ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้กังวล ไร้อุบัติภัย

กล้องติดรถยนต์

ทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่า สภาพการจราจรและถนนหนทางบ้านเรา ไม่ได้มีความปลอดภัยเท่าไหร่นัก อาจจะด้วยผู้คน นิสัยการขับรถ และอื่นๆ ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาเล่านี้ในเบื้องต้น อุปกรณ์เสริมอย่าง กล้องติดรถยนต์ ก็ดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ทั้งนี้ลักษณะของรถที่ใช้บนท้องถนน ก็ควรอยู่ในสภาพที่ดีด้วย ไม่ใช่เพียงแค่มี กล้องติดรถยนต์ อย่างเดียวก็จะลดอุบัติเหตุได้ แต่ต้องมาพร้อมกับการตรวจเช็คสภาพรถ ลมยาง และน้ำมันอยู่เสมอ ต้องติดแผ่นป้ายทะเบียน เลี่ยงการขับขี่ด้วยรถที่สร้างฝุ่นละอองหรือควัน เพราะจะสร้างทัศนวิสัยที่ไม่ดีให้แก่ผู้ร่วมทางจนอาจเกิดอุบัติเหตุได้

ทีนี้เรามาทวนกฎจราจรกันเล็กน้อยดีกว่า

แน่นอนแหละ อย่างแรกจะเป็นอะไรไม่ได้เลย นอกเสียจาก สัญญาณและเครื่องหมายจราจร ไฟจราจร 3 สีต้องจำให้แม่น สีเขียวคือไปได้ สีเหลืองให้เตรียมหยุด ไม่ใช่เตรียมเร่ง หรือเตรียมแข่ง และสีแดงคือให้หยุดหลังเส้นให้หยุดรถ เพราะถ้าฝ่าไฟแดงก็เตรียมรับรูปเจ้าของและรถสวย ๆ ที่บ้านได้เลย หากเจอไฟสีแดงกระพริบที่ทางแยก ให้ชะลอรถหยุดแล้วมองทางให้มั่นใจว่า ปลอดภัยแล้วจึงค่อยขับต่อไป

การใช้ไฟหรือเสียงสัญญาณ หากแสงสว่างไม่พอ มองเห็นได้ไม่ชัดเจนในระยะ 150 เมตร ก็ควรเปิดไฟหน้ารถ และเมื่อบีบแตรก็ควรมีเสียงดังไกลไม่น้อยกว่า 60 เมตร เพื่อส่งเสียงไปยังสิ่งกีดขวางข้างหน้าได้ทันท่วงที

การขับแซง ให้สัญญาณรถคันหน้าเสมอก่อนจะขับแซงขึ้นไปโดยการแซงขวาเท่านั้น รักษาระยะห่างพอสมควร เมื่อแซงผ่านแล้วก็ต้องเข้าเลนซ้าย ห้ามแซงคันที่กำลังเปิดไฟเลี้ยวขวา ห้ามแซงขณะรถขึ้นสะพานหรืออยู่ทางโค้ง มีทัศนวิสัยที่ไม่ดีก็ไม่ควรแซง

การขับรถออกจากที่จอด ถ้ามีรถขวางควรให้สัญญาณมือหรือไฟสัญญาณ เมื่อจะเลี้ยวรถต้องชะลอและเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวไม่ต่ำกว่า 30 เมตร ให้กลับรถในทางที่ปลอดภัย ไม่กลับรถบนสะพานหรืออย่างน้อย 100 เมตรจากทางราบเชิงสะพาน รวมไปถึง การหยุดรถและจอดรถ ให้หยุดหรือจอดรถในทางที่ปลอดภัยไม่กีดขวางผู้อื่น จอดรถชิดซ้ายกับขอบทางในระยะห่างไม่เกิน 25 เซนติเมตร ห้ามจอดรถบนทางเท้า บนสะพาน ในอุโมงค์ ทางแยก หรือตรงที่มีป้ายห้ามจอด

ข้อควรปฏิบัติเมื่อคิดที่จะขับรถ ทำตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด พกใบขับขี่ คาดเข็มขัดนิรภัยเสมอ ขับขี่ด้วยความปลอดภัย ไม่ขับเร็วกว่ากฎหมายกำหนด ขับขี่แบบใจเขาใจเรา เดินทางสายกลาง ไม่ใช้อารมณ์ส่วนตัวบนท้องถนน และไม่ประมาท

ก่อนขับต้องปรับตัวให้พร้อม นอกจากสภาพรถที่ต้องพร้อมแล้ว ผู้ขับขี่ก็ควรพักผ่อนให้เพียงพอ การหลับในเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของอุบัติเหตุ เมื่อรู้สึกว่าง่วง ก็ควรจอดรถพักผ่อน ไม่ขับขี่รถยนต์ขณะมึนเมา หรือมีการดื่มสุราบนรถ

ฝนตกถนนลื่นปราบเซียน ระวังเรื่องการลื่นไถล ควรขับด้วยความเร็วต่ำแต่ใช้เกียร์สูงเพื่อป้องกันการลื่นเสียการทรงตัว ไม่เหยียบเบรกแบบฉุกละหุก

เกิดอุบัติเหตุแล้วไม่หนี เพราะการสันนิษฐานแรก คือ ผู้ที่ขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุแล้วขับหนี ผู้นั้นจะเป็นผู้กระทำผิด สิ่งที่ต้องทำ คือ หยุดรอเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ประกัน และหาเครื่องหมายสัญญาณแจ้งว่าเป็นพื้นที่อุบัติเหตุ เพื่อป้องกันเหตุซ้ำซ้อนจากรถที่ตามมา

อย่าลืมทำประกันไว้ เพราะเดี๋ยวนี้ประกันหลายตัว ครอบคลุมการดูแลในเรื่องค่ารักษา ผู้เกิดอุบัติเหตุไม่ต้องออกค่ารักษาก่อน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดก็มีประกันรับผิดชอบค่าเสียหาย เช่น ผู้ทำประกันฯ ชั้น 1 ก็อาจได้รับการดูแลทั้งฝ่ายถูกและฝ่ายผิด รวมทั้งประกันบางตัว มีการดูแลรับผิดชอบไปถึงเรื่องรถยนต์สูญหาย ถูกขโมย และเกิดเหตุไฟไหม้ นอกจากนี้ยังมีบริการให้รถสำรองขับในขณะที่ซ่อมคันเก่าอยู่ และประกันสมัยนี้ก็ขยันขันแข็งทำงานกัน 24 ชั่วโมง และมาถึงที่เกิดเหตุเร็วเสียด้วย

การมีรถขับแม้จะช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่การขับขี่อย่างไม่ประมาทนับเป็นกุญแจที่สำคัญที่สุด เพราะสาเหตุหลักๆ ของอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นเกิดมาจาก “ผู้คน” อย่างเราๆ นี่แหละ เมื่อไม่ประมาทแล้ว ก็เหลือเพียงปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ก็ควรวางแผนในเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุให้ดี อุปกรณ์เสริมใดๆ ที่สามารถติดตั้งได้ เพื่อป้องกันก็ควรลงทุนสักหน่อย อย่าง กล้องติดรถยนต์ เครื่องฟอกอากาศภายในรถ อุปกรณ์แจ้งเตือนต่างๆ

เซลฟี่อย่างไร ให้สวย ใส ธรรมชาติสุดๆ

vivo v11

ถ้าพูดถึงสมาร์ทโฟนที่ถ่ายรูปเซลฟี่สวยๆ ก็คงจะพลาดยี่ห้ออย่าง Vivo ไปไม่ได้เลย เริ่มตั้งแต่ Vivo v11 เป็นต้นมา หรือจะเป็นตระกูล Find ก็ต่างให้ผลลัพท์ด้านการถ่ายรูปเซลฟี่ออกมาได้อย่างสวยงาม และน่าสนใจ

ซึ่งการ Vivo กับซีรีส์ V ที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนเรืองธงของยี่ห้อนี้เลยทีเดียว Vivo V11 และ V11i ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น หรูหรา แต่ราคายังคงสามารถจับต้องได้ ในทั้ง 2 รุ่น รวมไปถึงพรีเซนเตอร์ยังคงเป็นหนุ่มแบมแบม จาก Got 7 เหมือนเดิม

เริ่มกันที่ V11 จะมาพร้อมหน้าจอขนาด 6.41 นิ้ว แบบ Super AMOLED ที่มีความละเอียด FHD+ (2340 x 1080) ทำงานด้วยระบบ Android 8.1 ครอบด้วย Funtouch OS 4.5 ระบบปฏิบัติการ Snapdragon 660 AIE พร้อมแรม 6GB และความจุภายใน 128GB แต่สามารถรองรับ MicroSD Card ได้สูงสุดถึง 256GB เลย

