จุดเด่นของกล้อง Canon EOS M10 ที่คุณห้ามพลาด

canon eos m10

ในปัจจุบันนี้การที่เราจะครอบครองกล้องมิลเลอร์เลสอย่างกล้อง canon eos m10นั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วนะคะ ใครที่มีความรู้สึกที่อยากจะลองอะไรใหม่ๆเพราะอาจจะมีความรู้สึกเบื่อกับการถ่ายรูปด้วยอุปกรณ์ถ่ายรูปแบบเดิมๆอย่างกล้องจำพวก DSLR รวมถึงการถ่ายรูปผ่านโทรศัพท์มือถือเช่นกัน ต้องขอบอกเลยว่ากล้องมิลเลอร์เลสสุดเจ๋งที่มาพร้อมลูกเล่นใหม่ๆอย่างกล้องมิลเลอร์เลส canon eos m10 นั้นก็คงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้อย่างแน่นอน

นวัตกรรมใหม่ล่าสุดของกล้อง canon eos m10 ที่เป็นกล้อง Mirrorless นั่นเองค่ะ ในส่วนของหน้าตากล้องตัวนี้ ถ้ามองเผินๆก็คือกล้องคอมแพคดีๆนี่เองค่ะ ใครที่อยากได้กล้องที่พกพาง่าย ถือแล้วไม่หนักมือ น้ำหนักเบา สะดวกสบายในการถ่ายรูปแถมคล่องตัวในการที่จะเอาไปไหนมาไหน และกล้องรุ่นนี้ไม่ค่อยมีปุ่มเยอะแยะเหมือนกล้องรุ่นอื่นๆ และใครที่ชอบถ่ายรูปแบบเซลฟี่นั้นคงเป็นที่ถูกใจใครหลายๆคนแน่นอนค่ะ เพราะกล้องแคนนอนตัวนี้สามารถพลิกจอขึ้นมาเซลฟี่ได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องมานั่งเล็งว่ากล้องจะถ่ายรูปตรงกับหน้าเรารึเปล่า หรือกังวลว่ารูปจะตกขอบรึเปล่า รูปจะเอียงไหม ซึ่งการที่เราจะถ่ายเซลฟี่แล้วจอพลิกได้นี่น่าจะเป็นถูกใจของใครหลายๆคนอย่างแน่นอนเลยนะคะ เพราะไม่ต้องเล็งให้เหนื่อยและขอบอกเลยว่าแคนนอนรุ่นนี้น่าจะเหมาะกับคนหลายๆคนที่มี Lifestyle แบบนี้อย่างแน่นอนค่ะ

และใครที่กำลังมองหาซื้อกล้องมิลเลอร์เลสรุ่นนี้ของแคนนอนอยู่นั้นก็คงอยากจะรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติสุดเจ๋งและคุณสมบัติที่โดดเด่นๆอย่างชัดๆของกล้องตัวนี้ใช่ไหมล่ะคะ วันนี้เราเลยจะบอกลูกเล่นที่โดดเด่นของกล้องรุ่นนี้ให้ใครที่สนใจอยากซื้อกล้องตัวนี้จริงๆได้ฟังกันว่ามีความเจ๋งอะไรที่คุณต้องรู้บ้าง

จุดเด่นของกล้อง แคนนอน รุ่น EOS M10 ที่คุณห้ามพลาด!

• ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้

   ใครจะไปเชื่อล่ะคะว่ากล้องแคนนอนรุ่น EOS M10 สามารถถอดเลนส์เปลี่ยนเลนส์ได้ เพราะถ้าเรามองจากภายนอกนั้น กล้องแคนนอนรุ่นนี้ก็เหมือนกล้องคอมแพคตัวจิ๋วที่ไม่น่าจะมีลูกเล่นในการเปลี่ยนเลนส์ได้เลยสักนิด แต่ความจริงแล้วกล้องมิลเลอร์เลสเปลี่ยนเลนส์ได้นะคะ บอกเลยว่าใครที่ชอบเปลี่ยนเลนส์ในการถ่ายรูปคงจะถูกใจแน่นอน

• จอสามารถ Touch Screen ได้

   กล้องมิลเลอร์เลสของแคนนอนรุ่นนี้สามารถทัชสกรีนได้นะคะทุกคน ซึ่งกล้องรุ่นนี้มาพร้อมจอแอลซีดีที่มีขนาดสามนิ้ว แต่ความอัดแน่นนั้นมีความระเอียดสูงถึง 1.04 ล้านพิกเซลเลยนะคะ และมีคุณสมบัติแต่งภาพได้อีกด้วย โดยการแต่งภาพนั้นเราสามารถปรับแต่งภาพที่เราถ่ายได้โดยใช้แถบสไลดด์บน Touch Screen นั่นเองค่ะ โดยการปรับแต่งนั้น เราสามารถปรับคอนทราสต์รวมถึงความคมชัดของภาพถ่ายได้ รวมถึงการปรับแต่งรูปภาพให้ออกมาตามที่เราต้องการได้เลย

• เอาใจคนชอบถ่ายรูปเซลฟี่

   ด้วยความที่แคนนอนต้องการเอาใจคนรักการถ่ายรูปแบบเซลฟี่นั้นบอกเลยว่าแคนนอนได้คิดค้นคุณสมบัติของกล้องรุ่นนี้ที่สามารถพลิกจอเพื่อถ่ายรูปเซลฟี่ได้ รวมถึงยังมีฟีเจอร์ในการถ่ายรูปโหมดนี้ซึ่งเราสามารถปรับความเรียบเนียนของผิวได้เวลาเซลฟี่ รวมถึงปรับความสว่างว่าอยากได้ขาวขนาดไหน หน้าชัดหลังเบลอก็สามารถทำได้ ตั้งเวลาถ่ายภาพก็สามารถทำได้อีกเช่นกัน บอกเลยว่าฟีเจอร์ของกล้องตัวนี้ต้องถูกอกถูกใจสำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายเซลฟี่อย่างแน่นอนค่ะ

• มีค่า ISO สูง

   สำหรับค่า ISO ของกล้องมิลเลอร์เลสตัวนี้มาพร้อม ISO 100 – 12800 เลยนะคะ และเท่านั้นยังไม่พอ ISO ของกล้องแคนนอนรุ่น EOS M10 สามารถขยาย ISO ได้อีก 25600 เลยค่ะ ซึ่งเยอะมากๆสำหรับกล้องขนาดจิ๋วตัวนี้ ยิ่งถ้าเราชอบที่จะถ่ายรูปที่แสงน้อยๆนั้น ขอบอกเลยว่าสบายมากหายห่วง เพราะในเรื่องของเทคนิคแล้ว เมื่อค่า ISO มีความต่ำเท่าไหร่ ความไวของแสงนั้นก้จะมีความน้อยลงเท่านั้น และเราปรับ IOS ให้ค่ามันสูงๆไว้ก็จะเพิ่มในเรื่องความไวต่อแสงของกล้องนั่นเองค่ะ บอกเลยว่าภาพที่ออกมานั้นมีคุณภาพและไม่เบลออย่างแน่นอน

วงการ E-Sport ไทย ไปไกลได้มากกว่าที่คิด

"Logitech"

               คำว่าเกมในความคิดของผู้ใหญ่ในสมัยอดีตนั้นอาจจะเป็นเหมือนยาพิษที่หอมหวานแต่มีโทษร้ายแรงสำหรับเด็กและเยาวชน แต่ด้วยวันเวลาและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เกมก็ได้นำมายกระดับเป็นการแข่งขันที่เป็นมาตรฐานสร้างรายได้ให้กับผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักกีฬา อุปกรณ์สำหรับการเล่นเกมก็ถูกผลิตเฉพาะทางมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ “Logitech” หรือ Razer เป็นต้น ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนก็หันมาเข้าใจวงการนี้กันมากขึ้น

          แต่ภาพรวมที่ดูว่าค่อนข้างสวยงามของวงการ E-Sport ไทย หนทางข้างหน้าในการจะได้รับการยอมรับในวงกว้างนั้นยังคงต้องได้รับการสนับสนุนและได้รับความเข้าใจของอีกหลาย ๆ ฝ่าย ดังนั้นเราจะมารู้จัก E-Sport ให้ดีขึ้น

          E-Sport มีความหมายในภาษาไทยว่ากีฬาอิเล็กทรอนิกส์นั่นเอง เป็นการแข่งขันเกมของคนที่มีมากกว่า 2 คนขึ้นไปผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์หรือว่าจะเป็นเครื่องคอนโซลที่มีอุปกรณ์รองรับตามความถนัดของแต่ละคนอย่างเช่นจากผู้ผลิตแบรนด์ “Logitech” นั่นเอง เป็นการต่อยอดการเล่นเกมแบบเดิม ๆ ที่เล่นเพื่อความสนุกสนานมาเป็นการเล่นเพื่อหาผุ้ชนะและมีรางวัลให้เหมือนกับการแข่งขันกีฬาประเภทอื่น ๆ นั่นเอง

