ดีมาก ๆ และอาจจะต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญเรื่อง Smartphone สักหน่อยถ้าเกิดอยากจะได้เครื่องมือ 2 ในประเภทนี้มาครอบครอง

               เมื่อรู้จัก Smartphone มือ 2 ประเภทต่าง ๆ แล้ว ต่อไปก็มาดูวิธีการเลือกซื้อแบบเจาะลึกเป็นข้อ ๆ กันดีกว่า

          1. ราคาต้องต่ำกว่ามือ 1 ในตลาดพอสมควร

          แน่นอนว่าคนที่จะเลือกซื้อ Smartphone มือ 2 นั้นก็ต้องอยากได้ราคาที่ประหยัดย่อมเยาอยู่แล้ว ถ้าเกิดว่าการที่จะต้องไปซื้อแล้วได้ในราคาที่แพงใกล้เคียงของมือ 1 ก็คงผิดวัตถุประสงค์ ยกตัวอย่างเช่น iphone 7 plus ราคามือ 1 อยู่ที่ 23000 บาท มือ 2 ก็ต้องน้อยกว่า 20000 บาท หรือให้ถูกที่สุดในสภาพที่ดีที่สุด

          2. ตำหนิต่าง ๆ

          เครื่องจะเก่าหรือไม่เก่าดูภาพรวมได้ที่ตำหนิภายนอกเครื่องนั้นง่ายที่สุดและอาจจะมีผลต่อการใช้งานด้วยก็ได้ เพราะว่าถ้ามีตำหนิใหญ่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าเครื่องตกมาค่อนข้างแรงซึ่งก็อาจจะทำให้ระบบภายในเครื่องรวนนั่นเอง ดังนั้นควรเช็คสภาพรอบเครื่องให้ดี

          3. สอบถามผู้ขายเกี่ยวกับเรื่องประกัน

          ถ้าเกิดโชคดีได้เครื่องที่ค่อนข้างใหม่เพราะว่าเจ้าของต้องการเปลี่ยนเครื่องหรือซื้อมาแล้วไม่ถูกใจก็อาจจะได้ประกันแถมมาด้วยก็ได้ ดังนั้นสอบถามให้แน่ชัดถ้ายังมีประกันอยู่ว่าประกันศูนย์หรือว่าประกันร้านและเหลือระยะเวลาส่งซ่อมหรือเคลมเท่าไหร่

          4. ดูอุปกรณ์ที่ให้มา

          ถ้าผู้ขายบอกว่าให้อุปกรณ์มาครบผู้ซื้อก็ต้องดูว่าครบจริงหรือเปล่า เพราะว่า Smartphone แต่ละรุ่นนั้นอุปกรณ์พื้นฐานที่ให้มาก็อาจจะไม่เหมือนกัน ดังนั้นควรหาข้อมูลก่อนว่ารุ่นนั้นมือ 1 ในกล่องจะได้อะไรบ้าง

          5. ทดสอบการใช้งานให้ครบ

          ในการไปซื้อจากตู้ขายหรือผู้ซื้อโดยตรงนอกจากเช็คเครื่องภายนอกแล้วการทำงานของเครื่องโดยรวมแล้วต้องใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหาด้วย ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอการแสดงผลที่ต้องสว่างชัดปกติ หรือปุ่มกดเปิดปิดเครื่อง ปุ่มปรับระดับเสียง การทำงานของกล้อง เป็นต้น เรามีสิทธิ์ในขั้นตอนนี้อย่างเต็มที่ ดังนั้นไม่ต้องรีบเช็คให้มั่นใจที่สุดก่อนซื้อนะครับ

          ตอนนี้เทคโนโลยี Smartphone ได้พัฒนาไปไกลมาก ทำให้มือถือเมื่อ 2-3 ปีก่อน ก็ยังสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่ อย่าง “iphone 7 plus ราคา”มือ 2 ก็ไม่แพงแถมประสิทธิภาพดี แต่ก็ควรเลือกดูและพิจารณาให้ถี่ถ้วนนะครับ

โดดเด่นไปกับลูกเล่นของ Samsung Galaxy Note 9

Note 9

               สิ้นสุดการรอคอยกับการเปิดตัวสมาร์ทโฟนอย่าง “Samsung” Galaxy “Note 9” ที่ได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ไปแล้วนะคะ บอกเลยว่าการเปิดตัวในครั้งนี้นั้นได้กระแสตอบรับดีเกินคาดเลยค่ะ ผู้คนให้ความสนใจกับสมาร์ทโฟนรุ่นนี้อย่างถล่มทลาย เปิดตัวในครั้งนี้มีลูกเล่นอะไรใหม่ๆให้ทุกคนได้มาเล่นกันเยอะเลยค่ะ และลูกเล่นใหม่ที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดคือ Galaxy Note 9  ที่มาพร้อม Bluetooth S Pen ที่เห็นครั้งแรกแล้วรู้สึกว่าอยากเป็นเจ้าของ Samsung Galaxy Note 9 แบบทันทีทันใด เพราะสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีปากกาในตัวเองอีกด้วย

 ซึ่งปากกาในที่นี้เรียกว่า S Pen ที่มาพร้อม Samsung Galaxy Note 9 นั้นสามารถเป็นรีโมทเวลาที่สามารถจะกดถ่ายภาพได้อย่างง่ายๆ นอกจากจะถ่ายรูปแล้ว ปากกา S pen ยังสามารถกดเล่นหรือหยุดวีดีโอบนเว็บไซต์อย่าง YouTube ได้ง่ายๆเพียงแค่คุณกดปุ่มที่ปากกา S Pen นั่นเอง เรียกได้ง่ายๆว่าคงเป็นครั้งแรกที่ปากกา S Pen ได้นำเทคโนโลยี Bluetooth มาใช้ด้วยค่ะ และเราสามารถตั้งค่าการควบคุมแบบกำหนดเอง และยิ่งไปกว่านั้น หลายคนคง งง ว่าปากกา S Pen นั้นจะมีการชาร์จแบตเตอรี่ยังไง บอกเลยว่าแค่เพียงคุณเสียบปากกา S Pen เข้าไปในใน Samsung Galaxy Note 9 แค่ 40 วินาที แค่นี้ก็สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 30 นาทีเลยค่ะ บอกเลยว่านี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จริงๆ

ใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเจ๋งๆอย่าง Samsung Galaxy Note 9 อยู่นั้น แต่ยังลังเลกับคุณสมับติของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้กันอยู่ วันนี้เราจะมาช่วยนำเสนอบอกให้ทุกคนรู้ว่าเจ้าสมาร์ทโฟนซัมซุงกาแล็คซี่อย่างโน๊ต 9นั้นมีจุดเด่นอะไรบ้างที่คุณจะต้องรู้

   ความโดดเด่นของ Samsung Galaxy Note 9

• ความจุข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาล

   ซัมซุงกาแล็คซี่อย่างโน๊ต 9 นั้นบอกเลยว่าจุดที่เด่นก็คงหนีไม่พ้นกับความจุ หรือ Rom ของซัมซุงกาแล็คซี่โน๊ต 9เนี่ยแหละค่ะ บอกเลยว่าความจำของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีพื้นที่จัดเก็บในตัว 512GB และยังเพิ่มได้อีกสูงสุดถึง 512GBเลยนะคะ ซึ่งให้ทุกคนมีพื้นที่ได้ถึง 1 Terabyte กันไปเลย บอกเลยว่าความจุนี้นั้นมีปริมาณมหาศาลมาก การันตีได้เลยว่าจะต้องถูกใจกับผู้ใช้ที่ชอบความจุเยอะๆอย่างแน่นอน

• มีระบบระบายความร้อน Water Carbon Cooling System

   คุณอ่านไม่ผิดแล้วล่ะค่ะว่าซัมซุงกาแล็คซี่อย่างโน๊ต 9 นั้นมีระบบความร้อนภายในเครื่องด้วย ซึ่งระบบตัวนี้มันคือระบบความเย็นน้ำคาร์บอน ซึ่งเป็นนวัตกรรมสุดล้ำและใหม่มากในด้านการลดความร้อนของ Samsung ซึ่งเทคโนโลยีในส่วนของ Water Carbon Cooling System นั้นมีความสามารถที่จะลดความร้อนถึง 21 เปอร์เซ็นต์ แถมยังเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องการประมวลผลระดับสูงอีกด้วยค่ะ

• เอาใจคนเล่นเกมส์

   ขอบอกเลยว่าใครมีซัมซุงกาแล็คซี่อย่างโน๊ต 9 นั้นจะต้องไม่ผิดหวังถ้าคุณคือคนที่ชอบเล่นเกมส์บนโทรศัพทืมือถือ และยิ่งถ้าใครชอบที่จะเล่นเกมส์แบบที่มีภาพสวยสมจริงแบบกราฟิกหนักๆล่ะก็ไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะเจ้าซัมซุงกาแล็คซี่โน๊ต 9นั้นสามารถประมวลผลหนักๆได้ดีไม่มีสะดุด อีกทั้งยังสามารถจัดการเวลาเราเล่นเกมส์นานๆแล้วเครื่องเกิดร้อนขึ้นมา บอกเลยว่าหายห่วง เพราะมีระบบ Water Carbon Cooling System ที่ช่วยระบายความร้อนให้คุณสามารถเล่นเกมส์ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลแน่นอน

• ระบบความปลอดภัยที่คุณจะต้องหายห่วง

   ด้วยระบบความปลอดภัยที่อยู่ในซัมซุงกาแล็คซี่โน๊ต 9 ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนาและครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการสแกนลายนิ้วมือ, สแกนม่านตา รวมถึงการจดจำใบหน้าอีกด้วย ซึ่งระบบความปลอดภัยนี้ทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำโดนที่คุณมั่นใจได้เลยว่าระบบมีการรักษาปลอดภัยที่ดีแน่นอน

• มีระบบการแจ้งเตือนเลนส์

   สำหรับใครที่ชอบถ่ายรูปคงจะเคยเจอปัญหาในเรื่องของกล้องที่เกิดอาการมัวหรือเลนส์กล้องมัวนั่นเอง แต่ในส่วนของซัมซุงกาแล็คซี่โน๊ต 9นั้นมีฟีเจอร์ในการแจ้งเตือนเวลาเลนส์กล้องของคุณเลอะ อย่างเช่นการเลอะรอยนิ้วมือนี่แหละค่ะ เพราะเวลาเราถ่ายรูปโดยที่เลนส์กล้องยังมีรอยเลอะอยู่นั้นส่งผลต่อภาพถ่ายพอสมควรเลยนะคะ ภาพอาจจะเบลอหรือไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นการมีระบบแจ้งเตือนเลนส์ไว้ก็เป็นเรื่องที่ดีมากเลยค่ะ และรูปที่ถ่ายออกมาจะได้สวยถูกใจคุณด้วย

ทำไมคุณถึงต้องมี MacBook Pro

MacBook Pro

               หลายคนคงเกิดคำถามของการซื้อ “MacBook Pro” สักเครื่องอย่างแน่นอนว่าถ้าเราอยากมีคอมพิวเตอร์ที่สามารถพกพาได้ง่ายแถมมีประสิทธิภาพในเรื่องของการทำงาน ควรจะซื้อแบบไหน และ MacBook Pro ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกเสมอในการจะซื้อทุกครั้งไป แต่หลายคนก็คงสงสัยว่าถ้าจะซื้อ MacBook Pro ทั้งทีแล้วข้อดีของเจ้าแมคบุ๊คโปรตัวนี้นั้นมีข้อดีมากน้อยขนาดไหนนั้น วันนี้เราจะมาบอกว่าทำไมคุณถึงต้องซื้อ MacBook Pro สักเครื่อง

   เหตุผลที่คุณควรจะรู้ว่า MacBook Pro มีข้อดีอะไรบ้าง

• มีประสิทธิภาพ

   คุณทราบหรือไม่ว่า MacBook Pro นั้นได้ยกระดับในเรื่องของความสะดวกสบายในการพกพา เพราะไม่ว่าคุณจะทำงานแบบไหนก็ตาม ไอเดียหรืองานที่คุณกำลังจะทำนั้นจะสามารถออกมาได้อย่างที่คิดไว้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเจ้า MacBook Pro นี้มีประสืทธิภาพการทำงานสูง รวมถึงโปรเซสเซอร์และกราฟฟิกที่มีความทันสมัยและโดดเด่นไม่เป็นรองใคร แถมหน่วยความจำยังเยอะพอที่จะเก็บข้อมูลเท่าที่ใจคุณต้องการ

• ประมวลผลด้วยโปรเซสเซอร์

   ขอบอกเลยนะคะว่า MacBook Pro นั้นมีการประมวลผลด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดในตอนนี้!! ซึ่งในตอนนี้รุ่นล่าสุดจะเป็นรุ่น 15 นิ้วนั่นเองค่ะ ซึ่งมาพร้อมโปรเซสเซอร์ Intel Core i9 รุ่นที่ 9 แบบ 8-core ซึ่งเพิ่มความเร็ว Turbo Boost ไดสูงสุดถึง 5.0GHzกันเลยทีเดียวค่ะ เพราะแบบนี้นี่เองจึงส่งผลให้เหล่าแอพกราฟิก 3D อย่างเช่น Autodesk Maya ที่มีการเรนเดอร์ได้ไวขึ้นถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะให้เทียบแบบก่อนที่เป็นโปรเซสเซอร์ก่อนหน้านี้ที่เป็นแบบ 6-core นั้นก็ยังสามารถเรนเดอร์ได้เร็วกว่าโปรเซสเซอร์แบบ Quad-Core ถึงสองเท่ากันเลยทีเดียว บอกเลยว่า MacBook Pro สามารถรับมือกับงานหนักๆได้ ยิ่งใครจะซื้อ MacBook Pro ตัวนี้เพื่อทำงานด้านกราฟิก หรือทำพวกเกี่ยวกับเอฟเฟกต์พิเศษในแบบต่างๆ รวมถึงการตัดต่อภาพยนตร์รวมทั้งการวางแทร็คเสียง บอกเลยว่า MacBook Pro เครื่องนี้เหมาะกับการใช้งานเป็นอย่างมาก