ในส่วนของกล้องนั่น V11 จะมาพร้อมกับกล้องหลังคู่ความละเอียด 12 MP (f/1.8) + 5 MP (f/2.4) มีระบบ Dual Pixel ที่อัพเกรดความละเอียดได้ถึง 24MP ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียดถึง 25MP (f/2.0) และสุดท้ายกับแบตเตอรี่ในขนาด 3400 mAh รองรับ Dual-Engine Fast Charging

ในขณะที่ V11i มาพร้อมหน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2280 x 1080) ทำงานด้วยระบบ Android 8.1 ครอบด้วย Funtouch OS 4.5 ระบบปฏิบัติการ Helio P60 พร้อมแรม 4GB และความจุภายใน 128GB แต่สามารถรองรับ MicroSD Card ได้สูงสุดถึง 256GB เช่นเดียวกัน

ส่วนเรื่องของกล้องนั่น V11i จะมาพร้อมกับกล้องหลังคู่ความละเอียด 16 MP + 5 MP (f/2.0) ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 25MP (f/2.0) เช่นเดียวกันกับ V11 และมีแบตเตอรี่ 3315 mAh พร้อมรองรับ  Fast Charging 9v / 2A

จากสเปคเบื้องต้น จะเห็นว่าทั้ง Vivo V11 และ V11i ไม่ค่อยแตกต่างกันสักเท่าไรนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกที่แทบจะไร้กรอบเหมือนกันและในส่วนของระบบกล้องก็จะมีระบบที่คล้ายคลึงกัน โดยกล้องหน้าจะมีความละเอียด 25 ล้านพิกเซล พร้อมกับระบบ AI ที่เข้ามาช่วยให้ภาพถ่ายออกมาดีและสวยงาม รวมไปถึง AI Backlight HDR ที่ช่วยให้เกิดความสว่างสดใส แม้ถ่ายย้อนแสง หรือ AI Low Light HD ที่จะทำให้ภาพถ่ายและวีดีโอที่ถ่าย ไม่ว่าจะแสงน้อยหรือแสงจ้า ก็ยังคงความสวยสดของรายละเอียดภาพได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีสมาร์ทโฟนที่คู่ควรแล้ว เราก็ต้องมีเทคนิคเซลฟี่ดีๆ ด้วยเช่นกัน เริ่มจากเทคนิคง่ายๆ อย่าง หันหน้าให้ถูกในองศาที่ใช่ พร้อมความมั่นใจและถ่ายรูปในระดับสายตา หลายคนอาจจะเคยยกกล้องขึ้น ถ่ายรูป เซลฟี ในมุมสูงเพื่อให้ได้ภาพที่หน้าดูเรียว คราวนี้ลองเปลี่ยนเป็นการถ่ายรูปในระดับสายตาที่คนเห็นทั่วไปตามธรรมชาติ แล้วการถ่ายรูปในมุมนี้จะทำให้กล้องสามารถเก็บบรรยากาศพื้นหลังได้มากกว่า ทำให้ภาพเซลฟีมีชีวิตชีวา หันหน้าในองศาที่ถนัด บิดหน้าข้างเล็กน้อยเพื่อให้แสงตกกระทบทำให้ใบหน้าดูมีมิติ

นอกจากนี้ เทคนิกที่ไม่ควรมองข้ามเลยคือมองหาแสงธรรมชาติและอย่าถ่ายรูปย้อนแสง เรียกได้ว่าเป็นกฎข้อสำคัญของการถ่ายเซลฟีเลยทีเดียว ต้องจำเอาไว้ว่าคุณไม่ได้ถ่ายรูปจากกล้องหลัง ที่สามารถปรับโหมดต่างๆ ได้ตามใจ ปรับสี ปรับแสง ปรับโฟกัส แต่นี่เรากำลังจะถ่ายเซลฟี่ ที่กล้องหันหน้าเข้าหาตัวเรา การถ่ายย้อนแสงก็จะดูเป็นอะไรที่ย้อนแย้งไปสักหน่อย

ที่ต้องหันหน้าเข้าหาแสงธรรมชาติ เนื่องจกาว่าจะทำให้สีผิวสวย อุณหภูมิของภาพมีความเป็นธรรมชาติ ดูไม่โป๊ะแบบการถ่ายกับแสงจากหลอดไฟ หรือถ้าถ่ายรูปเซลฟีตอนกลางคืนให้เลือกใช้มือถือที่มีแฟลชหน้าจอ หรือแฟลชกล้องหน้าที่แสงซอฟต์ๆ ก็จะทำให้รูปเซลฟีดูละมุนไปอีกแบบ อีกอย่างที่เป็นกฎข้อห้ามเลยก็คือห้ามถ่ายรูปย้อนแสง ไม่อย่างนั้นหน้ามืดแล้วจะหาว่าไม่เตือน

เลือกฉากหลังให้มีเรื่องราว ถ้ารูปเซลฟีของคุณมีฉากหลังที่มีเรื่องราว อย่างแลนด์มาร์กสำคัญตามสถานที่ท่องเที่ยว หรือวิวสวยๆ ถ้าอยู่ในเมืองแล้วมีโอกาสได้ไปนั่งร้านอาหารหรือคาเฟ่สวยๆ ก็ลองหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเซลฟีเก็บไว้ หรือถ้านอนอยู่บ้านก็ลองเลือกหมอนที่มีสีสันหรือพื้นที่มีลวดลาย วางอุปกรณ์เสริมเก๋ๆ รอบตัวอย่างแก้วน้ำ ถ้วยกาแฟ หรือหนังสือเจ๋งๆ สักเล่ม ก็ทำให้ภาพเซลฟีดูน่าสนใจไม่น้อย

การดูแลรักษา Notebook แบบง่าย ๆ ให้อยู่กับคุณไปนาน ๆ

"acer swift 5"

                Notebook ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับชีวิตประจำวันของเราทั้งในด้านการทำงานหรือความบันเทิงต่าง ๆ ดังนั้นการดูแลรักษาให้อยู่กับเรานาน ๆ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เป็นเจ้าของ Notebook ทุกคนต้องเรียนรู้ไว้ เพราะราคาของอุปกรณ์ชิ้นนี้นั้นก็ไม่ใช่ว่าจะถูกจนสามารถซื้อมาใช้ได้กันบ่อย ๆ อย่างเช่น “acer swift 5” ที่มีฟังก์ชั่นการทำงานครอบคลุมและมีประสิทธิภาพที่สูงนั้นก็มีราคาค่าตัวที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

                ดังนั้นครั้งนี้เราจะมาบอกถึงการดูแล Notebook แบบง่าย ๆ ที่ใครก็สามารถทำได้มาแนะนำกันเพื่อที่จะรักษาให้ของใช้สุดรักของคุณชิ้นนี้อยู่เป็นเพื่อนเราให้ได้นานที่สุด

                1. ใช้งานในเวลาที่จำเป็น

                หลายคนที่ทำงานบน Notebook อาจจะติดกับการใช้งานที่หามรุ่งหามค่ำถึงแม้ว่า Notebook รุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบันนั้นจะมีระบบระบายความร้อนที่ดีขึ้นแต่ถ้าว่ากันตามจริงแล้วก็ไม่สามารถสู้ PC แบบ Desktop ได้ในเรื่องความร้อนได้อยู่ดี ดังนั้นเวลาใช้งาน Notebook ก็ควรใช้ในเวลาทำงานหรือเวลาที่จะใช้งานจริง ๆ เพื่อถนอมอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ภายในที่เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยคำนวนง่าย ๆ ว่าถ้าใช้งานประมาณ 6-7 ชั่วโมงจนเครื่องร้อนผิดปกติก็ให้ปิดเครื่องหรือพักเครื่องใน Sleep Mode ตามสมควรและเริ่มใช้งานใหม่ภายหลัง

                2. อย่าให้กระทบกระเทือน

                Notebook นั้นมีจุดเด่นคือสามารถพกพาไปที่ไหนก็ได้ แต่ว่าก็เสี่ยงต่อการกระทบกระเทือนได้มาก ยิ่งถ้าต้องขึ้นเครื่องบินหรือรถบัสด้วยแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าทำให้ Notebook เกิดปัญหาได้สูง ทั้งการทำงานที่ขัดข้อง หน้าจอ LCD แตก ดังนั้นถ้าเกิดว่าจำเป็นต้องนำ Notebook ติดตัวไปข้างนอกก็ควรใส่กระเป๋าที่มีการป้องกันอย่างมิดชิดและเอาติดตัวไว้ตลอดเวลา

                3. ดูแลจอ LCD ให้ดีที่สุด

                หัวใจสำคัญอันดับต้น ๆ ของอุปกรณ์ Notebook ก็คือหน้าจอ LCD ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ค่อนข้างบอบบางที่สุดของตัวเครื่องดังนั้นมีหลักสำคัญใหญ่ ๆ ที่ต้องระวังก็คือพยายามอย่าใช้ของแข็งหรือแม้กระทั่งนิ้วไปกดหรือสัมผัสบริเวณหน้าจอ เพราะโครงสร้างของจอ LCD นั้นจะมีชั้นแก้วบาง ๆ ที่เป็นของเหลวบรรจุอยู่ จึงไม่เหมาะกับการไปกดหรือไปสัมผัส เว้นแต่ว่า Notebook นั้นรองรับการทำงานโดยใช้ปากกาหรือระบบทัชสกรีนโดยตรงอย่างเช่น “acer swift 5” นั้นที่สามารถทำได้แต่ก็ไม่ควรนำของแข็งไปกดบ่อย ๆ เพราะจะทำให้หน้าจอเสียหายได้

                4. อย่าเสียบแบตเตอรี่ชาร์จไว้ตลอดเวลา

                จริงอยู่ที่แบตเตอรี่ของ Notebook นั้นมีอายุการใช้งานที่จำกัดบางคนจึงต้องเสียบไฟใช้งานไว้บ่อย ๆ แต่ก็อยากจะแนะนำว่าไม่ควรชาร์จไว้ตลอดเวลาเพราะว่าจะเป็นการทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็ว ดังนั้นควรกะเวลาไว้ให้ดีในการชาร์จแต่ละรอบหรือรอให้แบตเตอรี่ใกล้หมดก่อนค่อยชาร์จก็ได้

                5. รักษาความสะอาดของ Notebook เป็นประจำ

                อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นสิ่งที่เราใช้ทำงานและใกล้ตัวอยู่เสมอ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเศษอาหารหรือฝุ่น เข้าไปอุดตันอยู่ในส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะเศษอาหารนั้นจะเป็นการเรียกมดหรือแมลงเข้ามาในเครื่องได้ ดังนั้นควรรักษาความสะอาดเป็นประจำดังนี้

                – ปัดฝุ่นคีย์บอร์ด

                ควรใช้แปรงหรือลูกยางเป่าลมปัดฝุ่นที่มักติดค้างอยู่บนแป้นคีย์บอร์ดให้หมดและใช้ผ้าแบบเฉพาะเช็ดเบา ๆ เพื่อกำจัดฝุ่นเป็นประจำ

                – เช็ดหน้าจอ

                หน้าจอก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นคราบได้ง่าย ดังนั้นควรใช้ผ้าชนิดพิเศษและน้ำยาสำหรับเช็ดหน้าจอ LCD โดยเฉพาะมาเช็ดให้สะอาด ไม่ควรใช้กระดาษชำระหรือผ้าเก่า ๆ มาเช็ด เพราะจะทำให้เกิดขุยบนหน้าจอได้

                – เช็ดคราบสกปรกที่ฝังลึก

                ถ้าเกิดตัวเครื่องมีคราบต่าง ๆ ที่ไม่สามารถปัดออกหรือเช็ดออกได้ก็ต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดแบบพิเศษที่มีไว้ใช้กับคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะอย่างเช่นแบรนด์ Touche Klean ซึ่งจะช่วยกำจัดคราบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยที่ไม่ทำอันตรายวัสดุของตัวเครื่องเลย Notebook ราคาแพงอย่าง acer swift 5 จึงเหมาะอย่างยิ่ง

                และนี่คือเรื่องราวของการดูแลรักษา Notebook ข้างกายคุณ อย่าลืมนะครับว่าคุณจะใช้ Notebook ราคาเท่าไหร่ จะเป็นรุ่นเริ่มต้นหรือราคาแพงก็ต้องคอยดูแลรักษาให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพอยู่เสมอ

ทำไม VR ยังไม่บูมในตลาดเกม

"VR"

“VR” ถือว่าเป็นสื่อทางเลือกใหม่ที่หลายคนฝากความหวังว่าจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนวิธีการรับความบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือพูดง่าย ๆ ว่าจะมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในหลาย ๆ แบบนั่นเอง ซึ่งก็เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะเราเริ่มเห็นอุปกรณ์ชนิดนี้ในรูปแบบ Mass Product มากขึ้นเพื่อตอบความต้องการที่ต่างกัน โดยทำออกมาหลายราคาหลายคุณภาพด้วยกัน อย่างเช่นการมีแค่กรอบพลาสติกเป็นบล็อคและต้องใช้โทรศัพท์มือถือประกอบเข้าไปเพื่อเป็นหน้าจอหรือแบบพรีเมี่ยมที่ใช้การต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์คุณภาพสูงเพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรในการประมวลผล

โดยในอุตสาหกรรมเกมนั้นอุปกรณ์ชิ้นนี้ได้เข้ามามีบทบาทในช่วงปี 2016 เป็นต้นมา เพราะว่ามีค่ายเกมยักษ์ใหญ่หลายค่ายได้พัฒนาทั้งตัวฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ออกมาวางจำหน่ายกันเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็น Sony, HTC, Oculus เป็นต้น ทว่าประมาณ 3 ปีที่เราได้เริ่มเล่นเกมในรูปแบบเสมือนจริงนี้ ในภาพรวมก็ยังไม่สามารถมาแทนที่การเล่นเกมแบบเก่า ๆ และยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรอย่างที่ได้คาดหวังกันเอาไว้ตั้งแต่แรก โดยครั้งนี้เราจะมาวิเคราะห์ถึงเหตุผลต่าง ๆ ว่าเพราะอะไรนวัตกรรมชิ้นนี้ถึงยังไม่บูมในตลาดเกม

1. ราคาที่ค่อนข้างสูง

ปัจจุบันการเล่นเกมนั้นสามารถเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยได้มากขึ้นโดยเฉพาะเกมในรูปแบบมือถือซึ่งส่วนมากนั้นสามารถเล่นฟรีได้ในขั้นเริ่มแรกขอแค่มีสมาร์ทโฟนไว้ติดตัวและอาจจะมีค่าใช้จ่ายในภายหลังแต่ก็ถือว่าหาเล่นได้ง่ายกว่าเกมคอนโซล ซึ่งจะต้องซื้อเครื่องเกม ซื้อแผ่นเกม และอุปกรณ์ต่าง ๆ หรือถ้าใครเป็นสายเกม PC แล้วล่ะก็ต้องลงทุนกันอีกประมาณหนึ่งเพื่อที่จะได้สเปคที่สามารถเล่นเกมอย่างไหลลื่นได้ ซึ่ง VR ที่ใช้สำหรับเล่นเกมประสิทธิภาพสูงในปัจจุบันนั้นต้องใช้เครื่องคอนโซลอย่างเช่น PlayStation หรือ PC คุณภาพสูงในการเชื่อมต่อ

โดยตัวอุปกรณ์ดังกล่าวก็ต้องซื้อแยกต่างหากออกไปอีก ราคาก็ค่อนข้างที่จะแพงเหมือนกับซื้อเครื่องเกมหรือคอนโซลใหม่เลยทีเดียวอย่างของ PlayStation ก็มีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 10000 บาท หรือสำหรับ PC ก็มี HTC Vive ราคา 25000 และ Oculus Rift ราคาประมาณ 20000 เลยทีเดียว ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่สามารถหามาเป็นเจ้าของได้เว้นแต่ว่าจะซื้อแบบที่เป็นกรอบพลาสติกลักษณะบล็อคเอาไว้ใส่โทรศัพท์มือถือ ซึ่งก็ไม่สามารถเล่นเกมที่มีคุณภาพดีเกรด AAA ได้

2. การติดตั้งและใช้งานที่ค่อนข้างยุ่งยาก

แน่นอนว่าการเล่นอุปกรณ์ในลักษณะนี้นั้นไม่ใช่แค่สวมใส่แล้วจะเล่นได้เลยแต่ว่าต้องมีการเชื่อมต่อที่เป็นสายมีกล้องตรวจจับความเคลื่อนไหวและมีจอยคอนโทรลเลอร์แบบเฉพาะ ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการติดตั้งประมาณหนึ่งเลยทีเดียว และต้องใช้พื้นที่พอสมควรในการเล่นเกม สำหรับ PlayStation ก็ได้ออกอุปกรณ์วีอาร์รุ่นใหม่ออกมาโดยที่ทำให้การใช้งานกระชับขึ้น ตัดสายหูฟังที่ห้อยออกไป น้ำหนักเบาลงทำให้สามารถออกท่าออกทางได้ง่ายขึ้น แต่ว่าก็ยังต้องมีกระประมวลผลในการเชื่อมต่ออยู่