          โดยรูปแบบของเกมที่นำมาเล่นนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น เกมวางแผนการรบ (RTS) เกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (FPS) เกมต่อสู้ (Fighting) หรือเกมต่อสู้กับผู้เล่นหลายคน (MOBA) เป็นต้น ซึ่งมีทั้งการจัดการแข่งขันทั้งเป็นรายคนและรายทีม และมีการจัดทัวร์นาเมนต์จัดลีคให้แฟน ๆ ได้ติดตามกัน

          จุดเด่นที่น่าสนใจของ E-Sport อีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือนักกีฬาทุกคนจะเป็นใครก็ได้ไม่จำกัดอายุ เพศ ขอแค่มีความตั้งใจจริงและมีเวลาฝึกซ้อมอย่างเป็นวินัย ซึ่งนักกีฬา E-Sport ระดับโลกหลาย ๆ คนนั้นก็ยังเป็นเยาวชนอยู่เลย

          ในไทยนั้น E-Sport ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งให้จัดตั้งเป็นสมาคมจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในวันที่ 17 ตุลาคม 2560 และได้ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย (Thailand e-Sports Federation หรือ TESF)

          ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมาหลังจากได้จัดตั้งสมาคมอย่างเป้นทางการ E-Sport ก็ได้รับการจับตามองจากหลาย ๆ ฝ่ายในประเทศไทยมาก ผู้ที่ไม่เคยสนใจเล่นเกมแม้กระทั่งผู้ใหญ่ก็เริ่มหันมาเล่นกันมากขึ้น เนื่องจากช่องทางการเล่นที่สะดวกสบายขึ้นถ้าใครมี Smartphone ก็สามารถเล่นได้ รวมถึงความเร็วของอินเตอร์เน็ตที่รวดเร็วมากขึ้น จนในปัจจุบันคาดว่ามีผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักกีฬาประมาณ 5000 คน

          การพัฒนาของ E-Sport ไทยในปัจจุบันนั้นได้พัฒนาไปในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันในรายการระดับสากลที่จัดโดย สมาพันธ์ E-Sport โลก อย่าง BUSAN 9th E-Sport 2017 World Championship ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งในรายการดังกล่าวนักกีฬาไทยก็สามารถคว้าเหรียญเงินจากเกม TEKKEN 7 ได้สำเร็จ

               ต่อมาใน Asian Games 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซียนักกีฬา E-Sport ไทยก็ได้เข้าร่วมการแข่งขัน 3 เกม นั่นก็คือ Hearthstone, RoV และ StarCraft II ถึงแม้จะไม่ได้เหรียญรางวัลใด ๆ เลยก็ตามแต่ก็เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้เข้าแข่งขันเป็นอย่างมาก

          E-Sport นอกจากจะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศและสร้างกิจกรรมให้เยาวชนแล้วยังสามารถสร้างธุรกิจได้มากมาย อย่างเช่นสื่อหลักในปัจจุบันที่ไม่ได้ยึดติดกับโทรทัศน์หรือวิทยุอีกต่อไป ทำให้มีผู้ที่เรียกตัวเองว่า Caster หรือ Streamer ที่นำเกมมาเล่นให้ผู้ที่ชื่นชอบได้ดูผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งแต่ละคนก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสร้างกระแสให้วงการได้มากมาย และมีรายได้จากสปอนเซอร์อีกด้วย

          ธุรกิจการขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ก็กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ซบเข้าเพราะการเข้ามาของ Smartphone พักหนึ่ง โดยแบรนด์ผู้ผลิตอย่างเช่น Logitech ที่ผลิตเกมมิ่งเกียร์ก็ออกสินค้ามารองรับมากมาย ตัวแทนจำหน่ายก็ได้คึกคักกับสถานการณ์ที่ส่งสัญญาณอันสดใสดังกล่าว

          ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ที่แทบจะต้องปิดกันไปหมดแล้วก็ได้ฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเพราะความคึกคักของวงการเกมที่มีมากขึ้น จากคนที่แห่ไปเล่น Smartphone กันหมดก็กลับมาเล่นเกม PC กัน

          เห็นไหมครับว่าวงการ E-Sport ไทย นั้นไปไกลได้มากกว่าที่คิดไว้ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รักการเล่นเกมก็เตรียมหยิบอุปกรณ์เกมจาก Logitech มาและไปสนุกกันเลยนะครับ

ปรับปรุงใหม่กับระบบที่จับต้องได้ iPhone 6s

iPhone 6s

ยุทธศาสตร์ของแอปเปิ้ลที่เรารู้มาตลอดคือวางตัวเองเป็นสินค้าหรูหรา มีระบบที่แข็งแกร่งทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ มีการออกแบบอย่างละเมียดละไม ใส่ใจในรายละเอียด ทำให้สามารถวางผลิตภัณฑ์ไว้ในระดับราคาที่สูงกว่าคู่แข่งได้ตลอด แต่หลังๆ ความแตกต่างของ iPhone กับ Android Phone อื่นๆ เริ่มลดลงเรื่อยๆ ถึงปัจจุบัน Android ก็ยังไม่นิ่งในระดับที่วางใจว่าเครื่องจะไม่อืด ไม่ค้างในยามคับขันได้แบบ ไอโฟนแต่ช่องว่างเหล่านี้ก็ถูกถมไปเรื่อยๆ เมื่อกูเกิ้ลขยันพัฒนา Android รุ่นใหม่ที่เก็บรายละเอียดไปได้เยอะแล้ว ซึ่งในปีหน้าที่สมาร์ทโฟนรุ่นท็อปน่าจะมาพร้อม Android 6 marshmallow เหตุผลที่จะซื้อ iPhone ก็ยิ่งลดลง แต่อย่างว่าของดีก็คือของดีอยู่วันยังค่ำ หลังจากบริษัทได้ทำการเปิดตัว iphone 6s ที่มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย มาดูกันดีกว่าว่ามีฟังก์ชันอะไรบ้างที่น่าจับตามองใน ไอโฟน6s

iphone 6s มีชิปประมวลผล A9 และ M9 : ชิปประมวลผล A9 เป็นชิปรุ่นที่ 3 ที่รองรับ 64 bit และทางบริษัทโชว์ความสามารถของชิป A9 นี้ว่า สามารถประมวลผลได้รวดเร็วกว่ารุ่นก่อน 70 เปอร์เซ็นและปรับปรุงคุณภาพการประมวลผลด้านกราฟฟิกขึ้นถึง 90 เปอร์เซ็น เมื่อเปรียบเทียบกับชิป A8 ใน iPhone 6 ส่วนชิป M9 เป็นชิปที่คอยประมวลผลให้กับเซ็นเซอร์ด้านเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น Accelerometer, Compass, Gyroscope และ Barometer ซึ่งจะช่วยทำให้ประหยัดพลังงานนี้มากขึ้น เมื่อมีการเรียกใช้เซ็นเซอร์พวกนี้ นอกจากนี้ยังช่วยในการใช้ฟีเจอร์ “สวัสดี, Siri” ให้สามารถเรียก Siri ได้ตลอดเวลาโดยไม่จำเป็นต้องเสียบชาร์จอีกต่อไป

เปลี่ยนวัสดุตัวเครื่องใหม่ และมาพร้อมสีสันสดใสอย่างสีชมพู : นี่อาจจะเป็นฟีเจอร์ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงซักเท่าไหร่กับ ไอโฟน6s แต่บริษัทได้ทำการเปลี่ยนวัสดุตัวเครื่องใหม่ โดยเปลี่ยนมาใช้อะลูมิเนียมเกรด 7000 ที่มีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น และกระจกเปลี่ยนมาใช้กระจก Ion-X แบบเดียวกันกับ Apple Watch Sport และจุดเด่นของ iPhone 6s อีกอย่างหนึ่งก็คือบริษัทเพิ่มสี Rose Gold ขึ้นมาอีกหนึ่งสี

3D Touch และ Taptic Engine : สำหรับฟังก์ชั่น 3D Touch เป็นฟีเจอร์เด็ดที่สุดของ iPhone 6s เลยก็ว่าได้ 3D Touch เป็นเทคโนโลยีใหม่ทำให้หน้าจอสามารถแยกแยะแรงกดได้ ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานนั้นง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพียงแค่กดแรง ๆ ที่ไอคอน 1 ครั้ง Shortcut ต่างๆ จะโผลขึ้นมา ทำให้ลดจำนวนครั้งที่กด เพื่อจะเข้าเมนูที่ต้องการได้ส่วน Taptic Engine เป็นตัวที่จะคอยสั่นเตือนเบา ๆ เวลาเรากดลงไปบนหน้าจอแรง ๆ

กล้องด้านหลัง iSight Camera : จุดเด่นอีกอย่าง คือกล้องหลังถูกปรับปรุงใหม่ครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยคราวนี้บริษัทเพิ่มความละเอียดให้เป็น 12 ล้านพิกเซล นอกจากนี้ยังเปลี่ยนเซ็นเซอร์รับภาพใหม่ ให้สามารถถ่ายภาพได้มีความคมชัด สีสมจริงมากขึ้น และยังลด Noise ที่เกิดขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายวีดิโอบนความละเอียด 4K เพื่อตอบรับมาตรฐานจอ Retina Display ความละเอียดสูง รุ่นใหม่ ๆ อย่าง iMac และ iPad Pro ในส่วนของกล้องหน้า FaceTime Camera จะมาพร้อม Retina Flash คราวนี้บริษัทจัดเต็มจริงๆ เพราะกล้องหน้าของ iPhone6s เพิ่มความละเอียดเป็น 5 ล้านพิกเซล เพื่อตอบรับกระแสเซลฟี่ อีกทั้งยังมาพร้อมกับ Retina Flash คือการที่ใช้แสดงสว่างจากหน้าจอไอโฟน มาใช้แทนแฟลช เพื่อให้เวลาเซลฟี่หน้าก็จะสว่างสดใสมากยิ่งขึ้น

Live Photo เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่มีเฉพาะ iPhone6s เท่านั้น โดยหลักการทำงานของ Live Photo ก็คือไอโฟนจะถ่ายภาพแบบต่อเนื่องก่อนและหลังกดชัตเตอร์ ไม่ใช่การถ่ายวีดิโอ และนำภาพทั้งหมดที่ได้มาเรียงต่อกันเป็นภาพเคลื่อนไหวความยาว 1.5 วินาที คล้าย ๆ กับภาพ GIF แต่อยู่ในรูปแบบของ Motion JPEG ซึ่งไอโฟนจะทำการอัดเสียงแยกต่างหากและจะนำไปรวมกับไฟล์ภาพที่ได้ภายหลัง แต่คนส่วนมากก็กังวลว่าจะใช้พื้นที่ในการจัดเก็บมากกว่าปกติหรือไม่ ? คำตอบก็คือ Live Photo จะเซฟรูปพื้นฐานและจะเก็บข้อมูลของเฟรมอื่น ๆ เพียงแค่ส่วนที่มีการเคลื่อนไหวเท่านั้น ก็สามารถลดขนาดของภาพ Live Photo ไปได้บ้าง อย่างไรก็ตาม TechCrunch ได้ออกมารายงานว่ารูป Live Photo จะยังคงมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของภาพปกติอยู่ดี และสุดท้ายกับฟีเจอร์อย่าง Touch ID รุ่นใหม่ : Touch ID ใน iPhone6s ถูกปรับปรุงใหม่ให้สามารถตรวจจับลายนิ้วมือได้แม่นยำและรวดเร็วกว่ารุ่นก่อน ทำให้สามารถใช้งาน Apple Pay หรือปลดล็อกไอโฟนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ชนิดของสายชาร์จนั้นมีแบบไหนบ้าง

สาย ชาร์จ

               ในปัจจุบันสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเทคโนโลยีนั้นมีมากมายและมีให้เลือกอย่างหลากหลายที่อำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตที่จะให้มนุษย์อย่างเราๆได้ใช้งานกัน ถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่นโทรศัพท์มือถือกับ “สาย ชาร์จ” นั้นเป็นสิ่งของที่คู่กันอย่างกับกิ่งทองใบหยกเลยนะคะ ต้องขอบอกเลยว่าของสองสิ่งที่ต้องใช้พึ่งกันและกันนั้นบอกเลยว่าไม่มีของสิ่งไหนขาดกันและกันได้อย่างแน่นอน เพราะเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นไอโฟน, สมาร์ทโฟน, ไอแพด, แท็บเล็ต หรือ แอนดรอยด์ เป็นต้น บอกเลยว่าสิ่งเหล่านี้นั้น ถ้าไม่มีการใช้สาย ชาร์จในการชาร์จแบตเตอรี่ก็คงใช้งานกันไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะทุกอย่างที่กล่าวมาต้องมีการชาร์จไฟเพื่อใช้งานกันทั้งนั้นแหละค่ะ

               พอพูดถึง “สาย ชาร์จ” ขึ้นมาแล้วก็เกิดความสับสน สังเกตไหมคะว่าตามท้องตลาดนั้นมีการค้าขายและจำหน่ายสินค้าอย่างสายชาร์จแบตเตอรี่กันเยอะแยะมากมาย บางอย่างเรียกสายชาร์จเหมือนกันก็จริงๆ แต่หน้าตาของสายชาร์จก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไป หลายๆคนคงทราบดีว่าถ้าเราใช้โทรศัพท์มือถืออย่างไอโฟนนั้นก็จะต้องใช้สายชาร์จที่มีหัวเป็นแบบไหน แต่บางคนใช้โทรศัพท์มือถือที่เป็นแอนดรอยด์ก็จะใช้สายชาร์จที่มีลักษณะที่แตกต่างกันกับไอโฟนออกไป บางทีการที่ใช้สมาร์ทโฟนที่เป็นระบบแอนดรอยด์เหมือนกันแต่หัวชาร์จแบตเตอรี่กลับไม่เหมือนกันก็มีนะคะ เราเชื่อว่าหลายคนต้องเจอปัญหาที่เกิดจากความสับสนในเรื่องของที่ชาร์จแบตเตอรี่กันอย่างแน่นอนค่ะ

               ปัญหาที่ตามมาก็คงจะหนีไม่พ้นในเรื่องของการเข้าใจผิดที่คิดว่าซื้อสายชาร์จอันนี้มาแล้วทำไมหัวเสียบถึงมีความแตกต่างกัน ทำให้หลายคนอาจจะซื้อผิดกันบ่อยๆ พอซื้อผิดบ่อยๆก็เหมือนเสียเงินโดยใช่เหตุใช่ไหมล่ะคะ วันนี้เราเลยจะมาอธิบายให้กระจ่างกันเลยดีกว่าว่าสายชาร์จแต่ละหัวนั้นมีอะไรบ้าง และใช้งานอย่างไรบ้าง

   ชนิดของสายชาร์จนั้นมีแบบไหนบ้าง 

• สายชาร์จแบตเตอรี่แบบ Micro USB

   หลายคนคงไม่มีใครไม่รู้จักชนิดสาย Micro USBกันใช่ไหมล่ะคะ ขอบอกว่าสายชาร์จหัว Micro USB หาซื้อได้ง่ายมากตามร้านขายอุปกรณืไอทีทั่วไป เพราะสายชาร์จหัว Micro USB นั้นจะนิยมใช้กับโทรศัพท์มือถือที่เป็นระบบแอนดรอยด์(Android) หรือแบบ Windows Phone นั่นเองค่ะ บอกเลยว่าสายชาร์จหัว Micro USB นั้นเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเลยก็ว่าได้ถ้าเทียบกับสายชาร์จหัวแบบอื่น

• สายชาร์จแบตเตอรี่แบบ Lightning

   อันนี้ต้องขออนุญาตออกตัวก่อนเลยนะคะว่าใครที่เป็นสาวกไอโฟนแล้วก็คงต้องรู้จักสายชาร์จแบตเตอรี่แบบ Lightningกันเป็นอย่างดีแน่นอน และชนิดของสายชาร์จแบตเตอรี่แบบ Lightning นั้นสามารถใช้ชาร์จมือถือที่เป็นไอโฟนได้ตั้งแต่ไอโฟน 5, ไอโฟน 5s,ไอโฟน 5c,ไอโฟน 6,ไอโฟน 6s,ไอโฟน 7,ไอโฟน 7s,ไอโฟน 8,ไอโฟน X,ไอโฟน XS,ไอโฟน XS MAX,ไอโฟน XR รวมถึงไอโฟนที่เป็นรุ่น Plus ด้วยค่ะ แต่ถ้าจะสรุปง่ายๆก็คงเป็นโทรศัพท์ที่เป็นไอโฟนทุกรุ่นนั้นจะใช้หัวชาร์จแบบ Lightning กันนั่นเองค่ะ แถมหัวชาร์จแบบ Lightning นั้นยังสามารถใช้ชาร์จแบตเตอรี่กับไอแพดได้อีกด้วย

• สายชาร์จแบตเตอรี่แบบ USB Type-C

   สายชาร์จอันนี้คงเป็นสายชาร์จแบตเตอรี่ที่ค่อนข้างสร้างความสับสนมากที่สุดถ้าเทียบกับสองแบบที่ได้กล่าวมาข้างต้น เพราะว่านี่คือสายชาร์จแบตเตอรี่ที่เป็นหัวแบบ USB Type-C นั่นเองค่ะ หลายๆคนคงต้องเข้าใจผิด เห็นคำว่า USB ก็คงคิดว่าหัวชาร์จคงเหมือนกับสายชาร์จแบตเตอรี่หัวแบบ Micro USB ใช่ไหมล่ะคะ เพราะเห็นเขียน USB เหมือนกันก็เลยคิดว่าใช้งานเหมือนกัน แต่จริงๆแล้วนั้นมีความต่างกันค่ะ หัวของ USB Type-C นั้นมีจุดเด่นในเรื่องของการชาร์จที่มีความไวกว่าสายชาร์จที่มีหัวแบบอื่น ซึ่งนอกจากจะชาร์จไวแล้วนั้น ในส่วนของโทรศัพทืมือถือหรืออะแดปเตอร์นั้นก็จะต้องรองรับฟังก์ชั่นนี้อีกด้วยนะคะ ไม่ใช่ว่าโทรศัพท์มือถือทุกรุ่นจะมีการรองรับในคุณสมบัติการชาร์จไว ซึ่งในปัจจุบันโทรศัพท์มือถือหลายรุ่นนั้นก็มีการใช้งานกับ USB Type-Cแบบนี้กันแล้วล่ะค่ะ บอกเลยว่าในอนาคตนั้นสายชาร์จแบตเตอรี่แบบ USB Type-C ก็อาจจะเป็นพอร์ตที่ได้รับมาตรฐานสากลที่มีแนวโน้มว่าอาจจะมาแทนสายชาร์จแบตเตอรี่แบบ Micro USBก็ได้ค่ะ

นวัตกรรม Notebook สมัยใหม่ที่ให้คุณมากกว่าเดิม

"microsoft surface"

          Notebook ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่อยู่คู่เรามาเป็นระยะเวลานานมีส่วนช่วยทั้งการทำงานหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งตั้งแต่ในสมัยอดีตจนถึงปัจจุบันนวัตกรรมของโน๊ตบุ๊คก็ได้ก้าวหน้ามากขึ้นากที่เป็นเครื่องหนัก ๆ หน้าจอขาวดำอย่าง Osborne 1ก็กลายมาเป็นเครื่องรูปทรงบางทำงานได้อเนกประสงค์อย่าง “microsoft surface”

          การที่ Notebook พัฒนาทั้งรูปทรงและประสิทธิภาพความเร็วแรงในการใช้งานมีผลดีกับผู้ใช้เป็นอย่างมาก เพราะการทำงานและกิจกรรมของผู้ใช้นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว Notebook ที่ตอบโจทย์นั้นจึงเป็นเรื่องที่ดีมาก เราจะพาท่านไปรู้จักกับนวัตกรรมของ Notebook สมัยใหม่ว่ามีอะไรน่าสนใจและเหมาะกับคุณบ้าง

          1. การทำงานอย่างอเนกประสงค์

          การที่ความนิยมของ Tablet ได้แพร่กระจายและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ผู้ใช้งาน Notebook จึงต้องการใช้ในรูปแบบของ Tablet ได้ด้วย บริษัทผู้ผลิตก็ต่างคิดค้นสินค้าขึ้นมาหนึ่งในนั้นก็คือ microsoft surface นั่นเองที่สามารถถอดจอกับคีย์บอร์ดออกจากกันได้ โดยจอสามารถทำงานได้แบบ Tablet ทั้งการใช้นิ้วสัมผัสหรือว่าการใช้ปากกา โดยการทำงานจะใช้ระบบปฏิบัติการ Window

          ในรุ่นล่าสุด ตัวเครื่องได้พัฒนามาเป็น “microsoft surface” GO ที่มีขนาดและความเบาในราคาที่ย่อมเยา ใช้กับคีย์บอร์ดและปากกาได้เหมือนเดิม ด้วยหน้าจอขนาด 10 นิ้ว CPU Intel Pentium Gold 4415Y และประหยัดพลังงานเป็นอย่างดี ถ้าถามว่าต่างจาก Tablet ทั่วไปอย่างไร ก็คงจะเป็นในส่วนของระบบปฏิบัติการที่ใช้เป็นของ Microsoft Windows ซึ่งการใช้งานเหมือนกับบน Notebook เลย ดังนั้นผู้ใช้ที่ถนัดทำงานบน PC ก็ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

          2. รูปทรงที่ไม่ยึดติดจากเดิม

          นอกจากการแปลงร่างเป็น Tablet ได้แล้ว Notebook ในปัจจุบันยังพยายามไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม ๆ ขึ้นไปอีก อย่างเช่น Lenovo Yoga ซึ่งเป็นซีรีย์ของ Notebook ที่มีจุดเด่นในการเปลี่ยนรูปทรงได้หลากหลาย ไม่ว่าผู้ใช้จะนั่งจะนอนการปรับองศาให้พอดีกับระดับมือหรือสายตาก็ไม่ได้เป็นเรื่องยาก

          อย่างเช่นรุ่น Lenovo Yoga 520 นั้นก็มาพร้อมกับหน้าจอ IPS LCD ความละเอียดแบบ Full HD กับ CPU ที่เป็น Intel Core i3-7100U (2.4 GHz) Ram 4GB ตัวเครื่องมาในแบบที่ค่อนข้างบางเบา มีพอร์ตเชื่อมต่อครบ หน้าจอสามารถปรับได้ตามใจอยากทั้ง 360 องศา เวลาจะไปไหนมาไหนก็ไม่จำเป็นต้องเคลียร์พื้นที่ในการวาง Notebook ให้ยุ่งยากอีกต่อไป

          ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทผู้ผลิตอย่าง Lenovo ยังมองไปที่นวัตกรรมใหม่ของรูปทรงนั่นก็คือ Notebook ที่สามารถพับบิดจอได้พร้อม ๆ กับแป้นคีย์บอร์ด ซึ่งแม้จะยังเป็นเพียงแค่ไอเดียแต่ว่า Lenovo ก็สามารถสร้าง Smartphone ที่มีจอสามารถพับงอได้ในชื่อ ReFlex แต่ว่ายังไม่ได้ออกมาทำขายจริง ดังนั้นอนาคตอันใกล้เราอาจจะได้เป็นเจ้าของ Notebook ที่สามารถผับได้แบบผ้าก็ได้

               3. ประสิทธิภาพที่มากขึ้นในราคาที่ถูกลง

          เมื่อสมัยสัก 10-20 ปีก่อน Notebook น่าจะเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาค่อนข้างสูงสำหรับผู้ใช้งานหลาย ๆ คนเลยทีเดียว แต่ว่านวัตกรรมที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปีกลับสวนทางกับราคาที่ถูกลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นในปัจจุบันเราสามารถครอบครอง Notebook ที่สามารถทำงานได้อย่างหลากหลายรวดเร็วในราคาที่เอื้อมถึงได้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น

          Acer Aspire 3 ที่ราคา 14,990 บาท แต่ทำงานได้อย่างรวดเร็วเพราะว่าใช้ CPU Intel Core i3-8130U และมีการ์ดจอแยกอย่าง NVIDIA GeForce MX130 ที่สามารถเล่นเกมภาพสวย ๆ ได้อย่างลื่นไหล ทั้งนี้วัสดุและงานประกอบที่ทำออกมาก็ดูดี หรู เลยทีเดียว

          หรือว่าจะเป็นแบรนด์ยอดนิยมของนักธุรกิจอย่าง DELL ที่ราคาเคยแพงสมกับคุณภาพแต่ตอนนี้ก็ได้ผลิตรุ่นที่ราคาไม่แพงออกมาโดยที่คุณภาพยังดีเหมือนเดิมอย่างเช่น DELL Inspiron 3568 ในงบเพียง 12,990 บาท เท่านั้น แต่มี CPU Intel Pentium 4415U พร้อม Ram  4GB DDR4 ซึ่งสามารถทำงานพื้นฐานในสำนักงานได้อย่างดีเลยทีเดียว ด้วยรูปทรงที่เท่ สวยงาม ประสิทธิภาพเกินราคา จึงเป็นรุ่นที่ขายดีมาก ๆ รุ่นหนึ่งขอ DELL

          4. การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง

          ยังมีอีกหลายความน่าสนใจที่จะเกิดขึ้นกับ Notebook ที่ตอนนี้อยู่ในระหว่างการพัฒนาเพื่อนำมาใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นการชาร์จไฟจากพลังงานแสงอาทิตยเพื่อการใช้งานที่ยาวนานและในสถานที่ ๆ ห่างไกลไฟฟ้า หรือจะเป็นการชาร์จไฟด้วยการพิมพ์ตัวหนังสือบนคีย์บอร์ด เป็นต้น ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จและวางขายเป็นสินค้าได้คงจะช่วยประหยัดพลังงานและต่อยอดไปได้อีกไกลแน่ ๆ