• หน่วยความจำที่คุณจะต้องพอใจ

   ในเรื่องของประสิทธิภาพของการทำงานไม่ว่าไฟล์งานของคุณนั้นจะเล็กหรือจะใหญ่แค่ไหนก็ตาม รวมถึงการใช้งานในแอพที่มีความเป็นมืออาชีพ คุณสามารถใช้งานหลายแอพพร้อมกันได้อย่างไม่มีปัญหา เนื่องจากคุณสามารถที่จะเลือกปรับแต่งหน่วยความจำ DDR4 ที่มีวามเร็ว 2400MHz ได้สูงสุดถึง 32GB กันเลยนะคะ

• สุดยอดของงานกราฟิก

   หลายคนที่ทำงานกราฟิกคงพอจะทราบกันอยู่แล้วว่าการทำงานกราฟิกผ่าน MacBook Pro นั้นมันเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ เพราะ MacBook Pro นั้นมาพร้อม Radeon Pro ที่เป็น GPU แบบแยกสำหรับเครื่องรุ่น 15 นิ้วนะคะ บอกเลยว่ามันเป็นการผสมผสานที่ลงตัวมากๆ คุณจะไม่ผิดหวังในเรื่องของการมีประสิทธิภาพในการทำงาน ยิ่งโดยเฉพาะงานกราฟิกที่จะช่วยให้คุณทำงานได้ไวขึ้นกว่าเดิม บอกเลยว่าคุณจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อีกเยอะแยะมากมาย รวมถึงการเรนเดอร์ในเรื่องของวีดีโอหรืองาน 3D ก็ตาม บอกเลยว่าการประมวลผลนั้นไหลลื่นไม่มีสะดุดอย่างแน่นอนค่ะ

Touch Bar

   ณ ตอนนี้ MacBook Pro ทุกรุ่นนั้นล้วนมี Touch Bar กันแล้วนะคะ ซึ่ง Touch Bar นั้นจะเปลี่ยนปุ่มฟังก์ชั่นที่เคยอยู่ตรงแถวบนสุดของคีย์บอร์ดนั้นให้เปลี่ยนเป็นอะไรที่ใช้ประโยชน์และมีความสามารถที่มากขึ้น โดย Touch Bar นั้นจะเปลี่ยนไปตามสิ่งที่เราทำอยู่โดยอัตโนมัติด้วยการแสดงเครื่องมือต่างๆที่สอดคล้องและใช้งานง่ายกับงานของเรา เพียงแค่แตะสัมผัสและปรับตามที่เราต้องการ

• ชิพ Apple T2 Security

   ในส่วนของ MacBook Pro นั้นจะมาพร้อมชิพ Apple T2 Security ซึ่งชิพ Apple T2 Security นั้นเป็นชิพรุ่นที่ 2 ที่ทาง Apple นั้นได้ออกแบบมาเพื่อ Mac กันโดยเฉพาะเลยนะคะ ที่ออกแบบชิพ Apple T2 Security นั้นก็เพื่อต้องการให้ทุกอย่างที่เราทำนั้นมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมถึงยังควบคุมเสียง ควบคุมการจัดระบบ และยังควบคุมระบบ SSD เข้าไว้ด้วยกัน และที่สำคัญชิพ Apple T2 Securityก็คงให้คำสั่งด้วยเสียงที่คุณเคยอย่าง Siri นั่นเองค่ะ

               เป็นยังไงบ้างล่ะคะกับคุณสมบัติของ MacBook Pro ที่เรานั้นได้ยกตัวอย่างมา นี่ถือว่ายังน้อยนะคะที่เรายกตัวอย่างถึงคุณสมบัติอันสุดยอดและมีพลังอย่าง MacBook Pro เครื่องนี้ รับประกันได้เลยค่ะว่าถ้าคุณได้เป็นเจ้าของ MacBook Pro นั้นไม่มีคำว่าผิดหวังอย่างแน่นอน

เบาหวิวไปกับ MacBook Air

macbook air

            สิ้นสุดการรอคอยกันสักทีนะคะ กับการกลับมาของ “macbook air” ที่มีการดีไซน์ที่ความบางหวิวกว่าที่ผ่านมา ซึ่ง macbook air รุ่นใหม่นี้ได้ถูกอัพเดตหลังจากที่ไม่ได้อัพเดทมานานหลายปีเลย ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้ได้มีการพัฒนาในเรื่องของสเปกและตัวเครื่องที่มีความบางลงและเล็กลง แถมเบาลงกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ ซึ่งสิ่งที่พิเศษกว่านั้นก็คือตัวเครื่องของ macbook air นั้นทำจากอะลูมิเนียมที่มีการรีไซเคิล 100 เปอร์เซ็น พูดได้เลยว่าเจ้า macbook air เครื่องนี้นั้นถือว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดเท่าที่ Mac เคยมีมาเลยนะคะ