3. เกมที่ยังไม่โดดเด่น

เหตุผลหลัก ๆ ในการที่จะซื้อเครื่องเกมนั้นเรื่อง Title ที่อยากเล่นก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก โดยตอนนี้ถ้าพูดถึงเกมในรูปแบบวีอาร์ก็ยังไม่ได้มีอะไรโดดเด่นให้แฟน ๆ อยากเล่นหรือต้องรีบซื้อกันมากมาย อาจจะเป็นในเรื่องของข้อจำกัดในด้านเกมเพลย์ที่ยังไม่สามารถทำให้หลากหลายไปมากกว่าแนว Shooting หรือ Adventure ซึ่งถ้ารไปเล่นในเครื่องเกมระบบปกติก็สามารถสนุกสนานได้ไม่จำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์วีอาร์ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของยอดขายที่ยังไม่ถล่มทลายมากนักของทั้งตัวเครื่องและตัวซอฟต์แวร์เกม

4. มีปัญหากับคนที่เป็นอาการ Motion Sickness

อาการ Motion Sickness คือการรู้สึกมึนหัว วิงเวียน เนื่องมาจากประสาทการรับรู้ทางการมองเห็นไม่สัมพันธ์กับร่างกาย โดยเป็นกันได้ในหลายกรณีและผู้ที่เล่น “VR” ส่วนมากก็จะเกิดอาการนี้โดยเฉพาะเกมที่เคลื่อนไหวเร็ว ๆ  เนื่องจากร่างกายเกิดอาการสับสนว่าภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าเคลื่อนไหวเร็วแต่ทำไมร่างกายยังอยู่กับที่ ดังนั้นนี่ก็เป็นอีกโจทย์หนึ่งของผู้ที่พัฒนาตัวเครื่องและซอฟต์แวร์ต้องทำการบ้านอย่างหนักในการแก้ไขปัญหานี้

จะเห็นได้ว่าแม้ว่าอุตสาหกรรมเกมนั้นกำลังอยู่ในยุคที่เฟื่องฟูแต่การลองผิดลองถูกก็ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอเพื่อความพอใจสูงสุดของเหล่าเกมเมอร์

วิวัฒนาการการฟังเพลงผ่านสื่อของคนไทย

"ราคาไอโฟน"

เสียงเพลงหรือดนตรีนั้นถือว่าเป็นสิ่งคู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ดังนั้นการฟังเพลงเพื่อเป็นการผ่อนคลายหรือสร้างบรรยากาศต่าง ๆ ก็ถูกทำมาตั้งแต่สมัยโบราณที่ต้องมีนักดนตรีมาบรรเลงเพลงให้ดูกันแบบสด ๆ จนถึงยุคสมัยที่มีสื่อเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางถ่ายทอดเสียงเพลงตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของวิทยุที่ต้องเป็นคนร่ำรวยถึงจะซื้อได้เรื่อยมาถึงยุคที่“ราคาไอโฟน”อยู่ในระดับที่ใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของได้อย่างในปัจจุบัน ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเสียงเพลงก็คอยกล่อมผู้ฟังผ่านอุปกรณ์หลากหลายเรื่อยมา

เราจะพาท่านนั่งเรือทวนน้ำแห่งกาลเวลากลับไปดูว่าวิวัฒนาการการฟังเพลงผ่านสื่อและอุปกรณ์ของคนไทยนั้นมีอะไรบ้างและมีผลต่อวงการอุตสาหกรรมเพลงในภาพรวมมากน้อยแค่ไหน ไปดูกันเลยครับ

                1. วิทยุกระจายเสียง

                วิทยุถูกนำเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อน โดยใช้ในงานด้านราชการ ประมาณปี พ.ศ.2482 ได้มีการให้เอกชนมามีส่วนร่วมในการซื้อโฆษณาและจัดรายการกันมากขึ้น โดยชาวบ้านทั่วไปก็สามารถซื้อหามาเป็นเจ้าของได้ด้วยราคาที่ถูกลงและมีแบรนด์วิทยุที่ทำจากโรงงานคนไทยอย่างธานินทร์ออกสู่ท้องตลาด โดยรูปแบบรายการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็คือการเปิดเพลงซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนไทยนั่นเอง

                โดยในยุคนั้นการออกอากาศจะเป็นไปในรูปแบบ AM เพลงที่เปิดก็มีหลากหลายจากทั้งฝั่งตะวันตกและเพลงไทยที่ส่วนมากจะเป็นเพลงมาร์ชปลุกใจและเพลงลูกทุ่ง โดยจะมีโฆษกดำเนินรายการเป็นผู้เปิดเพลงตามคำขอทางจดหมายด้วย ก่อนที่จะมีการออกอากาศผ่านทางคลื่น FM และเปลี่ยนคำเรียกผู้ดำเนินรายการเป็น DJ

                2. เครื่องเล่นแผ่นเสียง

                ถ้าจะให้พูดถึงการฟังเพลงตามใจนึกโดยที่ไม่ต้องรอโฆษกหรือ DJ มาเปิดให้ ในยุคพอ ๆ กับที่วิทยุกระจายเสียงเริ่มแพร่หลายนั้นอุปกรณ์ก็คงหนีไม่พ้นเครื่องเล่นแผ่นเสียงนั่นเอง โดยเครื่องเล่นแผ่นเสียงนั้นเป็นที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในประเทศฝั่งตะวันตกอยู่แล้ว โดยเริ่มเข้ามาในประเทศไทยผ่านผู้ที่มีฐานะทางสังคม แต่ประมาณปี พ.ศ.2482 เป็นต้นมาเครื่องเล่นดังกล่าวก็ได้ถูกกระจายไปยังบ้านเรือนของคนที่มีใจรักในเสียงดนตรี โดยแผ่นเสียงหรือแผ่นไวนิลในช่วงแรกนั้นจะนำเข้ามาจากต่างประเทศ ก่อนที่ศิลปินไทยจะผลิตผลงานเพลงเป็นแผ่นเสียงออกมาเพื่อจำหน่ายและส่งให้สถานีวิทยุต่าง ๆ เพื่อนำไปประชาสัมพันธ์

                3. เครื่องเล่นเทปคาสเสตต์

                เมื่อเข้ามาในช่วง พ.ศ.  2520 ผู้ฟังเพลงไทยก็ได้เริ่มนิยมสื่อในรูปแบบเทปคาสเสตต์ โดยทั้งตัวเทปคาสเสตต์และเครื่องเล่นมีขนาดที่เล็กกว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงและแผ่นไวนิลมาก โดยยังให้คุณภาพเสียงที่ดีอยู่ โดยนี่เป็นยุคที่วงการเพลงไทยได้เฟื่องฟูถึงขีดสุดเลยทีเดียว เทปคาสเสตต์ของศิลปินที่มีชื่อเสียงสามารถทำยอดขายได้ทะลุล้านตลับเป็นจำนวนมาก เครื่องเล่นจากที่เสียบไฟอยู่กับที่ก็พัฒนามาเป็นเครื่องเล่นพกพาหรือที่เรียกกันติดปากว่าซาวด์เบาท์นั่นเอง ซึ่งยอดขายเฉพาะในประเทศไทยก็ถล่มทลายเรียกได้ว่าวงการเพลงและสินค้าเกี่ยวกับการฟังเพลงของประเทศไทยเฟื่องฟูมาก ๆ เลย

                4. เครื่องเล่น CD

                หลังจากที่เทปคาสเสตต์ได้รับความนิยมมายาวนานพอสมควรก็เป็นการเข้ามาของยุค Digital หรือ CD นั่นเอง โดยให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าเทปคาสเสตต์ในด้านความใสและคมชัด ซึ่งตัวเครื่องเล่นพกพานั้นก็มีขนาดบางและน้ำหนักกว่าแบบคาสเสตต์เป็นอย่างมาก แต่ว่ายุคนี้ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะว่าการเข้ามาของแผ่น MP3 ซึ่งจุเพลงได้หลายร้อยเพลงและส่วนมากเป็นของผิดลิขสิทธิ์

                5. Music Streaming

                ยุคการฟังเพลงผิดลิขสิทธิ์ผ่านแผ่น MP3 กินระยะเวลามานานพอสมควรจนถึงการดาวท์โหลด MP3 ฟรี ๆ ผ่านคอมพิวเตอร์ จนวงการเพลงเหวาหงอยไปหลายปี จนเกิดช่องทางใหม่ที่ให้คนฟังเพลงได้ฟังแบบฟรี ๆ หรือซื้อ VIP เพื่อให้ได้เสียงที่ดีขึ้นโดยที่ค่ายและศิลปินก็มีรายได้ด้วยนั่นคือการฟังเพลงผ่านอินเตอร์เน็ตบนคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทดีไวซ์อย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นต้น ซึ่งถือเป็นช่องทางใหม่ที่สดใสทั้งคนฟังและศิลปิน ในปัจจุบัน“ราคาไอโฟน”หรือสมาร์ทโฟนรุ่นอื่น ๆ ก็ไม่ได้สูงมากทำให้คนหันมาฟัง Music Streaming กันมากขึ้นเรื่อย ๆ

                และนี่คือเรื่องราวของวิวัฒนาการการฟังเพลงผ่านสื่อของคนไทย หวังว่าจะเป็นเรื่องราวดี ๆ สำหรับผู้หลงใหลในการฟังเพลงทุกท่านนะครับ

ที่มาที่ไปของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายนอกบ้าน

"iphone 7"

อินเตอร์เน็ตถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยอินเตอร์เน็ตสามารถตามคุณไปได้ทุกทีโดยติดอยู่กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่คุณพกพาไมว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนอย่าง “iphone 7” แท็บเล็ต อย่าง Galaxy tab s4 หรือสมาร์ทดีไวซ์อื่น ๆ โดยเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนอกบ้านที่เป็นมาตรฐานและใช้กันทั่วโลกในปัจจุบันก็คือ 3G และ 4G นั่นเอง ซึ่งนับวันความเร็วของการรับส่งข้อมูลนั้นจะมีมากขึ้นเพื่อรองรับขนาดข้อมูลของไฟล์ที่ใหญ่ขึ้นและความต้องการของผู้ใช้ที่ขยายเพดานมากยิ่งขึ้น

จนในปัจจุบันเราอาจได้ยินกับมาตรฐานการรับส่งข้อมูลแบบใหม่ในชื่อ 5G ซึ่งมีความเร็วมากกว่า 3G และ 4G ที่เราใช้กันอยู่ไปอีกขั้นใหญ่ ๆ เลยทีเดียว และค่อนข้างแน่นอนว่าเราชาวโลกจนถึงชาวไทยจะได้ใช้กับเทคโนโลยีนี้กันในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนั้นเราจึงอยากพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับที่มาที่ไปของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโยงไปถึงอนาคตว่าเราจะได้พบกับความล้ำหน้าเพื่อชีวิตออนไลน์ที่ดีขึ้นไปได้อย่างไร

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักและความเข้าใจกับประวัติของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายที่ใช้กันนอกบ้านตั้งแต่เริ่มแรกกันเลยดีกว่าโดยเราจะพูดถึงเป็นยุค ๆ ไปดังนี้

– ยุค 1G

เป็นยุคเริ่มแรกของการสื่อสารแบบไร้สายเลยทีเดียว โดยหลัก ๆ แล้วใช้สัญญาณวิทยุในการรับส่งคลื่นระบบอะนาล็อกที่เป็นรูปแบบเสียงซึ่งเข้าใจง่าย ๆ ว่าจะสามารถตอบโต้กันได้แค่เพียงเสียงพูดหรือการโทรออก-รับสายได้เท่านั้นเอง ไม่สามารถส่งข้อความหรือภาพใด ๆ ได้ แต่ว่าความต้องการของผู้ใช้ในสมัยนั้นก็ยังไม่ได้มากถึงขนาดอยากดูข้อมูลใด ๆ ผ่านโทรศัพท์ดังนั้นยุคของ 1G จึงกินระยะเวลานานมากเลยทีเดียว โดยอุปกรณ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายก็คือโทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์มือถือในรุ่นแรก ๆ นั่นเอง ซึ่งอาจจะพูดไม่ได้ว่านี่คือยุคของอินเตอร์เน็ต แต่ก็ถือว่าเป็นพื้นฐานของอินเตอร์เน็ตไร้สายในปัจจุบัน

– ยุค 2G

ยุคนี้เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการเข้ามาของโทรศัพท์มือถือที่มีขนาดเล็กลงและรองรับกับเทคโนโลยีที่ชื่อว่า GPRS โดยมีหน้าจอขาวดำเล็ก ๆ ที่สามารถแสดงข้อมูลต่าง ๆ อย่างเช่นเบอร์ที่โทรเข้า รายชื่อในสมุดบัญชี ไปจนถึงข้อความสั้นที่เรียกว่า SMS ที่ถูกส่งมาจากเครื่องอื่น โดย GPRS จะมีความเร็วจำกัดให้อยู่ที่ประมาณ 40-115 kbps ต่อมาผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มากขึ้นผ่าน GPRS ที่รับส่งข้อมูลได้มากและรวดเร็วกว่าเดิม เริ่มมีการพัฒนาจากการส่ง SMS มาเป็นส่งรูปภาพผ่านหน่าจอสีที่เรียกว่า MMS เสียงเรียกเข้าจากแต่เดิมที่เป็น Monotone ก็เปลี่ยนมาเป็น Polyphonic รวมไปถึง  True tone โดยดาวน์โหลดผ่านเครือข่าย EDGE ที่พัฒนาเพิ่มมาจาก GPRS ซึ่งความเร็วสามารถเล่นอินเตอร์เน็ตได้บ้างแล้ว

– ยุค 3G

เป็นยุคที่ยกระดับการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายขึ้นมาอีกหนึ่งขั้นเลยทีเดียว เป็นมาตรฐานการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วเทียบเท่าอินเตอร์เน็ตบ้าน เข้าถึงบริการ Multimedia ได้อย่างราบลื่นเช่น ดูวีดีโอออนไลน์ ดาวน์โหลดเพลงหรือคุยกันผ่านวีดีโอคอลเป็นต้น ซึ่ง 3G นี้เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการบูมของสมาร์ทโฟนที่เป็นเหมือนกับคอมพิวเตอร์ขนาดมินิติดตามเราไปได้ทุกที่นั่นเอง

– ยุค 4G

ถือว่าเป็นยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้ โดยเป็นเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงชนิดพิเศษที่เรียกว่า LTE หรือ Long Term Evolution หมายความว่าสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ไปได้ยาว ๆ เลย ซึ่งเหมาะกับการใช้งานมัลติมีเดียอย่างเล่นเกมออนไลน์หรือสตรีมมิ่งหนังเป็นเรื่อง ๆ หรือเพลงทั้งอัลบั้มอย่างไม่ติดขัดได้ โดยข้อมูลที่ส่งผ่านนั้นสามารถทำได้ถึง 100 Mpbs เลยทีเดียว สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ ทุกรุ่นยกตัวอย่าง “iphone 7” จึงต้องรองรับเทคโนโลยีนี้เป็นมาตรฐานอย่างแน่นอน

และเมื่อเทคโนโลยีมาอยู่ที่ 4G แล้วอย่าคิดว่าการพัฒนาจะหยุดนิ่งอยู่เพียงแค่นี้ เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า 5G นั้นกำลังถูกทดลองใช้อยู่ในหลาย ๆ ประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งาน IoT หรือ Internet of thing ที่สิ่งของใกล้ตัวแทบทุกอย่างสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ หรือต่อยอดไปถึง Smart Home เพราะว่าสามารถทำความเร็วมากกว่า 4G ถึง 7 เท่า และรองรับการใช้งานของกลุ่มคนได้ปริมาณมากกว่า ซึ่งมีหลายผู้ให้บริการในไทยได้มีโครงการทดลองใช้กันแล้ว

และนี่คือเรื่องราวของที่มาที่ไปของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายนอกบ้าน ที่จำเป็นและเราใช้งานกันเป็นประจำทุกวันและแนวโน้มสำหรับวันข้างหน้า หวังว่าจะรอคอยและติดตามการพัฒนาด้านนี้ของประเทศไทยไปเรื่อย ๆ นะครับ

samsung ก้าวผ่านทุกข้อจำกัด

Samsung

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (29 มิถุนายน 2009) Samsungได้ปล่อยมือถือ Galaxy รุ่นแรกอย่าง Galaxy GT-I7500 ออกสู่ตลาด และนับตั้งแต่นั้นมามือถือซีรีส์ Galaxy ก็กลายเป็นมือถือสุดฮิตติดลมบนมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเหตุผลหลักก็คงจะหนีไม่พ้นฟีเจอร์และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เรามักจะได้เห็นในมือถือซีรีส์นี้นั่นเอง โดย Samsungก็ได้ทำอินโฟกราฟฟิกบอกให้เราได้รู้ว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มือถือซีรีส์ Galaxy มีฟีเจอร์อะไรใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาบ้าง

ถ้าคุ้นๆ ก็คงเป็น การยืนยันตัวตนโดยวิธีไบโอเมทริกซ์  Samsungได้ใส่ตัวสแกนลายนิ้วมือครั้งแรกไว้ในมือถือรุ่น Galaxy S5 เพราะตอนนั้นหลายค่ายได้หันมาใช้ตัวสแกนลายนิ้วมือกันบ้างแล้ว แต่ในเรื่องของประสิทธิภาพและการใช้งาน ตัวสแกนลายนิ้วของ Galaxy S5 ถือว่าทำออกมาได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ซัมซุงจึงต้องทำการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ แต่หลังจากนั้น ซัมซุงก็ได้เปิดตัวระบบปลดล็อกหน้าจอด้วยม่านตากับใบหน้าออกมาอีก และเมื่อเร็วๆ นี้ก็ยังมี Galaxy S10 ซึ่งเป็นมือถือรุ่นแรกที่ใช้ระบบสแกนนิ้วบนหน้าจอด้วยคลื่น Ultrasonic

