มาตรฐานการเชื่อมต่อแบบใหม่ สายชาร์จ type c

สายชาร์จ type c

สำหรับอุปกรณ์ไอทีต่างๆ พอร์ต USB สายชาร์จ type c ถือว่าเป็นช่องทางพื้นฐานในการเชื่อมต่อที่สำคัญ ในปัจจุบันนี้เรียกว่าอุปกรณ์ไอทีหลากหลายชนิดจะต้องรองรับการเชื่อมต่อผ่านสาย USB ไม่ว่าจะใช้ถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลต่างๆ หรือไว้สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ก็ตาม

ซึ่งล่าสุด USB ได้ถูกพัฒนาในมาตรฐานใหม่ โดยใช้ชื่อว่า สายชาร์จ type c หรือ USB-C ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยี USB เวอร์ชัน 3.1 ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม และจะเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการไอที และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้งานพอร์ต USB ที่จะต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับการใช้งาน ส่วน USB Type-C มีการเปลี่ยนแปลงไปจาก USB ของเก่าอย่างไร และจะมีคุณสมบัติใดที่เหนือกว่า type อื่นๆ อย่างไรบ้าง ลองไปดูกัน

USB Type-C ไง คืออะไรอ่ะ เชื่อว่าใครหลายคนน่าจะเคยเจออะไรคล้ายๆแบบนี้ วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกันหน่อย แบบลงลึกในรายละเอียดสักเล็กน้อย ให้พอเข้าใจมากขึ้น ว่ามันดีกว่าเดิมยังไง แล้วทำไมถึงต้องมีมัน

เจ้าหัวต่อแบบใหม่นี้เกิดขึ้นจากหน่วยงานดูแลมาตรฐานชื่อ USB Implementers Forum (USB-IF) ในเดือนสิงหาคม 2014 ถูกพัฒนาขึ้นมาช่วงๆเดียวกันกับ USB 3.1 ตัวหัวต่อมี pin ด้านในทั้งหมด 24-pin ออกแบบมาเป็นทรงรียาวแบนสมมาตร สามารถเสียบด้านไหนก็ได้ เพิ่มความสะดวกไม่ต้องเล็งมากตอนเสียบสาย

ขนาดของมันเล็กลงกว่า USB ปกติ จึงสามารถเอาเข้าไปใส่กับเครื่องขนาดเล็กอย่างมือถือ หรือโน้ตบุ๊กที่บางมากๆได้เลย เราจึงได้เห็นในปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ ในมือถือและโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่ๆ

หลายคนคงสงสัยขึ้นมาว่า เอ้า แล้วก็มี micro-USB อยู่แล้ว เล็กกว่าด้วย ทำไมยังต้องมีอันใหม่นี้อีก คำตอบคือ ตัวนี้เล็งได้ง่ายกว่า ไม่มีเขี้ยวที่เสี่ยงต่อการหักและเป็นรอยได้เมื่อเสียบผิดด้านเหมือน micro-USB แล้วแถมมันยังมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่าเดิม

จากมาตรฐาน USB 2.0 เดิมจะวิ่งได้สูงสุดที่ 60 MB ต่อวินาที แต่แบบใหม่นี้สามารถวิ่งได้สูงสุดระดับ 1 GB ต่อวินาทีเลยทีเดียว ยังไม่หมด ในสายแบบที่เป็นหัวใหม่ทั้งสองด้าน มันยังสามารถเสียบสายด้านไหนก็ได้ ไม่ต้องคอยมานั่งดูว่า ด้านไหนสำหรับขาเข้า ด้านไหนสำหรับขาออก ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

ช่องจ่ายไฟชาร์จเร็วผ่าน ตัวสายยังรอบรับกระแสไฟที่สูงขึ้น สูงสุด 5A (กำลังสูงสุด 100W) ช่วยให้จ่ายไฟให้กับมือถือได้เร็วขึ้นกว่าเดิม อย่างมือถือของ Huawei ที่มีระบบ Super Charge ทำให้สามารถชาร์จไฟเต็มได้เร็วกว่ามือถือทั่วไป

ตัวแปลงไปเป็นช่องต่อแบบอื่นๆ และการเอามันไปใช้กับอุปกรณ์เก่าๆระบบเดิม ก็ทำได้ ไม่ต้องกลัวเรื่องความเข้ากันไม่ได้เลย เพราะรองรับทั้งหมด สามารถใช้ตัวแปลง USB Type-C ไปเป็นช่องแบบเก่าอื่นๆที่เคยใช้ได้หมดเลย

ถือว่านี่คือเทคโนโลยีก้าวต่อไปของวงการ ที่คงจะได้เห็นเข้ามาทดแทนช่องต่อแบบเก่ามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยคุณสมบัติของมันที่ดีกว่าเก่าแถบทุกอย่าง จะมีก็แต่ยังคงหาซื้อได้ยาก และราคาต้นทุนของมันที่ยังสูงกว่าแบบเก่า แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่หันมาใช้ช่องแบบนี้กันหมด โลกเราก็ง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย ไม่ต้องปวดหัวกับสายแต่ละแบบอีกต่อไป

หน้าสดแล้วทำไม แอพมีไว้ก็ใช้สิ!!

หลังจากการเปิดตัวอย่างอื้ออึงของ Samsung s10 ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เซลฟี่กับแคมเปญสเปซ เซลฟี่” (Space Selfie) คือต้องบอกว่าเจ้าตัว Samsung เอส10 เนี่ย คนชอบถ่ายรูปน่าจะชอบมากขึ้น กล้องหลังตัวใหม่ มีมา 3 เลนส์ แต่ละเลนส์ก็ทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น อยากเก็บภาพมุมกว้างก็ใช้เลนส์ Ultra wide ที่ทำให้ได้ภาพมุมกว้างขึ้น อยากซูมเข้าไปก็ใช้เลนส์ Telephotos ที่ซูมได้ 2x แบบไม่เสียรายละเอียด แต่สิ่งที่ช่วยทำให้ถ่ายรูปได้สนุกขึ้นก็คือ ระบบ AI ที่ช่วยปรับภาพให้เข้ากับวัตถุที่เราถ่าย ซึ่งเรียกว่า Scene Optimizer ในรุ่นใหม่นี้มีการเพิ่มซีนเข้ามาอีก 10 ซีน เป็นทั้งหมด 30 ซีน

s10

และยังมี Shot suggestion มีการแนะนำการถ่ายรูปซึ่งจะช่วยให้องค์ประกอบของภาพดีขึ้น ทำให้ภาพดูน่าสนใจมากขึ้น โดย AI Machine Learning เรียนรู้ภาพถ่ายมากกว่า 100,000,000 ภาพมาคอยแนะนำ ตรงนี้เหมาะมากสำหรับมือใหม่หัดถ่ายรูปซึ่งได้คอยเรียนรู้การจัดวางองค์ประกอบของภาพได้ อย่างผมเองได้ลองยกกล้องขึ้นมาคิดว่าองค์ประกอบนี้โอเคแล้ว แต่เมื่อ Galaxy เอส10 + ได้แนะนำก็ลองปรับมุมมองใหม่ซึ่งทำให้ภาพดูดีขึ้น แต่การทำงานของ Shot suggestion นั้นจะไม่ขึ้นทุกครั้งที่ทำการถ่ายภาพ ซึ่งจะเชื่อหรือไม่เชื่อ หรือทำการปิดไปก็ได้

ในส่วนของการเซลฟี่แบบฮอตๆ ก็คือ เซลฟี่หลังละลาย สำหรับรุ่นใหญ่อย่าง Galaxy เอส10 + จะมีกล้องหน้าคู่ 2 เลนส์ ประกอบไปด้วย Selfie Camera ความละเอียด 10MP Dual Pixel AF รูรับแสง f/1.9 และ 8MP RGB Depth Camera รูรับแสง f/2.2 ส่วน Galaxy เอส10 มีกล้องหน้าเดียว Selfie Camera ความละเอียด 10MP Dual Pixel AF รูรับแสง f/1.9 ทั้งคู่มาพร้อมโหมดเซลฟี่ Live focus และโหมดเซลฟี่มุมกว้าง ซึ่ง Life focus บน Galaxy เอส10+ จะใช้ทั้ง 2 เลนส์ในการทำหน้าชัดหลังละลาย ส่วน Galaxy s10 จะใช้ซอฟท์แวร​์ช่วยในการทำหน้าชัดหลังละลาย ดังนั้นการที่เลนส์ Depth Camera ย่อมทำได้ดีกว่าอยู่แล้ว ส่วนโหมดอื่นๆ อย่าง Beauty Auto, Life focus ที่เอาไว้ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ซึ่งมีการปรับปรุงมากขึ้น

โดยรุ่นใหม่นี้มีการเพิ่มลูกเล่นเอฟเฟ็กส์ฉากหลังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบหมุนวน, แบบพุ่งเข้าหาวัตถ และการดูดสี มีให้ใช้งานทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังกันเลย ตรงนี้ก็อยู่ที่ความครีเอทของแต่ละคนว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร การที่มีลูกเล่นมากขึ้นก็ถือเป็นข้อดีต่อผู้ใช้งานเพราะจะได้ใช้งานในตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้นด้วยนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม นอกจากโหมดต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว เรายังต้องเสริมด้วยแอพพลิเคชั่นเด็ดๆ สำหรับเซลฟี่ด้วย Ulike มีให้ดาวน์โหลดทั้ง iOS และ Android แอพนี้เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2018 โดย บริษัท Lemon.Inc. แอพนี้ถ่าย Selfie สวยมากมี Filter ให้เลือกเยอะมากและฟรี มีจุดเด่นในเรื่องการแต่งหน้าได้ภายในตัวแอป และ BeautyPlus เป็นแอพของประเทศจีน ลูกเล่นเด็ดมากตรงที่มีแบบปรับหน้าชัดหลังเบลอได้สมจริง พร้อมทั้งมีสติกเกอร์ต่างๆ เพิ่มเติมลูกเล่นให้กับการเซลฟี่ของเรา บอกเลยว่าคู่ควรมีไว้ประดับสมาร์ทโฟนอย่างมาก

หลีกเลี่ยงมือถือ ไว้ใกล้ตัวจนเกินไป

มือถือ

แน่นอนว่าหลายๆ คนมักมีนิสัยที่ชอบเล่นโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนเสร็จ แล้วก็วางมันไว้ข้างหมอนหรือเผลอหลับตอนกำลังนอนเล่นโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟน เพราะเรามองว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทำกัน จนอาจจะลืมนึกไปว่ามันส่งผลเสียต่อการเป็นโรคร้ายแรงอย่างมากถึงมากที่สุด เพราะโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนไม่ควรนำมาวางไว้แถวๆ หัวนอนเด็ดขาด ทุกคนคงอยากรู้กันแล้วใช่มั้ยว่ามันจะนำพามาซึ่งโรคอะไร เอาอย่างเบาะ ที่รู้แล้วจะแอบหนาว คลื่น มือถือ หรือสมาร์ทโฟนเป็นตัวการของมะเร็งสมอง!

จากข้อมูลของสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) มือถือ มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดมะเร็ง โดยเฉพาะลองสังเกตได้ง่ายๆ เลยว่า วันไหนที่คุย โทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ จะรู้สึกปวดหูและลามไปยันหัว โดยเฉพาะสมองในเด็กที่มีแรงดึงดูดสัญญาณคลื่นได้มากกว่าผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า จึงทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสมองชนิด Glioma หรือเนื้องอกในสมองได้มากกว่าผู้ใหญ่นั่นเอง

ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่าในไทยนั้นพบเพศชายเป็นเนื้องอกในสมองมากกว่าผู้หญิง อีกทั้งช่วงอายุที่พบว่าเป็นเยอะที่สุดคือ 5-9 ปี และ 50-55 ปี โดยในกลุ่มของเด็ก ถือว่ามะเร็งในสมองเป็นโรคที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด เราในฐานะผู้ใหญ่ จึงควรให้ความสำคัญต่อการใช้โทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนในกลุ่มเด็กเล็กให้มากๆ เพราะหลักๆ แล้ว พวกเค้ายังมีภูมิคุ้มกันได้ไม่ดีเท่าพวกเรา

ทีนี้เราลองมาดูดีกว่า พฤติกรรมหลักที่เสี่ยงต่อผลกระทบนี้มีอะไรบ้าง โดยสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม หรือ สบท. ได้ทำการสำรวจร่วมกับมหาวิทยาลัยเอแบค เดือนกุมภาพันธ์ 2562 พบว่า พฤติกรรมของคนไทยกับโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้

นิยมวางโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนไว้ข้างหัวเตียง คนไทยมักชอบนำโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนไว้ที่หัวเตียงพร้อมกับเปิดเครื่องไว้ด้วยมากถึง 64.5% เพราะมองว่าสะดวกต่อการรับโทรศัพท์ได้ทุกเมื่อ แถมไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก ดังนั้นเราควรแก้ไขด้วยการนำโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนไปวางไว้ให้ไกลตัว แต่ไม่ต้องปิดเครื่องก็ได้ จะเป็นทางออกที่ดีกว่า

ใส่ในกระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋ากระโปรง เกือบครึ่งหนึ่งของคนที่มีโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟน เทียบได้ 41.6% พบว่า คนไทยชอบเอาโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนเหน็บไว้กับตัว ใส่กระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋ากระโปรง เพราะหยิบเข้าออกมานำใช้งานได้ง่ายและสะดวกต่อการพกพานั่นเอง ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าในยามที่ต้องออกจากบ้าน ก็ใส่ไว้ในกระเป๋าแทนจะดีกว่า เพราะอย่างน้อยสัญญาณคลื่นก็ไม่ได้สัมผัสกับร่างกายของเราโดยตรง

ใส่ไว้ในกระเป๋าพกพา และกลุ่มสุดท้ายของคนไทยคือ 23.7% นำโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนใส่ไว้ในกระเป๋าพกพา เพราะส่วนใหญ่จะชอบเดินกดโทรศัพท์หรือบ้างก็เดินคุยโทรศัพท์เม้าท์มอยกับเพื่อน ซึ่งตามหลักแล้ว วิธีนี้เวิร์คที่สุด เพราะถือเป็นการลดความเสี่ยงในการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกินความจำเป็นได้มากที่สุดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม บางคน นอกจากตอนนอนเอาโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนมาวางไว้ข้างตัว เล่นจนนอนแล้ว ยังจะชาร์จแบต แถมเข้าไปอีก ยิ่งทวีคูณความรุนแรงของระบบสมองเรายิ่งไปอีก ซึ่งทางที่ดี เราควรจะปิดเครื่องแล้ววางไว้ให้ไกลตัวที่สุด แต่ถ้าหากจำเป็นจริงๆ ล่ะก็ แค่วางไว้ให้ไกลตัวแต่ไม่ต้องปิดเครื่องก็ได้ ใครโทรมายังไงเราก็ย่อมได้ยินอยู่แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามากระทบกับสมองของเราในยามหลับนอน และยิ่งไปกว่านั้น

นวัตกรรมล้ำนำสมัย ทีวีไม่มีวันตาย

tv

ยุค “Mobile First” อะไรๆ ก็สมาร์ทโฟนไว้ก่อน วิถีชีวิตคนในสังคมอยู่กับ Smart Device และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ทั้งติดต่อสื่อสาร เปิดรับข้อมูลข่าวสาร ค้นหาข้อมูล อ่านหนังสือ หรือแม้แต่ดูคอนเทนต์ต่างๆ ยังทำผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ที่พกพาติดตัวไปไหนมาไหน ทั้งนอกบ้าน และในบ้าน จนทุกวันนี้หลายคน แทบจะจำไม่ได้ว่าตัวเองเปิด tv ครั้งล่าสุดเมื่อไร !!!

อีกทั้งภาพรวมของตลาดทีวีในประเทศไทย เดินทางมาถึงจุดเริ่ม “อิ่มตัว” เนื่องจากทุกวันนี้ Penetration หรืออัตราการเข้าถึงทีวีในประเทศไทยเกือบ 100% ของจำนวนครัวเรือนในไทยแล้ว และรอบการเปลี่ยนทีวีของคนไทย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7 – 10 ปี แตกต่างจากตลาดมือถือ ที่ใช้ 1 – 2 ปีเปลี่ยนเครื่องใหม่

ส่งผลให้ตลาดที วีในไทย มีการเติบโตทั้งในเชิงมูลค่า (Value) และในเชิงปริมาณ (Volume) ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ โดยคาดการณ์ว่าปีนี้ ตลาดทีวีมีมูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท ในเชิง Value มีอัตราการเติบโตเพียง 3% ขณะที่ยอดขายจำนวนเครื่อง อยู่ที่ 2,000,000 – 3,000,000 เครื่อง มีอัตราการเติบโตเพียงแค่ 1%

จากสถานการณ์ดังกล่าว กลายเป็น “ความท้าทายครั้งใหญ่” ของบรรดาแบรนด์ผู้ผลิตทีวีทั้งหลาย ต่างกำลังเผชิญ และหาทางผ่าทางตันในภาวะอิ่มตัว เพื่อผลักดันให้ตลาดทีวีเติบโตต่อไปได้

หัวใจสำคัญที่จะกระตุ้นให้คนเปลี่ยนทีวี อันดับแรก “นวัตกรรม” ซึ่งปัจจุบันพัฒนาการของทีวีทั่วโลก เข้าสู่ยุค “สมาร์ททีวี” เป็นทีวีที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ และสามารถต่อยอดไปสู่เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) ได้เช่นกัน ทำให้พฤติกรรมการชมคอนเทนต์ผ่านหน้าจอของผู้บริโภค เกิดการแยกประเภทหน้าจอโดยอัตโนมัติ ระหว่างอยู่นอกบ้าน กับในบ้าน

เวลาอยู่นอกบ้าน ผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งเป็น Entertainment Mobility ดูคอนเทนต์ต่างๆ และเมื่อกลับเข้าบ้าน ก็สามารถดึงคอนเทนต์บนมือถือ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รับชมผ่านทีวี หรือเปิดหน้าเว็บไซต์ต่างๆ จากจอทีวีได้เลย เพื่อรับชมรายการ ซึ่งแน่นอนว่าการดูรายการผ่านทีวีที่มีขนาดใหญ่ และด้วยเทคโนโลยีภาพและเสียงที่พัฒนาไปไกล ทำให้ได้อรรถรสความบันเทิงมากกว่ามือถือ

ดังนั้น เมื่อมีนวัตกรรมเช้ามา เราก็จะเริ่มงงแล้ว ตอนนี้ทีวีมันสมาร์ทไปถึงไหนกันแล้ว ประเภทจอทีวี มีทั้ง LCD, LED, OLED, QLED และยังมีเรื่องความละเอียดของจอภาพแบบ 4K, 8K มากมายให้เลือกสรรเยอะไปหมด เรามาดูประเภทที่กำลังเป็นที่นิยมกันดีกว่า นั้นก็คือ แอลอีดี ทีวี (Light Emitting Diode) เป็นทีวีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาด ต่อยอดมาจาก LCD โดยใช้หลอดไฟ LED ขนาดจิ๋ว 3 สี ได้แก่ สีแดง น้ำเงิน และเขียว เป็นตัวกำเนิดแสง ให้แสงสว่างได้ดีว่า LCD กินไฟน้อยกว่า และตัวเครื่องมีความบางยิ่งขึ้นอีกด้วย แต่ที่ซับซ้อนไปกว่านั้น แอลอีดี ทีวี ยังมีหลายรูปแบบให้เลือกใช้ โดยไล่เรียงกันไปตามประสิทธิภาพจากน้อยไปหามาก ไม่ว่าจะเป็น Edge LED, Full LED และ RGB LED ซึ่งราคาก็จะเพิ่มขึ้นไปตามประสิทธิภาพในการแสดงผล

อีกประเภทที่กำลังมาแรงก็คงไม่พ้น โอแอลอีดี ทีวี (Organic Light Emitting Diode)  นอกจากนี้ก็ยังมีคำอื่นๆ ที่เราจะได้ยินกันอยู่บ่อยครั้ง เช่น OLED tv (Organic Light Emitting Diode) ทีวีสมัยใหม่ที่เม็ดพิกเซลสามารถให้กำเนิดแสงได้เองคล้ายกับ Plasma ไม่ต้องพึ่งหลอดไฟเหมือน LCD หรือ LED

จุดเด่นของจอภาพชนิดนี้คือมีลักษณะคล้ายแผ่นฟิล์ม มีความบางและความยืดหยุ่น สามารถพัฒนาหน้าจอให้มีความโค้งได้แถมยัง กินไฟน้อย

ความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นกับวงการโทรศัพท์มือถือ

iphone x 256gb

ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการเทคโนโลยีในด้านของโทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนนั้นไปไกลอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหน้าจอที่บางเฉียบแต่คมชัด การสแกนผ่านใบหน้าเพื่อปลดล็อกหน้าจอ เรื่องของกล้องที่มีความคมชัด โดยคุณแทบจะไม่จำเป็นต้องพกกล้องถ่ายรูปติดตัวให้หนักเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว อีกทั้งความจุที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น “iphone x 256gb” ซึ่งเป็นความจุที่มากสุดของรุ่นนี้ และยังมีอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ

ซึ่งโดยสมัยก่อน โทรศัพท์มือถือ มีหน้าที่แค่ใช้โทรเข้า-โทรออกเท่านั้น หรือส่งข้อความสำหรับการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น แต่ปัจจุบันนี้โทรศัพท์มือถือสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิดมากมายเลยทีเดียว แล้วถ้าหากพูดถึงอนาคตบ้างละ? โทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนของคุณจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่ วันนี้เราจะมาลองวิเคราะห์กันดูดีกว่า ว่าจะมีอะไรบ้างที่น่าจะเกิดขึ้นบ้างกับวงการโทรศัพท์มือถือ

  • เป็นโปรเจคเตอร์ในตัว

จริงๆ แล้ว เคยได้มีโทรศัพท์มือถือที่สามารถเป็นโปรเจคเตอร์ในตัวมาแล้วนั้นคือ Samsung Galaxy Beam โดยมีความสามารถในการฉายภาพในขนาดกว้าง 50 นิ้ว  ด้วยความละเอียด WVGA (800 x 480 พิกเซล) ซึ่ง ณ ขณะนั้น อาจจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก แต่เชื่อว่าในอนาคตจะต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้อย่างแน่นอน

  • การแสดงภาพโฮโลแกรม (Holograms)

หลายๆ แบรนด์ได้เริ่มสนใจที่จะเข้าสู่เทคโนโลยี 3 D กันมากขึ้น ซึ่งส่วนที่คิดว่ายากที่สุดคือการที่ต้องการให้ภาพโฮโลแกรม (Holograms) ต้องฉายภาพออกมาในแบบ 3 มิติผ่านหน้าจอโดยตรงเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นเทคโนโลยีระหว่างการแสดงภาพโฮโลแกรม และโปรเจคเตอร์ในแบบ 3 มิติในหนึ่งเดียว

  • Weather Cell Phone Concept

โดยมีแนวความคิดที่ว่าเป็นสมาร์ทโฟนบอกสภาพดินฟ้าอากาศ ซึ่งตัวเครื่องมีลักษณะวัสดุเป็นโปร่งใส มีขนาดที่บาง ใช้ระบบสัมผัสในการควบคุมการทำงาน สามารถตรวจวัดสภาพอากาศในปัจจุบันแล้วแสดงผลบนตัวเครื่องได้ ยกตัวอย่างเช่น อากาศแจ่มใส หน้าจอจะสดใส หากฝนตก ตัวเครื่องก็จะมีหยดน้ำฝนเกาะอยู่ และถ้ามีหิมะตก หน้าจอก็จะเป็นฝ้าด้วยไอความเย็นของหิมะ และหากต้องการโทรออกหรือเขียนข้อความ เพียงแค่ใช้ปากเป่าลมไปยังหน้าจอ ก็สามารถเขียนตัวอักษรหรือวาดรูปต่างๆ ลงไปได้เลย ถ้าหากมีสมาร์ทโฟนแบบนี้อยู่จริงในอนาคต ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่เจ๋งมากๆ เลยทีเดียว

  • เทคโนโลยี Augmented Reality (AR)

หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อของ AR นั่นเอง คือการนำเอาสภาพแวดล้อมของโลกจริง มาผสมเข้ากับวัตถุ หรือสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างในรูปแบบอนิเมชั่น เพื่อเป็นการจำลองสิ่งต่างๆ ได้นั่นเอง โดยในปัจจุบันเราก็เริ่มเห็นกันค่อนข้างเยอะแล้วบนสมาร์ทโฟน เช่น เกม Pokemon Go, Real Strike, Night Terrors หรือเกมอื่นๆ อีกมากมาย

  • ความจุของสมาร์ทโฟนที่อาจมีมากกว่าเดิม

เห็นได้อย่างชัดเจนว่าปัจจุบันนั้นได้มีสมาร์ทโฟนที่ค่อนข้างมีความจุในตัวค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว อย่างเช่น “iphone x 256gb” ถือว่าเยอะแล้ว แต่ ณ ปัจจุบัน ที่เห็นกันในตระกูล iPhone ก็จะอยู่ที่ความจุ 512 GB ซึ่งอนาคตอาจเป็นไปได้ที่สินค้า iPhone อาจจะมีความจุมากถึง 1 TB ก็เป็นได้

ต่อไหน ต่อกัน เชื่อมต่อให้เป็นด้วย สาย aux

สาย aux

ปัญหาที่นักฟังเพลงหรือเล่นเครื่องเสียงมือใหม่ส่วนใหญ่คือ ในหลายๆ ครั้งซื้ออุปกรณ์เครื่องเสียงมาหลายชิ้นแต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะต่อกันยังไง มีรูหรือช่องต่อมากมายเหลือเกิน ทำให้เกิดความงงงวย ไหนจะต้องคิดว่า ซื้อสายหัวแบบไหนที่จะทำให้ใช้ด้วยกันได้ อาทิ สาย aux , RCA, Micro USB, HDMI โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อชุดเครื่องเสียงกับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ เช่น Smart TV ทั้งหลาย ที่มีปัญหามากว่า ช่องไหน เป็นช่องไหน ต้องลองแล้ว ลองอีก กว่าจะรู้ว่า ช่องไหนถึงจะสามารถต่อกับ TV ได้ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถรับรู้และเลือกซื้อได้ดีขึ้นนั่นก็คือ การรู้ช่องเชื่อมต่อต่างๆ ว่าแต่ละอันมีชื่อเรียกว่าอะไร และหน้าตาเป็นยังไง

อันดับแรกจะพลาดไม่ได้เลยกับ สาย aux นับว่าเป็นช่องการเชื่อมต่อที่พบเห็นได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในสมาร์ทโฟน, เครื่องเล่นเพลง, โน๊ตบุ๊ค และเครื่องเสียงทั่วไป เรียกได้ว่าอุปกรณ์ไหนที่สามารถส่งเสียงได้ส่วนใหญ่มักจะมีช่อง AUX ให้ต่อได้นั่นเอง โดย AUX นั้นย่อมาจาก Auxilliary input ซึ่งถือว่าเป็นพอร์ตหรือช่องการเชื่อมต่อพื้นฐาน โดยหัวต่อที่ใช้กับช่องประเภทนี้ก็คือ แจ๊คหรือหัวเสียบที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5 มิลลิเมตร หรือ แจ๊คหูฟังทั่วไปนั่นเอง ข้อดีของพอร์ตนี้คือใช้ง่าย ไม่ยุ่งยากเสียบสายเดียวเสียงออกเลย แต่ข้อเสียคือคุณภาพของเสียงจะสู้ข้อต่อแบบอื่นๆไม่ได้ในราคาที่เท่ากัน

ขอสรุปคร่าวๆ ว่าประโยชน์หลักของ aux inputs คือสามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์เสียงทั่วไปได้ ไม่ว่าคุณจะมี iPhone โทรศัพท์ Android หรือแม้แต่ Walkman มานานหลายทศวรรษคุณจะสามารถใช้งานได้กับอินพุต aux ในชุดหัวหรือสเตอริโอในบ้าน

ด้วยเหตุนี้ จึงทำงานร่วมกับอุปกรณ์พกพาจำนวนมากแม้ว่าบางส่วนจะต้องใช้อะแดปเตอร์และการเปลี่ยนหรืออัพเกรดเครื่องเล่นเพลงของคุณจะไม่เจ็บปวด โดยทั่วไปการถอดปลั๊กโทรศัพท์หรือเครื่องเล่นเพลงเก่าของคุณเป็นเรื่องธรรมดาเพียงแค่เสียบปลั๊กใหม่และทำเสร็จแล้ว

ในขณะที่สายต่ออื่นๆ อย่าง HDMI ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะคอหนังที่ชอบต่อจากโน๊ตบุ๊ค, กล่องดูหนังต่างๆ มายัง Smart TV จอใหญ่ๆเพื่อให้ดูหนังได้อรรถรสยิ่งขึ้น โดยเข้า HDMI นี้จุดเด่นจะอยู่ที่สามารถส่งได้ทั้งสัญญาณภาพและเสียงในเส้นเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน และยังมีการพัฒนาความสามารถในการส่งข้อมูลให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย นับว่าเป็นอีกการเชื่อมต่อนึงที่ใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

RCA นี่ไม่ใช่สถานที่บันเทิงใดๆ แต่เป็นสายเชื่อมต่อสำหรับเสียง โดยจุดเด่นของการเชื่อมต่อแบบ RCA ก็คือจะใช้สาย 2 เส้น โดยเส้นนึงจะเป็นสีแดง และอีกเส้นจะเป็นสีขาว ที่สาย RCA ต้องต่อ 2 เส้นเพราะแต่ละเส้นจะส่งสัญญาณแยกกันระหว่างสัญญาณเสียงด้านซ้าย และสัญญาณเสียงด้านขวา ซึ่งการเชื่อมต่อก็ง่ายๆครับ เอาหัวสีแดงต่อกับช่องสีแดง หัวขาวต่อช่องขวา การเชื่อมต่อแบบนี้จะยุ่งยากกว่า AUX เล็กน้อยแต่จะให้เสียงทีดีกว่าครับ

ทั้งนี้ นี่เป็นเพียงข้อมูลของสายเชื่อมเพียงไม่กี่สายเท่านั้น ยังมีสายเชื่อต่ออีกมากมาย ที่ให้คุณต้องศึกษาและลองเชื่อมต่อให้เข้ากับอุปกรณ์ที่ต้องการ ทั้ง Micro USB , USB A, USB C เป็นต้น ลองเลือกให้เหมาะสมกับอุปกรณ์นั้นๆ แล้วจะพบกับประสบการณ์ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

วิวัฒนาการของการถ่ายทอดสดฟุตบอลต่างประเทศในไทย

ipad pro

            ฟุตบอลเป็นกีฬายอดฮิตของคนทั่วโลกเลยก็ว่าได้ เพราะว่ามีการแข่งขันที่สนุกเร้าใจ มีกติกาที่เข้าใจง่าย และแฟน ๆ มีส่วนร่วมผ่านความผูกพันในด้านการเป็นตัวแทนทีมของท้องถิ่นที่อยู่อาศัยหรือเป็นตัวแทนของชาติในการไปแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ๆ ซึ่งนอกกจากการไปร่วมเชียร์ในสนามแล้วการที่แฟน ๆ หรือผู้ชมที่ไม่ได้มีโอกาสไปอยู่ในสถานที่จริงจะร่วมชมและส่งกำลังใจไปให้ก็คือการถ่ายทอดสดนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนอกจากจะสามารถรับชมผ่านการถ่ายทอดสดทางโทนทัศน์ได้แล้วยังได้พัฒนาให้สามารถรับชมผ่านรูปแบบ Online ผ่าน Smart Device อย่างเช่น ipad pro ได้ด้วย ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายให้เป็นอย่างมาก

                โดยประเทศไทยนั้นถือว่าเป็นอีกที่ซึ่งคลั่งไคล้ฟุตบอลเป็นอย่างมาทั้งทีมจากในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะฟุตบอลต่างประเทศนั้นเราจะเห็นกันมานานแล้วว่าคนไทยเป็นแฟนทั้งในระดับสโมสร เช่น พรีเมียร์ลีกจากประเทศอังกฤษ, ลาลีกาจากประเทศสเปน และ บุนเดสลีกาจากประเทศเยอรมัน เป็นต้น หรือทัวร์นาเมนต์ระดับชาติเช่น ฟุตบอลโลก หรือ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยการที่จะติดตามรับชมและเชียร์อย่างทันท่วงทีเหมือนไปอยู่ที่สนามนั้นต้องผ่านการถ่ายทอดสดการแข่งขัน ซึ่งต้องบอกว่ามีวิวัฒนาการที่น่าสนใจเลยทีเดียว โดยครั้งนี้เราจะมาพูดกันถึงการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกัน

                1. เทปบันทึกการแข่งขัน

                ในช่วงประมาณปี 1960 นั้นคนไทยจะได้รู้ผลการแข่งขันฟุตบอลจากต่างประเทศได้รวดเร็วก็ต้องผ่านข่าวที่รายงานทั้งในโทรทัศน์ขาวดำ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ ส่วนการที่จะได้ดูแมตช์การแข่งขันนั้นก็ต้องรอเป็นเทปบันทึกการแข่งขันที่จะส่งมาจากต่างประเทศมาออกอากาศที่สถานีโทรทัศน์ในไทย ซึ่งบางทีก็ช้ากว่าที่แข่งเป็นเดือน ๆ โดยถ้าเป็นแมตช์สำคัญ ๆ อย่างการชิงฟุตบอลโลกนั้นมีการนำมาฉายในโรงภาพยนตร์เลยทีเดียว

                2. การถ่ายทอดสดทางฟรีทีวี

                เมื่อความนิยมของฟุตบอลต่างประเทศมีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอลโลก ทำให้ในปี 1970 หรือปี พ.ศ. 2513 ที่ฟุตบอลโลกถูกจัดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโกและมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกครั้งแรกนั้นคนไทยได้ดูการถ่ายทอดสดนัดชิงชนะเลิศโดย ทีมชาติบลาซิล ชนะ ทีมชาติอิตาลี ไป 4-1 ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนไทยได้ชมฟุตบอลโลกทุก ๆ 4 ปีที่มีการแข่งขัน โดยเจ้าภาพที่นำมาให้ได้ชมกันนั้นก็จะเป็นรัฐบาลซึ่งใช้ชื่อว่าโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยได้ดูการแข่งขันครบทุกแมตช์ในฟุตบอลโลกปี 1990 ที่ประเทศอิตาลีเป็นเจ้าภาพ จนถึงปี 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพได้มีบริษัททศภาคมาเป็นตัวแทน ซึ่งก็มีการถ่ายทอดสดทุกนัดผ่านฟรีทีวีอยู่

                ในส่วนของฟุตบอลลีคทางช่องฟรีทีวีต่าง ๆ ก็ได้เริ่มซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายทอดสดให้ได้ชมกัน ซึ่งส่วนมากจะเป็นแมตช์ใหญ่ ๆ ที่คนไทยสนใจ

                3. การถ่ายทอดสดผ่านเคเบิ้ลทีวี

                หลังจากที่ฟุตบอลทีมชาติได้รับความสนใจมากขึ้นทำให้ลีคชั้นนำจากต่างประเทศก็มีคนต้องการดูการถ่ายทอดสดมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกันทำให้บริษัทเคเบิ้ลทีวีในไทยซื้อลิขสิทธิ์มาให้ผู้เป็นสมาชิกได้ดูกัน โดยอาจจะเป็นพันธมิตรกับฟรีทีวีบางช่องเพื่อเผยแพร่ในบางคู่การแข่งขัน โดยช่องทางดังกล่าวยังถูกใช้กันมาถึงปัจจุบัน

                เช่นเดียวกับฟุตบอลโลกที่ในปี 2010 และ 2014 ที่บริษัท RS เข้ามาเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์และออกอากาศผ่านกล่องรับสัญญาณดาวเทียมของตัวเองเท่านั้น ซึ่งในปี 2018 ก็ได้ถูกยกเลิกไปเพราะว่า กสทช. ได้ออกระเบียบ Must Have ขึ้นมารองรับการแข่งขันกีฬาใหญ่ ๆ ที่ต้องได้ดูผ่านฟรีทีวีเท่านั้น

                4. ถ่ายทอดสดผ่านอินเตอร์เน็ต

                ปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีได้นำความบันเทิงมาสู่โลกอินเตอร์เน็ตทำให้เหล่าผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลต่างประเทศนั้นได้เพิ่มช่องทางการถ่ายทอดสดมาในรูปแบบ Online ด้วย ซึ่งผู้ที่จะชมก็ต้องสมัครบริการในแพ็คเกจต่าง ๆ และดูได้ผ่านแอพพลิเคชั่นใน Smart Device ต่าง ๆ อย่างเช่น ipad pro ซึ่งวิธีดังกล่าวกำลังได้รับความนิยมในหมู่แฟนฟุตบอลเป็นอย่างมาก

                และนี่คือเรื่องราวของวิวัฒนาการของการถ่ายทอดสดฟุตบอลต่างประเทศในไทยนั่นเอง จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะอย่างไรความเป็นแฟนกีฬาลูกหนังนั้นก็ฝังอยู่ในสายเลือดคนไทยหลาย ๆ คน และพร้อมที่จะหาทางเข้าถึงการถ่ายทอดสดเสมอ

Music Streaming เจ้าไหนเหมาะกับคุณมากที่สุด

macbook pro

                วิธีการฟังเพลงของคนในปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อที่จะทำให้ผู้ใช้งานสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อย่างแต่ก่อนการที่เราจะได้ฟังเพลงแต่ละครั้งก็ต้องซื้อ Tape Cassette หรือ CD เฉพาะศิลปินมาเปิดกับเครื่องเล่นที่บ้านหรือเครื่องเล่นติดตามตัวของเรา ซึ่งในปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องคลาสสิคเพราะว่าเราสามารถฟังเพลงต่าง ๆ จากศิลปินจากทั่วมุมโลกได้ทันทีผ่านบริการ Music Streaming ขอแค่เรามี Internet และ Smart Device อย่าง iPhone, iPad ไปจนถึง macbook proโดยนับว่าเป็นวิธีที่ง่ายและถูกลิขสิทธิ์ไปพร้อม ๆ กันเลยทีเดียว

                แต่ในปัจจุบัน Music Streaming มีให้นักฟังเพลงอย่างเรา ๆ เลือกใช้กันมากมาย โดยที่บางคนอาจเลือกเป็นสมาชิกได้แค่เจ้าเดียวจนเกิดความลังเลว่าจะใช้ของเจ้าไหนดี วันนี้เราจึงรวบรวมจุดเด่นและข้อสังเกตุต่าง ๆ ของผู้ให้บริการ Music Streaming ที่ได้รับความสนใจในปัจจุบันว่ามีเจ้าไหนที่เหมาะสมกับตัวคุณบ้าง อย่ารอช้าเลยดีกว่าไปดูกัน

                1. Apple Music

                เป็นผู้ให้บริการที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ ทั้งยังไม่ใช่แค่ผู้ใช้บริการ iOS เท่านั้นที่จะใช้บริการได้ เพราะว่ารองรับผู้ใช้งานในระบบ Android ด้วยเช่นเดียวกัน และ macbook pro หรือ PC ก็ยังใช้ได้อีกด้วย

                จำนวนเพลงที่มีในคลังของ Apple Music นั้นมีมากกว่า 40 ล้านเพลงซึ่งถือว่าเยอะมาก ยิ่งถ้าใครเป็นคนที่ชอบฟังเพลงสากลด้วยแล้วล่ะก็ยิ่งตอบโจทย์อีกทั้งยังมีเพลงและคอนเทนท์แบบ Exclusive อีกด้วย โดยในประเทศไทยแม้ลิขสิทธิ์เพลงจะไม่ได้เต็มที่เหมือนกับหลาย ๆ ประเทศแต่ว่าก็ครอบคลุมหลากหลายแนว อย่างเช่นเพลง Asia จากทั้ง ญี่ปุ่นและเกาหลีหรือฝั่ง จีน ไต้หวัน ก็มีค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวสำหรับศิลปินและซิงเกิ้ลที่ดัง ๆ ส่วนเพลงไทยนั้นใครเป็นแฟนเพลง RS เสียใจด้วยเพราะไม่มีให้บริการ

                ในเรื่องคุณภาพเสียงนั้น Apple Music ใช้คุณภาพเสียง 256kbps ในฟอร์แมต AAC ซึ่งทาง Apple เคลมว่าให้คุณภาพเสียงที่ดีเกินบิตเรทเลยทีเดียว ซึ่งต้องยอมรับว่าหลังจากที่ลองได้ฟังก็ทำได้ตามที่บอกไว้จริง ๆ โดยสามารถดาวน์โหลดแบบ Offline มาฟังได้อีกด้วย

                 Apple Music มีโปรโมชั่นให้ผู้ใช้ใหม่ทดลองฟังได้ 3 เดือนเลยทีเดียว หลังจากนั้นราคาจะอยู่ที่ 69 บาทต่อเดือนสำหรับนักเรียนนักศึกษา 129 บาทต่อเดือนสำหรับบุคคลทั่วไปและ 199 บาทต่อเดือนสำหรับบัญชีแบบครอบครัว 6 คน

                2. JOOX

                เป็นผู้ให้บริการ Music Streaming จากยักษ์ใหญ่วงการ IT จีนอย่าง Tencent ซึ่งทำออกมาถูกใจคนไทยเลยก็ว่าได้ เพราะว่าเป็นศูนย์รวมของเพลงไทยจากทั่วราชอาณาจักรมีเพลงที่ศิลปินไทยทำออกมาเป็น Exclusive แถมมีฟังก์ชั่นเช่นการคอมเมนต์เพลงที่ชอบหรือการร้อง Karaoke เป็นต้น และแน่นอนว่าดาวน์โหลดเพลงแบบ Offline มาฟังได้

                คุณภาพเสียงจะถูกแบ่งออกเป็น 5 ระดับด้วยกันนั่นก็คือ Low, Std, Med, HQ, Hi-Fi ซึ่งช่วยแก้ปัญหาสำหรับคนที่สภาพการใช้อินเตอร์เน็ตเอื้ออำนวยในการ Streaming ต่างกันนั่นเอง

