เมื่อ Smart Home ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป

ราคากล้องวงจรปิด

               ถ้าเมื่อ 5 ปีก่อน เวลามีใครพูดถึง Smart Home ที่เราสามารถทำให้อุปกรณ์หลักภายในบ้านมีความอัจฉริยะขึ้นมาหลายคนก็คงมองว่าเป็นเรื่องของอนาคตที่ค่อนข้างไกลตัว แต่ว่าในปัจจุบัน Smart Home นั้นได้เข้ามาอยู่ในชีวิตเรามากขึ้น“ราคากล้องวงจรปิด”ที่เป็นแบบ Smart Home ราคาก็ถูกลง ดังนั้นถ้าใครอยากจะเข้าถึงคำว่า Smart Home ให้มากยิ่งขึ้น เราจะมาแนะนำกัน

          Smart Home ถ้าจะให้พูดกันง่าย ๆ นั่นคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาผสมรวมกับอุปกรณ์ที่ใช้ภายในบ้านโดยมีการออกแบบให้ใช้งานง่าย สะดวกสบายและบูรณาการทั่วทั้งบ้าน อย่างเช่นการเปิดปิดไฟที่เมื่อก่อนต้องเอื้อมมือไปกดสวิทช์ แต่ถ้าเป็นระบบ Smart Home แค่การปรบมือมือก็สามารถให้เปิดหรือปิดได้ทันที อีกทั้งสามารถตั้งระบบเซ็นเซอร์หรือตั้งเวลาเปิดปิดไว้ เมื่อเข้าบ้านไฟก็จะเปิดเองอัตโนมัติทันที

          หรือการที่เชื่อมต่อระบบความปลอดภัยในบ้านไว้กับ Smartphone อย่างเช่นกล้องวงจรปิดเพื่อที่จะให้ดูภาพที่ถ่ายจากทุกที่ที่คุณพก Smartphone ไป “ราคากล้องวงจรปิด”ที่เป็นแบบ Smart Home ก็มีราคาถูกกว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก รวมไปถึงความบันเทิงอย่างเช่น Smart TV ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อดูหนังหรือรายการได้จากทั่วทุกมุมโลก เป็นต้น

          ถ้าใครอยากจะรู้เรื่องของ Smart Home ให้มากขึ้นว่าสามารถไปอยู่กับอุปกรณ์ไหนและทำอะไรล้ำ ๆ ได้บ้างเราไปดูกัน

          1. เครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถรับคำสั่งด้วยการ Chat ได้

          ในปัจจุบันเราโดยเฉพาะคนไทยคงมีโปรแกรม Chat ที่ชื่อว่า Line กันเกือบทุกคนแน่ ๆ โดยนวัตกรรม Smart Home จากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อดังอย่าง LG นั้นได้พัฒนา LG HomeChat  ขึ้นมาเพื่อให้เรา Chat กับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ โดยเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลงทะเบียนไว้กับบัญชีของ LG HomeChat สามารถรับคำสั่งในรูปแบบ Chat ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากจะให้ TV เปิด เพียงแค่พิมพ์ไปในช่อง Chat ว่า Open TV ซึ่งทาง Line ก็จะทวนคำสั่งอีกครั้งนึงเมื่อเรายืนยันก็จะเปิด TV ให้ทันที หรือว่าถามถึงสิ่งของในตู้เย็นว่ายังมีนมอยู่ไหมก็อาจจะ Chat ถามว่า Any beer in the fridge? ซึ่งก็จะได้รับคำตอบมาทันทีว่ายังคงเหลืออยู่อีกเท่าไหร่

          2. กล้องวงจรปิดที่ฉลาดและปลอดภัย

          ในปัจจุบันนั้นความปลอดภัยที่ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่ากล้องวงจรปิดถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกบ้านนั้นสมควรมีติดไว้เป็นอย่างยิ่ง โดยตอนนี้ฟังก์ชั่นที่เป็นที่นิยมก็คือการที่มี Video Call ติดตั้งเข้ามาที่ตัวกล้องทำให้เมื่อมีการกดกริ่ง Smartphone ของคุณที่เชื่อมต่อเอาไว้กับกล้องวงจรปิดก็จะแจ้งเตือนทันทีและสามารถเปิดดูเป็นรูปภาพได้ว่าคนนั้นเป็นใคร โดยถ้าเป็นคนที่ไม่คุ้นหน้ามาก่อนก็จะพูดคุยผ่านสิ่งที่เรียกว่า Video Call ได้ทันทีว่าเป็นใครและมีธุระอะไร

               ราคากล้องวงจรปิดที่เป็นแบบ Smart Home ที่สามารถทำได้แบบนี้นั้นก็มีราคาถูกไปมาก และถ้าใครเป็นห่วงในเรื่องของความปลอดภัยอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ก็อาจจะติดเซ็นเซอร์ที่สามารถตรวจจับบุคคลที่บุกรุกเข้ามาในบ้านได้ และส่งแสงและเสียงให้ผู้บุกรุกนั้นตกใจและหนีออกไป

          3. เตียงนอนอัจฉริยะกัยการนอนหลับที่สมบูณณ์แบบ

          เตียงนอนถือว่าเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ที่อยู่ใกล้ตัวเราเป็นอย่างมาก ซึ่ง Sleep Number คือสิ่งที่เรียกว่าเป็นเตียงนอนอัจฉริยะ ที่สามารถตรวจวัดผู้นอนจากน้ำหนักตัวว่าผู้นอนมีคุณภาพการนอนหลับดีแค่ไหน ลิกตัวบ่อยแค่ไหน การหายใจติดขัดหรือราบลื่นมากน้อยแค่ไหน โดยจะประมวลผลออกมาเป็นสถิติให้เราเห็น และจะปรับองศาของเตียงและความนุ่มของเบาะนอนออกมาให้ตรงตามความเหมาะสมมากที่สุด

          4. เครื่องดูแลต้นไม้

          ต้นไม้กับบ้านนั้นถือว่าเป็นของคู่กันเลยทีเดียว เพราะว่าให้ความสดชื่นร่มเย็นได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยบางคนไม่มีความรู้และไม่มีเวลามากพอในการดูแลต้นไม้ จึงเกิดเครื่อง Parrot Flower Power Wireless Smart Plant Sensor ขึ้นมา โดยการใช้งานเพียงแค่ปักลงไปในดินตรงกระถางเพื่อที่จะรายงานสภาพดินและสุขภาพของต้นไม้ที่เราปลูกว่าควรพรวนดินใส่ปุ๋ยและรดน้ำตอนไหน รวมถึงแนะนำการดูแลอื่น ๆ อีกมากมาย

          และนี่คือเรื่องราวของ Smart Home ที่พร้อมให้คุณได้มีไว้ในบ้านตอนนี้ เห็นไหมครับว่าเทคโนโลยีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ราคากล้องวงจรปิดแบบ Smart Home ที่เป็นอุปกรณ์สำคัญในปัจจุบันราคาก็ไม่แพงแล้วนะครับ ลองไปดูที่ตัวแทนจำหน่ายกันได้

แยกแทบบไม่ออกระหว่าง Notebook กับ Laptop

Notebook

               เชื่อว่าหลายๆคนคงประสบพบเจอเกี่ยวกับปัญหาในเรื่องความแตกต่างระหว่าง Notebook กับ Laptop กันอย่างแน่นอน คล้ายๆเหมือนกับว่ากลายเป็นคำถามและปัญหาโลกแตกเลยก็ว่าได้ เพราะสับสนเหลือเกินกับสองสิ่งนี้ และยิ่งสำหรับคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีในเรื่องของคอมพิวเตอร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บวกกับไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องนี้สักเท่าไหร่ รู้แค่ว่าเปิด-ปิดคอมยังไง และรู้แค่โปรแกรมสำหรับทำงานเท่านั้น แค่นี้ก็ถือว่าเก่งแล้วนะคะ และถ้ายิ่งคนในประเภทนี้อยากมี “Notebook” หรือ “Laptop”  ไว้พกพาในการทำงานนอกสถานที่นั้น เวลาจะไปซื้อสิ่งของเหล่านี้ทีไรกับรู้สึกว่าเกิดคำถามและปัญหาในการเลือกซื้อทุกครั้ง บางคนถึงกับรู้สึกปวดหัวจัง เลือกไม่เป็น เพราะตั้งใจมาซื้อ Notebookดีๆสักเครื่องในการทำงาน แต่ดันไปถูกใจหน้าตาของ Laptop มากกว่าทั้งที่ตอนแรกตั้งใจจะมาซื้อ Notebook  เพราะ Notebook กับ Laptop  นั้นหน้าตาแทบจะไม่ต่างกันเลยจริงๆ