Samsung อิเลคโทรนิคส์ ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศเปิดตัว ‘กาแลคซี่ เอส 10’ สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติที่โดดเด่น และอัดแน่นไปด้วยสุดยอดเทคโนโลยีแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าจอที่ได้รับการออกแบบด้านวิศวกรรมมาอย่างพิถีพิถัน กล้องถ่ายภาพระดับมืออาชีพที่พัฒนามาให้พร้อมเก็บภาพความประทับใจได้ทุกโมเมนต์สำคัญ และประสิทธิภาพการทำงานอันทรงพลังที่เพิ่มเข้ามาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะ ซึ่งฟีเจอร์ทั้งหมดนี้ถูกหลอมรวมอยู่ใน ‘กาแลคซี่ เอส 10’ ที่สุดแห่งไลน์อัพสมาร์ทโฟนที่ซัมซัมใส่ใจเก็บทุกรายละเอียด เพื่อพิสูจน์ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสมาร์ทโฟนตลอดระยะเวลา 10 ปี

กาแลคซี่ เอส 10 มาพร้อมกับหน้าจอ Dynamic AMOLED ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหน้าจอเจ้าแรกในอุตสาหกรรมที่ได้รับการรับรองจากสถาบันด้านการตรวจสอบและวัดมาตรฐานที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป หรือ VDE (Verband Deutscher Elektrotechniker) ว่าเป็นหน้าจออุปกรณ์เคลื่อนที่ที่สามารถแสดงระดับสีได้สูงสุด 100 เปอร์เซ็น (100% Mobile Color Volume) ตามมาตรฐาน DCI-P3 ให้ภาพและสีที่คมชัด สัดส่วนค่าความคอนทราสต์ถูกต้องแม่นยำ และให้ความสว่างสูงสุด การันตีด้วยการรับรองเรื่องหน้าจอที่เป็นมิตรต่อสายตา (Eye Comfort Certification) จาก TÜV Rheinland ผู้ให้บริการตรวจสอบอิสระชั้นนำระดับโลก

นอกจากนี้ เทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic บนกาแลคซี่ เอส 10 ยังเป็นเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเจ้าแรก ที่ได้รับการรับรองจาก FIDO Alliance Biometric Component ว่าเป็นระบบรักษาความปลอดภัยระดับเหนือชั้น และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Wireless PowerShare ที่สามารถใช้ กาแลคซี่ เอส 10 เป็นแท่นชาร์จไร้สายได้อย่างสะดวกสบาย และแบ่งพลังงานแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์อื่น ๆ พร้อมชาร์จควบคู่กันไปได้ในเวลาเดียวกัน

ผู้ใช้งานยังสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่โดดเด่นสะดุดตาบน กาแลคซี่ เอส 10 ด้วยการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงแบบ HDR10+ และฟีเจอร์ Super Steady เทคโนโลยีป้องกันภาพสั่นไหว ให้ภาพวิดีโอมีความสมูธและลื่นไหลกว่าที่เคย พร้อมรองรับเกมแบบ 64 บิต เป็นเจ้าแรกในตลาดอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

และยังปรับปรุงพัฒนาให้รองรับเกมบนแพลตฟอร์มของ Unity ผนวกกับสุดยอดระบบเสียงจาก Dolby Atmos และหน่วยความจำภายในสูงสุด พร้อมระบบประมวลผลที่เร็วที่สุดในอุปกรณ์ตระกูลกาแลคซี่ ช่วยมอบประสบการณ์อันทรงพลังสำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในปัจจุบันโดยเฉพาะ จึงทำให้ ‘กาแลคซี่ เอส 10’ กลายเป็นอีกหนึ่งแก็ดเจ็ตจากซัมซุง ที่จะเข้ามาเปลี่ยนนิยามใหม่ของประสบการณ์บนสมาร์ทโฟนอย่างแท้จริงคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า

นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมสำหรุบผู้พิการทางสายตา ที่มีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ และการเข้าถึงเทคโนโลยี หลายครั้งที่คนทั่วไปเกิดความสงสัยว่า ผู้พิการทางสายตาจะสามารถใช้ชีวิตอย่างไรในโลกที่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนอย่างรวดเร็ว

คำถามต่างๆ เช่น พวกเขาสามารถดูหนังในโรงภาพยนตร์ได้หรือไม่ เวลาไปเที่ยวสถานที่สวยงามต่างๆ จะชื่นชมธรรมชาติและภาพความงดงามนั้นอย่างไร คำตอบที่หลายคนฟังแล้วคาดไม่ถึงก็คือ “ได้!” โดยเทคโนโลยีนี่แหล่ะ ที่เป็นตัวทำลายกำแพงและข้อจำกัดด้านร่างกาย

ปัจจุบัน เทคโนโลยีทุกวันนี้ของ Samsung เอื้อให้คนตาบอดสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป ภายในช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา สมาร์ทโฟนเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้นมาก โดยส่วนตัวเป็นคนชอบเรียนรู้และพยายามเปิดใจลองทุกอย่าง ฟีเจอร์อย่าง Accessibility จะมีฟังก์ชั่นที่เรียกว่า Screen Reader และ Voice Assistant ซึ่งจะช่วยแปลงทุกอย่างที่อยู่บนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นข้อความหรือรูปภาพให้กลายเป็นเสียง สามารถอธิบายสิ่งต่างๆ ได้อย่างละเอียด

ทำไมต้อง huawei

huawei

อย่างที่รู้กันว่า huawei(หัวเว่ย) เป็นอีกแบรนด์ที่ลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยงบประมาณจำนวนไม่น้อย (จากข้อมูลในปี 2016 ระบุว่า huawei ใช้เม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นงบประมาณด้านการทำวิจัยและพัฒนา) ซึ่งมาถึงตอนนี้ หัวเว่ย กำลังขยายโอกาสในตลาดเอเชียแปซิฟิกพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เรียกว่า Smart Education

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยเริ่มมีการพัฒนาด้านไอซีทีอย่างแพร่หลายแล้ว แต่ยังพบปัญหาด้านการพัฒนาบุคลากรด้วย ทำให้ หัวเว่ย ต้องการนำเสนอโซลูชั่นเพื่อเสริมความแข็งแกร่งพร้อมกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศไทยซึ่งควรเริ่มต้นและดำเนินการอย่างรวดเร็ว จากตัวอย่างในประเทศจีนซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2009 โดยเริ่มต้นจากมหาวิทยาลัยนำร่อง 20 แห่ง เพื่อวางรากฐานและขยายเครือข่ายไปทั่วประเทศรวมถึงระดับมัธยมศึกษาด้วย เชื่อว่าประเทศไทยสามารถทำได้เช่นกันแต่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีระบบที่ดี

การเติบโตของแบรนด์อย่าง หัวเว่ย ถือได้ว่าน่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ภาพลักษณ์ของหัวเว่ยยังเป็นแค่เพียงสมาร์ทโฟนจากจีน และได้รับความสนใจค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับแบรนด์สมาร์ทโฟนอื่นๆ ในท้องตลาดอย่างซัมซุงหรือแอปเปิ้ล แต่ตอนนี้หัวเว่ยกลับก้าวผ่านจุดนั้นขึ้นมา

จนเติบโตได้ติดอันดับต้นๆ หรืออยู่แถวหน้าของวงการสมาร์ทโฟน ทุกแบรนด์หรือผู้ผลิตทั้งวงการจะต้องหยุดมองเมื่อหัวเว่ยออกสินค้าใหม่ๆ หัวเว่ย ค่อยๆ ไล่ไต่กระแสอันเชี่ยวกรากของตลาดสมาร์ทโฟนดีขึ้นเป็นลำดับ แม้หัวเว่ยจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมาร์ทโฟน ด้านเทคโนโลยีเครือข่ายอยู่แล้ว แต่การสร้างอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคก็ต้องการความรู้ และความเชื่อมั่นด้านอื่นๆ เพื่อกระตุ้นผู้บริโภคด้วย

ดังนั้น เพื่อให้เกิดการเจริญเติบโต หัวเว่ยจึงได้จับมือร่วมงานกับ Leica แบรนด์กล้องระดับตำนานของเยอรมัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวกระโดดอันสำคัญของหัวเว่ยเลยทีเดียว จากการร่วมมือในครั้งนี้ หัวเว่ยได้สร้างปรากฎการณ์เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น หัวเว่ย P9 สมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ Leica ร่วมออกแบบทั้งในส่วนของเลนส์และซอฟต์แวร์กล้องภายใน จนสร้างกระแสสมาร์ทโฟนที่ถ่ายรูปง่ายและสวยไปทั่วอินเทอร์เน็ต