               บอกเลยว่าการกลับมาของ MacBook Air ในครั้งนี้ต้องโดนใจคนหลายๆคนแน่นอน เพราะต่างก็รู้อยู่แล้วว่า MacBook Air ตัวใหม่ที่ออกมานั้นมีความเบาหวิวโดนใจใครหลายๆคนอย่างแน่นอน ซึ่งไม่เพียงแต่ความเบาและความบางที่เป็นจุดเด่นนะคะ แต่สีใหม่ของ MacBook Air ที่ต้องถูกใจอย่างแน่นอน เพราะ MacBook Air มาพร้อมกับสีทองและสีสเปซเกรย์ แถมจอของ MacBook Air ยังเป็นจอภาพแบบ Retina ที่มีเทคโนโลยีของการ Touch ID, True  Tone,แทร็คแพด Force Touch รวมถึงตัวคีย์บอร์ดรุ่นล่าสุดอีกด้วย

               สิ่งที่จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้คงจะเป็นจอภาพ Retina อันโดดเด่นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ซึ่งความละเอียดของจอ MacBook Air เครื่องนี้นั้นมีความละเอียด 2560 x 1600 ของกว่า 4 ล้านพิกเซลเลยนะคะทุกคน มันสุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะคะ ซึ่งบอกเลยว่าจอภาพ Retina เครื่องนี้จะแสดงผลในเรื่องของสีสันอันสวยงามที่จะต้องประทับใจอย่างแน่นอน ด้วยที่ภาพที่แสดงออกมานั้นมีความละเอียดและมีความสมจริงขึ้นมากว่าเดิมมาดถ้าเทียบกับรุ่นที่ผ่านๆมา และตัวหนังสือที่มีความเข้มและคมชัดขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ซึ่งมี True Tone ที่เป็นเทคโนโลยีที่สามารถปรับจุดอ้างอิงสีขาวของจอภาพให้ตรงกับอุณภูมิสีรอบๆตัวเราได้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งเทคโนโลยีนี้นี่เองที่จะช่วยให้เวลาเราทำเว็บเพจนั้นจะดูมีความเป็นธรรมชาติ และไม่หลอกตา เหมือนไม่ต่างอะไรกับการที่เราทำบนหน้ากระดาษจริงๆค่ะ

               นอกจากไอโฟนจะมี Touch ID แล้วนั้น MacBook Air เครื่องนี้ก็สามารถใช้ Touch ID ได้เช่นกัน เพียงแค่คุณวางนิ้วบนเซ็นเซอร์ตรง Touch ID ก็สามาถปลดล็อค Mac ได้อย่าง่ายดาย แถมคุณยังสามารถใช้การแสกนนิ้วมือเพื่อการเข้าถึงเอกส่ารอย่างพวกโน๊ตได้ บอกเลยว่ามีความปลอดภัยและความสะดวกกับผู้ใช้อย่างแน่นอน รวมถึงความสุดยอดของคีย์บอร์ดของ MacBook Air รุ่นนี้นั้นได้ใช้กลไกแบบปีกผีเสื้อ ซึ่งการใช้กลไกแบบปีกผีเสื้อนั้นจะช่วยให้ปุ่มมีความมั่นคงมากกว่าแบบที่เป็นกลไกแบบกรรไกรที่ใช้ในคีย์บอร์ดทั่วไปถึง 4 เท่า แถมการใช้กลไกแบบผีเสื้อนั้นจะช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการพิมพ์ได้สบายขึ้นแถมตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

               ประสิทธิภาพของ MacBook Air รุ่นนี้มีความเบาหวิวเพียง 1.25 กิโลกรัม ถึงจะเบาหวิวก็จริง แต่คุณสมบัติไม่เบาเหมือนน้ำหนักเครื่องแน่นอนค่ะ เพราะใครได้ใช้ MacBook Air รุ่นนี้บอกเลยว่าไหลลื่นแน่นอน ไม่ว่าคุณจะเปิดแอพที่หลากหลายแอพ หรือเปิดแอพเยอะขนาดไหนก็ไม่มีค้างแน่นอนค่ะ มีตัวจัดเก็บข้อมูลแบบ SSD ที่มีความจุสูงถึง 1TB บอกเลยว่านอกจากพื้นที่ที่ให้มานั้นมันมากพอสำหรับรูปภาพ เอกสาร รวมถึงวีดีโอต่างๆ และไม่ว่าคุณจะถ่ายโอนข้อมูลหรือส่งสัญญาณภาพรวมถึงชาร์จไฟก็ตาม เราสามารถทำได้จากช่องต่อ Thunderbolt 3 เพียงช่องเดียวซึ่งสามารถถ่ายโอนข้อมูลสูงสุดถึง 40 Gb/s และถ้าเราอยากจะใช้กับอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วก็เชื่อมต่อได้ง่ายๆด้วยสารหรืออะแดปเตอร์ ซึ่งบอกเลยว่า Thunderbolt 3 นั้นเป็นที่สุดของการใช้งานแบบอเนกประสงค์ของมาตรฐานอุตสาหกรรมพอร์ต USB-C เพื่อที่จะตอบโจทย์ทุกความต้องการ               

การกลับมาในครั้งนี้ของ macbook air นั้นไม่ทำให้เราผิดหวังเลยจริงๆนะคะ ใครที่กำลังมองหาคอมพิวเตอร์ดีๆสักเครื่องที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก ไม่หนักแถมแบตเตอรี่อึดทนนานก็คงจะเป็นรุ่นไหนไปไม่ได้นอกจาก macbook air ตัวจิ๋วแต่แจ๋วตัวนี้นั่นเองค่ะ บอกเลยว่าจะต้องลงตัวและสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการ

Apple กับสิ่งใหม่ ๆ ที่นำมาเซอร์ไพรส์สาวกเสมอ

iphone 8 plus ราคา

          ถ้าพูดถึงบริษัทที่มีอิทธิพลกับวงการเทคโนโลยีโลกมากที่สุดบริษัทหนึ่งในปัจจุบันนั้นคงหนีไม่พ้น Apple นั่นเอง เพราะตลอดระยะเวลาที่เรารู้จักกับบริษัทนี้เราก็ได้ทำความรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มาจากบริษัทนี้ ตั้งแต่คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะส่วนบุคคลอย่าง Apple II ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการคอมพิวเตอร์จนมาถึงยุคสมัยของ iPhone ที่ต่อยอดมาถึงรุ่นใหม่ ๆ อย่าง “iphone 8 plus ราคา”ก็แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นแต่ก็ยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

          ด้วยความที่หัวเรือใหญ่ที่ก่อตั้งบริษัทอย่าง สตีฟ จ็อบส์ เป็นผู้ที่มองไปยังความสำเร็จอยู่ข้างหน้าเสมอ หลังจากที่ส่ง Apple II ให้เป็นที่รู้จักในวงการของคนใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยุคแรก ๆ แล้วในช่วงปี 1976 Apple ก็พยายามออกแบบผลิตภัณฑ์ให้การใช้งานคอมพิวเตอร์สำหรับคนทั่ว ๆ ไปนั้นง่ายและเข้าถึงคนได้ทุกเพศทุกวัย โดยเป็นการนำอินเตอร์เฟซที่มีลักษณะที่เป็นแบบกราฟิก (GUI) เข้ามาเป็นองค์ประกอบหลัก ทำให้หน้าตาของหน้าจอเมนูนั้นสวยงามใช้งานได้อย่างง่ายดายมากขึ้นโดยได้เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีชื่อว่า Macintosh นั้นเอง ซึ่งเป็นที่ยอมรับในตลาดวงกว้าง

          ต่อมา Apple ก็ยังดำเนินการพัฒนาสินค้าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในชื่อ Macintosh รุ่นต่อ ๆ มา โดยในปี 1989 ก็ได้ทำการเปิดตัว Macintosh Portable ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคอมพิวเตอร์แบบพกพาเครื่องแรก ซึ่งมีคีย์บอร์ดและหน้าพร้อม CPU รวมกันมาให้ในเครื่องเดียวด้วยการดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้รับการตอบรับในวงกว้างแต่ว่าแต่ในบรรดาผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีก็รู้สึกทึ่งในนวัตกรรมของ Apple ที่ตั้งใจมอบให้ผู้ใช้

          จนมาในปี 1991 หลังจากกลับไปคิดค้นพัฒนาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแบบพกพาให้ดีขึ้น จนได้เป็นสินค้าที่ชื่อ Power Macintosh ซึ่งมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และเป็นตัวสร้างมาตรฐานให้คอมพิวเตอร์แบบ Notebook หรือ Laptop ที่มีอยู่ในท้องตลาดเลยทีเดียว

          ในช่วงปี 1993 Apple ได้ย่อขนาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้มีขนาดเล็กลงไปอีกจนสามารถถือได้ด้วยฝ่ามือเดียวซึ่งมีขนาดเท่า ๆ กับ “iphone 8 plus ราคา”เริ่มต้นประมาณ 20000 บาทในปัจจุบัน หรือที่เรียกกันว่า Personal Digital Assistants หรือ PDA นั่นเอง ในชื่อ Apple Newton ซึ่ง Apple ถือว่าเป็นเจ้าแรกอีกเช่นกันที่ผลิต PDA ออกมาสู่ท้องตลาด โดยตัวเครื่องแสดงผลออกมาเป็นแบบภาพขาวดำพร้อมกับมีปากกามาให้ป้อนคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งก็ถูกอกถูกใจกลุ่มคนที่ชื่นชอบเทคโนโลยีอีกเช่นเคย จนมีบริษัทอื่น ๆ นำแนวทางมาต่อยอด

          เมื่อ สตีฟ จ็อบส์ กลับเข้ามาทำงานที่บริษัท Apple ในปี 1996 หลังจากที่ต้องออกไปทำบริษัทของตัวเองก็เริ่มสร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้กับวงการอีกระลอกด้วยการเปิดตัว Apple Store ร้านค้าออนไลน์ที่สามารถซื้อสินค้าได้ทางอินเตอร์เน็ต และในปี 1998 ก็ได้เปิดตัว iMac ที่เปิดอีกโลกให้กับผู้ใช้คอมพิวเตอร์เพราะว่ามาในแบบ all-in-one รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบเต็มที่ และมาพร้อมไดรฟ์ CD จากนั้นก็เริ่มผลิตซอฟต์แวร์ที่เป็นเอกลักษณ์อย่างเช่นตัดต่อเสียงและตัดต่อวีดีโอเป็นต้น

          ต่อมาสิ่งที่ประกาศความยิ่งใหญ่ให้บริษัท Apple ก็มาถึงเมื่อปี 2001 ได้มีการเปิดตัวเครื่องเล่น MP3 พกพาอย่าง iPod ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้ไลฟ์สไตล์การฟังเพลงของหลาย ๆ คน เพราะว่าเป็นอุปกรณ์ที่รวบรวมไฟล์เพลงจำนวนมากมายไว้ในที่เดียว ทั้งยังมีเสียงที่ดีถูกใจนักฟังเพลง มีการดีไซน์ที่สวยงาม iPod ไม่ใช่แค่เพียง มีอิทธิพลกับวงการเพลงและเทคโนโลยีเท่านั้นแต่ว่ายังส่งผลยิ่งใหญ่ให้กับวงการแฟชั่นและ กลายมาเป็น Pop Culture ของต้นยุค 2000 เลยทีเดียว

          และสิ่งที่ทำให้ Apple โดดเด่นและน่าจับตามองมาถึงตอนนี้ก็เริ่มต้นมาตอนปี 2007 ด้วยการเปิดตัว iPhone ที่เป็นสมาร์ทโฟนหน้าจอสัมผัสครบเครื่องทั้งเป็นโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ไปจนถึงเครื่องฟังเพลง ซึ่งล้ำสมัยมาก ๆ และต่อยอดคุณสมบัติมาเรื่อย ๆ ทุกปี จนมาถึงรุ่นใหม่ ๆ อย่าง iphone 8 plus ราคาแบ่งย่อยไปหลากหลาย หรือ iphone xs ที่ราคาก็แบ่งย่อยไปหลากหลายเช่นกัน เป็นต้น

          และยังไม่หยุดเพียงแค่นั้นเพราะในปี 2010 Apple ก็ได้เปิดตัว iPad ที่เป็น Tablet ซึ่งครบเครื่องมาก ๆ และได้ต่อยอดพัฒนามาได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเช่นเดียวกัน

          และนี่คือสิ่งที่ Apple ได้เซอร์ไพรส์เราด้วยนวัตกรรมเสมอมา และยังคงเดินหน้าสร้างความแปลกใหม่ต่อไปให้ผู้ใช้

ช่วยด้วย iPhone 6 ตกน้ำ!!

iPhone 6

               ใครบังเอิญเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดหรืออาจจะบังเอิญเกิดอุบัติเหตุแบบที่เราไม่ได้ตั้งใจ อย่างเช่นเหตุการณ์ที่เราอาจจะทำโทรศัพท์มือถืออันเป็นที่รักอย่าง  “iPhone 6 ที่อาจจะเผลอทำตกน้ำ และเชื่อว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ทีนั้นคงต้องมีการเสียน้ำตาเพราะความซุ่มซ่ามของตัวเราเองแน่นอน เพราะนอกจากคุณจะทำ iPhone 6 เปียกหรือตกน้ำแบบไม่ได้ตั้งใจแล้วนั้น และที่คุณอาจจะตกใจและช็อคยิ่งกว่าถ้าคุณรู้ราคาค่าซ่อม iPhone 6 เพราะราคาค่อนข้างโหดเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะคะ บางทีถ้าตกน้ำแล้วซ่อมไม่ได้ จะซื้อเครื่องใหม่แทนเครื่องเก่าก็คงต้องคิดกันหนักหน่วงกันแน่ๆ เพราะอย่างที่บอกไป ราคาซ่อมนั้นก็ค่อนข้างสูงเหมือนกัน แต่ถ้าเสียแล้วซ่อมไม่ได้เนี่ย อันนี้ใครๆหลายคนก็คงอยากร้องไห้กันจริงๆแน่นอนค่ะ เพราะคุณอาจจะต้องซื้อเครื่องใหม่แทนไปเลย

               มันก็คงแล้วแต่เหตุการณ์แล้วแต่ปัญหาของไอโฟนที่มีการเปียกน้ำของแต่ล่ะเครื่องมากกว่า บางกรณีตกน้ำเหมือนกัน แต่ไอโฟนบางคนอาจจะยังซ่อมได้ บางเครื่องอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ แถมยังใช้งานได้ปกติเหมือนไม่เคยตกน้ำมาก่อน แต่บางเครื่องอาจจะเสียและไม่สามารถใช้งานได้เลยก็มีถมเถไปค่ะ วันนี้เราจะมาบอกการแก้ปัญหาเบื้องต้นเมื่อคุณทำไอโฟน 6 ตกน้ำกันดีกว่า เผื่อว่าใครทำไอโฟนตกน้ำขึ้นมา จะได้นำวิธีพื้นฐานนี้ไปลองใช้เพื่อช่วยชีวิตไอโฟน 6 ในเบื้องต้นได้

               วิธีรับมือ เมื่อคุณทำ iPhone 6 ตกน้ำ!!