                สำหรับค่าบริการของ JOOX นั้น ในขั้นเริ่มต้นสามารถฟังในระดับ Low, Std, Med ได้แบบฟรี ๆ ไม่ต้องเสียเงิน แต่ว่าก็จะมีโฆษณาระหว่างเล่นเพลง แต่ว่าถ้าเป็นสมาชิกแบบ VIP ก็จะสามารถฟังเพลงในระดับ HQ กับ Hi-Fi ได้พร้อมเข้าถึงฟังก์ชั่นอื่น ๆ ได้อย่างครบถ้วนในราคา 69 บาทต่อสัปดาห์, 129 บาทต่อเดือน, ราคา 349 บาทต่อ 3 เดือน, 639 บาทต่อ6เดือน, 1099 บาทต่อ 1 ปี

                3. Spotify

                โดดเด่นด้วยการจัด Playlist ที่ตรงใจผู้ใช้งาน โดยการเรียนรู้การฟังเพลงของเราว่าเป็นอย่างไรและจัดออกมาเป็นหมวดหมู่ให้ได้ฟังกัน แถมจำนวนเพลงในคลังนั้นก็ไม่ใช่น้อย ๆ เลย เพลงอินดี้เจ๋ง ๆ จากหลาย ๆ ประเทศสามารถหาฟังได้จากที่นี่ เพลงไทยก็มีครบทุกค่ายหลัก ๆ เลย

                คุณภาพเสียงของ Spotify จะเริ่มจาก 160kbps โดยสามารถฟังได้ฟรี แต่ว่าถ้าเป็นแพ็คเกจเสียเงินนั้นจะมาในบิตเรท 320kbps ซึ่งถือว่ามาในระดับมาตรฐานของบริการ Music Streaming ในปัจจุบัน

                ค่าบริการของ Spotify นั้นอยู่ที่ 129 บาทต่อเดือนและแพ็คเกจแบบครอบครัว ราคาอยู่ที่ 199 บาทต่อเดือน สามารถดาวน์โหลดแบบ Offline มาฟังได้เช่นเดียวกัน

                และนี่คือการแนะนำผู้ให้บริการ Music Streaming ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการฟังเพลง ถูกใจเจ้าไหนก็ไปใช้งานกันได้นะครับ

ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รูปแบบใหม่

คอม

เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท คอม แอร์ (โหมดแอร์) ตู้เย็น ทีวี ต่างก็มีกำลังไฟที่ต้องจ่ายกันทั้งนั้น โดยเฉพาะ คอม เราลองมาเรียนรู้ฉลากประหยัดไฟที่อยู่ตามเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้กันดีกว่า เนื่องจากปัจจุยันนี้ฉลากของการไฟฟ้านั้น มีการปรับและเปลี่ยนรูปแบบของฉลากให้ดูใหม่ ทันสมัย และเข้าใจง่ายมากขึ้น พร้อมทั้งมีคำอธิบายด้านล่างด้วยว่าแต่ละสิ่งที่อยู่ในฉลากคืออะไร และควรให้ความสำคัญกับสิ่งใดบ้าง

เริ่มจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะผู้นำด้านการประหยัดพลังงานไฟฟ้าอันดับหนึ่งของประเทศ ได้ดำเนินการรณรงค์โฆษณาประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ มาตั้งแต่ปี 2536 โดยใช้กลยุทธ์ 3 อ. ได้แก่ อ.อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า อ.อาคารประหยัดไฟฟ้า อ.อุปนิสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อ.อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าที่ กฟผ. มุ่งรณรงค์ส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนในประเทศไทย เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาตั้งแต่ปี 2538

ภายใต้สัญลักษณ์ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ซึ่ง กฟผ. ได้รับความร่วมมือจากบริษัทผู้ผลิต / นำเข้า และผู้แทนจำหน่าย ร่วมพัฒนาประสิทธิภาพอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงาน จนถึงปัจจุบันมีอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบค่าประสิทธิภาพ การใช้พลังงานและติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แล้วรวม 30 ผลิตภัณฑ์

ในปี 2561 กฟผ. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง จึงได้ดำเนินการส่งเสริมให้ผู้ผลิต / นำเข้า และผู้แทนจำหน่าย ร่วมกันพัฒนาประสิทธิภาพอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานการประหยัดพลังงานไฟฟ้าของผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ให้สูงกว่าฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เดิม  ด้วยการแบ่งระดับเกณฑ์ประสิทธิภาพใหม่ (Ranking) เป็น 4 ระดับ ได้แก่ เบอร์ 5, เบอร์ 5 ★ , เบอร์ 5 ★★, เบอร์ 5 ★★★ ซึ่งจำนวนดาวแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานที่สูงขึ้น เป็นการให้ข้อมูลผู้บริโภคชัดเจนยิ่งขึ้น ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูง

การปรับเปลี่ยนรูปแบบฉลากฯ

แนวคิดการปรับรูปแบบฉลากฯ ยังคงสัญลักษณ์ที่โดดเด่น คือ รูปโค้งครึ่งวงกลมที่แสดงระดับประสิทธิภาพอยู่ เนื่องจากมีรูปลักษณ์ที่ประชาชนจดจำมาเป็นระยะเวลานาน แต่ปรับเปลี่ยนบางส่วนให้โดดเด่นขึ้น เช่น สี ขนาด รายละเอียดบนฉลากให้เด่นชัด เพื่อเป็นเป้าสายตาเพิ่มความสนใจของประชาชน รวมถึงนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่

มีการปรับเปลี่ยน ดังนี้ ฉลากฯ รูปแบบปัจจุบัน        

1.แสดงระดับประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า ตั้งแต่เบอร์ 1 – เบอร์ 5

2. ค่าไฟฟ้าและค่าการใช้พลังงานติดกัน   

ฉลากฯ รูปแบบใหม่

1. แสดงระดับประสิทธิภาพพลังงาน 4 ระดับตั้งแต่เบอร์ 5, เบอร์ 5 ★, เบอร์ 5 ★★ และ เบอร์ 5 ★★★

2. เพิ่มความโดดเด่น ชัดเจนของค่าไฟฟ้า

3. เว็บไซต์ http://labelno5.egat.co.th ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้

วิธีการการดูฉลากแบบง่ายๆ

1. ดูที่เกณฑ์ระดับประสิทธิภาพพลังงาน เบอร์ 5 , เบอร์ 5 ★, เบอร์ 5 ★★, เบอร์ 5 ★★★ ซึ่งดาวยิ่งมาก ยิ่งประหยัดไฟ

2. ค่าไฟฟ้า ซึ่งได้คำนวณจากพฤติกรรมการใช้งานของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อใช้ในการประมาณการค่าไฟฟ้าของผู้บริโภค และใช้ในการเปรียบเทียบเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นั้นๆ ได้

            นอกจากนี้ฉลากฯ รูปแบบใหม่ ได้แสดงเว็บไซต์ https://labelno5.egat.co.th เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคตรวจสอบว่ารุ่นที่พิจารณาเลือกซื้อได้รับการรับรองจาก กฟผ. หรือแสดงค่าระดับถูกต้องหรือไม่ ซึ่งในเว็บไซต์จะมีข้อมูลผลิตภัณฑ์ในรุ่นที่ได้รับการรับรองจาก กฟผ. , ข้อมูลข่าวสารกิจกรรมในการดำเนินโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5

ประวัติบริษัท Garmin ผู้นำเทคโนโลยี GPS โลก

garmin 245

                ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตเรามากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ GPS นั่นเอง โดยเป็นสิ่งที่ช่วยระบุตำแหน่งของอุปกรณ์ที่ติดตั้งเทคโนโลยีดังกล่าวว่าอยู่ตำแหน่งใดบนโลกผ่านดาวเทียมซึ่งช่วยกันทำงานอย่างน้อย 3 ดวง โดยผู้ที่คิดค้นก็คือนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกานั่นเอง โดยสังเกตว่ามีปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ของคลื่นวิทยุที่มีต้นกำเนิดมาจากดาวเทียมซึ่งถ้ารู้ตำแหน่งที่แน่นอนของดาวเทียมก็สามารถระบุตำแหน่งนั้นบนโลกได้ ซึ่งปัจจุบัน Gadget ต่าง ๆ ก็ได้ประกอบฟังก์ชั่นนี้เข้าไปเพื่อประโยชน์ในการใช้งานที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น garmin 245 หรือ iPhone รุ่นต่าง ๆ นั่นเอง

                แบรนด์ที่โดดเด่นมากในเรื่องเทคโนโลยีและสินค้าที่เกี่ยวกับ GPS นั้นก็คงหนีไม่พ้น Garmin นั่นเอง โดยถึงขนาดหลาย ๆ คนได้ยินคำว่า GPS ก็ต้องนึกถึงแบรนด์นี้เลยทีเดียว ปัจจุบันเราสามารถพบเจอสินค้าของผู้ผลิตรายนี้ในรูปแบบที่หลัก ๆ 2 อย่างนั่นก็คือ เครื่อง GPS แบบเพียว ๆ ซึ่งนำไปใช้งานได้ในหลากหลายแบบทั้งติดตามตัว หรือติดยานภาหนะต่าง ๆ เป็นต้น รวมไปถึง Smart Watch มากมายหลายแบบ

                เชื่อว่ามีหลายคนอยากจะทำความรู้จักกับแบรนด์นี้ให้มากยิ่งขึ้น โดยครั้งนี้เราจะมาพลิกดูประวัติการเริ่มต้นของแบรนด์ยักษ์ใหญ่รายนี้ และหนทางที่ทำให้ประสบความสำเร็จนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ใครที่สนใจตามผมมาเลยครับ

                ในปี 1989 ระบบ GPS ได้เริ่มเป็นที่รู้จักของชาวโลก แต่ว่าผู้ที่ใช้งานจริง ๆ นั้นเป็นผู้คนในวงการทหารเท่านั้น นาย Gary Burrell vice-president ของ บริษัท King Radio และ Min Kao ผู้เชี่ยวชาญด้านเรดาร์ วิทยุค้นหาตำแหน่งซึ่งทั้ง 2 เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจได้มองเห็นประโยชน์ของ GPS ว่าน่าจะนำมาประยุกต์ใช้ให้กับบุคคลทั่ว ๆ ไปได้ในด้านการนำทางที่ปลอดภัยป้องกันการหลงให้กับผู้ใช้รถ ใช้เรือ หรือผู้ที่กำลังเดินป่าได้ หลังจากแชร์ไอเดียกันทั้งคู่จึงไม่ลังเลที่จะนำเงินเก็บของตัวเองมารวบรวมกันประกอบกับการหยิบยืมจากญาติและเพื่อนสนิทเป็นจำนวนเงิน 4 ล้านเหรียญเพื่อเปิดบริษัทที่ชื่อว่า ProNav ขึ้นมา

                หลังจากได้ซุ่มพัฒนาอยู่ช่วงหนึ่งจนได้เป็นสินค้าในรุ่น GPS100 ที่เอาไว้ใช้ในการเดินเรือซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่พอดิบพอดีเลยทีเดียวเพราะว่าตอนนั้นดาวเทียมหลักที่พวกเขาใช้ได้เปิดใช้งานพอดีหลังจากพักซ่อมไป 2 ปี เนื่องจากผลกระทบของยานกระสวยอวกาศ ชาเลนเจอร์ที่ได้ระเบิดไปก่อนหน้านั้น

                ซึ่งมีผู้ที่จองในงานแสดงสินค้าไปถึง 5000 เครื่องด้วยกัน เรียกว่าประสบความสำเร็จมากสำหรับบริษัทและผลิตภัณท์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่หลังจากที่ได้รับผลตอบรับที่ดีในตอนเปิดตัวสินค้าไปไม่นานก็เกิดปัญหาขึ้นเมื่อชื่อของบริษัทอย่าง ProNav นั้นไปซ้ำกับชื่อของสินค้าจากบริษัทคู่แข่ง จนทั้ง 2 ต้องมาเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่โดยได้ไอเดียง่าย ๆ แต่ว่าทรงประสิทธิภาพด้วยการนำชื่อนำหน้าของผู้ก่อตั้งทั้ง 2 อย่าง Gary และ Kao Min มารวมกันจนได้คำว่า garmin นั่นเอง และได้เดินหน้าผลิตสินค้า GPS เรื่อยมาจนในปี 1998 ก็ได้ออก GPS ที่มีไว้สำหรับใช้งานกับรถยนต์ออกมา

                ยอดขายเครื่อง GPS ของทางบริษัทเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และได้รับความนิยมไปในวงกว้างมากขึ้นจนกระทั่งทางแบรนด์ได้หาวิธีที่จะลดขนาด GPS ให้อยู่ในอุปกรณ์ที่เล็กติดตัวกับทุกคนไปได้ในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งในปี 2003 ก็ได้เปิดตัว Forerunner 201 นาฬิกาสำหรับการออกกำลังกายที่มีระบบ GPS เครื่องแรกของโลกออกมาและได้ปลุกกระแสนาฬิกาออกกำลังกายขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางบริษัทก็เร่งพัฒนาสินค้าที่อยู่ในรูปแบบ Wareable หรือ นาฬิกาออกมาอย่างต่อเนื่องและใส่ลูกเล่นใหม่ ๆ เข้าไปอย่างเช่นการวัดอัตราการเต้นของหัวใจหรือคุณสมบัติกันน้ำลึก เป็นต้น

                จนในปี 2019 ก็ได้ส่งนาฬิกา GPS ในชื่อรุ่น garmin 245 MUSIC ออกมาซึ่งเป็นนาฬิกาสำหรับคนที่ชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่งโดยเฉพาะเพราะนอกจากว่าสามารถจับตำแหน่งของผู้วิ่งได้อย่างแม่นยำแล้วก็มีฟังก์ชั่น COACH ที่ช่วยวางแผนการวิ่งได้เป็นอย่างดี และเพิ่มความสามารถในการฟังเพลงเข้าไปด้วยทำให้คุณสามารถฟังเพลงได้โดยตรงจากนาฬิกาผ่านหูฟังไร้สายได้เลย

                เมื่อเทคโนโลยีไม่เคยหยุดนิ่งเหล่าบริษัทชั้นนำก็ต้องพัฒนาค้นคว้าสินค้าต่าง ๆ เพื่อผู้ใช้ อย่างเช่นแบรนด์ยักษ์ใหญ่แบรนด์นี้ที่ทำทุกอย่างเพื่ออนาคตของทุกคนเลยทีเดียวครับ