ครบครันไปกับโน้ตบุ๊ก lenovo legion y520

lenovo legion y520

               สำหรับเกมมิ่งโน้ตบุ๊กที่กำลังมาแรงอยู่ตอนนี้ต้องยกให้ “lenovo legion y520” เลยละค่ะ เพราะเลอโนโว legion y520 ที่ได้เปิดตัวไปพร้อมคุณสมบัติเจ๋งที่ๆเชื่อว่าใครที่เป็นสาวก Lenovo อยู่แล้วจะต้องสนใจกับความอัดแน่นของความพรีเมียมที่ยากเกินกว่าจะปฏิเสธว่าเกมมิ่งโน้ตบุ๊กของเลอโนโว legion รุ่น y520 นั้นถูกทำขึ้นมาเพื่อเอาใจคนที่ชื่นชอบในการเล่นเกมผ่านโน้ตบุ๊กแบบโดยเฉพาะนั่นเองค่ะ

               สิ่งแรกที่ทำให้หลายคนต้องถูกอกถูกใจกันอย่างแน่นอนคงเป็นความบางเบาของเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก Lenovo รุ่น y520 นั่นเอง เพราะที่ผ่านมาเคยสังเกตไหมล่ะคะว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ้กของหลายๆแบรนด์นั้นมีความหนักหน่วงและเวลาที่จะพกโน๊ตบุ้กไปไหนมาไหนลำบาก แต่รุ่นนี้ที่ Lenovo ได้ทำการเอาใจสำหรับคนที่ไม่ชอบอะไรหนักๆ และไม่ชอบความยากต่อการพกพานั่นเอง

หลายๆคนคงอยากจะทราบว่าเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ของ Lenovo รุ่น y520 นั้นมีความครบครันอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะมาบอกจุดเด่นของเกมมิ่งโน้ตบุ๊กที่กำลังมาแรงแบบสุดๆในตอนนี้ให้ทุกคนได้ทราบโดยพร้อมกันค่ะ

• ที่สุดของประสิทธิภาพสำหรับคนที่รักในการเล่นเกม

   ด้วยนวัตกรรมในเรื่องของชิปประมวลผลที่เป็นรุ่นล่าสุดอย่าง 7th Gen Intel Core i7 ในรุ่น Y520 นี้ ต้องบอกเลยว่ามีการพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีในด้านประสิทธิภาพของการประมวลผลของเว็บไซต์ที่สูงขึ้นถึงสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ รวมถึงมีประสิทธิภาพในเรื่องของการสร้างสรรค์ที่สูงขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ถึงสิบสองเปอร์เซ็นต์ เพราะว่า Lenovo ได้มีการพัฒนาแบบขีดสุดจึงทำให้เราสามารถเล่นเกมได้อย่างสนุกสนาน ยิ่งโดยเฉพาะกับเกมที่มีไฟล์ใหญ่ๆหนักๆนั้นก็ไม่ใช่ปัญหา และในส่วนของการเล่นเกมออนไลน์นั้นก็ยิ่งสะดวกสบายไปกันใหญ่ เล่นได้ดีแบบไม่มีสะดุดต้องไว้ใจเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ของ Lenovo รุ่น y520 เท่านั้น

• พลัง Graphic ที่มีระดับ

   ต้องขอบอกเลยว่าในส่วนของกราฟิกเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ของ Lenovo รุ่น y520 นั้นมาพร้อมตัวเลือกชิปกราฟิกแยกทั้ง NVIDIA® GeForce® GTX 1050/1050Ti หรือ AMD Radeon™ RX 560 ที่จะมาทำให้เกมมิ่งโน้ตบุ๊กของเราทำงานได้ดีแบบไม่มีสะดุด การันตีถึงการทำงานที่มีความไหลลื่น และโดยเฉพาะที่ใครมีความชอบที่จะเล่นเกมในส่วนของประเภท FPS นั้นจะต้องได้สัมผัสกับความเหนือชั้นจากโน๊ตบุ้กนี้ได้อย่างสบายๆเลยละค่ะ

• ไว้ใจกับการเก็บข้อมูลผ่านเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก Y520

   ใครที่ชอบโน้ตบุ๊กที่มีการทำงานแบบรวดเร็วนั้นต้องยกให้รุ่นนี้เลยค่ะ เพราะเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ของ Lenovo รุ่น y520 นั้นมีตัวเลือกของสื่อที่เป็นการบันทึกข้อมูลแบบ SSD PCle ที่บอกเลยว่ามีความจุสูงสุดถึง 512GB ซึ่งมีความเร็วสูงมาก ทั้งสำหรับในการบูตเครื่องหรือจะเป็นการ Download เกมต่างๆ รวมถึง HDD ความจุสูงสุดถึง 2 TB ที่ไม่ว่าเราจะชอบเกมไหน เราก็สามารถเก็บทุกๆเกมไว้ในเครื่องเดียวได้เลย และส่วนโน๊ตบุ๊กในรุ่นอื่นๆของ Lenovo นั้นมีการเลือกใช้ระบบไฮบริดที่เป็นการรวมข้อดีในเรื่องของด้านความเร็วและความจุไว้ด้วยกันอีกด้วย ถือว่าสุดยอดไปเลยค่ะทุกคน

• พลังเสียงอันทรงพลัง

   เสียงในตัวเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ของ Lenovo รุ่น y520 นั้นไม่ว่าเสียงจะผ่านหูฟังหรือลำโพงนั้นก็พร้อมที่จะมองความบันเทิงให้กับผู้ใช้ทุกคนอย่างแน่นอน เพราะมีระบบเสียง Dolby Audio Premium ที่มีการปรับจูนให้มีความสามารถในการส่งมอบพลังเสียงไม่ว่าคุณจะดูหนังฟังเพลงรวมถึงเล่นเกมก็ตาม

• โดดเด่นด้วยสีแดงสด

   ครั้งแรกที่เห็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ของ Lenovo รุ่น y520 นั้นก็ต้องสะดุดถึงความโดดเด่นในเรื่องของสีสันนั่นเอง เพราะเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ของ Lenovo รุ่น y520 นั้นเป็นรุ่นที่มาพร้อมไฟ Backlit สีแดงที่คีย์บอร์ด ที่มีสีแดงสดก็เพื่อที่จะทำให้สะดวกเวลาเราอยู่ในโหมดเล่นเกมในยามค่ำคืนได้แบบชิวๆ ซึ่งประกอบกับระยะการกดปุ่มเพียง 1.7 มิลลิเมตร การันตีในเรื่องความแม่นยำในการใช้งานอย่างแน่นอน แถมตัวเครื่องของเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ของ Lenovo รุ่น y520 นั้นมีขนาดบางเบาหวิว มีน้ำหนักเพียง 2.5 กิโลกรัมเท่านั้นค่ะ วัสดุมีความแข็งแรงและทนทาน พกพาได้สะดวก ไม่ว่าคุณจะพก Notebook ไปเล่นเกมที่ไหนก็คล่องตัวอย่างแน่นอน

MSI ที่สุดของเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก

msi notebook

               ณ เวลานี้ไม่มีใครไม่รู้จัก “msi notebook” ที่กำลังมาแรงและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างเป็นที่สุด และยิ่งสำหรับใครที่มีความชอบในการเล่นเกมเป็นอย่างมากอยู่แล้ว เราต้องขอคอนเฟิร์มเลยว่า msi notebook จะไม่ทำให้คนที่มีใจรักในการเล่นเกมต้องผิดหวังแน่นอนค่ะ

               แต่ถ้าหากใครยังไม่รู้จักเกมมิ่งโน้ตบุ๊กของแบรนด์ MSI นั้น เราก็จะพาแบรนด์ระดับโลกอย่าง MSI ที่หนึ่งของความสุดยอดในเรื่อเกมมิ่งโน้ตบุ๊กมาให้ทุกคนรู้จักกันดีกว่าค่ะ อย่างแรกเลยนะคะ หลายคนคงสงสัยว่า MSI นี้มันคืออะไร MSI นั้นย่อมาจาก Micro – Star International หรือเรียกสั้นๆว่า MSI นั่นเองค่ะ และที่สำคัญนั้น Micro – Star International คือแบรนด์ที่เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับการเล่นเกมที่เป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งตอนนี้ทางแบรนด์ Micro – Star International นั้นได้กลายเป็นผู้ผลิต Gaming โน้ตบุ๊กมากที่สุดเป็นอันดับที่หนึ่งของโลกเช่นกันค่ะ และเราก็คิดว่าต่อจากนี้แบรนด์ Micro – Star International นั้นจะคงเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่าเดิมอีกแน่นอน

               ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแบรนด์ Micro – Star International ถึงได้รับการตอบรับจากคนทั่วโลกได้ดีขนาดนี้ อาจจะคงเป็นเพราะว่า Micro – Star International นั้นมีความเชี่ยวชาญและมีการใส่ใจรายละเอียดในการออกแบบรวมไปถึงลุงทุนลงแรงไปกับการพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลานั่นเองค่ะ แต่หลายๆคนคงไม่ทราบว่าก่อนที่ Micro – Star International จะออกมาผลิตโน้ตบุ๊กเกมมิ่งอย่างเต็มตัวนั้น แต่ก่อน Micro – Star International มีการเริ่มต้นจากการพัฒนาและออกแบบในส่วนของ Product ที่มีไว้สำหรับการเล่นเกมเท่านั้น แถมทำมาเป็นระยะเวลานาน นานชนิดที่เรียกได้ว่าทำให้การพัฒนาที่ออกมานั้นได้มีความล้ำหน้าทันสมัยและสามารถแซงคู่แข่งในแบรนด์อื่นๆได้อย่างขาดลอยนั่นเอง

               Micro – Star International ได้ทำการยกระดับของเกมมิ่งโน้ตบุ้กแบบทั่วไปนั้นให้มีระดับมากขึ้นนและมีพลังในชนิดที่ว่าไม่เคยมีแบรนด์ไหนได้ทำมาก่อน ซึ่ง Micro – Star International ทำการพลิกโฉมให้เหล่าเกมมิ่งโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ที่ใช้งาน CPU INTEL 8TH GEN ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในเรื่องของการทำงานด้วยระบบที่มีความสามารถระบายความร้อนเอกสิทธิ์ที่เรียกว่าพิเศษที่มีแต่แบรนด์ Micro – Star International นี้เท่านั้นนะคะที่ทำให้เราได้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะต้องบอกเลยว่าในเรื่องของเทคโนโลยี Cooler Boost นั้นมีความสำคัญมาก เรียกว่าการมีระบบที่มีการระบายความร้อนได้นั้นเป็นที่ต้องการของผู้ใช้งานเกมมิ่งโน๊ตบุ๊กนั่นเองค่ะ นี่คือสิ่งที่ Micro – Star International ได้ทำออกมา ซึ่งนวัตกรรมนี้จะช่วยให้ระบายความร้อนถึงยี่สิบถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์กันเลยทีเดียว

               สิ่งที่มีในเกมมิ่งโน๊ตบุ้ก Micro – Star International นั่นก็คือตัวเสริมประสิทธิภาพในเรื่องของความสะดวก ซึ่งภายใต้การวิจัย Micro – Star International ได้มีการพัฒนาร่วมกับ BlueStacks ที่ได้ก่อให้เกิด MSI App Player นั่นคือ โปรแกรมจำลองการใช้งานสำหรับเกมแพลตฟอร์มบน Smartphone นั่นเองค่ะ ซึ่ง MSI App Player นั้นจะทำหน้าที่เป็นสิ่งที่เชื่อมให้เราสามารถที่จะนำ Applications ของ Smartphone มารันบนพีซีที่ใช้ Windows ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต้องบอกเลยว่า MSI App Player นั้นช่วยให้การเล่นเกมบนเกมมิ่งโน้ตบุ๊กได้อย่างสนุกสนานและไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอนค่ะ และที่สำคัญ MSI App Player มาพร้อมฟังก์ชั่นที่สามารถปรับการตั้งค่าและสีสันของไฟคีย์บอร์ดบนเกมมิ่งโน้ตบุ๊กให้เหมาะสมกับเกมที่เราเล่นอีกด้วยค่ะ

               และที่เจ๋งกว่านั้นคือเกมมิ่งโน้ตบุ๊กนั้นรองรับการใช้งานแบบ Multi – Task ได้สูงสุดถึงสามหน้าจอกันเลยทีเดียว เพราะ Micro – Star International นั้นได้เพิ่มการมองเห็นด้วยการเชื่อมต่อด้วย Matrix Display นั่นเองค่ะที่สามารถรองรับการแสดงผลภายนอกได้ถึงสองหน้าจอ และแค่นั้นยังไม่พอ ยังมาพร้อมด้วย HDMI และ Mini Displayport ที่สามารถเชื่อมต่อกับ HDTV กับแล็ปท๊อปได้อีกด้วย

               และสำหรับใครที่กำลังเล็งหาโน้ตบุ๊คที่มีคุณสมบัติที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมอย่างโดยเฉพาะนั้นก็คงที่จะไม่พลาดที่จะเลือกเกมมิ่งโน้ตบุ้กของ Micro – Star International  อย่างแน่นอน การันตีถ้าใครมีใจที่รักและชื่นชอบในการเล่นเกมอย่างเป็นชีวิตจิตใจคงไม่พลาดที่จะเลือกชมและเลือกซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ้กที่เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของโลกอย่าง Micro – Star International แน่นอนค่ะ

เน้นการสื่อสารในรูปแบบของ samsung note 8

samsung note 8

            ในปัจจุบันปฎิเสธไม่ได้เลยนะคะว่าการสื่อสารนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และที่ยิ่งพิเศษไปกว่านั้นก็คือการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือที่เป็นสามาร์ทโฟนตระกูล Galaxy Note Series นั้นเอง นั่นคือ“samsung note 8”  ที่มีการพูดถึงกันตั้งแต่ก่อนเปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการซะอีกนะคะ เรียกได้ว่ากระแส samsung note 8 ที่ออกมานั้นมาแรงแซงโค้งแบรนด์คู่แข่งชนิดที่เรียกได้ว่าทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่นกันเลยทีเดียวค่ะ

               ความน่าสนใจของซัมซุง Galaxy โน้ต 8 ที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดคงเป็นปากกา S Pen ที่เป็นปากกาสุดอัจฉริยะ เรียกได้ว่านี่คืออีกรูปแบบใหม่แห่งการสื่อสารเลยก็ว่าได้ค่ะ ซึ่งปากกา S Pen ที่มาพร้อมซัมซุง Galaxy โน้ต 8นั้นมีเพื่อสร้างความแตกต่างในแบบ Lifestyle ที่มีความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นการนำปากกา S Pen มาโน้ตงาน วาดรูปหรือวาด Emoji ใน Style แบบส่วนตั๊วส่วนตัวเพื่อที่จะแสดงความรู้นั้นๆ อีกทั้งยังสามารถสร้าง GIF หรืออีกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าภาพเคลื่อนไหว เราก็สามารถทำได้เช่นกันนคะ หรือในความ Basic ของ ปากกาS Pen นั่นก็คือการสื่อสารผ่านการเขียนข้อความสุดพิเศษลงบนภาพต่างๆ ซึ่งการเขียนข้อความด้วยลายมือตัวเองนั้นสามารถทำได้ในแบบง่ายๆ ไม่ว่าจะเขียนบรรยายความรู้สึก สารภาพรัก คำอวยพร หรือจะเขียนแซวเพื่อนก็ยังทำได้

สิ่งที่ทำให้ความน่าสนใจของซัมซุง Galaxy โน้ต 8ที่ทำให้มีความเก๋ไก๋ไฉไลและโดดเด่ดอย่างมากก็คงเป็นการแสดงความรู้สึกที่ทางซัมซุง Galaxy โน้ต 8นั้นได้ตั้งใจเน้นฟีเจอร์นี้เพื่อให้ทุกคนได้สามารถแสดงความรู้สึกลงไปยังปากกา S pen นอกจากจะสร้างปากกามาเพื่อแทนความรู้สึกแล้วซัมซุง Galaxy โน้ต 8 ยังสามารถสร้างสรรค์ผลงานอย่างการทำ Artwork แบบจริงจังผ่านปากกา S Pen ที่การันตีฟีเจอร์นี้เลยว่านอกจาก S Pen ที่สามารถเป็นปากกาที่มีสีสันต่างๆให้คุณได้เลือกใช้กันแล้ว S pen ยังสามารถที่จะเป็นเครื่องมือในแบบที่เราต้องการได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบพู่กัน ซึ่งในรูปแบบพูกันนี้มีให้เลือกแบบจุใจกันอย่างแน่นอน บอกเลยว่าฟีเจอร์นี้จะช่วยทำให้คุณได้มีจินตนาการและมีความอยากที่จะสร้างสรรค์งานได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

หลายๆคนถามว่าปากกา S pen นั้นสามารถระบายสีได้หรือไม่ ต้องขอบอกเลยว่า S Pen สามารถทำได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ หรือการสร้างสรรค์ผลงานใดๆก็ตามก็ย่อมทำได้ค่ะ ยิ่ง Application ที่เป็นแอพ PENUP นั้นจะเป็นช่องทางที่เรียกได้ว่าง่ายแสนง่ายสำหรับคนที่มีหัวใจรักงานศิลปะและอยากจะแสดงออกในแบบอย่างที่สร้างสรรค์ ซึ่งเราสามารถโชว์ผลงานชิ้นโบว์แดงของเราให้แก่ผู้ใช้ Application ที่ชื่อ PENUP ได้นั่นเองค่ะ ขอบอกเลยนะคะว่าคนที่ใช้ Application นี้มีผู้ใช้ถึง 3 ล้านคนกันเลยทีเดียว และสามารถเรียกดูแกลลอรี่ศิลปะผ่าน S Pen เพื่อที่จะหาหรือรับแรงบันดาลใจได้อย่างง่ายๆ หรือจะเลือกฟีเจอร์ระบายสีในส่วนของคอลเลกชันเทมเพลตสมุดระบายสีที่ถูกออกแบบมาแบบพิเศษได้ย่างสุดๆสำหรับคนที่มีปากกา S Pen

สิ่งที่พิเศษของปากกา S pen นั้นมีมากมาย แต่ความสามารถที่ใครๆต่างก็รู้ใช่ไหมล่ะคะว่า S Pen สามารถจดโน้ตได้ แต่สิ่งที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือฟีเจอร์ในเรื่องของการจดบันทึกโดยที่ไม่ต้องปลดล็อคหน้าจอนั่นเอง สังเกตไหมคะว่าถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือรุ่นทั่วๆไป เวลาเราจะโน้ตงานแต่ล่ะที เราก็ต้องปลดล็อคหน้าจอให้เรียบร้อยก่อนถึงจะสามารถจดบันทึกได้ แต่สำหรับซัมซุง Galaxy โน้ต 8นั้นถูกออกแบบมาเพื่อบันทึกทุกๆไอเดีย ณ ขณะที่คุณคิดอะไรได้ก็สามารถจดได้เดี๋ยวนั้นเลยโดยไม่ต้องเสียเวลาปลดล็อคหน้าจอ และหลังจากที่คุณนั้นได้โน้ตบันทึกข้อความเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในส่วนข้อความเหล่านั้นจะถูกแสดงไว้ในบน Always on Display เพื่อที่เราจะสามารถเห็นโน้ตนี้ได้ตลอดเลา และอีกทั้งยังสามารถบันทึกลงใน Samsung Notes ได้อีกด้วยค่ะ

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมซัมซุง Galaxy โน้ต 8ที่มาพร้อมปากกา S Pen นั้นถึงได้รับการตอบรับอย่างมากมาย ส่วนใครที่อยากจับจองเป็นเจ้าของนั้นอย่ารอช้านะคะ ซัมซุง Galaxy โน้ต 8รอที่จะอยากให้คุณเป็นเจ้าของอยู่ค่ะ

มหัศจรรย์ไปพร้อมกับ samsung a9

samsung a9

               ขึ้นชื่อในเรื่องของโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูปสวยนั้นก็คงจะไม่คิดถึง “samsung a9” ก็คงจะไม่ได้นะคะ หลังจากที่ทางซัมซุงได้ปล่อยโฆษณาของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มา หลายๆคนก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับความแปลกใหม่เป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าโทรศัพท์มือถือที่เห็นอยู่ในโฆษณาจะเป็นมือถือที่มีกล้องหลังถึง 4 ตัวด้วยกัน และที่โทรศัพท์มือถือรุ่นนั้นก็คือ samsung a9 นั่นเองค่ะ

               เรียกเสียงฮือฮาอย่างสุดๆกับการเปิดตัวซัมซุง Galaxy เอ9ไปเมื่อปี 2018 พร้อมกับจุดเด่นที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธกับความสามารถของซัมซุง Galaxy เอ9 นี้ได้เลย ไม่ว่าจะโดดเด่นในเรื่องของกล้องที่มาพร้อมเลนส์อัจฉริยะถึงสี่ตัวด้วยกัน ใครที่มีความชื่นชอบในการถ่ายรูปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าจะต้องชอบซัมซุง Galaxy เอ9อย่างแน่นอนค่ะ และอีกสิ่งหนึ่งที่สะดุดตาก็คงเป็นรูปลักษณ์ที่มีหลากหลายสีสันที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องหลงงรักอย่างแน่นอน นอกจากจากนี้ยังมีสิ่งที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับซัมซุง Galaxy เอ9 อีกมากมาย วันนี้เราจะคัดคุณสมบัติเด่นๆของโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ให้ทุกคนได้รู้กันค่ะ

               จุดเด่นที่แสนมหัศจรรย์ของงซัมซุง Galaxy เอ9

• รูปแบบพรีเมี่ยมสวยงามเมื่อแรกเห็น

ซัมซุง Galaxy เอ9นั้นได้ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี มีการดีไซน์ให้มีความพรีเมี่ยมที่ออกแบบตามสรีระ ต้องบอกเลยว่านี่คือสไตล์อันงดงามที่ทำให้คนที่ถือซัมซุง Galaxy เอ9นั้นประทับใจไม่รู้ลืม แล้วเมื่อคุณได้สัมผัสกับซัมซุง Galaxy เอ9นั้นก็จะรู้สึกถึงความกระชับมือ ไม่ใหญ่เทอะทะอย่างแน่นอน ซัมซุง Galaxy เอ9มาพร้อมกับพื้นผิวที่มีความเงางาม แถมมีสีหลากหลายเฉดสีให้ได้เลือกกันด้วยค่ะ รับรองว่าสีแต่ล่ะสีมีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร

• หน้าจอใหญ่มองแล้วสบายตา

ใครที่ชอบโทรศัพท์มือถือที่มีจอขนาดใหญ่และสบายตา การันตีเลยว่าแน่นอน ซัมซุง Galaxy เอ9ไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอนค่ะ ด้วยสุดยอดหน้าจอ Infinity Display sAMOLED Full HD+ ที่มีขนาดถึง 6.3 นิ้วที่บอกเลยว่าพื้นที่ของซัมซุง Galaxy เอ9นั้นเหลือเฟือ ไม่ว่าคุณจะดูเอกสาร ส่งไฟล์งาน check E-mail ต่างๆ หรือจะเล่น Social Media ได้แบบง่ายดายโดยไม่ต้องเลื่อนหน้าจอให้เสียเวลาเลยล่ะค่ะ

• ครั้งแรกของโลกที่มีกล้อง 4 ตัว

               เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีแบรนด์ไหนทำมาก่อนอย่างแน่นอน ด้วยซัมซุง Galaxy เอ9ที่มาพร้อมกล้อง 4 ตัวด้วยกัน ซึ่งคุณสมบัติของกล้อง 4 ตัวที่มีนั้นก็มีการทำงานที่แตกต่างกันไปค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเลนส์กล้องออปติคัลซูมสองเท่า และมุมกล้อง Ultra Wide ที่มีความกว้างถึง 120องศา รวมไปถึงระดับของประสิทธิภาพขั้นสูงของซัมซุง Galaxy เอ9ที่ช่วยให้เราสามารถโฟกัสได้ทุกๆรายละเอียดได้ทั้งในออฟฟิศและนอกออฟฟิสค่ะ และอีกเลนส์จะเป็นเลนส์กล้องหลักที่มีความละเอียดสูงถึง 24MP ที่มีความสามารถเก็บภาพที่มีรายละเอียดได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปถ่ายรูปในที่ๆมีแสงน้อยแค่ไหนซัมซุง Galaxy เอ9ก็เอาอยู่ค่ะ

• คอยดูข้อมูลต่างๆเหมือนได้เลขาส่วนตัว

               ด้วยนวัตกรรมของเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยนั้นซัมซุง Galaxy เอ9จะมีหน้าที่คอยอัพเดทในส่วนของข้อมูลที่สำคัญต่างๆและยังแสดงผลให้เราได้เห็นผ่านทาง Always on Display นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนในวันสำคัญต่างๆ หรือจะเป็นการแจ้งเตือนในส่วนที่เราจะต้องไปประชุมกับลูกค้า รวมไปถึงสภาพอากาศก็สามารถแจ้งเตือนได้เลยว่าวันนี้อากาศเป็นอย่างไร บอกเลยว่าถ้ามีซัมซุง Galaxy เอ9ก็เหมือนมีเลขาอยู่ข้างกายเลยล่ะ

• ทำงานได้ด้วยเร็วแบบทรงพลัง

               ทางซัมซุงได้นำเสนอในเรื่องของการตอบสนองของซัมซุง Galaxy เอ9ที่มีความทรงพลังอย่างไร้ที่ติ ด้วยประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผล Octa Core ที่ได้ทำงานร่วมกับ RAM ซึ่งมีขนาด 6GB และ 8GB ที่ไม่ว่าคุณจะทำงานในรูปแบบไหน จะทำโปรเจกต์ไหนก็ตาม หรือจะทำหลายๆอย่างพร้อมกันก็สามารถทำได้อย่างลื่นไหล ไม่มีค้างอย่างแน่นอน ด้วยพื้นที่จัดเก็บภายในขนาด 128GB และพื้นที่จัดเก็บภายนอกที่สามารถเพิ่มได้ถึง 512GB กันเลยทีเดียวค่ะ

อัพเกรดครั้งยิ่งใหญ่จาก P9 สู่ huawei p10

huawei p10

                ขนาดตัวเครื่องของ Huawei P10 และ Huawei P9 นั้นถือว่าใกล้เคียงกัน  แต่ถ้าลงรายละเอียดจริงๆ Huawei P10 นั้นจะมีขนาดความกว้างน้อยกว่านิดหน่อย อาจจะเป็นเพราะหน้าจอขนาด 5.1 นิ้ว แต่มีความหนามากขึ้น เพราะแบตเตอรี่ที่มีความจุเพิ่มเป็น 3200 mAh

รายละเอียดงานดีไซน์ด้านนอกของตัวเครื่องนั้น P10 มีความโค้งมนมากกว่าตอน P9 แต่ตำแหน่งของปุ่มและพอร์ทต่างๆ นั้นยังเรียงอยู่ที่เดิม ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่มทั้งหมดอยู่ ซึ่งใช้ลวดลายบนปุ่มเป็นตัวแบ่งแยกปุ่ม Power และปุ่มปรับเสียง ส่วนด้านล่างจากซ้ายไปขวาก็เป็นหูฟัง 3.5 > ไมโครโฟน > ช่อง USB Type C และลำโพง

ส่วนหน้าจอ 5.1 นิ้วความละเอียด Full HD ของ P10 นี่พอเราลอกฟิล์มที่แปะออกมาแล้วเหมือนกระจกหน้าจอ Gorilla Glass 5 ไม่ได้เคลือบสารกันรอยนิ้วมือหรืออะไรมาเลย แตะนิดเดียวเปื้อนไปหมด แนะนำให้หาฟิล์มกันรอยมาแปะด้วย

เฟรมตัวเครื่องนั้นขึ้นรูปด้วยโลหะขัดจนได้ผิวที่เรียบเนียนประกบกับกระจก Gorilla Glass 5 ด้านหน้า ซึ่งผิวโลหะของแต่ละสีก็จะมี finishing หรือการเก็บงานที่แตกต่างกันไป ทั้งการขัดผิวลงสีด้านสไตล์ Sandblast, เคลือบเงาทั้งชิ้น, หรือเสริมลวดลาย Diamond cut ที่ฝาหลัง ซึ่งใครอยากได้สัมผัสแบบเนื้อโลหะเต็มๆ ตอนถือใช้งานแนะนำให้เลือกสีที่เป็น Sandblast   ส่วนสีที่เราได้มาทดสอบนั้นก็คือสีน้ำเงิน Dazzling ฺBlue ที่มีการทำลาย Diamond cut บวกกับการเคลือบเงาที่ขอบด้านข้าง

บริเวณลำโพงสนทนาด้านหน้าของ P10 นั้นมาพร้อมกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซลซึ่งรอบนี้ได้ทาง LEICA มารับรองมาตรฐานเลนส์กล้องหน้าให้ด้วย ถัดไปข้างๆ กันคือช่องเซนเซอร์ต่างๆ เช่นวัดแสงและวัดระยะ (Proximity)

ส่วนบริเวณกล้องหลัง P10 นั้นยังคงใช้ดีไซน์จากตอน P9 คือเป็นกระจกทั้งแผ่น ตัวเลนส์กล้องเรียบไปกับฝาหลังไม่นูน เซนเซอร์คู่นั้นเป็นแบบเดียวกับ Mate 9 ด้วยการใช้เซนเซอร์ขาวดำ 20 ล้านพิกเซลมาทำงานร่วมกับเซนเซอร์สี 12 ล้านพิกเซล เลนส์ผ่านการรับรองจาก LEICA SUMMARIT-H มีค่า f/2.2 และทางยาวโฟกัส 27 มม.

EMUI 5.1 และการใช้งาน Android ของ Huawei นั้นมาพร้อม EMUI ที่ตอนนี้พัฒนามาจนถึงเวอร์ชั่น 5.1 แล้ว ซึ่งตั้งแต่เวอร์ชั่น 5 เป้นต้นมาก็มีการยกเครื่องครั้งใหญ่ปรับลดความซับซ้อนและเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายและดูสะอาดสะอ้านตามากขึ้น

นอกจากนั้นยังมีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานและเสริมระบบ AI เข้ามาเพื่อศึกษารูปแบบการใช้งานของเราและปรับจูนโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้มือถือของ Huawei ยังสามารถทำงานได้เร็วแม้จะผ่านไปนานหลายเดือน

รูปแบบหน้า Home นั้นสามารถเลือกปรับใช้งานได้ 2 แบบ คือรูปแบบปกติของ EMUI ที่เป็นหน้า Home และรายการแอพทั้งหมดที่ติดตั้ง หรือจะเลือกเปลี่ยนไปใช้รูปแบบปกติของ Android ที่มี App drawer ก็ได้ นอกจากนั้นยังสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้ด้วย Theme ที่มีมาให้โหลดอีกมากมาย สามารถเลือกเซ็ทไอคอนจากอีกธีมมาใช้สลับไปมากับวอลเปเปอร์ได้

ส่วนขนาดของตัวหนังสือจะเล็กหรือใหญ่ก็สามารถเข้าไปปรับตั้งค่าได้ นอกจากนั้นยังมี Eye comfort mode หรือโหมดตัดแสงสีฟ้าเพื่อช่วยให้สามารถใช้งานเป็น E-book สำหรับอ่านนานๆ ได้สบายตามากขึ้น โดยหน้าจะเป็นสีเหลืองนวลๆ โดยเราสามารถปรับระดับความเข้มได้

แถบแจ้งเตือนด้านบนนั้นเมื่อลากลงมาก็จะพบกับ toggle switch ต่างๆ อัดกันอยู่เพียบ ซึ่งถ้าเยอะไปเราก็สามารถย้ายออกไปเก็บหรือว่าจัดเรียงตำแหน่งใหม่ได้ ส่วนการแจ้งเตือนต่างๆ นั้นจะอยู่ด้านล่างของส่วนนี้อีกที

ฟีเจอร์แจ่มๆ ของ Huawei P1o Smart Assistance ถูกใส่เข้ามาเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานซึ่งช่วยได้เยอะจริง เพิ่มความสะดวกสบายได้ดีมากๆ

Motion control ใช้เซนเซอร์ตรวจจับการเคลือนไหวของเครือง ไม่ว่าจะเป็นการพลิกเครื่องให้คว่ำลงเพื่อหยุดเสียงเรียกเข้า ยกขึ้นมาที่หูเพื่อรับสายโดยไม่ต้องสไลด์หน้าจอ

Knuckle gestures ส่วนนี้แหละเป็นฟีเจอร์ที่ติดมากๆ คือการใช้ข้อนิ้วในการสั่งงาน ไม่ว่าจะเป็นการจับภาพหน้าจอหลากหลายรูปแบบด้วยการใช้ข้อนิ้วเคาะหรืออัดวิดีโอหน้าจอ ซึ่งรูปแบบการสังงานก็มีทั้งการเคาะเพื่อจับภาพหน้าจอ / ลากข้อนิ้วเพื่อจับภาพหน้าจอแบบตัดปะ / เคาะพร้อมกัน 2 นิ้วเพื่อบันทึกวิดีโอหน้าจอ

App Twin เป็นฟีเจอร์ที่ใช้สำหรับโคลนแอพหรือสร้างแอพเพิ่มขึ้นมาอีกอันหนึ่งเพื่อใช้งานพร้อมกันในเครื่องเดียว ซึ่งเหมือนจะดี แต่ยังไม่ค่อยดี เพราะจนถึงตอนนี้มันยังสามารถจะโคลนแอพได้แค่ 2 แอพเท่านั้นคือ Whatsapp และ Facebook

PricvateSpace ฟีเจอร์สร้างโปรไฟล์ส่วนตัวที่ทำให้คุณสามารถใช้งานมือถือเครื่องเดียวให้เหมือนเป็นมือถือ 2 เครื่องได้ มีการทำงานแยกจากโปรไฟล์หลักโดยสิ้นเชิง โดยเราสามารถทำการ sign in และลงแอพได้เองทั้งหมดเหมือนเป็นมือถือใหม่อีกเครื่องนึงเลย วิธีการสลับโปรไฟล์ก็ง่ายมาก แค่ใช่นิ้วปลดล็อคที่แตกต่างกัน หรือใช้คนละรหัสผ่านก็สลับเข้าโปรไฟล์ทั่วไปกับโปรไฟล์ส่วนตัวได้ทันที โดยสามารถเปิดใช้งานได้ใน Advanced settings > Users

เรื่องเด่นๆของ Galaxy s7 edge

s7 edge

               เปิดตัวไปกับ Samsung Galaxy “s7 edge” ที่บอกเลยว่าแค่เพียงเห็นโทรศัพท์มือถือเครื่องนี้ก็รู้สึกหลงรักและอยากเป็นเจ้าของ Samsung Galaxy s7 edge แบบทันทีทันใด หลังจากที่เปิดตัวไปนั้นต้องขอบอกเลยว่าซัมซุงกาแลคซี่เอส7เอจนั้นเนื้อหอมแบบสุดๆ ไม่ว่าใครต่างก็อยากจะสัมผัสและมาดูลูกเล่นใหม่ๆที่ทางซัมซุงได้คิดค้นออกมาเอาใจเหล่าสาวกซัมซุงกันอย่างโดยเฉพาะเลยค่ะ

               ซึ่งต้องบอกเลยว่าทาง Samsung นั้นเขาได้มีการพัฒนาไปอีกขั้นในเรื่องของเทคโนโลยี ที่ไม่ว่าออกโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่มากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็จะมีแต่ความไฮเทคของนวัตกรรมเทคโนโลยีอยู่เสมอๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นก้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ารวมถึงแฟนๆอยู่เสมอนั่นเอง ซึ่งต้องบอกเลยนะคะว่าการพัฒนาเทคโนโลยีของซัมซุงกาแลคซี่เอส7เอจนี้มีความโดดเด่นและไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน

               เรื่องเด่นๆของ Galaxy เอส 7 edge ที่คุณห้ามพลาด

• การดีไซน์ที่โดดเด่นและไม่เหมือนใคร

   ตอนเปิดตัวซัมซุงกาแลคซี่เอส7เอจในครั้งแรก ไม่ว่าใครก็ต่างจะต้องเห็นความสวยงามของซัมซุงกาแลคซี่เอส7เอจนี้อย่างแน่นอนค่ะ ซึ่งการดีไซน์ของซัมซุงกาแลคซี่เอส7เอจนั้นมีความหรูหราและเรียบเนียนอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงมีความแข็งแกร่งแบบที่เรียกได้ว่าไม่เคยเห็นมาก่อน ทาง Samsung มีความทุ่มเทและพยายามอย่างเต็มสุดความสามารถเพื่อที่จะดีไซน์ให้ซัมซุงกาแลคซี่เอส7เอจนั้นมีความโค้งได้รูป โดยใช้กระบวนการที่เรียกได้ว่าเฉพาะมาก โดยเรียกว่า 3D เทอร์โมฟอร์มมิ่งนั่นเองค่ะ เพื่อที่จะทำให้กระจก 3Dนั้นมีความโค้งได้รูปนั่นเอง ซึ่งการโค้งได้รูปจะมีการบรรจบเข้ากับโลหะอัลลอยที่มีการผสมผสานอย่าประณีต เพราะการดีไซน์ที่ออกมาเป็นแบบนี้จึงทำให้ตัวเครื่องของซัมซุงกาแลคซี่เอส7เอจนั้นสวยงามแบบไร้รอยต่อ รวมถึงมีความแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย

• เอาใจสาวกเกมเมอร์  

   สำหรับคนที่ชื่นชอบกับการเล่นเกมส์ผ่านโทรศัพท์มือถือคงจะถูกอกถูกใจมาก เพราะทางซัมซุงทำกแลคซี่เอส7รุ่นนี้มาเอาใจสาวกเกมเมอร์โดยเฉพาะ เรียกได้ว่าซัมซุงกาแลคซี่เอส7นั้นมีลูกเล่นที่เหมาะกับการเล่นเกม และมีลูกเล่นที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก และความสามารถของซัมซุงกาแลคซี่เอส7ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือสามารถบันทึกภาพและบันทึกวัดีโอขณะที่เรากำลังเล่นเกมส์กันอย่างสนุกสนานได้นั่นเองค่ะ

• ทั้งแรงและไวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

   ซัมซุงกาแลคซี่เอส7ในรุ่นนี้การันตีในเรื่องของการประมวลผลที่ต้องบอกเลยว่ามีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะซัมซุงกาแลคซี่เอส7มีความแรงและสามารถทำงานอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าคุณจะเปิดเพลงฟังไปด้วยพร้อมเล่น Facebook ไปด้วยก็ทำได้อย่างชิวๆ เครื่องไม่สะดุดอย่างแน่นอนค่ะ และสำหรับหน่วยความจำนั้นซัมซุงกาแลคซี่เอส7มีความจำเครื่องมาให้แบบจุใจ รวมไปถึง microSD Card อีกด้วย และในส่วนของแบตเตอรี่นั้นก็จะมีควาจุที่มากขึ้น แบตเตอรี่มีความใหญ่ขึ้นถึง 3600mAhเลยทีเดียวค่ะ

• มั่นใจปลอดภัยอย่างแน่นอน

   ถ้าพูดถึงมาตรการความปลอดภัยของ Samsung นั้น ต้องบอกเลยว่าทางซัมซุงนั้นมีระบบปลอดภัยข้นสูงที่มีความสามารถในกรที่จะช่วยปกป้องและไม่ให้ใครสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตนั่นเองค่ะ และยังมีการช่วยต่อต้านมัลแวร์ต่างๆด้วยการที่แอพจะมีการอัพเดทความสามารถอย่างสม่ำเสมอ คุณสามารถวางใจและไว้ใจได้เลยว่าเราสามารถเก็บข้อมูลสำคัญๆไว้ในซัมซุงกาแลคซี่เอส7ได้อย่างหายห่วง ไม่ว่าไฟล์สำคัญอย่ารูปภาพ หรือข้อมูลในสมุดบันทึกที่อยู่ในซัมซุงกาแลคซี่เอส7นั้นก็ตาม การันตีได้เลยว่าจะไม่มีใครสามารถนำข้อมูลไปได้อย่างแน่นอน

• รองรับการอ่านบัตรเครดิต

   เรียกได้ว่านี่คือจุดเด่นที่น่าสนใจมากค่ะ เพราะซัมซุงกาแลคซี่เอส7นั้นมีบริการ Samsung Pay ที่เป็นบริการสำหรับการชำระเงินโดยไม่ต้องถือบัตรหรือพกบัตรให้เสียเวลากัน วิธีใช้นี่ก็ง่ายแสนง่ายมากเลยนะคะ เพียงแค่เรานำไปวางใกล้ๆกับเครื่องอ่านบัตร แค่นั้นเครื่องอ่านบัตรก็จะสามารถอ่านบัตรได้ทันที บอกเลยว่าฟีเจอร์นี้จะต้องถูกใจสำหรับคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน

เทคโนโลยีในภาพยนตร์ที่มีในชีวิตจริง

"iphone 6s plus"

               โลกภาพยนตร์นั้นมีจินตนาการที่หลากหลายซึ่งผู้สร้างหยิบจับมาแต่งเติมให้เรื่องมีความสนุกสนานมากขึ้น ยิ่งในภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ด้วยแล้วก็มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีหลากหลายที่ทำให้เนื้อเรื่องและการนำเสนอสนุกขึ้น ซึ่งต่อมาดันกลับมีในชีวิตจริง อย่างเช่นเมื่อก่อนในหนังไซไฟเราอาจจะเห็นเครื่องมือจอใหญ่ที่ใช้ติดต่อสื้อสารแบบเห็นหน้ากันได้ ซึ่งตอนนี้ก็ “iphone 6s plus” ที่เราใช้ ๆ กันนั่นเอง เรามาดูกันดีกว่าว่าเทคโนโลยีในภาพยนตร์ที่มีในชีวิตจริงมีอะไรอีกบ้าง

          1. Smartphone

               อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่านี่คือสิ่งที่เราเจอในหนังไซไฟในสมัยก่อนหลาย ๆ เรื่องเลยทีเดียว ซึ่งลักษณะที่ออกมาก็คล้ายกับหน้าจอขนาดฝ่ามือหรือใหญ่กว่าเล็กน้อย สามารถใช้ติดต่อสื่อสารเหมือนโทรศัพท์ได้แต่ว่าสามารถมองเห็นหน้ากันได้ ยิ่งไปกว่านั้นสามารถหาข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างง่ายได้ผ่านหน้าจอเล็ก ๆ ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าในปัจจุบันนั้นเราได้พบกับสมาร์ทโฟนซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์แบบนั้นเลย

          ด้วยหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่น 5S อย่างเห็นได้ชัดทำให้การทำงานสะดวกขึ้น และความเร็วของ Ram บวกกับ CPU ทำให้การใช้งานไหลลื่นมากเลยทีเดียว และสามารถทำงานผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายได้อย่างเต็มที่ ซึ่งใกล้เคียงกับภาพยนตร์ที่เราเคยดูเลยใช่ไหมล่ะ

          2. อุปกรณ์ VR

               เวลาที่ตัวละครในภาพยนตร์จะเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่งเหมือนกับในเรื่อง The Matrix นั้นร่างกายจะไม่ได้เข้าไปด้วย แต่ว่าความรู้สึกนึกคิดจะเข้าไปในโลกสมมุตินั้น ซึ่งอุปกรณ์ที่จะพาไปสู่โลกเหล่านั้นได้ก็มีหลากหลาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า VR หรือ Virtual Reality นั่นเอง ซึ่งในภาพยนตร์นั้นก็ใช้ในหลาย ๆ โอกาส ตามที่บทจะพาไป แต่ที่แน่ ๆ นี่เป็นตัวแทนของความล้ำสมัยของโลกอนาคตเลยก็ว่าได้

          ปัจจุบันอุปกรณ์ที่เรียกว่า VR ได้พัฒนาออกมาเพื่อใช้งานได้จริงแล้วในหลากหลายวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะในด้านความบันเทิงนั้น VR ได้เข้ามาเติมเต็มความสนุกสนานของผู้ใช้ให้ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดูภาพยนตร์หรือเล่นเกมนั่นเอง ซึ่งการนำมาเล่นเกมนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมากด้วยการดึงจินตนาการของผู้เล่นให้ออกมาในรูปแบบของจริงให้มากที่สุด ในตอนนี้ก็มีแบรนด์ผลิตอุปกรณ์เกมออกมามากมายไม่ว่าจะเป็น Sony ที่มี PlayStation VR หรือ HTC ที่มี HTC Vive ออกมาให้ได้ใช้งานกัน ซึ่งเหล่าบรรดานักเล่นเกมทั้งหลายต่างก็ชื่นชอบ และให้ผลตอบรับเป็นอย่างดี เพราะว่าได้ประสบการณ์ความตื่นเต้นแปลกใหม่ในการเล่นเกม นอกจากนี้ยังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่นหลายๆ ที่เช่นสวนสนุกระดับโลกก็มีการใช้ VR เสริมกับอุปกรณ์ที่ต่อเข้ากับร่างกายเพื่อความสมจริงภายในเกม

          อุปกรณ์ VR ยังสามารถใช้ส่วนที่เป็นจอของสมาร์ทโฟนเพื่อให้ความบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ ได้อีก อย่างจอของเครื่อง iphone 6s plus ราคาตอนนี้ไม่แพงก็สามารถประกอบเข้าไปตรงส่วนนี้ได้ สามารถเล่นเกมหรือดูคอนเทนท์ต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลายเลยทีเดียว

          3. เครื่องแปลภาษา

          ใครที่เป็นแฟนการ์ตูนหรือภาพยนตร์เกี่ยวกับความล้ำหน้าต่าง ๆ อาจจะเห็นเครื่องมือที่ใช้แปลภาษาซึ่งในการ์ตูนอย่างเรื่องโดราเอม่อนก็จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าวุ้นแปลภาษานั่นเอง โดยในปัจจุบันเครื่องมือชนิดนี้ได้เปลี่ยนลักษณะมาเป็นทั้งแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนหรือเป็นลักษณะคล้าย Gadget แค่เพียงพิมพ์หรือพูดภาษาของเราเข้าไปในเครื่องและเลือกภาษาที่จะแปลออกมาซึ่งสามารถทำให้การท่องเที่ยวในต่างประเทศหรือการสื่อสารกับชาวต่างชาตินั้นเป็นไปได้อย่างราบลื่นยิ่งขึ้น

          ซึ่งการพัฒนาของแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนหรือ Gadget เหล่านี้นั้นสามารถมีฐานข้อมูลได้หลากหลายภาษาทั่วทุกมุมโลกที่ไม่ใช่ภาษาหลักหรือสากล ซึ่งเป็นผลดีกับการท่องเที่ยวของโลกมากยิ่งไปกว่านั้นอาจจะต่อยอดไปถึงการสื่อสารและความเข้าใจอันดีของแต่และเชื้อชาติและภาษาได้อีกทางนึงเลย

                    นี่คือเรื่องราวของเทคโนโลยีในภาพยนตร์ที่มีขึ้นในชีวิตจริง จะเห็นได้ว่าจินตนาการของมนุษย์นั้นสามารถต่อยอดไปได้ไกลในหลาย ๆ เรื่องจนเกิดเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์มากมายจริง ๆ น่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้ที่ชื่นชอบในโลกของภาพยนตร์หรือผู้ที่ชื่นชอบในโลกของเทคโนโลยีนะครับ

อัพเดทฟีเจอร์ครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งกับ Samsung Galaxy Note 9

Samsung Galaxy

เป็นอย่างที่เรารู้กันว่า Samsung Galaxy Note 9 กำลังจะเปิดตัวในวันที่ 9 สิงหาคม 2561 ซึ่งจากคลิปวีดีโอที่เพิ่งเปิดตัวไปนั้น สังเกตได้ว่าจะเห็นแค่เพียงปากกา S Pen เท่านั้น อาจจะเป็นไปได้ว่า Galaxy Note 9 มีการอัพเดตเกี่ยวกับปากกา S Pen เป็นหลัก ทั้งนี้ ก่อนที่ Samsung จะเดินทางมาถึง Galaxy Note 9 อย่างในปัจจุบัน ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวกับการแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดมาอย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นด้านคู่แข่งหรือรูปแบบสินค้า

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า Galaxy Note เป็นสมาร์ทโฟนที่มีจุดเด่นชัดเจน และเป็นที่นิยมในอันดับต้นๆ ไม่แพ้ตระกูล Galaxy S ด้วยความนิยมนี้เองทำให้ Galaxy Note พัฒนารุ่นใหม่ๆ ออกมาได้อย่างต่อเนื่องทุกปี

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2011 Galaxy Note เป็นสมาร์ทโฟนที่เปิดตัวออกมาแบบไม่เหมือนใครในยุคนั้น โดยเป็นมือถือ Android จอใหญ่รุ่นแรกที่ไม่ใด้โฆษณาตัวเองในฐานะแท็บเล็ต  และมาพร้อมกับปากกาสไตลัส ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่ในยุคนั้น เนื่องจาก iPhone ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนด้วยหน้าจอทัชสกรีน ที่รองรับการควบคุมด้วยปลายนิ้วมืออย่างแม่นยำ และเป็นธรรมชาติ ปากกาสไตลัสจึงกลายเป็นส่วนเกินของสมาร์ทโฟน ไม่เป็นที่นิยมในขณะนั้น

อย่างไรก็ตาม ปากกาสไตลัสของ Galaxy Note รุ่นแรกก็ไม่ใช่ปากกาธรรมดาๆ เพราะใช้เทคโนโลยีของ Wacom ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องแท็บเล็ตวาดรูป มีความแม่นยำสูง  และยังตรวจจับปลายปากกาได้ขณะจ่ออยู่เหนือหน้าจอในระยะใกล้ โดยไม่จำเป็นต้องแตะลงบนจอ ทำให้ Galaxy Note รุ่นแรกสุดสร้างความโดดเด่นในตลาดให้ตัวเองได้ ปากกา S Pen รุ่นแรกรองรับแรงกดได้ 256 ระดับ ซึ่งทำให้ S Pen ทำได้มากกว่าแค่กดไอคอนบนหน้าจอเฉยๆ นั่นคือ การเขียนด้วยลายมือแบบสมจริง ที่ผู้ใช้สามารถควบคุมน้ำหนักลายเส้นหนัก-เบาได้ตามแรงกด

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Samsung พบว่าเป็นการเดินทางที่ถูกต้อง จึงได้ทำการอัพเกรดปากกา S Pen อย่างต่อเนื่องใน Samsung Galaxy Note รุ่นต่อๆ มา รวมถึงในปี 2014 Samsung ได้เปิดตัว Galaxy Note Edge ที่มาพร้อมกับดีไซน์จอขอบโค้งซึ่งเป็นอะไรที่ใหม่มากๆ ในยุคนั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของฟีเจอร์จอขอบโค้ง (Edge) อันเป็นเอกลักษณ์ของสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy S  และ Galaxy Note ในปัจจุบัน

ปัจจุบันถึงเวลาการกลับมาอีกครั้งของสมาร์ทโฟนตระกูล Note ความเป็นไปได้ที่จะทำให้ Galaxy Note 9 เป็นที่สนใจ นอกจากการอัพเดตปากกาอย่าง S Pen แล้ว ยังมีเรื่องของระบบต่างๆ ภายในเครื่อง เช่น การสแกนอัจฉริยะ (Intelligent Scan) คือ หนทางใหม่ในการปลดล็อคหน้าจอของค่าย Samsung จากรุ่น Galaxy S9/S9+ เพื่อรวมการสแกนใบหน้า และม่านตาเข้าด้วยกันเพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม ซึ่งปัญหาหลักของเทคโนโลยีนี้คงเป็นการป้องกันที่ยังไม่เพียงพอสำหรับแอพพลิเคชั่นด้านธุรกรรมการเงินที่มีการจำแนกเพียงมิติเดียว แต่ทั้งหมดนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงใน Galaxy Note 9 ด้วยการใช้ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 845 ที่อาจพร้อมสำหรับฟีเจอร์แยกแยะตำแหน่งในใบหน้าสูงสุด 50,000 จุด (iPhone X ได้สูงสุด 30,000 จุด) รวมไปถึงเทคโนโลยีสแกนม่านตาที่ต้องปรับปรุงให้มีมิติมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีระบบอัจฉริยะอย่าง “Bixby” ผู้ช่วยอัจฉริยะที่มีอยู่ในรุ่นท็อปอย่าง Galaxy S8/S8+  และ Note 8 ได้กลายเป็นตัวช่วยให้มีความสะดวกสบายกับผู้ใช้งานมากขึ้น ทั้งยังมีปุ่มเพื่อเรียกใช้งาน Bixby โดยเฉพาะอีกด้วย แต่หากใครที่ไม่ได้ใช้ ปุ่มด้านข้างตัวเครื่องปุ่มนี้ก็จะกลายเป็นปุ่มที่ไร้ประโยชน์ทันที ดังนั้น หากบริษัทได้เปลี่ยนแผนเพิ่มตัวเลือกการใช้งานในปุ่มดังกล่าวเข้าไปใน Galaxy Note 9 นั่นจะกลายเป็นฟีเจอร์ที่แปลกใหม่ และน่าสนใจกว่าเดิม


นอกจากนี้ ความน่าสนใจอีกอย่างคือสำนักงานตรวจสอบคุณภาพอุปกรณ์ไอทีของประเทศบราซิล National Telecommunications Agency in Brazil ยืนยันว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ Galaxy Note 9 จะมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุขนาดใหญ่ มีความจุถึง 4,000 mAh

ทั้งนี้ นี่เป็นแค่เพียงรายละเอียดแบบคร่าวๆ เท่านั้น ยังมีฟีเจอร์ และระบบที่น่าสนใจอีกมากมายจาก Galaxy Note 9 ที่พร้อมให้ทุกท่านลอง ต้องไปลองเองเท่านั้นถึงจะรู้ว่ารุ่นนี้เหาะสมกับเราแล้วหรือไม่ ด้วยฟีเจอร์ ระบบปฎิบัติการต่างๆ และ note 9 ราคา ก็อยู่ใชนช่วงที่เหมาะสม ทางเราคิดว่าสามารถดึงความสนใจจากทุกคนได้ไม่ยากเลยทีเดียว ต้องลอง!!

ความคุ้มครองที่คุ้มค่า Apple care

iphone x

Apple Care Protection Plan คือแผนบริการและความช่วยเหลือแบบครบวงจรที่ได้รับการสนับสนุนจาก Apple และเป็นการขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมจากบริการที่มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์ Apple ซึ่งเหมาะสมมากกับคนที่เลือกซื้อสินค้าจาก Apple ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ ไอ โฟน 5 ไล่จนกระทั่ง iphone x ราคาสูงๆ เลยทีเดียว ที่กล่าวไปว่าเหมาะสมเนื่องจากว่า ราคา ไอ โฟน 5s , ราคาไอโฟน7พลัส , ราคา iphone 8 , iphone 8 plus , iphone x รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ มีราคาที่ค่อนข้างสูง ทำให้มีมีประกันที่สามารถคุ้มครองได้ครอบคลุมก็ต้องย่อมรู้สึกปลอดภัย และมั่นใจมากกว่า

ซึ่ง Apple Care Protection Plan สำหรับ Mac หรือ จอภาพ Apple จะขยายระยะเวลาคุ้มครองเพิ่มจากเดิมเป็น 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ ซื้อ Mac หรือจอภาพ Apple และ Apple Care Protection Plan สำหรับ iPad หรือ iPod จะขยายระยะเวลาคุ้มครองเพิ่มจากเดิมเป็น 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อ iPad หรือ iPod

กล่าวคือ บริการ Apple Care คือ ประกันเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์นั้นๆ โดยปกติแล้วประกันของ Apple จะมีให้ 1 ปีสำหรับทุกอุปกรณ์ครอบคลุมตั้งแต่ที่ซื้อเครื่องมาโดยระบบจะยึดจากการ Activate เปิดใช้งานเครื่องเป็นหลัก

โดย Apple Care จะเสนอให้ลูกค้า Apple สามารถขยายเวลาการรับประกันสินค้าให้นานขึ้นได้ตามความต้องการ โดยระยะเวลาที่เพิ่มมานั้นจะแตกต่างกันดังนี้

iPhone, iPad, iPod touch, Apple TV เมื่อซื้อ Apple Care จะได้ประกันมาอีก 1 ปี ดังนั้นรวมของเดิมจะมีประกันทั้งสิ้น 2 ปี

อุปกรณ์ตระกูล Mac ทุกรุ่นเมื่อซื้อ Apple Care จะได้ประกันมาอีก 2 ปี ดังนั้นรวมของเดิมจะมีประกันทั้งสิ้น 3 ปี

โดยประกันที่เพิ่มมานี้จะคุ้มครองในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่อาจจะเกิดปัญหาในอนาคตทำให้ผู้ใช้งานอุ่นใจว่าหากอุปกรณ์มีปัญหาแล้วจะยังได้รับการดูแลจาก Apple เป็นอย่างดี

ในส่วนของการซื้อแผน Apple Care เพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์ของ  คือโดยปกติแล้วอุปกรณ์ Apple ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับการรับประกันแบบจำกัด

และบริการช่วยเหลือแบบไม่คิดค่าใช้จ่ายสูงสุด 90 วัน หากอุปกรณ์ของ เข้าเกณฑ์  จะสามารถซื้อ Apple Care+ หรือ Apple Care Protection Plan สำหรับความคุ้มครองเพิ่มเติมได้

วิธีซื้อแผน Apple Care ออนไลน์มีสองวิธี ดังนี้

ป้อนหมายเลขประจำเครื่องของอุปกรณ์ของ เพื่อค้นหาว่า สามารถซื้อ AppleCare แผนใดได้

ลงชื่อเข้าใช้บริการช่วยเหลือของฉันเพื่อดูอุปกรณ์ Apple ทั้งหมดของ ที่เข้าเกณฑ์สำหรับแผน Apple Care  จะเห็นตัวเลือกสำหรับซื้อแผน Apple Care ที่แสดงอยู่ด้านล่างอุปกรณ์ที่เข้าเกณฑ์ หากอุปกรณ์ของ เข้าเกณฑ์สำหรับแผน Apple Care แต่ไม่สามารถซื้อออนไลน์ได้ ตัวเลือกอื่นๆ มีดังนี้

ติดต่อฝ่ายบริการช่วยเหลือของ Appleไปที่ Apple Store หรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต

จากดังกล่าวข้างต้น นอกจาก Apple Care แล้ว ยังมี Apple Care+ สำหรับ Apple Care หรือ Apple Care Protection Plan เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า เป็นบริการขยายความคุ้มครองให้กับผลิตภัณฑ์ Apple ของ ให้ยาวนานขึ้นกว่าเดิมจากระยะประกันปกติ 1 ปี

ซึ่งจะคุ้มครองเฉพาะอุปกรณ์ iPad เป็นเวลา 2 ปี, Mac เป็นเวลา 3 ปี, iPod touch เป็นเวลา 2 ปี, จอภาพ Apple เป็นเวลา 3 ปี และ Apple TV เป็นเวลา 2 ปี นับจากวันที่ซื้อ โดยจะคุ้มครองในเรื่องของฮาร์ดแวร์ เช่น ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วน สามารถส่งเคลมได้ที่ศูนย์บริการ iCare สาขาใกล้บ้าน  

รวมถึงบริการช่วยเหลือด้านซอฟต์แวร์ผ่านโทรศัพท์ ซึ่งผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในความคุ้มครองสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญของ Apple ได้ตลอด สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลและซื้อประกันเพิ่มเติมได้ผ่านทางเว็บไซต์ Apple Care ภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่ซื้ออุปกรณ์

ในขณะที่ Apple Care+ นั้น ก็เป็นอีกหนึ่งบริการขยายความคุ้มครองให้กับผลิตภัณฑ์ Apple เช่นเดียวกัน แต่ให้ระยะเวลายาวนานขึ้นกว่าเดิมจากระยะประกันปกติ 1 ปี ที่คุ้มครองเฉพาะอุปกรณ์ iPhone เป็นเวลา 2 ปี, iPad เป็นเวลา 2 ปี, Mac เป็นเวลา 3 ปี, iPod touch เป็นเวลา 2 ปี, Apple Watch เป็นเวลา 2 ปี, Apple Watch Edition และ Apple Watch Hermès เป็นเวลา 3 ปี นับจากวันที่ซื้อ

โดยจะคุ้มครองทั้งทางด้านเทคนิคและด้านฮาร์ดแวร์ รวมถึงบริการช่วยเหลือด้านซอฟต์แวร์ผ่านโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญของ Apple ได้ตลอดเช่นเดียวกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ในส่วนของการรับประกัน Apple Care+ นี้ ไม่เปิดจำหน่ายให้กับผู้ใช้งานในประเทศไทย

แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในต่างประเทศและใช้เครื่องต่างประเทศที่รองรับการคุ้มครอง สามารถดูข้อมูลและซื้อประกันเพิ่มเติมได้ผ่านทางเว็บไซต์ Apple Care+ ภายในระยะเวลา 60 วันและ 30 วัน (สำหรับประเทศญี่ปุ่น) นับจากวันที่ซื้ออุปกรณ์

สรุปสิ่งที่แตกต่างระหว่าง Apple Care กับ Apple Care+ ก็คือเรื่องของอุปกรณ์ที่คุ้มครองไม่เหมือนกัน โดย Apple Care ที่มีขายในประเทศไทย คุ้มครองผลิตภัณฑ์ของ Apple น้อยกว่า Apple Care+ ที่ขายในต่างประเทศ 2 อุปกรณ์ คือ Apple Watch และ iPhone แต่ Apple Care สามารถซื้อประกันเพิ่มเติมนับจากวันที่ซื้ออุปกรณ์ไปแล้วได้ภายใน 1 ปี ส่วน Apple Care+ จำกัดระยะเวลาเพียง 30-60 วันเท่านั้น ส่วนด้านการดูแล รวมถึงระยะเวลาการรับประกันเหมือนกัน

ทะลุ 10 ล้านเครื่องกับ huawei p20

huawei p20

            เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเลยนะคะสำหรับการเปิดตัว“huawei p20” ซึ่งต้องยอมรับจริงๆว่าการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือของหัวเว่ยในครั้งนี้นั้นค่อนข้างที่จะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแบบสุดๆกันไปเลยค่ะทุกคน สำหรับใครหลายคนก็คงจะทราบดีว่าหัวเว่ยคือบริษัทที่สุดยอดในเรื่องของการคิดค้นผลิตโทรศัพท์มือถือที่มีนวัตกรรมที่ล้ำและทันสมัยอยู่เรื่อยมา เรียกได้ว่านี่แหละคือสมาร์ทโฟนที่สุดยอดจากประเทศจีนนั่นเอง

               เมื่อเกิดการเปิดตัว huawei p20 ขึ้นอย่างเป็นทางการที่เรียกว่าสุดยอดแล้ว แต่สิ่งที่สุดยอดกว่านั้นคือ สมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20 นั้นได้ทำยอดขายทะลุเป้ามาก ซึ่งการขายสมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพียงแค่ห้าเดือนหลังจากเปิดตัวนั้นก็ทำยอดขายได้ทะลุสิบล้านเครื่องกันเลยทีเดียว สิบล้านเครื่องนี่ถือว่าเยอะมากๆเลยนะคะ เรียกได้ว่าสมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20นั้นเป็นโทรศัพท์มือถือระดับแฟล็กชิปที่ช่วยให้เหล่าคนที่มีความชื่นชอบการถ่ายภาพนั่นเองค่ะ และภาพที่ออกมานั้นเรียกได้ว่าคุณภาพมากถึงมากที่สุด เราเลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมยอดขายของสมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20ถึงได้เยอะขนาดนี้

               เรียกได้ว่าไม่ใช่แค่ระดับเอเชียที่ให้ความสนใจกับบริษัทหัวเว่ยนะคะ แต่รวมไปถึงในโซนยุโรปตะวันตกที่ให้ความสนใจสมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20เช่นกันค่ะ หลายๆคนคงอยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าทำไมสมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20ถึงได้รับกระแสตอบรับรวมถึงยอดการขายที่มากมายขนาดนี้ วันนี้เราจะมาบอกสิ่งที่โดดเด่นและน่าสนใจของสมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20กันค่ะ

               จุดเด่นที่ทำให้คนทั่วโลกสนใจสมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20

   • กล้องหลัง 3 ตัวโดย Leica

   แค่พอได้ยินคำว่ากล้อง Leica ก็ร้องดีใจกันเสียงหลงกันแล้วนะคะ ขึ้นชื่อว่ากล้อง Leica ยังไงก็ต้องนึกถึงคุณภาพที่มีความเจ๋งไม่เหมือนแบรนด์ไหน ด้วยความที่ Leica มีชื่อเสียงมากในเรื่องกล้อง แถมมีราคาแพง แต่ที่อึ้งกว่าก็คือมีกล้อง Leica อยู่ในสมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20เนี่ยแหละค่ะที่สร้างความตื่นเต้นให้กับคนทั่วโลก ซึ่งสมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20นั้นมีกล้อง Leica สามตัวที่อยู่ในส่วนของกล้องหลังนั่นเอง รับรองได้ว่าเป็นความพิเศษของสมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20จริงๆ โดยกล้อง Leica ประกอบไปด้วยเลนส์ Telephoto ซึ่งมีความรายละเอียดถึงแปดล้านพิกเซล ซึ่งสามารถใช้ถ่ายระยะไกลได้อย่างสบายๆ ซึ่งอยู่คู่เลนส์ RGB ที่มีความละเอียดสี่สิบล้านพิกเซล และในส่วนของเลนส์อีกตัวนั้นจะเป็นเลนส์ Mono นั่นเองค่ะ ซึ่งเอาไว้ใช้ถ่ายรูปขาวดำที่มีความระเอียดถึงยี่สิบล้านพิเซล เรียกได้ว่าถ้าเอาจำนวนพิกเซลมาบวกๆรวมๆกันนั้น สมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20 จะมีกล้องที่รายละเอียดรวมกันถึง 68 ล้านพิกเซลเลยค่ะ

      • กล้องหน้า 3D Portrait Lighting

   นอกจากกล้องหลังของสมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20 ที่ได้สร้างความฮือฮากันไปแล้ว เรามาดูคุณสมบัติของกล้องหน้าสมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20กันดีกว่า ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ความละเอียดของกล้องหน้านั้นมีถึงยี่สิบสี่ล้านพิกเซล ซึ่งแน่นอนว่าใครที่รักการถ่ายรูปแบบเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอนั้นก็ต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน และด้วยความเป็นหัวเว่ยนั่นเองที่ความธรรมดาไม่ได้มีอยู่แค่นั้น เพราะสมาร์ทโฟนหัวเว่ย รุ่นพี 20มีโหมด 3Dด้วยนะคะ ซึ่งโหมดนี้เรียกว่าโหมด 3D Portrait Lighting ที่มีความสามารถพิเศษในเรื่องของการถ่ายรูปบุคคลโดยการจัดแสงให้ตกลงในมุมใดก็ได้นั่นเองค่ะ

   • Huawei AI Image Stabilization

   หัวเว่ย รุ่นพี 20นั้นมาพร้อมกับระบบกันสั่นที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า Huawei AI Image Stabilization หรือเรียกสั้นๆว่า Huawei AIS นั่นเองค่ะ ต้องบอกเลยว่าหัวเว่ย รุ่นพี 20ทานร่วมกับ AI ที่มีความชาญฉลาดนั่นเอง ไม่ว่าคุณอยากจะถ่ายรูปหรืออยากจะถ่ายวีดีโอก็สามารถทำได้ทุกสถาณการณ์นั่นเอง ยกตัวอย่างง่ายๆนะคะ ถ้าคุณอยากจะถ่ายรูปสวยๆในเวลากลางคืนนั้นก็สามารถถ่ายได้โดยไม่ต้องแบกขาตั้งกล้องไปด้วยซ้ำ เพราะว่ารูปออกมาจะไม่มีการสั่นไหวอย่างแน่นอน เชื่อมือหัวเว่ยได้เลยค่ะ