ทำไม VR ยังไม่บูมในตลาดเกม

"VR"

“VR” ถือว่าเป็นสื่อทางเลือกใหม่ที่หลายคนฝากความหวังว่าจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนวิธีการรับความบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือพูดง่าย ๆ ว่าจะมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในหลาย ๆ แบบนั่นเอง ซึ่งก็เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะเราเริ่มเห็นอุปกรณ์ชนิดนี้ในรูปแบบ Mass Product มากขึ้นเพื่อตอบความต้องการที่ต่างกัน โดยทำออกมาหลายราคาหลายคุณภาพด้วยกัน อย่างเช่นการมีแค่กรอบพลาสติกเป็นบล็อคและต้องใช้โทรศัพท์มือถือประกอบเข้าไปเพื่อเป็นหน้าจอหรือแบบพรีเมี่ยมที่ใช้การต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์คุณภาพสูงเพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรในการประมวลผล

โดยในอุตสาหกรรมเกมนั้นอุปกรณ์ชิ้นนี้ได้เข้ามามีบทบาทในช่วงปี 2016 เป็นต้นมา เพราะว่ามีค่ายเกมยักษ์ใหญ่หลายค่ายได้พัฒนาทั้งตัวฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ออกมาวางจำหน่ายกันเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็น Sony, HTC, Oculus เป็นต้น ทว่าประมาณ 3 ปีที่เราได้เริ่มเล่นเกมในรูปแบบเสมือนจริงนี้ ในภาพรวมก็ยังไม่สามารถมาแทนที่การเล่นเกมแบบเก่า ๆ และยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรอย่างที่ได้คาดหวังกันเอาไว้ตั้งแต่แรก โดยครั้งนี้เราจะมาวิเคราะห์ถึงเหตุผลต่าง ๆ ว่าเพราะอะไรนวัตกรรมชิ้นนี้ถึงยังไม่บูมในตลาดเกม

1. ราคาที่ค่อนข้างสูง

ปัจจุบันการเล่นเกมนั้นสามารถเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยได้มากขึ้นโดยเฉพาะเกมในรูปแบบมือถือซึ่งส่วนมากนั้นสามารถเล่นฟรีได้ในขั้นเริ่มแรกขอแค่มีสมาร์ทโฟนไว้ติดตัวและอาจจะมีค่าใช้จ่ายในภายหลังแต่ก็ถือว่าหาเล่นได้ง่ายกว่าเกมคอนโซล ซึ่งจะต้องซื้อเครื่องเกม ซื้อแผ่นเกม และอุปกรณ์ต่าง ๆ หรือถ้าใครเป็นสายเกม PC แล้วล่ะก็ต้องลงทุนกันอีกประมาณหนึ่งเพื่อที่จะได้สเปคที่สามารถเล่นเกมอย่างไหลลื่นได้ ซึ่ง VR ที่ใช้สำหรับเล่นเกมประสิทธิภาพสูงในปัจจุบันนั้นต้องใช้เครื่องคอนโซลอย่างเช่น PlayStation หรือ PC คุณภาพสูงในการเชื่อมต่อ

โดยตัวอุปกรณ์ดังกล่าวก็ต้องซื้อแยกต่างหากออกไปอีก ราคาก็ค่อนข้างที่จะแพงเหมือนกับซื้อเครื่องเกมหรือคอนโซลใหม่เลยทีเดียวอย่างของ PlayStation ก็มีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 10000 บาท หรือสำหรับ PC ก็มี HTC Vive ราคา 25000 และ Oculus Rift ราคาประมาณ 20000 เลยทีเดียว ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่สามารถหามาเป็นเจ้าของได้เว้นแต่ว่าจะซื้อแบบที่เป็นกรอบพลาสติกลักษณะบล็อคเอาไว้ใส่โทรศัพท์มือถือ ซึ่งก็ไม่สามารถเล่นเกมที่มีคุณภาพดีเกรด AAA ได้

2. การติดตั้งและใช้งานที่ค่อนข้างยุ่งยาก

แน่นอนว่าการเล่นอุปกรณ์ในลักษณะนี้นั้นไม่ใช่แค่สวมใส่แล้วจะเล่นได้เลยแต่ว่าต้องมีการเชื่อมต่อที่เป็นสายมีกล้องตรวจจับความเคลื่อนไหวและมีจอยคอนโทรลเลอร์แบบเฉพาะ ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการติดตั้งประมาณหนึ่งเลยทีเดียว และต้องใช้พื้นที่พอสมควรในการเล่นเกม สำหรับ PlayStation ก็ได้ออกอุปกรณ์วีอาร์รุ่นใหม่ออกมาโดยที่ทำให้การใช้งานกระชับขึ้น ตัดสายหูฟังที่ห้อยออกไป น้ำหนักเบาลงทำให้สามารถออกท่าออกทางได้ง่ายขึ้น แต่ว่าก็ยังต้องมีกระประมวลผลในการเชื่อมต่ออยู่

3. เกมที่ยังไม่โดดเด่น

เหตุผลหลัก ๆ ในการที่จะซื้อเครื่องเกมนั้นเรื่อง Title ที่อยากเล่นก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก โดยตอนนี้ถ้าพูดถึงเกมในรูปแบบวีอาร์ก็ยังไม่ได้มีอะไรโดดเด่นให้แฟน ๆ อยากเล่นหรือต้องรีบซื้อกันมากมาย อาจจะเป็นในเรื่องของข้อจำกัดในด้านเกมเพลย์ที่ยังไม่สามารถทำให้หลากหลายไปมากกว่าแนว Shooting หรือ Adventure ซึ่งถ้ารไปเล่นในเครื่องเกมระบบปกติก็สามารถสนุกสนานได้ไม่จำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์วีอาร์ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของยอดขายที่ยังไม่ถล่มทลายมากนักของทั้งตัวเครื่องและตัวซอฟต์แวร์เกม

4. มีปัญหากับคนที่เป็นอาการ Motion Sickness

อาการ Motion Sickness คือการรู้สึกมึนหัว วิงเวียน เนื่องมาจากประสาทการรับรู้ทางการมองเห็นไม่สัมพันธ์กับร่างกาย โดยเป็นกันได้ในหลายกรณีและผู้ที่เล่น “VR” ส่วนมากก็จะเกิดอาการนี้โดยเฉพาะเกมที่เคลื่อนไหวเร็ว ๆ  เนื่องจากร่างกายเกิดอาการสับสนว่าภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าเคลื่อนไหวเร็วแต่ทำไมร่างกายยังอยู่กับที่ ดังนั้นนี่ก็เป็นอีกโจทย์หนึ่งของผู้ที่พัฒนาตัวเครื่องและซอฟต์แวร์ต้องทำการบ้านอย่างหนักในการแก้ไขปัญหานี้

จะเห็นได้ว่าแม้ว่าอุตสาหกรรมเกมนั้นกำลังอยู่ในยุคที่เฟื่องฟูแต่การลองผิดลองถูกก็ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอเพื่อความพอใจสูงสุดของเหล่าเกมเมอร์

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *