iphonex ดีไหม ลองดูกันสักตั้ง!

iphonex ดีไหม เรามาหาคำตอบกันเลย ในมุมนึงก็ต้องยอมรับว่า iPhone X กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้ง่าย และช่วยให้ให้ชีวิตสะดวกขึ้น เริ่มกันตั้งแต่การย้ายข้อมูลมาเพื่อใช้งาน iOS เรียกได้ว่าใน iOS 11 ให้ความประทับใจตรงนี้พอสมควร เมื่อลองทำการย้ายข้อมูลจากแอนดรอยด์เครื่องเก่าที่ใช้งานมา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ (หรือถ้าทัยสมัยหน่อยจะซิงค์ผ่านคลาวด์ของกูเกิลก็ได้) ข้อความ SMS ที่เก็บไว้หลายพันข้อความ ตามมาหมด

iphonex ดีไหม

รวมถึงรูปต่างๆตามมาอยู่ในเครื่องใหม่ให้เรียกดูได้หมดแบบไม่ต้องกังวลว่าจะหาย จะมีก็แต่ในส่วนของแอปพลิเคชันที่ต้องทำการดาวน์โหลดมาติดตั้งเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ยุ่งยากแล้ว เข้า App Store ไปเลือกดาวน์โหลด กดปุ่มพาวเวอร์ 2 ทีใช้ Face ID สแกนใบหน้าเสร็จก็โหลดได้ทันที

เมื่อสอบถามเพิ่มเติมไปถึงกรณีที่เป็นผู้ใช้งาน iOS 11 เดิมอยู่แล้ว หรือมีการใช้งาน iPad อยู่ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ เพราะจากระบบไร้สายใหม่ของ Apple ที่ทำมาใช้กับ Apple AirPods และ Apple Watch ในการเชื่อมต่อ ถูกพัฒนาต่อเนื่องมาถึงการลงทะเบียนใช้งานเครื่องใหม่ (ใช้ได้ทั้ง iPhone และ iPad)

กล่าวคือถ้ามีการเปิดใช้งานเครื่องใหม่ใกล้ๆกับเครื่องเดิม บนหน้าจอเครื่องรุ่นเก่าที่ใช้จะมีข้อความเด้งขึ้นมาว่า ตรวจพบเครื่องใหม่ต้องการที่จะย้ายข้อมูลไปเพื่อใช้งานบนเครื่องใหม่หรือไม่ ถ้าต้องการก็จะเข้าสู่หน้าการเปิดกล้องเพื่อสแกนโค้ดเฉพาะที่ปรากฏขึ้นบนเครื่องใหม่ หลังจากนั้นก็ทำตามขั้นตอนย้ายข้อมูลได้เลย

ที่น่าสนใจคือ การเชื่อมต่อสายกับคอมพิวเตอร์ไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป เพราะทุกอย่างสามารถสั่งงานได้แบบไร้สาย ในจุดนี้หลังจากใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ถือว่านับครั้งได้เลยที่หยิบสาย Lightning ออกมาใช้งานเลย เพราะถ้าต้องการส่งรูป ส่งข้อมูลปัจจุบันจะเลือกอัปโหลดขึ้น Google Drive / iCloud Drive / Air Drop เข้าคอมก็ทำได้

ถ้าจะกล่าวว่า iphonex ดีไหม เรารวบรวมข้อควรรู้มาให้แล้ว

ตัวเครื่องและการออกแบบ – ออกแบบใหม่หมด หน้าจอชิดขอบ ไร้ปุ่มโฮม ตัวกรอบผลิตจากสแตนเลสสตีลขัดมันอย่างดีแข็งแรงสวยงาม ส่วนด้านหน้าและหลัง ผลิตจากกระจก ION-X แบบเดียวกับที่ใช้บน Apple Watch

หน้าจอ Super Retina HD, HDR และ TrueTone Display –  หน้าจอใช้เทคโนโลยี OLED ขนาด 5.8 นิ้ว ความคมชัดสูง, ขอบเขตสี P3, พร้อมการแสดงผลแบบ High Dynamic Range (HDR) และมีเทคโนโลยี TrueTone Display เหมือนที่มีใน iPad Pro ที่สามารถปรับสภาพสีและแสงของจอให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่ผู้ใช้ใช้งานอยู่ ภาพที่ได้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

กล้องหลัง – ใช้กล้องหลังคู่ความละเอียด 12MP(Wide f/1.8, Tele f/2.4 กว้างกว่า iPhone 8 Plus ที่ Tele f/2.8) 12MP เซ็นเซอร์ใหม่หมดและมีกันภาพสั่น OIS จำนวน 2 ตัว ถ่ายภาพเก็บแสงได้มากขึ้น กันสั่นได้ดีขึ้นทั้งภาพนิ่งและเคลื่อนไหว มาพร้อมแฟลชแบบ Slow Sync ทำให้ได้ภาพที่ถ่ายด้วยแฟลชดูสวยงาม

กล้องหน้า TrueDepth และ Face ID – ชื่อเรียกใหม่เพราะชุดนี้ไม่ได้มีแค่กล้อง ยังมาพร้อมระบบสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนความเป็นเจ้าของเรียกว่า Face ID ที่มาแทนที่ Touch ID , ส่วนความละเอียดในการถ่ายภาพอยู่ที่ 7MP/ f2.2 (เท่ากับ iPhone 8, 8 Plus) แต่ที่เด่นกว่าคือ มาพร้อม Portrait Mode สำหรับกล้องหน้าด้วยและรองรับ Animoji ในการสร้างภาพเคลื่อนไหว 3 มิติ จากใบหน้าของเราให้กลายเป็นการ์ตูน อีกทั้งมีแฟลชจากหน้าจอ Super Retina HD ด้วย

Portrait Lighting -ใช้ AI และ Machine Learning มาช่วยปรับโหมดให้ถ่ายภาพ Portrait ใน iPhone X  จัดแสงของภาพได้สวยงามขึ้น ใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

การถ่ายวิดีโอ – กล้องหลังภาพถ่ายวิดีโอที่คมชัดขึ้น, เก็บ Frame Rate ได้มากขึ้นละเอียดสูงสุดถึง 4K 60fps พร้อมถ่ายวิดีโอ Slo-Mo ความละเอียด 1080P 240FPS(Slo-mo ได้ดีขึ้น) มาพร้อมระบบกันสั่น (OIS) แบบคู่ทั้งเลนส์มุมกว้างและเลนส์เทเลโฟโต้, ส่วนกล้องหน้าถ่ายวิดีโอความละเอียด FHD 1080P ได้

ชาร์จไร้สาย (Wireless Charging) – การเปลี่ยนมาเป็นวัสดุกระจก iPhone X เพื่อรองรับการชาร์จไร้สายผ่านแท่นชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi รองรับกำลังไฟสูงสุดที่ 7.5W หลังจากอัปเดต iOS 11.2

ชิป A11 BIONIC ทรงพลัง – มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า A10X มากขึ้นไปอีก โดยชิป A11 BIONIC ผลิตด้วยเทคโนโลยีขนาด 10nm ประมวลผลแบบ 64-bit มีประสิทธิภาพแรงมากกว่า A10 25% ประหยัดพลังงานกว่า และมีแกนประมวลผล CPU ทั้ง 6-Cores ด้านแบตเตอรี – 2,716 mAh ใช้งานได้นานกว่า iPhone 7 ถึง 2 ชม.

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *