เทคโนโลยี ซัมซุง ไม่ใช่แค่สิ่งเดียวในตลาดเมืองไทย

นอกจากอุสหกรรมเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น ทั้งสมาร์ทโฟน เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยยี่ห้อคุ้นหูค้นตาคงไม่พ้น ซัมซุง เป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปีแล้วที่อุสหกรรมอื่นๆ นอกจากเทคโนโลยี เข้ามาทำตลาดในไทย อย่างวงการเพลงเกาหลีได้สร้างรากฐานความนิยมในประเทศไทย มีกลุ่มแฟนคลับที่ใหญ่และจากจำนวนยอดขายบัตรคอนเสริตศิลปินที่มาไทยนั้นเรียกได้ว่าแทบจะ Sold Out ในทุกการแสดง หรืออย่างล่าสุด BLANKPINK ได้มี 2019 World Tour ที่จะจัดขึ้นในประเทศไทยในเดือนมกราคม 2562 เปิดขายบัตรเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา บัตรทุกโซนก็ขายหมดเกลี้ยงทันทีหลังจากเปิดขายบัตรเพียงใหม่กี่ชั่วโมง และได้ประกาศเพิ่มรอบเพิ่มเติมแล้วซึ่งบัตรก็น่าจะ Sold out อีกเช่นกัน ชัดเจนว่าคนไทยยังมีความนิยมศิลปินเกาหลีอยู่ไม่น้อยเลย

สำหรับวง BLACKPINK นั้นเป็นศิลปินกลุ่มหญิงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งในและนอกเกาหลี และที่สำคัญหนึ่งในสมาชิกวงเป็นศิลปินชาวไทยได้แก่ ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล ที่ปัจจุบันมีชื่อเสียงไปไกลถึงระดับโลก จากที่ผู้เขียนติดตามวงการศิลปินเกาหลีมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ที่เข้ามาในประเทศไทย ได้เห็นจำนวนศิลปินไทยได้แจ้งเกิดในประเทศเกาหลีใต้มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเกิดคำถามขึ้นว่า คนเกาหลีมีมุมมองต่อศิลปินไทยในวง K-POP อย่างไรบ้าง จึงได้ทำการสำรวจจากนักศึกษามหาวิทยาลัยในประเทศเกาหลีใต้จำนวน 20 คน เพื่อให้ลงคะแนนโหวตว่าศิลปินไทยคนไหนที่เขารู้จักมากที่สุด 3 อันดับ และเขามีมุมมองอย่างไรต่อศิลปินคนนั้น ๆ ซึ่งผลการสำรวจนี้ออกมาว่า

อันดับที่ 1 คุณ – นิชคุณ หรเวชกุล สมาชิกวง 2PM

ต้องยอมรับว่านิชคุณเป็นศิลปินชาวไทยคนแรกที่มีชื่อเสียงและคนรู้จักอย่างกว้างขวางในประเทศเกาหลี ทั้งในฐานะนักร้อง นักแสดง หรือ พิธีกร จนผลสำรวจเป็นเอกฉันท์ว่ารู้จักนิชคุณมากที่สุด เพราะตลอดระยะเวลาร่วม 10 ปี หลังจาก Debut ในฐานะสมาชิกวง 2PM นิชคุณมีก็ผลงานให้เห็นมากมายเป็นที่ประจักษ์สายตาและได้กวาดรางวัลจากเวทีสำคัญของเกาหลีมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นคนเกาหลีส่วนใหญ่ยังมองว่าเขาเป็นศิลปินที่มีคุณภาพแถวหน้าในวงการบันเทิงเกาหลีและก็ยังมีคนเกาหลีส่วนหนึ่งที่คิดว่านิชคุณเป็นคนเกาหลีอีกด้วย

อันดับที่ 2 แบมแบม – กันต์พิมุกต์ ภูวกุล สมาชิกวง GOT7

อีกหนึ่งศิลปินไทยที่มีผลงานทั้งในเกาหลีและไทยจำนวนมาก ได้รับการโหวตว่าเป็นศิลปินไทยในวง K-POP อันดับ 2 นั่นก็คือ แบมแบม GOT7 นั่นเอง แบมแบมเป็นศิลปินไทยคนที่ 2 ที่สังกัดค่าย JYP ซึ่งเป็นค่ายเดียวกับที่นิชคุณสังกัด มีผลงานเพลง ละคร ภาพยนตร์ และเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้าหลากหลายยี่ห้อ จากผลสำรวจคนเกาหลีจำนวนมากพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แบมแบมไม่ใช่คนเกาหลีหรอกหรอ เพราะวิธีการพูดเหมือนเป็นคนเกาหลีเลย เนื่องด้วยทักษะการพูดภาษาเกาหลีที่ดีมาก จนทำให้คนเกาหลีหลายคนนึกว่าเป็นคนเกาหลีเสียอีก จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเกาหลีมองว่าแบมแบมเป็นหนึ่งในศิลปินต่างชาติในวง K-POP ที่ยังน่าจับตามอง

อันดับที่ 3 ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล สมาชิกวง BLACKPINK

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ จะมี 2019 World Tour BLACKPINK ซึ่งลิซ่าเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่มีชื่อเสียงระดับที่เรียกว่าดังแบบฉุดไม่อยู่ในเกาหลีและระดับโลกในฐานะศิลปิน K-POP ทั้งจำนวนแฟนคลับที่ติดตามอยู่ใน Instagram กว่า 10 ล้าน followers บวกด้วยพรีเซอร์เตอร์ของ ซัมซุง และด้วยทักษะการร้องเพลงที่ดีและการเต้นที่แข็งแรง จึงไม่น่าแปลกใจที่คนเกาหลีที่ทำการสำรวจในครั้งนี้ เสียงส่วนมากจึงโหวตให้เป็นอันดับที่ 3 ของศิลปินชาวไทยที่รู้จักมากที่สุด เมื่อพูดถึงมุมมองของคนเกาหลีต่อลิซ่านั้น ล้วนให้ความเห็นไปทิศทางเดียวกันว่า ลิซ่าเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ทั้งหน้าตาและเสียงร้อง มีความน่ารัก ดูเป็นธรรมชาติ และที่สำคัญคนเกาหลีได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้นจากการที่ลิซ่านำเสนอความเป็นไทยอยู่ตลอดเวลา

ของ ซัมซุง และด้วยทักษะการร้องเพลงที่ดีและการเต้นที่แข็งแรง จึงไม่น่าแปลกใจที่คนเกาหลีที่ทำการสำรวจในครั้งนี้ เสียงส่วนมากจึงโหวตให้เป็นอันดับที่ 3 ของศิลปินชาวไทยที่รู้จักมากที่สุด เมื่อพูดถึงมุมมองของคนเกาหลีต่อลิซ่านั้น ล้วนให้ความเห็นไปทิศทางเดียวกันว่า ลิซ่าเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ทั้งหน้าตาและเสียงร้อง มีความน่ารัก ดูเป็นธรรมชาติ และที่สำคัญคนเกาหลีได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้นจากการที่ลิซ่านำเสนอความเป็นไทยอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดของศิลปินไทยในวง K-POP คือความสามารถและผลงานที่ทำออกมาได้อย่างดีมาก จึงทำให้คนเกาหลีมีมุมมองที่ดีต่อศิลปินไทย หากถามถึงเคล็ดลับในการประสบความสำเร็จของศิลปินไทยทั้ง 3 คนนี้ คงหนีไม่พ้นการฝึกซ้อมอย่างตั้งใจ และทำออกมาให้สุดเกินความสามารถที่เรามี

ราคาไอโฟน12 จะเท่าไหร่ ต้องรอดูกัน

ราคาไอโฟน12

ลือกันอย่างหนาหูว่า ราคาไอโฟน12 อาจจะไม่แพงไปจากไอโฟน 11 มากเท่าไหร่นัก เนื่องจากนักวิเคราะห์ Ming Chi-Kuo ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลของ iPhone 12 เพิ่มเติมว่า iPhone 12 จะมีต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นราว $30-100 หรือประมาณ 900 – 3,000 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับโมเดล แต่ถึงอย่างนั้น Apple เองก็ยังไม่ได้ฟันธงราคาสุดท้ายว่าจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เราก็คงต้องรอดูกันไปอีกยาวๆ เลย และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าต้นเดือนกันยายนของทุกปี จะเป็นวันเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ จึงมีข่าวลือกันออกมาอีกว่า Apple อาจเลื่อนการเปิดตัวไอโฟน 12 (iPhone 12) ออกไป เนื่องจากปัญหาไวรัสโควิด-19(COVID-19) ที่ทุกคนกำลังเผชิญกันอยู่นั่นเอง

ซึ่งได้มีรายงานจากนิกเกอิ เอเชียน รีวิว โดยอ้างแหล่งข่าวภายในว่า Apple จะเลื่อนการเปิดตัวไอโฟน 12 อย่างน้อยไปอีกหนึ่งเดือน ส่งผลให้ซัพพลายเชนของแอปเปิลมีปัญหา และทำให้กระบวนการผลิตล่าช้ากว่าที่เคยเป็นมา อีกทั้งการตัดสินใจการเลื่อนเปิดตัว iPhone 12 นั้น Apple จะตัดสินใจอีกครั้งในขั้นสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม และถ้าหากสถานการณ์ปัญหาไวรัสโควิด-19(COVID-19) ยังเลวร้ายอยู่ Apple อาจเปิดตัวไอโฟน 12 ในปี 2021 แทน และหากมีการเลื่อนการเปิดตัว iPhone 12 ออกไป นั่นหมายความว่า Apple Watch ที่มักจะเปิดตัวพร้อมๆ กัน iPhone ก็จะมีการเลื่อนการเปิดตัว และวางจำหน่ายเช่นเดียวกัน

ย้อนกลับมาที่ iPhone 12 ที่คาดว่าจะมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่มากมาย โดยเฉพาะดีไซน์ที่มาแบบเดียวกับ iPhone 4 ที่ตัวเครื่องเป็นสี่เหลี่ยม มาพร้อมกับเฟรมสแตนเลสสตีล และมีการอัปเกรดกล้องให้มีความละเอียดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล โดยกล้องทุกตัวจะรองรับ Night Mode ให้กับเลนส์ telephoto บน iPhone 12 Pro รวมถึงการสนับสนุนการทำงานโหมดนี้ไปยังเลนส์ ultra wide และกล้องหน้า ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การเพิ่มรูรับแสงของเลนส์  ultra wide ให้เพิ่มขึ้นอีก 35% เป็น f/1.6. ช่วยให้เซ็นเซอร์รับแสงได้มากขึ้น อีกทั้งปรับปรุงเรื่องของระยะโฟกัสที่อาจจะใช้งานโหมดมาโครที่สามารถถเข้าได้ใกล้ขึ้นอีก 2.2 เซนติเมตร

นอกจากนี้ยังมีข่าวลือมาอีกว่าจะมีแบตเตอรี่ที่ความจุมากขึ้น เพื่อรองรับเครือข่าย 5G ที่จะช่วยส่งข้อมูลที่เร็วขึ้น นั่นหมายถึงการใช้งานแบตเตอรี่ที่มากขึ้นด้วยนั่นเอง โดยทาง Apple วางแผนที่จะเพิ่มความจุแบตเตอรี่ให้มากขึ้น โดย iPhone 12 Pro Max นั้นจะมีความจุ 4,400 mAh เพิ่มขึ้นจาก ความจุ 3,969 mAh โดยจะรองรับการชาร์จเร็วผ่านสาย 25W อีกด้วย และยังมาพร้อมชิปเซ็ต A14 Bionic เป็นรุ่นแรกก่อนใครเพื่อนเลย โดยจะมีสีมาใหม่คือสีน้ำเงิน (Navy Blue) และจะมีสีแดง (Red) ซึ่งเป็นคนละสีกับที่เคยมีอย่าง (PRODUCT) RED โดยตัวเครื่องจะรันระบบปฏิบัติการ iOS 14 และมีความจุสูงสุดถึง 1TB เลยทีเดียว

ส่วนในเรื่องของรอยบากนั้น คาดว่าจะยังคงอยู่เหมือนเดิมที่เริ่มใช้มาตั้งแต่  iPhone X และเรื่องของ ราคาไอโฟน12 อย่างที่บอกไปอาจยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าความจุ 256GB จะมีราคา 999 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่รุ่น 512GB มีราคา 1,099 ดอลลาร์สหรัฐ และรุ่น 1TB มีราคา 1,249 ดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงข่าวลือ ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่าปีนี้ iPhone 12 จะได้เปิดตัวหรือไม่ หรือต้องเลื่อนออกไปก่อน ใกล้ๆ เดือนกันยายนเรามาตามดูกันอีกที

จัดไป!…โน๊ตบุ๊คเล่นเกมไม่เกิน 30,000 บาท

โน๊ตบุ๊คเล่นเกม

ช่วงนี้สถานการณ์ไม่ค่อยดี เพราะว่ามีโควิด19 ที่กำลังระบาดอยู่ทั่วโลกกันในขณะนี้ บางคนก็อาจยังคงไปทำงานอยู่ แต่ก็ต้องระมัดระวังตัวเอง หรือบางคนก็ได้อยู่บ้าน work from home กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็โล่งใจไปอีกขั้นที่ไม่ต้องออกมาเสี่ยงกับเชื้อโรคภายนอก แต่บางคนอาจอยู่ในช่วงว่างงาน หรือนักเรียน นักศึกษาที่อยู่บ้านแล้วไม่มีอะไรทำ ก็อาจจะเบื่อๆ หน่อย วันนี้เราก็เลยจะมาแนะนำ โน๊ตบุ๊คเล่นเกม ที่ราคาไม่เกิน 30,000 บาท ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง บางทีอาจจะทำเป็นอาชีพเป็นนักแคสเกมไปเลยก็ได้

Acer Nitro 5 (22,990 –  25,990 บาท)

Gaming Notebook จาก Acer ที่มีขอบจอบางเฉียบ มาพร้อมหน้าจอ 15.6″ Full HD ความละเอียด 1920 x 1080 พาเนล IPS เกรดสูง ให้สีสันที่สวยงามทุกมุมมอง ตัวหน้าจอยังมาพร้อมกล้อง Webcam แบบ HD และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัวแบบตัดเสียง ส่วนตัวเครื่องบางเพียง 19.9 มิลลิเมตร และเบาเพียง 2.3 กิโลกรัม สเปคที่แนะนำคือ ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i5-9300H พร้อมกราฟฟิการ์ดที่แรงๆ ที่สามารถเล่นเกมได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด ด้านการเชื่อมต่อนั้นสามารถรองรับได้อย่างครบครัน

MSI Alpha 15 (27,900 บาท)

เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์สำหรับเกมมิ่งโดยเฉพาะ นั่นคือแบรนด์ MSI ที่โดนใจใครหลายๆ คนมานักต่อนักแล้ว ซึ่ง MSI Alpha 15 เป็นเกมมิ่งโน๊คบุ๊คที่แยกตัวมาจาก G Series แบบเดิมๆ โดยรุ่นนี้มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 3750H จับคู่มากับการ์ดจอ AMD Radeon RX 5500M ซึ่งความแรงนี้ถือว่าคุ้มค่ามากๆ เพราะได้ทั้งสเปกและฟีเจอร์ที่จัดเต็มเหมือนตระกูล G Series อย่าง GL65 ในราคาถูกลงกว่าเดิมเยอะ กับราคาเพียง 27,900 บาทเท่านั้น

HP Pavilion Gaming 15 (Intel) (24,990 – 28,990 บาท)

โน๊ตบุ๊คเล่นเกม อีกรุ่นที่น่าสนใจนั่นก็คือ HP Pavilion Gaming 15 ที่มาพร้อมหน้าจอแบบด้านขอบจอบาง พาเนล IPS คุณภาพสูง ขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD มีชิปประมวล Intel Core i Gen 9 อย่าง Core i5-9300H และ Core i7-9750H ที่จะมีความลื่นไหล และรวดเร็ว อีกทั้งยังมาพร้อมกับการ์ดจอแยกตัวแรง NVIDIA GeForce GTX 1650 (4GB GDDR5) พร้อมหน่วยความจำแรมขนาด 8GB มาตรฐาน DDR4 bus 2666 ฮาร์ดดิสก์แบบปกติที่ความจุ 1TB ความเร็ว 7200 รอบ นอกจากนี้ยังมีกล้องเว็บความละเอียด HD และมีไมค์ดิจิตอลในตัว พร้อมให้คุณแคสเกมได้เลยทันที และนอกจากจะยังเป็นเกมมิ่งโน๊คบุ๊ค ยังสามารถทำงานหนักๆ อย่างงานตัดต่อวีดีโอก็ได้ ถือว่าคุ้มค่าค้มราคามากๆ เลยทีเดียว

ASUS TUF Gaming FX505DT/DU (24,900 – 29,900 บาท)

Gaming Notebook หน้าจอ 15.6 นิ้วASUS TUF Gaming FX505DT/DU มีสเปคแรง ชิปประมวลผลเป็น AMD Ryzen 5 3550H / AMD Ryzen 7 3750H ทำงานแบบ 4 Core/8 Thread ด้วยความเร็ว 2.3 – 4GHz สถาปัตยกรรม 12 นาโนเมตร เป็น Gaming Notebook น้ำหนักเบาเพียง 2.2 กก.  พกพาสะดวก และความทนทานระดับ Military Grade ต่อแรงกระแทก อุณหภูมิสูงต่ำ ความชื้น ความกดอากาศ และแสงแดด เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook น้อยรุ่นนักที่มาพร้อมคุณสมบัติแบบนี้ และมีระบบระบายความร้อนก็ใช้ระบบ Hyper Cool พร้อมมี Anti-Dust Tunnel สำหรับเป่าฝุ่นให้ด้วย ส่วนความละเอียดหน้าจอเป็น Full HD พาเนล IPS โดยให้ภาพที่สวยงามสมจริง

โน๊ตบุ๊คต้นแบบของโน๊ตบุ๊ค 2020

โน๊ตบุ๊ค 2020

เชื่อว่า โน๊ตบุ๊ค 2020 จะมีออกมาอยู่เรื่อยๆ รูปทรงภายนอกอาจจะต่างกันไม่มาก แต่ที่แตกต่าง และยังเป็นการแข่งขันกันของแต่ละแบรนด์ ก็คงจะเป็นเรื่องของสเปคภายในว่าใครจะแรงกว่ากันนั่นเอง แต่ทราบหรือไม่ว่ากว่าจะมีเทคโนโลยีที่มาไกลถึงขนาดนี้ วงการโน๊ตบุ๊คสมัยก่อนนั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมากอยู่ช่วงหนึ่งที่สร้างความฮือฮาไม่น้อยในยุคนั้น ซึ่งบางรุ่นบางแบรนด์ยังเป็นต้นแบบของการดีไซน์โน๊ตบุ๊คในยุคปัจจุบันด้วย ซึ่งจะมีรุ่นหรือแบรนด์อะไรบ้างนั้น ต้องไปติดตามกัน

โน๊ตบุ๊คหน้าจอใหญ่

หากใครจำได้ในช่วงปี 2007 จะมีโน๊ตบุ๊คอยู่รุ่นหนึ่งที่มีขนาดหน้าจอใหญ่มากกว่าใครเพื่อนในยุคนั้น นั่นก็คือ HP Pavilion HDX หรือ “The Dragon” ที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 20.1 นิ้วกันเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าองค์ประกอบอื่นๆ ก็จะยิ่งใหญ่ตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความหนาถึง 2.3 นิ้ว และหนักถึง 7 .03 กก. อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากๆ คือ มีสแกนลายนิ้วมือที่มาพร้อมกับ TV Tuner อีกด้วย ซึ่งนับว่าเป็นโน๊ตบุ๊ค All-in-one ตัวแรกของโลกเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีราคาสูงถึง $5,999 หรือประมาณ 212,170 บาทเลยทีเดียว โอ้โห..แพงมากเลยนะในยุค 2007 เนี๊ยะ

โน๊ตบุ๊คสุดบาง

พูดถึงเรื่องความใหญ่กันไปแล้ว เรามาพูดถึงเรื่องความบางกันบ้างดีกว่า โดยต้องย้อนไปในปี 2004 ที่ VAIO ยังเป็นของ Sony อยู่ ซึ่งในตอนนั้น VAIO X505 เป็นโน๊ตบุ๊คมีความบางมากๆ หากเทียบกับโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 10.4 นิ้วในยุค 2004 ด้วยกันเอง โดยมีความหนาเพียงครึ่งนิ้ว และมีน้ำหนักเพียง 816.5 กรัม เท่านั้น นับได้ว่าเป็นต้นแบบของความบางและเบาเลยก็ว่าได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามความบางเบานี้ก็ทำให้มีข้อเสียอยู่เหมือนกันที่ทาง Sony จำเป็นต้องตัดส่วนของ Touch Pad ออกไปแล้วใช้ trackpoint หรือจุดขาวตรงกลางที่เอาไว้ใช้งานบังคับเมาส์คล้ายๆ กับโน๊ตบุ๊คของทาง IBM ในยุคก่อนนั่นเอง ซึ่งใช้งานค่อนข้างยาก อีกทั้งราคาก็ยังแพงมากโดยราคาอยู่ที่ $3,000 หรือประมาณ 103,650 บาทเลยทีเดียว

โน๊ตบุ๊คสุดบางและเบา

ถึงแม้ว่า VAIO X505 จะมีความบางและเบาแล้ว แต่หากเป็นเรื่องของการใช้งานอาจจะยังไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นัก เนื่องจากมีขนากเล็กเกินไป จนทำให้บริษัทหนึ่งเล็งเห็นความสำคัญเรื่องของความบางและเบาของโน๊ตบุ๊ค นั่นก็คือ Apple นั่นเองที่ได้ผลิต MacBook Air ออกมาในปี 2008 ซึ่งถือว่าทำได้ดีเพราะมีความลงตัวของขนาดหน้าจอที่มีกำลังพอดีที่ 13.3 นิ้ว อีกทั้งยังมีความบาง 0.76 นิ้ว และเบาเพียง 1.36 กก. เท่านั้น ทำให้พกพาสะดวก จนกลายเป็นต้นแบบของ Ultrabook ไปอย่างปริยาย นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยี multi-touch touchpad ที่กลายเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานไปแล้วในยุคปัจจุบัน

โน๊ตบุ๊คต้นแบบของแท็บเล็ต

และสุดท้ายโน๊ตบุ๊คที่ถือว่าเป็นต้นแบบของแท็บเล็ตก็ว่าได้ เพราะในปี 2010 Toshiba ได้ปล่อยโน๊ตบุ๊คที่มีความแปลกใหม่ไม่เหมือนใครด้วย Toshiba Libretto W100 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 25 ปีของบริษัทในปีนั้น โดยความที่ไม่เหมือนใครที่ว่านี้คือมาพร้อมหน้าจอ 2 ด้านทั้งบนด้านละ 7 นิ้ว และล่าง โดนทั้ง 2 ด้าน เป็นหน้าจอแบบสัมผัสแบบมีการตอบโต้ ใช้งานคีย์บอร์ดผ่านรูปแบบคีย์บอร์ดเสมือนจากหน้าจอด้านล่าง โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 816.46 ก. เท่านั้น แน่นอนว่า โน๊ตบุ๊ค 2020 ยังไม่สามารถทำได้แบบนี้เลย ซึ่งถือว่าในยุคนั้น Toshiba Libretto W100 เป็นต้นแบบของแท็บเล็ตหน้าจอขนาด 7 นิ้วก็ว่าได้