               เนื่องจากคนทั่วๆไปนั้นคิดว่า Notebook กับ Laptop  น่าจะเหมือนกัน และน่าจะใช้งานไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ บางคนคิดว่ามันคือสิ่งๆเดียวกันด้วยซ้ำไป แต่ในความจริงแล้ว Notebook กับ Laptop  นั้นมีความแตกต่างกันอยู่แล้วค่ะถึงแม้ว่า Notebook กับ Laptop  จะหน้าตาเหมือนกันแบบสุดๆก็ตาม เพราะแบบนี้เองเราถึงจะมาอธิบายคามชัดเจนของ Notebook กับ Laptop  ให้กระจ่างกัน เพื่อที่หลายๆคนจะได้ไม่เกิดความสับสนกับสิ่งๆนี้อีกต่อไป

               เรามาจำแนกความแตกต่างระหว่าง Notebook กับ Laptop  กันดีกว่า ถ้าจะให้ดีเราอาจจะต้องเท้าความกันนิดนึงนะคะ จริงๆแล้วการกำเนิด Notebook กับ Laptop  นั้นเกิดจากเมื่อก่อนคนเราใช้งานคอมพิวเตอร์กัน แต่คอมพิวเตอร์มีลักษณะใหญ่และไม่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้เลย เวลาจะทำงานหรือมีกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวของกับการใช้คอมพิวเตอร์นั้นจะต้องนั่งอยู่กับที่ เคลื่อที่ไปไหนไม่ได้ และเมื่อเวลาผ่านไปสิ่งที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์นั้นก็ยิ่งสำคัญกับชีวิตคนเราไปอย่างปริยาย

ไม่นานก็เกิดความคิดที่จะพัฒนาว่าจะทำอย่างไรที่จะพัฒนาให้คอมพิวเตอร์นั้นมีขนาดเล็กลงและสามารถที่จะพกพาไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกได้ทั้งในเรื่องของการทำงาน การไปประชุม การทำงานกลุ่ม การไปเรียนหนังสือ การนำเสนอโปรเจกต์ต่างๆ ซึ่งจากความคิดเหล่านี้นั้นจึงมีนวัตกรรมที่พัฒนาย่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ เทอะทะให้กลายเป็น Notebook กับ Laptop  รูปร่างกระทัดรัด พกไปไหนมาไหนได้สะดวกอย่างที่เห็นในปัจจุบันนั่นเองคะ

               เรามาทำความเข้าใจกับ “Laptop” กันก่อนดีกว่า ในส่วนของ Laptop จะถูกพัฒนาออกมาก่อน Notebook โดยที่ปัจจัยความสำคัญในการที่จะทำอย่างไรให้คนเราสามารถนำคอมพิวเตอร์นั้นติดตัวไปทำงานได้ ซึ่งการทำงานนั้นก็จะต้องสามารถวางไว้บนตักและทำงานได้อย่างไม่มีอุปสรรคในเรื่องของขนาด ดั้งนั้นโปรดจำไว้เลยนะคะ คอมพิวเตอร์พกพานั้นถูกพัฒนามาและใช้ชื่อว่า Laptop ซึ่งเราสามารถแปลความหมายว่า Lap นั่นหมายถึงตัก ส่วนคำว่า Top นั้นหมายถึงข้างบน พอเรารวมสองคำนี้มารวมกัน Laptop นี้นั้นก็จะแปลว่าสิ่ที่อยู่บนตักนั่นเอง เพราะฉะนั้นขนาดของหน้าจอ Laptop จะอยู่ที่ประมาณ 14 – 17 นิ้วนั่นเองค่ะ และจะมีช่อง DVD หรือ CD อยู่ในตัวด้วย

               ต่อมาเราจะมาทำความรู้จักสิ่งที่เรียกว่า Notebook กันดีกว่า ในเมื่อ Laptop นั้นได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น แต่ยังไงก็มีหลายๆคนให้ความเห็นว่า Laptop นั้นยังมีความใหญ่และเทอะทะอยู่เหมือนกัน รู้สึกว่าเริ่มไม่สะดวกในการพักไปไหนมาไหน แถมน้ำหนักของ Laptop ก็ค่อนข้างหนัก ดังนั้นเพราะเหตุผลนี้เองจึงเกิดการพัฒนาขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม มีน้ำหนักเบากว่าเดิม และในขณะเดียวกันนั้นต้องมีประสิทธิภาพในเรื่องของการทำงานมากขึ้น สิ่งๆนั้นเรียกว่า Notebook นั่นเองค่ะ ซึ่งการตั้งชื่อ Notebook ในทีนี่นั้น ความหมายก็คือทำให้คอมพิวเตอร์พกพานั้นมีขนาดเท่าสมุดโน้ตนั่นเอง และสังเกตให้ดีนะคะ Notebook จะมีขนาดหน้าจอที่เล็กกว่า Laptop เนื่องจาก Notebook จะมีขนาดหน้าจอประมาณ 12- 14 นิ้วเพียงเท่านั้นเองค่ะ แถมไม่มีช่องใส่ CD หรือ DVD ด้วยนะคะ แต่จะมีช่อง Port USB มาแทน

หลายคนคงหายสงสัยระหว่างเครื่อง Notebook กับ Laptop แล้วนะคะว่ามันมีเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร หวังว่าข้อมูลที่เราได้บอกหลายๆคนไปจะช่วยทำให้การตัดสินใจซื้อ Notebook หรือซื้อ Laptop กันได้ง่ายมากขึ้นนะคะ

หัวเว่ย..ราคาแท็บเล็ตที่เป็นไปได้

ราคาแท็บเล็ต

Huawei (หัวเว่ย) เป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ชั้นนำระดับโลก ด้วยแรงขับเคลื่อนจากความมุ่งมั่นที่มีต่อระบบการทำงานที่สมบูรณ์ พร้อมการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และการทำงานร่วมกันแบบเปิด หัวเว่ยจึงได้สร้างสรรค์กลุ่มโซลูชั่น ICT ที่แข่งขันได้ในด้านเครือข่ายโทรคมนาคมและเครือข่ายองค์กร อุปกรณ์ ตลอดจนเทคโนโลยีและบริการคลาวด์ โซลูชั่น ICT ผลิตภัณฑ์ โดยบริการของหัวเว่ยถูกนำมาใช้มากกว่า 170 ประเทศและภูมิภาคต่างๆ โดยให้บริการผู้ใช้งานกว่าหนึ่งในสามของประชากรทั่วโลก ด้วยจำนวนพนักงานกว่า 180,000 คน หัวเว่ยมีความมุ่งมั่นที่จะเปิดทางสู่สังคมสารสนเทศในอนาคตและการสร้างโลกแห่งการเชื่อมต่อที่ดีกว่า การเติบโตของแบรนด์อย่าง Huawei ถือได้ว่าน่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ภาพลักษณ์ของหัวเว่ยยังเป็นแค่เพียงสมาร์ทโฟนจากจีน ในขณะที่ ราคาแท็บเล็ต ก็ได้รับความสนใจค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับแบรนด์สมาร์ทโฟนอื่นๆ ในท้องตลาดอย่างซัมซุงหรือแอปเปิ้ล

แต่ตอนนี้หัวเว่ยกลับก้าวผ่านจุดนั้นขึ้นมา จนเติบโตได้ติดอันดับต้นๆ หรืออยู่แถวหน้าของวงการสมาร์ทโฟน ทุกแบรนด์หรือผู้ผลิตทั้งวงการจะต้องหยุดมองเมื่อหัวเว่ยออกสินค้าใหม่ๆ Huawei ค่อยๆ ไล่ไต่กระแสอันเชี่ยวกรากของตลาดสมาร์ทโฟนดีขึ้นเป็นลำดับ รวมถึง ราคาแท็บเล็ต ที่อยู่ในช่วงที่จับต้องได้ แต่คุณภาพอัดแน่น

แม้หัวเว่ยจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมาร์ทโฟน ด้านเทคโนโลยีเครือข่ายอยู่แล้ว แต่การสร้างอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคก็ต้องการความรู้ และความเชื่อมั่นด้านอื่นๆ เพื่อกระตุ้นผู้บริโภคด้วย ดังนั้นเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโต หัวเว่ยจึงได้จับมือร่วมงานกับ Leica แบรนด์กล้องระดับตำนานของเยอรมัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวกระโดดอันสำคัญของหัวเว่ยเลยทีเดียว จากการร่วมมือในครั้งนี้ หัวเว่ยได้สร้างปรากฎการณ์เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น Huawei P9 สมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ Leica ร่วมออกแบบทั้งในส่วนของเลนส์และซอฟต์แวร์กล้องภายใน จนสร้างกระแสสมาร์ทโฟนที่ถ่ายรูปง่ายและสวยไปทั่วอินเทอร์เน็ต ความสำเร็จของ P9 นั้นสร้างผลดีไปในหลายมิติ ทั้งเสริมภาพลักษณ์ของหัวเว่ยว่าสามารถสร้างสมาร์ทโฟนที่ดีในราคาไม่แพง ผู้ใช้หลายคนที่อยู่นอกวงการถ่ายรูปก็ได้รู้จักความแน่นอนและทรงพลังของแบรนด์ Leica เสริมภาพความเป็นพรีเมี่ยมแบรนด์ของ Leica ให้สื่อสารกับผู้ใช้กลุ่มใหม่ได้ เรียกได้ว่าการเปิดตัว P9 คือการสร้างความรับรู้และการมีตัวตนของแบรนด์ได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากการร่วมมืออันสำคัญนี้แล้วยังมีเหตุผลอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้หัวเว่ยก้าวเข้ามาเป็นอันดับต้นๆ ของวงการสมาร์ทโฟน อาทิ รูปแบบและดีไซน์สินค้าที่สวยงาม จะเห็นได้ว่าจุดอ่อนของหลายๆ แบรนด์คือการออกแบบตัวเครื่องที่ดูซ้ำซากจำเจหรือหลอกรูปแบบจากผู้ผลิตรายใหญ่ๆ มา แต่สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยเราจะสังเกตได้ว่าจะมีดีไซน์ที่สะดุดตา เน้นการผสมผสานกัน มีพื้นผิวสัมผัสที่พิเศษ สีสันแปลกตา มีการผลิตที่ใส่ใจในรายละเอียด เมื่อลองได้สัมผัสถือจะรู้สึกว่าหนักแน่น ไม่ก็อบแก๊บ ขอบมุมเครื่องต่างๆ ถูกเจียเก็บให้จับถือได้สบาย อีกทั้งยังมีการทดสอบความทนทานให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ทั้งการทดสอบการตกกระแทก การบิดตัว ความทนทานต่อแสงแดด ความทนทานต่ออุณหภูมิ เป็นต้น