          นวัตกรรมของ Notebook สมัยใหม่นั้นยังมีอีกมากมาย ทั้งที่ทำออกมาขายแล้วอย่าง microsoft surface หรือกำลังพัฒนาอยู่ ซึ่งทั้งหมดก็ช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานของเราสูงขึ้น

huawei mate 20 pro ราคา ดี ..ตอบโจทย์ทุกความต้องการผ่านสมาร์ทโฟน

huawei mate 20 pro ราคา

กลับมาอีกครั้งกับสมาร์ทโฟนคุณภาพ จากเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ huawei mate 20 pro ราคา ดี ๆ มาพร้อมกับกล้อง Leica 3 ตัว โฉมใหม่!! ถ่ายกว้างสุดขอบแบบ Ultra Wide ผสานพลังแห่ง Kirin 980 ชิปเซ็ต 7nm Mobile AI รุ่นแรกของโลก พร้อมฉลาดขึ้นด้วย Dual-NPU, เทคโนโลยี GPU Turbo, จอไร้ขอบแบบหยดน้ำใหญ่ 6.53 นิ้ว, RAM 6GB, ROM 128GB, NM Card หน่วยความจำแห่งอนาคต บนความสดใหม่ของ Android 9.0 Pie และบอดี้กระจกไล่เฉดสีสุดพรีเมียม

ในเบื้องต้นสำหรับ huawei mate 20 pro ราคานั้นถือเป็นมาตรฐานของซีรีส์นี้เลย มาพร้อมการปรับโฉมดีไซน์ครั้งใหญ่ ด้วยจอไร้ขอบแบบใหม่อย่าง Dewdrop Display ที่มีการลดขนาดขอบหน้าจอทั้ง 4 ด้านเพื่อให้มีพื้นที่การแสดงผลมากขึ้น และหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.53 นิ้ว ในอัตราส่วน 18.7:9 พร้อมรอยบากรูปแบบหยดน้ำสำหรับกล้องหน้าคมชัด 24 ล้านพิกเซล บนตัวเครื่องที่ครอบด้วยกระจกขอบโค้ง 3D Glass ผสานกรอบด้านข้างตัวเครื่องโลหะแบบ Metal-Glass และการไล่เฉดสีแบบ Gradient

ด้านสเปกภายในก็จัดมาให้แบบเต็มที่ด้วยชิปเซ็ตตัวท็อปใหม่ล่าสุดอย่าง HiSilicon Kirin 980 ที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลด้าน AI โดยเฉพาะแบบ Dual-NPU ที่มีแกนประมวลผลเพิ่มเป็น 2 แกน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการประมวลผล CPU สูงขึ้น 75% ในขณะที่ประหยัดพลังงานมากว่าเดิมถึง 58% เลยทีเดียว เมื่อเทียบกับชิป Kirin 970 รุ่นก่อนหน้า

ทางด้านหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ก็มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Mali-G76 รุ่นแรกของโลก ที่มีประสิทธิภาพการประมวลผลสูงกว่า Mali-G72 บน Kirin 970 เพิ่มขึ้นถึง 46% และประหยัดพลังงานมากขึ้นถึง 178% โดยจับคู่กับหน่วยความจำแรม (RAM) ที่ 6GB พร้อมหน่วยความจำภายใน ROM 128GB ที่เพิ่ม NM Card (Nano Memory Card) หน่วยความจำภายนอกรูปแบบใหม่ที่มีขนาดเท่ากับ nanoSIM ได้อีก 256GB จึงรองรับการเก็บไฟล์ข้อมูล, ไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน และเกม ได้อย่างจุใจโดยไม่ต้องหมั่นเคลียร์พื้นที่บ่อยๆ

นอกจากนี้ ยังมีแบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh พร้อมเทคโนโลยี Huawei SuperCharge บนระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดอย่าง Android 9.0 Pie ที่ถูกครอบทับด้วย EMUI 9.0 รวมถึงระบบความปลอดภัยที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ทั้งการสแกนลายนิ้วมือและใบหน้า

ไฮไลท์สำคัญของ Huawei Mate 20 จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากกล้องถ่ายภาพ โดยกล้องตัวหลักที่ด้านหลังมีถึง 3 ตัว (Triple Camera) โดยร่วมมือกับทาง Leica เช่นเดิม ประกอบไปด้วย

กล้องตัวหลักเลนส์มุมกว้างความละเอียด 12 ล้านพิกเซล สำหรับช่วยเก็บรายละเอียดในภาพถ่ายทั่วๆ ไป กล้องตัวที่สองเลนส์มุมกว้างพิเศษความละเอียด 16 ล้านพิกเซล สำหรับถ่ายภาพวิวทิวทิศน์ในมุมกว้างๆ และกล้องตัวที่สามความละเอียด 8 ล้านพิกเซล สำหรับช่วยจับภาพในระยะไกล

ซึ่งรองรับเทคโนโลยี Master AI การนำเอาระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นหัวใจของมือถือในยุคปัจจุบัน เข้ามาช่วยวิเคราะห์ฉาก และวัตถุต่างๆ ที่อยู่ภายในภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งแก้ไขด้านสีสัน, คอนทราสต์ และความสว่างแบบอัตโนมัติเพื่อให้ภาพถ่ายมีความสวยงามในชัตเตอร์เดียว ที่สามารถตรวจจับซีนต่างๆ ได้ถึง 1,500 ซีนจากทั้งหมด 25 หมวดหมู่ จากเดิมในรุ่น P20 Series ที่สามารถตรวจจับได้ 19 หมวดหมู่

อีกทั้ง ยังมีฟังก์ชัน Super Marco ที่สามารถโฟกัสวัตถุได้ใกล้สุดที่ระยะ 2.5 เซนติเมตร ทำให้การถ่ายภาพตัวอักษร, การถ่ายภาพดอกไม้ หรือการถ่ายวัตถุที่อยู่ใกล้ๆ สามารถทำได้อย่างคมชัด รวมถึงรองรับ Huawei AI Image Stabilisation ระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์

รวมถึงการปรับแสงแบบ 3 มิติ และฟังก์ชันการปรับเอฟเฟ็กต์ของ Bokeh เป็นรูปร่างต่างๆ ได้ถึง 5 รูปแบบ ซึ่งในด้านการถ่ายวิดีโอก็น่าสนใจไม่แพ้กันด้วยฟังก์ชัน AI Cinema ในการใช้เทคโนโลยี AI ช่วยประมวลผล และปรับโทนสี หรือการเพิ่มเอฟเฟ็กต์ให้แก่การถ่ายวิดีโอได้แบบ Real-Time

ในส่วนกล้องหน้าคมชัด 24 ล้านพิกเซล ก็มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพเด่นๆ ให้ใช้งานไม่แพ้กับกล้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นโหมดถ่ายภาพ Portrait ที่เลือกเอฟเฟ็กต์การจัดแสง รวมถึงการปรับเอฟเฟ็กต์ Bokeh ได้ด้วยตนเอง และฟีเจอร์ AI HDR ที่มีความสามารถในการนำระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเกลี่ยแสง เพื่อให้สามารถถ่ายภาพแบบย้อนแสงได้ โดยที่ยังเก็บรายละเอียดบนตัวแบบและวัตถุภายในภาพได้อย่างครบถ้วน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า Huawei Mate 20 มีจุดเด่นที่น่าสนใจในหลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวเครื่องสุดพรีเมียมหรือฟีเจอร์ระดับท็อปแบบจัดเต็ม รวมถึงตัวกล้องที่ผสานเทคโนโลยี AI รองรับฟีเจอร์การถ่ายภาพที่หลากหลาย

สิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนที่คุณจะเป็นเจ้าของ MacBook Air

macbook air ราคา

ใครที่กำลังอยากจะเป็นเจ้าของหรือกำลังเล็งๆคอมพิวเตอร์ที่พกพาได้ง่าย ถือไปไหนมาไหนได้สะดวก มีน้ำหนักเบา และอยากได้ที่มีแบตเตอรี่ที่มีความอึดและมีความทนทานในการใช้งาน พูดง่ายๆก็คืออยากได้คอมที่ใช้ทำงานได้แบบทั่วๆไป เน้นทำงานเอกสาร ดูหนัง ฟังเพลง ท่องเว็บอินเตอร์เน็ตไปอย่าง Facebook, Twitter , Pantip หรือ Instagram เป็นต้น และไม่ได้เน้นการทำงานที่เกี่ยวกับกราฟิกมากนัก และสิ่งที่กล่าวมานั้นก็คงจะไม่พ้น Mac นั่นเองค่ะที่มีคุณสมบัติที่เข้าตามากที่สุดแล้วจริงๆ หลายคนคงเปรียบเทียบระหว่าง“macbook air” กับ “macbook pro” กันอยู่ใช่ไหมล่ะค่ะ แต่คุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นนั้นควรจะใช้ MacBook Air ก็น่าจะพอแล้วล่ะค่ะ ซึ่งในส่วนของ “macbook air ราคา” ที่ออกมานั้นจะไม่สูงเท่า macbook pro นะคะ เพราะฉะนั้นอย่ากังวลในเรื่องของราคาไป เนื่องจากmacbook air ราคาไม่ได้แพงอย่างที่ใครๆคิด

               เชื่อว่าทุกคนที่สนใจที่จะซื้อ MacBook Air นั้นก็คงจะต้องศึกษาทำการบ้านกันมาซะก่อน บางคนก็ทำการบ้านหาข้อมูลหรือดูตามเว็บไซต์ที่มีคนตั้งกระทู้รีวิว MacBook Air กันก่อนที่จะไปซื้อ MacBook Air กัน แต่หลายคนก็คงสับสนว่าถ้าซื้อ MacBook Air มาแล้วนั้นจะเหมาะสมกับตัวเองรึเปล่า รวมถึงจะเหมาะกับการใช้งานของตัวเองหรือไม่ วันนี้เราจะบอกคุณสมบัติของ MacBook Airเครื่องนี้ว่าคุณสมบัติที่กล่าวออกมานั้นได้ตอบโจทย์ของคุณบ้างรึเปล่า

   สิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนที่คุณจะเป็นเจ้าของ MacBook Air 

• MacBook Air 2018

   MacBook Air 2018 คือรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีการดีไซน์ใหม่ และมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างจากที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรเลยมาเป็นสิบปีแล้ว ซึ่งMacBook Air 2018มีน้ำหนักเพียง 1.35 กิโลกรัมเท่านั้นเองค่ะ ใครที่มีความต้องการอยากจะได้คอมพิวเตอร์ที่มีน้ำหนักเบา ถือสะดวก ไม่หนักมือ ขอบอกเลยว่า MacBook Air 2018 คือตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้เลย

• สนุกไปกับการใข้งานที่ตอบโจทย์

   ขอบอกเลยว่าประสิทธิภาพของ MacBook Air 2018 รุ่นใหม่นั้นจะมาพร้อมหน่วยประมวลผล Intel Core 5 รุ่นที่ 8, Intel UHD Graphics และยังสามารถเพิ่มแรมได้ถึง 16GB เลยนะคะ ไม่ว่าคุณจะทำงานเอกสาร เปิดอ่านอีเมล เล่นอินเตอร์เน็ตหรือว่าอาจจะพิมพ์งานผ่าน Microsoft Office หรือว่าจะเปิดไฟล์งานที่จะต้องไปนำเสนอหัวหน้าอย่าง Microsoft Power Point พร้อมทั้งเปิดแอพพลิเคชั่นอื่นๆพร้อมๆกันไปด้วย บอกเลยว่าลื่นไหล ไม่สะดุดแน่นอนรับรองได้

• ลำโพงใหม่ไฉไลกว่าเดิม

   การกลับมาของ “MacBook Air 2018” นั้นได้มีการปรับปรุงในส่วนของลำโพงที่เรียกได้ว่าได้นำเทคโนโลยีของการประมวลเสียงของ MacBook Air ให้กลายเป็นลำโพงขั้นสูง รวมถึงเวลาที่จะเล่นสเตอริโอแบบกว้างนั้นจะทำให้การดูภาพยนตร์ของเรานั้นมีความกลมกลืนมากขึ้นกว่าที่เคย รวมถึงการฟังเพลงด้วย บอกเลยว่าลำโพงนั้นได้ถูกพัฒนาให้มีเสียงที่ดังขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์กันเลยทีเดียว บอกเลยว่าต้องถูกใจคนที่ชอบดูหนังและฟังเพลงอย่างแน่นอน

• ออกแบบคีย์บอร์ดใหม่ทั้งหมด

   ในส่วนของคีย์บอร์ด MacBook Air 2018 นั้นได้ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดเลยค่ะ เพราะคีย์บอร์ดแบบใหม่นั้นได้เปลี่ยนเป็นการใช้กลไกแบบปีกผีเสื้อนั่นเอง ซึ่งการเปลี่ยนกลไกนั้นก็เพื่อที่จะช่วยให้ปุ่มของคีย์บอร์ด MacBook Air 2018 นั้นได้มีความมั่นคงมากกว่าแบบกลไกเดิมถึง 4 เท่าเลยนะคะ ซึ่งกลไกแบนี้จะช่วยเราพิมพ์งานได้อย่างสบายขึ้นแน่นอน แถมตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นด้วยค่ะ ที่สิ่งที่ถูกพัฒนาอีกอย่างก็คือแทร็กแพด Force touch นั่นเอง ที่ถูกทำให้ใหญ่ขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์สำหรับคำสั่งนิ้ว Multi – Touchในแบบต่างๆ บอกเลยว่าใช้งานสะดวกและง่ายกว่าเดิมแน่นอนค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างล่ะค่ะสำหรับคุณสมบัติของ “macbook air” นั้นที่เราได้ยกตัวอย่างมา เห็นแล้วต้องรู้สึกถึงความสุดยอดในการพัฒนาในครั้งนี้เลยนะคะ ถ้าคุณภาพจะเยี่ยมยอดขนาดนี้ บอกเลยว่า “macbook air ราคา” ที่ออกนั้นไม่แพงเลย บอกเลยว่า macbook air ตัวนี้เหมาะกับคนที่ต้องการความสะดวกสบายในการพกพาเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา รวมหนุ่มสาวออฟฟิศที่จะต้องพกไปทำงานนอกสถานที่ก็คงต้องถูกใจ MacBook Air 2018 อย่างแน่นอน

vivo v5 ที่สุดของการ Selfie

vivo v5

ในปัจจุบันคงแทบจะไม่มีใครไม่ใช้สมาร์ทโฟนกันแล้ว ด้วยความที่มีทุกอย่างพร้อมจบในเครื่องเดียวจึงทำให้สะดวกสบายในการใช้งาน ติดตามข่าวสาร รวมถึงการถ่ายภาพที่ความคมชัดของกล้องแทบจะเท่ากับกล้องดิจิตอลในบางรุ่น จึงทำให้หลายคนพยายามหาสมาร์ทโฟนดีๆ ซักรุ่นไว้ในครอบครอง ซึ่งผู้ผลิตเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย จึงได้ผลิตสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ออกมาพร้อมกับฟีเจอร์และฟังก์ชั่นที่หลากหลายเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด ViVO เองก็เป็นหนึ่งในแบรนด์สมาร์ทโฟนที่ช่วงหลังมานี้เป็นที่น่าจับตามอง เพราะสมาร์ทโฟนจากแบรนด์นี้ทำออกมาได้ประสิทธิภาพดีในราคาที่ไม่สูงมากและแต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป อย่างรุ่น vivo v5 ที่กำลังจะพูดถึงนี้ได้ชูจุดเด่นของรุ่นตัวเองว่า “Perfect Selfie” ซึ่งชัดเจนว่าต้องการบอกถึงเรื่องคุณภาพของกล้องถ่ายรูป แต่ ViVO V 5 เองก็ไม่ได้มีจุดเด่นแค่เรื่องกล้องอย่างเดียวยังมีฟังก์ชั่นอีกหลายอย่างที่น่าสนใจ

            เรื่องแรกคงต้องพูดถึงเรื่องของดีไซน์โดยรวมก่อน ตัวเครื่องของ ViVo V 5 ใช้วัสดุอะลูมิเนียมโดยขึ้นรูปแบบ Unibody คือเป็นชิ้นเดียวกันหมดไม่มีรอยต่อเน้นดีไซน์ให้เครื่องบางเป็นพิเศษแบบ Sleek Brilliat Design ตัวเครื่องเคลือบด้วยสีเมทัลลิให้ดูเงาสวยงาม กระจกหน้าจอเป็นกระจกกันรอยแบบ Corning Gorilla Glass มีขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD 720p ด้านล่างจอจะมี 3 ปุ่ม ได้แก่ ปุ่มโฮม , ปุ่มย้อนกลับ และปุ่มเมนู โดยปุ่มย้อนกลับและปุ่มเมนูมี Back Light อยู่ภายใน ส่วนปุ่มโฮมจะเป็นแบบแป้นสัมผัสไม่สามารถกดลงไปได้ไม่มีการสั่นแจ้งเตือนและยังมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ภายในด้วย ถาดซิมการ์ดเป็นแบบรองรับการใช้งาน 2 ซิม คือสามารถใส่ซิมหลักที่เป็น Micro SIM ที่เป็น 4G ได้และอีกช่องสามารถเลือกได้ว่าจะใส่ Nano SIM ที่เป็น 3G หรือ Micro SD Card หน่วยความจำหลักของเครื่องอยู่ที่ RAM 4 GB ROM 32 GB และรองรับ Micro SD ได้ถึง 128 GB แบตเตอรี่ความจุ 3000 mAh ด้วยเครื่อง ViVO V5 มีสเปคที่ช่วยให้ไม่กินแบตเตอรี่ ทำให้สามารถใช้งานได้ตลอดวัน

            ถัดมาจะเป็นเรื่องของฟังก์ชั่นภายใน ระบบปฏิบัติการรุ่นนี้ต่างจากรุ่นเก่าตรงที่มี Android 6.0.1 Marshmallow มาให้ในเครื่องเลย มีฟังก์ชั่นของ Gestures ที่หลากหลาย หรือที่ใน ViVO จะใช้คำว่า Smart Motion อย่างเช่น การดึงหน้าจอขึ้นเพื่อปลดล็อค หรือ การเขียนตัวอักษรเพื่อเข้าไปที่แอปนั้นทันที Smart Turn on หรือ Turn off screen ประกอบด้วย Light Screen when out of a pocket คือหน้าจอจะเปิดขึ้นเองเมื่อหยิบมาใช้ , Double Click to Light คือแตะ 2 ครั้งเพื่อเปิดหน้าจอ , Smart Keep Bright  คือหน้าจอจะไม่ดับเมื่อเรามองที่จอตลอด และ Double Tap to turn off screen คือแตะ 2 ครั้งที่ Home screen เพื่อล็อคหน้าจอ  Smart Split คือ การใช้งาน 2 หน้าจอพร้อมกันจะใช้งาน 2 หน้าจอได้ก็คือตอนที่ดูวีดีโอ แล้วมีการแจ้งเตือนมาจากแอปอย่างเช่น Line ก็จะมีไอคอนของแอปนั้นปรากฎบนจอ พอกดเข้าไปที่ไอคอนนั้นระบบก็จะทำการแยกเป็น 2 หน้าจอให้  ส่วนเรื่องของระบบเสียง ViVO เองก็ขึ้นชื่อเรื่องระบบเสียงอยู่แล้ว แต่เรื่องของจอภาพอาจจะมีข้อเสียตรงที่รับภาพได้เพียง 720p ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่คมชัดเท่าจอบางรุ่นที่รับภาพได้ถึง 1080p  

            ในส่วนสุดท้ายคือ กล้องถ่ายภาพที่เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้ มาดูกันที่กล้องหน้าก่อนที่มีความละเอียดมากถึง 20 ล้านพิกเซล และมีไฟแฟลช ViVO ได้ปรับแสงให้เหมาะกับการเซลฟี่มากที่สุดเรียกว่า Selfie Softlight สำหรับถ่ายในที่แสงน้อยด้วย กล้องมีโหมด Face Beauty ที่สามารถปรับระดับความเนียนของใบหน้าได้จนถึง 100%  ปรับให้ตาโตได้ถึง 100%  และปรับให้หน้าเรียวได้ถึง 100% เช่นเดียวกัน ซึ่งที่ปรับไปทั้งหมดจากกล้องจะเห็นไม่ชัดเท่าไหร่แต่จะโชว์ให้เห็นในรูปที่ถ่ายออกมาเสร็จแล้ว และกล้องหลังมีความละเอียดอยู่ที่ 13 ล้านพิกเซล ซึ่งน้อยกว่ากล้องหน้าพอสมควร มาพร้อมระบบโฟกัสภาพแบบ PDAF ไฟแฟลชแบบ LED รวมถึงโหมดการถ่ายภาพแบบต่างๆ ให้เลือกใช้กัน

            ดังนั้นแล้ว หากต้องการสมาร์ทโฟนราคาไม่แพงมาก สเปคดี และเน้นการถ่ายรูป สามารถตอบโจทย์ได้ด้วย vivo v5 ราคาเพียง 5,999 บาท ที่สามารถเติมเต็มทุกอย่างให้คุณ

ซื้อ Smartphone มือ 2 อย่างไรไม่ให้โดนหลอก

"iphone 7 plus ราคา"

               ด้วยความที่ Smartphone รุ่นใหม่ ๆ ออกมาอย่างมากมายทำให้ผู้ใช้หลาย ๆ คนอาจจะเลือกซื้อตามกันไม่ถูก แถมราคามือ 1 ใชช่วงที่ออกมาใหม่ ๆ สำหรับรุ่นเรือธงก็แพงอีกด้วย ดังนั้น Smartphone มือ 2 จึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับผู้ที่สนใจ Smartphone ในรุ่นที่ต้องการในราคาที่ไม่แพง อย่างเช่นราคามือ 2 ของ “iphone 7 plus ราคา”ในตอนนี้นั้นก็ประมาณ 40% ของที่ออกมาตอนแรก

          แต่ว่าการที่จะซื้อ Smartphone มือ 2 นั้น ต้องพิจารณาในหลาย ๆ เรื่องเลยทีเดียวเพราะว่าเป็นเครื่องที่ผ่านการช้านมาแล้วไม่มากก็น้อย ซึ่งเราไม่มีทางรู้ด้วยตัวเองเลยว่ามีปัญหาหนักมาก่อนหรือไม่ เราจึงมีเทคนิคดี ๆ สำหรับผู้ที่อยากจะได้ Smartphone มือ 2 ไม่ว่าจะซื้อจากตู้หรือโดยตรงจากผู้ขายมาบอกกัน

          ก่อนอื่นเรามาดูประเภทใหญ่ ๆ ของ Smartphone ที่มีอยู่ในท้องตลาดปัจจุบันกันดีกว่า

          – สินค้าที่ของไม่ครบ

          บางทีเราจะเห็นกันบ่อย ๆ ว่าตัวเครื่องนั้นใหม่มากแต่กล่องหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ กลับไม่มีมาให้ ซึ่งควรมีสติให้ดีก่อนซื้อเพราะว่ามีโอกาสที่จะเป็นเครื่องที่ขโมยมาสูงเลยทีเดียว เพราะว่าถ้าเกิดเป็นเครื่องรุ่นใหม่สภาพดีเวลาเจ้าของจะนำมาขายจริง ๆ ก็คงมีอุปกรณ์มาให้ครบชุด ไม่น่าจะแยกขายแบบนี้ ซึ่งถ้าซื้อมาอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ดังนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็สมควรเลี่ยงนะครับ

          – สินค้าสภาพใหม่ ของครบ

          อันนี้ถือว่าเป็นมาตรฐานที่คนจะมองหาเครื่องมือ 2 ต้องการเลย เพราะว่าได้ทั้งสภาพเครื่องที่สมบูรณ์ใกล้เคียงกับมือ 1 มากที่สุด มีอุปกรณ์ครบไม่ต้องไปตามหาที่ไหน เหตุที่ผู้ขายนำมาขายก็อาจจะแตกต่างกันไปแต่ก็คงมีโอกาสน้อยที่จะเป็นเครื่องที่ขโมยมา โดย Smartphone ประเภทนี้จะเป็นเครื่องรุ่นใหม่ ๆ อย่าเช่น iphone 7 plus ราคา

          – สินค้าเก่าตกรุ่นไปแล้ว

          เครื่องมือ 2 ประเภทนี้อาจจะเป็นเครื่องเก่าที่เลิกใช้แล้ว หรืออาจเป็นเครื่องที่พังแล้วก็ได้ อาจจะได้ของไม่ครบหรือครบก็แล้วแต่เจ้าของ ดังนั้นคนที่จะซื้อก็ต้องพิจารณาให้ดีมาก ๆ และอาจจะต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญเรื่อง Smartphone สักหน่อยถ้าเกิดอยากจะได้เครื่องมือ 2 ในประเภทนี้มาครอบครอง

               เมื่อรู้จัก Smartphone มือ 2 ประเภทต่าง ๆ แล้ว ต่อไปก็มาดูวิธีการเลือกซื้อแบบเจาะลึกเป็นข้อ ๆ กันดีกว่า

          1. ราคาต้องต่ำกว่ามือ 1 ในตลาดพอสมควร

          แน่นอนว่าคนที่จะเลือกซื้อ Smartphone มือ 2 นั้นก็ต้องอยากได้ราคาที่ประหยัดย่อมเยาอยู่แล้ว ถ้าเกิดว่าการที่จะต้องไปซื้อแล้วได้ในราคาที่แพงใกล้เคียงของมือ 1 ก็คงผิดวัตถุประสงค์ ยกตัวอย่างเช่น iphone 7 plus ราคามือ 1 อยู่ที่ 23000 บาท มือ 2 ก็ต้องน้อยกว่า 20000 บาท หรือให้ถูกที่สุดในสภาพที่ดีที่สุด

          2. ตำหนิต่าง ๆ

          เครื่องจะเก่าหรือไม่เก่าดูภาพรวมได้ที่ตำหนิภายนอกเครื่องนั้นง่ายที่สุดและอาจจะมีผลต่อการใช้งานด้วยก็ได้ เพราะว่าถ้ามีตำหนิใหญ่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าเครื่องตกมาค่อนข้างแรงซึ่งก็อาจจะทำให้ระบบภายในเครื่องรวนนั่นเอง ดังนั้นควรเช็คสภาพรอบเครื่องให้ดี

          3. สอบถามผู้ขายเกี่ยวกับเรื่องประกัน

          ถ้าเกิดโชคดีได้เครื่องที่ค่อนข้างใหม่เพราะว่าเจ้าของต้องการเปลี่ยนเครื่องหรือซื้อมาแล้วไม่ถูกใจก็อาจจะได้ประกันแถมมาด้วยก็ได้ ดังนั้นสอบถามให้แน่ชัดถ้ายังมีประกันอยู่ว่าประกันศูนย์หรือว่าประกันร้านและเหลือระยะเวลาส่งซ่อมหรือเคลมเท่าไหร่

          4. ดูอุปกรณ์ที่ให้มา

          ถ้าผู้ขายบอกว่าให้อุปกรณ์มาครบผู้ซื้อก็ต้องดูว่าครบจริงหรือเปล่า เพราะว่า Smartphone แต่ละรุ่นนั้นอุปกรณ์พื้นฐานที่ให้มาก็อาจจะไม่เหมือนกัน ดังนั้นควรหาข้อมูลก่อนว่ารุ่นนั้นมือ 1 ในกล่องจะได้อะไรบ้าง

          5. ทดสอบการใช้งานให้ครบ

          ในการไปซื้อจากตู้ขายหรือผู้ซื้อโดยตรงนอกจากเช็คเครื่องภายนอกแล้วการทำงานของเครื่องโดยรวมแล้วต้องใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหาด้วย ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอการแสดงผลที่ต้องสว่างชัดปกติ หรือปุ่มกดเปิดปิดเครื่อง ปุ่มปรับระดับเสียง การทำงานของกล้อง เป็นต้น เรามีสิทธิ์ในขั้นตอนนี้อย่างเต็มที่ ดังนั้นไม่ต้องรีบเช็คให้มั่นใจที่สุดก่อนซื้อนะครับ

          ตอนนี้เทคโนโลยี Smartphone ได้พัฒนาไปไกลมาก ทำให้มือถือเมื่อ 2-3 ปีก่อน ก็ยังสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่ อย่าง “iphone 7 plus ราคา”มือ 2 ก็ไม่แพงแถมประสิทธิภาพดี แต่ก็ควรเลือกดูและพิจารณาให้ถี่ถ้วนนะครับ

โดดเด่นไปกับลูกเล่นของ Samsung Galaxy Note 9

Note 9

               สิ้นสุดการรอคอยกับการเปิดตัวสมาร์ทโฟนอย่าง “Samsung” Galaxy “Note 9” ที่ได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ไปแล้วนะคะ บอกเลยว่าการเปิดตัวในครั้งนี้นั้นได้กระแสตอบรับดีเกินคาดเลยค่ะ ผู้คนให้ความสนใจกับสมาร์ทโฟนรุ่นนี้อย่างถล่มทลาย เปิดตัวในครั้งนี้มีลูกเล่นอะไรใหม่ๆให้ทุกคนได้มาเล่นกันเยอะเลยค่ะ และลูกเล่นใหม่ที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดคือ Galaxy Note 9  ที่มาพร้อม Bluetooth S Pen ที่เห็นครั้งแรกแล้วรู้สึกว่าอยากเป็นเจ้าของ Samsung Galaxy Note 9 แบบทันทีทันใด เพราะสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีปากกาในตัวเองอีกด้วย

 ซึ่งปากกาในที่นี้เรียกว่า S Pen ที่มาพร้อม Samsung Galaxy Note 9 นั้นสามารถเป็นรีโมทเวลาที่สามารถจะกดถ่ายภาพได้อย่างง่ายๆ นอกจากจะถ่ายรูปแล้ว ปากกา S pen ยังสามารถกดเล่นหรือหยุดวีดีโอบนเว็บไซต์อย่าง YouTube ได้ง่ายๆเพียงแค่คุณกดปุ่มที่ปากกา S Pen นั่นเอง เรียกได้ง่ายๆว่าคงเป็นครั้งแรกที่ปากกา S Pen ได้นำเทคโนโลยี Bluetooth มาใช้ด้วยค่ะ และเราสามารถตั้งค่าการควบคุมแบบกำหนดเอง และยิ่งไปกว่านั้น หลายคนคง งง ว่าปากกา S Pen นั้นจะมีการชาร์จแบตเตอรี่ยังไง บอกเลยว่าแค่เพียงคุณเสียบปากกา S Pen เข้าไปในใน Samsung Galaxy Note 9 แค่ 40 วินาที แค่นี้ก็สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 30 นาทีเลยค่ะ บอกเลยว่านี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จริงๆ

ใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเจ๋งๆอย่าง Samsung Galaxy Note 9 อยู่นั้น แต่ยังลังเลกับคุณสมับติของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้กันอยู่ วันนี้เราจะมาช่วยนำเสนอบอกให้ทุกคนรู้ว่าเจ้าสมาร์ทโฟนซัมซุงกาแล็คซี่อย่างโน๊ต 9นั้นมีจุดเด่นอะไรบ้างที่คุณจะต้องรู้

   ความโดดเด่นของ Samsung Galaxy Note 9

• ความจุข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาล

   ซัมซุงกาแล็คซี่อย่างโน๊ต 9 นั้นบอกเลยว่าจุดที่เด่นก็คงหนีไม่พ้นกับความจุ หรือ Rom ของซัมซุงกาแล็คซี่โน๊ต 9เนี่ยแหละค่ะ บอกเลยว่าความจำของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีพื้นที่จัดเก็บในตัว 512GB และยังเพิ่มได้อีกสูงสุดถึง 512GBเลยนะคะ ซึ่งให้ทุกคนมีพื้นที่ได้ถึง 1 Terabyte กันไปเลย บอกเลยว่าความจุนี้นั้นมีปริมาณมหาศาลมาก การันตีได้เลยว่าจะต้องถูกใจกับผู้ใช้ที่ชอบความจุเยอะๆอย่างแน่นอน

• มีระบบระบายความร้อน Water Carbon Cooling System

   คุณอ่านไม่ผิดแล้วล่ะค่ะว่าซัมซุงกาแล็คซี่อย่างโน๊ต 9 นั้นมีระบบความร้อนภายในเครื่องด้วย ซึ่งระบบตัวนี้มันคือระบบความเย็นน้ำคาร์บอน ซึ่งเป็นนวัตกรรมสุดล้ำและใหม่มากในด้านการลดความร้อนของ Samsung ซึ่งเทคโนโลยีในส่วนของ Water Carbon Cooling System นั้นมีความสามารถที่จะลดความร้อนถึง 21 เปอร์เซ็นต์ แถมยังเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องการประมวลผลระดับสูงอีกด้วยค่ะ

• เอาใจคนเล่นเกมส์

   ขอบอกเลยว่าใครมีซัมซุงกาแล็คซี่อย่างโน๊ต 9 นั้นจะต้องไม่ผิดหวังถ้าคุณคือคนที่ชอบเล่นเกมส์บนโทรศัพทืมือถือ และยิ่งถ้าใครชอบที่จะเล่นเกมส์แบบที่มีภาพสวยสมจริงแบบกราฟิกหนักๆล่ะก็ไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะเจ้าซัมซุงกาแล็คซี่โน๊ต 9นั้นสามารถประมวลผลหนักๆได้ดีไม่มีสะดุด อีกทั้งยังสามารถจัดการเวลาเราเล่นเกมส์นานๆแล้วเครื่องเกิดร้อนขึ้นมา บอกเลยว่าหายห่วง เพราะมีระบบ Water Carbon Cooling System ที่ช่วยระบายความร้อนให้คุณสามารถเล่นเกมส์ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลแน่นอน

• ระบบความปลอดภัยที่คุณจะต้องหายห่วง

   ด้วยระบบความปลอดภัยที่อยู่ในซัมซุงกาแล็คซี่โน๊ต 9 ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนาและครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการสแกนลายนิ้วมือ, สแกนม่านตา รวมถึงการจดจำใบหน้าอีกด้วย ซึ่งระบบความปลอดภัยนี้ทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำโดนที่คุณมั่นใจได้เลยว่าระบบมีการรักษาปลอดภัยที่ดีแน่นอน

• มีระบบการแจ้งเตือนเลนส์

   สำหรับใครที่ชอบถ่ายรูปคงจะเคยเจอปัญหาในเรื่องของกล้องที่เกิดอาการมัวหรือเลนส์กล้องมัวนั่นเอง แต่ในส่วนของซัมซุงกาแล็คซี่โน๊ต 9นั้นมีฟีเจอร์ในการแจ้งเตือนเวลาเลนส์กล้องของคุณเลอะ อย่างเช่นการเลอะรอยนิ้วมือนี่แหละค่ะ เพราะเวลาเราถ่ายรูปโดยที่เลนส์กล้องยังมีรอยเลอะอยู่นั้นส่งผลต่อภาพถ่ายพอสมควรเลยนะคะ ภาพอาจจะเบลอหรือไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นการมีระบบแจ้งเตือนเลนส์ไว้ก็เป็นเรื่องที่ดีมากเลยค่ะ และรูปที่ถ่ายออกมาจะได้สวยถูกใจคุณด้วย