ลองของจริง OPPO X2 Pro

ออปโป

เปิดตัวมาอย่างตกใจกับ ออปโป X2 และ X2 Pro สิ่งที่ตกใจไม่ใช่ดีไซน์ หรือสิ่งใด แต่เป็นราคา ที่ฟาดเข้าไปเกือบครึ่งหมื่น ทำให้เราเกิดการตั้งคำถามเลยว่าทำไม OPPO ถึงได้กล้าที่จะตั้งราคาสมาร์ทโฟนรุ่นนี้สูงขนาดนี้ อย่างรุ่นท็อปสุด Find X2 Pro 5G ราคาพุ่งไปถึง 40,990 บาท แต่เมื่อได้มีโอกาสทำความรู้จักเจ้า OPPO Find X2 และ X2 Pro ส่วนตัวมองว่า 40,990 บาท กับนวัตกรรมที่มีในสมาร์ตโฟนเครื่องนี้ถือว่า “ถูกเกินไป” หรือเปล่า!?

Display – หน้าจอ

หน้าจอระดับ QHD+ รีเฟรชเรท 120HZ

ออปโป Find X2 มากับหน้าจอ AMOLED ขอบโค้ง ที่ใช้เทคโนโลยี Ultra Vision รีเฟรชเรทสูง 120Hz เพิ่มความลื่นไหลของการเคลื่อนไหวบนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอหรือการสไลด์หน้าจอต่างๆ นอกจากนี้ ยังมี Touch Sampling ที่สูงถึง 240Hz ซึ่งมีความจำเป็นสูงมากสำหรับเหล่าเกมเมอร์ระดับโปร ที่ต้องการความว่องไว และแม่นยำของหน้าจอสัมผัส เพราะแทบจะไม่เกิดอาการหน่วงจากการสัมผัสหน้าจอเลย

หน้าจอของ Find X2 มีความคมชัดสูงถึงระดับ QHD+ และรองรับการแสดงผลแบบ HDR10+ ให้การชมคอนเทนท์ (ที่รองรับ HDR10+) มีความคมชัด รวมทั้งการแสดงผลต่างๆ ก็จะได้ภาพออกมาสมจริงเหมือนตาเห็น และยังมีเทคโนโลยี 01 Ultra Vision Engine ที่มากับฟีเจอร์ Motion Clear ช่วยอัพเสกลวิดีโอจาก 24 – 30fps ให้กลายเป็น 60 – 120fps เพื่อเพิ่มความสมูธให้กับภาพเคลื่อนไหว รวมถึงแปลงภาพให้เป็น HDR ได้ด้วย

Camera – กล้องถ่ายรูป

กล้องหลังสุดคูล ไฮไลท์ของรุ่น พร้อมเซ็นเซอร์ IMX689 สำหรับ FIND X2 PRO โดยเฉพาะ

ออปโป Find X2 Pro มากับกล้องหลังระดับเทพที่สามารถทำคะแนนกล้องรวมจากเว็บไซท์ DxOMark ไปได้ถึง 124 คะแนน ด้วยประสิทธิภาพจากเซ็นเซอร์ Sony IMX689 ที่ OPPO ไปจับมือกับ Sony เพื่อพัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้กับมือถือรุ่นนี้โดยเฉพาะ

กล้องหลังของ OPPO Find X2 Pro มีทั้งหมด 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักเซ็นเซอร์ IMX689 ความละเอียด 48MP มีระบบกันสั่น OIS + เลนส์ Ultra Wide IMX586 ความละเอียด 48MP + เลนส์ Telephoto แบบ Periscope ความละเอียด 13MP มีระบบกันสั่น OIS

กล้องซูมของ OPPO Find X2 Pro สามารถซูมออพติคอลได้ 5x ซูมแบบไฮบริดได้ 10x และดันระยะซูมดิจิตอลไปได้สุดๆ ถึง 60x แถมยังมากับฟีเจอร์ Smooth Zoom ให้ซูมภาพระหว่างถ่ายวิดีโอได้แบบลื่นๆ ไม่กระตุกเวลาเพิ่มระยะซูม ซึ่งจะให้ความรู้สึกเหมือนการใช้กล้องแบบ DSLR เลยทีเดียว

ฟีเจอร์ถ่ายวิดีโอแบบ Live HDR Video ให้สามารถถ่ายวิดีโอสวยๆ หน้าตาไม่หม่นหมอง แม้จะถ่ายย้อนแสงอยู่ ยังไม่หมด แต่เพียงเท่านั้น ยังมีฟีเจอร์ Video Noise Reduction ที่สามารถตัดเสียงรบกวนอย่างเช่นเสียงลมออกได้ ให้เหลือแต่เสียงพูดที่เราต้องการเท่านั้น

ระบบชาร์จสุดไว SUPERVOOC 2.0 OPPO Find X2 และ Find X2 Pro มากับระบบชาร์จไว SuperVOOC 2.0 ที่รองรับการชาร์จไฟได้สูงสุดถึง 65W ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0% – 100% ได้ในเวลาแค่ 38 นาที เท่านั้น

มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 OPPO Find X2 Pro รองรับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นที่ระดับ IP68 ซึ่งสามารถลงน้ำจืดที่ความลึก 1.5 เมตร ได้เป็นเวลาครึ่งชม. ทำให้หมดปัญหาจากการใช้งานมือถือกลางฝน น้ำหกใส่ หรือในที่ฝุ่นเยอะได้แบบสบายๆ โดยไม่มีผลกระทบกับตัวเครื่อง

รองรับเครือข่าย 5G ทุกคลื่นในประเทศไทย OPPO Find X2 Series 5G รองรับ 5G ทุกคลื่นความถี่ในประเทศไทย ทั้ง 700/2600MHz และ mmWave 26GHz (เพิ่งได้รับการยืนยันมาว่าไม่รับนะครับ) รวมถึงคลื่น 3500MHz ในอนาคตอีกด้วย โดยปัจจุบันเครือข่ายที่มีคลื่น 5G ครบและเยอะที่สุดทุกช่วงความถี่ ก็คือ AIS ซึ่งถ้าใครใช้ค่ายนี้ก็น่าจะได้รับประสบการณ์ 5G ก่อนใคร โดยในปัจจุบันมีวางเอาไว้ให้ใช้จริงแล้วตามเส้นรถไฟฟ้าทั้ง BTS ตั้งแต่ จตุจักร-สาทร-สุขุมวิท

รู้อย่างนี้แล้ว คงอาจจะเข้าใจได้เลยว่าการตั้งราคานั้น ไม่เกินความสามารถของคุณภาพเครื่องเลยทีเดียว มาลองจับ ลองถือ กันก่อนได้ เพื่อหาความเหมาะสมที่สุด คลิกเลย!! เพาเวอร์บาย

เหตุผลที่ทุกคนเลือกใช้ Mac

imac

ปัจจุบันต้องยอมรับว่าคอมพิวเตอร์อย่างจำพวก Mac ไม่ว่าจะเป็น MacBook Pro, MacBook Air รวมไปถึง imac, Mac Mini และ Mac Pro จากแบรนด์ Apple คงจะเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใครก็ต่างอยากที่จะเป็นเจ้าของด้วยรูปร่างหน้าตาภายนอกที่ดูหรูหรา ทันสมัย แต่จุดเด่นจริงๆ น่าจะเป็นระบบปฏิบัติการที่มีความเสถียร งานประกอบที่ดีเยี่ยม วัสดุที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบเป็นตัวเครื่องนั้นเป็นระดับเกรด A คุณภาพสูงทั้งหมด จะสังเกตเห็นได้ว่าผู้ทที่ใช้งาน Mac มักจะเป็นผู้ใช้งานที่เป็นมืออาชีพ อย่างเช่น ช่างภาพ หรือช่างวีดีโอ รวมถึงผู้ที่ทำงานเบื้องหลังภาพยนตร์ที่ใช้ในงานตกแต่งรูปภาพและตัดต่อวีดีโอ รวมถึงนักดนตรีที่ใช้ในการแต่งเพลงตัดทำเพลง นักสถาปนิกที่ใช้ในการออกแบบโครงสร้างบ้านหรืออาคาร 3 มิติ เป็นต้น

และคงมีหลายคนสงสัยว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงต้องการใช้งาน Mac มากกว่าคอมพิวเตอร์ หรือโน้ตบุ๊คทั่วไป วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกัน

  • พร้อมใช้งานอย่างรวดเร็ว

มีการเปิดเครื่องเพื่อใช้งานได้อย่างรวดเร็ว หรือตื่นขึ้นมาจาก Sleep ภายใน 2 วินาที โดยกดปุ่ม Power ก็ใช้เวลาในการเปิดไม่นานก็สามารถพร้อมใช้งานได้ทันที รวมไปถึงการปิดเครื่องก็ถือว่าทำได้รวดเร็วมากๆ เช่นกัน

  • ระบบปฏิบัติการมีความเสถียรสูง

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วสำหรับระบบปฏิบัติการที่อยู่ในตัวเครื่อง Mac คือ macOS เป็นระบบปฏิบัติการที่เป็นหัวใจสำคัญของ Mac ทุกเครื่อง จึงทำให้มีความเสถียรภาพสูง เครื่องไม่มีอาการแฮงค์ หรือค้างให้เห็น หากมีก็จะเกิดขึ้นไม่บ่อย

  • ไม่มีไวรัส

นอกจาก macOS จะเป็นระบบปฏิบัติการที่มีความเสถียรสูงแล้ว ยังมีความปลอดภัยด้านระบบการปกป้องเกี่ยวกับมัลแวร์หรือไวรัสอีกด้วย อย่างที่เราพบเจอใน Windows ซึ่งต่างจาก Windows ที่พัฒนาจากระบบเดิมอยู่เสมอ จึงไม่ได้เน้นความปลอดภัยเท่าที่ควร อีกทั้งในส่วนของคนที่เขียนไวรัสขึ้นมานั้น นิยมเขียนให้กับ Windows ที่มีใช้กันอยู่ทั่วไปมากกว่านั่นเอง

  • การดีไซน์มีความล้ำสมัย

อย่างที่ทุกคนเห็นกันอยู่แล้วว่าตัวเครื่องของ Mac ไม่ว่าจะเป็น MacBook Pro, MacBook Air รวมไปถึง imac , Mac Mini และ Mac Pro รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อย่าง iPhone, iPod และ iPad จะมีการออกแบบดีไซน์ที่ทันสมัย สวยงาม สามารถเข้ากับเฟอนิเจอร์เพื่อให้เข้ากับภายในบ้านได้ อีกทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

  • วัสดุคุณภาพสูงงานประกอบเรียบร้อย

Apple สรรหาวัสดุคุณภาพสูงมาเป็นส่วนประกอบตั้งแต่หน้าจอที่ใช้งาน ต้องเป็นหน้าจอคุณภาพสูงที่ไม่เหมือนกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั่วไป ตลอดจนคีย์บอร์ด ที่ชาร์จ และฮาร์ดแวร์ส่วนอื่นๆ ที่ใช้ในเครื่อง Mac ก็ล้วนแล้วแต่ใช้ของเกรด A แทบทุกๆ ชิ้นส่วน

  • มีการเข้ากันของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์โดยสมบูรณ์

เนื่องจาก Apple เป็นคนที่ออกแบบทั้งในส่วนของตัวเครื่องฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการด้วยตนเอง ดังนั้นในเรื่องของการเข้ากันได้ของอุปกรณ์จึงไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย มีการทำงานได้อย่างลงตัวทำให้ Mac เป็นที่ยอมรับจากเหล่ามืออาชีพจากแขนงต่างๆ เช่น ช่างภาพ ช่างวีดีโอ นักกราฟฟิก นักดนตรี และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าแตกต่างจากคอมพิวเตอร์แบรนด์อื่นๆ ที่พวกเขาเคยใช้อย่างแน่นอน

ทั้งหมดนั้นเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่คนส่วนใหญ่ต้องการใช้งาน Mac มากกว่าคอมพิวเตอร์ หรือโน้ตบุ๊คทั่วไป แต่ก็ยังมีหลากหลายเหตุผล ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน แล้วคุณล่ะ เลือกใช้ Mac เพราะเหตุผลใด?

แนะนำสมาร์ทโฟน 5G ที่น่าสนใจ

ไอโฟน xs max

            ต้องบอกเลยว่าในตอนนี้เทรนด์ของการสื่อสารที่มาแรงและน่าสนใจมาก ๆ ในประเทศไทยก็คงไม่พ้นเรื่องราวของเครือข่ายการส่งสัญญาณด้วยความเร็วระดับ 5G แน่ ๆ เพราะว่านี่คืออีกระดับของความรวดเร็วของการเข้าถึงข้อมูลไร้สายในจำนวนที่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะอย่างที่เราทราบกันว่าปัจจุบันนี้ถ้าเราใช้งาน ไอโฟน xs max กับเครือข่าย 4G ก็นับว่ารวดเร็วสะดวกสบายมากแล้ว แต่ถ้าหากว่าได้ใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ ที่รองรับเครือข่ายสัญญาณ 5G นั้นจะเพิ่มมิติใหม่ของการสื่อสารได้มากขนาดไหน

                โดยในช่วงเวลาที่ผ่านมามนต่างประเทศมือถือที่รองรับระบบ 5G ก็เปิดตัวและวางขายมาสักระยะนึงแล้วและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าเครือข่าย 5G ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างและใช้งานได้จริงในหลาย ๆ ประเทศซึ่งในประเทศไทยก็ได้เริ่มมีการติดตั้งโครงข่าย 5G และได้เปิดให้บริการใช้งานกันได้แล้ว ซึ่งสมาร์ทโฟนหลายรุ่นที่รองรับเทคโนโลยีนี้ก็ทยอยเปิดตัวกันออกมาทำให้ตลาดครึกครื้นกัน

                โดยเราจะมาแนะนำสิ่งที่เรียกว่า 5G ในทางเทคนิคแบบคร่าว ๆ ให้ได้ทราบกัน และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการแนะนำสมาร์ทโฟน 5G รุ่นที่น่าสนใจและเปิดตัวในประเทศไทยมาให้ได้ทราบกันเพื่อเป็นข้อมูลตัวสินใจในการเลือกซื้อ

                5G คืออะไร หลายท่านคงมีคำถามนี้อยู่ในใจแน่ ๆ เพราะว่าอาจจะคุ้นเคยกับการใช้งาน 3G และ 4G ที่เป็นการส่งรับข้อมูลไร้สายเพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนหรือ Gadget ต่าง ๆ มาสักพักแล้วและก็ถือว่าครอบคลุมพื้นที่สำคัญในประเทศไทย แต่ว่าเทคโนโลยีก็ไม่หยุดนิ่งอยู่เพียงแค่นั้นเพราะว่าการเข้ามาของ 5G นั้นได้ยกระดับในเรื่องการ Upload และ Download ให้มีความเร็วสูงสุดที่ 20 Gbps ถ้าจะให้เทียบกับ 4G ก็คือมีความเร็วมากกว่า 10 เท่าเลยทีเดียว เพราะว่า 4G ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 1Gbps นอกจากนั้นก็จะทำให้การเชื่อมต่อเสถียรมากยิ่งขึ้นโดยคิดเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ที่ <1ms และสามารถรองรับอุปกรณ์ที่ใช้งานได้มากกว่าระบบ 4G ถึง 10 เท่า ซึ่งเป็นผลดีกับการทำงานในเครือข่ายอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ    

                ซึ่งในส่วนของผู้ใช้งานทั่วไป 5G ก็มีคุณสมบัติด้านความเร็วและเสถียรที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลมัลติมีเดียด้วยความรวดเร็วทันใจและรับข้อมูลได้ครั้งละมาก ๆ อย่างเช่นสามารถดูหนังความชัดระดับ 4K ในระบบสตรีมมิ่งได้อย่างไม่ติดขัด หรือว่าใครที่ใช้งานสมาร์ทโฮมหรือ IoT ก็จะสะดวกสบายในด้านการใช้งานในภาพรวมมากขึ้นไปอีก

                รู้ข้อมูลเบื้องต้นของ 5G อย่างนี้แล้วรองไปดูสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยีดังกล่าวกันดีกว่าว่ามีแบรนด์ใดและรุ่นใดบ้างที่สามารถหาซื้อได้ในประเทศไทยในตอนนี้และเร็ว ๆ นี้

                1. SAMSUNG Galaxy S10 5G

                ถือว่านี่เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกจากเกาหลีใต้ที่รองรับ 5G ได้เลยทีเดียว คุณสมบัติเด่น ๆ ก็คือหน้าจอ Infinity-O Display แบบ Dynamic AMOLED ที่มีขนาด 6.7 นิ้ว รองรับชาร์จเร็ว Super Fast Charging 25W กล้องหลัง 4 ตัว ความระเอียดสูงสุด 16MP พร้อมฟังก์ชั่น 3D Depth Camera ความละเอียดในการบันทึกวิดีโอ 4K 60FPS ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 17,450 บาท

                2. HUAWEI Mate X 5G

                มือถือสัญชาติจีนที่เรารู้จักกันดี โดย HUAWEI Mate X 5G เป็นสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G เป็นรุ่นแรกของแบรนด์ โดยมาในรูปทรงที่ล้ำสมัยแปลกตากว่าสมาร์ทโฟนที่เราเห็นได้ทั่วไปในท้องตลาด เพราะว่าสามารถพับเก็บได้ ชิปประมวลผลก็ถือว่าเป็นรุ่นใหม่รุ่นแรงอย่าง Hisilicon Kirin 980 ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกับ ชิป Modem Balong 5000 ที่เป็นชิปเซ็ต 5G มัลติโหมด ก็สามารถที่จะทำให้ HUAWEI Mate X 5G รับสัญญาณได้ทั้ง 2G, 3G, 4G และ 5G ซึ่งในโหมดของ 5G นั้นก็ทำงานได้ที่ 4.6 Gbps RAM 8GB Rom 512GB รองรับชาร์จเร็ว HUAWEI SuperCharge 55W ในเรื่องกล้องก็จัดเต็มมาอีกเช่นกัน เพราะว่าใช้เลนส์ของ LEICA แบบ Quad Camera ความละเอียดสูงสุด 40MP โดยตอนนี้ยังไม่เปิดตัวเป็นทางการในประเทศไทยแต่ว่าไม่นานเกินรอแน่ ๆ

                และนี่คือเรื่องราวของเทคโนโลยี 5G ที่อยู่ใกล้ตัวคุณจนพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ใครที่ยังใช้งาน ไอโฟน xs max กับเครือข่าย 4G และ 3G อยู่ก็ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติเพราะว่า 5G นั้นเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการใช้งานที่จริงจังมากขึ้นนั่นเอง

โลจิสติกส์ หรือ ลอจิสติกส์ (logistics) คือ?

power buy ส่งของ

ปัจจุบัน โลจิสติกส์ หรือ ลอจิสติกส์ (logistics) กำลังเป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากธุรกิจแทบจะทุกประเภท ทุกอุตสาหกรรม รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ได้มีการใช้ระบบโลจิสติกส์ (Logistics) หรือระบบการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการให้ไปถึงมือผู้บริโภค อย่างที่ power buy ส่งของ ให้ลูกค้าก็ถือว่าเป็นโลจิสติกส์ได้ และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าธุรกิจโลจิสติกส์ในไทยได้มีการแข่งขันกันมากขึ้น เพราะธุรกิจอีคอมเมิร์ช หรือการซื้อขายออนไลน์ได้มีการเติบโตขึ้นมาก แต่หลายคนก็อาจจะยังงงอยู่ว่า แล้วจริงๆ แล้วความหมายของโลจิสติกส์ หรือ ลอจิสติกส์ (logistics) คืออะไร วันนี้เราจะมาทำความรู้จักไปด้วยกัน

ซึ่ง โดยความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโลจิสติกส์ เกิดขึ้นจากจุดเริ่มต้นการขนส่งสินค้าทางทหารเพื่อสนับสนุนการรบหรือกิจกรรมทางทหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกำลังทหาร เสบียง อาวุธ เอกสาร เป็นต้น แต่ไม่แน่ชัด ว่าเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาไหน  อาจจะประมาณช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก็เป็นไปได้

กล่าวคือ โลจิสติกส์ (Logistics) คือ ระบบการจัดการการส่งสินค้า ข้อมูล และทรัพยากรอย่างอื่นจากจุดต้นทางไปยังจุดบริโภคตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมศาสตร์ บริหารธุรกิจ และการจัดการสารสนเทศ เป็นระบบการจัดการการขนส่งทั้งหมด โดยไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนของการขนส่งเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในกระบวนการโลจิสติกส์อีกมากมาย เนื่องจากโลจิสติกส์เป็นการใช้ความคิดในการจัดการการไหลของทรัพยากรขององค์กร โดยต้องคำนึงถึงต้นทุน และเวลา โดยกระบวนการของโลจิสติกส์มีดังนี้

  1. ขั้นตอนการหาวัตถุดิบ สินค้า และบริการ
  2. ขั้นตอนการหา จัดเตรียม เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ แพ็กเกจ สินค้า
  3. ขั้นตอนการจัดส่งสินค้าจากต้นทางไปสู่คลังสินค้าปลายทาง
  4. ขั้นตอนการบริหารสินค้าในคลังสินค้า สถานที่ตั้ง ระบบการจัดเก็บ การจัดการคลังสินค้าก่อนกระจายสินค้า ระบบจัดการเลือกสินค้าเพื่อจำหน่ายออก เช่น เข้าก่อน ออกก่อน รวมถึงปริมาณสินค้าที่ควรจัดเก็บไว้ในคลังเพื่อให้พร้อมบริการ
  5. ขั้นตอนการติดตามกระบวนการโดยผ่านระบบคอมพิวเตอร์ การสื่อสารออนไลน์

หากการขนส่งใช้ต้นทุนลดลง ใช้เวลาลดลง ทุกฝ่ายพึงพอใจ ก็ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ อย่าง power buy ส่งของ เช่นเดียวกัน ดังนั้น เป้าหมายของโลจิสติกส์ก็คือการลดค่าใช้จ่าย ลดระยะเวลาที่ใช้ในการขนส่ง และลดปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้โดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุดนั่นเอง โดยมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในกระบวนการโลจิสติกส์อีกมากมายที่สำคัญดังนี้คือ

  1. Order management/Customer service คือ การจัดการการรับหรือส่งสินค้า และ การบริการลูกค้า
  2. Packaging คือ การคัดเลือกบรรจุภัณฑ์เพื่อมาใช้บรรจุสินค้า
  3. Material handling คือ การขนถ่ายวัสดุภายในโรงงาน หรือ ในคลังสินค้า
  4. Transportations/Mode of transportations (Domestic & International) คือ การขนส่งสินค้าระหว่างสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ
  5. Warehouse management (Layout, locations, control technology/equipment, facility) คือ การจัดการคลังสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการวางผังสินค้า หรือ สถานที่ ที่จะตั้งคลังสินค้า
  6. Inventory control systems (Qty)/ material management คือ ระบบในการบริหารสินค้าคงคลัง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนหรือกระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  7. Supplier management/material management คือ การบริหารจัดการผู้ผลิตวัตถุดิบให้เรา(Supplier) เพื่อให้ได้ วัตถุดิบที่มีคุณภาพ และ เพียงพอต่อความต้องการในเวลาที่เหมาะสม
  8. Distribution center/distribution hub คือ การกำหนดแหล่งที่ตั้งในการกระจายสินค้า เพื่อให้เกิดการกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึง
  9. Manufacturing/production control คือ ระบบควบคุมการผลิต

แจ่มจุใจกับ oppo a37

oppo a37

กลับมาแล้ว!! สำหรับ OPPO แบรนด์ดังจากเมืองจีนแผ่นดินใหญ่กับการเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่น่าจับตามองอย่าง oppo a37  หลังจากที่หายไปนานหลายปี OPPO ตั้งใจพา a37 กลับมาทวงตำแหน่งสมาร์ทโฟนเรือธงสุดทันสมัยและแปลกตาอย่างจริงจัง อาจเรียกได้ว่าเป็นการเปิดตัวสู่ยุคใหม่ พร้อม ๆ กับเปิดตลาดใหม่ในยุโรปด้วย ซึ่งจากในอดีตไปที่ผ่านมา จะสังเกตได้ว่าจุดเด่นของ OPPO อยู่ที่ความสวยงาม ความบาง และแบตเตอรี่ที่อึด   

กล่าวคือ แบรนด์สมาร์ทโฟนในปัจจุบันต่างมีจุดเด่นที่น่าสนใจแตกต่างกันออกไป และ OPPO ก็เป็นผู้นำในเรื่องของการถ่ายภาพโดยเฉพาะความคมชัดของกล้องหน้าซึ่งตอกย้ำชื่อเสียงนี้มาอย่างยาวนานด้วยคอนเซ็ปต์ Selfie Expert ที่หลายคนคุ้นหู และ a37 คือการกลับมาอีกครั้งพร้อมกับสเปคของตัวเครื่องและของกล้องที่เพิ่มขึ้นมา แต่ในราคาที่เอื้อมถึงได้อย่างง่ายดาย ส่วนจะน่าสนใจอย่างไรนั้นไปดูพร้อม ๆ กันเลย

รุ่นนี้มาพร้อมกับจอแสดงผลชนิด IPS ขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด HD 720P (1280 × 720 พิกเซล) ตัวกระจกเป็นแบบโค้ง 2.5D ตามสมัยนิยม และเสริมความแข็งแกร่งด้วยกระจกกันรอยจาก Corning Gorilla Glass 4 ตัวจอแสดงผล มีคุณภาพที่ดี ทั้งสีสัน และการตอบสนองในการสัมผัส ส่วนเรื่องความสวางของหน้าจอยังไม่โดดเด่นมากนัก

ด้านหน้าส่วนบนของตัวเครื่องจะประกอบไปด้วย กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ที่ชูจุดขายด้านเซลฟี่ด้วย pixel size ขนาดใหญ่ถึง 1.4 µm และถัดจากตัวกล้องจะเป็นที่อยู่ของลำโพงสนทนาและชุดเซ็นเซอร์ Accelerometer และ Proximity Sensor

ด้านหน้าส่วนล่าง 3 ปุ่มควบคุมมาตรฐานของระบบแอนดรอยด์ จะเป็นแบบ Capacitive Button มีทีดีไซน์ดู โมเดิร์นขึ้น แต่ทว่าก็ยังไม่มีไฟแบล็คไลท์มาให้ใช้งานนะ โดยตัวปุ่มนั้นจะใช้การสกรีนสัญลักษณ์ด้วยสีเงิน เมื่อเราใช้งานกลางวันหรือในสภาพแสงที่ไม่น้อยจนเกินไปก็ยังพอมองเห็นได้อย่างชัดเจน

ด้านบนของตัวเครื่อง จะมีเพียงช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. เท่านั้น ส่วนด้านล่างจะประกอบไปด้วย พอร์ต Micro USB  ส่วนลำโพงหลักของตัวเครื่องจะอยู่ทางด้านขวามือนะ ส่วนฝั่งซ้ายจะเป็นไมค์สนทนา เมื่อมองแวบแรกนึกว่าจะเป็นลำโพงสเตอริโอ แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วเป็นลำโพงแบบโมโน ตรงนี้เป็นเรื่องของการดีไซน์เพื่อความกลมกลืน

สำหรับด้านซ้ายมือของตัวเครื่องจะมี ปุ่มเพิ่ม-ลด ระดับเสียง ตัวปุ่มจะใช้วัสดุและสีเดียวกันกับตัวเครื่อง การจัดวางตำแหน่งจะอยู่ค่อนมาตรงกลาง ตรงนี้ดีมาก แม้คนมือเล็ก ๆ ก็ยังใช้งานสะดวก เพราะไม่ต้องเอื้อมนิ้วให้เมื่อย

oppo a37 เปิดตัวมาพร้อมกับ Android 5.1.1 (Lollipop)  และครอบทับด้วย user interface ColorOS v.3.0.0i โดย ColorOS เวอร์ชั่นล่าสุด จะมีการปรับปรุงทั้งในส่วนของ UI และฟีเจอร์บางส่วน ในภาพรวม ๆ UI จะดูซอฟท์และสมูธขึ้นกว่าเดิม

สรุปแบบรวมๆ OPPO ปล่อยสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด A37 Brighten Your Selfie ใช้งานง่าย ถ่ายแสงไหนก็สวย สมาร์ทโฟนที่มีดีมากกว่าดีไซน์ด้วยหน้าจอสุดแกร่งขนาด 5 นิ้ว ให้คุณเซลฟี่กันแบบจุใจ ไม่ว่าจะกล้องหน้าหรือกล้องหลังแสงไหนก็ชัดเป๊ะกับสเปคโดนใจในราคาเบาๆ

A37 พิเศษกว่า ด้วยขนาดพิกเซลที่ใหญ่ถึง 1.4 ไมครอน รับแสงได้เยอะสีสันสวยชัดกว่าที่เคย พร้อมกล้องหน้าคมชัด 5 ล้านพิกเซล เซลฟี่แบบไหนก็สวยเริ่ดด้วยโหมด Beautify 4.0 ที่ปรับโทนสีผิวและความเนียนใสได้ถึง 7 ระดับ แสงน้อยแค่ไหนหน้าก็ยังสว่างใสด้วยโหมด Screen Flash แถมฟิลเตอร์แต่งภาพกว่า 10 แบบ ถ่ายง่าย แชะ แชร์ได้ทันใจ ไม่ต้องใช้แอพเพิ่มเติม

กล้องหลังคมชัด 8 ล้านพิกเซล พาโนราม่าเวลาไหนก็สวยเป๊ะด้วยโหมด Ultra HD สุดยอดความละเอียดคมชัดระดับเทพ ถ่ายชัด สีสวยแม้ที่แสงน้อย A37 มาพร้อมหน้าจอขนาด 5 นิ้ว พร้อมขอบโค้ง 2.5 มิติ หน้าจอสุดแกร่งกันทุกรอยขีดข่วนด้วยกระจก Gorilla Glass 4 รุ่นล่าสุด พร้อมดีไซน์หรูหราโค้งมนจับถนัดมือ

A37 ยังรองรับการใช้งาน 4G ได้ทั้ง 2 ซิม สะดวกกว่าด้วยช่องใส่ซิมและเมมโมรี่การ์ดไว้ในถาดเดียว พร้อมแรม 2 GB รอม 16 GB แต่เพิ่มความจุได้มากถึง 128 GB สนุกไปกับลูกเล่นของ ColorOS 3.0 บนระบบปฏิบัติการณ์ Android 5.1 (Lollipop)

เลือกเครื่องปริ้น ให้ปริ้นโดนใจ

เครื่องปริ้น canon

การตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องปริ้นนั้นขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้งานเครื่องปริ้นของแต่ละคน ยังไงต้องลองเลือกเครื่องปริ้นที่เหมาะกับการใช้งานของตัวเองดู ในปัจจุบันเครื่องปริ้นมีหลายยี่ห้อมากๆ อาทิ เครื่องปริ้น canon Hp Fuji Samsung และอีกมากมาย

เลือกจากชนิดเครื่องปริ้น เครื่องปริ้นสำหรับใช้ในบ้านสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ เรามาดูกันก่อนว่าประเภทของเครื่องปริ้นแบบไหนจะเหมาะกับการปริ้นแบบใดกันบ้าง

เครื่องปริ้นอิงค์เจ็ท ซึ่งมีด้วยกันหลายยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องปริ้น canon Hp Fuji และอีกมากมาย ซึ่งส่วนมากเป็นเครื่องปริ้นที่มีขนาดเล็ก แต่สามารถใช้งานได้หลากหลาย จึงเป็นที่นิยมสำหรับการใช้งานในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์รูปหรือภาพถ่ายที่มีสีเยอะ ก็ไม่ทำให้สีผิดเพี้ยน ซึ่งนี่ถือเป็นจุดเด่นของเครื่องปริ้นประเภทนี้เลยล่ะ นอกจากนี้ยังมีรุ่นและยี่ห้อให้เลือกมากมาย ราคาถูกแถมหาซื้อได้ง่าย ๆ อีกด้วย

ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ตัวเครื่องปริ้นจะมีราคาถูก ตัวหมึกกลับไม่ได้ถูกตามไปด้วย ไม่ว่าตัวเครื่องปริ้นจะมีราคาถูกแค่ไหน หากพิมพ์ภาพที่มีสีเยอะ ๆ ก็จะทำให้การพิมพ์นั้นมีราคาสูงอยู่ดี ดังนั้นเวลาที่เราเลือกซื้อเครื่องปริ้นอิงค์เจ็ท จึงควรดูทั้งราคาของเครื่องปริ้นและตัวหมึกไปพร้อม ๆ กัน

เครื่องปริ้นเลเซอร์เป็นเครื่องปริ้นที่มักพบเห็นได้ตามออฟฟิศหรือร้านถ่ายเอกสาร แต่ปัจจุบันนี้คนก็นิยมซื้อมาใช้กันตามบ้านหรือออฟฟิศเล็ก ๆ เหมือนกัน นอกจากจะใช้หมึกแบบกันน้ำแล้ว ค่าใช้จ่ายในการใช้งานยังถือว่าไม่แพงมากอีกด้วย ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะมีราคาสูงแถมยังมีขนาดใหญ่กินพื้นที่ แต่หากต้องใช้พิมพ์เอกสารที่มีจำนวนมากเป็นร้อย ๆ แผ่นหรือต้องการใช้งานในระยะยาว รับรองว่าคุ้มแน่นอน

เครื่องปริ้นเลเซอร์มี 2 ประเภทให้เลือกได้แก่แบบปริ้นสีและแบบปริ้นขาวดำ แต่หากพูดในแง่ของความคมชัดในการพิมพ์สีเครื่องปริ้นชนิดนี้ยังด้อยกว่าเครื่องปริ้นอิงค์เจ็ทอยู่พอสมควร ดังนั้นสำหรับคนที่เน้นการพิมพ์สีอาจจะลองใช้เครื่องปริ้นอิงค์เจ็ทและเครื่องปริ้นเลเซอร์แบบขาวดำควบคู่กันไปก็ได้

เลือกจากลักษณะการนำไปใช้งาน

เครื่องปริ้นที่เราใช้กันยังสามารถแบ่งตามการใช้งานออกได้เป็นหลากหลายชนิด ดังนั้นต่อจากนี้เราจะมาแนะนำเครื่องปริ้น 3 ชนิดหลัก ๆ โดยแบ่งตามลักษณะการนำไปใช้งานให้เพื่อน ๆ ได้ดูกัน ลองเลือกใช้งานตามความเหมาะสมดู

“เครื่องปริ้นสำหรับพิมพ์อย่างเดียว”

เครื่องปริ้นสำหรับพิมพ์อย่างเดียว แค่ชื่อก็บอกไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าสามารถใช้เพื่อพิมพ์งานได้เท่านั้น เครื่องปริ้นชนิดนี้มีฟังก์ชันการใช้งานที่ง่ายไม่ซับซ้อน ขนาดกะทัดรัดแถมยังราคาถูกกว่าเครื่องปริ้นชนิดอื่น ซึ่งสำหรับคนที่ต้องการใช้เครื่องปริ้นเพียงเพื่อพิมพ์ภาพถ่ายและเอกสารแล้วถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานเลย ดังนั้นแทนที่จะซื้อเครื่องปริ้นราคาแพงที่มีฟังก์ชันมากจนเกินความจำเป็นของเรา ลองเลือกเครื่องปริ้นสำหรับพิมพ์เพียงอย่างเดียวมาใช้ดู

เครื่องปริ้นภาพถ่ายเป็นเครื่องปริ้นที่ถูกออกแบบมาเพื่อพิมพ์ภาพถ่ายโดยเฉพาะ จุดเด่นคือเครื่องปริ้นไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์แต่สามารถเชื่อมต่อกับกล้องดิจิทัลหรือสมาร์ทโฟนแล้วสั่งปริ้นได้โดยตรง นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมีขนาดกะทัดรัดที่สุดในบรรดาเครื่องปริ้นทั้งหมด ถึงแม้จะอยู่ในระหว่างเดินทางก็ยังสามารถพิมพ์รูปภาพออกมาได้

อย่างไรก็ตาม เครื่องปริ้นประเภทนี้ก็มีข้อจำกัดในการพิมพ์เหมือนกัน เช่น ไม่สามารถพิมพ์ภาพหรือเอกสารขนาดใหญ่เช่นขนาด A4 หรือ B5 ได้ ดังนั้นสำหรับใครที่ต้องการพิมพ์เอกสารขนาดดังกล่าวล่ะก็ คงจะต้องมีเครื่องปริ้นแบบธรรมดาไว้ใช้คู่กันอีกเครื่อง

เครื่องปริ้นมัลติฟังก์ชันเป็นเครื่องปริ้นที่สามารถใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น แฟกซ์ ถ่ายเอกสาร สแกนได้ในเครื่องเดียว เนื่องจากสามารถใช้งานได้หลากหลาย จึงเป็นที่นิยมสำหรับใช้ในออฟฟิศและสำนักงาน นอกจากนี้บางรุ่นยังสามารถสั่งพิมพ์ข้อมูลหรือภาพถ่ายผ่านสมาร์ทโฟนได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย แม้จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าเครื่องปริ้นประเภทอื่นๆ แต่ก็ช่วยประหยัดพื้นที่ได้มากเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับการติดตั้งเครื่องถ่ายเอกสารหรือเครื่องสแกนแยกต่างหาก นอกจากนี้ด้วยความที่มีเพียงเครื่องเดียว จึงช่วยประหยัดพลังงานและลดปัญหาเรื่องสายไฟพันกันยุ่งเหยิง แค่ใช้งานสแกน ถ่ายเอกสารหรือแฟกซ์เพียงอย่างเดียวเป็นประจำก็คุ้มค่าแล้ว แถมบางรุ่นยังสามารถแปลงหนังสือหรือเอกสารต่างๆ เป็นไฟล์ PDF ได้อย่างง่ายดายด้วยการสแกน ดังนั้นจึงสะดวกสำหรับคนที่ต้องการจัดเก็บข้อมูลเป็นอย่างยิ่ง