ราคาแท็บเล็ต1

เมื่อก้าวมาถึงจุดที่สามารถทำสมาร์ทโฟนที่เป็นไลฟ์สไตล์ได้เป็นที่รู้จักชัดเจนขึ้น มีตัวตนที่ชัดขึ้น เรื่องของราคาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม Huawei ที่เป็นเจ้าของบริษัทผลิตและออกแบบชิปประมวลผลที่ใหญ่ที่สุดในจีนอย่าง HiSilicon ซึ่งมีผลิตภัณฑ์มากมายหลากหลาย โดยเฉพาะจุดเด่นอย่างชิป ตระกูล Kirin ที่ใช้สำหรับสมาร์ทโฟน ซึ่งการที่หัวเว่ยสามารถออกแบบชิปประมวลขึ้นใช้เอง ทำให้หัวเว่ยสามารถออกแบบการทำงานของชิปให้สอดคล้องกับซอฟต์แวร์ภายในเครื่องได้ ส่งผลให้สร้างสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพสูง ในราคาที่ไม่แพง ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีส่วนทำให้หัวเว่ยประสบความสำเร็จ ก็คือการที่ Huawei ได้ทุ่มงบประมาณในด้าน Research and Development ที่สูงมากๆ ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมและดีไซต์ใหม่ๆ เรื่อยมา ดังนั้นจากการลงทุนพัฒนาและวิจัยในเรื่องต่างๆ นี้เอง ทำให้แบรนด์หัวเว่ยสามารถเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ได้ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา Huawei จะเจออุปสรรคบ้าง แต่ด้วยการลงทุนด้านเทคโนโลยีและดีไซน์ ที่เป็นแก่นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำให้หัวเว่ยสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นมาตอบสนองตลาดได้เรื่อยๆ จวบจนกระทั่งในปัจจุบัน Huawei สามารถก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่มีส่วนแบ่งเป็นอันดับ 3 ของโลก จากการสำรวจของ IDC ได้อย่างไร้ข้อกังขา

QR Code มีไว้ทำอะไร

ไอโฟน7

               ไหนใครเคยเห็นสัญลักษณ์ที่เป็นเส้นสีดำที่มีลักษณะยึกยือๆอยู่ในกรอบสีเหลี่ยมสีขาวกันบ้างคะ มองเผินๆก็ดูที่จะคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเกมส์หาทางออกที่เราเคยเล่นกันตอนเด็กๆ และยิ่งโทรศัพท์มือถือของใครใช้ “ไอโฟน7” นั้นก็สามารถแสกนไอเจ้าสัญลักษณ์นี้ได้เพียงแค่ปลดล็อคหน้าจอไอโฟน7 และเข้าสู่แอพกล้องจากหน้าจอโฮม และถือไอโฟน7ของคุณเพื่อให้เจ้าสัญลักษณ์นี้ปรากฎขึ้นบนช่องบนภาพของแอพกล้อง  เพียงแค่นี้โทรศัพท์ของคุณก็จะจดจำสัญลักษณ์นี้และแสดงการแจ้งเตือนค่ะ ต่อมาเราก็แตะการแจ้งเตือนบนหน้าจอไอโฟน7เพื่อเปิดลิงค์ที่เชื่อมโยงกับสัญลักษณ์นี้ได้เลย

               เราก็มัวแต่จะเรียกแต่สัญลักษณ์ๆอยู่นั่นแหละ จริงๆแล้วมันมีชื่อเรียกนะคะ ที่เราเห็นสัญลักษณ์ที่คล้ายๆกับเกมส์หาทางออกนั้นมันมีชื่อว่า QR Code หรือ คิวอาร์ โค้ด และในปัจจุบันนั้นเราสามารถพบเจอหรือเห็นเจ้าสัญลักษณ์ QR Code หรือ คิวอาร์ โค้ด กันได้ทั่วไป ซึ่งเชื่อว่าทุกคนต้องเห็นกันบ่อยมากๆแน่ๆตามโฆษณาบนสินค้าหรือเห็นในสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเห็นตามป้ายโฆษณาทั่วไป หนังสือนิตยาสาร หนังสือพิมพ์ รวมถึงนามบัตร ซึ่งสัญลักษณ์คิวอาร์ โค้ดที่เราเห็นนั้นก็มีความหมายแฝงอยู่ ความหมายแฝงในที่นี้ก็คือรายละเอียดต่างๆของสินค้านั้นๆที่ต้องการแสดงเอาไว้ และบางครั้งทำคิวอาร์ โค้ดทิ้งไว้ตามสินค้าก็เพื่อให้คนที่ผ่านมาเห็นสัญลักษณ์ได้สามารถแสกนคิวอาร์ โค้ดเพื่อเข้าไปดูข้อมูลเว็บไซต์ของบริษัทได้ทันที

               ทุกคนรู้รึเปล่าคะว่าสัญลักษณ์ QR Code หรือ คิวอาร์ โค้ด นั้นย่อมาจาก Quick Response (ควิ๊ก เรสปอน) หน้าตาจะเป็นเหมือนบาโค้ด 2 มิติ และรู้รึเปล่าคะว่าสิ่งนี้มีต้นกำเนิดมาจากที่ไหนกัน บางคนอาจจะพอทราบอยู่แล้วว่าสัญลักษณ์คิวอาร์ โค้ดมีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่นนนั่นเอง ซึ่งกำเนิดมากจากบริษัท Denso-wave (เดนโซ – เวฟ) ตั้นแต่ปี 1994 นั่นเองค่ะ ซึ่งคุณสมบัติของ คิวอาร์ โค้ด นั้นคือเป็นสัญลักษณ์ที่แทนข้อมูลต่างๆ และมีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมส่วนใหญ่ผู้ประกอบการจะนิยมมาใช้ คิวอาร์ โค้ด กับสินค้า รวมถึงโฆษณาของสื่อต่างๆเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือว่าจะเป็นยูอาร์แอล (URL) ที่เมื่อเรานำกล้องโทรศัพท์มือถือไปถ่าย คิวอาร์ โค้ด เพียงแค่นี้เราก็จะเข้าสู่เว็บไซต์ได้โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์อะไรยาวๆแล้วล่ะค่ะ

               แล้วเราอยากจะบอกถึงประโยชน์ของการมีสัญลักษณ์คิวอาร์ โค้ดที่มีอยู่ในปัจจุบันว่ามันอำนวยความสะดวกให้กับเราขนาดไหน จิงๆแล้ว คิวอาร์ โค้ด นั้นสามารถนำมาประยุกต์ได้อย่างหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น URL ของเว็บไซต์, เบอร์โทรศัพท์, ข้อความต่างๆ รวมถึงข้อมูลที่เป็นตัวอักษรได้อีกมากมาย คุณทราบรึเปล่าคะว่าในทุกวันนี้นั้นเจ้าคิวอาร์ โค้ด ถูกนำไปใช้ในหลายๆด้านมากๆ เนื่องจากความที่ คิวอาร์ โค้ด มีความรวดเร็วที่จะเข้าถึงข้อมูลนั้นๆ เพราะในปัจจุบันพวกเราทุกคนล้วนมีโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือกันทั้งนั้น และโทรศัพท์มือถือที่ผลิตออกมาในทุกวันนี้นั้นก็จะมีกล้องถ่ายรูปที่อยู่ในตัวของโทรศัพท์มือถือล้วนแทบทุกรุ่นกันแล้วค่ะ แทบไม่มีโทรศัพท์มือถือรุ่นไหนที่ไม่มีกล้องในตัวเอง ซึ่งหายากมาก และประโยชน์ที่เรานั้นเห็นชัดมากที่สุดของคิวอาร์ โค้ดนั้นคงเป็นการแสดง URL ของเว็บไซต์ เพราะจิงๆแล้ว URL ของเว็บไซต์นั้นจะจำยาก เพราะมันยาวและตัวสะกดเยอะเกินไป บางทีก็ซับซ้อน จึงทำให้จำยากกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของ คิวอาร์ โค้ด นั้นที่มีความล้ำสมัย แค่เราเพียงแสกน คิวอาร์ โค้ด ปุ๊บ มันก็จะขึ้น URL ของเว็บเพจนั้นๆแบบปุ๊บปั๊บแบบรวดเร็ว ว่องไว แถมไม่ต้องจำอะไรยากๆอีกด้วยค่ะ

