เทคโนโลยีเพื่อลดการสูญเสียทางภัยพิบัติ

"ipad mini"

            ภัยพิบัติถือว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คงไม่มีมนุษย์คนไหนอยากพบเจอซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้ติดตามเหตุการณ์ข่าวสารต่าง ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือพายุ ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้ติดตามเหตุการณ์เหล่านี้ที่เริ่มเกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในต่างประเทศ หรือที่ไทยเอง ผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งบนโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือผ่านทางช่องทางสื่อออนไลน์ที่รวดเร็วบน iPhone หรือ “ipad mini” เป็นต้น

                โดยทุกคนก็คงจะได้รู้ถึงความน่ากลัวของการบาดเจ็บทางร่างกายไปจนถึงสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน โดยเมื่อเกิดเรื่องราวเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่สามารถที่จะห้ามให้ความเป็นไปของภัยธรรมชาติหยุดไปได้ มนุษย์จึงต้องหาทางรับมือให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ผลกระทบที่จะเกิดนั้นน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเทคโนโลยีก็เป็นทางออกหนึ่งซึ่งถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อนำมาใช้งานและก็มีส่วนช่วยในการผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ในหลาย ๆ เหตุการณ์ ซึ่งครั้งนี้เราได้รวบรวมเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อลดการสูญเสียทางภัยพิบัติมาให้ทุกคนได้ดูกันครับ

                1. รถสื่อสารฉุกเฉิน

                ในภาวะที่เกิดความเสียหายของอาคารบ้านเรือนถนนหนทางและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ การสื่อสารในบริเวณนั้นก็มักจะถูกตัดขาดไปทำให้การส่งข้อมูลหรือการเข้ามาช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ นั้นเป็นไปได้อย่างยากลำบากและยิ่งจะเพิ่มความเลวร้ายของสถานการณ์ขึ้นไปอีก

                ด้วยเหตุนี้ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค ที่เป็นหน่วยงานอยู่ในสังกัดของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ก็ได้ทำการออกแบบรถที่สามารถเข้าไปในพื้นที่ประสบภัยหรือเป็นแหล่งทุรกันดารได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับนำเครื่องมือสื่อสารแบบฉุกเฉินที่มีชื่อว่า EECV (Emergency and Educational Communication Vehicle) ซึ่งประกอบไปด้วยดาวเทียมและเครื่องมือที่เชื่อมต่อกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความแรงสูงได้ ซึ่งจะทำให้พื้นที่ดังกล่าวไม่ขาดการติดต่อสื่อสารจากทั้งหน่วยงานราชการและเอกชนที่พร้อมส่งปัจจัยทั้งคนและสิ่งของเข้ามาช่วยเหลือนั่นเอง

                2. ระบบเตือนภัยน้ำป่าและดินถล่ม

                เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มเข้าไปยังชุมชนที่อยู่ติดพื้นที่ป่าทั้งหลายนั้นถือว่าเป็นภัยธรรมชาติที่คงมีหลายคนต้องเจอหรือได้รับข่าวจากสื่อต่าง ๆ บ่อย ๆ ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นถ้าใครไหวตัวไม่ทันนั้นก็ต้องสังเวยชีวิตให้อย่างน่าเสียใจ

ดังนั้นเทคโนโลยีจึงถูกนำมาใช้เพื่อสร้างเป็นระบบเตือนภัยก่อนเกิดเหตุโดยข้อมูลนั้นจะได้มาจากหลาย ๆ ระบบทั้งการจับค่าความสั่นสะเทือนความละเอียดสูงหรือการเก็บข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาในการหาความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำป่าหรือดินถล่ม โดยเครื่องส่งสัญญาณจะติดอยู่กับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกู้ภัยได้แจ้งเตือนชุมชนอย่างทันเวลาและวางแผนในการช่วยเหลือและอพยพผู้ประสบภัยได้อย่างทันเวลา

3. แอพพลิเคชั่นเตือนภัย

ในยุคที่เรามี Smart Device อย่าง Smartphone และ Tablet ติดตัวกันแทบทุกคน แอพพลิเคชั่นสำหรับเตือนภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรต้องมีติดตัวเครื่องเอาไว้เพื่อความปลอดภัยอย่างเช่น แอพพลิเคชั่น EARTHQUAKE ALERT! ที่จะช่วยรายงานการเกิดแผ่นดินไหวจากทั่วทุกมุมโลกแบบเรียลไทม์เลยทีเดียว โดยฟังก์ชั่นของตัวแอพพลิเคชั่นสามารถบอกได้ถึงข้อมูลที่สำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพิกัดการเกิดแผ่นดินไหวในระดับละติจูด ลองติจูด ความลึกของจุดศูนย์กลาง ความถี่ในการเกิดแผ่นดินไหวในแต่ละพื้นที่ รวมถึงยังได้รวบรวมข่าวการเกิดแผ่นดินไหวจากสื่อต่าง ๆ ทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว

หรือว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่น THAIWATER ที่เป็นสื่อกลางบอกถึงพายุที่จะเข้าไทยและปริมาณน้ำฝน โดยสามารถเจาะลึกไปยังปริมาณน้ำที่อยู่ในเขื่อนและแม่น้ำจากสถานีตรวจวัดทั่วประเทศ ทำให้สามารถเตรียมตัวรับมือและไหวตัวกับวาตภัยและอุทกภัยได้เป็นอย่างดี ยิ่งดูผ่านจอใหญ่ ๆ อย่าง “ipad mini” ยิ่งสะดวก

4. แคปซูล “โนอาห์”

สึนามิเป็นเหตุการณ์ที่น่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาศัยและท่องเที่ยวอยู่ริมชายหาด ดังนั้นจึงมีการสร้างนวัตกรรมสำหรับเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัตินี้ด้วยแคปซูลขนาดกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2 เมตรที่คนสามารถเข้าไปอยู่ได้ และสามารถลอยตัวอยู่บนน้ำกันแรงกระแทกจากรอบ ๆ ด้านได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อจวนตัวผู้ประสบภัยจึงสามารถเข้าไปอยู่ในช่วงขณะนั้นได้

และนี่คือเรื่องราวของเทคโนโลยีเพื่อลดการสูญเสียทางภัยพิบัติที่เรานำมาเสนอทุกท่าน หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการระวังภัยในโอกาสต่อ ๆ ไปนะครับ

6G จะมา แต่ 5G ยังไม่ได้ใช้เลย

“เมาส์ไร้สาย”

ทุกวันนี้เทคโนโลยีต่างๆ มากมายได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นแบบไร้สายไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น หูฟังไร้สาย, คีย์บอร์ดไร้สาย, “เมาส์ไร้สาย” และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งนั่นก็มาเพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นนั้นเอง รวมไปถึงอินเตอร์เน็ตไร้สายที่ให้คุณเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วทันใจ อย่างที่เคยได้ยินกันมาในเรื่องของ 4G หรือ 5G ที่ประเทศเรากำลังจะได้ใช้กันในอนาคตอันใกล้นี่เอง แต่ยังไม่ได้ทันใช้ 5G กันเลย เราก็ได้ยินมาแว่วๆ แล้วว่า 6G กำลังถูกพัฒณาขึ้นมาซะแล้ว วันนี้จึงจะพาไปย้อนรอยกันก่อนที่จะได้รู้จักกับ 5G และ 6G โลกเราได้ผ่านอะไรกันมาบ้าง

ซึ่งหากย้อนกลับไปยังยุคแรกๆ ของอินเตอร์เน็ตเริ่มขึ้นครั้งแรกบนโลกเมื่อปี ค.ศ. 1969 หรือ ปี พ.ศ. 2512 แต่หากในประเทศไทยที่ได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตครั้งแรกคือปี ค.ศ. 1969  หรือปี พ.ศ. 2530 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าในยุคนั้นการเชื่อมต่อต้องเป็นการเกาะติดผ่านระบบสายเท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบระบบไร้สายได้ และในยุค 1G ที่มีการติดต่อสื่อสารกันผ่านมือถือครั้งแรกก็ไม่สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตไปสู่ผู้ใช้ไปลายทางได้ โดยมือถือยุค 1G ได้ถูกใช้งานครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1984 คือ Motorola DynaTAC 8000X ซึ่งสามารถใช้งานได้แค่โทรเข้า-โทรออกเท่านั้น

ต่อมาเมื่อเริ่มเข้าสู่ยุคของ 2G ที่นอกจากจะสามารถโทรเข้า-โทรออกได้แล้วนั้น ก็ยังสามารถส่งข้อความ หรือ SMS กันได้แล้ว โดยสามารถส่งได้ 160 ตัวอักษร และไม่ต้องโทรไปบอกโอเปอเรเตอร์เพื่อให้พิมพ์แทนคุณอีกต่อไป และจุดเปลี่ยนที่เห็นได้อย่างชัดเจนน่าจะเป็นยุคของ 3G ที่เป็นยุคที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านมือถือได้ จนกระทั่งเข้าสู่ยุค 4G ซึ่งเป็นยุคที่เฟื่องฟูสุดๆ สำหรับการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนมือถือ โดยคุณสามารถรับชมภาพ เสียง หรือเนื้อหาอย่างหนังออนไลน์ได้ โดยมีความเร็วที่คุณสามารถเลือกได้หลากหลายระดับ

และเมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้มีการออกมาประกาศแล้วว่าจะมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตไร้สาย 5G กันแล้ว โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมใช้งานจริงครั้งแรกในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 แต่ยังไม่ทันได้ใช้งาน อีกทั้งยังไม่สมบูรณ์แบบ 100% ก็มีข่าวว่า 6G ก็กำลังพัฒนาอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งโดยปกติแล้วยุคของอินเทอร์เน็ตจะอยู่ไปอย่างน้อยอีก 10 ปี แต่นี่ยังไม่ได้ใช้ 5G กันเลย 6G ก็มาจ่อรอซะแล้ว โดย Samsung ได้เปิดตัวเป็นบริษัทแรกที่ออกมาประกาศการลงทุนทางด้าน R&D ของ 6G อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว Research Center แห่งใหม่เพื่อการพัฒนาด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งใช้ทฤษฎีด้านโครงข่ายดาวเทียมในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่สามารถส่งได้รวดเร็วและมากกว่า 5G ไปอีกขั้น โดยได้รับความร่วมมือระหว่าง SK Telecom Ericsson และ Nokia ในการพัฒนาโครงข่ายทั้ง 5G และ 6G

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น เป็นเพียงการคาดการณ์ เพราะยังไม่ได้มีการลงบทความที่เกี่ยวข้องกับ 6G ไปลงไว้ในแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้อย่างวิกิพีเดียเลย แต่ไม่ช้าก็เร็ว เราจะต้องได้พบเจอกับทั้ง 5G และ 6G อย่างแน่นอน และเชื่อว่าเทคโนโลยีไร้สายต่างๆ อย่าง หูฟังไร้สาย, คีย์บอร์ดไร้สาย, “เมาส์ไร้สาย” และอื่นๆ อีกมากมายที่ได้กล่าวไปข้างต้นต้องได้รับการพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน

โทรศัพท์ oppo กับการกลับมามียอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทย

หลายปีก่อนหน้านี้ ถ้าให้พูดถึงโทรศัพท์มือถือที่สามารถกระตุ้นให้เราอยากไปซื้อได้นั้นคงจะมีอยู่หลัก ๆ แค่ 2 แบรนด์ คือ Apple และ Samsung สองยักษ์ใหญ่ในวงการมือถือ ที่ครองใจคนมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันตลาดโทรศัพท์มือถือได้ขยายมากขึ้นทำให้โทรศัพท์มือถือสัญชาติจีนเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Xiaomi, Huawei, และOppo เป็นเหตุให้สองยักษ์ใหญ่ที่ครองบัลลังก์ยอดขายอันดับ 1 และ 2 ต้องสั่นคลอนอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โทรศัพท์ Oppo” ที่สามารถทำยอดขายแทรง Samsung ไปได้ถึงสองไตรมาส คือในไตรมาสที่ 4/2018 และไตรมาสที่ 1/2019 ซึ่งเพียงแค่สองครั้งก็ทำให้เราฮือฮากันได้แบบสุด ๆ แล้ว แต่ที่พีคกว่านั้นคือล่าสุดในไตรมาสที่ 3/2019 ยอดขายได้กลับมาเป็นอันดับหนึ่งอีกครั้งแล้วเรียบร้อย…

โทรศัพท์ Oppo”

วิเคราะห์เบื้องลึก ทำไม Oppo ยอดขาย Oppo จึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

เป็นเรื่องที่น่าตกใจอยู่เหมือนกันที่ Oppo มียอดขายเป็นอันดับ 1 แซงยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung ไปได้ เรามาดูกันดีกว่าเพราะอะไรกัน Oppo จึงทำได้สำเร็จ  

  • ความเห็นของผู้พัฒนา

ผู้พัฒนาของ Oppo ได้กล่าวว่า สาเหตุที่สามารถทำยอดขายได้มาก เนื่องจากนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ Oppo ใส่เข้ามา ซึ่งความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้บริโภคได้ ไม่ว่าจะเป็นการที่กล้องหน้าสามารถเด้งขึ้นมาได้ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำใคร เลนส์ที่สามารถซูมได้ 10 เท่า และเทคโนโลยีชาร์จไว โดยทั้งหมดนี้ผู้พัฒนาได้ขิงว่าได้ใช้ทุนวิจัยนวัตกรรมเหล่านี้ไปถึง 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐกันเลยทีเดียว

  • บริการหลังการขายแบบจัดเต็ม

สาเหตุที่ทำให้ Oppo ประสบความสำเร็จอีกอย่างคาดว่าน่าจะเป็นการบริการหลังการขายที่ทาง Oppo ดูแลลูกค้าดีมาก ๆ โดยมีประกันแบบซ่อมด่วน 1 ชม. และยังมีบริการรับ-ส่งถึงมือลูกค้าอีกด้วย

  • Huawei ได้รับผลกระทบจากการทำสงครามทางการค้ากับ America

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Oppo ยอดขายเพิ่มมากขึ้นเพราะแบรนด์จากเพื่อนร่วมชาติอย่าง Huawei ที่กำลังมียอดขายดีมาก ๆ ในประเทศไทยเกือบโดนสหรัฐแบนและไม่อนุญาตให้นำบริการจาก Google ไปใช้งาน ถึงแม้ว่าสหรัฐจะประกาศว่าได้เลื่อนเวลาแบน Huawei ออกไปแต่อย่างไรก็ตามยอดขาย Huawei ก็ตกลงอย่างน่าใจหาย นอกจากนี้รุ่นล่าสุดอย่าง Mate 30 Pro ก็ไม่มีบริการจาก Google มาให้ใช้งาน ลูกค้าต้องนำไปลงด้วยตัวเอง จึงทำให้หลาย ๆ คนหลีกเลี่ยงแบรนด์นี้ไปแล้วหันไปใช้แบรนด์อื่น ๆ แทนนั่นเอง

  • ลูกค้าบอกต่อ ๆ กัน

แน่นอนว่าเมื่อโทรศัพท์มีคุณภาพ ทำให้ลูกค้าที่ซื้อไปเกิดการบอกต่อให้คนอื่น ๆ นั่นเอง ซึ่งเป็นปัจจัยต่อเนื่องมาจากการที่ Huawei กำลังจะโดนแบนอีกด้วย

โดยรวมแล้วสาเหตุที่ทำให้ “โทรศัพท์ Oppo” กลับมามียอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทยได้อีกครั้ง คือการที่พวกเขาไม่หยุดที่จะพัฒนานวัตกรรมของตัวเอง และดูแลลูกค้าดีมาก ๆ จนทำให้เกิดการบอกต่อ ๆ กันเป็นวงกว้าง และอยู่ในช่วงที่ Huawei อยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ทำให้ Oppo ครองอันดับ 1 ในประเทศไทยไปได้นั่นเอง 

หลังจากนี้เราคงต้องมาดูกันต่อว่าในไตรมาสหน้า Oppo จะรักษาตำแหน่งของตัวเองไว้ได้หรือไม่ พวกเขาจะเดินหมากต่อไปอย่างไร Samsung จะงัดไม้เด็ดอะไรมาสู้กับ Oppo และ Huawei จะกลับมามีบทบาทได้มากน้อยแค่ไหนในไตรมาสหน้า นับว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามเป็นอย่างมาก

เครื่องซักผ้า LG รุ่นไหนดีในปี 2019 ที่น่านำมาใช้งาน

สินค้าจากแบรนด์ LG ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานในประเทศไทยมาหลาย 10 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เครื่องซักผ้า LG” ที่หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงเป็นอันดับแรก เนื่องมาจากคุณภาพระดับพรีเมี่ยมนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันก็มีทั้งแบบฝาบน และฝาหน้าให้คุณได้เลือกใช้งานอย่างมากมาย จึงเป็นให้หลายคนกังวลใจว่าจะซื้อ “เครื่องซักผ้า LG” รุ่นไหนดี ในครั้งนี้ ผมจึงได้นำ 5 เครื่องซักผ้าของแบรนด์นี้มาแนะนำเพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

เครื่องซักผ้า LG

LG รุ่น WP-1400ROT

ขอเปิดตัวด้วยเครื่องซักผ้าฝาบนคุณภาพเยี่ยมกันก่อนเลยนะครับ โดยในรุ่นนี้มาพร้อมกับจานซักแบบ Roller Jet Punch +3 ที่ทาง LG เขาบอกเอาไว้ว่าสามารถขจัดคราบสกปรก และถนอมผ้าได้เป็นอย่างดี มีเทคโนโลยีพลังน้ำวนแบบเกลียวหรือ Wind Jet Dry ที่ช่วยให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นและป้องกันไม่ให้ผ้าพันกัน นอกจากนี้ยังมี Anti-Bacteria filter ที่ช่วยป้องกันเชื้อราแบคทีเรียได้ ตัวถังเป็นเรซินคุณภาพสูง ทนทาน ไม่เป็นสนิม เท่านั้นยังไม่พอยังให้การรับประกันมานานถึง 3 ปีกันเลยทีเดียว ทั้งหมดนี้เสนออยู่ในราคา (ปัจจุบัน )ประมาณ 6,990 บาท ถ้าซื้อตอนลดราคาเยอะ ๆ บอกเลยว่าคุ้มมาก ๆ 

LG รุ่น T2512VSAM

มาต่อกันด้วยเครื่องซักผ้านบนที่ต้องบอกว่าความคุ้มค่าพอ ๆ กับ รุ่น WP-1400ROT โดยในรุ่นนี้มาพร้อมกับระบบการซักแบบ Inverter ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซัก เพิ่มความทนทาน และช่วยประหยัดพลังงาน มีระบบการซักแบบใหม่ 3 Motion ให้คุณเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับความสกปรกของเสื้อผ้าได้เหมาะสมที่สุด มี TurboDrum™ และจานซักแบบ Power Punch +3 ที่ช่วยให้ผ้าสะอาดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมี Auto Pre-Wash ที่จะช่วยขจัดคราบฝังลึกได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย เสนอราคา (ปัจจุบัน) อยู่ที่ประมาณ 8,890 บาท

LG รุ่น T2514VS2W

ยังคงอยู่ที่เครื่องซักผ้าฝาบนโดยในรุ่นนี้ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่มีความคุ้มค่ามาก ๆ โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยี Smart Inverterช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซัก ความทนทาน และช่วยประหยัดพลังงานได้ดียิ่งขึ้น และถังซักหมุนสามารถหมุนได้ 3 รูปแบบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซักและถนอมผ้า มี

เครื่องซักผ้ารุ่นนี้มี TurboDrum™ จานซักแบบ Power Punch +3 และ Auto Pre-Wash เช่นเดียวกับรุ่น T2512VSAM โดยมีคุณสมบัติไม่แตกต่างกัน แต่ในรุ่นนี้จะมี Side Water หรือระบบน้ำตกที่ช่วยให้ผงซักฟอกกระจายเข้าสู่เนื้อผ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น น

อกจากนี้ยังมี BMC System ที่ทำให้มอเตอร์มีความทนทานและทำให้เสียงเครื่องเบาและสั่นสะเทือนน้อยลงอีกด้วย ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะมีเสียงดังรบกวน และสุดท้ายคือแอพพลิเคชั่น Smart Diagnosis™ ที่ทำให้คุณสามารถเช็กอาการของเครื่องซักได้เบื้องต้นเลยว่าเป็นอะไร โดยไม่ต้องตามช่างมาดูทุกครั้ง คุณทั้งหมดนี้สามารถเป็นเจ้าของได้ด้วยราคา 14,900 บาทเท่านั้น เป็นอีกรุ่นที่น่าจับตามองมาก ๆ

LG รุ่น F1408DM2W1

ถ้าใครกำลังมองหาเครื่องซักผ้าฝาหน้าที่ทำงานได้อย่างเงียบกริบ ไม่ส่งเสียงดังมากนัก ต้องรุ่นนี้เลย สำหรับตัวมอเตอร์เองก็นับว่าทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก ๆ ด้วยระบบการเคลื่อนที่ของถังซักแบบหมุนรอบทิศทางถึง 6 ทิศทาง (6 Motion Direct Drive) ของตัวมอเตอร์ทำให้มีพลังในการซักเพิ่มมากยิ่งขึ้นส่งผลให้การซักสะอาดมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ทำให้ผ้าไม่พันกัน และถนอมใยผ้าได้เป็นอย่างดี เป็นการถนอมเสื้อผ้าที่เราใส่ไปในตัว คงถูกใจพ่อบ้านแม่บ้านสายแบรนด์เนมอย่างแน่นอน

นอกจากนี้คราบหนัก ๆ เช่น คราบเลือดหรือคราบหมึกก็สามารถซักออกได้สบาย ๆ ได้อีกด้วย แต่ที่พิเศษจริง ๆ คือ แอพ Smart Diagnosis™ ที่ใช้ในการตรวจสอบสภาพความผิดปกติของเครื่องซักผ้าได้อีกด้วย และไม่ต้องกังวลว่าจะกินไฟ เพราะเขาได้โฆษณาไว้ว่าสามารถประหยัดพลังงานไปได้ถึง 35 เปอร์เซ็นต์กันเลยทีเดียว สำหรับการรับประกันของตัวมอเตอร์นั้นให้มาถึง 10 ปีเต็มเลย ซึ่งถือว่านานมาก ๆ โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้เสนออยู่ในราคาราว 27,900 บาท อาจจะราคาสูงไปสักหน่อย แต่สิ่งที่ให้มานับว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

LG รุ่น FG1612H2W

สำหรับเครื่องซักผ้าฝาหน้ารุ่นนี้ถือว่าเป็นพระเอกในการีวิวครั้งนี้เลยก็ว่าได้เพราะมีคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ครอบคลุมสุด ๆ โดยจะขอเริ่มจากตัวมอเตอร์ โดยจะคล้ายคลึงกับรุ่น F1408DM2W1 คือเป็นระบบการเคลื่อนที่ของถังซักแบบหมุนรอบทิศทางถึง 6 ทิศทาง (6 Motion Direct Drive) ทำให้การผ้าสะอาดมากยิ่งขึ้นและเป็นการถนอมผ้าไปในตัว

ในรุ่นนี้มีเทคโนโลยีที่เรียกว่า TrueSteam™ ทำให้กำจัดสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพถึง 99.99 % กันเลยทีเดียว และยังมี Allergy Care, Steam Refresh และ Steam Softener™ ช่วยป้องเชื้อโรคให้กับคุณอีกด้วย แน่นอนว่ามอเตอร์ทำงานเบามาก ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเสียงดังรบกวน 

เครื่องซักผ้ารุ่นนี้ยังสามารถซักผ้าและอบผ้าภายในเครื่องเดียว สะดวกสบายมาก ๆ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี Eco Hybrid ที่มีโหมดให้คุณเลือกว่าจะใช้การอบผ้าแบบนไหน 2 ตัวเลือก ถ้ากด Eco Dry จะทำการอบโดยไม่ใช้น้ำทำให้คุณประหยัดน้ำได้ถึง 4,774 ลิตรต่อปี ส่วนการอบผ้าแบบปกติจะสามารถอบได้ไวกว่าเครื่องซักผ้าปกติ โดยประหยัดได้มากถึง 22,000 นาทีต่อปีกันเลยทีเดียว 

ตอนที่คุณซักผ้าในบางครั้งคุณอาจลืมและเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีผ้าที่ยังไม่ได้ซักอีก คุณสามารถหยุดกลางคันโดยการกดปุ่ม Add Item ได้เลย และจากนั้นสามารถซักต่อได้เลย และสุดท้ายที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของ LG เลย คือ เครื่องซักผ้าสามารถเชื่อมกับแอพ LG SmartThinQ™

ทำให้คุณสามารถสั่งใช้งานและตรวจสอบเครื่องซักผ้าของคุณได้ทุกที่ และดาวน์โหลดโปรแกรมซักใหม่ ๆ ได้อีกด้วยทั้งหมดนี้เสนออยุ่ในราคา 49,990 บาท

หวังว่าหลาย ๆ คนคงจะพอตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องซักผ้าที่โดนใจและตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานของตัวเองได้แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรดูความจุเอาไว้ด้วยว่า เพียงพอต่อการใช้งานหรือเปล่า เพราะถ้าใส่เสื้อผ้าที่มีน้ำหนักมากเกินไป อาจทำให้เครื่องชำรุดได้…

พร้อมหรือยังกับ 5G ในไทย?

“Oppo”

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราจะได้ยินคำว่า 5G กันมาสักพักแล้ว ซึ่งรายแรกของโลกที่ได้เปิดตัว และเริ่มใช้กันไปแล้วก็คือ ประเทศเกาหลีใต้นั่นเอง ซึ่งเกาหลีใต้ขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่แล้ว และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว 5G จะเข้ามีบทบาทในส่วนของสมาร์ทโฟนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นด้าน iOS อย่าง Apple หรือจะเป็นด้าน Android อย่างเช่น Samsung, “Oppo”, Huawei และอีกหลากหลายแบรนด์เลยทีเดียวที่กำลังจ่อลงวางตลาดสำหรับ 5G แต่ไม่เพียงแต่สมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ เช่น รถอัจฉริยะที่สามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง หุ่นยนต์อุตสาหกรรม อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เป็นต้น อีกทั้งอุปกรณ์ทุกชนิดที่เชื่อมอินเตอร์เน็ตได้ (Internet of Things หรือ IoT)

ย้อนกลับไปยังยุคแรกๆ สมัย 1G ซึ่งในขณะนั้น เราจะติดต่อสื่อสารกันเพียงเสียงผ่านมือถือระบบอนาล็อก ต่อมาเริ่มส่งข้อความ และ MMS กันได้ในยุคของ 2G และได้มีจุดเปลี่ยนที่เห็นได้อย่างชัดเจนน่าจะเป็นยุคของ 3G ที่เป็นยุคที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านมือถือได้ด้วยความเร็วที่ 220 Kbps ถึง 42.2 Mbps จนกระทั่งเข้าสู่ยุค 4G ซึ่งเป็นยุคที่เราสามารถรับชมภาพ เสียง หรือเนื้อหาอย่างหนังออนไลน์ได้ โดยมีความเร็วที่คุณสามารถเลือกได้หลากหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็น 4G LTE (100 Mbps), LTE Advanced (1 Gbps)

และในปัจจุบันเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค 5G กันแล้ว ซึ่งหลายท่านต่างสงสัยกันว่าแล้วมันต่างกับ 4G อย่างไร โดยประการแรกเลยคือ 5G จะมีศักยภาพ และการทำงานที่รวดเร็วทั้งภาพและเสียงมากกว่า 4G ถึง 1,000 เท่า อีกทั้งยังสามารถตอบสนองไวมากกว่าเดิม สั่งการและควบคุมได้อย่างรวดเร็วทันใจ เนื่องจากมีความหน่วงที่ต่ำ ตอบสนองได้ไวถึง 1 ส่วนพันวินาที ไม่ว่าจะเป็นหนัง เกม หรือการดาวน์โหลด อัพโหลด ข้อมูลขนาดใหญ่ ก็สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงอย่าง 5G เพื่อเป็นการประมวลผลที่รวดเร็ว นับได้ว่าเป็นการตอบโจทย์ให้กับนักพัฒนาเทคโนโลยี AR และ VR ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังรองรับการรับส่งข้อมูลได้มากกว่า 4G ถึง 7 เท่า หรือ 50 Exabytes ต่อเดือน ในขณะที่ 4G สามารถรับส่งข้อมูลได้เพียงแค่ราว 7.2 Exabytes ต่อเดือนเท่านั้น อีกทั้งยังมีความเร็วมากกว่า 4G ถึง 20 เท่า ซึ่งเร็วมากพอที่จะสามารถรับชมวิดีโอระดับ 8K ออนไลน์แบบ 3 มิติ หรือดาวน์โหลดภาพยนตร์ 3 มิติ ได้ภายใน 6 วินาทีเลยทีเดียว รวมไปถึงยังมีความถี่ให้เลือกใช้ได้มากก่า โดย 5G สามารถใช้งานคลื่นความถี่ได้จนถึง 30GHz ซึ่งเป็นความถี่ย่านใหม่ที่ไม่เคยมีการใช้งานมาก่อน และยังรองรับจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 10 เท่า จากที่สามารถรับคนได้ราว 1 แสนคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. กลายเป็น 1 ล้านคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. ซึ่งถือว่ารองรับได้มากเลยทีเดียว

โดยในปี 2020 อย่างที่ได้ทราบกันอยู่แล้วในประเทศไทยเองมี 3 เครือข่ายเจ้ายักษ์ใหญ่ อย่าง AIS, TrueMove H, และ dtac ที่ได้ครอบครอง ซึ่งเราอาจจะได้ใช้ 5G กันแน่ๆ แต่คนไทยเราพร้อมที่จะใช้งาน 5G กันแล้วหรือยัง แต่ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่ต้องมีคือสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G ซึ่งตอนนี้มีหลายรุ่น หลายแบรนด์เลยทีเดียว  ไม่ว่าจะเป็น Samsung, “Oppo”, Huawei และอื่นๆ อีกมากมายให้คุณได้เลือกใช้กัน

คลายร้อนให้อารมณ์เย็นๆ กับพัดลมแอร์

พัดลมแอร์ราคา

อากาศของเมืองไทยคงจะทำให้หลายคนประสบปัญหาเดียวกันเพราะไม่ว่าจะฤดูไหนก็จะพบกับอากาศร้อนอบอ้าวอยู่เป็นประจำ ดังนั้น การมีพัดลมภายในบ้านจึงถือว่าเป็นเหมือนยาสามัญประจำบ้านที่ทุกครัวเรือนต้องมีติดไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดนี้แบ่งได้เป็นหลายประเภท เช่น แบบตั้งโต๊ะ แบบตั้งพื้น  และแบบแขวนนัง แบบไอน้ำ แบบไอเย็น หรือ พัดลมแอร์ราคา ไม่แพง เที่กำลังดังๆ เป็นต้น ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีหลักการทำงานที่คล้ายคลึงกัน

และอีกหนึ่งทางเลือก จาก พัดลมแอร์ราคา จับต้องได้ หรือที่เราเรียกกันว่าพัดลมไอเย็น ที่ต้องเกริ่นก่อนว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อของ พัดลมไอเย็นและพัดลมไอน้ำ แต่ยังไม่รู้จักว่า พัดลมไอเย็น พัดลมไอน้ำคืออะไร และต่างจากพัดลมทั่ว ๆ ไปตรงไหน

พัดลมไอเย็น คือพัดลมที่ทำงานผ่านระบบ Evaporative Cooling Systems หรือการดึงความร้อนจากอากาศผ่านแผ่นทำความเย็น ซึ่งเมื่อสัมผัสกันจะทำให้น้ำระเหยและแปรเปลี่ยนเป็นไอเย็นที่ส่งผ่านออกมา ช่วยให้อุณหภูมิภายในห้องลดลงได้

พัดลมไอน้ำ ต่างจากพัดลมไอเย็นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเมื่อเปิดใช้งานจะมีการพ่นเอาไอน้ำออกมา ลักษณะคล้ายหมอก แต่มีความละเอียดน้อยกว่า ในปัจจุบันจะเห็นว่ามีการใช้พัดลมชนิดนี้กันมากขึ้น ทั้งภายในและภายนอกของอาคาร สามารถประยุกต์เอามาดัดแปลงให้มีรูปร่างเป็นรางที่สามารถพ่นไอน้ำ

พัดลมไอเย็น กับ พัดลมไอน้ำ ต่างกันอย่างไร

เป็นเพราะชื่อเรียกใกล้เคียงกัน หลายคนจึงคิดว่า พัดลมไอเย็น และ พัดลมไอน้ำ จะมีการใช้งานแบบเดียวกัน หรือบางคนอาจจะคิดว่าเป็นชนิดเดียวกันเลยก็มี ซึ่งที่จริงแล้ว พัดลมไอเย็น กับ พัดลมไอน้ำ ไม่ใช่ชนิดเดียวกัน และมีความแตกต่างกัน ดังนี้

พัดลมไอน้ำ จะทำงานโดยการพ่นละอองน้ำออกมาแล้วใช้พัดลมเป่าให้ละอองน้ำกระจายตัว จึงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการความชื้น เช่น โรงเพาะชำ หรือที่โล่งแจ้ง แต่อาจไม่เหมาะกับที่อับ เช่น ภายในบ้าน หรือโรงอาหาร เป็นต้น

พัดลมไอเย็น จะทำงานด้วยการดึงความร้อนของอากาศผ่านแผ่นทำความเย็น จนน้ำระเหยออก เหลือไว้เพียงอุณหภูมิที่ลดลง จึงทำให้พื้นที่โดยรอบรู้สึกเย็นสดชื่น โดยไม่มีความชื้นในอากาศ ซึ่งเหมาะกับบ้านพักอาศัยมากกว่า

การใช้พัดลมไอน้ำช่วยคลายร้อนในช่วงฤดูร้อนนั้น สามารถใช้ได้ ละอองไอน้ำจากพัดลมจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ แต่อย่างไรก็ตามก็ควรใช้พัดลมไอน้ำชนิดนี้ในที่โล่งแจ้ง เนื่องจากระบบอากาศหมุนเวียนถ่ายเทได้ดี และไม่เหมาะที่จะใช้ในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว เนื่องจากในอากาศมีความชื้นสูงอยู่แล้ว

ดังนั้น ข้อสำคัญอย่างยิ่งเลย คือไม่ควรนำพัดลมแบบไอน้ำมาใช้ในห้อง ซึ่งมีพื้นที่มิดชิด อากาศถ่ายเทไม่ดี ไม่แนะนำให้ใช้ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มความชื้นในห้องให้สูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ที่ป่วยอยู่แล้วโดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งขณะนี้มีส่วนหนึ่งที่พักฟื้นที่บ้าน ส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุ

รวมทั้งผู้ที่เป็นโรคทางเดินหายใจอยู่แล้ว เช่น เป็นไข้หวัด อาจเสี่ยงทำให้เกิดโรคปอดบวมได้ หากจำเป็นต้องใช้พัดลม แนะนำให้ใช้พัดลมธรรมดาทั่วไป เพราะไม่เพิ่มความชื้นในห้อง

เทคนิคการเลือกเครื่องเสียงติดรถยนต์แบบโดน ๆ

"แท็บเล็ต samsung"

สำหรับบางคนเสียงเพลงคือสิ่งที่สามารถอยู่กับเราได้ในทุกที่และสามารถเป็นเพื่อนกับเราได้ในทุกอารมณ์ แม้กระทั่งในรถยนต์นั้นก็ไม่พลาดที่จะต้องมีเครื่องเสียงที่ดีเอาไวขับกล่อมเวลาที่โลดแล่นอยู่บนท้องถนน ซึ่งวิวัฒนาการของเครื่องเสียงภายในรถยนต์นั้นก็พัฒนามาอย่างยาวนานตั้งแต่เป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ทจนมาถึงระบบไร้สายที่สามารถใช้สมาร์ทดีไวซ์อย่าง“แท็บเล็ต samsung” เชื่อมต่อและเปิดเพลงในระบบสตรีมมิ่งได้

โดยเทคโนโลยีสำหรับเครื่องเสียงรถยนต์ในปัจจุบันนั้นไม่ได้มีเพียงแค่สเปคเดียว แต่ว่ามีให้เลือกมากมายเพื่อความเหมาะสมของผู้ใช้แต่ละคน บางคนก็พอใจกับเครื่องเสียงที่แถมมากับรถแต่บางคนก็ต้องการเสียงและระบบที่เพิ่มมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ซึ่งใครที่คุ้นเคยกับอุปกร์เหล่านี้อยู่แล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่เป็นความสนุกสนานที่จะได้ปรับเปลี่ยนชุดเคลื่องเสียงออกมาให้ได้ในสไตล์ของเรา

แต่ถ้าใครเป็นมือใหม่สำหรับวงการนี้แล้วล่ะก็อาจจะงงและมึนเมื่อได้เห็นอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มากมายทั้งยังมีในเรื่องของสเปคที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราจะพาผู้ที่เพิ่งเข้าวงการในเรื่องของเครื่องเสียงรถยนต์ทุกท่านไปรู้จักกับเทคนิคการเลือกเครื่องเสียงติดรถยนต์ให้โดนใจใช่เลยกันครับ

1. ศึกษาข้อมูลก่อนซื้อ

เริ่มต้นก่อนเลยเราอยากให้คุณทำความคุ้นเคยกับเครื่องเสียงติดรถยนต์ให้ได้มากที่สุดก่อน เนื่องจากในท้องตลาดนั้นมีหลายแบรนด์หลายราคา และผู้ผลิตก็มาจากหลากหลายประเทศทั้ง อเมริกา ยุโรป จีน และไทย เป็นต้น

ซึ่งแต่ละแบรนด์นั้นก็จะมีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นแนวเสียงและรูปแบบการใช้งาน  โดยการศึกษาหาข้อมูลในปัจจุบันนั้นมีช่องทางที่หลากหลายมาก ๆ เช่นจะใช้วิธีแบบคลาสสิคอย่างเปิดแม็คกาซีนที่เกี่ยวกับเครื่องเสียงหรือการตกแต่งรถยนต์ ดูแคตตาล็อกที่มีวางตามร้านขาย หรือจะหาข้อมูลบนเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ดเกี่ยวกับอุปกรณ์ดังกล่าวก็ได้ อย่างน้อยที่สุดเราจะได้รู้ถึงข้อมูลต่าง ๆ ในเบื้องต้นก่อนจะไปลองดูของจริง

2. เลือก เฮดยูนิต (Head Unit)

เป็นอุปกรณ์ที่ควรต้องใส่ใจและให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ เพราะว่าเป็นแหล่งต้นกำเนิดของคุณภาพเสียงเลย โดยในอดีตจะนิยมติดตั้งเป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ท ซีดี และ ดีวี ตามลำดับ แต่ในปัจจุบันได้ถูกปรับเปลี่ยนให้สามารถรองรับการเล่นไฟล์เสียงในรูปแบบดิจิตอลได้มากขึ้น ทั้งแบบออดิโอหรือวีดีโอ โดยสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างเช่น เครื่องเล่น MP3, USB หรือ SD CARD ได้ และในปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีไร้สายเข้ามาก็สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทดีไวซ์ต่าง ๆ ผ่านสัญญาณไร้สายอย่างเช่น BLUETOOTH ผ่านอุปกรณ์อย่างเช่น“แท็บเล็ต samsung” ได้ง่าย ๆ ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้เป็นอย่างมาก ซึ่งควรเลือกแล้วแต่ความต้องการและงบประมาณของผู้ใช้

 3. เลือก เพาเวอร์แอมป์ (Power Amp)

ควรเลือกจากจำนวนลำโพงในรถ ถ้าเกิดว่ามีลำโพงทั้งชุดหน้าและหลังควรเลือกใช้แบบ 4 แชนแนลจะดีที่สุด เพราะว่าจะสามารถขับพลังและกำลังเสียงออกมาแบบเต็มที่ โดยตามสเปคแล้วก็จะมีการแยกคลาสไปอีกเพื่อไว้ใช้กับลำโพงในประเภทที่ต่างกัน โดยอุปกรณ์ชิ้นนี้นิยมใส่ไว้ใต้เบาะหรือท้ายรถ

4. ลำโพง

การเลือกลำโพงนั้นไม่มีกฏตายตัวมากนัก ขอแค่เสียงที่ออกมาฟังแล้วชอบในราคาที่เอื้อมถึงก็โอเค และควรดูจำนวนของลำโพงด้วยถ้าเป็นคนที่ฟังเพลงแบบเบา ๆ สบาย ๆ ก็เลือกแบบลำโพงคู่หน้าก็พอแต่ถ้าเป็นชาวร็อคหรือชอบ EDM ก็ซื้อคู่หน้าหลังไปเลย ซึ่งไม่ควรซื้อที่มีราคาถูกเกินไปเพราะจะทำให้ความทนทานมีน้อย และควรเลือกซื้อที่มีประกัน

5. พิจารณากำลังวัตต์

 ดูได้จากเพาเวอร์แอมป์และตัวลำโพงนั่นเอง ซึ่งจำนวนวัตต์ทั้ง 2 ต้องเท่ากันเพื่อความคุ้มค่าและคุณภาพเสียงที่ดีและราบลื่นมากที่สุด โดยตัวเพาเวอร์แอมป์จำนวนวัตต์ไม่ควรเยอะกว่าจำนวนวัตต์ของลำโพง โดยส่วนอื่น ๆ ก็ควรดูในเรื่องของ แบรนด์ที่อาจจะเหมือนกัน เป็นต้น

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับหลักการเบื้องต้นของเทคนิคการเลือกเครื่องเสียงติดรถยนต์ที่เรานำมาแบ่งปันให้มือใหม่ได้ทราบกัน หวังว่าจะถูกใจและนำไปเป็นแนวทางในการเลือกซื้อนะครับ

โน๊ตบุ๊ค ราคาถูก Acer AN515-52-51SH ที่เกมเมอร์ห้ามพลาด

ปัจจุบันธุรกิจ E-Sport ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น เห็นได้จากกการแข่งขันเกมที่ถูกจัดขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็นเกม Rov และ LOL จึงส่งผลให้หลาย ๆ คนหันมาเล่นเกมกันมากขึ้น เป็นเหตุุให้ Desktop Pc และโน๊ตบุ๊ค จึงกลายมาเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับเกมเมอร์ไปโดยปริยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโน๊ตบุ๊คที่มีคนให้ความสนใจจำนวนมากเพราะว่าซื้อครั้งเดียวได้ครบทั้งหมด คีย์บอร์ด หน้าจอ CPU และการ์ดจอ ซึ่งแต่งกับ Desktop Pc ที่ต้องซื้อของเหล่านี้แยกกันไป ทำให้สินเปลืองเงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าใครกำลังมองหา “โน๊ตบุ๊ค ราคาถูก” สำหรับเล่นเกม ต้องเครื่องนี้เลย Acer AN515-52-51SH BLACK (Nitro 5) ที่มีความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ 

"โน๊ตบุ๊ค ราคาถูก"

ขุมพลัง 1050Ti เล่นเกมออนไลน์ปรับภาพ Full HD ได้สบาย ๆ 

สำหรับที่เล็งโน๊ตบุ๊คที่ใช้งานได้อย่างครอบคลุมต้องรุ่นนี้จริง ๆ เพราะมาพร้อมกับการ์ดจอ (Graphic Card) 1050 Ti ที่ต้องบอกว่าเล่นเกมได้ครอบคลุมมาก ๆ โดยเกมใหญ่ ๆ เช่น GTA V ก็สามารถขับเฟรมเรทไปได้มากถึง 47.3 กันเลยทีเดียว แต่ถ้าใครเล็งเอาเล่นเกมออนไลน์อย่างเดียวต้องบอกเลยว่าตอบโจทย์แน่นอน เพราะขับเฟรมได้ 60 เฟรมแบบสบาย ๆ เช่น Dota 2, LOL, และ Hon 

คีย์บอร์ดสวย รวยสเน่ห์

คีย์บอร์ดของ Acer Nitro 5 มาพร้อมกับสีแดงที่สวยงามเป็นอย่างมาก รับรองว่าเหล่าเกมเมอร์ที่ชื่นชอบในไฟ RGB จะต้องถูกใจสิ่งนี้อย่างแน่นอน โดยไฟจะเป็นแบบอัติโนมัติโดยจะดับไปเมื่อไม่ได้ใช้งาน 30 วินาที แต่ถ้าหากคุณอยากให้มันติดตลอดก็สามารถทำได้ แต่อาจจะมีวิธีที่ยุ่งยากสักเล็กน้อย แต่โดยส่วนตัวก็ชอบแบบดั้งเดิมแล้ว

พัดลมโดนใจ ระบายความร้อนดีเยี่ยม

พัดลมที่ให้มากับตัวนี้มีถึง 2 ตัว ซึ่งต้องบอกว่าระบายความร้อนได้ดีมาก ๆ ด้วยระบบ CoolBoost ที่ทาง Acer เขาบอกว่าจะทำงานอัติโนมัติเมื่อใช้อย่างหนัก โดยจะเพิ่มความเร็วให้พัดลมมากขึ้นถึง 10 % ระบายความได้มากขึ้น 9% เลยทีเดียว

ซึ่งโดยส่วนตัวที่ผมใช้งานมา ก็พบว่าเป็นอย่างที่เขาว่าไว้จริง ๆ ซึ่งในตัวเครื่องเขาจะลงโปรแกรมของพัดลมที่เรัยกว่า Nitrosense มาให้กับเราเลย โดยจะบอกอุณหภูมิเครื่องในปัจจุบันให้เราได้รับทราบด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ Series นี้เลย

ประกัน จัดหนัก จัดเต็ม

อีกหนึ่งจุดที่เรียกว่าเป็นจุดเด่นของ Acer รุ่นนี้ คือ ให้ประกันมามาถึง 3 ปี เท่านั้นยังไม่พอ ยังเป็นแบบ On-Site อีกด้วย เสียตรงไหน คุณสามารถเรียกช่างของ Acer ไปซ่อมได้ถึงที่ นี่เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจซื้อเครื่องนี้เลยก็ว่าได้ 

ราคาคุ้มค่า เสปคที่ให้มาเกินคุ้ม

จากข้อมูลข้างต้น คงจะพอทราบสเปคของเครื่องกันคร่าวแล้วนะครับก็พอจะเห็นแล้วว่าสเปคที่ให้มามันเกินคุ้มไปแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ครับว่าราคาเพียง 26,990 บาทเท่านั้น (ปัจจุบันน่าจะเหลือประมาณ 22,900 บาทแล้ว)

ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ ทุกท่านคงจะพอทราบแล้วว่า “โน๊ตบุ๊ค ราคาถูก” สำหรับเล่นเกมต้องเครื่องนี้ เพราะมันเกินคุ้มจริง ๆ รับรองว่าเกมเมอร์อย่างคุณไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน 

กะทัดรัด พร้อมออกไปผจญภัยครั้งต่อไป!!

nikon a900

กล้องถ่ายรูปก็มีหลายประเภทซึ่งอาจทำให้หลายคนสับสนได้ไม่ว่าจะเป็นกล้อง DSLR ที่รู้จักกันว่ากล้องโปร กล้อง Mirrorless ที่กำลังเป็นที่นิยม และกล้อง Compact ( nikon a900 ) ที่เคยเป็นที่นิยมมากในช่วงหนึ่ง ถามว่ากล้องทั้ง 3 แบบแตกต่างกันอย่างไร เหมาะกับการใช้งานแบบใด จะมาแนะนำกันดังนี้

ประเภทแรก กล้อง DSLR เป็นกล้องที่สามารถควบคุมผลลัพท์ของภาพที่ได้ออกมาตามที่คาดหวังแต่วิธีการใช้ค่อนข้างยุ่งยากกว่ากล้องประเภทอื่น โดยข้อดีของกล้องประเภทนี้คือ คุณภาพของไฟล์รูปมีคุณภาพสูง มีเลนส์ให้เลือกหลายระยะ คุณภาพ และราคาขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยแรก ถ่ายวิดีโอได้ยอดเยี่ยมแม้จะเป็นในบริเวณที่มีแสงน้อย

กล้อง DSLR ระดับไฮเอนด์สามารถควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์และยังควบคุมผ่านแอพพลิเคชั่นได้ด้วย สามารถควบคุมการถ่ายภาพโดยผู้ใช้ได้หลากหลาย แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้างก็คือ ส่วนมากจะมีขนาดใหญ่เทอะทะและยังมีอุปกรณ์เสริมอีกจำนวนมาก ต้องใช้เวลาศึกษาการใช้งานนาน เพราะมีการทำงานที่ซับซ้อน รวมถึงส่วนใหญ่เวลาถ่ายวิดีโอต้องใช้โฟกัสมือและต่อไมค์เพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน กล้องประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ใช้กล้องเพื่อให้ได้ภาพคุณภาพสูง ใช้ทำงาน หรือต้องใช้เทคนิคในการถ่ายรูปจำนวนมาก กล้องNikon มีกล้องในสายการผลิตนี้เป็นจำนวนมากมีหลายตังที่ได้รับความนิยม อย่างเช่น Nikon D500 , Nikon D5500 ,Nikon D5600 , Nikon EOS 1300D

            ประเภทที่สองกล้อง Compact คือกล้องที่เหมาะกับคนที่ต้องการความสะดวกในการใช้งานเพราะสามารถถ่ายรูปได้ทันทีแบบไม่ต้องเซ็ทอะไรเลย บวกกับคุณภาพของรูปที่ได้ออกมาถือว่าดีเลยทีเดียว ซึ่งข้อดีของกล้อง Compact คือ ใช้งานง่ายหยิบขึ้นมาถ่ายรูปได้เลย ขนาดเล็ก พกพาง่าย ราคาไม่แพง ฟังก์ชั่นไม่ซับซ้อน และมีหลายฟังก์ชั่นที่ไม่มีให้ในกล้อง DSLR ส่วนใหญ่จะมีระยะซูมที่มาก ส่วนข้อเสียคือ เป็นกล้องควบคุมไม่ได้ด้วยระบบManual คุณภาพของภาพถ่ายไม่ต่างจากกล้องสมาร์ทโฟนรุ่นดีๆ ช่องมองภาพ ใช้ได้ไม่ค่อยดี และตกรุ่นไว Nikonเองก็มีกล้อง Compact ที่ใช้ชื่อว่า COOLPIX อยู่หลายรุ่น อย่างเช่น Nikon COOLPIX A , Nikon COOLPIX B ,Nikon COOLPIX W , nikon a900