ความสำเร็จของ P9 นั้นสร้างผลดีไปในหลายมิติ ทั้งเสริมภาพลักษณ์ของหัวเว่ยว่าสามารถสร้างสมาร์ทโฟนที่ดีในราคาไม่แพง ผู้ใช้หลายคนที่อยู่นอกวงการถ่ายรูปก็ได้รู้จักความแน่นอนและทรงพลังของแบรนด์ Leica เสริมภาพความเป็นพรีเมี่ยมแบรนด์ของ Leica ให้สื่อสารกับผู้ใช้กลุ่มใหม่ได้ เรียกได้ว่าการเปิดตัว P9 คือการสร้างความรับรู้และการมีตัวตนของแบรนด์ได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากการร่วมมืออันสำคัญนี้ แล้วยังมีเหตุผลอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้หัวเว่ยก้าวเข้ามาเป็นอันดับต้นๆ ของวงการสมาร์ทโฟน อาทิ รูปแบบและดีไซน์สินค้าที่สวยงาม จะเห็นได้ว่าจุดอ่อนของหลายๆ แบรนด์คือการออกแบบตัวเครื่องที่ดูซ้ำซากจำเจ หรือ ลอกรูปแบบจากผู้ผลิตรายใหญ่ๆ มา แต่สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยเราจะสังเกตได้ว่าจะมีดีไซน์ที่สะดุดตา เน้นการผสมผสานกัน มีพื้นผิวสัมผัสที่พิเศษ สีสันแปลกตา มีการผลิตที่ใส่ใจในรายละเอียด

เมื่อลองได้สัมผัสถือจะรู้สึกว่าหนักแน่น ไม่ก็อบแก๊บ ขอบมุมเครื่องต่างๆ ถูกเจียเก็บให้จับถือได้สบาย อีกทั้งยังมีการทดสอบความทนทานให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ทั้งการทดสอบการตกกระแทก การบิดตัว ความทนทานต่อแสงแดด ความทนทานต่ออุณหภูมิ เป็นต้น

เมื่อก้าวมาถึงจุดที่สามารถทำสมาร์ทโฟนที่เป็นไลฟ์สไตล์ได้เป็นที่รู้จักชัดเจนขึ้น มีตัวตนที่ชัดขึ้น เรื่องของราคาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม หัวเว่ย ที่เป็นเจ้าของบริษัทผลิตและออกแบบชิปประมวลผลที่ใหญ่ที่สุดในจีนอย่าง HiSilicon ซึ่งมีผลิตภัณฑ์มากมายหลากหลาย

โดยเฉพาะจุดเด่นอย่างชิป ตระกูล Kirin ที่ใช้สำหรับสมาร์ทโฟน ซึ่งการที่หัวเว่ยสามารถออกแบบชิปประมวลขึ้นใช้เอง ทำให้หัวเว่ยสามารถออกแบบการทำงานของชิปให้สอดคล้องกับซอฟต์แวร์ภายในเครื่องได้ ส่งผลให้สร้างสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพสูง ในราคาที่ไม่แพง และอย่างยิ่งในรุ่น Mate 30 Pro ที่พร้อมเปลี่ยนวิธีคิด เปิดรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซึ่งรุ่นนี้พร้อม Rethink Design HUAWEI Mate 30 Pro lifestyle circle ฉายความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด ผ่านกล้อง 4 ตัว ของ HUAWEI Mate 30 Pro ที่ถูกโอบล้อมด้วยวงแหวน halo ซึ่งเป็นการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบของการสะท้อนและการหักเห อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

เลือกอุปกรณ์เสริมสำหรับรถอย่างถูกใจใช่เลย

"กล้องติดรถยนต์"

                ทุกคนที่มีรถยนต์เป็นของตัวเองนั้น คงอยากให้การขับขี่ของตัวเองเป็นไปอย่างสบายใจไร้กังวลรวมถึงสะดวกสบายเหมือนกับอยู่ในบ้านมากที่สุด ดังนั้นอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เพื่อรถยนต์จึงถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องอย่างเช่น “กล้องติดรถยนต์”ที่มีไว้สำหรับบันทึกภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ นอกรถ หรือว่า จอ LCD และเครื่องเสียงในรถที่สามารถต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนเพื่อเล่นสื่อ Streaming ต่าง ๆ ได้

                เราจะพาทุกท่านที่กำลังจะหาอุปกรณ์เสริมสำหรับรถยนต์มาไว้ให้คันเก่งไปดูวิธีเลือกซื้อและพิจารณาว่าวิธีการเลือกอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นต้องเป็นอย่างไรถึงจะถูกใจมากที่สุด

                1. กล้องติดรถยนต์

                ถ้าพูดถึงอุปกรณ์เสริมสำหรับรถยนต์ในปัจจุบันก็ต้องนึกถึงอุปกรณ์อันนี้เป็นอย่างแรก ๆ เลย เพราะว่าจากข่าวสารในปัจจุบันนั้นมีเหตุการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่ยืนยันได้ว่าอุปกรณ์เสริมสำหรับรถยนต์ชิ้นนี้นั้นจำเป็นอย่างมากในการใช้รถขับขี่บนท้องถนน โดยก่อนที่จะซื้อควรพิจารณาถึงหัวข้อสำคัญดังต่อไปนี้

                – ความละเอียดของวีดีโอ

                แน่นอนว่าการบันทึกเหตุการณ์ในแต่ละครั้งนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการระบุสภาพแวดล้อมบริเวณที่ปรากฏในจอได้อย่างชัดเจน ซึ่งความละเอียดของวีดีโอนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากโดยมาตรฐานในตอนนี้อย่างน้อยก็ต้องเป็น HD 720p หรือจะให้แน่นอนก็ต้องเป็น FULL HD 1080p นั่นเอง

                – FPS ที่ลื่นไหล

                อีกหนึ่งความสำคัญด้านภาพของอุปกรณ์นี้ก็คือการเคลื่อนไหวที่ราบลื่นโดยคำที่ใช้เรียกก็คือ Frame Per Second หรือว่า FPS นั่นเอง ซึ่งควรมีมาตรฐานอยู่ที่ 30 FPS กำลังดีเพราะว่าให้ภาพที่ลื่นไหลไม่กระตุกในขณะที่ไม่เปลืองแบตเตอรี่มากจนเกินไป

                – ถ่ายในที่แสงน้อยได้

                โดยอย่างที่รู้กันว่าเหตุการณ์สำคัญนั้นไม่เลือกว่าจะเกิดขึ้นในช่วงใด ดังนั้นคุณสมบัตินี้จึงจำเป็นมาก เพราะว่าถ้าเกิดถ่ายภาพในช่วงกลางคืนแล้วดูไม่รู้เรื่องก็จะเปล่าประโยชน์ไปเลย ดังนั้นควรเลือกที่มีโหมด Night Shot หรือการบันทึกภาพในเวลากลางคืน หรือในที่มีสภาพแสงน้อย ทำให้สามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจน

                2. สัญญาณกะระยะถอยหลัง

                เป็นอุปกรณ์ที่ในปัจจุบันนี้มักแถมมากกับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ อยู่แล้ว โดยสำคัญมากทีเดียวเพราะเวลาจะไปจอดในที่แคบ ๆ หรือที่ไม่คุ้นเคยจะได้กะระยะได้อย่างถูกต้อง ซึ่งส่วนมากจะแถมที่มีราคาถูกมาให้ซึ่งจะทำงานได้ไม่ดีเท่าไหร่อย่างเช่นกะระยะไม่แม่นยำ หรือมีอายุการใช้งานสั้น ซึ่งจะมีผลเสียตามมาอีกมากมาย ดังนั้นถ้าจะซื้ออุปกรณ์นี้มาใช้ควรพิจารณาถึงข้อมูลต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

                – สัญญาณเสียงจะต้องดังฟังชัด

                หลักการทำงานนั้นคือเมื่อตัวเซนเซอร์เข้าใกล้วัตถุเท่าไหร่ก็จะมีเสียงดังและยิ่งถี่มากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าห่างออกไปจะได้ยินเสียงดังยาว ๆ เพียงแค่เสียงเดียว ดังนั้นก่อนที่จะซื้อควรทดลองก่อนว่ามีฟังก์ชั่นดังกล่าวทำงานได้สมบูรณ์แบบหรือเปล่า