               หลายครั้งก็จะมีคนสับสนกับสัญลักษณ์คิวอาร์ โค้ด กับ บาร์โค้ดกันแน่ๆเลย จริงๆแล้งบาร์โค้ดนั้นจะมีลักษณะเป็น 1 มิติ ซึ่งถ้าเป็นคิวอาร์ โค้ดจะเป็นแบบ 2 มิติ และบาร์โค้ดนั้นจะเป็นสัญลักษณ์แบบแท่ง ซึ่งจะมีความบางและความหนาต่างกันโดยมีเส้นแนวตั้งที่มีขนาดไม่เท่ากันวางอยู่บนพื้นที่สีขาว และแบบบาร์โค้ดนั้นจะบรรจุข้อมูลที่ต่างกันไม่เกิน 20 ตัวอักษรเองนะคะ ต่างจากความจุของข้อมูลคิวอาร์ โค้ดที่สามารถบรรจุได้เยอะ อย่างถ้าเป็นตัวเลขอย่างเดียวก็จะจุได้มากถึง 7,089 ตัว หรือจะตัวอักษรผสมเลขนั้นจะจุได้มากถึง 4,296 ตัวอักษรเลยทีเดียว ซึ่งเยอะมากๆและแตกต่างจากบาร์โค้ดเป็นอย่างมาก

ชีวิตที่ง่ายขึ้นถ้ามี AirPods

AirPods ราคา

               หลายๆคนคงชอบฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว และคนที่เขาชอบฟังเพลงนั้นก็จะต้องมีหูฟังดีๆสักอันเพื่อใช้ในการฟังเพลง และโลกแห่งการฟังเพลงกำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อ Apple ได้เปิดตัว AirPods ออกมา ลองย้อนกลับไป ใครยังจำตอนที่ทาง Apple ได้เปิดตัว AirPods หูฟังไร้สายที่ทำงานได้มากกว่าหูฟังทั่วๆไป อยากจะบอกว่าเป็นที่ตื่นตาตื่นใจในตอนนั้นกันอยู่มาก ถ้าย้อนกลับไปวันที่เปิดตัว อยากบอกว่าเป็นกระแสที่พูดถึงอย่างมากจริงๆ คนวิจารณ์กันแบบถล่มทลาย กระแสก็มีทั้งดีและไม่ดีผสมกันไป รวมถึงการเปิดตัว AirPods ราคาที่ค่อนข้างสูงกันเลยทีเดียว เป็น “AirPods ราคา” เกินครึ่งหมื่นเลยนะคะ จะบอกว่าราคาแพงก็คงได้นะคะถ้าเทียบกับหูฟังทั่วๆไปของแบรนด์อื่น แต่ก่อนที่คุณนั้นจะเกิดอาการตกใจในเรื่องของราคา วันนี้เราจะมาบอกถึงคุณสมบัติของ AirPods ที่พอคุณรู้แล้วคุณจะต้องร้องว้าวและเราคิดว่ามันน่าเหมาะกับคนในสมัยปัจจุบันแบบนี้ที่สุดถึงที่สุดเลยนะคะ ถึงแม้ว่า AirPods ราคาจะแรงก็ตาม

               คุณสมบัติ AirPods ที่คุณยังไม่รู้

• ตาม AirPods ด้วย Find My Phone

   คุณรู้ใช่ไหมคะว่า AirPods เป็นแบบไร้สาย อาจจะมีเหตุการณ์ที่คุณเผลอหลงลืมและทำหายไป แล้วAirPods ราคา ไม่ได้ถูกๆเหมือนหูฟังรุ่นอื่นๆ  แต่เรามีวิธีแก้ปัญหานั้นมาแนะนำกันค่ะ นั่นคือ Application ที่เอาไว้ตาม AirPods ที่ทำหายไป และ Application นี้มีชื่อว่า Find My Phone นั่นเอง และวิธีนั้นก็ไม่ยาก เพียงแค่คุณล็อคอิน iCloud บัญชีเดียวกับที่เชื่อมต่อ AirPods เพียงแค่นี้คุณก็สามารถเลือกดูตำแหน่ง Airpods ใน Application นี้มีชื่อว่า Find My Phone ไดแล้วค่ะ คุณสามารถ Download ได้ที่ App Store

• แจ้ง AirPods ได้เมื่อมีคนโทรศัพท์หาคุณ

   ในระหว่างที่เรากำลังสนุกกับการฟังเพลงอยู่นั้น และบังเอิญกลัวว่าจะมีคนโทรศัพท์เข้ามา เราสามารถตั้งให้มีเสียงแจ้งเตือนใน AirPods ได้โดยการเข้าไป Settings แล้วก็กดเลือก Phone แล้วเลือกไปไปที่ชื่อ Announce Calls แล้วเลือก Headphones Only เพียงแค่นี้คุณก็สามาถได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากหูฟัง AirPods แล้วว่ามีใครโทรศัพท์เข้าถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้พก iPhone ติดตัวในเวลานั้น

• สามารถเชื่อมต่อ AirPods กับ Applications ได้

   เมื่อไหร่ก็ตามถ้าอุปกรณ์ “Apple” ทุกเครื่องนั้นใช้ iCloud ที่เป็นบัญชีเดียวกับ AirPods ก็จะง่ายแสนง่าย  เพราะมันจะเชื่อมต่อให้อัตโนมัติ แต่ถ้ามันไม่เชื่อมต่อ คุณแค่เข้าไปที่ Settings แล้วก็กดเลือก Bluetooth แล้วเลือกไปที่ชื่อ Airpods ของตัวคุณเอง เพียงแค่นี้มันก็จะเชื่อมต่อให้อัตโนมัติ

• เพิ่มที่เกี่ยวหู

   สำหรับคนที่ไม่มีความมั่นใจเวลาใส่หูฟัง AirPods เพราะกลัวว่ามันจะไม่พอดีกับหู หรือรู้สึกกลัวว่าจะหล่นหาย ใส่แล้วอาจจะหลุดง่าย บางคนอาจจะให้ความรู้สึกว่าหลวมไป ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาง่ายๆก็คือคุณควรไปซื้อตะขอเกี่ยวหูสำหรับ AirPods เพื่อที่จะป้องกันการหลุดหายได้ ในส่วนของราคานั้นไม่แพงเลยค่ะ เพียงคุณซื้อตะขอเกี่ยวหูก็สามารถช่วยแก้ปัญหาในการใส่ AirPods ได้แล้ว แถมยังช่วยให้กระชับหูมากขึ้นอีกด้วย มั่นใจได้เลยว่ามันไม่หลุดออกจากหูของคุณได้ง่ายๆแน่นอน

• Check แบตเตอรี่

   คุณสามารถที่จะ Check แบตเตอรี่ของ AirPods ได้อย่างง่ายๆโดยปัดขวาในหน้า Home หรือว่า Lock Screen ของ iPhone เพื่อเข้าสู่หน้า Today View เพียงแค่นี้คุณก็จะสามารถดูแบตเตอรี่ใน Widget ได้ทันทีเลยนะคะ เห็นไหมคะว่ามันไม่ยากเลย

• ระวังเรื่องอย่าให้โดนน้ำ

   จริงๆแล้ว AirPods ไม่ได้มีคุณสมบัติกันน้ำเหมือนอย่างไอโฟน เพราะฉะนั้นคุณควรที่จะระวังให้ดี พยายามอย่าให้ AirPods โดนน้ำอย่างเด็ดขาด ถ้าคุณเผลอทำ AirPods ตกน้ำเมื่อไหร่นั้น ไม่อยากจะคิดเลยว่าคุณอาจจะต้องเสียเงินไปซื้ออันใหม่ เพราะ AirPods ราคาไม่ถูกเลยนะคะ

               สำหรับใครที่เป็นสาวก “Apple”  เป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ที่คุณจะต้องไปซื้อ AirPods ราคาที่แรงและคุณสมบัติของ AirPods นั้นก็แรงไม่แพ้กัน แต่ถ้าใครยังใช้ไอโฟนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ยังมีความลังเลว่าจะซื้อดีไม่ซื้อดี อยากบอกว่าคุณเห็นข้อดีของ AirPods แบบนี้แล้วคุณจะรอช้าทำไมล่ะคะ รีบไปเป็นเจ้าของ AirPods อย่างด่วนๆกันเลย