รีบหยิบไอโฟนออกจากที่เกิดเหตุให้ไวที่สุด

   สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำเมื่อคุณทำไอโฟนสุดที่รักของคุณตกน้ำนั้นก็คือคุณต้องรีบหยิบไอโฟนออกจากน้ำให้ไวที่สุดเท่าที่ทำได้ อย่ามัวแต่ช็อคและมองไอโฟนที่กำลังจมน้ำอยู่โดยไม่ทำอะไรเด็ดขาดนะคะ ควรมีสติให้มากที่สุด อย่ารนราน บางคนเห็นว่าตกน้ำแล้ว ก็เลยคิดว่าไหนๆก็ตกก็ปล่อยเลยตามเลย ซึ่งไม่ถูกต้องนะคะ เพราะฉะนั้นคุณควรมีสติและควรจะรีบหยิบมันขึ้นมาจากที่เกิดเหตุ เพื่อที่จะลดความเสี่ยงที่น้ำจะทะลักเข้าเครื่อง

• รีบปิดเครื่องทันทีเมื่อไอโฟนตกน้ำ

   ถ้าระหว่างที่ไอโฟนของคุณน้ำอยู่ในสภาพชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ แต่ยังคงสามารถใช้งานได้อย่างปกติ คุณควรจะรีบปิดเครื่องทันที ไม่ใช่ว่าเห็นว่ามันยังใช้งานได้อยู่ คุณเลยจะใช้งานต่อแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งไม่ถูกต้องนะคะ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเครื่องจะเกิดการช็อตหรือเกิดความเสี่ยงในการลัดวงจรรึเปล่า เพราะฉะนั้นควรรีบปิดเครื่องให้ไวนั้นจะช่วยเซฟที่สุดค่ะ

อย่าเสียบสายชาร์จ

   บางกรณีไอโฟนที่ตกน้ำนั้นจะดับไป หลายคนพยายามเปิดเครื่อง แต่เปิดไม่ได้ จึงเลือกที่จะไปลองเอาสายชาร์จแบตเตอรี่มาลองเสียบเพื่อเช็คว่าไอโฟนของตัวเองนั้นยังสามารถชาร์จได้ไหม ซึ่งวิธีนี้ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะว่าการที่คุณเสียบสายชาร์จเข้าไปในตัวเครื่องจะทำให้ไฟฟ้าเข้าไปในเครื่องนั่นเอง ซึ่งน้ำนั้นเป็นกระแสไฟฟ้าชั้นดีที่ทำให้เกิดเหตุการณ์อย่างเช่น แผนวงจรไฟฟ้าอาจจะช็อตและไหม้ได้นั่นเอง

อย่าเอาไปแช่ข้าวสารเด็ดขาด

   หลายคนต้องเคยได้ยินมาว่าเวลาทำโทรศัพท์มือถือตกน้ำ จะต้องเอาไปซุกในถังข้าวสาร เพื่อที่จะให้ข้าวสารนั้นดูดความชื้นออกมา จริงๆก็เป็นความเชื่อที่บางทีก็ได้ผล บางทีก็ไม่ได้ผลนะคะ แต่ถ้าในกรณีของไอโฟนที่เปียกน้ำนั้น ขอเตือนว่าอย่าได้เอาไปแช่ในข้าวสารนะคะ เพราะถ้าเราเอาไอโฟนไปแช่ไว้ นำที่อยู่ในตัวเครื่องนั้นจะไม่สามารถระเหยออกมาได้นั่นเองค่ะ

หลายๆคนคงทราบแล้วใช่ไหมคะว่าทาง Apple นั้นเขาไม่รับประกันตัวเครื่องของไอโฟนถ้าหากมีความเสียหายจากของเหลว อย่างเช่นกรณีโทรศัพท์ตกน้ำเนี่ยแหละค่ะ เพราะความเสียหายที่จะทำให้ไอโฟนของคุณนั้นเสียหายอย่างรุนแรงที่สุดก็คือการที่น้ำได้ไหลเข้าไปในตัวเครื่อง และทำให้แผงวงจรนั้นเกิดการช็อตและได้รับความเสียหายจนถึงใช้งานไม่ได้เลยทีเดียวนะคะ เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือพยายามรักษาไอโฟนของเราให้ดีที่สุด ดูแลของตัวเองดีๆ และที่สำคัญควรมีสติและอย่าประมาทเด็ดขาดค่ะ