                – จำนวนของตัวเซ็นเซอร์

                ข้อนี้ควรพิจารณามากเช่นกันเพราะว่าถ้ามีจำนวนเซ็นเซอร์น้อยเกินไปอาจจะทำงานได้อย่างไม่ครอบคลุม เวลาเจอวัตถุอะไรด้านหลังที่มีขนาดไม่ใหญ่มากอาจจะจับไม่ได้และทำให้รถยนต์เกิดความเสียหายได้ ดังนั้นควรเลือกที่มีตัวเซ็นเซอร์ไม่ต่ำกว่า 4 จุด เพื่อให้การตรวจจับสัญญาณเป็นไปได้อย่างดีเยี่ยมที่สุด

                3. จอ LCD ติดรถ

                เป็นความบันเทิงที่ช่วยผ่อนคลายให้กับผู้ใช้รถในยามที่การจราจรติดขัดได้มาก โดยสามารถดูข่าวสารความเคลื่อนไหวหรือความบันเทิงผ่านจอได้ โดยในยุคนี้ควรเลือกดูจากข้อดังต่อไปนี้

                – ความคมชัด

                จอ LCD นั้นมีอยู่หลายชนิดและหลายแบรนด์ ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพของภาพที่ออกมานั้นย่อมไม่เหมือนกัน โดยที่แนะนำในการดูสื่อบันเทิงนั้นก็คือต้องมีความละเอียด 300,000 พิกเซลขึ้นไป เนื่องจากจะมีความละเอียดและนุ่มนวลของภาพได้อรรถรสในการรับชม และควรมีการเคลือบสารที่ป้องกันแสงสะท้อนจากแสงแดดหรือแสงไฟภายนอกรถทำให้ถนอมสายตามากขึ้น

                – ขนาด

                จะมีขนาดมาตรฐานเริ่มต้นตั้งแต่ 5″ ถึง 10″ หรือ 15″ นิ้ว แล้วแต่ความชอบหรือว่าขนาดของรถ ระบบภาพต้องเป็นแบบ NTSC และ PAL โดยตอนติดตั้งควรให้กลมกลืนกับตัวรถ ดังนั้นควรเลือกที่เหมาะสมให้ดีที่สุดก่อนซื้อ

                และนี่คือเรื่องราวของอุปกรณ์เสริมสำหรับรถ ไม่ว่าจะเป็น“กล้องติดรถยนต์” สัญญาณกะระยะถอยหลัง หรือว่า จอ LCD เลือกดูกันได้ตามความชอบเลยนะครับ

Apple iPhone XS Max

iPhone XS Max

ปัจจุบัน เราได้เดินทางมาถึง iphone xs max กันแล้ว เป็นอย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ไอโฟน (iPhone) เมื่อเอ่ยถึงชื่อนี้ เชื่อว่าหลายคนทั้งนอกและในวงการเทคโนโลยีต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่นอน เพราะ iPhone เป็นโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพลิกโฉมวงการมือถือและได้กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมประจำปีจากนิตยสารไทม์ โดยเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ iPhone เป็นโทรศัพท์มือถือแบบไร้ปุ่มกดหมายเลขโทรศัพท์ แต่จะมีเพียงปุ่มเดียวที่โดดเด่นรู้จักกันในชื่อปุ่มโฮม (Home)

ส่วนการใช้งานจะสั่งการทำงานผ่านหน้าจอสัมผัสแบบมัลติทัชบนระบบปฏิบัติการที่แอปเปิลพัฒนาขึ้นมาเองเรียกว่า iOS เป็นตัวขับเคลื่อนให้กับ iPhone ปัจจุบัน iPhone ได้กลายเป็นโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนในฝันของใครหลายๆ คนบนโลก

อนึ่ง ไอโฟนนับว่าเป็นโทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตและมัลติมีเดีย ซึ่งผลิตและจำหน่ายโดยบริษัท Apple และด้วยสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้คนสนใจและจับตามองไอโฟนเป็นอย่างมากก็เนื่องจากคือการเก็บรักษาความลับของสินค้าที่แทบจะไม่เล็ดลอดออกมาเลยทีเดียว ดังนั้นการเปิดตัวสินค้าในแต่ละครั้งสร้างความหน้าตื่นตาตื่นใจได้เสมอ ทุกครั้งที่ออกสินค้าตัวใหม่

และใหม่ล่าสุดกับพ.ศ นี้ ไอโฟน XS-Max ที่มาพร้อมกับ Concept ว่า “ขอต้อนรับสู่โลกใหม่ของจอใหญ่” ซึ่งจะทำให้คุณได้พบกับ Super Retina สองขนาด โดยหนึ่งในนั้น คือจอภาพที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบน iPhone แล้วยังมี Face ID ที่เร็วยิ่งขึ้น ชิพที่ทั้งฉลาดและทรงพลังที่สุดในสมาร์ทโฟน พร้อมด้วยระบบกล้องคู่สุดล้ำ เรียกได้ว่า ไอโฟน XS Max คือขีดสุดของทุกอย่างที่คุณชอบเกี่ยวกับ iPhone

จอภาพ Super Retina OLED ในสัดส่วนใหม่หมดของความงาม

อย่างที่ได้กล่าวกันไปเบื้องต้นแล้วว่า เตรียมพบกับ Super Retina สองขนาด โดยหนึ่งในนั้นคือจอภาพที่ใหญ่ ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบน iPhone แล้วยังมี Face ID ที่เร็วยิ่งขึ้น ชิพที่ทั้งฉลาดและทรงพลังที่สุดในสมาร์ทโฟน พร้อมด้วยระบบกล้องคู่สุดล้ำ เรียกได้ว่า ไอโฟน รุ่นนี้คือขีดสุดของทุกอย่างที่คุณชอบเกี่ยวกับ iPhone ด้วยจอภาพ Super Retina ในแบบใหญ่และใหญ่ขึ้น OLED แบบเฉพาะบน ไอโฟนXS-Max ถ่ายทอดสีสันได้แม่นยำที่สุดในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน

อีกทั้ง ยังมาพร้อม HDR และสีดำที่ดำสนิท วัสดุที่ไม่ธรรมดา กระจกที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน และยังมีสีทองใหม่สวยงามผ่านกระบวนการที่ลงลึกถึงระดับอะตอม พร้อมขอบสแตนเลสสตีลเกรดเดียวกับที่ใช้ทำเครื่องมือศัลยกรรมซึ่งผ่านการตัดแต่งรูปทรงอย่างแม่นยำและอีกระดับของความสามารถในการทนน้ำและฝุ่น

Face IDใบหน้าของคุณคือรหัสผ่าน

iPhone รุ่นนี้ มาพร้อมกับ Face ID ที่ล้ำหน้านำสมัย ความปลอดภัยจะเป็นเรื่องง่ายๆ เมื่อใบหน้าของคุณคือรหัสผ่าน คุณสามารถปลดล็อค iPhone ล็อกอินเข้าสู่แอพหรือบัญชีต่างๆ และอีกมากมายได้เพียงแค่เหลือบมอง นี่แหละการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน และวันนี้ก็ยังทำงานได้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

ชิพ A12 Bionic อันชาญฉลาด

จากการพัฒนาในทุกส่วน นี่คือชิพที่ทั้งฉลาดและทรงพลังที่สุดในสมาร์ทโฟน พร้อมด้วย Neural Engine เจเนอเรชั่นถัดไปของเรา เพื่อประสบการณ์เทคโนโลยีความจริงเสริมอันน่าทึ่ง การควบคุมระยะชัดลึกที่ให้คุณถ่ายภาพบุคคลได้สวยงามประทับใจ และความรวดเร็วลื่นไหลในทุกๆ อย่างที่คุณทำ

ระบบกล้องคู่สุดล้ำ

ยอมรับได้เลย iPhone รุ่นนี้จะเป็นกล้องที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกนี้ คือนิยามของยุคใหม่แห่งการถ่ายภาพด้วยเซ็นเซอร์สุดล้ำที่ทำงานร่วมกับ ISP และ Neural Engine เพื่อให้คุณสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อนและก็นี่ iPhone รุ่นนี้มาพร้อม 4G LTE Advanced ที่ดาวน์โหลดได้เร็วสุดขั้ว5

และยังเป็น iPhone ที่มีความจุสูงสุดเท่าที่เราเคยสร้างมา ด้วยพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มีมากถึง 512GB

ไม่มีโทรศัพท์ไหนเหมือน iPhone ทุกการตัดสินใจและการคิดทบทวน คือสิ่งที่ทำให้ iPhone แตกต่างจากโทรศัพท์อื่นๆ เริ่มตั้งแต่การผลิต การผสานความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยเข้าด้วยกันตั้งแต่แรกเริ่ม ไปจนถึงวิธีอันล้ำสมัยที่เราใช้ในการรีไซเคิลส่วนประกอบของเครื่อง

            ทั้งนี้ ไอโฟนxs max ราคา อาจจะบาดใจใครๆ หลายคน แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ และประสิทธิภาพแล้ว xs max ราคา ก็คุ้มค่าที่จะจับจองมาเป็นเจ้าของอย่างหลีกเลี่ยงได้