ราคามือถือซัมซุง คุณภาพดีๆ ที่เอื้อมถึง

ราคามือถือซัมซุง

ถ้าพูดถึงโทรศัพท์มือถือก็คงจะไม่พูดถึงแบรนด์ Samsung ไม่ได้ด้วยความที่อยู่ในตลาดของโทรศัพท์มือถือมาอย่างยาวนาน Samsung เองก็ได้พยายามแก้ไขจุดบกพร่องของโทรศัพท์มือถือของตัวเองก่อนนำออกสู่ตลาดอยู่เสมอ รวมถึงการปรับปรุงและพัฒนาโทรศัพท์มือถืออยู่ตลอดเพื่อไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่งทำให้ Samsung ยังคงสามารถรักษามาตรฐานและส่วนแบ่งตลาดของตนเองมาได้จนถึงตอนนี้ และที่สำคัญ ราคามือถือซัมซุง ก็ยังอยู่ในช่วงที่คนทั่วไปก็สามารถเอื้อมถึงได้

            ในด้านของตัวโทรศัพท์มือถือเอง Samsung ได้ทำออกมาหลายซีรีย์ไม่ว่าจะเป็น S Series, Note Series, A Series และ J Series โดยในแต่ละซีรีย์ก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจุดนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Samsung ก้าวสู่การเป็นเจ้าตลาดโทรศัพท์มือถือ เพราะสามารถทำโทรศัพท์มือถือออกมาได้คลอบคลุมในทุกๆ ตลาดนั่นเอง โดยแต่ละรุ่นจะมีจุดเด่นอะไรบ้างมาดูกัน

            มาที่รุ่นแรก คือ Galaxy S Series โดยในรุ่นนี้นับว่าเป็นรุ่นตัวท็อปสำหรับ Samsung เลยก็ว่าได้ เพราะมีสเปคสูง ขนาดเครื่องกำลังดีไม่ใหญ่และไม่เล็กเกินไปมีให้เลือก 2 ขนาด จอภาพระดับ FHD+ ถึง Quad HD+ ดีไซน์รอบตัวเครื่องออกมาสวยงามมีความพรีเมี่ยม สามารถกันน้ำกันฝุ่นอยู่ในระดับ IP68 มีระดับการรักษาความปลอดภัยระดับสูงและสามารถใช้งานร่วมกับ Samsung Pay ได้ กล้องถ่ายรูปความละเอียดมากที่มาพร้อมกับลูกเล่นต่างๆ มากมาย รวมไปถึงมีผู้ช่วยอย่าง Bixby ที่ไม่ได้มาช่วยเพียงการใช้มือถือแต่จะช่วยให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้นอีกด้วย แต่ด้วยความที่เป็นรุ่นท็อปที่มากับสเปคที่ดีจึงทำให้มีราคาสูงตามไปด้วย

            รุ่นที่สอง คือ Galaxy Note Series ในรุ่นนี้ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่เป็นตัวท็อปของ Samsung โดยที่รุ่น Note จะมีสเปคที่อัพเกรดมาจาก S series อีกที ซึ่งทำให้รุ่นนี้มีสเปคที่สูงสุดของ Samsung เลยก็ว่าได้ เรื่องของดีไซน์ตัวเครื่องก็ทำออกมาได้ดีวัสดุที่ใช้เป็นวัสดุพรีเมี่ยมเช่นเดียวกัน โดยจุดเด่นของรุ่นนี้จะเน้นไปที่ตัวปากกาที่ใช้งานร่วมกัน คือเรื่องการจดบันทึก การเขียนต่างๆ ไว้ภายในเครื่อง รวมถึงมีหน้าจอใหญ่ที่ทำมารองรับฟังก็ชั่นดังกล่าวด้วย เรื่องของราคาก็มีราคาที่สูงพอๆ กับ S series

            รุ่นที่สาม คือ Galaxy A Series ในรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงคือ มีสเปคที่ไม่สูงมาก ระบบปฏิบัติการประมวลผลอยู่ในระดับกลาง แต่รุ่นนี้มีจุดเด่นอยู่ที่กล้องถ่ายรูปคุณภาพสูง มีลูกเล่นเยอะ และสามารถถ่ายรูปออกมาได้ดีแม้ในบริเวณที่มีแสงน้อย สุดท้ายคือเรื่องของวัสดุที่ใช้รอบตัวเครื่องมีการใช้วัสดุคุณภาพดี อย่างเช่น อะลูมิเนียม ใช้ ส่วนราคาอยู่ในระดับกลางๆ

            รุ่นสุดท้าย คือ Galaxy J Series เป็นรุ่นที่ไม่เน้นเรื่องสเปคซักเท่าไหร่นัก วัสดุที่ใช้รอบตัวเครื่องก็ไม่ได้เน้นเป็นวัสดุพรีเมี่ยมแบบรุ่นอื่นแต่ดีไซน์โดยรวมถือว่าทำออกมาได้ดี เพราะเน้นการเป็นโทรศัพท์มือถือราคาไม่แพง ส่วนของกล้องถ่ายรูปถ้าหากเทียบกับราคาก็ถือว่ามีคุณภาพอยู่พอสมควร และยังสามารถรองรับการใช้งานแบบสองซิมการ์ดได้ด้วย ข้อดีของรุ่นนี้คือคุณภาพของเครื่องโดยภาพรวมเมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าเป็นโทรศัพท์มือถือที่คุณภาพดีในราคาย่อมเยาว์เลยทีเดียว

            จะเห็นได้ว่า Samsung มีการบุกตลาดด้วยการทำโทรศัพท์ออกมาคลอบคลุมการใช้งานในทุกรูปแบบ ทุกความต้องการ รวมถึง ราคามือถือซัมซุง ก็มีความหลายหลากทุกระดับ เนื่องจากมีหลายรุ่นให้เลือกทำให้ผู้ใช้งานได้มีตัวเลือกและเปรียบเทียบกับการใช้งานของตนเองว่าหากซื้อไปจะได้ใช้งานจริงและคุ้มค่ากับการใช้งานหรือไม่ อย่างเช่น ถ้าชอบการจดบันทึกหรือการทำงานในโทรศัพท์มือถือ Galaxy Note Series ก็ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุดเพราะมีฟังก์ชั่นและการทำงานหลักที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับการใช้งานในรูปแบบดังกล่าว หรือว่าเป็นคนที่ไม่ได้ใช้งานโทรศัพท์หนักมาก และไม่ต้องการโทรศัพท์มือถือราคาสูงเกินไป Galaxy A Series ก็สามารถตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ เพราะมีสเปคปานกลาง แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานมีคุณภาพและตัวเครื่องทำจากวัสดุพรีเมี่ยมทำให้ตัวเครื่องออกมาดูดีและสามารถซื้อได้ในราคาที่ไม่สูงมากอีกด้วย             ดังนั้นแล้ว การที่ Samsung และ ราคามือถือซัมซุง ออกมารองรับทุกความต้องการแบบนี้จึงกลายเป็นข้อได้เปรียบสำหรับการแข่งขันในตลาด และเรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งที่ทำให้ Samsung ยังคงรักษาการเป็นอันดับหนึ่งภายในตลาดของโทรศัพท์มือถือมาได้อย่างยาวนาน

ทำงานให้ง่ายกว่าใครด้วย macbook pro

macbook pro

ถ้าพูดถึงโน๊ตบุ๊คคงจะไม่พูดถึง macbook pro ไม่ได้เพราะถือเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีคุณภาพสูงและยังมีการพัฒนาฟังก์ชั่นต่างๆ ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยรุ่นใหม่ที่ออกมานั้นมีหลากหลายฟีเจอร์ที่น่าสนใจและช่วยให้ใช้งาน macbookpro ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งฟีเจอร์หลักที่เพิ่มมามี ดังนี้

            อย่างแรก คือเรื่องของการออกแบบรอบตัวเครื่องใหม่ ซึ่งโดยปกติหลายคนคงจะชินตากับการที่ MacbookPro มีขนาดเครื่องที่ใหญ่และน้ำหนักมากแต่ไม่ใช่กับรุ่นใหม่ที่เห็นได้ชัดว่าตัวเครื่องมีการดีไซน์ให้บาง และมีน้ำหนักเบาลงกว่ารุ่นก่อนๆ มากทำให้สามารถพกพาได้สะดวกกว่าเดิม โดยที่ MacbookPro ยังคงมีให้เลือก 2 ขนาดเช่นเคย คือรุ่นจอ 13 นิ้ว เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนบางลงกว่าเดิมถึง 17% มีความหนาเพียงแค่ 14.9 มม. โดยภาพรวมขนาดเล็กลงถึง 23%  ส่วนรุ่นจอ 15 นิ้ว เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนบางลงกว่าเดิมถึง 14% มีความหนาเพียงแค่ 15.5 มม. โดยภาพรวมมีขนาดที่เล็กลงถึง 20% เลยทีเดียว จะเห็นได้ชัดว่าแค่เรื่องของการดีไซน์รอบตัวเครื่องก็มีความแตกต่างแล้ว

อย่างที่สอง คือการปรับเปลี่ยนช่องเสียบพอร์ตเป็นแบบ Thunderbolt 3 ให้มาทั้งหมด 4 พอร์ต ในรูปแบบของ USB type C สามารถรองรับหน้าจอระดับ 4K ได้สูงสุดจำนวนครั้งละ 2 จอ  หน้าจอ 5K จำนวนครั้งละ 1 จอ และยังสามารถชาร์จหรือจ่ายไฟจากพอร์ตไหนก็ได้ โดยข้อดีของ USB-C คือเหมือนพอร์ต Lightning ของ Apple ที่สามารถเสียบสายได้ทั้งสองด้าน รวมถึงสามารถส่งข้อมูลภาพ , เสียง และส่งกระแสไฟไปพร้อมๆกันได้เช่นกัน ทำให้สามารถรับส่งข้อมูลได้รวดเร็วกว่าเดิม และยังชาร์จไฟ MacBookPro ที่ใช้ไฟ 87W ได้ด้วย

macbook pro 1

อย่างที่สาม คือเรื่องของ Touch bar และ Touch ID ที่นับว่าเป็นฟีเจอร์เด่นที่สุดของ macbook pro รุ่นใหม่เลยก็ว่าได้ โดยที่ Touch bar เป็นแถบปุ่มเครื่องมือที่มาในรูปแบบของระบบสัมผัสบนหน้าจอ Retina Display และยังรองรับระบบ Multi Touch อีกด้วย โดยการเพิ่ม Touch bar ไม่ใช่แค่การมาทดแทนปุ่มแบบเดิมแต่สำหรับฟังก์ชันหลักของ Touch Bar คือสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมที่เปิดอยู่ ณ ตอนนั้น เช่น การแสดงแถบเครื่องมือต่าง ๆ ของโปรแกรมแต่งภาพที่เรากำลังใช้งานอยู่ เป็นต้น ซึ่งถือว่าช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้โปรแกรมบางโปรแกรมได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว อีกหนึ่งอย่างที่มาพร้อมกับ Touch bar ก็คือ Touch ID เป็นฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยด้วยการสแกนลายนิ้วมือที่ใช้รูปแบบการทำงานเหมือนกันกับ iPhone, iPad โดย Touch ID นี้สามารถใช้ได้ทั้งการปลดล็อค MacBookPro ไปจนถึงการซื้อสินค้าได้ผ่านทาง Apple Pay  ซึ่งการมี Touch bar และ Touch ID ทำให้การทำงานต่างๆ กลายเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น

อย่างที่สี่ คือเรื่องของ TrackPad และ คีย์บอร์ด โดย Track Pad ยังใช้ระบบ Force Touch เหมือนเดิม แต่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีการนำระบบไฟฟ้าสถิตเข้ามาเพื่อให้รู้สึกเหมือนการกดปุ่มจริงๆ โดยการปรับขนาดให้ใหญ่มากขึ้น 2 เท่าก็ทำให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น ส่วนของคีย์บอร์ด ได้มีการใช้คีย์บอร์ดแบบปีกผีเสื้อ รุ่น 2 ที่ช่วยให้พิมพ์ได้ง่ายขึ้น รองรับน้ำหนักในการพิมพ์ได้ดีกว่ารุ่นก่อน และช่วยให้แรงส่งกลับมาน้อยลงกว่าเดิมส่งผลให้สามารถพิมพ์งานได้นานกว่าเดิมโดยไม่เมื่อยมือ

สุดท้ายคือ เรื่องของการระบายความร้อนแบบใหม่ และประสิทธิภาพของ CPU ที่ทำงานได้เร็วขึ้น ในส่วนของการระบายความร้อนนั้น ได้นำการระบายความร้อนแบบเพิ่มอัตราการไหลเวียนของอากาศ และมีการออกแบบใบพัดแบบอยู่เหลื่อมกัน ทำให้สามารถระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดเสียงรบกวนในระหว่างการทำงานของเครื่อง ส่วน CPU ใหม่มาจากระบบของ Intel Generation ล่าสุด และเลือกใช้การ์ดจอ Radeon Pro ที่ช่วยให้การประมวลผลรวดเร็วขึ้นโดยเฉพาะการประมวลผลกราฟิคที่เร็วขึ้นถึง 130% สำหรับแบตเตอรี่หากชาร์จมาเต็มจะสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง

จะเห็นได้ว่า MacbookPro รุ่นใหม่นั้นทาง Apple ได้เพิ่มฟีเจอร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปในหลายส่วนซึ่งไปช่วยเสริมการทำงานของ MacbookPro ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน โดย MacbookPro ใหม่มีให้เลือกสองสีด้วยกันคือ สี Space Gray และ สี Silver โดย รุ่นจอ 13 นิ้วราคาเริ่มต้นที่ 47,900 บาท และ รุ่นจอ 15 นิ้ว ราคาเริ่มต้นที่ 85,900 บาท

ทำไมเราถึงต้องซื้อ iPhone XR

โปร iphone xr

               ไหนใครที่เป็นเหล่าสาวกโทรศัพท์ของ Apple กันบ้างคะ ตอนนี้สิ่งที่ร้อนแรงมากที่สุดที่ Apple ได้ออกมานำเสนอ นั่นก็คือการส่งโทรศัพท์ที่คุณไม่สามารถปฎิเสธได้ ซึ่งโทรศัพท์รุ่นที่ว่านี้ก็คือ iPhone XR นั่นเอง แล้วคุณรู้ไหมคะว่าสิ่งที่มาแรงแซงโค้งไม่แพ้แสงแดดในประเทศไทยอีกเรื่องนั้นก็คือ “โปร iPhone XR”  ซึ่งโปรที่ว่านี้ออกราคามาแบบชนิดว่าคุณจะต้องร้องว้าวกันเลยทีเดียว และเชื่อว่า iPhone XR นั้นก็คงกำลังตั้งหน้าตั้งตารอเหล่าสาวก Apple นั้นจับจองกันอย่างใจจดใจจ่อกันเลยเหมือนกัน ซึ่งแต่ล่ะค่าย แต่ล่ะเครือข่ายนั้นออก โปร iPhone XR ที่ดีๆและกำลังฮอตฮิตอยู่ในขณะนี้นั้นเยอะเหลือเกินจริงๆค่ะ อยากจะถามตอนนี้ใครกำลังจะสนใจอยากมี iPhone XR สักเครื่องไว้ในมือบ้างไหมคะ

               ถ้าจะถามว่า iPhone XR นั้นมีดีอย่างไร ขอบอกว่าคุณสมบัติที่ Apple ได้ทำออกมานั้นช่างล้ำสมัยและเหมาะกับยุคสมัยนี้อย่างมากๆ และ iPhone XR ยังมีราคาถูกที่สุดถ้าเทียบกับ iPhone XS ค่ะ แถมสิ่งทีคุณจะต้องตื่นเต้นมากกว่านั้นก็คือสีของ iPhone XR ที่ออกมาให้เลือกทั้งหมดพร้อมกันถึง 6 สี คือ สีแดง สีเหลือง สีส้มคอรัล สีน้ำเงิน และสีดำ ขอบอกว่าสีที่ให้มาแต่ล่ะสีนั้นบ่งบอกถึงความสดใสและเต็มไปด้วยความทันสมัยแบบสุดๆ

               มาพูดถึงดีไซน์ของ iPhone XR กันบ้างดีกว่าค่ะ ตั้งแต่ Apple ได้คลอด iPhone XR นั้น สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดก็คือไม่มีปุ่ม Home ด้านล่างอีกต่อไป สำหรับตัวเครื่องข้างหน้าและข้างหลังนั้นเป็นกระจกที่แข็งแรงเลยทีเดียว มีลำโพงส่วนบนและส่วนล่างด้วย ลำโพงของ iPhone XR นั้นมาพร้อมกบเสียงสเตอริโอ พร้อมกับคุณสมบัติที่พิเศษก็คือสามารถกันฝุ่น กันน้ำระดับไม่เกิน 1 เมตร ภายในเวลา 30 นาทีนะคะ และสิ่งที่คุณต้องเซอไพรส์ก็คือกล้องของ iPhone XR ที่ในส่วนกล้องหลังเลนส์เดียวนั้นที่ทำออกมาแบบพิเศษ ถึงแม้ว่ากล้องหลังของ iPhone XR จะไม่ได้มาพร้อมเลนส์คู่ แต่กล้องหลังที่ว่านี้ก็มาพร้อมอัลกอริทึมแบบเหนือชั้นพร้อมกับเซนเซอร์ขนาดใหญ่ จึงจะทำให้ iPhone XR ของเราสามารถโฟกัสรูปภาพได้ไวถึง 2 เท่ากันเลยทีเดียว แล้วที่สำคัญแบบมากๆที่คุณจะต้องรู้ก็คือเลนส์ของ iPhone XR จะมาพร้อมฟีเจอร์ Portrait Mod อีกด้วยค่ะ ซึ่งจะมีให้เลือกใช้งานด้วยกันแบบ 3 โหมด นั่นก็คือ Natural Light, Studio Light และ Contour ซึ่งทั้ง 3 โหมดเหล่านี้จะช่วยจัดแสงให้กับภาพบุคคลและจะให้มุมกล้องที่มีความกว้างกว่าเลนส์คู่ อีกทั้งเรายังสามารถปรับและแก้ไขกับระยะของความลึกของภาพได้อีกด้วยนะคะ ใครที่ชอบถ่ายรูปแนว Portrait ก็คงจะถูกใจกันอย่างแน่นอน

               ในส่วนของกล้องหน้านั้นที่มีความระเอียดถึง 7 MP และมีการทำงานร่วมกันกับ HDR และนอกจากนี้ยังมีแฟลชที่เป็นแบบ True Tone แบบ LED ที่จะทำให้การถ่ายรูปแบบ Selfie ด้วยกล้องหน้า ที่จะทำให้สีของภาพออกมาอย่างสม่ำเสมอ แถมยังใช้ Face ID ได้อีกด้วย ซึ่งการที่ Apple ทำ Face ID ออกมาก็เพื่ออยากให้การปลดล็อคโทรศัพท์ได้ง่ายขึ้นเพียงแค่คุณสแกนใบหน้าด้วย Face ID รวมถึงการที่คุณใช้ Face ID ในการเข้าถึง Applications ต่างๆ รวมถึงใช้ Face ID ในการจ่ายเงินได้อย่างปลอดภัยอีกด้วยค่ะ ส่วน iPhone XR จะมาพร้อมกับ IOS 12 และใช้ชิพ A12 Bionic ซึ่งจะใช้ชิพแบบเดียวกับ iPhone XS (Max) ซึ่งจะมีความแรงและลื่นไหลขึ้น ซึ่งเรียกง่ายๆว่าชิพ A12 Bionic นั้นเป็นชิพที่มีความฉลาดและทรงพลังที่สุดตั้งแต่ Apple ผลิต iPhone มาเลยก็ว่าได้ ซึ่งการทำงานชิพ A12 Bionic มีพลังงานการประปวลผลที่เหลือล้น เพราะชิพนี้ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงเรื่องของการประหยัดพลังงาน ถึงแม้ว่าคุณจะใช้งานเต็มที่ขนาดไหน แต่ในส่วนของแบตเตอรี่ก็ยังคงยังอยู่นานเช่นเดิม

               ซึ่งตอนนี้ โปร iPhone XR นั้นกำลังมาแรงเหลือเกินค่ะ ใครจะอยากจะเป็นเจ้าของ iPhone XR นั้นไม่ยากอีกต่อไป กำเงินของคุณไว้ดีและพร้อมกับเดินไปดู โปร iPhone XR จากหลายๆค่ายแล้ว เพียงแค่นี้คุณก็สามารถไปจับจองกันได้ไม่ยาก  iPhone XR ที่มีคุณสมบัติดีๆอย่างนี้อย่าพลาดกันเชียวนะคะ

ไม่รู้จะนึกถึงใคร นึกถึงเรา เตารีดไอน้ำพกพา

เตารีดไอน้ำพกพา

การรีดผ้านั้นเรียกว่าเป็นงานหลักอย่างหนึ่งของพ่อบ้านแม่บ้านเลยก็ว่าได้ และเตารีดก็เปรียบได้เหมือนอาวุธคู่ใจ โดยถ้าใครอยากได้ความเรียบและความสะดวกสบายในการรีดที่เป็นพิเศษนั้นก็มักจะเลือกใช้เตารีดไอน้ำแบบ Steam Iron นั่นเอง โดยเตารีดทีฟาว (เตารีด Tefal) นั้นก็เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องผลิตภัณท์เตารีดไอน้ำ Steam Iron เป็นอย่างมาก ซึ่งมีหลายแบบรวมถึง เตารีดไอน้ำพกพา โดยถ้าใครสนใจเตารีดทีฟาวหรือกำลังจะซื้อครั้งนี้เราจะมาแนะนำกัน  

                แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเตารีดไอน้ำแบบ Steam Iron ให้มากขึ้นกันก่อนดีกว่าว่ามีกี่ประเภทและมีระบบการทำงานอย่างไร เตารีดไอน้ำแบบ Steam Iron เป็นเตารีดที่ใช้การใส่น้ำเข้าไปเพื่อทำให้เกิดไอน้ำพ่นออกมายังผ้าที่จะรีด ซึ่งจะช่วยให้ผ้าที่มีรอยยับเรียบได้อย่างรวดเร็ว เตารีดแบบนี้ มีช่องให้ใส่น้ำได้ประมาณ 300 ml (มิลลิลิตร) เตารีดประเภทนี้เหมาะสำหรับการรีดผ้าที่มีปริมาณไม่มากนักโดยเตารีดไอน้ำแบบ Steam Iron เป็นที่นิยมใช้กันมากเพราะหาซื้อได้สะดวกและมีราคาไม่แพง

                มาดูกันที่วิธีการเลือกซื้อเตารีดไอน้ำ Steam Iron กันดีกว่าว่ามีอะไรที่ควรพิจารณาบ้าง

                1. น้ำหนัก ก่อนที่จะดูไปถึงดีไซน์ของตัวเครื่องควรดูถึงน้ำหนัก เพราะเตารีดไอน้ำที่ดีควรมีน้ำหนักที่พอเหมาะกับผู้ถือ ทางที่ดีเลือกที่รู้สึกเบาที่สุดเนื่องจากอย่าลืมว่าต้องใส่น้ำเข้าไปอีกเมื่อต้องการจะรีดในฟังก์ชั่นไอน้ำ

                2. ช่องสำหรับเติมน้ำ ควรเลือกแบบที่โปร่งใสสามารถมองเห็นระดับน้ำภายในได้ง่ายเพื่อความสะดวกในการเช็กปริมาณน้ำในขณะที่รีด แต่ละรุ่นมีขนาดของช่องแตกต่างกันไปเล็กบ้างใหญ่บ้าง โดยช่องใส่น้ำขนาดเล็กจะให้แรงดันไอน้ำต่ำกว่าเตารีดไอน้ำที่มีช่องสำหรับใส่น้ำขนาดใหญ่ กลับกันแบบที่มีช่องใส่น้ำขนาดใหญ่จะสามารถให้แรงดันไอน้ำได้มากกว่า

                3. ปุ่มกดไอน้ำ เพื่อความสะดวกที่มากขึ้นควรเลือกซื้อเตารีดไอน้ำที่มีปุ่มกดพ่นไอน้ำออกมาใช้ในกรณีที่รีดเสื้อผ้าที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อย่างเช่น ผ้าลินิน และเนื้อผ้าแข็ง เช่น ผ้าเดนิม ส่วนหน้าเตารีดควรเลือกเตารีดไอน้ำที่ใช้วัสดุ อะลูมิเนียม หรือสแตนเลส จะช่วยให้การรีดผ้าไหลลื่นขึ้น

                4. ระบบกำจัดคราบตะกรัน เตารีดไอน้ำทุกแบบจะมีข้อเสียคือถ้าใช้น้ำประปาแล้วจะมีคราบตะกรันตกค้างอยู่ ดังนั้นควรเลือกที่มีระบบกำจัดคราบตะกรันในตัวเองเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวขึ้น

                5. จำนวนช่องพ่นไอน้ำ เตารีดไอน้ำจะมีรูเล็ก ๆ บริเวณหน้าเตารีดสำหรับใช้พ่นน้ำขณะรีด ยิ่งเตารีดมีช่องเหล่านี้มากเท่าไหร่การรีดก็จะใช้แรงน้อยลงและผ้าก็จะเรียบมากขึ้น

                ทีฟาวถือว่าเป็นผู้นำในเรื่องเตารีดไอน้ำแบบ Steam Iron มานานแล้ว โดยเตารีดทีฟาวนั้นมีจุดเด่นโดยรวมคือมีคุณภาพที่ได้มาตรฐานในราคาไม่แพง อาทิ เตารีดไอน้ำพกพา ของทีฟาวก็จะมีความประหยัดเวลา เพียงไม่กี่วินาทีก็สามารถใช้งานได้ เติมน้ำได้ง่าย อีกด้วย แต่ในครั้งนี้นอกจาก เตารีดไอน้ำพกพา แล้วเรายังอยากจะแนะนำรุ่นอื่นๆ ที่น่าสนใจกัน

                1. Tefal เตารีดไอน้ำ รุ่น FV1525

                ถนอมเนื้อผ้าได้เป็นอย่างดีด้วยพลังไอน้ำ 25 กรัม ต่อนาที แผ่นหน้าเตาเคลือบนอนสติ๊ก ปุ่มกดพลังไอน้ำพิเศษออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์กดง่าย ถนัดมือ มีระบบป้องกันน้ำหยดและป้องกันคราบเปื้อนบนเนื้อผ้าได้ด้วย รับประกัน 2 ปี ราคาประมาณ 689 บาท