            ประเภทสุดท้ายกล้อง Mirrorless ที่กำลังเป็นที่นิยมซึ่ง Nikon เองก็เพิ่งเปิดตัวกล้อง Nikon Mirrorless ของตัวเองออกมากไม่นาน ซึ่งกล้องประเภทนี้ขึ้นชื่อเรื่องการใช้งานง่าย พกพาสะดวก และได้รูปออกมาคุณภาพสูงอีกด้วย ข้อดีของกล้องประเภทนี้คือ ประสิทธิภาพเหนือกว่ากล้อง DSLR ระดับล่าง ในขนาดเล็กกว่า คุณภาพไฟล์ดีกว่า มีเลนส์ให้เลือกใช้มากมายตั้งแต่ราคาถูกยันแพง ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีมาก สามารถถ่ายวิดีโอคุณภาพ HD ได้ พร้อมกับมีออโต้โฟกัสขณะถ่าย และคุณภาพเสียงที่ดีกว่ากล้อง DSLR เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นถ่ายภาพที่ไม่ได้ต้องการฟังก์ชั่นมากมายเท่ากล้อง DSLR

ในส่วนของข้อเสียคือ เลนส์ถึงแม้จะมีหลากหลายแต่ก็ยังมีให้เลือกไม่เท่ากับกล้อง DSLR เวลาใส่อแดปเตอร์สำหรับเลนส์บางตัวจะทำให้ออโต้โฟกัสของเครื่องไม่ทำงาน ช่องมองภาพคุณภาพยังไม่ค่อยดี หรือบางรุ่นก็ต้องซื้อเพิ่ม ซึ่งบางครั้งที่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มหลายอย่างบางคนเลยหันไปซื้อกล้องใหญ่อย่าง DSLR แทนกล้องประเภทนี้เหมาะกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือโปรหรือมือใหม่ที่ต้องการเรียนรู้การถ่ายภาพ โดยกล้อง Mirrorless ของ Nikon ที่ได้ออกมาก็คือ Nikon 1 J , Nikon 1 S ,Nikon 1 V และ Nikon 1 AW

Nikon ความลับที่คนใช้เท่านั้นถึงรู้

กล้องดิจิตอล

Nikon” คงเป็นแบรนด์ที่คุ้นหูกันดีของใครหลายๆ คนไม่ว่าจะเป็นคนที่ใช้กล้องถ่ายรูป หรือ กล้องดิจิตอล เป็นประจำหรือแม้แต่คนที่ไม่ได้ใช้กล้องเลยก็ตามเป็นที่รู้กันดีว่ากล้อง Nikon เป็นกล้อง DSLR ที่มีคุณภาพสูงรวมถึงเลนส์หลากหลายรูปแบบตั้งแต่ราคาย่อมเยาว์ไปถึงราคาสูง เพราะแบรนด์ Nikon เป็นหนึ่งในผู้นำของตลาดกล้องถ่ายรูป หรือ กล้องดิจิตอล มาอย่างยาวนาน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาสถานการณ์ของตลาดกล้องถ่ายรูปก็เปลี่ยนไปเพราะกล้อง mirrorless ที่เข้ามาทำให้ส่วนแบ่งตลาดของกล้อง DSLR ที่ Nikon เคยครองตลาดมาก่อนลดลง Nikon เองก็ไม่นิ่งเฉยที่จะปรับตัวและออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อพยายามดึงส่วนแบ่งตลาดของตนเองคืนมา

ต้องบอกก่อนเลยว่า การจะเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจและครองใจผู้บริโภคจนเกิด Brand Loyalty ได้นานร้อยกว่าปีเต็มขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน หากแต่เบื้องหลังความสำเร็จที่เกิดขึ้นของ Nikon ที่อาจจะฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน กลับมีอะไรที่น่าค้นหามากกว่านั้น

นายวีระ เฉลียวปิยะสกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท นิคอน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “100 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะตัวกล้องหรือเลนส์ Nikon สามารถพัฒนาขึ้นมาตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ได้ทุกด้าน เรามีมรดกตกทอดที่ช่วยให้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาได้ตลอดเวลา นี่คือจุดแข็งของเราที่มีเหนือคู่แข่ง นอกจากนี้เราก็ยังวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ”

นอกจากนี้ เพราะเป็นแบรนด์ที่อยู่มานานกว่า 100 ปี พวกเขาจึงมีลูกค้าในช่วงวัยที่หลากหลาย ตั้งแต่รุ่นปู่จนไปถึงรุ่นหลาน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องไม่ทอดทิ้งลูกค้าทุกคน และเชื่อมโยงพวกเขาเข้าถึงกัน Nikon จึงเป็นผู้ผลิตรายแรกที่ทำให้เลนส์และกล้องในแต่ละรุ่นสามารถใช้ข้ามซีรีส์กันได้อิสระ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย

“ทุกๆ การใช้งานมันต้องเกื้อหนุนกันครับ ตัวอย่างเช่น กล้อง Mirrorless ในปัจจุบันก็สามารถใช้งานกับเลนส์เก่าๆ ของ Nikon ได้ ทุกคนจะอยู่ใน Ecosystem ของเราเหมือนเดิม ไม่ได้หายไปไหน ผมดีใจมากที่ครั้งหนึ่งมีลูกค้าเดินเข้ามาหาเราเพื่อซื้อกล้อง Mirrorless แต่ขอไม่ซื้อเลนส์เพราะให้เหตุผลว่า คุณพ่อของเขาเป็นลูกค้าของ Nikon และมีเลนส์ในซีรีส์เก่าเป็นจำนวนมากที่สามารถใช้ร่วมกันได้”

ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลจาก Market Research Future ผู้ให้บริการด้านข้อมูลทางการตลาดเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า อัตราการเติบโตของตลาดกล้องดิจิทัลในช่วงระหว่างปี 2016-2022 อยู่ที่ประมาณ 7.1% ต่อปี โดยมูลค่าทั้งตลาดจะพุ่งไปแตะหลัก 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 165,500 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2022 สอดคล้องกับข้อมูลที่วีระบอกกับเราว่าอุตสาหกรรมกล้องถ่ายรูปกำลังขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ วันโดยเฉพาะในประเทศไทย

จากที่กล่าวมา กล้องของ Nikon นั้นมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละรุ่น อาศัยความเข้าใจ และความน่าเชื่อ ทำให้อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ พร้อมพัฒนาศักยภาพให้เหนือกว่าที่ผ่านมาอยู่เสมอ ซึ่งกล้องในแต่ละประเภท ก็เหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งมีความแตกต่างตั้งแต่การใช้งาน ฟังก์ชั่นของตัวกล้อง ไปจนถึงผลลัพธ์หรือรูปที่ได้ออกมา ดังนั้นการเลือกกล้องซักตัวจำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งรูปแบบการใช้งาน ความจำเป็น และเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียเพื่อหากล้องที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของตนเองมากที่สุด และเมื่อคุณได้ลองใช้กล้องของ Nikon คุณอาจจะพบความลับบางอย่างที่ทำให้คุณชื่นชอบจนต้อง Loyalty กับแบรนด์นี้ได้อย่างหมดข้อสงสัย