                2. Tefal เตารีดไอน้ำ รุ่น FV4970 มาพร้อมกับ Smart Technology ที่มีระบบพลังไอน้ำแนวตั้ง ใช้งานง่าย เหมาะกับเสื้อผ้าบางและเก็บรายละเอียดเพื่อการถนอมเนื้อผ้า หน้าเตารีดเป็นแบบ Durilium 360 ความจุแทงก์น้ำ 270 มล. พลังไอน้ำต่อเนื่อง 40 กรัม ต่อนาที ขจัดรอยยับได้ดี สายไฟถูกออกแบบให้ยาวเป็นพิเศษ รับประกัน 2 ปี ราคาประมาณ 2,790 บาท

                3. Tefal เตารีดไอน้ำ รุ่น FV9970 เป็นเตารีดไอน้ำไร้สายมาพร้อมระบบป้องกันน้ำหยด และการฆ่าเชื้อโรคด้วยระบบไอน้ำ พลังไอน้ำต่อเนื่อง 35 กรัม ต่อนาที และพลังไอน้ำพิเศษ 180 กรัม ต่อนาที ความจุแท้งค์น้ำขนาด 250ml ความยาวสายไฟบนฐาน 180cm มีระบบทำความสะอาดหน้าตาอัตโนมัติทุกครั้งที่เริ่มใช้งาน รับประกัน 2 ปี ราคาประมาณ 3,239 บาท

                และนี่คือเตารีดไอน้ำ Steam Iron จากแบรนด์ทีฟาวที่น่าสนใจ รวมไปถึงเรื่องราวน่ารู้ต่าง ๆ ที่เรานำมาเสนอทุกท่านนะครับ หวังว่าจะถูกใจกัน

การซื้อโทรศัพท์ก็คงเหมือนกับการซื้อเครื่องประดับ

โปรโมชั่นโทรศัพท์

               เราเกิดมาในยุคที่ “โปรโมชั่นโทรศัพท์ที่มีการแข่งขันกันแบบสุดฤทธิ์สุดเดชแบบสุดๆเหลือเกิน ซึ่งในยุคปัจจุบันในปี พ.ศ. 2562 ที่เราดำรงอาศัยกันอยู่ในทุกวันนี้นั้น ถ้าจะพูดถึงวงการโทรศัพท์มือถือของไทย อยากจะบอกว่ามีความร้อนระอุอยู่แทบตลอดเวลา เนื่องจากมีแบรนด์ใหม่ๆเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย และที่สำคัญนั้นเกิดมาพร้อมกับคุณสมบัติที่สุดยอดกับความล้ำในเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ๆที่เข้ามา คือพูดง่ายๆว่าเทียบเท่ากับแบรนด์ใหญ่ๆที่ติดตลาดแบบทุกวันนี้ได้อย่างสบายๆเลย แถมราคาที่ออกมายังสามารถจับต้องได้อย่างง่ายๆ แถมโปรโมชั่นโทรศัพท์ใหม่ๆที่ออกมานั้นก็ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงกันอย่างต่อเนื่อง บางทีก็จะเห็นว่าราคาถูกจนแบบสงสัยว่าคุณสมบัติดีๆแบบนี้ทำไมราคาถูกกว่าที่คิด ทำเอากระเป๋าตังค์ในมือของใครหลายๆคนนั้นมีอาการอยากจับจ่ายซื้อสมาร์ทโฟนกันเป็นว่าเล่น แต่อย่างบางแบรนด์ที่ออกมานั้น ก็มีราคาที่สูงลิบลับจนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าเราสามารถเอาเงินไปซื้อทองได้อย่างสบายๆกันเลยทีเดียว

               จริงรึเปล่าที่เขาว่ากันว่าการซื้อโทรศัพท์มือถือสักเครื่องก็เหมือนการซื้อครื่องประดับแพงๆมาไว้ข้างกาย ถ้าจะยกตัวอย่างง่ายๆนะคะ แบรนด์ที่เราเห็นอยู่ในตอนนี้ และเป็นแบรนด์ที่มีราคาสูงที่สุดในตามท้องตลาดเลยก็ว่าได้ ใช่แล้วล่ะค่ะ ก็คงหนีไม่พ้นแบรนด์ “Apple” นั่นเอง ไม่รู้ว่าจะมีใครสังเกตเหมือนเราไหม เพราะว่าช่วงปีหลังๆที่ Apple นั้นออกไอโฟนรุ่นใหม่ๆมานั้น ราคาที่ออกมาจะสูงขึ้นเรื่อยๆจนเราเองก็คิดเหมือนกันว่าราคาไอโฟนคงจะไม่มีวี่แววที่ราคามันจะตกลงมาบ้างหรอ ดูเหมือนราคาจะไม่ลดลงด้วยซ้ำ เปรียบเทียบคล้ายๆกับว่าถ้าใครสามารถซื้อไอโฟน หรือใช้โทรศัพท์ไอโฟนนั้น ก็จะถือว่าคนๆนั้นคงเป็นคนที่มีฐานะพอสมควร ไม่งั้นจะซื้อโทรศัพท์ไอโฟนที่ที่มีมูลค่าประมาณ 30,000 – 50,000 ปลายๆได้อย่างไรถ้าฐานะที่บ้านคุณนั้นไม่ได้มีเงินมากพอที่จะซื้อโทรศัพท์มือถือที่มีราคาที่แพงแบบสุดขั้วขนาดนี้  เปรียบเทียบง่ายๆเลยนะคะ มันก็คล้ายกับคนที่อยากซื้อรถสักคัน ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไป ก็คงซื้อรถแบรนด์ญี่ปุ่นทั่วๆไปที่สามารถหาซื้อได้ง่าย ขายคล่อง แถมเวลารถเป็นอะไร จะเสียยังไง ก็คงหาอู่ซ่อมได้ง่ายกว่า และในส่วนของอะไหล่รถยนต์ก็สามารถหาซื้อได้ง่ายเช่นกัน ไม่ต้องรอสั่งของเป็นหลายอาทิตย์กว่าจะได้อะไหล่สักชิ้น ต่างกับคนที่มีฐานะมากหน่อย ก็จะขับรถยุโรปกัน เช่น ยี่ห้อ BMW, Mercedes-Benz หรือถ้ามาทางรถสปอร์ตก็อาจจะไปขับ Lamborghini เลยก็ว่าได้ คล้ายกับรถยนตร์ที่ซื้อนั้นก็เหมือนเครื่องแสดงสถานะในสังคมอย่างใดก็อย่างนั้น เพราะราคาแต่ละยี่ห้อนั้นก็ต่างกันหลายเท่าตัว ซึ่งก็คล้ายๆกับการซื้อไอโฟนก็เช่นกัน

               ด้วยราคาของไอโฟนที่แพงหูฉี่ขนาดนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ยอดขายนั้นจะลดลง เรียกง่ายๆว่ายอดขายของไอโฟนนั้นลดลงทุกปี จริงอยู่ที่ว่าสาวกไอโฟนนั้นมีอยู่ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยก็เช่นกัน แต่หลังๆมานั้น สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาก็คงหลีกหนีเรื่องราคาไม่พ้น พูดง่ายๆว่าเป็นอุปสรรคด่านแรกเลยก็ว่าได้ เพราะไอโฟนรุ่นใหม่ๆที่ออกมานั้น ถ้ามองจากภายนอกในเรื่องของหน้าตาและรูปทรงอาจจะคล้ายคลึงกัน และคงไม่ได้มีความแตกต่างกันสักเท่าไหร่ แต่ในส่วนของราคานั้นก็จะพุ่งสูงขึ้นอยู่เรื่อยๆในทุกๆปี แต่เวลาที่ Apple นั้นออกไอโฟนรุ่นใหม่ออกมาทีไรก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่าคนที่ยังชื่นชอบไอโฟนจริงๆนั้นก็ยังยอมจ่ายให้กับราคาแรงๆแบบนี้อยู่เหมือนเดิม

ในปัจจุบันการที่เราจะซื้อโทรศัพท์มือถือสักเครื่องนั้นคงจะสร้างความหนักใจและความว้าวุ่นใจให้กับใครหลายคนอย่างแน่นอน รวมถึงคงมีใครหลายคนเกิดความสับสนพอสมควรกับการเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือสักเครื่อง นอกจากจะต้องพิจารณาในเรื่องของสเปคโทรศัพท์ที่อยากได้แล้ว เรายังต้องคอยติดตามข่าวสารกับโปรโมชั่นโทรศัพท์ที่เราอยากได้อีก เพราะว่าเนื่องจากแต่ละรุ่น แต่ละราคานั้นก็มีหลากหลายราคา หลากหลายค่ายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละค่ายที่ออกโปรโมชั่นโทรศัพท์ออกมานั้นก็มีความไม่เหมือนกัน ความแตกต่างอาจจะไม่มากเท่าไหร่ เพราะเหตุนี้จึงสร้างความลำบากใจให้กับคนที่จะไปซื้อโทรศัพท์อย่าเราๆเนี่ยแหละค่ะ เพราะฉะนั้นเราควรเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้กับตัวเราเองนั้นคงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว